รายงานว จ ยในช นเร ยน



Similar documents
แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร

เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ.

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท

โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม.

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง

แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗

ผลการเร ยนร ข อท 6 พ ฒนาโครงงานคอมพ วเตอร โดยการเข ยนโปรแกรมภาษา Basic ได

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา

รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม ก นยายน 2553)

แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...

ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน

แผนการจ ดการความร สถาบ นการพลศ กษา ว ทยาเขตส โขท ย ประจ าป การศ กษา 2555

ห วข อการประกวดแข งข น

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ.

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ

แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report)

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า

และจ ดเก บเอกสารให เป นระบบ

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา

แผนการจ ดการความร ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน

แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร

การบร หารความร และการเร ยนร VII

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน

๒. ล กษณะโครงการ โครงการใหม

แผนปฏ บ ต การประจาป การศ กษา 2557(ต นป ) คณะว ทยาศาสตร และเทคโนโลย มหาว ทยาล ยห วเฉ ยวเฉล มพระเก ยรต

ค าน า คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏสวนด ส ต 31 ม นาคม พ.ศ. 2556

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม

ปก.8/1 ข อม ลพ นฐานของผ ประเม น ผ ประเม น ผ บร หารสถานศ กษา คร คณะกรรมการสถานศ กษา น กเร ยน ผ ปกครอง ผ ท เก ยวข อง...

1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย )

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

แผนการจ ดการเร ยนร และแผนการประเม นผลการเร ยนร (ฉบ บย อ)

เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ

หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.

ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖

จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ

ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ

สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา)

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร

โครงการศ กษา อบรม ประช ม และส มมนาของหน วยต าง ๆ ใน ทร. ประจ าป งป.58 (ในส วนของ อร.)

ระบบและกลไกการประก นค ณภาพการศ กษาของว ทยาล ย

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ

แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม

How To Read A Book

ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ มหาว ทยาล ยราชภ ฏจ นทรเกษม

How To Get A Free Photobook From Thatoomhsp.Com.Com

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก

แผนปฏ บ ต การพ ฒนาสถาบ นครอบคร วจ งหว ดประจวบค ร ข นธ ประจาป พ.ศ (Action Plan) ม.ค. 58 ธ.ค. 57 พ.ย. 57 ก.พ. 58

แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร

แผนการจ ดการความร ป สาขาบร หารการศ กษา Show and share

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.

แผนการจ ดการเร ยนร ท

การประเม นผลการปฏ บ ต ราชการตามค าร บรองการปฏ บ ต ราชการของจ งหว ด ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2554

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557

ช อโครงการ : เร อง หล กส ตรการใช โปรแกรมไมโครซอฟต ออฟฟ ต 2007 (ล ขส ทธ ) ระด บเบ องต น

แผนการจ ดการเร ยนร หน วยท 5

มาตรฐานด านการพ ฒนาช มชนแห งการเร ยนร (2 มาตรฐาน 5 ต วบ งช ) มาตรฐานท 17 สถานศ กษาม การสน บสน นและใช แหล งเร ยนร และภ ม ป ญญาในท องถ น

การลดรอบระยะเวลาของข นตอนการปฏ บ ต ราชการกรมอ ต น ยมว ทยา

อ สลามว ทยาล ยแห งประเทศไทย. ประมวลรายว ชา (course syllabus)

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2556 / ป งบประมาณ 2557 (SU KM 010) หน วยงาน คณะด ร ยางคศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร

แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน

3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน

งานอาช พ 2. อธ บายส วนประกอบของหน าต างโปรแกรม ในหน วยท 4 โครงสร างของเน อการ ค นคว า และการม ส วนร วมใน (5 ส ปดาห )

การจ ดการเร ยนร เน นผ เร ยนเป นส าค ญ

การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document)

KingdomofThailand EDICTOFGOVERNMENT±

Transcription:

รายงานว จ ยในช นเร ยน การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ผ ช วยศาสตราจารย ดร.ศ ร ถ อาสนา ได ร บท นอ ดหน นการว จ ยจากสถาบ นว จ ยและพ ฒนา มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2553

ก ตต กรรมประกาศ การว จ ยเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ส าเร จลงได เพราะความกร ณาของ 3 ผ เช ยวชาญประกอบด วย รองศาสตราจารย สมชาย วงศ เกษม ประธานกรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตร สาขาว ชาการบร หารการศ กษา ดร.ธ ระว ฒน เย ยมแสง กรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชาการบร หาร การศ กษา และ ดร.ศ กด พงษ หอมหวล กรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชาการบร หารจ ดการการศ กษา ท กร ณาประเม นค ณภาพของเคร องม อจนเช อม นว าได เคร องม อว จ ยท ม ค ณภาพ ขอขอบค ณน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏ มหาสารคามท กคน ท ให ความร วมม อในการจ ดก จกรรมการเร ยนร จนท าให การด าเน นงานส าเร จลงด วยด ขอขอบค ณสถาบ นว จ ยและพ ฒนา และคณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคามท กร ณา ประสานงาน และจ ดสรรงบประมาณเพ อการว จ ยในช นเร ยนคร งน ท าให ผ ว จ ยม ขว ญก าล งใจในการศ กษา ค นคว า และปฏ บ ต ก จกรรมว จ ยจนส าเร จด วยด ขอขอบค ณนงเยาว แคนส ข ค ณค ณภ วดล จ ลส คนธ น กศ กษาระด บปร ญญาเอก สาขาว ชาการบร หารจ ดการการศ กษา ร นท 32552 ท แปลบทค ดย อเป น ภาษาอ งกฤษให และ อาจารย ดร. ลดาว ลย ว ฒนบ ตร ผ อ านวยการส าน กว เทศส มพ นธ กร ณาตรวจสอบความ ถ กต องสมบ รณ อ กคร งหน ง ขอบค ณภรรยา (นางพจนา ถ อาสนา) และบ ตรชายท งสอง (นายเฉล มเก ยรต นายป ยศ กด ถ อาสนา) ท ตรวจต นฉบ บ จนเช อม นว าได งานว จ ยในช นเร ยนท ถ กต องเช อถ อได ค ณงามความด ท เก ดจากการว จ ยในคร งน ขออ ท ศส วนก ศลให บ ดา-มารดา (นายหล า-นางจ นด ถ อาสนา) ท ให ส งด งามท กส ง ท กอย างแก ผ ว จ ย ศ ร ถ อาสนา ผ ว จ ย

ช อเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร อง มาตรฐาน ว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ช อผ ว จ ย ผ ช วยศาสตราจารย ดร.ศ ร ถ อาสนา หน วยงานและคณะ โครงการคร ศาสตรด ษฏ บ ณฑ ต สาขาว ชาการบร หารจ ดการการศ กษา คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ป ท ว จ ย 2552 บทค ดย อ การว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต และเพ อศ กษาป ญหา และข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช ว ธ สอน แบบจ กซอว กล มเป าหมายท ท าการศ กษาได แก น กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 โปรแกรม ว ชาว ทยาศาสตร ท วไป จ านวน 20 คน ท ก าล งเร ยนรายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน ต วแปรท ศ กษา แยกเป น ต วแปรต นได แก ว ธ สอนแบบจ กซอว และต วแปรตามได แก ความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษา เคร องม อท ใช ในการว จ ยประกอบด วย แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร ข อทดสอบ ใบงาน แบบ ประเม นความเหมาะสม และแบบบ นท กการส มภาษณ กล ม ว เคราะห ข อม ลด วยการค านวณหาค าเฉล ย ค าร อยละ ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน และว เคราะห เน อหาส าหร บข อม ลเช งค ณภาพ ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจพบว า น กศ กษาสามารถสอบเกณฑ ร อยละ 75 ข นไป ค ดเป น ร อยละ 80 ของจ านวนน กศ กษาท งหมด ผลการพ ฒนาด านท กษะพบว าน กศ กษาส วนใหญ ม ผลงานจากการ ปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานอย ในระด บด มาก ม จ านวนเพ ยงเล กน อยท ม ผลงานอย ในระด บด และระด บพอใช เม อพ จารณาในภาพรวมน กศ กษาส วนใหญ สามารถปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานและเกณฑ การประเม น ระด บด ข นไป ค ดเป นร อยละ 95 ของน กศ กษาท งหมด ผลการปฏ บ ต งานตามใบงานของกล มผ เร ยนสามารถ ปฏ บ ต หร อม พฤต กรรมอย างน อย 5 ด านข นไปจาก 7 ด านท กคน และม ค ณภาพของงานกล มท ปฏ บ ต ตามใบ งานอย ในระด บด (กล มท 2) และระด บด มาก (กล มท 1) ผลการศ กษาเจตคต พบว าผ เร ยนเห นว าการจ ด ก จกรรมการเร ยนการสอนเร องน ม ความเหมาะสมอย ในระด บมาก ด านท ม ความเหมาะสมส งส ดได แก ด าน เน อหา: การน าไปใช ประกอบว ชาช พคร ด านท ม ค าเฉล ยต าส ดได แก ด านส ออ ปกรณ ม ความเหมาะสมระด บ ปานกลาง ผลศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะจากการส มภาษณ กล มม ข อเสนอแนะท น าสนใจค อ ควรย บรวม เน อหาท ซ าซ อนก น ขนาดของกล มไม ควรใหญ เก นไป ควรน าว ธ การว ดประเม นผลแบบน ไปใช ก บเร องอ นๆ บ าง ควรเตร ยมความพร อมด านส ออ ปกรณ ให อย ในสภาพท ใช ได ด ควรปร บเวลาให เหมาะสมก บเน อหา ควร เปล ยนสถานท เร ยนบ างเป นบางคราว อยากให ผ สอนม ความย ดหย นในเร องเวลามากกว าน

TITLE: The Development of Knowledge, Understanding, Skills and Attitude by Using Jigsaw Teaching Method Entitled Standard of Educational Career: Classroom Administration Management Subject for the Third Year Students, General Science Program, the Faculty of Education, Rajabhat Maha Sarakham University RESEARCHER: Asst. Prof. Dr. Siri Thee-Asana FACULTY: The Doctoral of Education Project, Educational Administrative Management, the Faculty of Education, Rajabhat Maha Sarakham University DATE OF RESEARCH: 2009 ABSTRACT The objectives of this research were to: develop knowledge; understanding; skills and attitude, study the problem and suggestions on learning and teaching entitled Standard of Educational Career by using jigsaw method. The target group consisted of 20 third year students who were majoring in general science and studying in classroom administration management subject in the first semester of 2009 academic year. Dependent variable was jigsaw method and independent variables were the students knowledge; understanding; skills and attitude. The instruments used in the research were learning activity plan, a test paper, worksheets, an appropriate assessment form and group interview record. The statistics used to analyze the data were mean, percentage, standard deviation and content analysis for quality data. The results of development of knowledge and understanding revealed that 75% of students could pass the test (80% of all students). For skill development, most of students who had worked with worksheets activity were rated at excellent level while a few students were rated at good and fairly good. The overall of students could work with the worksheets and passed the criteria at high level (95 % of all students). The results of performance based on the worksheets indicated that the students could work five of the seven and the students quality was fair (Group 2) and excellent (Group 1). The results of students attitude found that the activities were suitable at a high level. The highest suitable was content application in teaching career whereas the lowest was materials which was rated at a moderately level. The target group also suggested that there should put the contents that looked similar together. The size of each group should not be too big. The style of this assessment should be used by other subjects. The material and media should be good condition. The time should be suitable with the content. The learning atmosphere should occasionally be changed. And finally the instructors should be flexible about spending time more than this.

สารบ ญ หน า ก ตต กรรมประกาศ บทค ดย อภาษาไทย... Abstract.. สารบ ญ. สารบ ญตาราง. สารบ ญแผนภาพ ก ข ค ง ฉ ช บทท 1 บทน า.. 1 1. ความเป นมา และความส าค ญของ ป ญหา. 1 2. ค าศ พท ส าค ญ.. 3 3. ค าถามการว จ ย... 3 4. ว ตถ ประสงค ของการว จ ย 3 5. ขอบเขตการว จ ย... 4 6. น ยามศ พท เฉพาะ... 4 7. กรอบความค ดในการว จ ย... 5 8. ประโยชน ท ได ร บจากการว จ ย. 5 บทท 2 วรรณกรรมท เก ยวข อง... 6 1. ความส าค ญของการจ ดการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ. 6 2. ร ปแบบการเร ยนการสอนตามแนวค ดของ Bloom. 11 3. ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว และร ปแบบอ นท คล ายคล งก น.. 15 4. สาระส าค ญของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 20 5. งานว จ ยท เก ยวข อง.. 27 บทท 3 ว ธ ด าเน นการว จ ย... 33 1. กล มเป าหมายท ท าการศ กษา 33 2. สถานท และระยะเวลาของการว จ ย 33 3. เคร องม อการว จ ย การสร าง และการหาค ณภาพ. 33 4. การออกแบบการว จ ย. 37 5. การเก บรวบรวมข อม ล... 37 6. สถ ต ท ใช ในการว จ ยและการว เคราะห ข อม ล. 38 7. สร ปข นตอนการว จ ย. 38

บทท 4 ผลการว เคราะห ข อม ล. 39 1. ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 39 2. ผลศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พ ทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว. 44 บทท 5 สร ปผลการว จ ย อภ ปรายผล และข อเสนอแนะ. 48 1. ค าถามการว จ ย.. 48 2. ว ตถ ประสงค ของการว จ ย 48 3. ขอบเขตการว จ ย 48 4. สร ปผลการว จ ย. 49 5. อภ ปรายผล. 50 6. ข อเสนอแนะ... 53 บรรณาน กรม. 55 ภาคผนวก.. 58 ประว ต และผลงานผ ว จ ย.. 75

สารบ ญตาราง หน า ตารางท 1 งานว จ ยท เก ยวข อง... 28 ตารางท 2 คะแนนทดสอบหล งเร ยนของน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม 39 ตารางท 3 อ นด บค ณภาพ และผลการประเม นผลงานใบงานของน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏ มหาสารคาม... 40 ตารางท 4 อ นด บค ณภาพ และผลการประเม นผลงานใบงานของน กศ กษาช นป ท 3 ภาค เร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏ มหาสารคาม... 41 ตารางท 5 ค าเฉล ย ค าเบ ยงเบนมาตรฐานความเหมาะสมของน กศ กษาท ม ต อการจ ดก จกรรมการ เร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา. 43 ตารางท 6 แสดงเน อหาท สมาช กแต ละคนร บผ ดชอบ 61

สารบ ญแผนภาพ หน า แผนภาพท 1 กรอบแนวค ดในการว จ ย... 5 แผนภาพท 2 การออกแบบการว จ ย 37

บทท 1 บทน า 1. ความเป นมาและความส าค ญของป ญหา กฎหมายเก ยวก บการศ กษา นโยบาย แผนพ ฒนาของหน วยงานระด บโยบายทางการศ กษา ศาสนา และว ฒนธรรม อาท พระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ. 2542 และฉบ บท แก ไขเพ มเต ม (ฉบ บท 2) พ.ศ. 2545 แผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2545-2549) แผนพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต ฉบ บท 10 (พ.ศ. 2550-2554) ต างให ความส าค ญเก ยวก บการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญมาก เช นกฎหมายก าหนด ไว ว าการจ ดการศ กษาต องย ดหล กว าผ เร ยนท กคนม ความสามารถเร ยนร และพ ฒนาตนเองได และถ อว าผ เร ยน ม ความส าค ญท ส ด กระบวนการจ ดการศ กษาต องส งเสร มให ผ เร ยนสามารถพ ฒนาตามธรรมชาต และเต มตาม ศ กยภาพ การจ ดการศ กษา ท งการศ กษาในระบบ การศ กษานอกระบบ และการศ กษาตามอ ธยาศ ย ต องเน น ความส าค ญท งความร ค ณธรรม กระบวนการเร ยนร และบ รณาการตามความเหมาะสมของแต ละระด บ การศ กษา การจ ดกระบวนการเร ยนร ให สถานศ กษาและหน วยงานท เก ยวข องจ ดเน อหาสาระและก จกรรมให สอดคล องก บความสนใจและความถน ดของผ เร ยน โดยค าน งถ งความแตกต างระหว างบ คคล ฝ กท กษะ กระบวนการค ด การจ ดการ การเผช ญสถานการณ และการประย กต ความร มาใช เพ อป องก นและแก ไขป ญหา จ ดก จกรรมให ผ เร ยนได เร ยนร จากประสบการณ จร ง ฝ กการปฏ บ ต ให ท าได ค ดเป น และท าเป น ร กการอ าน และเก ดการใฝ ร อย างต อเน อง จ ดการเร ยนการสอนโดยผสมผสานสาระความร ด านต าง ๆ อย างได ส ดส วน สมด ลก น รวมท งปล กฝ งค ณธรรม ค าน ยมท ด งามและค ณล กษณะอ นพ งประสงค ไว ในท กว ชา ส งเสร ม สน บสน นให ผ สอนสามารถจ ดบรรยากาศ สภาพแวดล อม ส อการเร ยน และอ านวยความสะดวกเพ อให ผ เร ยน เก ดการเร ยนร และม ความรอบร รวมท งสามารถใช การว จ ยเป นส วนหน งของกระบวนการเร ยนร ท งน ผ สอน และผ เร ยนอาจเร ยนร ไปพร อมก นจากส อการเร ยนการสอนและแหล งว ทยาการประเภทต างๆ และจ ดการ เร ยนร ให เก ดข นได ท กเวลาท กสถานท ม การประสานความร วมม อก บบ ดามารดา ผ ปกครอง และบ คคลใน ช มชนท กฝ าย เพ อร วมก นพ ฒนาผ เร ยนตามศ กยภาพ และการจ ดการศ กษาต องย ดหล กท ว า การพ ฒนาสาระ และกระบวนการเร ยนร ให เป นไปอย างต อเน อง (กระทรวงศ กษาธ การ. 2546) เช นเด ยวก นก บแผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2545-2549) ได ก าหนดไว เป นแนวทางในการ ด าเน นการค อ แนวนโยบายเพ อด าเน นการเก ยวก บการปฏ ร ปการเร ยนร เพ อพ ฒนาผ เร ยนตามธรรมชาต และ เต มตามศ กยภาพ ม เป าหมายค อ ผ เร ยนเป นคนเก งท พ ฒนาตนเองได เต มตามศ กยภาพ เป นคนด และม ความส ข และม กรอบด าเน นการว า การปฏ ร ปการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ (ส าน กงานคณะกรรมการ การศ กษาแห งชาต. 2545) และส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต (2550) ได ให ความส าค ญในเร องการเร ยนการสอนท ย ดผ เร ยนเป นส าค ญเช นก น กล าวค อได ก าหนดไว ในบทท 2 ย ทธศาสตร การพ ฒนาค ณภาพคนและส งคมไทยส ส งคมแห งภ ม ป ญญาและการเร ยนร ครอบคร วปล กฝ งน ส ย ใฝ ร ร กการอ าน สน บสน นการเร ยนร ตามศ กยภาพและความสนใจอย างต อเน อง ถ ายทอดว ฒนธรรม จาร ต ประเพณ ค าน ยมท ด งาม และอบรมให ร จ กบทบาทและหน าท ม ว น ย ร บผ ดชอบ เป นคนด ม ค ณธรรม ม น าใจ ม จ ตสาธารณะ สถาบ นการศ กษาจะต องพ ฒนากระบวนการเร ยนการสอนท เน นเด กเป นศ นย กลาง ค นหา ศ กยภาพเด กและพ ฒนาให สอดร บก บความสามารถและความถน ด ส ความเป นเล ศ เช อมโยงการเร ยนร ใน

2 แต สภาพป จจ บ นการจ ดกระบวนการเร ยนการสอนในสถานศ กษาท กระด บ ส วนใหญ ย งเป นไปตาม สภาพเด ม กล าวค อ คร ย งจ ดกระบวนการเร ยนการอนเหม อนเด ม ย งย ดคร ย ดเน อหาเป นต วต ง ย งไม ยอมร บ การเร ยนการสอนท ย ดผ เร ยนเป นส าค ญ ด งน น ป ญหาต างๆ จ งตามมา จะเห นได จาก ส าน กงาน คณะกรรมการการศ กษาแห งชาต (2545) ได สร ปป ญหาของการจ ดการศ กษาเพ อเป นฐานในการจ ดท า แผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2554-2559)ไว ว า ค ณภาพการศ กษาของประชากรไทยโดยเฉล ยต าลง และม มาตรฐานค อนข างต าเม อเท ยบก บหลายประเทศในระด บเด ยวก น ส าน กงานร บรองมาตรฐานและประเม น ค ณภาพการศ กษา (องค การมหาชน) (2549) ได เสนอรายงานผลการประเม นค ณภาพภายนอกของสถานศ กษา ระด บข นพ นฐานรอบแรก ว าท มา พบว าในภาพรวมท กส งก ดม โรงเร ยนท ไม ได มาตรฐานมากถ งร อยละ 65 และเม อพ จารณาเฉพาะโรงเร ยนส งก ดส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐาน ผลการประเม นไม ได มาตรฐานถ งร อยละ 66 ซ งมากกว า 20,000 แห งท วประเทศ มาตรฐานท ผลการประเม นไม ได มาตรฐานได แก มาตรฐานด านผ เร ยน ประกอบด วย 1) ความสามารถในการค ดอย างเป นระบบ 2) ความร และท กษะท จ าเป นตาม หล กส ตร 3) ท กษะการแสวงหาความร และพ ฒนาตนเองอย างต อเน อง 4)ท กษะในการท างาน ร กการท างาน สามารถท างานร วมก บผ อ นได และม เจตคต ท ด ต ออาช พส จร ต มาตรฐานด านผ บร หาร ประกอบด วย 1) การ บร หารว ชาการ โดยเฉพาะการม หล กส ตรท เหมาะก บผ เร ยนและท องถ น ม ส อการเร ยนการสอนท เอ อต อการ เร ยนร 2) การส งเสร มก จกรรมและการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ มาตรฐานด านคร ประกอบด วย 1) ความพอเพ ยงของคร 2) ความสามารถของคร ในการจ ดการเร ยนการสอนอย างม ประส ทธ ภาพ โดยเฉพาะการ สอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ สอดคล องก บผลการประเม นค ณภาพภายนอกของ ส าน กงานร บรองมาตรฐาน และประเม นค ณภาพการศ กษา (องค การมหาชน) (2552) พบว าในด านผ เร ยน ส วนใหญ จะไม ได มาตรฐานใน มาตรฐานท ๔ เก ยวก บการค ดว เคราะห ค ดส งเคราะห มาตรฐานท ๕ ด านผลส มฤทธ ทางการเร ยนและ มาตรฐานท ๖ ท กษะการแสวงหาความร ด วยตนเอง ในด านคร ส วนใหญ จะไม ได มาตรฐานในมาตรฐานท ๙ เป นเร องเก ยวก บการจ ดการเร ยนการสอนโดยเน นผ เร ยนเป นส าค ญ ในส วนของการอ ดมศ กษาก เช นก น เม อพ จารณาในรายละเอ ยดผลการประเม นในบางมาตรฐานท เก ยวข องก บการว จ ยคร งน พบว า มาตรฐานท 1 มาตรฐานด านค ณภาพบ ณฑ ต ม สถาบ นอ ดมศ กษาจ านวนหน งม ผลการประเม นในระด บ พอใช จ านวน 18 แห ง ค ดเป นร อยละ 13.74 ผลการประเม นในระด บ ควรปร บปร ง จ านวน 1 แห ง ค ดเป น ร อยละ 0.76 มาตรฐานท 2 มาตรฐานด านงานว จ ยและงานสร างสรรค สถาบ นอ ดมศ กษาส วนหน งม ผลการประเม นใน ระด บ พอใช จ านวน 47 แห ง ค ดเป นร อยละ 35.87 ผลการประเม นในระด บ ควรปร บปร ง จ านวน 15 แห ง ค ดเป นร อยละ 11.45 และ มาตรฐานท 6 มาตรฐานด านหล กส ตรและการเร ยนการสอน ม สถาบ นอ ดมศ กษา ส วนหน งม ผลการประเม นในระด บ พอใช จ านวน 11 แห ง ค ดเป นร อยละ 8.39 และ สมศ.ได ต งข อส งเกตว า สถาบ นท กกล มม ผลการด าเน นในมาตรฐานด านการว จ ยต ากว าในมาตรฐานอ นๆ จากสภาพป ญหาการจ ดการเร ยนการสอนไม เป นไปตามเจตนารมณ ของกฎหมาย แผน นโยบาย ด งกล าว กล าวค อผ สอนไม ได จ ดกระบวนการเร ยนการสอนท ย ดผ เร ยนเป นส าค ญ จ งเก ดผลกระทบท ตามมา โดยเฉพาะในเร องค ณภาพของผ เร ยน ค ณภาพการศ กษาโดยรวมท ไม เป นไปตามประสงค ของส งคม อน ง

3 ue.html.) ด งน น ผ ว จ ยจ งได จ ดท าโครงการว จ ยเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏข น โดยค ดเล อก กล มเป าหมายเพ อท าการศ กษา สร างและหาค ณภาพของเคร องม อ ออกแบบงานว จ ยเป นแบบ One shot case study จ ดก จกรรมการเร ยนร สร ปและเข ยนรายงานว จ ย ซ งคาดว าน กศ กษากล มเป าหมายจะม ความร ความเข าใจ ม ท กษะ และม เจตคต ท ด ต อการจ ดก จกรรมการเร ยนร ในรายว ชา และเร องด งกล าวส งข นกว าเด ม อย างแน นอน 2. ค าศ พท ส าค ญ 2.1 การพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษา 2.2 มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 2.2 ว ธ สอนแบบจ กซอว 3. ค าถามการว จ ย จะพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร องมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา(คร ) ของ น กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ให ส งข นได อย างไร 4. ว ตถ ประสงค ของการว จ ย 4.1 เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พ ทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 4.2 เพ อศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว

4 5. ขอบเขตของการว จ ย 5.1 กล มเป าหมายท ท าการศ กษา เล อกน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป จ านวน 20 คน คณะคร ศาสตร เป นกล มเป าหมายเพ อท าการศ กษา เน องจากเป นกล มน กศ กษาท ก าล งเร ยนรายว ชา การบร หารจ ดการในห องเร ยน และเป นกล มท อาสาสม ครร บการเร ยนร โดยใช ว ธ สอนแบบจ กซอว ก บผ ว จ ย 5.2 ต วแปรท ท าการศ กษา 5.2.1 ต วแปรต น ได แก ว ธ สอนแบบจ กซอว 5.2.2 ต วแปรตาม ได แก ความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร องมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ของน กศ กษา 5.3 ระยะเวลาท ท าการว จ ย ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 5.4 สถานท ท ท าการว จ ย ใช ห อง 335 อาคาร 7 คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม เป น สถานท ท าการว จ ย 5.5 ขอบเขตในด านเน อหา เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ประกอบด วย 5.5.1 ล กษณะของว ชาช พควบค ม 5.5.2 การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม 5.5.3 การประกอบว ชาช พควบค ม 5.5.4 ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 5.5.5 มาตรฐานว ชาช พคร ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการ ปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 5.5.6 มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 5.5.7 มาตรฐานว ชาช พผ บร หารการศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 5.5.8 มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 5.5.9 การประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 6. น ยามศ พท เฉพาะ 6.1 การพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษา หมายถ ง ผ ว จ ยท าให ความร ความ เข าใจ ท กษะ และเจตคต ตามแนวค ดการก าหนดจ ดม งหมายทางการศ กษาของ Bloom ท ง 3 ด านได แก พ ทธ พ ส ย (Cognitive Domain) ท กษะพ ส ย (Psychomotor Domain) และเจตพ ส ย (Affective Domain) ในการ เร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษาของน กศ กษาส งและด ข นกว าเด ม โดยใช ว ธ สอนแบบ จ กซอว 6.2 มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา หมายถ ง ข อก าหนดของผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาซ งได แก คร ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา และบ คลากรทางการศ กษาอ น จะต องประพฤต ปฏ บ ต เพ อให ค ณภาพการศ กษาส งข น ประกอบด วยมาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน

5 6.3 ว ธ สอนแบบจ กซอว หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนการสอนท ส งเสร ม สน บสน นให ผ เร ยนเก ดความ ร วมม อในการเร ยนร ช วยเหล อซ งก นและก น ผ เร ยนเก งกว าให การช วยเหล อผ เร ยนท อ อนกว า ผ เร ยนได เร ยนร ในส งท ตนเองม ความถน ดซ งจะท าให ผ เร ยนภาคภ ม ใจในความส าเร จ และม ความส ข เก ดความสาม คค ในหม คณะ ซ ง ณ ท น ผ ว จ ยได น าว ธ การเร ยนการสอนแบบจ กซอว มาท าการพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาให ด และส งข นกว าเด ม 6.4 น กศ กษา หมายถ ง ผ ท ก าล งศ กษาอย ช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ท ลงทะเบ ยนเร ยนว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน จ านวน 20 คน 7. กรอบแนวค ดของการว จ ย ต วแปรต น ว ธ สอนแบบจ กซอว (Jigsaw) เน อหาส าหร บจ ดก จกรรมการเร ยนร 1. ล กษณะของว ชาช พควบค ม 2. การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม 3. การประกอบว ชาช พควบค ม 4. ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 5. มาตรฐานว ชาช พคร 6. มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา 7. มาตรฐานว ชาช พผ บร หารการศ กษา 8. มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น(ศ กษาน เทศก 9. การประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พ ทางการศ กษา แผนภาพท 1 กรอบแนวค ดในการว จ ย ต วแปรตาม ความร ความสามารถ ท กษะ และ เจตคต ตลอดจนข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา จากแผนภาพกรอบแนวค ดของการว จ ยเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช น ป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม อธ บายได ว า การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว (Jigsaw) ซ งเป นต วแปรต น จะท าให ต วแปรตาม ได แก ความร ความสามารถ ท กษะ และเจตคต ตลอดจนข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษาท ง 9 ประเด น ส งและด ข น 8. ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ ผลส มฤทธ ทางการเร ยนของรายว ชา การบร หารจ ดการในห อเร ยนโดยรวมส งข น เก ดว ฒนธรรมการ เร ยนร ร วมก น เก ดความสาม คค ในหม คณะ เก ดการต นต วอย เสมอ และเก ดการเร ยนร อย างม ความส ข

บทท 2 การทบทวนวรรณกรรมท เก ยวข อง การว จ ยคร งน ได ทบทวนวรรณกรรมท เก ยวข องในเร องต อไปน ค อ 1. ความส าค ญของการจ ดการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ 2. ร ปแบบการเร ยนการสอนตามแนวค ดของ Bloom 3. ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว และร ปแบบอ นท คล ายคล งก น 4. สาระส าค ญของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 5. งานว จ ยท เก ยวข อง 1. ความส าค ญของการจ ดการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ 1.1 กฎหมายแผนนโยบายท เก ยวก บการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ พระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ. 2542 และฉบ บท แก ไขเพ มเต ม (ฉบ บท 2) พ.ศ. 2545 ได ให ความส าค ญเก ยวก บการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญมาก ด งจะเห นได จาก มาตรา ๒๒ การจ ดการ ศ กษาต องย ดหล กว าผ เร ยนท กคนม ความสามารถเร ยนร และพ ฒนาตนเองได และถ อว าผ เร ยนม ความส าค ญ ท ส ด กระบวนการจ ดการศ กษาต องส งเสร มให ผ เร ยนสามารถพ ฒนาตามธรรมชาต และเต มตามศ กยภาพ นอกจากน นกฎหมายด งกล าวได เสนอแนวทางการจ ดการศ กษาและท ถ อว าส าค ญมากไว ในมาตรา ๒๓ ซ งม รายละเอ ยดด งน การจ ดการศ กษา ท งการศ กษาในระบบ การศ กษานอกระบบ และการศ กษาตามอ ธยาศ ย ต องเน นความส าค ญท งความร ค ณธรรม กระบวนการเร ยนร และบ รณาการตามความเหมาะสมของแต ละ ระด บการศ กษาในเร องต อไปน 1)ความร เร องเก ยวก บตนเอง และความส มพ นธ ของตนเองก บส งคม ได แก ครอบคร ว ช มชน ชาต และส งคมโลก รวมถ งความร เก ยวก บประว ต ศาสตร ความเป นมาของส งคมไทยและ ระบบการเม อง การปกครองในระบอบประชาธ ปไตยอ นม พระมหากษ ตร ย ทรงเป นประม ข 2)ความร และท กษะ ด านว ทยาศาสตร และเทคโนโลย รวมท งความร ความเข าใจและประสบการณ เร องการจ ดการ การบ าร งร กษา และการใช ประโยชน จากทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมอย างสมด ลย งย น ความร เก ยวก บศาสนา ศ ลปะ ว ฒนธรรม การก ฬา ภ ม ป ญญาไทย และการประย กต ใช ภ ม ป ญญา 4)ความร และท กษะด านคณ ตศาสตร และ ด านภาษา เน นการใช ภาษาไทยอย างถ กต อง และ 5)ความร และท กษะในการประกอบอาช พและการ ด ารงช ว ตอย างม ความส ข สอดคล องก บมาตรา ๒๔ ม สาระส าค ญค อ การจ ดกระบวนการเร ยนร ให สถานศ กษาและหน วยงานท เก ยวข องด าเน นการด งต อไปน 1)จ ดเน อหาสาระและก จกรรมให สอดคล องก บความสนใจและความถน ดของ ผ เร ยน โดยค าน งถ งความแตกต างระหว างบ คคล 2)ฝ กท กษะ กระบวนการค ด การจ ดการ การเผช ญ สถานการณ และการประย กต ความร มาใช เพ อป องก นและแก ไขป ญหา 3)จ ดก จกรรมให ผ เร ยนได เร ยนร จาก ประสบการณ จร ง ฝ กการปฏ บ ต ให ท าได ค ดเป น และท าเป น ร กการอ านและเก ดการใฝ ร อย างต อเน อง 4)จ ดการเร ยนการสอนโดยผสมผสานสาระความร ด านต าง ๆ อย างได ส ดส วนสมด ลก น รวมท งปล กฝ ง ค ณธรรม ค าน ยมท ด งามและค ณล กษณะอ นพ งประสงค ไว ในท กว ชา 5)ส งเสร มสน บสน นให ผ สอนสามารถจ ด

7 แผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2545-2549) ได ก าหนดไว เป นแนวทางในการด าเน นการค อ แนวนโยบายเพ อด าเน นการเก ยวก บการปฏ ร ปการเร ยนร เพ อพ ฒนาผ เร ยนตามธรรมชาต และเต มตาม ศ กยภาพ ม เป าหมายค อ ผ เร ยนเป นคนเก งท พ ฒนาตนเองได เต มตามศ กยภาพ เป นคนด และม ความส ข และม กรอบด าเน นการว า การปฏ ร ปการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ (ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต. 2545) ส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต (2550) ได ให ความส าค ญในเร องการ เร ยนการสอนท ย ดผ เร ยนเป นส าค ญเช นก น กล าวค อได ก าหนดไว ในบทท 2 ย ทธศาสตร การพ ฒนาค ณภาพ คนและส งคมไทยส ส งคมแห งภ ม ป ญญาและการเร ยนร ครอบคร วปล กฝ งน ส ยใฝ ร ร กการอ าน สน บสน นการ เร ยนร ตามศ กยภาพและความสนใจอย างต อเน อง ถ ายทอดว ฒนธรรม จาร ตประเพณ ค าน ยมท ด งาม และ อบรมให ร จ กบทบาทและหน าท ม ว น ย ร บผ ดชอบ เป นคนด ม ค ณธรรม ม น าใจ ม จ ตสาธารณะ สถาบ นการศ กษาจะต องพ ฒนากระบวนการเร ยนการสอนท เน นเด กเป นศ นย กลาง ค นหาศ กยภาพเด กและ พ ฒนาให สอดร บก บความสามารถและความถน ด ส ความเป นเล ศ เช อมโยงการเร ยนร ในระบบและนอกระบบ การศ กษา ควบค ก บการปล กฝ งค ณธรรม จร ยธรรม และส าน กงานเลขาธ การสภาการศ กษา (2551) ได ก าหนดกรอบท ศทางการพ ฒนาการศ กษาในช วงแผนพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต ฉบ บท 10 (พ.ศ. 2550-2554) ท สอดคล องก บแผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2554-2559) ได ม มาตรการเก ยวก บเร องน ว า เร ง พ ฒนาคร และบ คลากรทางการศ กษาให ม ความร และท กษะในการจ ดการศ กษาท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ (มาตรการท 2 ย ทธศาสตร ท 2) 1.2 แนวค ดการจ ดการเร ยนการสอนโดยเน นท ผ เร ยนเป นส าค ญ ม น กว ชาการหลายคน หลายหน วยงาน หลายแห งได น าเสนอไว น าสนใจ ด งน 1.2.1 ส าน กงานเลขาธ การสภาการศ กษา (2550) ได เสนอแนวค ดการจ ดการเร ยนร ท เน นให ผ เร ยนม ส วนร วมในการจ ดการเร ยนร ผ สอนสามารถกระต นให ผ เร ยนได ค ด ได ปฏ บ ต ด วยเอกล กษณ ของต วเอง แนวค ดท ส าค ญม ด งน 1.2.1.1 การจ ดการเร ยนร เน นท ความส าค ญท ผ เร ยน ให ผ เร ยนม ความส าค ญท ส ดใน กระบวนการเร ยนร 1.2.1.2 ให ผ เร ยนได เร ยนร ด วยการฝ กท กษะการใช กระบวนการค ด การว เคราะห การส งเกต การรวบรวมข อม ล และการปฏ บ ต จร ง ท าได ค ดเป น ท าเป นท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ 1.2.1.3 ผ เร ยนเร ยนร อย างม ความส ข สน กก บการเร ยนร ได ค ด แสดงออกอย างอ สระ บรรยากาศการเร ยนร ท เป นก ลยาณม ตร 1.2.1.4 ผ เร ยนม ส วนร วมในการเร ยนร ท งระบบ 1.2.1.5 ปร บเปล ยนพฤต กรรมการจ ดกระบวนการเร ยนร ของผ สอนให มาเป นผ ร บฟ ง ผ เสนอแนะผ ร วมเร ยนร เป นท ปร กษา ผ สร างโอกาส สร างบรรยากาศท เอ อต อการเร ยนร เป นน กออกแบบการ จ ดกระบวนการเร ยนร ให ผ เร ยนม บทบาทมากท ส ด

8 1.2.1.6 ต องการให เร ยนร ในส งท ม ความหมายต อช ว ต ค อส งท อย ใกล ต ว จากง ายส ยาก จาก ร ปธรรมส นามธรรม โดยใช แหล งการเร ยนร เป นส อ ประสบการณ ช ว ต ธรรมชาต และส งแวดล อมมาเป นฐาน การเร ยนร และประย กต ใช ก บการป องก นและแก ป ญหา 1.2.1.7 ให ผ เร ยนได ม โอกาสฝ กจ ดก จกรรมการเร ยนร ตามความต องการ ความสนใจใฝ เร ยนร ในส งท ต องการอย างต อเน อง เพ อให ได ร บประสบการณ การเร ยนร ด วยตนเอง 1.2.1.8 ถ อว าการเร ยนร เก ดข นได ท กท ท กเวลาท กสถานท 1.2.1.9 ปล กฝ ง สอดแทรกค ณธรรมจร ยธรรม ค าน ยมท ด งาม และค ณล กษณะอ นพ งประสงค ใน ท กสาระการเร ยนร 1.2.2 สมศ กด ภ ว ภาดาวรรธน (อ างถ งหวน พ นธ พ นธ. 2548) ได สร ปหล กส าค ญของการเร ยนร ท ย ดผ เร ยนเป นศ นย กลางหร อเน นผ เร ยนเป นส าค ญแยกเป นข อๆ รวม 7 ข อ ด งน 1.2.2.1 ความต องการหร อความสนใจของผ เร ยนเป นส าค ญ 1.2.2.2 เป ดโอกาสให ผ เร ยนม ส วนร วมในการเร ยนมากท ส ด 1.2.2.3 เน นให ผ เร ยนสามารถสร างสร างองค ความร ได ด วยตนเอง หมายความว าให สามารถ เร ยนร จากประสบการณ ในสภาพความเป นจร ง สามารถว จ ยเช งปฏ บ ต การ และส บค นหาความร ด วยตนเอง 1.2.2.4 เป นการพ งพาตนเอง เพ อให เก ดท กษะท จะน าส งท เร ยนร ไปใช ได จร งในช ว ตประจ าว น และสามารถเข าใจว ธ การเร ยนร ของตนได ค อร ว ธ ค ดของตนเองและพร อมท จะปร บเปล ยนว ธ ค ดอย าง เหมาะสม ไม เน นท การจดจ าเพ ยงเน อหา 1.2.2.5 เน นการประเม นตนเอง เด มผ สอนเป นผ ประเม น การเป ดโอกาสให ผ เร ยนประเม น ตนเองอย างสม าเสมอและต อเน อง จะช วยให ผ เร ยนเข าใจตนเองได ช ดเจนข น ร จ ดเด นจ ดด อยและพร อมท จะ ปร บปร งหร อพ ฒนาตนเองให เหมาะสมย งข น การประเม นในส วนน เป นการประเม นตามสภาพจร งและใช แฟ ม สะสมผลงานช วย 1.2.2.6 เน นความร วมม อ ซ งเป นท กษะท ส าค ญในการด าเน นช ว ตประจ าว น 1.2.2.7 เน นร ปแบบการเร ยนร ซ งอาจจ ดได ท งในร ปเป นกล มหร อเป นรายบ คคล 1.2.3 หวน พ นธ พ นธ (2548) ได เสนอการสอนท ย ดผ เร ยนเป นศ นย กลาง โดยใช "หล ก 5 ค." ได แก ค น คว า ค ด คาย คณะ และได อธ บายรายละเอ ยด ด งน 1.2.3.1 ค น หมายถ งให ผ เร ยนค นเน อหาความร จากห องสม ด จากอ นเตอร เน ต ไปถามคนใน ช มชน ไปถามผ ร จากหน วยงานต างๆ ไปศ กษานอกสถานท ตามสถานท ต างๆ เหล าน เร ยกว า "ค น" ท งส น 1.2.3.2 คว า เม อผ เร ยนค นจากห องสม ดแล วก จดมา บ นท กมา หร อถ ายเอกสารมา ค นจาก อ นเตอร เน ตแล ว Print มา หร อไปถามคนในช มชน ไปถามผ ร จากหน วยงานต างๆ ไปศ กษานอกสถานท แล ว ก จดบ นท กมาเช นก น เหล าน เร ยกว า "คว า" น นเอง 1.2.3.3 ค ด เม อจดมา บ นท กมา ถ ายเอกสารมา หร อ Print มาจากอ นเตอร เน ตแล ว ก ให ผ เร ยน น ามาค ด น ามาว เคราะห ถ งข อด ข อเส ย รวมท งน าไปใช ประโยชน ได หร อไม อย างไร และอ นๆ แล วค ดรวบรวม และเร ยบเร ยง เพ อจะเข ยนรายงานต อไป 1.2.3.4 คาย เม อผ เร ยนได ค ดได ว เคราะห ได ค ดรวบรวมและเร ยบเร ยงแล วก น ามาเข ยนรายงาน และน ามารายงานให เพ อนในช นฟ ง การเข ยนรายงาน การรายงานให เพ อนฟ ง แสดงว าเป น "คาย" น นเอง 1.2.3.5 คณะ หมายถ งการให ผ เร ยนท างานก นเป นกล ม (คณะ) เพ อค น คว า ค ด คาย ท กล าว มาแล ว การให ผ เร ยนท างานเป นกล ม ถ อว าท างานเป น "คณะ"

9 1.2.4 อาภรณ ใจเท ยง (2544) เห นว าการสอนโดยเน นท ผ เร ยนเป นส าค ญ จะช วยพ ฒนาผ เร ยนใน ท กด าน ท งด านร างกาย อารมณ ส งคม สต ป ญญา ท งด านความร ท กษะและเจตคต (ล กษณะน ส ย) และท ง ด าน IQ (Intelligence Quotient) และด าน EQ (Emotional Quotient) ซ งจะน าไปส ความเป นคนเก ง คนด และม ความส ข ด งน นผ สอนท กคนจ งจ าเป นต องปร บเปล ยนบทบาทของตนเองจากการเป นผ บอกความร ให จบไปในแต ละคร งท เข าสอนมาเป นผ เอ อ อ านวยความสะดวก(Facilitator)ในการเร ยนร ให แก ผ เร ยนกล าวค อ เป นผ กระต นส งเสร มสน บสน นจ ดส งเร าและจ ดก จกกรมให ผ เร ยน เก ดการพ ฒนาให เต มตามศ กยาภาพ ความสามารถ ความถน ด และความสนใจของแต ละบ คคล การจ ดก จกรรมจ งต องเป นก จกรรมท ผ เร ยนได ค ด ว เคราะห ว จารณ สร างสรรค ศ กษาและค นคว าได ลงม อปฏ บ ต จนเก ดการเร ยนร และค นพบความร ด วยตนเอง เป นสาระ ความร ด วยตนเอง ร กการอ าน ร กการเร ยนร อ นจะน าไปส การเร ยนร ตลอดช ว ต(Long-life Education) และเป นบ คคลแห งการเร ยนร (Learning Man) ผ สอนจ งต องสอนว ธ การแสวงหาความร (Learn how to learn) มากกว าสอนต วความร สอนการค ดมากกว าสอนให ท องจ าสอนโดยเน น ผ เร ยนเป นส าค ญ มากกว าเน นท เน อหาว ชา และ อาภรณ ใจเท ยงได พ ดถ งต วบ งช ของผ เร ยนและของคร ท แสดงว าม การจ ดการเร ยนการสอนท ย ดผ เร ยนเป นส าค ญไว พร อมสร ปล กษณะของการจ ดก จกรรมการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญไว ด งน 1.2.4.1 ต วบ งช การเร ยนของผ เร ยน 1) ผ เร ยนม ประสบการณ ตรงส มพ นธ ก บธรรมชาต และส งแวดล อม 2) ผ เร ยนฝ กปฏ บ ต จนค นพบความถน ดและว ธ การของตนเอง 3) ผ เร ยนท าก จกรรมแลกเปล ยนเร ยนร จากกล ม 4) ผ เร ยนฝ กค ดอย างหลากหลายและสร างสรรค จ นตนาการ ตลอดจนได แสดงออกอย าง ช ดเจนและม เหต ผล 5) ผ เร ยนได ร บการเสร มแรงให ค นหาค าตอบแก ป ญหาท งด วยตนเองและร วมด วยช วยก น น กเร ยนได ฝ กค น รวบรวมข อม ลและสร างสรรค ความร ด วยตนเอง 6) ผ เร ยนเล อกท าก จกรรมตามความสามารถ ความถน ด และความสนใจของตนเองอย างม ความส ข 7) ผ เร ยนน กเร ยนฝ กตนเองให ม ว น ยและร บผ ดชอบในการท างาน 8) ผ เร ยนฝ กประเม น ปร บปร งตนเองและยอมร บผ อ น ตลอดจนใฝ หาความร อย างต อเน อง 1.2.4.2 ต วบ งช การสอนของคร 1) คร เตร ยมการสอนท งเน อหา และว ธ การ 2) คร จ ดส งแวดล อมและบรรยากาศท ปล กเร าจ งใจและเสร มแรงให น กเร ยนเก ดการเร ยนร 3) คร เอาใจใส น กเร ยนเป นรายบ คคล และแสดงความเมตตาต อน กเร ยนอย างท วถ ง 4) คร จ ดก จกรรมและสถานการณ ให น กเร ยนได แสดงออกและค ดอย างสร างสรรค 5) คร ส งเสร มให น กเร ยนฝ กค ด ฝ กท า และฝ กปร บปร งด วยตนเอง 6) คร ส งเสร มก จกรรมแลกเปล ยนเร ยนร จากกล มพร อมท งส งเกตส วนด และปร บปร งส วน ด อยของน กเร ยน 7) คร ใช ส อการสอนเพ อฝ กการค ด การแก ป ญหา และการค นพบความร 8) คร ใช แหล งเร ยนร ท หลากหลายและเช อมประสบการณ ก บช ว ตจร ง 9) คร ฝ กฝนก ร ยามารยาทและว น ย ตามว ถ ว ฒนธรรมไทย

10 10) คร ส งเกตและประเม นพ ฒนาการของน กเร ยนอย างต อเน อง 1.2.4.3 สร ปล กษณะของการจ ดก จกรรมการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ 1) Active Learning เป นก จกรรมท ผ เร ยนเป นผ กระท า หร อปฏ บ ต ด วยตนเอง ด วยความ กระต อร อร น เช น ได ค ด ค นคว า ทดลองรายงาน ท าโครงการ ส มภาษณ แก ป ญหา ฯลฯ ได ใช ประสาทส มผ ส ต าง ๆ ท าให เก ดการเร ยนร ด วยตนเองอย างแท จร ง ผ สอนท าหน าท เตร ยมการจ ด บรรยากาศการเร ยนร จ ด ส อส งเร าเสร มแรงให ค าปร กษาและสร ปสาระการเร ยนร ร วมก น 2) Construct เป นก จกรรมท ผ เร ยนได ค นพบสาระส าค ญหร อองค การความร ใหม ด วย ตนเอง อ นเก ด จากการได ศ กษาค นคว าทดลอง แลกเปล ยนเร ยนร และลงม อปฏ บ ต จร ง ท าให ผ เร ยนร กการ อ าน ร กการศ กษาค นคว าเก ดท กษะในการแสวงหาความร เห นความส าค ญของการเร ยนร ซ งน าไปส การเป น บ คคลแห งการเร ยนร (Learning Man) ท พ งประสงค 3) Resource เป นก จกรรมท ผ เร ยนได เร ยนร จากแหล งเร ยนร ต าง ๆ ท หลากหลายท งบ คคล และ เคร องม อท งในห องเร ยน และนอกห องเร ยน ผ เร ยนได ส มผ สและส มพ นธ ก บส งแวดล อมท งท เป นมน ษย (เช น ช มชน ครอบคร ว องค กรต างๆ) ธรรมชาต และเทคโนโลย ตามหล กการท ว า "การเร ยนร เก ดข นได ท กท ท กเวลาและท กสถานการณ )" 4) Thinking เป นก จกรรมท ส งเสร มกระบวนการค ด ผ เร ยนได ฝ กว ธ ค ดในหลายล กษณะ เช น ค ดคล อง ค ดหลากหลาย ค ดละเอ ยด ค ดช ดเจน ค ดถ ก ทางค ดกว าง ค ดล กซ ง ค ดไกล ค ดอย างม เหต ผล เป นต น การฝ กให ผ เร ยนได ค ดอย เสมอในล กษณะต าง ๆ จะท าให ผ เร ยนเป นคนค ดเป น แก ป ญหาเป น ค ด อย างรอบคอบม เหต ผล ม ว จารณญาณ ในการค ด ม ความค ดสร างสรรค ม ความสามารถในการค ดว เคราะห ท จะเล อกร บและปฏ เสธข อม ล ข าวสารต าง ๆ ได อย างเหมาะสม ตลอดจนสามารถแสดงความค ด เห นออกได อย างช ดเจนและม เหต ผลอ นเป นประโยชน ต อการด ารงช ว ตประจ าว น 5) Happiness เป นก จกรรมท ผ เร ยนได เร ยนอย างม ความส ข เป นความส ขท เก ดจาก ประการท หน ง ผ เร ยนได เร ยนในส งท ตนสนใจสาระการเร ยนร ชวนให สนใจใฝ ค นคว าศ กษาท าทาย ให แสดง ความสามารถและให ใช ศ กยภาพของตนอย างเต มท ประการท สองปฏ ส มพ นธ (Interaction) ระหว างผ เร ยนก บ ผ สอนและระหว างผ เร ยนก บผ เร ยน ม ล กษณะเป นก ลยาณม ตร ม การช วยเหล อ เก อก ลซ งก นและก น ม ก จกรรมร วมด วยช วยก น ท าให ผ เร ยนร ส กม ความส ขและสน กก บการเร ยน 6) Participation เป นก จกรรมท ผ เร ยนม ส วนร วมในการวางแผนก าหนดงาน วางเป าหมาย ร วมก น และม โอกาสเล อกท างานหร อศ กษาค นคว าในเร องท ตรงก บความถน ดความสามารถ ความสนใจ ของ ตนเอง ท าให ผ เร ยนเร ยนด วยความกระต อร อร น มองเห นค ณค าของส งท เร ยนและสามารถ ประย กต ความร น าไปใช ประโยชน ในช ว ตจร ง 7) Individualization เป นก จกรรมท ผ สอนให ความส าค ญแก ผ เร ยนในวามเป นเอก ตบ คคล ผ สอนยอมร บในความสามารถ ความค ดเห น ความแตกต างระหว างบ คคลของผ เร ยน ม งให ผ เร ยนได พ ฒนา ตนเองให เต มศ กยภาพมากกว าเปร ยบเท ยบแข งข นระหว างก นโดยม ความเช อม นผ เร ยนท กคนม ความสามารถ ในการเร ยนร ได และม ว ธ การเร ยนร ท แตกต างก น 8) Good Habit เป นก จกรรมท ผ เร ยนไดพ ฒนาค ณล กษณะน ส ยท ด งาม เช น ความ ร บผ ดชอบ ความเมตตา กร ณา ความม น าใจ ความขย น ความม ระเบ ยบว น ย ความเส ยสละ ฯลฯ และ ล กษณะน ส ยในการท างานอย างเป นกระบวนการการท างานร วมก บผ อ น การยอมร บผ อ น และ การเห นค ณค า ของงาน เป นต น

11 1.2.5 ประเวศ วะส (2541) ได กล าวไว ว าต องปฏ ร ปกระบวนการเร ยนร ใหม จากการเอาว ชาเป นต ว ต งไปส การเอาคนและสถานการณ จร งเป นต วต ง เร ยนจาก ประสบการณ และก จกรรม จากการฝ กห ดจากการ ต งค าถามและจากการแสวงหาค าตอบซ งจะท าให สน ก ฝ กป ญญาให กล าแข ง ท างานเป น ฝ กค ณล กษณะอ น ๆ เช น ความอดทน ความร บผ ดชอบ การช วยเหล อซ งก นและก น การรวมกล ม การจ ดการ การร จ กตน สอดคล องก บ ส มมา รธน ธย (2546) ได กล าวถ งศาสตร การสอนของคร ย คใหม ในโลกป จจ บ นซ งต อง เปล ยนแปลงให เหมาะสมก บบร บทของส งคมท แปรเปล ยนไปกล าวค อ 1.2.5.1 การเร ยนร ท เน นผ เร ยน แทนการเน นผ สอนโดยยอมร บแนวความค ดท ว า ผ เร ยนม ความ แตกต างอย างหลากหลาย ม ศ กยภาพต างก น ม ค ณค าในตนเอง 1.2.5.2 การเร ยนร ท เน นการค ด แทนการจด การจ า เพราะการค ดเป นการใช สต ป ญญา ศ กษา ว เคราะห เช อมโยงไปส การปฏ บ ต ในช ว ตจร ง 1.2.5.3 การเร ยนร ท เน นความร วมม อ แลกเปล ยนความร ความค ดก บบ คคลอ น เพ อพ ฒนา ความค ดให กว างขวางก าวไกล 1.2.5.4 การเร ยนร ท เน นการเร ยนอย างม ความส ข บรรยากาศของการเร ยนร ท ม ความส ขตาม ความต องการ ความสนใจของผ เร ยน จะเป นประสบการณ ท ม ค ณค า น าพ งพอใจ อ นเป นผลให เก ดแรงกดก น ให เก ดการเร ยนร อย างส บเน องตลอดช ว ต 1.2.5.5 การเร ยนร ท เน นค ณธรรมจร ยธรรม อ นเป นเคร องก าก บให ผ เร ยนได ตระหน ก ระล กถ ง ความเหมาะสมในการใช ความร ความสามารถไปในทางท ถ กต องเหมาะสมอ นจ าเป นต อส นต ส ขในส งคม จ งเห นได ว า การเร ยนการสอนโดยเน นท ผ เร ยนเป นส าค ญ จะช วยพ ฒนาผ เร ยนในท กด าน ท งด าน ร างกาย อารมณ ส งคม สต ป ญญา ท งด านความร ท กษะ และเจตคต (ล กษณะน ส ย) และท งด าน IQ (Intelligence Quotient) ด าน EQ (Emotional Quotient) และด านค ณธรรมจร ยธรรม (Morality) ซ งจะน าไปส ความเป น คนเก ง คนด และความส ขตามเป าหมายการจ ดการศ กษาในป จจ บ น ส งคมจะเก ดส นต ส ขอย างย งย น ส บไป 2. ร ปแบบการเร ยนการสอนตามแนวค ดของ Bloom ท ศนา แขมมณ (2548) ได กล าวถ งร ปแบบการเร ยนการสอนตามแนวค ดของ Bloom ไว อย าง หลากหลาย ผ ว จ ยขอสร ปเฉพาะประเด นท ส าค ญ ด งน 2.1 จ ดม งหมายทางการศ กษา Bloom ได จ ดจ ดม งหมายทางการศ กษาไว 3 ด านค อ ด านพ ทธ พ ส ย ด านจ ตพ ส ย และด านท กษะ พ ส ย กล าวค อเม อบ คคลเก ดการเร ยนร จะเก ดการเปล ยนแปลงด งน (Bloom. 1959) 2.1.1 พ ทธ พ ส ย การเปล ยนแปลงทางด านความร ความเข าใจ และความค ด (Cognitive Domain) หมายถ ง การเร ยนร เก ยวก บเน อหาสาระใหม ก จะท าให ผ เร ยนเก ดความร ความเข าใจส งแวดล อมต าง ๆ ได มากข น เป นการเปล ยนแปลงท เก ดข นในสมอง 2.1.2 เจตพ ส ยการเปล ยนแปลงทางด านอารมณ ความร ส ก ท ศนคต ค าน ยม (Affective Domain) หมายถ ง เม อบ คคลได เร ยนร ส งใหม ก ท าให ผ เร ยนเก ดความร ส กทางด านจ ตใจ ความเช อ ความสนใจ 2.1.3 ท กษะพ ส ย ความเปล ยนแปลงทางด านความช านาญ (Psychomotor Domain) หมายถ ง การ ท บ คคลได เก ดการเร ยนร ท งในด านความค ด ความเข าใจ และเก ดความร ส กน กค ด ค าน ยม ความสนใจด วย

12 แล ว ได น าเอาส งท ได เร ยนร ไปปฏ บ ต จ งท าให เก ดความช านาญมากข น เช น การใช ม อ เป นต น 2.2 ระด บจ ดม งหมายตามระด บความร Bloom ได จ ดระด บจ ดม งหมายตามระด บความร จากต าไปส งไว 6 ระด บค อ ระด บความร ความจ า ความเข าใจ การน าไปใช การว เคราะห การส งเคราะห และการประเม นผล ซ งผ สอนสามารถน าไปใช เป น แนวในการต งค าถาม เพ อกระต นให ผ เร ยนเก ดการค ดในระด บท ส งข นไปเร อยๆ ต วอย างเช นเม อถามค าถาม แล วพบว าผ เร ยนม ความร ในเร องใดเร องหน งแล ว ผ สอนควรต งค าถามในระด บท ส งข น ค อระด บความเข าใจ หร อถ าผ เร ยนม ความเข าใจแล ว ผ สอนก ควรต งค าถามในระด บท ส งข นไปอ ก ค อระด บการน าไปใช การท ผ สอนจะสามารถต งค าถามเพ อกระต นความค ดของผ เร ยนตามจ ดม งหมายของระด บความร ท ง 6 ประการ ผ สอนจ าเป นต องเข าใจล กษณะของความร แต ละระด บ และพฤต กรรมท แสดงออกถ งความร น น ด งน 2.2.1 การเร ยนร ในระด บความร ความจ า (Knowledge) การเร ยนร ในระด บน เป นการเร ยนร ท ผ เร ยน สามรถตอบได ว าส งท ได เร ยนร มาม สาระอะไรบ าง ซ งการท สามารถตอบได น น ได มาจากการจดจ าเป นส าค ญ ด งน น ค าถามท ใช ในการทดสอบการเร ยนร ในระด บน จ งม กเป นค าถามท ถามถ งข อม ล สาระ รายละเอ ยด ของส งท เร ยนร และให ผ เร ยนแสดงพฤต กรรมท บ งช ว าตนเองม ความร ความจ าในเร องน นๆ ด งต วอย าง ด งน 2.2.1.1 ต วอย างพฤต กรรมท บ งช การเร ยนร ในระด บความร ความจ า เช น 1) บอก 2) รวบรวม 3) เล า 4) ประมวล 5) ช 2.2.1.2 ต วอย างเน อหาส งท ถามถ ง เช น 1) ศ พท 2) ว ธ การ 3) เกณฑ 4) หมวดหม 5) กระบวนการ 2.2.2 การเร ยนร ในระด บความเข าใจ (comprehension) หมายถ งการเร ยนร ในระด บท ผ เร ยนเข าใจ ความหมาย ความส มพ นธ และโครงสร างของส งท เร ยนและสามารถอธ บายส งท เร ยนร น นได ด วยค าพ ดของ ตนเอง ผ เร ยนท ม ความเข าใจในเร องหน ง หล งจากได ความร ในเร องน นมาแล ว จะสามารถแสดงออกได หลาย ทาง เช น สามารถต ความได แปลความได เปร ยบเท ยบได บอกความแตกต างได เป นต น ด งน น ค าถามใน ระด บน จ งม กเป นค าถามท ช วยให ผ เร ยนแสดงพฤต กรรมท บ งช ถ งความเข าใจของตนเองในเร องน นๆ ด ง ต วอย างต อไปน 2.2.2.1 ต วอย างท บ งช ถ งการเร ยนร ในระด บความเข าใจ 1) อธ บาย (โดยใช ค าพ ด) 2) ขยายความ 3) เปร ยบเท ยบ 4) ลงความเห น 5) แปลความหมาย 2.2.2.2 ต วอย างเน อหาส งท ถามถ ง 1) ศ พท 2) ว ธ การ 3) ความหมาย 4) กระบวนการ 2.2.3 การเร ยนร ในระด บการน าไปใช (application) หมายถ งการเร ยนร ในระด บท ผ เร ยนสามารถน า ข อม ล ความร และความเข าใจท ได เร ยนร มาไปใช ในการหาค าตอบและแก ป ญหาในสถานการณ ต างๆ ด งน น

13 2.2.3.1 ต วอย างพฤต กรรมท บ งช ถ งการเร ยนร ในระด บการน าความร ไปใช 1) ประย กต ปร บปร ง 2) แก ป ญหา 3) เล อก 4) จ ด 5) ท า ปฏ บ ต แสดง สาธ ต ผล ต 2.2.3.2 ต วอย างเน อหาส งท ถามถ ง 1) กฎ 2) ว ธ การ 3) ปรากฏการณ 4) ข อสร ป 2.2.4 การเร ยนร ในระด บการว เคราะห (analysis) หมายถ งการเร ยนร ในระด บท ผ เร ยนต องใช การ ค ดอย างม ว จารณญาณและการค ดท ล กซ งข นเน องจากไม สามารถหาค าตอบได จากข อม ลท ม อย โดยตรง ผ เร ยนต องใช ความค ดหาค าตอบจากการแยกแยะข อม ลและหาความส มพ นธ ของข อม ลท แยกแยะน น หร ออ ก น ยหน งค อการเร ยนร ในระด บท ผ เร ยนสามารถจ บได ว าอะไรเป นสาเหต เหต ผล หร อแรงจ งใจท อย เบ องหล ง ปรากฏการณ ใดปรากฏหน ง 2.2.4.1 การว เคราะห โดยท วไปม 2 ล กษณะค อ 1) การว เคราะห จากข อม ลท ม อย เพ อให ได ข อสร ปและหล กการท สามารถน าไปใช ใน สถานการณ อ นๆ ได 2) การว เคราะห ข อสร ป ข ออ างอ งหร อหล กการต างๆ เพ อหาหล กฐานท สามารถสน บสน น หร อปฏ เสธข อความน น (1) ต วย างพฤต กรรมท สามารถบ งช ถ งการเร ยนร ในระด บว เคราะห ได ม ด งน - จ าแนกแยกแยะ - หาข ออ างอ ง - หาเหต และผล - หาหล กฐาน - หาความส มพ นธ (2) ต วอย างเน อหาส งท ถามถ ง - ข อม ล ข อความ เร องราว เหต การณ - เหต และผล องค ประกอบ ความค ดเห น - สมสต ฐาน ข อย ต ความม งหมาย 2.2.5 การเร ยนร ในระด บการส งเคราะห (synthesis) หมายถ งการเร ยนร ท อย ในระด บท ผ เร ยน สามารถ (1) ค ด ประด ษฐ ส งใหม ข นมาได ซ งอาจอย ในร ปของส งประด ษฐ ความค ด หร อภาษา (2) ท านาย สถานการณ ในอนาคตได (3) ค ดว ธ การแก ป ญหาได (แต แตกต างจากการแก ป ญหาในข นการน าไปใช ซ งจะม ค าตอบถ กเพ ยงค าตอบเด ยว แต ว ธ การแก ป ญหาในข นน อาจม ค าตอบได หลายค าตอบพฤต กรรมท สามารถ บ งช การเร ยนร ในระด บน ม ด งน 2.2.5.1 ต วอย างพฤต กรรมท บ งช ถ งการเร ยนในระด บการส งเคราะห 1) เข ยนบรรยาย อธ บาย เล า บอก เร ยบเร ยง 2) สร าง จ ด ประด ษฐ แต ง ด ดแปลง ปร บ แก ไข ท าใหม ออกแบบ ปฏ บ ต

14 3) ค ดร เร ม ต งสมมต ฐาน ต งจ ดม งหมาย ท านาย 4) แจกแจงรายละเอ ยด จ ดหมวดหม 5) สถานการณ ว ธ แก ป ญหา 2.2.5.2 ต วอย างเน อหาส งท ถามถ ง 1) ความค ด การศ กษาค นคว า แผนงาน 2) สมมต ฐาน จ ดม งหมาย 3) ทฤษฎ หล กการ โครงสร าง ร ปแบบ แบบแผน ส วนประกอบ ความส มพ นธ แผนภาพ แผนภ ม ผ งกราฟฟ ก 2.2.6 การเร ยนร ในระด บการประเม นผล (evaluation) หมายถ งการเร ยนร ในระด บท ผ เร ยนต องใช การต ดส นค ณค า ซ งก หมายความว า ผ เร ยนจะต องสามารถต งเกณฑ ในการประเม นหร อต ดส นค ณค าต าง ๆ ได และแสดงความค ดเห นในเร องน นได พฤต กรรมบ งช การเร ยนร ในระด บน ม ต วอย างด งน 2.2.6.1 ต วอย างพฤต กรรมท บ งช ถ งการเร ยนร ในระด บการประเม นผล 1) ว พากษ ต ดส น ประเม นค า ต ค า สร ป 2) เปร ยบเท ยบ จ ดอ นด บ ก าหนดเกณฑ ก าหนดมาตรฐาน 3) ต ดส นใจ แสดงความค ดเห น ให เหต ผล บอกหล กฐาน 2.2.6.2 ต วอย างเน อหาส งท ถามถ ง 1) ข อม ล ข อเท จจร ง การกระท าความค ดเห น 2) ความถ กต อง ความแม นย า 3) มาตรฐาน เกณฑ หล กการ ทฤษฎ 4) ค ณภาพ ประส ทธ ภาพ 5) ความเช อม น ความคลาดเคล อน อคต 2.3 ต วอย างการต งค าถาม ตามระด บจ ดม งหมายทางด านพ ทธ พ ส ยของ Bloom ข อควรค าน งและพ งระว งในการใช ค าถาม 1) ถามค าถามท ละค าถาม ไม ควรถามหลายค าถามต ดต อก น 2) ค าถามแต ละค าถาม ไม ควรม ประเด นถามมากเก นไป 3) ค าถามควรช ดเจน ถ าค าถามกว างเก นไป ผ เร ยนตอบไม ตรงประเด น ควรปร บค าถามให เฉพาะเจาะจงมากข น 4) ค าถามไม ควรยาวเก นไป ผ เร ยนหร อผ ตอบจะจ าประเด นไม ได หร ออาจจะหลงประเด นไป ได 5) ควรใช น าเส ยงและท าทางท เหมาะสมประกอบการถาม 6) เม อถามค าถามแล ว ควรให เวลาผ เร ยนค ด (wait time) พอสมควร จากผลการว จ ย (Cruickshank et al., 1995) พบว า ถ าผ สอนให เวลาแก ผ เร ยนค ดประมาณ 3-5 นาท ผ เร ยนจะสามารถให ค าตอบท ยาวข นและม ค ณภาพมากข น 7) ไม ควรทวนค าถาม และไม ควรทวนค าตอบของผ เร ยนบ อย ๆ 8) ผ สอนควรให ค าชมแก ผ เร ยนบ าง แต ไม บ อยเก นไป ควรเป นไปตามความต องการของ ผ เร ยนแต ละคน และควรพยายามค อยๆ เปล ยนการเสร มแรงจากภายนอก ไปส การเสร มแรงจากภายใน 9) หล กเล ยงการชมประเภท ด...แต...

15 10) การชมต องม ฐานจากความเป นจร ง และความจร งใจ 11) ถามผ เร ยนและให โอกาสผ เร ยนในการตอบอย างท วถ งให ความเสมอภาคแก ผ เร ยนท งชาย และหญ ง ท งเก งและอ อน ท งท สนใจและไม สนใจเร ยน 12) เม อถามค าถามแล ว ผ สอนควรเร ยกให ผ เร ยนตอบเป นรายบ คคล ไม ควรให ผ เร ยนตอบ พร อมก น 13) เม อถามแล ว ถ าไม ม ผ ใดตอบได ควรต งค าถามใหม โดยใช ค าถามท ง ายข น หร ออธ บาย ขยายความ หร อให แนวทางในการตอบ สร ปได ว า Bloom ได ก าหนดจ ดม งหมายของการศ กษาไว 3 ประการได แก พ ทธ พ ส ย เป นการ เปล ยนแปลงทางด านความร ความเข าใจ และความค ด (Cognitive Domain) เจตพ ส ย เป นการเปล ยนแปลง ทางด านอารมณ ความร ส ก ท ศนคต ค าน ยม (Affective Domain) และท กษะพ ส ย เป นความเปล ยนแปลง ทางด านความช านาญ (Psychomotor Domain) และได จ ดระด บความร จากต าไปส งไว 6 ค อระด บความร ความจ า ความเข าใจ การน าไปใช การว เคราะห การส งเคราะห และการประเม นผล ซ งการศ กษาคร งน ผ ว จ ยต องการพ ฒนาพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชา การบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ตามจ ดม งหมายของการศ กษาตามแนวค ดของ Bloom เท าน น 3. ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว และร ปแบบอ นท คล ายคล งก น ร ปแบบการเร ยนการสอนในป จจ บ นน ม จ านวนมากซ งม น กว ชาการท งไทยและต างประเทศได น าเสนอไว ผ เร ยนผ สอนสามารถเล อกใช ให เหมาะสมก บบรรยากาศ และบร บท และประโยชน ของตนได ในท น ผ ว จ ยขอน าเสนอร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว และร ปแบบอ นท คล ายคล งก น ด งน 3.1 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว (JIGSAW) 3.1.1 กล มG-8 (2552) ได เสนอเทคน คการสอน Jigsaw ไว ว าการจ ดการเร ยนร โดยใช เทคน คจ กซอว เป นการจ ดกระบวนการเร ยนร ท ใช แนวค ดการต อภาพ โดยแบ งผ เร ยนเป นกล ม ท กกล มจะได ร บมอบหมายให ท าก จกรรมเด ยวก น ผ สอนจะแบ งเน อหาของเร องท จะให เร ยนร ออกเป นห วข อย อยเท าก บจ านวนสมาช กแต ละ กล ม และมอบหมายให ผ เร ยนแต ละกล มศ กษา ค นคว าคนละห วข อ ซ งผ เร ยนแต ละคนจะเป นผ เช ยวชาญ เฉพาะเร องท ตนได ร บมอบหมายให ศ กษาจากกล ม สมาช กต างกล มท ได ร บมอบหมายในห วข อเด ยวก นก จะ ท าการศ กษาค นคว าร วมก น จากน นผ เร ยนแต ละคนจะกล บเข ากล มเด มของตนเพ อท าหน าท เป นผ เช ยวชาญ อธ บายความร เน อหาสาระท ตนศ กษาให เพ อนร วมกล มฟ ง เพ อให เพ อนสมาช กท งกล มได ร เน อหาสาระครบ ท กห วข อย อยและเก ดการเร ยนร เน อหาสาระท งเร อง 3.1.2 ท ศนา แขมมณ (2548) ได อธ บายร ปแบบการสอนแบบจ กซอว สร ปได ด งน 3.1.2.1 จ ดผ เร ยนเข ากล มคละความสามารถ (เก ง-กลาง-อ อน) กล มละ 4 คนและเร ยกกล มน ว า กล มบ านของเรา (home group) 3.1.2.2 สมาช กในกล มบ านของเราได ร บมอบหมายให ศ กษาเน อหาสาระคนละ 1 ส วน (เปร ยบเสม อนได ช นส วนของภาพต ดต อคนละ 1 ช น) และหาค าตอบในประเด นป ญหาท ผ สอนมอบหมายให 3.1.2.3 สมาช กในกล มบ านของเรา แยกย ายไปรวมก บสมาช กกล มอ นซ งได ร บเน อหาเด ยวก น ต งเป นกล มผ เช ยวชาญ (expert group) ข นมา และร วมก นท าความเข าใจในเน อหาสาระน นอย างละเอ ยด และ ร วมก นอภ ปรายหาค าตอบประเด นท ผ สอนมอบหมายให

16 3.1.2.4 สมาช กกล มผ เช ยวชาญ กล บไปส กล มบ านของเรา แต ละกล มช วยสอนเพ อนในกล ม ให เข าใจสาระท ตนได ศ กษาร วมก บกล มผ เช ยวชาญเช นน สมาช กท กคนก จะได เร ยนร ภาพรวมของสาระท งหมด 3.1.2.5 ผ เร ยนท กคนท าแบบทดสอบ แต ละคนจะได คะแนนเป นรายบ คคล และน าคะแนนของ ท กคนในกล มบ านของเรามารวมก น (หร อหาค าเฉล ย) เป นคะแนนกล ม กล มท ได คะแนนส งส ดได ร บรางว ล 3.1.3 ม ความเห นของน กว ชาการอ กท านหน ง (Online: http:pirun.ku.ac.th~faginkjtechnique.html; 2552) ท น าสนใจได กล าวถ งร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว ว า เป นการสอนท น กเร ยนท กคนได ใช กระบวนการค ด การท างานอย างพร อมเพร ยงก น ข นตอนการสอน ด งน 3.1.3.1 แบ งน กเร ยนออกเป นกล มๆ ละ เท าๆ ก น ให แต ละกล มม สมาช กท ม ความหลาย 3.1.3.2 ก าหนดห วข อเร องท จะศ กษา 3.1.3.3 น าแต ละกล มเล อกห วข อเร องท จะศ กษากล มละ 1 ห วข อเร อง โดยศ กษาให เข าใจ ถ าไม เข าใจให อภ ปรายในกล ม 3.1.3.4 สมาช กแต ละคนกล บมากล มเด ม แล วอธ บายเร องท ได ศ กษามาให สมาช กในกล มจน เข าใจ 3.1.3.5 เล อกสมาช กคนใดคนหน งออกมาอธ บายความร ให เพ อน ๆ ฟ งเพ อทดสอบความเข าใจ และได เสนอต วอย างกระบวนการเร ยนการสอนแบบจ กซอว ด งน ต วอย างกระบวนการเร ยนการสอนแบบจ กซอว 1. แจ งผลการเร ยนร ท คาดหว งให ผ เร ยนทราบว าคาบน จะศ กษาเก ยวก บสภาพภ ม ศาสตร ของทว ปเอเช ย 2. สนทนาก บน กเร ยนเก ยวก บข าวความเคล อนไหวของประเทศต าง ๆในทว ปเอเช ยประมาณ 3-5 นาท 3. แบ งน กเร ยนออก 5 กล ม กล มละเท า ๆ ก น 4. สมาช กแต ละกล มให น กเร ยนน บ 1 4 เม อน บถ ง 4 แล ว คนต อไปเร มน บ 1-4 ใหม จนครบท กคน 5. ให สมาช กท น บ 1 และ 2 และ 3 และ 4 ของแต ละกล มออกมารวมก นเป นกล มใหม (กล มเย อน) แล วให ศ กษาใบความร สมาช กท น บ 1 ศ กษาเร อง ท ต งของทว ปเอเช ย สมาช กท น บ 2 ศ กษาเร อง ล กษณะภ ม ศาสตร ของทว ปเอเช ย สมาช กท น บ 3 ศ กษาเร อง ล กษณะภ ม อากาศของทว ปเอเช ย สมาช กท น บ 4 ศ กษาเร อง แผนท ทว เอเช ย โดยให สมาช กท กคนศ กษาและอภ ปรายข อสงส ยภายในกล มให เข าใจถ กต องตรงก น 6. สมาช กท กคนกล บกล มเด ม (กล มเหย า)แล วน าความร ท ได จากการศ กษาในกล มเย อนมาอธ บายและตอบ ข อซ กถามของเพ อนในกล มให เข าใจ 7. ขออาสาสม ครกล มละ 1-2 คน ออกมาสร ปห วข อเร องท ได อภ ปรายในกล มหน าช นเร ยน 8. น กเร ยนและคร สร ปเร องสภาพภ ม ศาสตร ของทว ปเอเช ยบ นท กลงสม ดจดงาน [Online]. แหล งท มา http:pirun.ku.ac.th~faginkjtechnique.html.

17 ม ด งน 3.2 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ เอส. ท. เอ. ด (STAD) ค าว า STAD เป นต วย อของ Student Teams Achievement Division กระบวนการด าเน นการ 3.2.1 จ ดผ เร ยนเข ากล มคละความสามารถ (เก ง-กลาง-อ อน) กล มละ 4 คน และเร ยกกล มน ว า กล ม บ านของเรา(home group) 3.2.2 สมาช กในกล มบ านของเราได ร บเน อหาสาระและศ กษาเน อหาสาระน นร วมก น เน อหาสาระน น อาจม หลายตอน ซ งผ เร ยนอาจต องท าแบบทดสอบในแต ละตอนและเก บคะแนนของตนไว 3.2.3 ผ เร ยนท กคนท าแบบทดสอบคร งส ดท าย ซ งเป นการทดสอบรวบยอดและน าคะแนนของตนไป หาคะแนนพ ฒนาการ ซ งหาได ด งน 3.2.3.1 คะแนนพ นฐาน: ได จากค าเฉล ยของคะแนนทดสอบย อยหลาย ๆ คร งท ผ เร ยนแต ละคน ท าได 3.2.3.2 คะแนนท ได : ได จากการน าคะแนนทดสอบคร งส ดท ายลบคะแนนพ นฐาน 3.2.3.3 คะแนนพ ฒนาการ: ถ าคะแนนท ได ค อ -11 ข นไป คะแนนพ ฒนาการ = 0-1 ถ ง -10 คะแนนพ ฒนาการ = 10 ถ ง 10 คะแนนพ ฒนาการ = 20 1 ข นไป คะแนนพ ฒนาการ = 30 3.2.4 สมาช กในกล มบ านของเราน าคะแนนพ ฒนาการของแต ละคนในกล มมารวมก นเป นคะแนนของ กล ม กล มใดได คะแนนพ ฒนาการของกล มส งส ด กล มน นได รางว ล 3.3 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ ท. เอ. ไอ (TAI) ค าว า TAI มาจาก Team Assisted Individualization ซ งม กระบวนการด งน 3.3.1 จ ดผ เร ยนเข ากล มคละความสามารถ (เก ง-กลาง-อ อน) กล มละ 4 คน และเร ยกกล มน ว า กล ม บ านของเรา (home group) 3.3.2 สมาช กในกล มบ านของเราได ร บเน อหาสาระและศ กษาเน อหาสาระร วมก น 3.3.3 สมาช กในกล มบ านของเรา จ บค ก นท าแบบฝ กห ด 3.3.3.1 ถ าใครท าแบบฝ กห ดได 75% ข นไปให ไปร บการทดสอบรวบยอดคร งส ดท ายได 3.3.3.2 ถ าย งท าแบบฝ กห ดได ไม ถ ง 75% ให ท าแบบฝ กห ดซ อมจนกระท งท าได แล วจ งไปร บ การทดสอบรวบยอดคร งส ดท าย 3.3.4 สมาช กในกล มบ านของเราแต ละคนน าคะแนนทดสอบรวบยอดมารวมก นเป นคะแนนของกล ม กล มใดได คะแนนส งส ดกล มน นได ร บรางว ล 3.4 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ ท. จ. ท. (TGT) ต วย อ TGT มาจาก Team Game Tournament ซ งม การด าเน นการด งน 3.4.1 จ ดผ เร ยนเข ากล มคละความสามารถ (เก ง-กลาง-อ อน) กล มละ 4 คน และเร ยกกล มน ว า กล ม บ านของเรา (home group) 3.4.2 สมาช กในกล มบ านของเรา ได ร บเน อหาสาระและศ กษาเน อหาสาระร วมก น 3.4.3 สมาช กในกล มบ านของเรา แยกย ายก นเป นต วแทนกล มไปแข งข นก บกล มอ นโดยจ ดกล มแข งข น

18 3.4.4 สมาช กในกล มแข งข น เร มแข งข นก นด งน 3.4.4.1 แข งข นก นตอบค าถาม 10 ค าถาม 3.4.4.2 สมาช กคนแรกจ บค าถามข นมา 1 ค าถาม และอ านค าถามให กล มฟ ง 3.4.4.3 ให สมาช กท อย ซ ายม อของผ อ านค าถามคนแรกตอบค าถามก อน ต อไปจ งให คนถ ดไป ตอบจนครบ หมด 3.4.4.4 ผ อ านค าถามเป ดค าตอบ แล วอ านเฉลยค าตอบท ถ กให กล มฟ ง ให คะแนนค าตอบด งน (1) ผ ตอบถ กเป นคนแรกได 2 คะแนน (2) ผ ตอบถ กคนต อไปได 1 คะแนน (3) ผ ตอบผ ดได 0 คะแนน 3.4.4.5 ต อไปสมาช กคนท 2 จ บค าถามท 2 และเร มเล นตามข นตอนไปเร อยๆจนกระท งค าถาม 3.4.4.6 ท กคนรวมคะแนนของตนเอง (1) ผ ได คะแนนอ นด บ 1 ได โบน ส 10 คะแนน (2) ผ ได คะแนนอ นด บ 2 ได โบน ส 8 คะแนน (3) ผ ได คะแนนอ นด บ 3 ได โบน ส 5 คะแนน (4) ผ ได คะแนนอ นด บ 4 ได โบน ส 4 คะแนน 3.4.5 เม อแข งข นเสร จแล ว สมาช กกล มกล บไปกล มบ านของเรา แล วน าคะแนนท แต ละคนได รวม เป นคะแนนของกล ม 3.5 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ แอล. ท. (L.T.) L.T. มาจากค าว า Learning Together ซ งม กระบวนการท ง ายไม ซ บซ อน ด งน 3.5.1 จ ดผ เร ยนเข ากล มคละความสามารถ (เก ง-กลาง-อ อน) กล มละ 4 คน 3.5.2 กล มย อยกล มละ 4 คน ศ กษาเน อหาร วมก น โดยก าหนดให แต ละคนม บทบาทหน าท ช วยกล ม ในการเร ยนร ต วอย างเช น สมาช กคนท 1: อ านค าส ง สมาช กคนท 2: หาค าตอบ สมาช กคนท 3: หาค าตอบ สมาช กคนท 4: ตรวจค าตอบ 3.5.3 กล มสร ปค าตอบร วมก น และส งค าตอบน นเป นผลงานกล ม 3.5.4 ผลงานกล มได คะแนนเท าไร สมาช กท กคนในกล มน นจะได คะแนนน นเท าก นท กคน 3.6 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ จ. ไอ. (G.I.) G.I. ค อ Group Investigation ร ปแบบน เป นร ปแบบท ส งเสร มให ผ เร ยนช วยก นไปส บค นข อม ลมา ใช ในการเร ยนร ร วมก น โดยด าเน นการเป นข นตอนด งน 3.6.1 จ ดผ เร ยนเข ากล มคละความสามารถ (เก ง-กลาง-อ อน) กล มละ 4 คน 3.6.2 กล มย อยศ กษาเน อหาสาระร วมก นโดย 3.6.2.1 แบ งเน อหาออกเป นห วข อย อยๆ แล วแบ งก นไปศ กษาหาข อม ลหร อค าตอบในการเล อก

19 เน อหา 3.6.2.2 ควรให ผ เร ยนอ อนเป นผ เล อกก อน 3.6.3 สมาช กแต ละคนไปศ กษาหาข อม ลค าตอบมาให กล ม กล มอภ ปรายร วมก นและสร ปผล การศ กษา 3.6.4 กล มเสนอผลงานของกล มต อช นเร ยน 3.7 ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ ซ. ไอ. อาร. ซ. (CIRC) ร ปแบบ CIRC หร อ Cooperative Integrated Reading and Composition เป นร ปแบบการเร ยน การสอนแบบร วมม อท ใช ในการสอนอ านและเข ยนโดยเฉพาะ ร ปแบบน ประกอบด วยก จกรรมหล ก 3 ก จกรรม ค อ ก จกรรมการอ านแบบเร ยน การสอนการอ านเพ อความเข าใจ และการบ รณาการภาษาก บการเร ยน โดยม ข นตอนในการด าเน นการด งน (Slavin. 1995) 3.7.1 คร แบ งกล มน กเร ยนตามระด บความสามารถในการอ าน น กเร ยนในแต ละกล มจ บค 2 คน หร อ 3 คน ท าก จกรรมการอ านแบบเร ยนร วมก น 3.7.2 คร จ ดท มใหม โดยให น กเร ยนแต ละท มต างระด บความสามารถอย างน อย 2 ระด บ ท มท า ก จกรรมร วมก น เช น เข ยนรายงาน แต งความ ท าแบบฝ กห ดและแบบทดสอบต าง ๆ และม การให คะแนนของ แต ละท ม ท มใดได คะแนน 90% ข นไป จะได ร บประกาศน ยบ ตรเป น ซ ปเปอร ท ม หากได คะแนนต งแต 80-89% ก จะได ร บรางว ลรองลงมา 3.7.3 คร พบกล มการอ านประมาณว นละ 20 นาท แจ งว ตถ ประสงค ในการอ าน แนะน าค าศ พท ใหม ๆ ทบทวนศ พท เก า ต อจากน นคร จะก าหนดและแนะน าเร องท อ านแล วให ผ เร ยนท าก จกรรมต างๆ ตามท ผ เร ยนจ ดเตร ยมไว ให เช นอ านเร องในใจแล วจ บค อ านออกเส ยงให เพ อนฟ งและช วยก นแก จ ดบกพร อง หร อคร อาจจะให น กเร ยนช วยก นตอบค าถาม ว เคราะห ต วละคร ว เคราะห ป ญหาหร อท านายว าเร องจะเป นอย างไร ต อไป เป นต น 3.7.4 หล งจากก จกรรมการอ าน คร น าอภ ปรายเร องท อ าน โดยคร จะเน นการฝ กท กษะต าง ๆ ในการ อ าน เช น การจ บประเด นป ญหา การท านาย เป นต น 3.7.5 น กเร ยนร บการทดสอบการอ านเพ อความเข าใจ น กเร ยนจะได ร บคะแนนเป นท งรายบ คคลและ ท ม 3.7.6 น กเร ยนจะได ร บการสอนและฝ กท กษะการอ านส ปดาห ละ 1 ว น เช น ท กษะการจ บใจความ ส าค ญ ท กษะการอ างอ ง ท กษะการใช เหต ผล เป นต น 3.7.7 น กเร ยนจะได ร บช ดการเร ยนการสอนเข ยน ซ งผ เร ยนสามารถเล อกห วข อการเข ยนได ตาม ความสนใจ น กเร ยนจะช วยก นวางแผนเข ยนเร องและช วยก นตรวจสอบความถ กต องและในท ส ดต พ มพ ผลงาน ออกมา 3.7.8 น กเร ยนจะได ร บการบ านให เล อกอ านหน งส อท สนใจ และเข ยนรายงานเร องท อ านเป น รายบ คคล โดยให ผ ปกครองช วยตรวจสอบพฤต กรรมการอ านของน กเร ยนท บ าน โดยม แบบฟอร มให 3.8 กระบวนการเร ยนการสอนของร ปแบบคอมเพล กซ (Complex Instruction) ร ปแบบน พ ฒนาข นโดย เอล ซาเบธ โคเฮน และคณะ (Elizabeth Cohen) เป นร ปแบบท คล ายคล ง ก บร ปแบบ จ. ไอ. เพ ยงแต จะส บเสาะหาความร เป นกล มมากกว าการท าเป นรายบ คคล นอกจากน นงานท ให ย งม ล กษณะของการประสานส มพ นธ ระหว างความร ก บท กษะหลายประเภท และเน นการให ความส าค ญก บ ผ เร ยนเป นรายบ คคล โดยการจ ดงานให เหมาะสมก บความสามารถและความถน ดของผ เร ยนแต ละคน ด งน น

20 จากการศ กษาร ปแบบการเร ยนการสอนแบบต างๆ ท ง 8 ร ปแบบด งกล าวพบว า ท กร ปแบบม ส วน คล ายคล งก นมาก กล าวค อท กร ปแบบส งเสร ม สน บสน นให ผ เร ยนเก ดความร วมม อในการเร ยนร ช วยเหล อซ ง ก นและก น ผ เร ยนเก งกว าให การช วยเหล อผ เร ยนท อ อนกว า ผ เร ยนได เร ยนร ในส งท ตนเองม ความถน ดซ งจะ ท าให ผ เร ยนภาคภ ม ใจในความส าเร จ และม ความส ข เก ดความสาม คค ในหม คณะ ซ ง ณ ท น ผ ว จ ยได น ามา เฉพาะร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว มาท าการศ กษาเท าน น 4. สาระส าค ญของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา เพ อให เป นไปตามพระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ. 2542 และฉบ บท แก ไขเพ มเต ม(ฉบ บท 2) พ.ศ. 2545 และพระราชบ ญญ ต สภาคร และบ คลากรทางการศ กษา พ.ศ. 2546 (ส าน กงานเลขาธ การค ร สภา. 2549) ค ร สภาจ งได ก าหนดแนวทางในการด าเน นงานก าก บด แลร กษาและพ ฒนาว ชาช พทางการศ กษาของ คร ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา และบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน ซ งม รายละเอ ยดค อนข างมากผ ว จ ยจ งขอสร ปสาระส าค ญไว ด งน (ส าน กงานเลขาธ การค ร สภา. 2549) 4.1 ล กษณะของว ชาช พควบค ม ว ชาช พ (Profession) เป นอาช พให บร การแก สาธารณชนท ต องอาศ ยความร ความช านาญเป นการ เฉพาะ ไม ซ าซ อนก บว ชาช พอ น และม มาตรฐานในการประกอบว ชาช พ โดยผ ประกอบว ชาช พต องฝ กอบรม ท งภาคทฤษฎ และภาคปฏ บ ต อย างเพ ยงพอก อน ท จะประกอบว ชาช พต างก บ อาช พ (Career) ซ งเป น ก จกรรมท ต องท าให ส าเร จโดยม งหว งค าตอบแทนเพ อการด ารงช พเท าน น ว ชาช พซ งได ร บยกย องให เป นว ชาช พช นส ง ผ ประกอบว ชาช พย อมต องม ความร บผ ดชอบอย างส ง ตามมาเพราะม ผลกระทบต อผ ร บบร การและสาธารณชน จ งต องม การควบค มการประกอบว ชาช พเป นพ เศษ เพ อให เก ดความม นใจต อผ ร บบร การและสาธารณชน โดยผ ประกอบว ชาช พต องประกอบว ชาช พด วยว ธ การ แห งป ญญา (Intellectual Method) ได ร บการศ กษาอบรมมาอย างเพ ยงพอ (Long Period of Training) ม อ สระ ในการใช ว ชาช พตามมาตรฐานว ชาช พ (Professional Autonomy) และม จรรยาบรรณของว ชาช พ (Professional Ethics) รวมท งต องม สถาบ นว ชาช พ (Professional Institution) หร อองค กรว ชาช พ (Professional Organization) เป นแหล งกลางในการสร างสรรค จรรโลงว ชาช พ 4.2 การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม ว ชาช พทางการศ กษา นอกจากจะเป นว ชาช พช นส งประเภทหน งเช นเด ยวก บว ชาช พช นส งอ น เช น แพทย ว ศวกร สถาปน ก ทนายความ พยาบาล ส ตวแพทย ฯลฯ ซ งจะต องประกอบว ชาช พเพ อบร การต อ สาธารณชนตามบร บทของว ชาช พน นๆ แล ว ย งม บทบาทส าค ญต อส งคมและความเจร ญก าวหน าของประเทศ กล าวค อ 4.2.1 สร างพลเม องด ของประเทศ โดยการให การศ กษาข นพ นฐานท จะท าให ประชาชนเป นพลเม อง ด ตามท ประเทศชาต ต องการ

21 4.2.2 พ ฒนาทร พยากรมน ษย เพ อสนองตอบการพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมของประเทศ ส บทอด ว ฒนธรรมประเพณ อ นด งามของชาต จากคนร นหน งไปอ ก ร นหน ง ให ม การร กษาความเป นชาต ไว อย างม นคง ยาวนาน การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค มจะเป นหล กประก นและค มครองให ผ ร บบร การทางการศ กษาได ร บการศ กษาอย างม ค ณภาพ รวมท งจะเป นการพ ฒนาและยกระด บมาตรฐาน ว ชาช พให ส งข น 4.3 การประกอบว ชาช พควบค ม คร ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา และบ คลากรทางการศ กษาอ น ท กฎกระทรวง ก าหนดให เป นว ชาช พควบค ม ต องประกอบว ชาช พภายใต บ งค บแห งข อจ าก ดและเง อนไขของค ร สภา ด งน 4.3.1 ต องได ร บใบอน ญาตให ประกอบว ชาช พ โดยย นขอร บใบอน ญาตประกอบว ชาช พตามท ค ร สภา ก าหนด ผ ไม ได ร บอน ญาต หร อสถานศ กษาท ร บผ ไม ได ร บใบอน ญาตเข าประกอบว ชาช พควบค มใน สถานศ กษา จะได ร บโทษตามกฎหมาย 4.3.2 ต องประพฤต ตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของว ชาช พ รวมท งต องพ ฒนาตนเองอย าง ต อเน อง เพ อด ารงไว ซ งความร ความสามารถ และความช านาญการตามระด บค ณภาพของมาตรฐานในการ ประกอบว ชาช พ 4.3.3 บ คคลผ ได ร บความเส ยหายจากการประพฤต ผ ดจรรยาบรรณของว ชาช พ ม ส ทธ กล าวหา หร อ กรรมการค ร สภา กรรมการมาตรฐานว ชาช พ และบ คคลอ นม ส ทธ กล าวโทษผ ประกอบว ชาช พท ประพฤต ผ ด จรรยาบรรณได 4.3.4 เม อม การกล าวหาหร อกล าวโทษ คณะกรรมการมาตรฐานว ชาช พอาจว น จฉ ย ช ขาดให ยกข อ กล าวหากล าวโทษ ต กเต อน ภาคท ณฑ พ กใช ใบอน ญาต หร อเพ กถอนใบอน ญาตประกอบว ชาช พได และผ ถ กพ กใช หร อเพ กถอนใบอน ญาตไม สามารถประกอบว ชาช พต อไปได การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม น บเป นความก าวหน าของว ชาช พทาง การศ กษา และเป นการยกระด บมาตรฐานว ชาช พให ส งข น อ นจะเป นผลด ต อผ ร บบร การทางการศ กษาท จะ ได ร บการศ กษาอย างม ค ณภาพและม มาตรฐานท ส งข นด วย ซ งจะท าให ว ชาช พและผ ประกอบว ชาช พทางการ ศ กษาได ร บความเช อถ อ ศร ทธา ม เก ยรต และศ กด ศร ในส งคม 4.4 ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ค อข อก าหนดเก ยวก บค ณล กษณะ และค ณภาพท พ งประสงค ใน การประกอบว ชาช พทางการศ กษา ซ งผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาต องประพฤต ปฏ บ ต ตาม เพ อให เก ด ค ณภาพในการประกอบว ชาช พ สามารถสร างความเช อม นศร ทธาให แก ผ ร บบร การจากว ชาช พได ว าเป น บร การท ม ค ณภาพ ตอบส งคมได ว าการท กฎหมายให ความส าค ญก บว ชาช พทางการศ กษา และก าหนดให เป น ว ชาช พควบค ม น น เน องจากเป นว ชาช พท ม ล กษณะเฉพาะ ต องใช ความร ท กษะ และความเช ยวชาญในการ ประกอบว ชาช พตามพระราชบ ญญ ต สภาคร และบ คลากรทางการศ กษา พ.ศ. 2546 มาตรา 49 ก าหนดให ม มาตรฐานว ชาช พ 3 ด าน ประกอบด วย 4.4.1 มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ หมายถ งข อก าหนดส าหร บผ ท จะ เข ามา ประกอบว ชาช พ จะต องม ความร และม ประสบการณ ว ชาช พเพ ยงพอท จะประกอบว ชาช พ จ งจะสามารถขอร บ ใบอน ญาตประกอบว ชาช พเพ อใช เป นหล กฐานแสดงว าเป นบ คคลท ม ความร ความสามารถ และม ประสบการณ พร อมท จะประกอบว ชาช พทางการศ กษาได

22 4.4.2 มาตรฐานการปฏ บ ต งาน หมายถ งข อก าหนดเก ยวก บการปฏ บ ต งานในว ชาช พให เก ดผล เป นไปตามเป าหมายท ก าหนด พร อมก บม การพ ฒนาตนเองอย างต อเน อง เพ อให เก ดความช านาญในการ ประกอบว ชาช พ ท งความช านาญเฉพาะด านและความช านาญตามระด บค ณภาพของมาตรฐานการปฏ บ ต งาน หร ออย างน อยจะต องม การพ ฒนาตามเกณฑ ท ก าหนดว าม ความร ความสามารถ และความช านาญ เพ ยง พอท จะด ารงสถานภาพของการเป นผ ประกอบว ชาช พต อไปได หร อไม น นก ค อการก าหนดให ผ ประกอบ ว ชาช พจะต องต อใบอน ญาตท กๆ 5 ป 4.4.3 มาตรฐานการปฏ บ ต ตน หมายถ งข อก าหนดเก ยวก บการประพฤต ตนของผ ประกอบว ชาช พ โดยม จรรยาบรรณของว ชาช พเป นแนวทางและข อพ งระว งในการประพฤต ปฏ บ ต เพ อด ารงไว ซ งช อเส ยง ฐานะ เก ยรต และศ กด ศร แห งว ชาช พตามแบบแผนพฤต กรรม ตามจรรยาบรรณของว ชาช พท ค ร สภาจะ ก าหนดเป นข อบ งค บต อไป หากผ ประกอบว ชาช พผ ใดประพฤต ผ ดจรรยาบรรณของว ชาช พท าให เก ดความ เส ยหายแก บ คคลอ นจนได ร บการร องเร ยนถ งค ร สภาแล ว ผ น นอาจถ กคณะกรรมการมาตรฐานว ชาช พว น จฉ ย ช ขาดอย างใดอย างหน ง ด งต อไปน (1) ยกข อกล าวหา (2) ต กเต อน (3) ภาคท ณฑ (4) พ กใช ใบอน ญาตม ก าหนดเวลาตามท เห นสมควรแต ไม เก น 5 ป (5) เพ กถอนใบอน ญาตประกอบว ชาช พ 4.5 มาตรฐานว ชาช พคร 4.5.1 มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ 4.5.1.1 มาตรฐานความร ม ค ณว ฒ ไม ต ากว าปร ญญาตร ทางการศ กษาหร อเท ยบเท า หร อ ค ณว ฒ อ นท ค ร สภาร บรอง โดยม ความร ด งต อไปน 1) ภาษาและเทคโนโลย ส าหร บคร 2) การพ ฒนาหล กส ตร 3) การจ ดการเร ยนร 4) จ ตว ทยาส าหร บคร 5) การว ดและประเม นผลการศ กษา 6) การบร หารจ ดการในห องเร ยน 7) การว จ ยทางการศ กษา 8) นว ตกรรมและเทคโนโลย สารสนเทศทางการศ กษา 9) ความเป นคร 4.5.1.2 มาตรฐานประสบการณ ของคร การปฏ บ ต การสอนในสถานศ กษาตามหล กส ตร ปร ญญาทางการศ กษาเป นเวลาไม น อยกว า 1 ป และเกณฑ การประเม นปฏ บ ต การสอนตามหล กเกณฑ ว ธ การ และเง อนไขท คณะกรรมการค ร สภาก าหนด ด งน 1) การฝ กปฏ บ ต ว ชาช พระหว างเร ยน 2) การปฏ บ ต การสอนในสถานศ กษาในสาขาว ชาเฉพาะ 4.5.2 มาตรฐานการปฏ บ ต งาน 4.5.2.1 มาตรฐานท 1 ปฏ บ ต ก จกรรมทางว ชาการเก ยวก บการพ ฒนาว ชาช พคร อย เสมอ 4.5.2.2 มาตรฐานท 2 ต ดส นใจปฏ บ ต ก จกรรมต างๆ โดยค าน งถ งผลท จะเก ดแก ผ เร ยน 4.5.2.3 มาตรฐานท 3 ม งม นพ ฒนาผ เร ยนให เต มตามศ กยภาพ 4.5.2.4 มาตรฐานท 4 พ ฒนาแผนการสอนให สามารถปฏ บ ต ได เก ดผลจร ง 4.5.2.5 มาตรฐานท 5 พ ฒนาส อการเร ยนการสอนให ม ประส ทธ ภาพอย เสมอ

23 4.5.2.6 มาตรฐานท 6 จ ดก จกรรมการเร ยนการสอน โดยเน นผลถาวรท เก ดแก ผ เร ยน 4.5.2.7 มาตรฐานท 7 รายงานผลการพ ฒนาค ณภาพของผ เร ยนได อย างม ระบบ 4.5.2.8 มาตรฐานท 8 ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด แก ผ เร ยน 4.5.2.9 มาตรฐานท 9 ร วมม อก บผ อ นในสถานศ กษาอย างสร างสรรค 4.5.2.10 มาตรฐานท 10 ร วมม อก บผ อ นในช มชนอย างสร างสรรค 4.5.2.11 มาตรฐานท 11 แสวงหาและใช ข อม ลข าวสารในการพ ฒนา 4.5.2.12 มาตรฐานท 12 สร างโอกาสให ผ เร ยนได เร ยนร ในท กสถานการณ 4.5.3 มาตรฐานการปฏ บ ต ตน 4.5.3.1 จรรยาบรรณต อตนเอง 1) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาต องม ว น ยในตนเอง พ ฒนาตนเองด านว ชาช พ บ คล กภาพ และ ว ส ยท ศน ให ท นต อการพ ฒนาทางว ทยาการ เศรษฐก จ ส งคม และการเม องอย เสมอ 4.5.3.2 จรรยาบรรณต อว ชาช พ 2) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาต องร ก ศร ทธา ซ อส ตย ส จร ต และร บผ ดชอบต อว ชาช พ เป นสมาช กท ด ขององค กรว ชาช พ 4.5.3.3 จรรยาบรรณต อผ ร บบร การ 3) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องร ก เมตตา เอาใจใส ช วยเหล อ ส งเสร ม ให ก าล งใจ แก ศ ษย และผ ร บบร การตามบทบาทหน าท โดยเสมอหน า 4) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องส งเสร มให เก ดการเร ยนร ท กษะ และน ส ยท ถ กต องด งามแก ศ ษย และผ ร บบร การ ตามบทบาทหน าท อย างเต มความสามารถด วยความบร ส ทธ ใจ 5) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาต องประพฤต ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด ท งทางกาย วาจา และจ ตใจ 6) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องไม กระท าตนเป นปฏ ป กษ ต อความเจร ญทางกาย สต ป ญญา จ ตใจ อารมณ และส งคมของศ ษย และผ ร บบร การ 7) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องให บร การด วยความจร งใจและเสมอภาค โดยไม เร ยกร บหร อยอมร บผลประโยชน จากการใช ต าแหน งหน าท โดยม ชอบ 4.5.3.4 จรรยาบรรณต อผ ร วมประกอบว ชาช พ 8) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาพ งช วยเหล อเก อก ลซ งก นและก นอย างสร างสรรค โดย ย ดม นในระบบค ณธรรม สร างความสาม คค ในหม คณะ 4.5.3.5 จรรยาบรรณต อส งคม 9) ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา พ งประพฤต ปฏ บ ต ตน เป นผ น าในการอน ร กษ และ พ ฒนาเศรษฐก จ ส งคม ศาสนา ศ ลปว ฒนธรรม ภ ม ป ญญา ส งแวดล อม ร กษาผลประโยชน ของส วนร วมและ ย ดม นในการปกครองระบอบประชาธ ปไตยอ นม พระมหากษ ตร ย ทรงเป นประม ข 4.6 มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา 4.6.1 มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ 4.6.1.1 มาตรฐานความร 1) ม ค ณว ฒ ไม ต ากว าปร ญญาตร ทางการบร หารการศ กษาหร อเท ยบเท าหร อค ณว ฒ อ นท ค ร สภาร บรอง โดยม ความร ด งต อไปน

24 (1) หล กและกระบวนการบร หารการศ กษา (2) นโยบายและการวางแผนการศ กษา (3) การบร หารด านว ชาการ (4) การบร หารด านธ รการ การเง น พ สด และอาคารสถานท (5) การบร หารงานบ คคล (6) การบร หารก จการน กเร ยน (7) การประก นค ณภาพการศ กษา (8) การบร หารจ ดการเทคโนโลย สารสนเทศ (9) การบร หารการประชาส มพ นธ และความส มพ นธ ช มชน (10) ค ณธรรมและจร ยธรรมส าหร บผ บร หารสถานศ กษา 2) การฝ กอบรมหล กส ตรการบร หารสถานศ กษาท คณะกรรมการค ร สภาร บรอง 4.6.1.2 มาตรฐานประสบการณ ว ชาช พ 1) ม ประสบการณ ด านปฏ บ ต การสอนมาแล วไม น อยกว า 5 ป หร อ 2) ม ประสบการณ ด านปฏ บ ต การสอนและต องม ประสบการณ ในต าแหน งห วหน าหมวด ห วหน าสาย ห วหน างาน ต าแหน งบร หารอ นๆ ในสถานศ กษามาแล วไม น อยกว า 2 ป 4.6.2 มาตรฐานการปฏ บ ต งาน 4.6.2.1 มาตรฐานท 1 ปฏ บ ต ก จกรรมทางว ชาการเก ยวก บการพ ฒนาว ชาช พการบร หาร การศ กษา 4.6.2.2 มาตรฐานท 2 ต ดส นใจปฏ บ ต ก จกรรมต างๆ โดยค าน งถ งผลท จะเก ดข นก บการ พ ฒนา ของบ คลากร ผ เร ยน และช มชน 4.6.2.3 มาตรฐานท 3 ม งม นพ ฒนาผ ร วมงานให สามารถปฏ บ ต งานได เต มศ กยภาพ 4.6.2.4 มาตรฐานท 4 พ ฒนาแผนงานขององค กรให สามารถปฏ บ ต ได เก ดผลจร ง 4.6.2.5 มาตรฐานท 5 พ ฒนาและใช นว ตกรรมการบร หารจนเก ดผลงานท ม ค ณภาพส งข นเป น ล าด บ 4.6.2.6 มาตรฐานท 6 ปฏ บ ต งานขององค กรโดยเน นผลถาวร 4.6.2.7 มาตรฐานท 7 รายงานผลการพ ฒนาค ณภาพการศ กษาได อย างเป นระบบ 4.6.2.8 มาตรฐานท 8 ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด 4.6.2.9 มาตรฐานท 9 ร วมม อก บช มชนและหน วยงานอ นอย างสร างสรรค 4.6.2.10 มาตรฐานท 10 แสวงหาและใช ข อม ลข าวสารในการพ ฒนา 4.6.2.11 มาตรฐานท 11 เป นผ น าและสร างผ น า 4.6.2.12 มาตรฐานท 12 สร างโอกาสในการพ ฒนาได ท กสถานการณ 4.6.3 มาตรฐานการปฏ บ ต ตน เป นเน อหาเด ยวก นก บ มาตรฐานว ชาช พคร ด านการปฏ บ ต ตน ท เสนอไว แล วในข อ 4.5.3 4.7 มาตรฐานว ชาช พผ บร หารการศ กษา 4.7.1 มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ 4.7.1.1 มาตรฐานความร

25 1) ม ค ณว ฒ ไม ต ากว าปร ญญาตร ทางการบร หารการศ กษาหร อเท ยบเท าหร อค ณว ฒ อ นท ค ร สภาร บรอง โดยม ความร ด งต อไปน (1) หล กและกระบวนการบร หารการศ กษา (2) นโยบายและการวางแผนการศ กษา (3) การบร หารจ ดการการศ กษา (4) การบร หารทร พยากร (5) การประก นค ณภาพการศ กษา (6) การน เทศการศ กษา (7) การพ ฒนาหล กส ตร (8) การบร หารจ ดการเทคโนโลย สารสนเทศ (9) การว จ ยทางการศ กษา (10) ค ณธรรมและจร ยธรรมส าหร บผ บร หารการศ กษา 2) การฝ กอบรมหล กส ตรการบร หารการศ กษาท คณะกรรมการค ร สภาร บรอง 4.7.1.2 มาตรฐานประสบการณ ว ชาช พ 1) ม ประสบการณ ด านปฏ บ ต การสอนมาแล วไม น อยกว า 8 ป หร อ 2) ม ประสบการณ ในต าแหน งผ บร หารสถานศ กษามาแล วไม น อยกว า 5 ป หร อ 3) ม ประสบการณ ในต าแหน งผ บร หารนอกสถานศ กษาท ไม ต ากว าระด บกองหร อ เท ยบเท า กองมาแล วไม น อยกว า 5 ป หร อ 4) ม ประสบการณ ในต าแหน งบ คลากรทางการศ กษาอ นท ปฏ บ ต งานเก ยวเน องก บการจ ด กระบวนการเร ยนการสอน การน เทศ และการบร หารการศ กษามาแล วไม น อยกว า 5 ป หร อ 5) ม ประสบการณ ด านปฏ บ ต การสอนและม ประสบการณ ในต าแหน งผ บร หารสถานศ กษา หร อ ผ บร หารการศ กษา หร อ บ คลากรทางการศ กษาอ นท ปฏ บ ต งานเก ยวเน องก บการจ ดกระบวนการเร ยน การสอน การน เทศและการบร หารการศ กษา รวมก นมาแล วไม น อยกว า 10 ป 4.7.2 มาตรฐานการปฏ บ ต งาน เป นเน อหาเด ยวก นก บ มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา ท เสนอไว แล วในห วข อ 4.6.2 4.7.3 มาตรฐานการปฏ บ ต ตน เป นเน อหาเด ยวก นก บ มาตรฐานว ชาช พคร ด านการปฏ บ ต ตน ท เสนอไว แล วในห วข อ 4.5.3 4.8 มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) 4.8.1 มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ 4.8.1.1 มาตรฐานความร 1) ม ค ณว ฒ ไม ต ากว าปร ญญาโททางการศ กษา หร อเท ยบเท า หร อค ณว ฒ อ นท ค ร สภา ร บรอง โดยม ความร ด งต อไปน (1) การน เทศการศ กษา (2) นโยบายและการวางแผนการศ กษา (3) การพ ฒนาหล กส ตรและการสอน (4) การประก นค ณภาพการศ กษา (5) การบร หารจ ดการการศ กษา

26 (6) การว จ ยทางการศ กษา (7) กลว ธ การถ ายทอดความร แนวค ด ทฤษฎ และผลงานทางว ชาการ (8) การบร หารจ ดการเทคโนโลย สารสนเทศ (9) ค ณธรรมและจร ยธรรมส าหร บศ กษาน เทศก 2) การฝ กอบรมหล กส ตรการน เทศการศ กษาท คณะกรรมการค ร สภาร บรอง 4.8.1.2 มาตรฐานประสบการณ ว ชาช พ 1) ม ประสบการณ ด านปฏ บ ต การสอนมาแล วไม น อยกว า 10 ป หร อม ประสบการณ ด านการ ปฏ บ ต การสอนและม ประสบการณ ในต าแหน งผ บร หารสถานศ กษา และหร อผ บร หารการศ กษารวมก นมาแล ว ไม น อยกว า 10 ป 2) ม ผลงานทางว ชาการท ม ค ณภาพและม การเผยแพร 4.8.2 มาตรฐานการปฏ บ ต งาน 4.8.2.1 มาตรฐานท 1 ปฏ บ ต ก จกรรมทางว ชาการเก ยวก บการพ ฒนาการน เทศการศ กษา เพ อให เก ดการพ ฒนาว ชาช พทางการศ กษา 4.8.2.2 มาตรฐานท 2 ต ดส นใจปฏ บ ต ก จกรรมการน เทศการศ กษา โดยค าน งถ งผลท จะเก ดแก ผ ร บการน เทศ 4.8.2.3 มาตรฐานท 3 ม งม นพ ฒนาผ ร บการน เทศให ลงม อปฏ บ ต ก จกรรมจนเก ดผลต อการ พ ฒนาอย างเต มศ กยภาพ 4.8.2.4 มาตรฐานท 4 พ ฒนาแผนการน เทศให สามารถปฏ บ ต ได เก ดผลจร ง ข นเป นล าด บ 4.8.2.5 มาตรฐานท 5 พ ฒนาและใช นว ตกรรมการน เทศการศ กษาจนเก ดผลงานท ม ค ณภาพส ง 4.8.2.6 มาตรฐานท 6 จ ดก จกรรมการน เทศการศ กษาโดยเน นผลถาวรท เก ดแก ผ ร บการน เทศ 4.8.2.7 มาตรฐานท 7 รายงานผลการน เทศการศ กษาได อย างเป นระบบ 4.8.2.8 มาตรฐานท 8 ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด 4.8.2.9 มาตรฐานท 9 ร วมพ ฒนางานก บผ อ นอย างสร างสรรค 4.8.2.10 มาตรฐานท 10 แสวงหาและใช ข อม ลข าวสารในการพ ฒนา 4.8.2.11 มาตรฐานท 11 เป นผ น าและสร างผ น าทางว ชาการ 4.8.2.12 มาตรฐานท 12 สร างโอกาสในการพ ฒนางานได ท กสถานการณ 4.8.3 มาตรฐานการปฏ บ ต ตน เป นเน อหาเด ยวก นก บ มาตรฐานว ชาช พคร ด านการปฏ บ ต ตน ท เสนอไว แล วในห วข อ 4.5.3 4.9 การประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ท ค ร สภาได ก าหนดให ม ระด บค ณภาพของการปฏ บ ต งานเอาไว 5 ระด บ (ระด บปฏ บ ต การ ระด บ ช านาญการ ระด บเช ยวชาญ ระด บเช ยวชาญพ เศษ และระด บทรงค ณว ฒ ) ซ งขยายมาจากหล กว ชาท กล าวถ ง ความสามารถในการท างานของมน ษย เร มจากการพ งพาผ อ น (dependence) สามารถช วยต วเองได (independence) และสามารถช วยผ อ นพร อมก บเป นต วอย างท ด ได (interdependence) โดยได กล าวถ ง รายละเอ ยดในแต ละระด บเช น มาตรฐานของผ บร หาร ท ว าด วยการพ ฒนาและใช นว ตกรรมในการบร หาร (มาตรฐานท 5) ได แยกแยะให เห นว าถ าเป นการปฏ บ ต ในระด บ dependence ก ค อสามารถเล อกส อ เคร องม อ เทคน คว ธ การต างๆ ท ม ค ณภาพมาใช ในการบร หารได อย างเหมาะสม ถ าเป นระด บท ส งข นในระด บ

27 ค ร สภาเสนอว า ความส าเร จในการประกอบว ชาช พของคร และบ คลากรทางการศ กษาท กประเภทค อ ความส าเร จของสภาว ชาช พคร และบ คลากรทางการศ กษาท เร ยกว า ค ร สภา และความส าเร จของค ร สภาก ค อ ค ณภาพประชากรของประเทศ และจะไม ม ว นประสบความส าเร จได หากปราศจากการปฏ บ ต งานและปฏ บ ต ตนตามมาตรฐานว ชาช พ จากการศ กษามาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ณ ท น เน นศ กษามาตรฐานว ชาช พคร ซ งถ อว าเป น ว ชาช พควบค ม เป นว ชาช พช นส ง ซ งผ ประกอบว ชาช พคร จะต องม และท างานให ได มาตรฐานท ง 3 ด านได แก มาตรฐานด านความร และประสบการณ ด านประสบการณ มาตรฐานด านการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานด านการ ปฏ บ ต ตน 5. งานว จ ยท เก ยวข อง ผ ว จ ยได ศ กษางานว จ ยท เก ยวข องก บการว จ ยเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชา การบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏ มหาสารคาม คร งน หลายเร อง จ งขอสร ปสาระส าค ญ ด งน

ตารางท 1 งานว จ ยท เก ยวข อง ช องานว จ ยผ ว จ ย - ผลการจ ดการเร ยนการสอนส าหร บ น กศ กษาหล กส ตรพยาบาลศาสตร บ ณฑ ต โดยใช ร ปแบบการเร ยนการสอน แบบจ กซอว - ว ส ฏฐ ศร เพ งน ม(2551) - การศ กษาผลส มฤทธ ทางการเร ยนและ ความสนใจในว ธ สอนว ชา ว ทยาศาสตร 5 ของน กเร ยนช น ปวส. 2 ว ทยาล ยการอาช พบางสะพาน ท ได ร บ การสอนโดยว ธ การเร ยนแบบร วมม อ (เทคน คการสอนแบบ Jigsaw ) ภาค เร ยนท 2 ป การศ กษา 2546 - มลธ รา ม ทร พย (2547) ว ตถ ประสงค ว ธ ด าเน นการว จ ยโดยย อ ผลการว จ ยท เก ยวข องโดยย อ - เพ อศ กษาผลการจ ดการเร ยนการ -ประชากรค อ น กศ กษาหล กส ตรพยาบาล - ผ เร ยนม ค าคะแนนความพ งพอใจต อร ปแบบการ สอนส าหร บน กศ กษาหล กส ตร ศาสตรบ ณฑ ต ช นป ท 3 ท ก าล งศ กษาในว ชาการ เร ยนการสอนแบบจ กซอว ในระด บมาก โดยด านท พยาบาลศาสตรบ ณฑ ต โดยใช พยาบาลบ คคลท ม ป ญหาส ขภาพ 3 ว ทยาล ย ม ค าคะแนนส งส ดค อ ด านคร ผ สอน และด านว ธ การ ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบ พยาบาลบรมราชชนน พ ทธช นราช จ านวน 115 สอน ซ งการสอนแบบจ กซอว พบว า ผ สอนม จ กซอว คน เคร องม อท ใช ในการศ กษา ประกอบด วย บทบาทเป นผ กระต น และคอยช แนะแนวทางใน แผนการสอนแบบจ กซอว แบบส มภาษณ และ การศ กษาให ก บผ เร ยน ท าให ผ เร ยนร ส กสน กก บ แบบประเม นความพ งพอใจ ม ค าความเท ยง การเร ยน ม ส วนร วมก บก จกรรมการเร ยนอย าง เท าก บ 0.84 ว เคราะห ข อม ล โดยข อม ลเช ง เต มท ส งผลให ผ เร ยนเก ดความกระต อร อร นในการ ค ณภาพท าการว เคราะห เช งเน อหา ข อม ลเช ง เร ยนร ม การศ กษาค นคว าด วยตนเองมากข น และ ปร มาณว เคราะห โดยใช สถ ต ค าร อยละ ค าเฉล ย ท าให เก ดส งคมการเร ยนร ร วมก น และส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน - เพ อศ กษาเปร ยบเท ยบ -กล มต วอย างค อน กเร ยนช น ปวส. 2 จ านวน 1 - ผลส มฤทธ ทางการเร ยนในเร องการก าหนด ผลส มฤทธ และความสนใจใน ห องเร ยน 26 คน ระยะเวลา 9 ช วโมง เป นเวลา 3 ปร มาณสารและปฏ ก ร ยาเคม ก อนการทดลองและ ว ธ การสอน ก อนเร ยนและหล ง ส ปดาห เน อหาท ใช เร องการก าหนดปร มารสาร หล งการทดลองแตกต างก นอย างม น ยส าค ญทาง เร ยนว ชาว ทยาศาสตร 6 โดยใช และปฏ ก ร ยาเคม ตามหล กส ตรประกาศน ยบ ตร สถ ต ท ระด บ 0.01 ก จกรรมการเร ยนแบบร วมม อ ว ชาช พช นส ง พ ทธศ กราช 2546 ของส าน กงาน - ความสนใจของน กเร ยนท ได ร บการสอนโดยใช คณะกรรมการการอาช วศ กษา เคร องม อท ใช ค อ ก จกรรมการเร ยนแบบม ส วนร วม(เทคน คการสอน (เทคน คการสอนแบบ Jigsaw ) แบบทดสอบว ดผลส มฤทธ ทางการเร ยน และ แบบ Jigsaw) ก อนการทดลองและหล งการทดลอง แบบสอบถามว ดความสนใจ ท การตรวจสอบ แตกต างก นอย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.01 จากผ เช ยวชาญ ว เคราะห ข อม ลโดยใช ค าเฉล ย และค าเบ ยงเบนมาตรฐาน และใช ค า t-test for Dependent Samples 28

ช องานว จ ยผ ว จ ย ว ตถ ประสงค ว ธ ด าเน นการว จ ยโดยย อ ผลการว จ ยท เก ยวข องโดยย อ - รายงานการศ กษาการสอนแบบร วมม อ ก นเร ยนร แบบจ กซอว ว ชา พ31101 ส ข ศ กษา และพลศ กษา ช นม ธยมศ กษาป ท 1 โรงเร ยนพล อ าเภอพล จ งหว ด ขอนแก น. - ส รช ย บ าร งไทยช ยชาญ (2550) - ศ กษาว ธ การสอนแบบร วมม อก น เร ยนร โดยใช ว ธ การสอนแบบจ ก ซอว ท ม ผลต อการปฏ บ ต งานกล ม ของน กเร ยน - เพ อพ ฒนาแผนการจ ดการเร ยนร ท ใช ว ธ การสอนแบบร วมม อก น เร ยนร แบบจ กซอว เท ยบก บเกณฑ ร อยละ 80 - กล มเป าหมายท ท าการศ กษาเป นน กเร ยน ช นม ธยมศ กษาป ท 11 ภาคเร ยนท 2 ป กศ. 50 จ านวน 41 คน เป นชาย 17 คน หญ ง 24 คน เคร องม อท ใช ได แก แผนการจ ดการเร ยนร แบบทดสอบผลส มฤทธ ทางการเร ยน แบบ ส งเกตพฤต กรรมการปฏ บ ต งานกล ม แบบ ประเม นผลงานใบงาน แบบส งเกตพฤต กรรม ค ณล กษณะอ นพ งประสงค บ นท กผลการสอน ท ายแผนการจ ดการเร ยนร การว เคราะห ข อม ล - แผนการจ ดการเร ยนร ส งผลต อการพ ฒนาการ ปฏ บ ต งานกล ม น กเร ยนม คะแนนประเม นเฉล ย เท าก บ 17.43 จากคะแนนเต ม 20 คะแนน ค ดเป นร อยละ 87.16 เกณฑ การประเม น ร อยละ 80 เป นไปตามสมม ต ฐานท ต งไว - ด านความร พบว า ม คะแนนประเม นหล งเร ยน ส งกว าก อนเร ยน ด านท กษะกระบวนการ และ ด านค ณล กษณะอ นพ งประสงค เกณฑ การ ประเม นร อยละ 80 เป นไปตามสมม ต ฐาน - การศ กษาผลส มฤทธ ทางการเร ยน ว ชา กฎหมายธ รก จ ด วยก จกรรมการเร ยน การสอนแบบ Jigsaw - นางละออ โพธ ภ รมย (2549) - เพ อ แก ป ญหาการสอบไม เกณฑ ในรายว ชา กฎหมายธ รก จ เร อง ต วเง น ของน กศ กษาระด บ ปวส. 1 แผนกว ชาการบ ญช โดยม เป าหมาย ให ผ เร ยนม ความ กระต อร อร นประกอบก บ ความ สน กสนานพร อมเน อหาสาระใน การเร ยนร รายว ชากฎหมายธ รก จ เร องต วเง น ใช สถ ต พ นฐาน ได แก ค าเฉล ยและค าร อยละ - กล มเป าหมายได แก น กศ กษาระด บ ปวส. 1 แผนกว ชาการบ ญช คณะบร หารธ รก จ วท. ราชบ ร ท เข าเร ยนในรายว ชา กฎหมายธ รก จ ประจ าภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2548 จ านวน 40 คน เคร องม อในการว จ ย โปรแกรม การเร ยนเร องต วเง น แบบส งเกตพฤต กรรม แบบม ส วนร วม แบบทดสอบ การเก บรวบรวม ข อม ลโดยทดสอบก อนใช ก จกรรม และ ทดสอบหล งเร ยน การว เคราะห ข อม ลน า คะแนนการสอบระหว าง ก อนและหล ง การใช ก จกรรมการเร ยนการสอน ท ต งไว - น กศ กษาม ความสนใจและม ความสน กสนาน ในขณะเร ยน ส งเกต ได จากพฤต กรรมระหว าง เร ยนท ม ความกระต อร อร นภายในกล ม อยากท จะอธ บายให แก ก น แย งก นตอบค าถาม และม ส วนร วมในการด าเน นก จกรรมการเร ยนการ สอน - น กศ กษา ท าคะแนนได ด ข นจากการสอบก อน และหล งการใช ก จกรรมการเร ยนการสอนแบ Jigsaw 29

ช องานว จ ยผ ว จ ย - การป ญหาการเร ยนเร อง การ ด าเน นการของเชต ว ชาคณ ตศาสตร ประย กต 1 ของน กเร ยนช น ปวช.2 สาขาว ชาพณ ชยการ โดยใช กระบวนการ เร ยนการสอนแบบจ กซอร - ป ยนาถ จ ตคงสง (2550) - การแก ป ญหาการเร ยนว ชาคณ ตศาสตร ประย กต 1 ของน กเร ยนระด บช น ปวช. 1 สาขาว ชาเกษตรศาสตร และปวช. 2 สาขาพณ ชยการ โดยใช การเร ยนแบบ เพ อช วยเพ อน - ป ยนาถ จ ตคงสง (2549) ว ตถ ประสงค ว ธ ด าเน นการว จ ยโดยย อ ผลการว จ ยท เก ยวข องโดยย อ - เพ อแก ไขป ญหาการเร ยนเร อง - กล มเป าหมายท ท าการศ กษาได แก น กเร ยน - น กเร ยน 5 ห อง เกณฑ การประเม นข นต า เซต ว ชาคณ ตศาสตร ประย กต 1 ช น ปวช.2 สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ 5 มากว าร อยละ 70 เป นไปตามเกณฑ ท ต งไว ของน กเร ยนช น ปวช.2 สาขาว ชา ห อง ภาคเร ยนท 12550 เคร องม อว จ ยได แก จากการส งเกตพฤต กรรมขณะท าก จกรรมพบว า พณ ชยการ แบบฝ กห ด แบบทดสอบ เก บรวบรวมข อม ล น กเร ยนแต ละกล มสน กสนานในการเร ยนร โดย โดยแจ งว ธ การว ตถ ประสงค แกผ เร ยน จ ด ได ร บการแนะน าจากเพ อนในกล มช านาญการ ผ เร ยนออกเป นกล มช านาญการ กล มร กบ าน สาขางานบ ญช เกณฑ การประเม นข นต า เก ด มอบหมายงานให และด าเน นการ คร มากท ส ดถ งร อยละ 90 รองลงมาได แก สาขางาน อธ บายเน อหาเพ มเต ม ทดสอบความเข าใจ คอมพ วเตอร ธ รก จ เกณฑ การประเม นข น โดยการสอบถาม ท าแบบฝ กห ด ประเม นผล ต าร อยละ 80 และสาขาการขาย ร อยละ 76 การเร ยนร ว เคราะห ข อม ลโดยหาค าร อยละ - เพ อแก ป ญหาการเร ยนว ชา - กล มเป าหมายท ท าการศ กษาได แก น กเร ยน - หล งจากการเร ยนร แบบเพ อนช วยเพ อน แล ว คณ ตศาสตร ประย กต 1 ของ ระด บช น ปวช. 1 สาขาว ชาเกษตรศาสตร และ ท าการทดสอบพบว าน กเร ยนท กกล มสามารถ น กเร ยนระด บช น ปวช.1 สาขาว ชา ปวช. 2 สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ภาค สอบเกณฑ การประเม นข นต ามากกว าร อย เกษตรศาสตร และปวช. 2 สาขา เร ยนท 12549 เคร องม อประกอบด วย ละ 70 ยกเว นน กเร ยนจากสาขาว ชา พณ ชยการ แบบฝ กห ด แบบทดสอบหล งเร ยน เก บ เกษตรศาสตร อาจเน องมาจากม ความร พ นฐาน รวบรวมข อม ลโดยแจ งว ธ การ จ ดประสงค แก ทางคณ ตศาสตร น อย ผนวกก บความสนใจของ ผ เร ยน แบ งกล มตามความสนใจออกเป น 3 ผ เร ยน กล ม ท าการเร ยนการสอน ท าแบบฝ กห ด กล มน าเนอผลงาน คร อธ บายเพ มเต ม ท า แบบทดสอบหล งเร ยน ว เคราะห ข อม ลโดยหา ค าร อยละ แล วน าไปเท ยบก บเกณฑ 30

ช องานว จ ยผ ว จ ย ว ตถ ประสงค ว ธ ด าเน นการว จ ยโดยย อ ผลการว จ ยท เก ยวข องโดยย อ - การปร บปร งพฤต กรรมน กเร ยนท ขาด - เพ อปร บเปล ยนพฤต กรรมของ - กล มเป าหมายได แก น กศ กษาช น ปวช.1 - จากการส งเกตพฤต กรรมก อนการใช ร ปแบบ ระเบ ยบว น ย ในการเร ยนว ชาการเข ยน น กเร ยนในว ชาการเข ยนแบบ ห อง 2 จ านวน 5 คน เคร องม อได แก ใบงาน แบบ การสอนเพ อนช วยเพ อนไม ม ผ ท เกณฑ ท ก แบบช นส วนเคร องจ กรกล หล กส ตร ช นส วนเคร องจ กรกล ระด บช น ส งเกตพฤต กรรมของน กเร ยน 5 ด าน (ตรงต อ ด านท กคน แต เม อได ใช ร ปแบบการสอนแบบ ประกาศน ยบ ตรว ชาช พ (ปวช.) ป ท 1 ปวช.1 ห อง 2 แผนกว ชาช างเข ยน เวลา แต งกายถ กระเบ ยบ ความร บผ ดชอบ เพ อนช วยเพ อน ผ เร ยนได พ ฒนาในด าน ห อง 2 แผนกว ชาช างเข ยน แบบ แบบเคร องกล ด านความม ระเบ ยบ ท างานร วมก บผ อ น และม ว น ยในการปฏ บ ต งาน) พฤต กรรม การตรงต อเวลา การแต งกาย ความ ก าหนดให กล มต วอย างกระจายไปอย กล มต างๆ เคร องกลโดยว ธ เพ อนช วยเพ อน. ว น ยใน ร บผ ดชอบ การท างานร วมก บคนอ น และการม ต ดตามส งเกตพฤต กรรม โดยบ นท กในแบบ - ส ก จ ส ฉ นทบ ตร (2550) ระเบ ยบว น ยในการปฏ บ ต งานเกณฑ ท ส งเกตพฤต กรรม ท กส ปดาห ภายในระยะเวลา 5 ก าหนด ท ง 5 คน ต งแต ส ปดาห ท 6 เป นต นมา ส ปดาห ว เคราะห ข อม ลใช สถ ต ร อยละ เปร ยบเท ยบจ านวนคนท เกณฑ ประเม น คะแนนเฉล ยของพฤต กรรมในแต ละส ปดาห - การพ ฒนาช ดฝ กอบรมการว จ ยช น - เพ อหาประส ทธ ภาพช ดฝ กอบรม กล มต วอย างได แก กล มผ เช ยวชาญท เข าร วมกล ม - ประส ทธ ภาพของช ดฝ กอบรมการว จ ยช น เร ยน เร อง การพ ฒนาและการทดลองใช การว จ ยช นเร ยน เร องการพ ฒนา สนทนาจ านวน 10 คน โดยใช ว ธ เล อกแบบบอก เร ยนส งกว าเกณฑ 8080 ท ก าหนดไว ท กหน วย นว ตกรรมเพ อพ ฒนาการเร ยนการสอน และทดลองใช นว ตกรรมเพ อ ต อ กล มต วอย างซ งเป นคร ในจ งหว ดนครปฐมท - ผลส มฤทธ ทางการเร ยนของคร หล งศ กษาด วย - อภ ภ ส ทธ ภ ม มงคล (2545) พ ฒนาการเร ยนการสอน ปฏ บ ต งานอย ในภาคเร ยนท 2 ป กศ. 45 ซ งสนใจ ช ดฝ กอบรมส งกว าก อนศ กษาด วยช ดฝ กอบรม - เพ อเปร ยบเท ยบผลส มฤทธ สม ครเข าร บการอบรม โดยผ ว จ ยใช ว ธ เล อกแบบ อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.05 เจาะจง จ านวน 26 คน ระยะเวลาในการทดลอง ทางการเร ยนของคร ก อนและหล ง - คร ท เข าอบรมม ความค ดเห นในระด บท ด มาก ใช ช ดฝ กอบรม 6 ช วโมง แบบแผนการทดลองค อ การใช ช ดฝ กอบรม ต อช ดฝ กอบรมการว จ ยช นเร ยน กล มทดลองกล มเด ยว-ว ดผลก อนและหล งทดลอง - เพ อศ กษาความค ดเห นของคร ท ม เคร องม อท ใช ได แก การจ ดกล มสนทนา ช ด ต อช ดฝ กอบรม ฝ กอบรมการว จ ยช นเร ยน แบบทดสอบว ด ผลส มฤทธ ทางการเร ยน และแบบสอบถามความ ค ดเห น 31

ช องานว จ ยผ ว จ ย ว ตถ ประสงค ว ธ ด าเน นการว จ ยโดยย อ ผลการว จ ยท เก ยวข องโดยย อ - ความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อ - เพ อต องการ ทราบความค ดเห น - กล มต วอย างได แก น กศ กษาท เร ยนส าเร จ พบว า น กศ กษาม ต อความพ งพอใจเก ยวก บ การศ กษาว ชาดนตร ของแผนกว ชา ของน กศ กษาเก ยวก บความพ ง แล วในว ชาทฤษฎ ดนตร สากล และว ชาก ตาร ความร ความสามารถของน กศ กษาเอง โดยรวม ดนตร ว ทยาล ยสารพ ดช างธนบ ร พอใจความสามารถของน กศ กษา ตามหล กส ตรว ชาช พระยะส น ว ทยาล ยสารพ ด อย ในระด บมาก และม ความพ งพอใจเก ยวก บ - ส ชาต ส มม (2550) และความพ ง พอใจเก ยวก บ ช างธนบ ร จ านวนท งส น 29 คน ได โดยว ธ การ คร ผ สอน โดยรวมอย ในระด บพ งพอใจมากท ส ด คร ผ สอน ของแผนกว ชาดนตร ใน ส มอย างง าย เคร องม อท ใช เป นแบบประเม น ข อท ม ค าเฉล ยส งเป นอ นด บหน งค อ ว ทยาล ยสารพ ดช างธนบ ร ความพ งพอใจของน กศ กษาแจกแบบสอบถาม ความสามารถในการถ ายทอดด านทฤษฏ ดนตร เม อเร ยนจบแล ว และไม ประสงค จะเร ยน และการตรงต อเวลา ส วนด านท พ งพอใจน อย ต อเน อง ว เคราะห ข อม ล โดยการหาค าร อยละ และค าเฉล ย ท ส ดได แก ด านส อการสอน หร อคร ภ ณฑ 32

บทท 3 ว ธ ด าเน นการว จ ย การว จ ยในช นเร ยนเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ผ ว จ ยม ว ธ ด าเน นการ ด งต อไปน 1. กล มเป าหมายท ท าการศ กษา ได แก น กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ท ลงทะเบ ยนเร ยนว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน จ านวน 20 คน 2. สถานท และระยะเวลาของการว จ ย ใช ห อง 335 อาคาร 7 คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม เป นสถานท ท าการว จ ย ระยะเวลาท ท าการว จ ยค อ ภาคเร ยนท 12552 3. เคร องม อการว จ ย การสร าง และการหาค ณภาพ 3.1 ประเภทของเคร องม อการว จ ย ประกอบด วย 3.1.1 แผนการจ ดการเร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 3.1.2 แบบทดสอบความร ความเข าใจ 3.1.3 ใบงาน 3.1.4 แบบว ดความเหมาะสมของการจ ดการเร ยนการสอน 3.1.5 แบบบ นท กการส มภาษณ กล ม (รายละเอ ยดเสนอไว ในภาคผนวก) 3.2 การสร างเคร องม อการว จ ย และการหาค ณภาพของเคร องม อ 3.2.1 แผนการจ ดการเร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ผ ว จ ยได สร างข น และหาค ณภาพ โดยด าเน นการด งน 3.2.1.1 ศ กษาหล กการทฤษฎ เก ยวก บการจ ดท าแผนการจ ดการเร ยนร ศ กษารายละเอ ยด เน อหาว ชา เร อง การพ ฒนาว ชาช พทางการศ กษา 3.2.1.2 จ ดท าแผนการจ ดการเร ยนร ซ งม องค ประกอบส าค ญค อ 1) ช อรายว ชา ระด บช นของน กศ กษา ภาคเร ยนท 2) ช อหน วยการเร ยนร 3) ช อผ สอนผ ร วมว จ ย 4) สาระการเร ยนร

34 5) จ ดประสงค การเร ยนร 6) ต วช ว ด (จ ดประสงค เช งพฤต กรรม) 7) ก จกรรมการเร ยนร (ข นน า ข นสอน ข นสร ป) 8) ส อการเร ยนการสอน 9) การประเม นผลตามต วช ว ด (ว ธ ว ด และเคร องม อว ด) 10) บ นท กผลหล งการสอน 3.2.1.3 ขอความร วมม ออาจารย ประจ าสาขาว ชาการบร หารการศ กษา (ระด บปร ญญาโท) สาขาว ชาการบร หารจ ดการศ กษา (ระด บปร ญญาเอก) คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ประกอบด วย 1) รองศาสตราจารย สมชาย วงศ เกษม ประธานกรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชา การบร หารการศ กษา (ปร ญญาโท) 2) ดร.ธ ระว ฒน เย ยมแสง กรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชาการ บร หารการศ กษา (ปร ญญาโท) 3) ดร.ศ กด พงษ หอมหวล กรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชาการ บร หารจ ดการการศ กษา (ปร ญญาเอก) เพ อเป นผ เช ยวชาญตรวจสอบความถ กต อง ความเหมาะสม ความเป นไปได ความย ดหย น และความม ประโยชน ของแผนการจ ดการเร ยนร 3.2.1.4 ปร บปร งแผนการจ ดการเร ยนร ตามท ผ เช ยวชาญให ข อเสนอแนะ แล วจ ดพ มพ พร อมใช ต อไป 3.2.2 แบบทดสอบความร ความเข าใจ เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ผ ว จ ยได สร างข น และ หาค ณภาพโดยด าเน นการด งน 3.2.2.1 ศ กษาเน อหาเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษาโดยละเอ ยด สร ปสาระส าค ญ (ปรากฏในบทท 2) 3.2.2.2 ว เคราะห เน อหา โดยแยกเป นประเด นหล ก ประเด นย อยซ งม สาระส าค ญค อ 1) ล กษณะของว ชาช พควบค ม 2) การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม 3) การประกอบว ชาช พควบค ม 4) ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 5) มาตรฐานว ชาช พคร ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐาน การปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 6) มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 7) มาตรฐานว ชาช พผ บร หารการศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 8) มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ประกอบด วย มาตรฐาน ความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 9) การประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา

35 3.2.2.3 ก าหนดน าหน กของแต ละประเด น เพ อเป นฐานในการจ ดท าข อทดสอบต อไป 3.2.2.4 จ ดท าข อทดสอบความร ความเข าใจในเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ม ล กษณะ เป นข อทดสอบชน ดเล อกตอบ ม 4 ต วเล อก จ านวน 40 ข อ 3.2.2.5 ขอความร วมม อผ เช ยวชาญซ งบ คคลกล มเด ยวตามข อ 3.2.1.3 เพ อตรวจสอบว าข อ ทดสอบแต ละข อว าม ความสอดคล องก บว ตถ ประสงค และสอดคล องก บประเด นเน อหาหล กหร อไม (IOC : Index of Item-Objective Congruence) ผลของการตรวจสอบของผ เช ยวชาญพบว า ม ข อทดสอบจ านวน 38 ข อ ท ม ค า IOC ส งกว า.50 3.2.2.6 จ ดพ มพ ข อทดสอบให สวยงาม พร อมใช ต อไป (รายละเอ ยดเสนอไว ในภาคผนวก) 3.2.3 ใบงาน เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ผ ว จ ยได สร างข น และหาค ณภาพโดยด าเน นการ ด งน 3.2.3.1 ศ กษารายละเอ ยดเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 3.2.3.2 จ ดท าใบงานส าหร บกล มท าก จกรรม ในใบงานก าหนดว ตถ ประสงค ก าหนดกต กาใน กล มบ านเรา การค ดเล อกสมาช กในกล มเป นกล มผ เช ยวชาญ เพ อศ กษาห วข อท ตนสนใจ ก าหนดเวลาในการ ท าก จกรรมระหว างท าหน าท เป นกล มผ เช ยวชาญก จกรรมส าหร บสมาช กแต ละคนในกล มบ านเรา ก าหนดว ธ ว ดและประเม นผลการท าก จกรรม แบ งออกเป น 2 ประเภท 1) ใบงานเด ยว ใช ส าหร บสมาช กกล มผ เช ยวชาญแต ละคนในการปฏ บ ต ก จกรรมในการ บ นท กข อสร ปในห วข อท ตนร บผ ดชอบ ผ ว จ ยประเม นโดยการจ ดอ นด บค ณภาพ แบ งเป น 3 ระด บค อ ด มาก ด และพอใช 2) ใบงานกล ม ใช ส าหร บการปฏ บ ต ก จกรรมของกล มบ านเรา ในการต อภาพรวม (จ กซอว ) สาระการเร ยนร ท งหมดของกล ม ผ ว จ ยท าการส งเกตสมาช กแต ละคนของกล มใน 7 ด านได แก (1) ความค ด (2) ความเข าใจ (3) ความสนใจ (4) ความร บผ ดชอบ (5) ความม น าใจ (6) การตรงต อเวลา (7) ความสามารถสร ปและการน าเสนอ และประเม นผลงานของกล มโดยจ ดอ นด บค ณภาพ 3 ระด บค อด มาก ด และพอใช 3.2.3.3 เสนอผ เช ยวชาญตามข อ 3.2.1.3 พร อมก บแผนการจ ดการเร ยนร เพ อตรวจสอบความ ตรงเช งเน อหา (Content Validity) 3.3.3.4 ปร บปร งใบงานตามท ผ เช ยวชาญเสนอแนะ จ ดพ มพ พร อมใช ต อไป 3.2.4 แบบสอบถาม เพ อศ กษาระด บความเหมาะสม ผ ว จ ยได สร างข น และหาค ณภาพโดย ด าเน นการด งน 3.2.4.1 ศ กษาหล กการทฤษฏ เก ยวก บการสร างแบบสอบถาม 3.2.4.2 ก าหนดกรอบเน อหาในการสร างแบบสอบถามประกอบด วย ความเหมาะสมในด าน ต างๆได แก 1) ด านเน อหา

36 2) ด านว ธ การสอน 3) ด านการว ดและประเม นผล 4) ด านส ออ ปกรณ ท ใช 5) ด านเวลาท ใช 6) ด านบรรยากาศการเร ยนการสอน 7) ด านคร ผ สอน 3.2.4.3 จ ดท าแบบสอบถามเพ อศ กษาระด บความเหมาะสม ตามท ศนะของน กศ กษาท ม ต อการ เร ยนการสอนในเร อง มาตรฐานว ช พทางการศ กษา ให ครอบคล มเน อหาท ง 7 ด าน แบบสอบถามม ล กษณะ เป นแบบประมาณค า 5 ระด บ (Rating Scale) ค อ 5 คะแนน หมายความว า การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บมากท ส ด 4 คะแนน หมายความว า การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บมาก 3 คะแนน หมายความว า การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บปานกลาง 2 คะแนน หมายความว า การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บน อย 1 คะแนน หมายความว า การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บน อยท ส ด 3.2.4.4 เสนอผ เช ยวชาญซ งเป นช ดเด ยวก บข อ 3.2.1.3 เพ อเพ อตรวจสอบว าแบบสอบถามแต ละข อว าม ความสอดคล องก บว ตถ ประสงค และสอดคล องก บประเด นเน อหาหล กท ต องการศ กษาหร อไม (IOC : Index of Item-Objective Congruence) ผลของการตรวจสอบของผ เช ยวชาญพบว า แบบสอบถามท ก ข อ ม ค า IOC ส งกว า.50 3.2.4.5 จ ดพ มพ แบบสอบถามให สวยงามพร อมใช ต อไป 3.2.5 แบบบ นท กการส มภาษณ กล ม(a focus group discussion recording form) ผ ว จ ยได สร างข น และหาค ณภาพโดยด าเน นการด งน 3.2.5.1 ศ กษาหล กการทฤษฎ เก ยวก บการสร างแบบบ นท กการส มภาษณ 3.2.5.2 สร างแบบบ นท กการส มภาษณ ให ม เน อครอบคล มประเด นท ต องการศ กษา ประกอบด วย ความร ส ก ความค ดเห น และข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา ใน 7 ประเด นค อ 1) ด านเน อหา 2) ด านว ธ การสอน 3) ด านการว ดและประเม นผล 4) ด านส ออ ปกรณ ท ใช 5) ด านเวลาท ใช 6) ด านบรรยากาศการเร ยนการสอน 7) ด านคร ผ สอน 3.2.5.3 เสนอผ เช ยวชาญตามข อ 3.2.1.3 เพ อตรวจสอบความตรงเช งเน อหา (Content Validity) 3.2.5.4 ปร บปร งแบบบ นท กการส มภาษณ กล มตามท ผ เช ยวชาญเสนอแนะ จ ดพ มพ ให สวยงาม พร อมใช ต อไป

37 4. การออกแบบการว จ ย การว จ ยคร งน ใช แบบท 1 แบบกล มเด ยวหร อรายกรณ (One shot case study) โดยเล อกต วอย าง มา 1 กล ม ท าการทดลองและไม ม การควบค ม และทดสอบหล งการทดลอง (วส นต ทองไทย. Online: http:www.bpcd.netnew_subjectlibraryresearchdocumentsopidaresearchkudevelop04.pd f) จ งออกแบบส าหร บการว จ ยคร งน ด งน X T แผนภาพท 2 การออกแบบการว จ ย อธ บายได ว าผ ว จ ยได ใช ร ปแบบการสอนแบบจ กซอว (Jigsaw) = X ในการจ ดการเร ยนการสอน เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา จากน นท าการทดสอบหล งเร ยน ว ดท กษะ ศ กษาความเหมาะสมของ การเร ยนการสอน = T โดยใช แบบทดสอบ ใบงาน แบบศ กษาความเหมาะสม แบบบ นท กการส มภาษณ เพ อ ศ กษาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนในเร องน 5. การเก บรวบรวมข อม ล 5.1 การศ กษาความร ความเข าใจในเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช แบบทดสอบ จ านวน 38 ข อ ให น กศ กษากล มเป าหมายท าการสอบ ใช เวลา 30 นาท คะแนนเต ม 38 คะแนน แต ละข อตอบถ กต องให 1 คะแนน ตอบผ ด ให 0 คะแนน 5.2 ศ กษาท กษะความสามารถในการปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงาน ในระหว างเร ยนผ ว จ ยได แจกใบงานให แต ละกล มเพ อศ กษา ท าความเข าใจ และลงม อปฏ บ ต ตามค าส ง ส งเกตการปฏ บ ต ตรวจผลการปฏ บ ต งานโดย จ ดอ นด บค ณภาพ 3 อ นด บค อ ด มาก ด และพอใช 5.3 ศ กษาเจตคต ของน กศ กษากล มเป าหมายท ม ต อการเร ยนการสอนในเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยให น กศ กษาพ จารณาถ งความเหมาะสมของการเร ยนการสอนว าม ความเหมาะสมหร อไม เพ ยงใด โดยขอความร วมม อให ตอบแบบสอบถามหล งจากท าแบบทดสอบความร ความเข าใจแล ว 5.4 ส มส มภาษณ น กศ กษา จ านวน 10 คน เพ อศ กษาป ญหา ความพ งพอใจ ความเหมาะสม และ ข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอน เร องมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ล กษณะการส มภาษณ เป นการ ส มภาษณ กล ม (Focus Group Interview) 6. สถ ต ท ใช ในการว จ ยและการว เคราะห ข อม ล 6.1 แบบทดสอบความร ความเข าใจ ตรวจให คะแนน แล วว เคราะห ด วยค าสถ ต ร อยละ น าไปเท ยบก บ เกณฑ ท ก าหนดไว โดยก าหนดเกณฑ ของน กศ กษาแต ละคนไว ท ร อยละ 75 จ งถ อว า และในภาพรวม จะต องม น กศ กษาร อยละ 80 ข นไปท สอบเกณฑ ด งกล าว

38 6.2 การศ กษาท กษะความสามารถในการปฏ บ ต ก จก จกรรม ส งเกตการณ ท างานกล ม ตรวจใบงานและ ก าหนดค ณภาพของงาน แบ งออกเป น 3 ระด บค อ ด มาก ด และพอใช 6.3 การศ กษาความเหมาะสมของการเร ยนการสอนในเร องน โดยใช แบบสอบถาม ว เคราะห ข อม ลโดยใช สถ ต ค าเฉล ย ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน แล วน าไปเท ยบก บเกณฑ ค อ 4.51-5.00 คะแนน การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บมากท ส ด 3.51-4.50 คะแนน การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บมาก 2.51-3.50 คะแนน การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บปานกลาง 1.51-2.50 คะแนน การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บน อย -1.50 คะแนน การเร ยนการสอนม ความเหมาะสมอย ในระด บน อยท ส ด 6.4 ความพ งพอใจ ความเหมาะสม และข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอน เร องมาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช แบบบ นท กการส มภาษณ กล ม ท าการการว เคราะห เน อหา (Content Analysis) แล วเสนอใน ร ปความเร ยง (ส ภางค จ นทวาน ช. 2547) 7. สร ปข นตอนการว จ ย เพ อให เห นภาพรวมของการว จ ยท งหมด ผ ว จ ยขอสร ปข นตอนการว จ ย ด งน 1.ค ดเล อกกล มเป า หมาย 2.สร างและหาค ณภาพของเคร องม อ 3.ออกแบบงานว จ ย: One shot case study 4.จ ดก จกรรมการเร ยนร 5.เก บรวบรวมและว เคราะห ข อม ล 6.สร ปและเข ยนรายงานว จ ย 7.น กศ กษาความร ความเข าใจ ม ท กษะ และม เจตคต ท ด ต อการจ ดก จกรรมการเร ยนร

บทท 4 ผลการว เคราะห ข อม ล การว จ ยในช นเร ยนเร อง การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ผ ว จ ยขอน าเสนอผลการศ กษา ตามล าด บด งน 1. ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 1.1 ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจ ผ ว จ ยได จ ดท าแผนการเร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา และได น าไปใช จ ดก จกรรมการ เร ยนร ตามแผนท ก าหนด หล งจากท จบบทเร ยนได น าแบบทดสอบความร ความเข าใจในบทเร ยนให น กศ กษา กล มเป าหมายจ ดท าตามเวลาท ก าหนด ( 30 นาท ) เสร จแล วตรวจให คะแนน ว เคราะห ข อม ลค านวณหาร อยละ แล วน าไปเท ยบก บเกณฑ ท ก าหนดเพ อศ กษาผลการพ ฒนา ผลการด าเน นงานเป น ด งน ตารางท 2 คะแนนทดสอบหล งเร ยนของน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม น กศ กษาคนท คะแนนทดสอบหล งเร ยน (เต ม 38 คะแนน) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 29 25 24 29 32 29 35 33 22 34 34 27 29 36 33 ร อยละ 76.31 65.78 63.15 76.31 84.21 76.31 92.10 86.84 57.89 89.47 89.47 71.05 76.31 94.73 86.84 ผลการประเม นโดยเท ยบ ก บเกณฑ (75 % ข นไป) ไม ไม ไม ไม

40 16. 17. 18. 19. 20. 34 30 29 35 35 89.47 78.94 76.31 92.10 92.10 จากการว เคราะห ข อม ลตามตารางข างต นพบว า น กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรม ว ชาว ทยาศาสตร ท วไป จ านวน 20 คน สามารถสอบเกณฑ ท ก าหนดค อร อยละ 75 ข นไป จ านวน 16 คน ค ดเป นร อยละ 80 ของจ านวนน กศ กษาท งหมดซ งเป นไปตามเกณฑ ท ก าหนดไว 1.2 ผลการพ ฒนาด านท กษะ ในการจ ดก จกรรมการเร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ในระหว างเร ยนผ ว จ ยได ให ศ กษา ท กษะ ความสามารถในการเร ยนร โดยการแจกใบงานให กล มศ กษา และจ ดท าตามค าส งท ก าหนดไว ในใบงาน แยกเป น 2 ประเภท ค อ ใบงานเด ยว และใบงานกล ม 1.2.1 ใบงานเด ยวใช ในกรณ เป นสมาช กของกล มผ เช ยวชาญ ท ผ เร ยนได เล อกศ กษาในเร องท ตนเองม ความชอบและความถน ด ผ เช ยวชาญได แลกเปล ยนเร ยนร ในเน อหาท ร บชอบโดยการเล า น าเสนอ อธ บาย และร วมก นสร ป สมาช กแต ละคนสร ปสาระของเน อหาท ได เร ยนร ร วมก นในใบงานของตนเอง ผ ว จ ย ตรวจสอบใบงาน และจ ดอ นด บค ณภาพของงานออกเป น 3 ระด บ ได แก ด มาก ด พอใช และใช ว ธ การส งเกต ในระหว างท ผ เร ยนปฏ บ ต งานในกล มประกอบการจ ดอ นด บค ณภาพของงานด วย ผลการประเม นเป น ด งน ตารางท 3 อ นด บค ณภาพ และผลการประเม นผลงานใบงานของน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม น กศ กษาคนท อ นด บค ณภาพของผลงาน (ด มาก ด พอใช ) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. ด มาก ด พอใช ด มาก ด มาก ด ด มาก ด มาก ด มาก ด มาก ด มาก ด มาก ด มาก ผลการประเม น (ด ข นไปจ ง) ไม หมายเหต

41 14. 15. 16. 17 18. 19. 20. ด มาก ด ด มาก ด ด ด มาก ด มาก จากตารางข างต น พบว าน กศ กษาส วนใหญ จ านวน 14 คน ค ดเป นร อยละ 70 ม ผลงานจากการ ปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานอย ในระด บด มาก ม จ านวน 5 คน หร อร อยละ 25 ม ผลงานอย ในระด บด และม พ ยง 1 คน หร อร อยละ 5 ท ม ผลงานอย ในระด บพอใช และพ จารณาในภาพรวมน กศ กษาส วนใหญ สามารถปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานและเกณฑ การประเม นระด บด ข นไป จ านวน 19 คน ค ดเป นร อยละ 95 ของน กศ กษา ท งหมด ซ งส งกว าเกณฑ ท ก าหนดค อร อยละ 80 1.2.2 ผลการปฏ บ ต งานตามใบงานท ก าหนดให เป นกล ม ผ ว จ ยให ผ เร ยนปฏ บ ต งานในกล ม (กล มบ านเรา) โดยแบ งออกเป น 2 กล ม หล งจากท กล บจากกล มผ มาเย อนในฐานะผ เช ยวชาญในเร องท ตนเอง ร บผ ดชอบ กล บมาเข ากล มต วเองอ กคร งหน งเพ อท าหน าท เล าอธ บายในเร องท ตนไปศ กษามาให ช ดเจน ให สมาช กได ซ กถามจนเป นท เข าใจ สมาช กแต ละคนท าหน าท เป นผ เช ยวชาญจนครบท กคน กล มสร ปรวบรวม เร ยบเร ยงความร เน อหา(ต อภาพจ กซอว ) จนแน ใจสมบ รณ ท ส ดเพ อน าเสนอหน าช นเร ยน และส งให ผ ว จ ย (ผ สอน)พ จารณาจ ดอ นด บค ณภาพอ กคร งหน ง และระหว างท แต ละกล มปฏ บ ต ก จกรรมผ ว จ ยได ส งเกต พฤต กรรมด านต างๆ ของผ เร ยน ประกอบด วย 1)ความค ด 2)ความเข าใจ 3)ความสนใจ 4)ความร บผ ดชอบ 5) ความม น าใจ 6)การตรงต อเวลา และ 7)ความสามารถสร ปและการน าเสนอ โดยส งเกตและประเม นผ เร ยนเป น รายบ คคล และประเม นงานของกล มตามใบงานท ได ร บมอบหมายด วย ผลการพ ฒนาด านท กษะของผ เร ยน เป นด งน ตารางท 4 อ นด บค ณภาพ และผลการประเม นผลงานใบงานของน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม นศ. กล ม ระด บการประเม น (ไม ) แต ละด าน ผลการ คนท ใด 1 2 3 4 5 6 7 จ านวน ท ผลการ ประเม น ประเม น งานกล ม 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 1 2 2 2 1 2 2 7 6 5 7 7 7 7 ด มาก ด ด ด ด มาก ด ด

42 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17 18. 19. 20. 2 1 1 2 1 2 1 1 1 1 1 2 2 7 6 6 7 6 7 6 6 7 6 7 6 6 ด ด มาก ด มาก ด ด มาก ด ด มาก ด มาก ด มาก ด มาก ด มาก ด ด หมายเหต 1. ประเด นท ส งเกต: 1)ความค ด 2)ความเข าใจ 3)ความสนใจ 4)ความร บผ ดชอบ 5)ความม น าใจ 6)การตรงต อเวลา 7)ความสามารถสร ปและการน าเสนอ 2. เกณฑ ในการต ดส น ผ เร ยนสามารถปฏ บ ต หร อม ท กษะในด านต างๆ จ านวน 5 ด านข นไป จ งถ อว า = (ไม ม ส ญล กษณ ) = ไม 3. อ นด บค ณภาพของงานกล ม ด มาก ด และพอใช กล มจะต องได ระด บด ข นไปจ งจะถ อว าเกณฑ การประเม น จากการว เคราะห ผลการพ ฒนาท กษะด านต างๆ ของน กศ กษา ท ปฏ บ ต ก จกรรมงานกล มท ได ร บ มอบหมายท ง 2 กล ม โดยส งเกตพฤต กรรมเป นรายบ คคล และประเม นผลงานของกล มพบว า ผ เร ยนม พฤต กรรมตามเกณฑ ท ก าหนดค อ สามารถปฏ บ ต หร อม พฤต กรรมอย างน อย 5 ด านข นไปท กคน และม ค ณภาพของงานกล มท ปฏ บ ต ตามใบงานอย ในระด บด (กล มท 2) และระด บด มาก (กล มท 1) เป นไปตาม เกณฑ ท ก าหนดไว 1.3 ผลการศ กษาเจตคต ของผ เร ยนท ม ต อการจ ดก จกรรมการเร ยนร ผ ว จ ยได ใช แบบสอบถาม เพ อศ กษาระด บความเหมาะสม ตามท ศนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยน การสอนในเร อง มาตรฐานว ช พทางการศ กษา ซ งครอบคล มเน อหาท ง 7 ด าน หล งจากท ม การทดสอบหล ง เร ยนแล ว ผลการศ กษาพบข อม ลส าค ญ ด งน

43 ตารางท 5 ค าเฉล ย ค าเบ ยงเบนมาตรฐานความเหมาะสมของน กศ กษาท ม ต อการจ ดก จกรรมการ เร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ประเด นท ศ กษา ค าเฉล ย ค าเบ ยงเบน มาตรฐาน 1. เน อหาของเร องน 1.1 ปร มาณ(มากน อย) ของเน อหา... 3.80 0.41 1.2 ความยากง ายของเน อหา... 3.60 0.75 1.3 การน าไปใช ไปประกอบว ชาช พคร... 4.60 0.59 1.4 การน าไปใช ประกอบว ชาช พทางการศ กษาอ นๆ... 4.15 0.74 2. ว ธ การสอนเร องน 2.1 การน าเข าส บทเร ยน 3.75 0.71 2.2 การมอบหมายงานให ปฏ บ ต... 3.75 0.85 2.3 การมอบหมายให ศ กษาล วงหน า... 3.95 0.75 2.4 การแบ งกล ม... 3.65 0.67 2.5 จ านวนสมาช กแต ละกล ม... 3.70 0.86 2.6 การใช ค าส ง ค าถาม... 3.55 0.51 2.7 การค ดเล อกกล มให น าเสนอ... 3.60 0.59 2.8 การให สร ปองค ความร... 3.60 0.75 2.9 ว ธ การน เหมาะสมก บเร องท สอน... 3.95 0.60 3. การว ดและประเม นเร องน 3.1 การกระจายของข อสอบ(กระจายไปท กประเด น)... 3.2 จ านวนข อสอบ... 3.3 ความยากง ายของข อสอบ... 3.4 การว ดผลโดยใช ข อสอบ... 3.5 เกณฑ การให คะแนนและต ดส น... 3.6 ร ปแบบการจ ดพ มพ ข อสอบ... 4. ส ออ ปกรณ เร องน... 5. ระยะเวลาท ใช เร องน... 6. บรรยากาศของการเร ยนการสอนเร องน... 7. อาจารย ผ สอนเร องน 7.1 การแต งกาย... 7.2 การใช ค าพ ด... 7.3 ความร ความเข าใจ... 7.4 การปฏ บ ต ต อน กศ กษาท กคน. 7.5 ความย ต ธรรมในการให คะแนน... 3.90 3.80 3.65 3.90 3.60 3.60 3.45 3.55 3.65 4.15 3.65 3.75 3.60 3.60 3.91 0.83 0.74 0.71 0.75 0.75 0.68 0.68 0.74 0.48 0.74 0.63 0.75 0.75 การแปลผล มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก ปานกลาง มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก หมายเหต N = 20 เฉล ยรวม 3.759 0.706 มาก

44 จากการว เคราะห ข อม ลด วยค าเฉล ย ค าเบ ยงเบนมาตรฐานความเหมาะสมของน กศ กษาท ม ต อการ จ ดก จกรรมการเร ยนร เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา พบว าผ เร ยนเห นว าการจ ดก จกรรมการเร ยนการ สอนเร องน ม ความเหมาะสมอย ในระด บมาก ( X = 3.759) และม ความค ดเห นสอดคล องก นหร อเป นไปใน ท ศทางเด ยวก นกล าวค อม ค าเบ ยงเบนมาตรฐานเพ ยงเล กน อย (SD = 0.706) เม อพ จารณารายด านพบว าด าน ท ม ความเหมาะสมส งส ด 3 อ นด บแรกได แก ด านเน อหา: การน าไปใช ประกอบว ชาช พคร ( X = 4.60) ด าน เน อหา: ด านการน าไปใช ประกอบว ชาช พทางการศ กษาอ นๆ และด านอาจารย ผ สอน: การแต งกาย ม ค าเฉล ย เท าก น ( X = 4.15) ส าหร บ 3 ด านท ม ค าเฉล ยต าส ด ได แก ด านส ออ ปกรณ น กศ กษาเห นว า ม ความเหมาะสมระด บปานกลาง ( X = 3.65) ด านว ธ การสอน: การใช ค าส ง ค าถาม และด านระยะเวลาท ใช ม ค าเฉล ยเท าก น ( X = 3.55) ซ งม ความเหมาะสมอย ในระด บมาก 2. ผลศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว ผ ว จ ยส มส มภาษณ น กศ กษา จ านวน 10 คน จากท งหมด 20 คน ใช ว ธ การส มภาษณ กล ม (a focus group discussion recording form) เพ อศ กษาป ญหา ความพ งพอใจ ความเหมาะสม และ ข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ในประเด นด งต อไปน ค อ 1) ด าน เน อหา 2) ด านว ธ การสอน 3) ด านการว ดและประเม นผล 4) ด านส ออ ปกรณ ท ใช 5) ด านเวลาท ใช 6) ด าน บรรยากาศการเร ยนการสอน และ 7) ด านคร ผ สอนโดยผ ว จ ยท าหน าท เป นผ ส มภาษณ ผลการส มภาษณ เป น ด งน 2.1 ด านเน อหา ม น กศ กษา จ านวน 3 คน ท ตอบค าถามในเร องน ซ งท ง 3 คน ม ความค ดเห นและให ข อเสนอแนะไปในท ศทางเด ยวก น กล าวค อ ผ เร ยนม ป ญหาในการศ กษาค นคว าไม ร จะหาความร จากแหล งใด หร อทางช องทางใด เน อท เร ยนบางตอนเป นเร องท ค อนข างท าความเข าใจยากเน องจากม ศ พท ทางว ชาการ ค อนข างมาก เน อหาม ความใกล เค ยงก นหร อบ างคร งซ าซ อนก นระหว างมาตรฐานว ชาช พของคร -ผ บร หาร สถานศ กษา-ผ บร หารการศ กษา-ศ กษาน เทศก แต อย างไรก ตามท กคนก ยอมร บว าเป นเน อหาท เป นประโยชน ส าหร บตนเองเน องจากจะได น าเป นแนวทางในการพ ฒนาตนเองในฐานะผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต อไป แต อย างไรก ตามถ าจะให ประโยชน อย างจร งจ งควรต ดเน อหาส วนท เป นมาตรฐานว ช พของผ บร หาร สถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา และศ กษาน เทศก ออกไป เพราะส วนใหญ ผ เร ยนส วนใหญ จะออกไปเป นคร ก อน ขอน าเสนอต วอย างท น กศ กษาได แสงความค ดเห นไว ด งน เป นเน อหาท ยาก อ านแล วไม ค อยเข าใจ แต ค ดว าคงเป นประโยชน มาก ในเวลาท เราจะไปเป นคร ต อไป จะท าให เราก าวหน า จะท าให เราม หล กย ดเช นมาตรฐานการปฏ บ ต งาน 12 มาตรฐาน มาตรฐานการ ปฏ บ ต ตน 9 ข อ เป นต น อาจารย เล อกเน อหาถ กต องแล วล ะ (นศ. 05) แรกๆ ร ส กไม ค อยสบายใจน กเม อต วเองเล อกเน อหาท จะไปศ กษา แต พออาจารย และเพ อนในกล ม บ านเราแนะว าม ใน Internet และเพ อนๆและอาจารย เข ยนช อ Web ให พอไปค นคว าก เจอ เม ออ านหลายๆ เท ยวก ม ความเข าใจข นกว าเด ม เวลาอาจารย ให งานในฐานะผ เช ยวชาญ และในฐานะสมาช กของกล มบ านเรา ก สามารถเล าและอธ บายให สมาช กกล มคนอ นได ค อนข างม นใจ (นศ. 13) ฉ นส บสนมากระหว างมาตรฐานว ชาช พคร -ผ บร หารสถานศ กษา-ผ บร หารการศ กษา-ศ กษาน เทศก ซ งคล ายคล งก นมาก ได ใช ว ธ น ามาเท ยบก นก สามารถท าความเข าใจได ด และจ าได ด ข นกว าเด มอย างไรก ตาม เน อหาค อนข างมาก ควรต ดเน อหาส วนท เป นมาตรฐานของผ บร หารการศ กษาออกไป (นศ.17)

45 2.2 ด านว ธ การสอน ม น กศ กษาท เข าร วมส มภาษณ กล ม จ านวน 5 คนท แสดงความค ดเห นในเร องน ส วนใหญ เห นว าการเร ยนการสอนระด บมหาว ทยาล ยแตกต างจาการเร ยนระด บม ธยมศ กษาพอสมควร กล าวค อในระด บม ธยมศ กษาส วนใหญ คร ใช ว ธ การอธ บาย ซ กถาม ย อเน อหา บ นท กลงในสม ด ส วนการเร ยน การสอนในระด บมหาว ทยาล ยส วนใหญ อาจารย ผ สอนมอบหมายให น กศ กษาไปศ กษาค นคว า จ ดท ารายงาน สร ปเน อหาอย ในร ป Power Point แล วน าเสนอหน าช นเร ยน ซ กถาม ให ข อสร ปร วมก น หร ออาจารย ส วนหน ง ม เพ ยงการบรรยาย (Lecture) น กศ กษาจดตามค าบรรยายเท าน น แต การเร ยนการสอนในเร องน น กศ กษาเห น ว าเป นเร องแปลกใหม ซ งย งไม ม อาจารย ท านใดใช มาก อน เห นว าท าให เก ดความกระต อร อร น ไม ง วงนอน ได แสดง ได น าเสนอ ได ปฏ บ ต งานตามใบงานในระหว างปฏ บ ต งานกล ม ท งกล มผ เช ยวชาญ และกล มบ านเรา และม น กศ กษาส วนหน งไม ควรใหญ เก นไปเพราะจะท าให เบ อหน ายได เน องจากจะต องรอเพ อนร วมกล มหลาย คนกว าจะได แสดงบทของตน จะเห นได จากต วอย างข อค ดเห น ข อเสนอแนะของน กศ กษาท เข าร วมส มภาษณ กล ม ด งน ผมเคยเร ยนแบบผ สอนอธ บาย แล วให จดตาม หร อบางคร งให จดเน อหาในหน งส อเร ยนเท าน น น า เบ อหน ายมาก พอมาเร ยนในระด บมหาว ทยาล ยด ข นมาบ าง อาจารย แบ งกล มไปศ กษาค นคว า จ ดท ารายงาน เป นร ปเล ม สร ปใส โปรแกรม Power Point น าเสนอน าช นเร ยน เพ อนซ กถามซ งส วนใหญ ไม ม ใครถาม แล วก จบ (นศ. 01) ด ฉ นค ดว าเป นร ปแบบการสอนท ด มาก ท าให ผ เร ยนต นต วอย เสมอ ได ไปศ กษาค นคว ามาล วงหน า ด งน นเวลาเราเข ากล มผ เช ยวชาญ กล มบ านเรา เราจ งสามารถม ความม นใจว าเราสามารถท าได กล มซ กถาม กล มจดตาม เราม ความภ ม ใจมากท ได ร บค าชมจากเพ อน จากอาจารย ผ สอน (นศ. 03) ท มาผมไม ค อยต งใจเร ยน ย งเวลาท ตนเองไม ได ร บผ ดชอบ น งฟ งเพ อน หร อบางคร งอาจารย อธ บาย ก เพ ยงไปเท าน น พออาจารย ดร.ศ ร ใช ว ธ น ท าให ผมม ความร บผ ดชอบมากข น ต องเตร ยมศ กษา ล วงหน า เพ อเตร ยมเสนอในกล ม ต องคอยจดบ นท กค าบรรยายของเพ อน เพราะอาจารย ผ สอนคอยส งเกต และให คะแนนท กข นตอน แต ไม เคร ยด และกล าน าเสนอมากข น เพราะไม ใช หน าห องเร ยน แต เป นภายในกล ม ซ งเป นเพ อนสน ทก นท งน น (นศ.19) เห นว าอาจารย ใช ว ธ สอนแบบน (แบบจ กซอว ) ส งเกตอาจารย เอจร งเอาจ งมาก ม การมอบหมาย งานท ช ดเจน ม การแบ งกล มตามความเหมาะสมม ท งคนเก งคนอ อนปะปนก น ม การแบ งงานตามความถน ด และความชอบของสมาช กแต ละคน สมาช กก ได ปฏ บ ต อย างจร งจ ง คร ส งเกตพวกเรา แต ก ย งสน กก บบทเร ยน เร ยนแบบน ไม เคร งเคร ยด และได ประโยชน มากบางคร งก เห นอาจารย ผ สอนเอาจร งเอจ งมากเก นไป (นศ.15) เห นว าเป นว ธ สอนท ด หากไปเป นคร เม อส าเร จการศ กษาจะน าไปสอนก บน กเร ยนท ตนเองสอน อย างแน นอน เห นว าคร งน จ านวนกล มน อยเก นไป จ งท าให กล มใหญ เก นไป กว าจะเว ยนมาถ งตนเองใช เวลานานเก นไป แต ก ไม เบ อหรอก เพราะระหว างน นก ต องคอยจด ถ าไม ต ดตามเราก ไม สามารถจดเน อหาให ต อเน อง และเช อมโยงก นได (นศ.07) 2.3 ด านการว ดและประเม นผล ม น กศ กษาจ านวน 2 คนท แสดงความค ดเห นในเร องน ท งสองคนม ความค ดเห นไปในท ศทางเด ยวก นกล าวค อ เห นว าข อสอบค อนข างยาก ค าถามแต ละข อค าตอบแต ละค าตอบ ยาวเก นไป ท าให เส ยเวลาอ านมาก และผ ท ท าข อสอบได ด ต องม ความแม นย าในเน อหา แต ถาใครเตร ยมต วมา ด ก จะได คะแนนส ง การพยามท าความเข าใจระหว างปฏ บ ต งานกล มก ม ส วนส าค ญท จะท าให เราท าข อสอบได ด ข น การออกข อสอบค ดว าอาจารย ได ออกข อสอบได ครอบคล มท กประเด นแล ว การตรวจให คะแนน การต ดส น ค ดว าคร ให ความย ต ธรรมก บท กฝ าย อย างไรก ตาม เห นว าอาจารย ผ สอนไม ได น าคะแนนจากข อสอบอย าง

46 ข อสอบกระจายไปท กเร องเห นว าเหมาะสมแล ว แต ค อนข างยาก ค าถาม ค าตอบยาวเก นไปท าให ส บสน ท าให ต องเดาอย หลายข อแต ก เป นบทเร ยนท ด ต อไปต องเตร ยมต วล วงหน า และระหว างปฏ บ ต งานกล ม ท งกล มผ เช ยวชาญ กล มบ านเราต องเตร ยมต วให ด กว าน (นศ. 09) อาจารย ไม ได เอาคะแนนจากข อทดสอบเท าน นมาต ดส น คะแนนความต งใจ คะแนนความประพฤต ความเอาใจใส คะแนนความร วมม อ อาจารย ก จะน ามาประกอบการพ จารณาด วยม ใช หร อ และอยากให อาจารย น าว ธ การว ดประเม นผลไปใช ก บเร องอ นๆในว ชาน ด วย (นศ. 11) 2.4 ด านส ออ ปกรณ ท ใช ม น กศ กษาหลายคนท แสดงความค ดเห นในเร องน ส วนใหญ เห นว าเคร องม อ อ ปกรณ ท ใช ในห องเร ยนม กใช การไม ได อย บ อยคร ง คอมพ วเตอร ไม สามารถเป ดได บางคร งโปรแจกเตอร ก เส ย หร อบ อยคร งเคร องฉายท บแสงใช การไม ได เลย เป นต น และม ข อเสนอแนะว า คณะคร ศาสตร ควรม พน กงานด แล ซ อมแซมอย างสม าเสมอ ควรตรวจด ก อนท าการเร ยนการสอน สร างระบบการตรวจสอบ และ ประเม นการด แลร กษาให ม ค ณภาพ จะเห นได จากน กศ กษาได สะท อนผลในเร องน ด งน เคร องม อ อ ปกรณ การเร ยนการสอนโดยเฉพาะเคร องคอมพ วเตอร เส ยเป นประจ า จะหง ดหง ดมาก เม อเตร ยมเสนอ Power point แล วไม ได น าเสนอ ต องเสนอปากเปล าจะท าให ต วเองและกล มได คะแนนน อย คณะคร ศาสตร ควรจ ดคนเพ อด แลในเร องน เป นการเฉพาะ (นศ. 11) อ ปกรณ ในห องเส ยบ อย ถ าไม เส ยก ด อย หรอก ห องเราควรมอบหมายให ใครคนหน งท เก งในเร อง คอมพ วเตอร เพ อประสานงานก บผ ด แลของคณะ (นศ. 09) ผมมองว าอ ปกรณ บางช น บางต ว ไม ด เท าก บของโรงเร ยนม ธยมศ กษาท ผมเร ยนมาเลย มหาว ทยาล ยควรแก ไขในเร องน ให มาก เพ อให การเร ยนการสอนม ประส ทธ ภาพส งส ด (นศ. 19) 2.5 ด านเวลาท ใช น กศ กษาส วนใหญ เห นว าเหมาะสมแล ว แต ม บางคนเห นว าเวลาท ใช ก จกรรมการ เร ยนการสอนในเร องน เพ ยง 2 คร ง ไม เพ ยงพอ ควรขยายเวลาออกไป เพราะเน อหามากเก นไป เพราะ ก จกรรมบางอย างต องเส ยเวลามาก เช นแต ละคนต องเล า แต ละคนต องต อภาพเน อหา(จ กซอว ) ของกล ม ของ ต วเองให เสร จให ท นตามเวลา กล วว าจะไม ท นเวลา ม ความก งวลก บเร องน พอสมควร จะเห นได จากน กศ กษา บางคนได แสดงความเห นและให ข อเสนอแนะ ด งน เวลาเหมาะสมแล ว เห นว าไม ยาวหร อส นจนเก นไป การท าอะไรตามก าหนดจะท าให เราร บผ ดชอบ ไม ปล อยเวลาไปโดยไม ได ท าอะไร ไม เคร ยดเท าใด เพราะร ใจอาจารย แล ว (นศ. 15) เป นคนเข ยนช า อาจารย ควรขยายเวลาออกไป อาจจ ดก จกรรมท ง 2 คร งอย างเวลาเลย ส วนการ ทดสอบความร อาจเพ มอ กส กคร งหน ง (นศ. 03) เวลาไปโดยไม ร ต ว เพราะสน กสนานก บการเร ยน และต องเอาใจใส ตลอดเวลา เห นว าเหมาะสม แล ว เพราะก อนหน าน นเราก เตร ยมต วมาด แล ว ถ ามากกว าน จะท าให เบ อหน ายได (นศ. 13)

47 2.6 ด านบรรยากาศการเร ยนการสอน น กศ กษาหลายคนบอกว าบรรยากาศเหมาะสมแล ว แอร เย น สบายพอเหมาะ บรรยากาศการเร ยนการสอนไม เคร งเคร ยด ท กคนสามารถสน กสนานหยอกล อก นได ตาม สมควร แต ห องเร ยนค อนข างค บแคบเม อเวลาแบ งกล มก น ควรเปล ยนเป นห องประช มเล ก เป นการฝ กข นเวท แต ต องม อ ปกรณ ให พร อม จะเห นได จากการสะท อนความร ส กของน กศ กษาผ ร วมส มภาษณ กล ม ด งน บรรยากาศการเร ยนสบาย อาจารย ผ สอนเป นก นเองด แล ว บางคร งการช แจงอาจด งเก นไป แต ก ด เป นก นเอง และทราบว าเป นความต งใจด ของอาจารย ผ สอน (นศ. 03) การเตร ยมต วมาก อน ในฐานะผ เช ยวชาญในเร องน นๆ การฝ กซ อมการน าเสนอในกล มจะช วยได มาก ร ส กภ ม ใจ และผ อนคลายกว าการน าเสนอหน าช นเร ยน อาจารย ท าแบบน ด แล ว (นศ. 07) เร ยนท ห องเร ยนเด มไม ต นเต นเท าท ควร เวลาน าเสนอควรได ฝ กในห องประช มเล ก ม อ ปกรณ พร อม และม ประส ทธ ภาพจะด ข นกว าน (นศ. 17) 2.7 ด านคร ผ สอน น กศ กษาส วนใหญ เห นตรงก นว าอาจารย ผ สอนม ความร ด ท นสม ย เป นก นเองการ น าเสนอช ดเจน เล อกเน อหาท น ามาสอนท เป นประโยชน ส าหร บผ ท จะไปประกอบว ชาช พทางการศ กษาได เป น อย างด อยากให อาจารย ท านอ นใช ว ธ การอย างน บ าง การเร ยนการสอนสน ก ต นเต น และได ประโยชน แต ม บางคนเห นว าอาจารย ค อนข างจร งจ งเก นไป อยากให ผ อนคลายลงกว าน จะเห นได จากการสะท อนความร ส ก ของน กศ กษา ด งน ชอบว ธ เร ยนว ธ สอนแบบจ กซอว ไม เคร ยด สน ก เก ดการต นต วอย เสมอ เพราะจะต องท าหน าท ใน ฐานะผ เช ยวชาญของกล ม และสมาช กท ด ของกล มบ านเรา อาจารย ใจด ความร ด บ คล กเป นก นเองก บ น กศ กษาท ส ดเท าท เคยเห นมา (นศ. 05) อาจารย ดร.ศ ร ใจด เป นก นเอง แม บางคร งอาจเคร งคร ดในเร องเวลา ความร บผ ดชอบ สร ปแล ว อาจารย เป นคนต งใจ เข าใจความร ส กของน กศ กษาด แต อยากฝากว าอย าเคร งคร ดมากน ก (นศ. 13) อาจารย ผ สอน ใช ค าพ ดได เหมาะสม แต งต วสบายๆ ไม หร หรา เป นแบบอย างได ในเร อง ความ สะอาด ความเหมาะสมก บความเป นคร แบบไทยๆ จะเล ยนแบบอาจารย เม อออกไปเป นคร (นศ. 17)

บทท 5 สร ปผลการว จ ย อภ ปรายผล และข อเสนอแนะ การว จ ยเร อง ใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐาน ว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม คร งน ได ด าเน นการตามข นตอนต างๆ มาตามล าด บ ในข นน ขอสร ปผลการว จ ย อภ ปรายผล และข อเสนอแนะจากการว จ ยตามล าด บ ด งน 1. ค าถามการว จ ย จะพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต เร องมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา(คร ) ของ น กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ให ส งข นได อย างไร 2. ว ตถ ประสงค ของการว จ ย 2.1 เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พ ทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 2.2 เพ อศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 3. ขอบเขตการว จ ย 3.1 กล มเป าหมายท ท าการศ กษา เล อกน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 โปรแกรม ว ชาว ทยาศาสตร ท วไป จ านวน 20 คน คณะคร ศาสตร เป นกล มเป าหมายเพ อท าการศ กษา เน องจากเป นกล ม น กศ กษาท ก าล งเร ยนรายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน และเป นกล มท อาสาสม ครร บการเร ยนร โดยใช ว ธ สอนแบบจ กซอว ก บผ ว จ ย 3.2 ต วแปรท ท าการศ กษา ต วแปรต น ได แก ว ธ สอนแบบจ กซอว และต วแปรตาม ได แก ความร ความ เข าใจ ท กษะ และเจตคต เร องมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษาของน กศ กษา 3.3 ระยะเวลาท ท าการว จ ย ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 3.4 สถานท ท ท าการว จ ย ใช ห อง 335 อาคาร 7 คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม เป น สถานท ท าการว จ ย 3.5 ขอบเขตในด านเน อหา เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ประกอบด วย ล กษณะของว ชาช พ ควบค ม การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม การประกอบว ชาช พควบค ม ความหมายของ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา มาตรฐานว ชาช พคร (มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการ ปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน) มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา (มาตรฐานความร และ

49 มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) (มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน) และการประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐาน ว ชาช พทางการศ กษา 4. สร ปผลการว จ ย 4.1 ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 4.1.1 ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจพบว าน กศ กษาช นป ท 3 ภาคเร ยนท 12552 โปรแกรมว ชา ว ทยาศาสตร ท วไป จ านวน 20 คน สามารถสอบเกณฑ ท ก าหนดค อร อยละ 75 ข นไป จ านวน 16 คน ค ด เป นร อยละ 80 ของจ านวนน กศ กษาท งหมดซ งเป นไปตามเกณฑ ท ก าหนดไว 4.1.2 ผลการพ ฒนาด านท กษะ 4.1.2.1 ใบงานเด ยว ผลการด าเน นงานพบว าน กศ กษาส วนใหญ จ านวน 14 คน ค ดเป นร อยละ 70 ม ผลงานจากการปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานอย ในระด บด มาก ม จ านวน 5 คน หร อร อยละ 25 ม ผลงานอย ในระด บด และม พ ยง 1 คน หร อร อยละ 5 ท ม ผลงานอย ในระด บพอใช และพ จารณาในภาพรวมน กศ กษาส วน ใหญ สามารถปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานและเกณฑ การประเม นระด บด ข นไป จ านวน 19 คน ค ดเป นร อย ละ 95 ของน กศ กษาท งหมด ซ งส งกว าเกณฑ ท ก าหนดค อร อยละ 80 4.1.2.2 ผลการปฏ บ ต งานตามใบงานท ก าหนดให เป นกล ม พบว า ผ เร ยนม พฤต กรรมตามเกณฑ ท ก าหนดค อ สามารถปฏ บ ต หร อม พฤต กรรมอย างน อย 5 ด าน (จากท งหมด 7 ด าน) ข นไปท กคน และม ค ณภาพของงานกล มท ปฏ บ ต ตามใบงานอย ในระด บด (กล มท 2) และระด บด มาก (กล มท 1) เป นไปตาม เกณฑ ท ก าหนดไว 4.1.3 ผลการศ กษาเจตคต ของผ เร ยนท ม ต อการจ ดก จกรรมการเร ยนร พบว าผ เร ยนเห นว าการจ ด ก จกรรมการเร ยนการสอนเร องน ม ความเหมาะสมอย ในระด บมาก และม ความค ดเห นสอดคล องก นหร อเป นไป ในท ศทางเด ยวก นกล าวค อม ค าเบ ยงเบนมาตรฐานเพ ยงเล กน อย เม อพ จารณารายด านพบว าด านท ม ความ เหมาะสมส งส ด 3 อ นด บแรกได แก ด านเน อหา: การน าไปใช ประกอบว ชาช พคร ด านเน อหา: ด านการน าไปใช ประกอบว ชาช พทางการศ กษาอ นๆ และด านอาจารย ผ สอน: การแต งกาย ม ค าเฉล ยเท าก น ส าหร บ 3 ด านท ม ค าเฉล ยต าส ด ได แก ด านส ออ ปกรณ น กศ กษาเห นว า ม ความเหมาะสมระด บปานกลาง ด านว ธ การสอน: การใช ค าส ง ค าถาม และด านระยะเวลาท ใช ม ค าเฉล ยเท าก น 4.2 ผลศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐาน ว ชาช พทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว ผลจากการส มภาษณ กล มสามารถสร ป ด งน 4.2.1 ด านเน อหา ผ เร ยนม ป ญหาในการศ กษาค นคว าไม ร จะหาความร จากแหล งใดหร อทางช องทาง ใด เน อท เร ยนบางตอนท าความเข าใจยากเน องจากม ศ พท ทางว ชาการค อนข างมาก เน อหาม ความใกล เค ยง ก นหร อบ างคร งซ าซ อนก นควรเร ยนเพ ยง มาตรฐานว ชาช พคร เท าน น 4.2.2 ด านว ธ การสอน ม น กศ กษาท เข าร วมส มภาษณ กล ม น กศ กษาส วนใหญ เห นว าเป นเร องแปลก ใหม ซ งย งไม ม อาจารย ท านใดใช มาก อน เห นว าท าให เก ดความกระต อร อร น ไม ง วงนอน ได แสดง ได น าเสนอ

50 4.2.3 ด านการว ดและประเม นผล ม น กศ กษาเห นว าข อสอบค อนข างยาก ค าถามแต ละข อค าตอบแต ละค าตอบยาวเก นไป ท าให เส ยเวลาอ านมาก และผ ท ท าข อสอบได ด ต องม ความแม นย าในเน อหา แต ถ าใคร เตร ยมต วมาด ก จะได คะแนนเย ยม การพยามท าความเข าใจระหว างปฏ บ ต งานกล มก ม ส วนส าค ญท จะท าให เรา ท าข อสอบได ด ข น การออกข อสอบค ดว าอาจารย ได ออกข อสอบได ครอบคล มท กประเด นแล ว การตรวจให คะแนน การต ดส นค ดว าคร ให ความย ต ธรรมก บท กฝ าย ควรน าว ธ การว ดประเม นผลแบบน ควรน าไปใช ก บ เร องอ นๆ บ าง 4.2.4 ด านส ออ ปกรณ ท ใช ม น กศ กษาส วนใหญ เห นว าเคร องม อ อ ปกรณ ท ใช ในห องเร ยนม กใช การ ไม ได อย บ อยคร ง คอมพ วเตอร ไม สามารถเป ดได บางคร งโปรแจกเตอร ก เส ย หร อบ อยคร งเคร องฉายท บแสง ใช การไม ได เลย และม ข อเสนอแนะว า คณะคร ศาสตร ควรม พน กงานด แล ซ อมแซมอย างสม าเสมอ ควรตรวจด ก อนท าการเร ยนการสอน สร างระบบการตรวจสอบ และประเม นการด แลร กษาให ม ค ณภาพ 4.2.5 ด านเวลาท ใช น กศ กษาส วนใหญ เห นว าเหมาะสมแล ว แต ม บางคนเห นว า ควรขยายเวลา ออกไป เพราะเน อหามากเก นไป เพราะก จกรรมบางอย างต องเส ยเวลามาก เช นแต ละคนต องเล า แต ละคน ต องต อภาพเน อหา(จ กซอว ) ของกล ม ของต วเองให เสร จให ท นตามเวลา กล วว าจะไม ท นเวลา ม ความก งวล ก บเร องน พอสมควร 4.2.6 ด านบรรยากาศการเร ยนการสอน น กศ กษาส วนใหญ บอกว าบรรยากาศการเร ยนการสอน เหมาะสมแล ว แต ห องเร ยนค อนข างค บแคบเม อเวลาแบ งกล มก น ควรเปล ยนเป นห องประช มเล ก เป นการฝ ก ข นเวท แต ต องม อ ปกรณ ให พร อม 2.7 ด านคร ผ สอน น กศ กษาส วนใหญ เห นตรงก นว าอาจารย ผ สอนม ความร ด ท นสม ย เป นก นเองการ น าเสนอช ดเจน เล อกเน อหาท น ามาสอนท เป นประโยชน ส าหร บผ ท จะไปประกอบว ชาช พทางการศ กษาได เป น อย างด อยากให อาจารย ท านอ นใช ว ธ การอย างน บ าง การเร ยนการสอนสน ก ต นเต น และได ประโยชน แต ม บางคนเห นว าอาจารย ค อนข างจร งจ งเก นไป อยากให ม ความย ดหย นมากกว าน 5. อภ ปรายผล 5.1 ผลการพ ฒนาความร ความเข าใจ ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว น กศ กษาสามารถสอบเกณฑ ร อยละ 75 ข นไป ค ดเป นร อยละ 80 ของจ านวนน กศ กษาท งหมดซ งเป นไปตามเกณฑ ท ก าหนดพอด ท เป นเช นน อาจเน องมาจากว ธ การเร ยนการ สอนแบบจ กซอว ผ สอนและผ เร ยนจะต องม การเตร ยมต วท ด ม การวางแผนการศ กษาล วงหน า ม งม นให เก ดผลอย างจร งจ งกว าการเร ยนการสอนตามปกต ท เคยปฏ บ ต มา จ งส งผลด กล าวค อผ เร ยนม พ ฒนาการ ทางด านความร ความเข าใจในเน อหารสาระ หร อม ผลส มฤทธ ทางการเร ยนเพ มข นเพ มข นอย างเห นได ช ดเจน สอดคล องก บหวน พ นธ พ นธ (2548) ได เสนอการจ ดก จกรรมการเร ยนร ท ย ดผ เร ยนเป นศ นย กลาง โดยใช "หล ก 5 ค." ได แก ค น คว า ค ด คาย คณะ กล าวค อ ค น หมายถ งให ผ เร ยนค นเน อหาความร จากห องสม ด จาก อ นเตอร เน ต ไปถามคนในช มชน ไปถามผ ร จากหน วยงานต างๆ ไปศ กษานอกสถานท ตามสถานท ต างๆ คว า เม อผ เร ยนค นจากห องสม ดแล วก จดมา บ นท กมา หร อถ ายเอกสารมา ค นจากอ นเตอร เน ตแล ว Print มา หร อ ไปถามคนในช มชน ไปถามผ ร จากหน วยงานต างๆ ไปศ กษานอกสถานท แล ว ก จดบ นท กมาเช นก น ค ด เม อ จดมา บ นท กมา ถ ายเอกสารมา หร อ Print มาจากอ นเตอร เน ตแล ว ก ให ผ เร ยนน ามาค ด น ามาว เคราะห ถ ง

51 ผลการพ ฒนาท กษะ โดยให น กศ กษากล มเป าหมายปฏ บ ต ก จกรรมใบงาน (งานเด ยว) พบว า น กศ กษาส วนใหญ ม ผลงานจากการปฏ บ ต ก จกรรมตามใบงานอย ในระด บด มาก ม จ านวนเพ ยงเล กน อยท ม ผลงานอย ในระด บด และระด บพอใช เม อพ จารณาในภาพรวมน กศ กษาส วนใหญ สามารถปฏ บ ต ก จกรรมตาม ใบงานและเกณฑ การประเม นระด บด ข นไป ค ดเป นร อยละ 95 ของน กศ กษาท งหมด ผลการปฏ บ ต งาน ตามใบงานของกล ม ผ เร ยนสามารถปฏ บ ต หร อม พฤต กรรมอย างน อย 5 ด านข นไปจาก 7 ด านท กคน และม ค ณภาพของงานกล มท ปฏ บ ต ตามใบงานอย ในระด บด (กล มท 2) และระด บด มาก (กล มท 1) ซ งกว าเกณฑ ท ต งไว เหต ท เป นเช นน ผ ว จ ยเช อว าเก ดจากผ ว จ ย ละกล มเป าหมายเอาจร งเอาจ งก บการจ ดก จกรรมการ เร ยนร เร องน เช นเด ยวก บเหต ท ท าให ผลส มฤทธ ส งข นด งท กล าวข างต น จะเห นได จากกล มเป าหมายท ท าการศ กษาหลายคนได สะท อนผลจากการท าก จกรรมการเร ยนร ในเร องน อาท น กศ กษาเห นว าว าเป น ร ปแบบการสอนท ด มาก ท าให ผ เร ยนต นต วอย เสมอ ได ไปศ กษาค นคว ามาล วงหน า ด งน นเวลาเราเข ากล ม ผ เช ยวชาญ กล มบ านเรา เราจ งสามารถม ความม นใจว าเราสามารถท าได กล มซ กถาม กล มจดตาม เราม ความภ ม ใจมากท ได ร บค าชมจากเพ อน จากอาจารย ผ สอน (นศ. 03) เห นว าอาจารย ใช ว ธ สอนแบบน (แบบจ ก ซอว ) ส งเกตอาจารย เอจร งเอาจ งมาก ม การมอบหมายงานท ช ดเจน ม การแบ งกล มตามความเหมาะสมม ท ง คนเก งคนอ อนปะปนก น ม การแบ งงานตามความถน ดและความชอบของสมาช กแต ละคน สมาช กก ได ปฏ บ ต อย างจร งจ ง คร ส งเกตพวกเรา แต ก ย งสน กก บบทเร ยน เร ยนแบบน ไม เคร งเคร ยด และได ประโยชน มาก บางคร งก เห นอาจารย ผ สอนเอาจร งเอจ งมากเก นไป (นศ.15) การเตร ยมต วมาก อน ในฐานะผ เช ยวชาญใน เร องน นๆ การฝ กซ อมการน าเสนอในกล มจะช วยได มาก ร ส กภ ม ใจ และผ อนคลายกว าการน าเสนอหน าช น เร ยน อาจารย ท าแบบน ด แล ว (นศ. 07) และน กศ กษาอ กคนเห นว า อาจารย ดร.ศ ร ใจด เป นก นเอง แม

52 ว ส ฏฐ ศร เพ งน ม (2551) ท ท าการศ กษา ผลการจ ดการเร ยนการสอนส าหร บน กศ กษาหล กส ตรพยาบาล ศาสตรบ ณฑ ต โดยใช ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว พบว าผ เร ยนร ส กสน กก บการเร ยน ม ส วนร วมก บ ก จกรรมการเร ยนอย างเต มท ส งผลให ผ เร ยนเก ดความกระต อร อร นในการเร ยนร ม การศ กษาค นคว าด วย ตนเองมากข น และท าให เก ดส งคมการเร ยนร ร วมก น ป ยนาถ จ ตคงสง (2550) ท าการศ กษา การป ญหาการ เร ยนเร อง การด าเน นการของเชต ว ชาคณ ตศาสตร ประย กต 1 ของน กเร ยนช น ปวช.2 สาขาว ชาพณ ชยการ โดยใช กระบวนการเร ยนการสอนแบบจ กซอร โดยส งเกตพฤต กรรมขณะท าก จกรรมพบว า น กเร ยนแต ละกล ม สน กสนานในการเร ยนร โดยได ร บการแนะน าจากเพ อนในกล มช านาญการ สาขางานบ ญช เกณฑ การ ประเม นข นต ามากท ส ดถ งร อยละ 90 รองลงมาได แก สาขางานคอมพ วเตอร ธ รก จ เกณฑ การประเม นข น ต าร อยละ 80 และสาขาการขาย ร อยละ 76 และ อภ ภ ส ทธ ภ ม มงคล (2545) ได ท าการพ ฒนาช ดฝ กอบรมการ ว จ ยช นเร ยน เร อง การพ ฒนาและการทดลองใช นว ตกรรมเพ อพ ฒนาการเร ยนการสอนพบว าประส ทธ ภาพ ของช ดฝ กอบรมการว จ ยช นเร ยนส งกว าเกณฑ 8080 ท ก าหนดไว ท กหน วย เป นต น และผลการศ กษาเจตคต พบว าผ เร ยนเห นว าการจ ดก จกรรมการเร ยนการสอนเร องน ม ความ เหมาะสมอย ในระด บมาก ด านท ม ความเหมาะสมส งส ดได แก ด านเน อหา: การน าไปใช ประกอบว ชาช พคร ด านท ม ค าเฉล ยต าส ดได แก ด านส ออ ปกรณ ม ความเหมาะสมระด บปานกลาง สอดคล องก บ ว ส ฏฐ ศร เพ งน ม (2551) ได ศ กษาผลการจ ดการเร ยนการสอนส าหร บน กศ กษาหล กส ตรพยาบาลศาสตรบ ณฑ ต โดยใช ร ปแบบ การเร ยนการสอนแบบจ กซอว พบว า ผ เร ยนม ค าคะแนนความพ งพอใจต อร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ ก ซอว ในระด บมาก โดยด านท ม ค าคะแนนส งส ดค อ ด านคร ผ สอน และด านว ธ การสอน ซ งการสอนแบบจ กซอว พบว า ผ สอนม บทบาทเป นผ กระต น และคอยช แนะแนวทางในการศ กษาให ก บผ เร ยน ท าให ผ เร ยนร ส กสน ก ก บการเร ยน ม ส วนร วมก บก จกรรมการเร ยนอย างเต มท ส งผลให ผ เร ยนเก ดความกระต อร อร นในการเร ยนร ม การศ กษาค นคว าด วยตนเองมากข น และท าให เก ดส งคมการเร ยนร ร วมก น ละออ โพธ ภ รมย (2549) ได ท าการศ กษาผลส มฤทธ ทางการเร ยน ว ชา กฎหมายธ รก จ ด วยก จกรรมการเร ยนการสอนแบบ Jigsaw พบว า น กศ กษาม ความสนใจและม ความสน กสนานในขณะเร ยน ส งเกต ได จากพฤต กรรมระหว างเร ยนท ม ความ กระต อร อร นภายในกล ม อยากท จะอธ บายให แก ก น แย งก นตอบค าถาม และม ส วนร วมในการด าเน นก จกรรม การเร ยนการสอน และส ชาต ส มม (2550) ได ศ กษาความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อการศ กษาว ชาดนตร ของแผนกว ชาดนตร ว ทยาล ยสารพ ดช างธนบ ร พบว าพบว า น กศ กษาม ต อความพ งพอใจเก ยวก บ ความร ความสามารถของน กศ กษาเอง โดยรวมอย ในระด บมาก และม ความพ งพอใจเก ยวก บ คร ผ สอน โดยรวมอย ในระด บพ งพอใจมากท ส ด ข อท ม ค าเฉล ยส งเป นอ นด บหน งค อ ความสามารถในการถ ายทอดด าน ทฤษฏ ดนตร และการตรงต อเวลา ส วนด านท พ งพอใจน อยท ส ดได แก ด านส อการสอน หร อคร ภ ณฑ 5.2 ผลศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว พบป ญหาและข อเสนอแนะจากการส มภาษณ กล มท น าสนใจค อ ควร ย บรวมเน อหาท ซ าซ อนก น ขนาดของกล มไม ควรใหญ เก นไป ควรน าว ธ การว ดประเม นผลแบบน ไปใช ก บเร อง อ นๆ บ าง ควรเตร ยมความพร อมด านส ออ ปกรณ ให อย ในสภาพท ใช ได ด ควรปร บเวลาให เหมาะสมก บเน อหา ควรเปล ยนสถานท เร ยนบ างเป นบางคราว อยากให ผ สอนม ความย ดหย นในเร องเวลามากกว าน ผ ว จ ยเห นว า ข อเสนอแนะของน กศ กษาเหล าน สอดคล องก บแนวค ดของ อาภรณ ใจเท ยง (2544) เห นว าการสอนโดยเน นท ผ เร ยนเป นส าค ญ ผ สอนท กคนจ งจ าเป นต องปร บเปล ยนบทบาทของตนเองจากการเป นผ บอกความร ให จบไป

53 6. ข อเสนอแนะ 6.1 ข อเสนอแนะในการน าไปใช 6.1.1 ควรปร บปร งข อสอบโดยการหาค าความยากง าย ค าอ านาจจ าแนก แล วปร บปร งจะท าให ได ข อ ทดสอบมาตรฐานส าหร บน าไปใช ในคร งต อไป 6.1.2 ควรเตร ยมต วให พร อมในท กเร องก อนท าว จ ยในช นเร ยนคร งต อไป โดยเฉพาในเร องส งอ านวย ความสะดวก ส อว สด อ ปกรณ ท ใช ระหว างการท าก จกรรม 6.1.3 การแบ งกล มในการจ ดก จกรรมไม ควรเป นกล มใหญ เก นไป เพราะจะท าให เส ยเวลาในการ สมาช กแต ละคนจะปฏ บ ต งานท ตนได ร บมอบหมาย ก บไม สะดวกในการก าก บด แลของห วหน ากล ม 6.1.4 ก อนลงม อจ ดก จกรรมการเร ยนร ในเร องน ในคราวต อไป ควรม การทดสอบก อนเร ยน แล ว ปฏ บ ต ก จกรมตามแผนการสอนท ก าหนดไว แล วม การทดสอบหล งเร ยน ท งน เพ อให พ ฒนาในเร องความร ความสามารถท ช ดเจนย งข น 6.1.5 ควรน าร ปแบบการสอนแบบจ กซอว ไปใช ในการเร ยนการสอนเร อง หร อว ชาอ นๆ ท ม เน อหา อ นๆ คล ายก นน เพ อท าให เก ดการเร ยนร อย างสน กสนาน เก ดความสาม คค ในกล ม เก ดการแข งในการท า ความด ต อไป

54 6.2 ข อเสนอแนะในการว จ ยคร งต อไป 6.2.1 ควรท าว จ ยเช งทดลองเต มร ปแบบ ม กล มควบค ม กล มทดลอง ใช ร ปแบบการว จ ยแบบจ กซอว โดยอาจร วมม อก บอาจารย ผ สอนท านอ น หร อใช อาจารย ผ สอนคนเด ยวเพ อประเม นความก าวหน า หร อท าการ เปร ยบเท ยบได อย างช ดเจนย งข น 6.2.2 ใช ร ปแบบว ธ การสอนอ นอย างใดอย างหน งท ใกล เค ยงก น เช น เอส. ท. เอ. ด (STAD) ท. เอ. ไอ (TAI) ท. จ. ท. (TGT) แอล. ท. (L.T.) จ. ไอ. (G.I.) ซ. ไอ. อาร. ซ. (CIRC) คอมเพล กซ (Complex Instruction) ในการท าว จ ยในช นเร ยน เพ อพ ฒนาความร ความสามารถ และเจตคต ท ด ในเร องมาตรฐาน ว ชาช พทางการศ กษา แล วรายงานผลการว จ ย จะท าให ทราบจ ดแข ง จ ดอ อนของแต ละร ปแบบได เป นอย างด

บรรณาน กรม กระทรวงศ กษาธ การ. (2546). พระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ. 2542 และท แก ไขเพ มเต ม (ฉบ บท 2 ) พ.ศ 2545 พร อมกฎกระทรวงท เก ยวข อง และ พระราชบ ญญ ต การศ กษาภาคบ งค บ พ.ศ. 2545. กร งเทพมหานคร: โรงพ มพ องค การร บส งส นค าและพ สด ภ ณฑ (ร.ส.พ.) กล ม G-8. (2552). เทคน คการสอน. [Online] แหล งท มา http:aohort18.212cafe.comarchive2009-11- 14lecture-method-discussion-method-small-group-discussion-4-8-demonstration-methodrole-playing-dramat. [10 มกราคม 2553]. ส าน กงานเลขาธ การค ร สภา. (2549). มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา. [Online] แหล งท มา http:www.rvc.ac.thfilesmop_achee.pdf. [21 ส งหาคม 2552]. ท ศนา แขมมณ. (2548). ศาสตร การสอน. พ มพ คร งท 4. กร งเทพมหานคร: จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. เทคน คการสอนแบบจ กซอว. (2552). เทคน คการสอนการสอนแบบจ กซอว. [Online]. แหล งท มา http:pirun.ku.ac.th~faginkjtechnique.html [21 ก นยายน 2552]. นางละออ โพธ ภ รมย. (2549). การศ กษาผลส มฤทธ ทางการเร ยน ว ชา กฎหมายธ รก จ ด วยก จกรรมการเร ยน การสอนแบบ Jigsaw. ราชบ ร : คณะบร หารธ รก จ ว ทยาล ยเทคน คราชบ ร. ประเวศ วะส. (2541). ปฏ ร ปการศ กษา-ยกเคร องทางป ญญา: ทางรอดจากความหายนะ. พ มพ คร งท 2, กร งเทพมหานคร : ม ลน ธ สดศร -สฤษด วงศ. ป ยนาถ จ ตคงสง. (2550). การป ญหาการเร ยนเร อง การด าเน นการของเชต ว ชาคณ ตศาสตร ประย กต 1 ของ น กเร ยนช น ปวช.2 สาขาว ชาพณ ชยการ โดยใช กระบวนการเร ยนการสอนแบบจ กซอร. นครศร ธรรมราช: ว ทยาล ยเกษตรและเทคโนโลย นครศร ธรรมราช.. (2549). การแก ป ญหาการเร ยนว ชาคณ ตศาสตร ประย กต 1 ของน กเร ยนระด บช น ปวช. 1 สาขาว ชาเกษตรศาสตร และปวช. 2 สาขาพณ ชยการ โดยใช การเร ยนแบบเพ อช วยเพ อน. นครศร ธรรมราช: ว ทยาล ยเกษตรและเทคโนโลย นครศร ธรรมราช. มลธ รา ม ทร พย. (2547). การศ กษาผลส มฤทธ ทางการเร ยนและความสนใจในว ธ สอนว ชาว ทยาศาสตร 5 ของ น กเร ยนช น ปวส. 2 ว ทยาล ยการอาช พบางสะพาน ท ได ร บการสอนโดยว ธ การเร ยนแบบร วมม อ (เทคน คการสอนแบบ Jigsaw) ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2546 ว ทยาล ยการอาช พบางสะพาน. ประจวบค ร ข นธ : ว ทยาล ยการอาช พบางสะพาน. วส นต ทองไทย. (2550). การออกแบบการว จ ย. [Online] แหล งท มา http:www.bpcd.netnew_ subjectlibraryresearchdocumentsopidaresearchkudevelop04.pdf). [3 ต ลาคม 2552]. ว ส ฏฐ ศร เพ งน ม. (2551). ผลการจ ดการเร ยนการสอนส าหร บน กศ กษาหล กส ตรพยาบาลศาสตรบ ณฑ ต โดยใช ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบจ กซอว. พ ษณ โลก: ว ทยาล ยพยาบาลบรมราชชนน พ ทธช นราช.

56 ส มมา รธน ธย. (2546). การว จ ยเพ อพ ฒนาการเร ยนร : จากประสบการณ ส ปฏ บ ต การ. พ มพ คร งท 3. กร งเทพมหานคร: ข าวฟ าง จ าก ด. ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต. (2545). แผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2545-2549): ฉบ บสร ป. พ มพ คร งท 2. กร งเทพมหานคร: พร กหวานกราฟฟ ค จ าก ด. ส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต. (2550). แผนพ ฒนาเศรษฐก จและส งคม แห งชาต ฉบ บท 10 (พ.ศ. 2550-2554). [Online] แหล งท มา http:www.ldd.go.ththaihtml05022007pdfpdf01index.htm. [3 ต ลาคม 2552]. ส าน กงานร บรองมาตรฐานและประเม นค ณภาพการศ กษา (องค การมหาชน). (2552). รายงานประจ าป ๒๕๕๑ (๑ ต ลาคม ๒๕๕๐ ๓๐ ก นยายน ๒๕๕๑). [Online] แหล งท มาhttp:www.onesqa.or.thonesqath reportyearshow_allgoverment.php?systemmenuid=1&key= [31 มกราคม 2553].. (2549). เอกสารประกอบการประช มว ชาการเฉล มพระเก ยรต ฯ เน องในโอกาสจ ดงาน ฉลองส ร ราชสมบ ต ครบ 60 ป 3-4 พฤศจ กายน 2549 ณ ศ นย การประช มอ มแพค เม องทองธาน, (ร าง) บทสร ปส าหร บผ บร หาร ผลสะท อนจากการประเม นค ณภาพภายนอก รอบแรก (พ.ศ. 2544-2548). [เอกสารอ ดส าเนา]. ส าน กงานเลขาธ การค ร สภา. (2549). กฎหมายเก ยวก บการประกอบว ชาช พทางการศ กษา เล ม 1. กร งเทพมหานคร: ค ร สภาลาดพร าว. ส าน กงานเลขาธ การสภาการศ กษา. (2550). แนวทางการจ ดการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ การจ ดการ เร ยนร จากแหล งเร ยนร. กร งเทพมหานคร: ส าน กมาตรฐานการศ กษาและพ ฒนาการเร ยนร ส าน กงานเลขาธ การสภาการศ กษา.. (2551). กรอบท ศทางการพ ฒนาการศ กษาในช วงแผนพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต ฉบ บท 10 (พ.ศ. 2550-2554) ท สอดคล องก บแผนการศ กษาแห งชาต (พ.ศ. 2545-2559): ฉบ บสร ป. กร งเทพมหานคร: โรงพ มพ แห งจ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. ส ก จ ส ฉ นทบ ตร. (2550). การปร บปร งพฤต กรรมน กเร ยนท ขาดระเบ ยบว น ย ในการเร ยนว ชาการเข ยนแบบ ช นส วนเคร องจ กรกล หล กส ตรประกาศน ยบ ตรว ชาช พ (ปวช.) ป ท 1 ห อง 2 แผนกว ชาช างเข ยน แบบเคร องกลโดยว ธ เพ อนช วยเพ อน. ราชบ ร : แผนกว ชาช างกลโรงงาน ว ทยาล ยเทคน คราชบ ร ส ชาต ส มม. (2550). ความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อการศ กษาว ชาดนตร ของแผนกว ชาดนตร ว ทยาล ย สารพ ดช างธนบ ร. กร งเทพฯ: ว ทยาล ยสารพ ดช างธนบ ร อาช วศ กษามหานคร. ส ภางค จ นทวาน ช. (2547). ว ธ ว จ ยเช งค ณภาพ. พ มพ คร งท 12. กร งเทพมหานคร: ส าน กพ มพ จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. ส รช ย บ าร งไทยช ยชาญ. (2550). รายงานการศ กษาการสอนแบบร วมม อก นเร ยนร แบบจ กซอว ว ชา พ31101 ส ข ศ กษาและพลศ กษา ช นม ธยมศ กษาป ท 1 โรงเร ยนพล อ าเภอพล จ งหว ดขอนแก น. ขอนแก น: ส าน กงาน เขตพ นท การศ กษาขอนแก น เขต 3. หวน พ นธ พ นธ. (2548). การเร ยนร โดยเน นผ เร ยนเป นส าค ญ: ปฏ ร ปการศ กษาท ส าค ญย ง. [Online] แหล งท มา http:www.moobankru.comteacharticle3.html. [3 ต ลาคม 2552].

57 อภ ภ ส ทธ ภ ม มงคล. (2545). การพ ฒนาช ดฝ กอบรมการว จ ยช นเร ยน เร อง การพ ฒนาและการทดลองใช นว ตกรรม เพ อพ ฒนาการเร ยนการสอน. ว ทยาน พนธ ของการศ กษาตามหล กส ตรปร ญญาศ กษาศาสตรมหาบ ณฑ ต สาขาว ชาเทคโนโลย การศ กษา ภาคว ชาเทคโนโลย การศ กษาบ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศ ลปากร. อาภรณ ใจเท ยง. (2544). การจ ดการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ. [Online] แหล งท มา http:www.sut.ac.thtedunewsstudy.html. [13 พฤศจ กายน 2552]. Big Dog and Little Dog's Performance Juxtaposition. (2009). Bloom's Taxonomy of Learning Domains The Three Types of Learning. [Online]. Available from : http:www.nwlink.com~donclarkhrd bloom.html [2010, September 5]. Bloom, B.S. (1956). Taxonomy of educational objectives. Handbook 2: Affective domain. New York Macmillan. Cruickshank, D.R. Bainer, D. and Metcalf, K. (1995). The act of teaching. New York: McGraw-Hill. Dave, R. H. (1975). Developing and Writing Behavioural Objectives. (R J Armstrong, ed.) Educational Innovators Press. David A. V. (2001). Research Design in Social Research. 2nd ed. London : Sage. John W. C. (1994). Research Design Qualitative and Quantitative Approach. U.S.A. Sage Puplishion. Krathwohl, D. R., Bloom, B. S., & Masia, B. B. (1973). Taxonomy of Educational Objectives, the Classification of Educational Goals. Handbook II: Affective Domain. New York: David McKay Co., Inc. Slavin, R. E. (1995). Comparative learning (2 nd ed.). London: Allyn and Bacon.

รายช อผ เช ยวชาญ เคร องม อการว จ ย ภาคผนวก แผนการจ ดการเร ยนร แบบทดสอบความร ความเข าใจ ใบงาน (ใบงานเด ยว ใบงานกล ม) แบบสอบถามเพ อศ กษาความเหมาะสม แบบบ นท กการส มภาษณ กล ม การหาค ณภาพของเคร องม อ: แบบทดสอบความร ความเข าใจ : แบบว ดความเหมาะสม โดยการหาค า IOC ประว ต ผ ว จ ย

59 รายช อผ เช ยวชาญ 1. รองศาสตราจารย สมชาย วงศ เกษม ประธานกรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชา การบร หารการศ กษา 2. ดร.ธ ระว ฒน เย ยมแสง กรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชาการ บร หารการศ กษา 3. ดร.ศ กด พงษ หอมหวล กรรมการผ ร บผ ดชอบหล กส ตรสาขาว ชาการ บร หารจ ดการการศ กษา

60 แผนการจ ดการเร ยนร 1. ผ สอน ผ ช วยศาสตราจารย ดร.ศ ร ถ อาสนา 2. ผ เร ยน น กศ กษาป ท 3 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม จ านวน 20 คน 3. เร องว ชาหน วยก ต ท สอน เร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน จ านวน 3 หน วยก ต 4. ระยะเวลาท ท าการสอน ภาคเร ยนท 12552 จ านวน 9 ช วโมง 3 คร ง 5. สาระส าค ญ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ประกอบด วย 1) ล กษณะของว ชาช พควบค ม 2) การก าหนดให ว ชาช พ ทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม 3) การประกอบว ชาช พควบค ม 4) ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา 5) มาตรฐานว ชาช พคร ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการ ปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 6) มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 7) มาตรฐานว ชาช พผ บร หาร การศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและมาตรฐานการ ปฏ บ ต ตน 8) มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ประกอบด วย มาตรฐานความร และ ประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน และ 9) การประเม นระด บค ณภาพตาม เกณฑ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 6. ว ตถ ประสงค ท วไป 6.1 เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ ท กษะ และเจตคต ของน กศ กษาในการเร ยนเร อง มาตรฐานว ชาช พ ทางการศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 6.2 เพ อศ กษาป ญหาและข อเสนอแนะของน กศ กษาท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช การสอนแบบจ กซอว 7. ว ตถ ประสงค เช งพฤต กรรม 7.1 ผ เร ยนอย างน อยร อยละ 80 สามารถท าข อสอบแบบปรน ย ชน ดเล อกตอบได ร อยละ 75 ข นไป 7.2 ผ เร ยนอย างน อยร อยละ 80 สามารถปฏ บ ต ก จกรรมได ระด บด ข นไป

61 7.3 ผ เร ยนอย างน อยร อยละ 80 ม เจตคต ท ด ต อก จกรรมการเร ยนการสอน (ระด บด ข นไป) 8. ว ธ ด าเน นการสอน 8.1 แบ งผ เร ยนออกเป น 2 กล มๆ ละ 10 คน เร ยกว า กล มบ านเรา 8.2 ให แต ละกล มค ดเล อกห วหน ากล มๆ ละ 1 คน เพ อท าหน าท ประสานการด าเน นงาน และสร ปงาน 8.3 ให ห วหน ากล มบ านเราแบ งเน อหาให สมาช กกล มแต ละคนๆละ 1 ห วข อ ด งน ตาราง 6 แสดงเน อหาท สมาช กแต ละคนร บผ ดชอบ เน อหา: มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 1. ล กษณะของว ชาช พควบค ม 2. การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม 3. การประกอบว ชาช พควบค ม 4. ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 5. มาตรฐานว ชาช พคร ประกอบด วย มาตรฐานความร และ ประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและมาตรฐานการ ปฏ บ ต ตน 6. มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา ประกอบด วย มาตรฐาน ความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและ มาตรฐานการปฏ บ ต ตน 7. มาตรฐานว ชาช พผ บร หารการศ กษา ประกอบด วย มาตรฐาน ความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและ มาตรฐานการปฏ บ ต ตน 8. มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 9. การประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา กล มบ านเรา กล มท 1 ผ ร บผ ดชอบ(ผ เช ยวชาญ) คนท.. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 กล มบ านเรา กล มท 2 ผ ร บผ ดชอบ(ผ เช ยวชาญ) คนท.. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 8.4 ห วหน ากล มช แจง อธ บายให สมาช กร แหล งในการค นหาข อม ลท สมาช กแต ละคนร บผ ดชอบ เช น จาก หน งส อ วารสาร และ อ นเตอร เนท เป นต น และก าหนดระยะเวลาในการด าเน นการ โดยให น ามาเสนอสาระส าค ญ ของเร องท ร บผ ดชอบในการเข าเร ยนคร งต อไป เพ อตรวจสอบความถ กต องในเบ องต น

62 8.5 ห วหน ากล มมอบหมายให สมาช กแต ละคนซ งถ อว าเป นผ เช ยวชาญในแต ละห วข อท ได ร บมอบหมาย ไปรวมก บผ เช ยวชาญของกล มอ นท ได ร บมอบหมายให ร บผ ดชอบในห วข อเด ยวก น เพ อแลกเปล ยนเร ยนร ในห วข อ เด ยวก น เพ อหาข อสร ปในห วข อน นๆ ให เวลาปฏ บ ต การ โดยใช ใบงานท แจกให เป นเวลา 1 ช วโมงโดยประมาณ 8.6 จากน น ผ เช ยวชาญกล บมาย งกล มบ านเรา (กล มเด ม) ผ เช ยวชาญแต ละคนน าเสนอเน อหาท เป น ข อสร ปจากกล มผ เช ยวชาญด วยก นแล วในกล มใหญ สมาช กคนอ นๆ ซ กถาม อภ ปราย หาข อสร ปร วมก น ท าไปจน ครบท กคน 8.7 ห วหน ากล มสร ปสาระท งหมดตามใบงานของกล ม (ต อภาพจ กซอว ) รายงานให กล มทราบเพ อย นย น อ กคร ง และน าเสนอในช นเร ยน เพ อว พากษ และหาข อสร ปร วมก บผ สอนจนเป นท เข าใจตรงก น 8.8 ผ เร ยนท าการทดสอบความร ความเข าใจในเน อหาด วยข อทดสอบแบบปรน ย ชน ดเล อกตอบ 38 ข อ 8.9 ผ เร ยนท าแบบสอบถามเพ อศ กษาระด บความเหมาะสมของก จกรรมการเร ยนการสอนเร องมาตรฐาน ว ชาช พทางการศ กษา ใน 7 ประเด นค อ ด านเน อหา ด านว ธ การสอน ด านการว ดและประเม นผล ด านส ออ ปกรณ ท ใช ด านเวลาท ใช ด านบรรยากาศการเร ยนการสอน และด านคร ผ สอน 8.10 ผ สอนส มส มภาษณ ผ เร ยนจ านวน 10 คน โดยใช แบบบ นท กการส มภาษณ กล ม (a focus group discussion recording form) เพ อศ กษาความร ส ก ความค ดเห น และข อเสนอแนะท ม ต อการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา ใน 7 ประเด นด งกล าว 9. ส อการเร ยนการสอน 9.1 ข อทดสอบแบบปรน ย ชน ดเล อกตอบ 9.2 ใบงาน (ใบงานเด ยว และใบงานกล ม) 9.3 แบบสอบถาม 9.4 แบบส มภาษณ กล ม 9.5 เคร องคอมพ วเตอร เคร องฉายท บแสง 10. การว ดและประเม นผล 10.1 ว ดความร ความเข าใจในเน อหาโดยใช ข อทดสอบแบบปรน ย ชน ดเล อกตอบ 10.2 ว ดท กษะโดยใช การปฏ บ ต ใบงาน (ใบงานเด ยว และใบงานกล ม) 10.3 ว ดเจตคต โดยใช แบบสอบถาม และแบบส มภาษณ กล ม แล วท าการประเม นโดยเท ยบก บเกณฑ ท ต งไว ในจ ดประสงค เช งพฤต กรรม (ลงช อ)..ผ จ ดท าแผนการเร ยนร (ผ ช วยศาสตราจารย ดร.ศ ร ถ อาสนา)

63 ข อทดสอบเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดย ผ ช วยศาสตราจารย ดร.ศ ร ถ อาสนา จงเล อกค าตอบท ถ กต องท ส ดเพ ยงข อเด ยว 1. ข อใดไม ใช ค าอธ บายของค าว า ว ชาช พ (Profession) ก. เป นอาช พไม ซ าซ อนก บว ชาช พอ น และม มาตรฐานในการประกอบว ชาช พ ข. เป นอาช พให บร การแก สาธารณชนท ต องอาศ ยความร ความช านาญเป นการเฉพาะ ค. เป นอาช พซ งเป นก จกรรมท ต องท าให ส าเร จ โดยม งหว งค าตอบแทนเพ อการด ารงช พ ง. เป นอาช พท ผ ประกอบว ชาช พต องฝ กอบรมท งภาคทฤษฎ และภาคปฏ บ ต อย างเพ ยงพอก อนท จะประกอบ ว ชาช พ 2. อาช พ (Career) ก บ ว ชาช พ (Profession) แตกต างก นอย างไร ก. อาช พ (Career) ม งค าตอบแทน ส วนว ชาช พ (Profession) ม งมาตรฐานในการท างาน ข. อาช พ (Career) ม งมาตรฐานในการท างาน ส วนว ชาช พ (Profession) ม งค าตอบแทน ค. อาช พ (Career) ให บร การสาธารณชน ส วนว ชาช พ (Profession) ม งบร การเฉพาะกล ม ง. อาช พ (Career) เป นก จกรรมท ต องท าให ส าเร จ ส วนว ชาช พ (Profession) เป นก จกรรมท ท าเพ อด ารงช ว ต 3. ข อใดอธ บายล กษณะของว ชาช พช นส งได สมบ รณ ท ส ด ก. Intellectual Method, Long Period of Training, Professional Autonomy และ Professional Morals (ใช ว ธ การทางป ญญา) (ฝ กอบรมระยะยาว) (ม อ สระในการประกอบว ชาช พ) (ม ศ ลธรรมส ง) ข. Intellectual Method, Long Period of Training, Professional Autonomy และ Professional Ethics (ใช ว ธ การทางป ญญา) (ฝ กอบรมระยะยาว) (ม อ สระในการประกอบว ชาช พ) (ม จร ยธรรมส ง) ค. General Method, Long Period of Training, Professional Autonomy และ Professional Morals (ใช ว ธ การท วๆไป) (ฝ กอบรมระยะยาว) (ม อ สระในการประกอบว ชาช พ) (ม จร ยธรรมส ง) ง. Mixed Method, Long Period of Training, Professional Autonomy และ Professional Ethics (ใช ว ธ การหลากหลาย) (ฝ กอบรมระยะยาว) (ม อ สระในการประกอบว ชาช พ) (ม จร ยธรรมส ง) 4. ท าไมจ งบอกว าว ชาช พคร เป นว ชาช พช นส ง เพราะว าเป นการ... ก. สร างเสร มค ณธรรมของเยาวชน พ ฒนาทร พยากรมน ษย และส บทอดว ฒนธรรมประเพณ อ นด งามของชาต ข. สร างพลเม องด ของประเทศ พ ฒนาทร พยากรมน ษย และม ส วนร วมในการพ ฒนาก บช มชนอย ตลอดเวลา ค. สร างพลเม องด ของประเทศ พ ฒนาทร พยากรธรรมชาต และส บทอดว ฒนธรรมประเพณ อ นด งามของชาต ง. สร างพลเม องด ของประเทศ พ ฒนาทร พยากรมน ษย และส บทอดว ฒนธรรมประเพณ อ นด งามของชาต 5. ล กษณะของว ชาช พควบค มเป นอย างไร ก. เป นว ชาช พท ม ล กษณะเฉพาะต องใช ความร ท กษะ และความสามารถในการประกอบว ชาช พ ข. เป นว ชาช พท ม ล กษณะเฉพาะต องใช ความร ท กษะ และม เจตคต ท ด ในการประกอบว ชาช พ ค. เป นว ชาช พท ม ล กษณะเฉพาะต องใช ความร ท กษะ และม ค ณธรรมจร ยธรรมในการประกอบว ชาช พ

64 ง. เป นว ชาช พท ม ล กษณะเฉพาะต องใช ความร ท กษะ และความเช ยวชาญในการประกอบว ชาช พ 6. การก าหนดให ว ชาช พคร เป นว ชาช พควบค ม ผลประโยชน จะเก ดก บใคร อย างไร ก. ผ เร ยน คร บ คลากรทางการศ กษา และประชาชนจะได ร บบร การอย างม ค ณภาพ ข. ผ เร ยน คร และบ คลากรทางการศ กษาจะได ร บบร การอย างม ค ณภาพ ค. คร และบ คลากรทางการศ กษาจะได ร บบร การอย างม ค ณภาพ ง. ผ ร บบร การทางการศ กษาได ร บการศ กษาอย างม ค ณภาพ 7. บ คลากรในข อใดถ กก าหนดให เป นว ชาช พควบค ม (ต องม ใบประกอบว ชาช พ)ท งหมด ก. คร ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา บ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ข. คร อาจารย ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา บ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ค. คร เจ าหน าท ธ รการ ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา บ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ง. คร เจ าหน าท การเง น ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา บ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) 8. ระด บโทษท ผ ประกอบว ชาช พควบค มอาจได ร บ จากเบาท ส ดไปหาหน กท ส ดค ออะไร ก. ภาคท ณฑ ต กเต อน พ กใช ใบอน ญาตหร อเพ กถอนใบอน ญาตประกอบว ชาช พ ข. ต กเต อน ภาคท ณฑ พ กใช ใบอน ญาตหร อเพ กถอนใบอน ญาตประกอบว ชาช พ ค. ต าหน ต กเต อน ภาคท ณฑ พ กใช ใบอน ญาตหร อเพ กถอนใบอน ญาตประกอบว ชาช พ ง. ต าหน ต กเต อน ภาคท ณฑ พ กใช ใบอน ญาตหร อเพ กถอนใบอน ญาตประกอบว ชาช พ และไล ออก 9. หากโรงเร ยนร บบ คคลท ไม ได ร บใบประกอบว ชาช พคร เข าท าการสอนจะเป นอย างไร ก. คร จะร บการลงโทษตามกฎหมาย ส วนโรงเร ยนจะไม ได ร บโทษเน องจากสามารถช แจงเหต ผลได ข. โรงเร ยนน นจะได ร บอน ญาตให ด าเน นการได เพราะขาดแคลนคร ค. ไม ม อะไรเก ดข น เพราะโรงเร ยนสามารถช แจงได ง. คร และโรงเร ยนน นจะได ร บโทษตามกฎหมาย 10. ข อใดค อความหมายของค าว ามาตรฐานว ชาช พทางการศ กษาท ถ กต องท ส ด ก. ข อบ งค บเก ยวก บมาตรฐาน และค ณภาพท พ งประสงค ในการประกอบว ชาช พทางการศ กษา ข. ข อก าหนดเก ยวก บต วช ว ดมาตรฐาน และค ณภาพท พ งประสงค ในการประกอบว ชาช พทางการศ กษา ค. ข อก าหนดเก ยวก บค ณล กษณะ และค ณภาพท พ งประสงค ในการประกอบว ชาช พทางการศ กษา ง. ข อบ งค บเก ยวก บต วช ว ดมาตรฐาน และค ณภาพท พ งประสงค ในการประกอบว ชาช พทางการศ กษา 11. ตามพระราชบ ญญ ต สภาคร และบ คลากรทางการศ กษา พ.ศ. 2546 มาตรา 49 ก าหนดให ม มาตรฐาน ว ชาช พ 3 ด าน ประกอบด วยอะไรบ าง ก. มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานความเป นคร ข. มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานการปฏ บ ต ตน ค. มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งาน และมาตรฐานค ณธรรม ง. มาตรฐานความร มาตรฐานการปฏ บ ต งาน มาตรฐานการปฏ บ ต ตน

65 12. ข อใดอธ บายวามหมายของ มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ ได ถ กท ส ด ก.ข อก าหนดส าหร บผ ท จะเข ามาประกอบว ชาช พ จะต องม มาตรฐานการปฏ บ ต งานเพ ยงพอท จะประกอบ ว ชาช พ ข. ข อก าหนดส าหร บผ ท จะเข ามาประกอบว ชาช พ จะต องม มาตรฐานการปฏ บ ต ตนเพ ยงพอท จะประกอบ ว ชาช พ ค.ข อก าหนดส าหร บผ ท จะเข ามาประกอบว ชาช พ จะต องม ความร และม ประสบการณ ว ชาช พเพ ยงพอท จะ ประกอบว ชาช พ ง. ข อก าหนดส าหร บผ ท จะเข ามาประกอบว ชาช พ จะต องม ความร ค ค ณธรรม และม ประสบการณ ว ชาช พ เพ ยงพอท จะประกอบว ชาช พ 13. ข อก าหนดในเร องเวลาในการต อใบอน ญาตว ชาช พคร เป นอย างไร ก. ผ ประกอบว ชาช พคร จะต องต อใบอน ญาตท กๆ 5 ป ข. ผ ประกอบว ชาช พคร จะต องต อใบอน ญาตภายใน 5 ป หล งจากจบการศ กษา ค. ผ ประกอบว ชาช พคร จะต องต อใบอน ญาตท กๆ 10 ป ง. ผ ประกอบว ชาช พคร จะต องต อใบอน ญาตภายใน 10 ป หล งจากจบการศ กษา 14. ผ ท จะประกอบว ชาช พคร ต องม ค ณว ฒ ระด บใด ก. ต ากว าปร ญญาตร ทางการศ กษา หร อเท ยบเท าหร อค ณว ฒ อ นท ค ร สภาร บรอง ข. ส งกว าปร ญญาตร ทางการศ กษา หร อเท ยบเท าหร อค ณว ฒ อ นท ค ร สภาร บรอง ค. ไม ต ากว าปร ญญาตร ทางการศ กษา หร อเท ยบเท าหร อค ณว ฒ อ นท ค ร สภาร บรอง ง. จบการศ กษาระด บใดสาขาใดก ได แด ต องให ค ร สภาร บรอง 15. ผ ท จะประกอบว ชาช พคร ต องม ความร ด งต อไปน ยกเว นข อใด ก. ภาษาและเทคโนโลย ส าหร บคร การจ ดการเร ยนร การว ดและประเม นผล ข. การพ ฒนาหล กส ตร จ ตว ทยาส าหร บคร ทางการบร หารจ ดการในห องเร ยน ค. การว จ ยทางการศ กษา นว ตกรรมและเทคโนโลย สารสนเทศทางการศ กษา ความเป นคร ง. ภาษาและเทคโนโลย ส าหร บคร การพ ฒนาหล กส ตร การว จ ยทางการบร หารการศ กษา 16. สาระความร การพ ฒนาหล กส ตร ม องค ประกอบหล กในการด าเน นการอย างไร (สมรรถนะคร ) ก. สามารถว เคราะห ปร บปร ง พ ฒนา ประเม น และท าหล กส ตรได ข. สามารถส งเคราะห ว เคราะห ประเม น และท าหล กส ตรได ค. สามารถว เคราะห ส งเคราะห เปร ยบเท ยบ และท าหล กส ตรได ง. สามารถว เคราะห ส งเคราะห และว ดและประเม นหล กส ตรได 17. ข อได ค อเง อนไขด านประสบการณ ของคร ก. ต องฝ กปฏ บ ต ว ชาช พ ก อน - หล งเร ยน และปฏ บ ต การสอนในสถานศ กษาในสาขาว ชาเฉพาะ ข. ต องฝ กปฏ บ ต ว ชาช พระหว างเร ยน และปฏ บ ต การสอนในสถานศ กษาในสาขาว ชาเฉพาะ ค. ต องฝ กปฏ บ ต ว ชาช พหล งจากเร ยน และปฏ บ ต การสอนในสถานศ กษาในสาขาว ชาเฉพาะ

66 ง. ต องฝ กปฏ บ ต ว ชาช พก อนเร ยน และปฏ บ ต การสอนในสถานศ กษาในสาขาว ชาเฉพาะ 18. สาระความร ย อยเร อง การเป นบ คคลแห งการเร ยนร และการเป นผ น าทางว ชาการ ก. การบร หารจ ดการในห องเร ยน ข. จ ตว ทยาส าหร บคร ค. ความเป นคร ง. การจ ดการเร ยนร 19. สาระย อยเร อง ประก นค ณภาพการศ กษา อย ในสาระความร หล กใด ก. การบร หารจ ดการในห องเร ยน ข. จ ตว ทยาส าหร บคร ค. ความเป นคร ง. การจ ดการเร ยนร 20. มาตรฐานการปฏ บ ต งานของคร มาตรฐานท 1 ปฏ บ ต ก จกรรมทางว ชาการเก ยวก บการพ ฒนาว ชาช พคร อย เสมอม สาระหล กอะไรบ าง ก. การศ กษาความต องการของผ เร ยน การปร บเปล ยนว ธ การสอน และการเข าร วมประช มอบรมเสมอ ข. การศ กษาค นคว าเพ อพ ฒนาตนเอง การเผยแพร ผลงานทางว ชาการ และการเข าร วมก จกรรมทาง ว ชาการ ค. การศ กษาค นคว าเพ อพ ฒนาตนเอง และการจ ดการเร ยนการสอนโดยค าน งถ งประโยชน ก บผ เร ยน ง. การจ ดการเร ยนการสอนโดยค าน งถ งประโยชน ก บผ เร ยน และการเผยแพร ผลงานว ชาการ 21. การจ ดการเร ยนการสอนท ม งให ผ เร ยนประสบผลส าเร จในการแสวงหาความร เป นสาระหล กของมาตรฐานใด ก. มาตรฐานท 4 พ ฒนาแผนการสอนให สามารถปฏ บ ต ได เก ดผลจร ง ข. มาตรฐานท 5 พ ฒนาส อการเร ยนการสอนให ม ประส ทธ ภาพอย เสมอ ค. มาตรฐานท 6 จ ดก จกรรมการเร ยนการสอนโดยเน นผลถาวรท เก ดแก ผ เร ยน ง. มาตรฐานท 7 รายงานผลการพ ฒนาค ณภาพของผ เร ยนได อย างม ระบบ 22. การสร างก จกรรมการเร ยนร โดยน าเอาป ญหา หร อความจ าเป นในการพ ฒนาต างๆ ท เก ดข นในการเร ยน และการจ ดก จกรรมอ นๆ ในโรงเร ยนมาก าหนดเป นก จกรรมการเร ยนร เพ อน าไปส การพ ฒนาผ เร ยนท ถาวร เป นสาระหล กของมาตรฐานใด ก. มาตรฐานท 6 จ ดก จกรรมการเร ยนการสอนโดยเป นผลถาวรท เก ดแก ผ เร ยน ข. มาตรฐานท 8 ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด แก ผ เร ยน ค. มาตรฐานท 10 ร วมม อก บผ อ นในช มชนอย างสร างสรรค ง. มาตรฐานท 12 สร างโอกาสให ผ เร ยนได เร ยนร ในท กสถานการณ 23. การน าเสนอรายงานตามมาตรฐานท 7 รายงานผลการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยนอย างม ระบบ ม องค ประกอบหล กในการรายงาน อะไรบ าง

67 ก. ป ญหาและความต องการของผ เร ยน เทคน คว ธ การท น ามาใช ผลการจ ดก จกรรม และข อเสนอแนะ ข. ป ญหาและอ ปสรรคของผ เร ยน เทคน คว ธ การท น ามาใช ผลการจ ดก จกรรม และข อเสนอแนะ ค. ป ญหาและความต องการของผ เร ยน ภาคปฏ บ ต ท น ามาใช ผลการจ ดก จกรรม และรายงานงบประมาณ ง. ป ญหาและความต องการของผ เร ยน รายงานการค นคว าเอกสาร ผลการจ ดก จกรรม และข อเสนอแนะ ค าส ง จงพ จาณาว ามาตรฐานการปฏ บ ต งานของผ ประกอบว ชาช พคร ต อไปน ตรงก บสาระหล กของแต ละ มาตรฐานใดบ าง ก. มาตรฐานท 2 ต ดส นใจปฏ บ ต ก จกรรมต างๆ โดยค าน งผลท จะเก ดแก ผ เร ยน ข. มาตรฐานท 4 พ ฒนาแผนการสอนให สามารถปฏ บ ต ได เก ดผลจร ง ค. มาตรฐานท 9 ร วมม อก บผ อ นในสถานศ กษาอย างสร างสรรค ง. มาตรฐานท 11 แสวงหาและใช ข อม ลข าวสารในการพ ฒนา 24. ร บฟ งความค ดเห น ยอมร บในความร ความสามารถ ให ความร วมม อในการปฏ บ ต ก จกรรมต าง ๆ ด วยความเต มใจ (ตรงก บมาตรฐานหล กข อ...) 25. เตร ยมการสอนในล กษณะต างๆ ท สามารถน าไปใช จ ดก จกรรมการเร ยนการสอน ให ผ เร ยนบรรล ว ตถ ประสงค ของการเร ยนร (ตรงก บมาตรฐานหล กข อ...) 26. รวบรวมสารสนเทศเก ยวก บว ชาช พคร สามารถว เคราะห ว จารณ อย างม เหต ผล และใช ข อม ลประกอบการ แก ไขป ญหาพ ฒนาตนเอง พ ฒนางาน และพ ฒนาส งคมได อย างเหมาะสม (ตรงก บมาตรฐานหล กข อ...) 27. การเล อกปฏ บ ต ก จกรรมต างๆ อย างชาญฉลาดด วยความร ก ความหว งด ต อผ เร ยน (ตรงก บมาตรฐานหล ก ข อ...) ค าส ง จงพ จารณาว า จรรยาบรรณของผ ประกอบว ชาช พคร ต อไปน ตรงก บมาตรฐานการปฏ บ ต ตนในข อใดบ าง ก. จรรยาบรรณต อตนเอง ข. จรรยาบรรณต อว ชาช พ ค. จรยาบรรณต อผ ร บบร การ ง. จรรยาบรรณต อผ ร วมประกอบว ชาช พ 28. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา พ งช วยเหล อเก อก ลซ งก นและก นอย างสร างสรรค โดยย ดม นในระบบ ค ณภาพ สร างความสาม คค ในหม คณะ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 29. ผ ประกอบการว ชาช พทางการศ กษาต องให บร การด วยความจร งใจและเสมอภาคโดยไม เร ยกร องหร อยอมร บ ผลประโยชน จากการใช ต าแหน งหน าท โดยม ชอบ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 30. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องม ว น ยในตนเอง พ ฒนาตนเองด านว ชาช พบ คล กภาพ และว ส ยท ศน ให ท นต อการพ ฒนาทางว ทยาการ ส งคมและการเม องอย เสมอ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 31. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องส งเสร มให เก ดการเร ยนร ท กษะ และน ส ยท ถ กต องด งามแก ศ ษย และ ผ ร บบร การ ตามบทบาทหน าท อย างเต มความสามารถด วยความบร ส ทธ ใจ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...)

68 32. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องไม กระท าตนเป นปฏ ป กษ ต อความเจร ญทางกาย สต ป ญญา จ ตใจ อารมณ และส งคมของศ ษย และผ ร บบร การ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 33. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องร ก ศร ทธา ซ อส ตย ส จร ต และร บผ ดชอบต อว ชาช พ เป นสมาช ก ท ด ขององค กรว ชาช พ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 34. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษาต องประพฤต ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด ท งทางกาย วาจา และจ ตใจ (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 35. ผ ประกอบว ชาช พทางการศ กษา ต องร ก เมตตา เอาใจใส ช วยเหล อ ส งเสร ม ให ก าล งใจแก ศ ษย และ ผ ร บบร การตามบทบาทหน าท โดยเสมอหน า (ตรงก บจรรยาบรรณใด...) 36. ระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พคร ท ค ร สภาได ก าหนดม 5 ระด บ ระด บต าส ดและ ระด บส งส ดค อข อใด ก. ระด บปฏ บ ต การ - ระด บทรงค ณว ฒ ข. ระด บช านาญการ - ระด บเช ยวชาญพ เศษ ค. ระด บปฏ บ ต การ - ระด บเช ยวชาญพ เศษ ง. ระด บช านาญการ - ระด บทรงค ณว ฒ 37. ระด บค ณภาพท ผ ประกอบว ชาช พคร สามารถพ งต วเองได และสามารถช วยผ อ นพร อมก บเป นต วอย างท ด ได ตรงก บศ พท ภาษาอ งกฤษว าอย างไร ก. Dependence ข. Independence ค. disciplinary ง. Interdependence 38. ห วใจของมาตรฐานการปฏ บ ต ตน (จรรยาบรรณของผ ประกอบว ชาช พคร ) น าจะอย ท ใด ก. ความร กความเมตตาต อศ ษย ข. ความร กศร ทธาต อว ชาช พคร ค. ประพฤต ปฏ บ ต ตนเป นแบบอย างท ด แก ศ ษย ง. เป นผ น าในการอน ร กษ พ ฒนาเศรษฐก จ และส งคม

69 ใบงานเด ยว.ช อผ เช ยวชาญ (สมาช กคนท..ของกล มบ านเรากล มท..) 1. ห วข อท ได ร บมอบหมาย.. 2. สาระส าค ญ.. 3. แหล งข อม ล(ค นคว ามาจากท ใด)..

70 ใบงานกล ม.ช อห วหน ากล มบ านเรากล มท.. จงสร ปสาระส าค ญของเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษาตามประเด น ด งต อไปน 1. ล กษณะของว ชาช พควบค ม 2. การก าหนดให ว ชาช พทางการศ กษาเป นว ชาช พควบค ม 3. การประกอบว ชาช พควบค ม 4. ความหมายของมาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา 5. มาตรฐานว ชาช พคร ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและ มาตรฐานการปฏ บ ต ตน 6. มาตรฐานว ชาช พผ บร หารสถานศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐาน การปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 7. มาตรฐานว ชาช พผ บร หารการศ กษา ประกอบด วย มาตรฐานความร และประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐาน การปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 8. มาตรฐานว ชาช พบ คลากรทางการศ กษาอ น (ศ กษาน เทศก ) ประกอบด วย มาตรฐานความร และ ประสบการณ ว ชาช พ มาตรฐานการปฏ บ ต งานและมาตรฐานการปฏ บ ต ตน 9. การประเม นระด บค ณภาพตามเกณฑ มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา

71 แบบสอบถามเพ อศ กษาความเหมาะสมของการเร ยนการสอน ค าช แจง ต อไปน เป นองค ประกอบของการเร ยนการสอนเร อง มาตรฐานว ชาช พทางการศ กษา โดยใช ว ธ สอน แบบจ กซอว (Jigsaw) ขอให น กศ กษาพ จารณาว าองค ประกอบต อไปน ม ความเหมาะสมมากน อยเพ ยงใด แล ว กา ตรงก บระด บความค ดเห นของท าน องค ประกอบการจ ดก จกรรมการเร ยนร 1. เน อหาของเร องน 1.1 ปร มาณ(มากน อย) ของเน อหา... 1.2 ความยากง ายของเน อหา... 1.3 การน าไปใช ไปประกอบว ชาช พคร... 1.4 การน าไปใช ประกอบว ชาช พทางการศ กษาอ นๆ... 2. ว ธ การสอนเร องน 2.1 การน าเข าส บทเร ยน... 2.2 การมอบหมายงานให ปฏ บ ต... 2.3 การมอบหมายให ศ กษาล วงหน า... 2.4 การแบ งกล ม.. 2.5 จ านวนสมาช กแต ละกล ม... 2.6 การใช ค าส ง ค าถาม... 2.7 การค ดเล อกกล มให น าเสนอ... 2.8 การให สร ปองค ความร... 2.9 ว ธ การน เหมาะสมก บเร องท สอน... 3. การว ดและประเม นเร องน 3.1 การกระจายของข อสอบ(กระจายไปท กประเด น)... 3.2 จ านวนข อสอบ... 3.3 ความยากง ายของข อสอบ... 3.4 การว ดผลโดยใช ข อสอบ. 3.5 เกณฑ การให คะแนนและต ดส น... 3.6 ร ปแบบการจ ดพ มพ ข อสอบ... 4. ส ออ ปกรณ เร องน 5. ระยะเวลาท ใช เร องน... 6. บรรยากาศของการเร ยนการสอนเร องน... 7. อาจารย ผ สอนเร องน 7.1 การแต งกาย... 7.2 การใช ค าพ ด... 7.3 ความร ความเข าใจ... 7.4 การปฏ บ ต ต อน กศ กษาท กคน... 7.5 ความย ต ธรรมในการให คะแนน... ระด บความเหมาะสม มากท ส ด มาก ปานกลาง น อย น อยท ส ด

72 แบบบ นท กการส มภาษณ กล ม (A focus group interview recording form) ขอให น กศ กษาแสดงความค ดเห นท ม ต อการเร ยนการสอน เร อง มาตรฐานว ชาช พทาง การศ กษา โดยใช ว ธ สอนแบบจ กซอว (Jigsaw) ว าเหมาะสมไม เหมาะสม ด ไม ด ม ประโยชน ไม ม ประโยชน สามารถน าไปใช ได ไม สามารถน าไปใช ได พอเพ ยงไม พอเพ ยง หร อไม เพ ยงใด ตลอดจนให ข อเสนอแนะในการเร ยนการสอนคราวต อไป หร อน าไปประย กต ใช ก บการเร ยนการ สอนเร องว ชาอ นๆ ในประเด นต อไปน 1) ด านเน อหา 2) ด านว ธ การสอน 3) ด านการว ดและประเม นผล 4) ด านส ออ ปกรณ ท ใช 5) ด านเวลาท ใช 6) ด านบรรยากาศการเร ยนการสอน 7) ด านคร ผ สอน

73 แบบประเม นความสอดคล องของข อสอบแต ละข อโดยผ เช ยวชาญ ข อท ระด บความสอดคล องตามความค ดเห นของผ เช ยวชาญ รวม ค า IOC การแปลผล คนท 1 คนท 2 คนท 3 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 15. 17. 18. 19. 20. 21. 22. 23. 24. 26. 27. 28. 29. 30. 31. 32. 33. 34. 35. 36. 37. 38. 39. 40. 0 0 0 0 0 0 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +2 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +3 +2 +3 +3 +3 0.33 0.33 0.66 0.66 ไม ไม

74 การหาค ณภาพแบบประเม นความเหมาะสมของการเร ยนการสอน โดยผ เช ยวชาญและค านวณหาค า IOC องค ประกอบการจ ดก จกรรมการเร ยนร 1. เน อหาของเร องน 1.1 ปร มาณ(มากน อย) ของเน อหา... 1.2 ความยากง ายของเน อหา... 1.3 การน าไปใช ไปประกอบว ชาช พคร... 1.4 การน าไปใช ประกอบว ชาช พทางการศ กษาอ นๆ... 2. ว ธ การสอนเร องน 2.1 การน าเข าส บทเร ยน... 2.2 การมอบหมายงานให ปฏ บ ต... 2.3 การมอบหมายให ศ กษาล วงหน า... 2.4 การแบ งกล ม... 2.5 จ านวนสมาช กแต ละกล ม... 2.6 การใช ค าส ง ค าถาม... 2.7 การค ดเล อกกล มให น าเสนอ... 2.8 การให สร ปองค ความร... 2.9 ว ธ การน เหมาะสมก บเร องท สอน... 3. การว ดและประเม นเร องน 3.1 การกระจายของข อสอบ(กระจายไปท กประเด น)... 3.2 จ านวนข อสอบ... 3.3 ความยากง ายของข อสอบ... 3.4 การว ดผลโดยใช ข อสอบ... 3.5 เกณฑ การให คะแนนและต ดส น... 3.6 ร ปแบบการจ ดพ มพ ข อสอบ... 4. ส ออ ปกรณ เร องน... 5. ระยะเวลาท ใช เร องน... 6. บรรยากาศของการเร ยนการสอนเร องน... 7. อาจารย ผ สอนเร องน 7.1 การแต งกาย... 7.2 การใช ค าพ ด... 7.3 ความร ความเข าใจ.. 7.4 การปฏ บ ต ต อน กศ กษาท กคน. 7.5 ความย ต ธรรมในการให คะแนน ระด บความสอดคล องของผ เช ยวชาญ ค า IOC คนท 1 คนท 2 คนท 3 o 0 0 0 0.66.66.66.66.66

75 ประว ต และผลงานผ ว จ ย: ผศ.ดร.ศ ร ถ อาสนา ภ ม ล าเนาเด ม : เก ดท บ านแห เหน อ ต าบลห วขวาง อ าเภอโกส มพ ส ย จ งหว ดมหาสารคาม การศ กษา : ป 2518 ส าเร จ ป.กศ.ส ง (ภาษาอ งกฤษ) จาก วค.ธนบ ร ป 2522 ป.ตร กศ.บ. (ภ ม ศาสตร ) จาก มศว. มหาสารคาม ป 2540 ป.โท ศษ.ม. (การบร หารการศ กษา) จาก ม.ขอนแก น และป 2549 ป.เอก ศษ.ด. (การบร หารการศ กษา) จาก ม.ขอนแก น การร บราชการ : ร บราชการคร คร งแรก ป 2518 ท โรงเร ยนบ านม วง (ม วงว ทยามวล) อ าเภอโกส มพ ส ย จ งหว ดมหาสารคาม ด ารงต าแหน งศ กษาน เทศก สปอ.เช ยงย น จ.มหาสารคาม ด ารงต าแหน ง ผช.ศธอ. และ ศธอ.หลายแห ง ใน จ.มหาสารคาม กาฬส นธ ร อยเอ ด อ บลราชธาน ขอนแก น ส ดท าย ด ารงต าแหน ง ศธอ. เม องขอนแก น ปฏ บ ต หน าท ผ ตรวจราชการประจ า สพท.ขอนแก นเขต 1 และเขต 4 ป จจ บ น ด ารงต าแหน ง ผ ช วยศาสตราจารย ระด บ 8 คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม ผลงานท ภาคภ ม ใจ : เม อป 2531 สนง.ศธก.ห วยผ ง จ.กาฬส นธ ได ร บรางว ลชนะเล ศอ นด บ 1 ในการ ประเม นการบร หารงาน ของเขตการศ กษา 10 และป 2541 2542 สนง.ศธอ.ช มแพ จ.ขอนแก น ได ร บรางว ล ชนะเล ศอ นด บ 1 ในการประเม นการบร หารงาน ของเขตการศ กษา 9 (2 ป ซ อน) และรางว ลเก ยรต ยศ ระด บประเทศ ในการประเม นการบร หารงาน สนง.ศธอ.ท วประเทศ ป 2544 ได ร บรางว ลเคร องหมายเช ดช เก ยรต เข มค ร สด ด ป 2545 ได ร บแต งต งจากส าน กงานร บรองมาตรฐานและประเม นค ณภาพการศ กษา (องค การมหาชน) ให เป นผ ทรงค ณว ฒ เพ อท าหน าท เป นผ ประเม นภายนอกด านอาช วศ กษา และป 2550 เป นผ ประสานงานหล กในการขอเป ดสอนหล กส ตรคร ศาสตรด ษฎ บ ณฑ ต สาขาว ชาการบร หารจ ดการ การศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฎมหาสารคาม ได ส าเร จ ป 2552 ได ร บการแต งต งจากกระทรวงศ กษาธ การเป น กรรมการผ ทรงค ณว ฒ และได ร บการเสนอช อให เป นประธาน อ.ก.ค.ศ.สพท.มหาสารคาม เขต 3 ผลงานทางว ชาการว จ ย 1. รายงานผลการประเม นภายนอก สถานศ กษาระด บอาช วศ กษา จ านวนไม น อยกว า 50 เร อง 2. ความส มพ นธ ระหว างความเป นน กบร หารก บผลการปฏ บ ต งานของศ กษาธ การอ าเภอในเขต การศ กษา 9 3. การพ ฒนาระบบการประก นค ณภาพภายในโรงเร ยนอาช วศ กษาเอกชน โดยใช หล กการว จ ยเช ง ปฏ บ ต การ: กรณ ศ กษา 4. ย ทธศาสตร การพ ฒนาการประก นค ณภาพภายในของโรงเร ยน ส งก ดส าน กงานเขตพ นท การศ กษา มหาสารคามเขต 1 และ เขต 2 5. ศ กษาความต องการในการศ กษาต อระด บปร ญญาเอก สาขาว ชาการบร หารจ ดการการศ กษา คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม 6. เอกสารเพ อขอแต งต งเป นผ ช วยศาสตราจารย ได แก 1) เอกสารประกอบการสอนรายว ชา ภาวะ ผ น าทางการบร หาร (Leadership) และ 2) ต ารา การบร หารการเปล ยนแปลง 7. การใช ว ธ สอนแบบจ กซอว เพ อพ ฒนาความร ความเข าใจ และเจตคต เร อง มาตรฐานว ชาช พ ทางการศ กษา รายว ชาการบร หารจ ดการในห องเร ยน น กศ กษาช นป ท 3 โปรแกรมว ชาว ทยาศาสตร ท วไป คณะคร ศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม (เล มน )