ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2556



Similar documents
แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร

เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท

เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า

งานอาช พ 2. อธ บายส วนประกอบของหน าต างโปรแกรม ในหน วยท 4 โครงสร างของเน อการ ค นคว า และการม ส วนร วมใน (5 ส ปดาห )

รายละเอ ยดของรายว ชา หมวดท 1 ข อม ลท วไป

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖

การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development

อ สลามว ทยาล ยแห งประเทศไทย. ประมวลรายว ชา (course syllabus)

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ.

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม

แผนการจ ดการเร ยนร ระด บ ปวช. ปวส. รห สว ชา ว ชา คอมพ วเตอร เพ องานอาช พ จานวน 2 หน วยก ต เวลา 3 ช วโมง / ส ปดาห รวม 54 ช วโมง / ภาคเร ยน

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (

แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา

ห วข อการประกวดแข งข น

แผนบร หารการสอนประจาว ชา รห สว ชา รายว ชา การว จ ยดาเน นงาน 3(2-2-5) คาอธ บายรายว ชา ว ตถ ประสงค ท วไป เน อหา. Operation Research

โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา

ผลการเร ยนร ข อท 6 พ ฒนาโครงงานคอมพ วเตอร โดยการเข ยนโปรแกรมภาษา Basic ได

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ

การว เคราะห หล กส ตรสมรรถนะรายว ชา (ปร บปร ง 2)

รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา

Copyright (C) NTV College

รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม ก นยายน 2553)

รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง

คำช แจง เคร องม อว ดและประเม นควำมสำมำรถและท กษะ ตำมจ ดเน นกำรพ ฒนำค ณภำพผ เร ยน กำรใช เทคโนโลย เพ อกำรเร ยนร

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล

เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป

หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557

KingdomofThailand EDICTOFGOVERNMENT±

จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ.

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ

คาอธ บายรายว ชา จ ดประสงค รายว ชา 1. ม ความเข าใจโปรแกรมประมวลผลคา 2. ม ท กษะในการใช โปรแกรมประมวลผลคา 3. เห นถ งความสาค ญของโปรแกรมประมวลผลคา

แผนการจ ดการเร ยนร และแผนการประเม นผลการเร ยนร (ฉบ บย อ)

ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ

๒) การบ นท กเอกสาร. ๑๘) การใช ค ย ล ด Ctrl + V, Ctrl + C, Ctrl + X ๒๐) ส งพ มพ เอกสารออกทางเคร องพ มพ ๑) การเป ดใช โปรแกรม

การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document)

สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ

สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา)

แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2554 ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม

แผนการจ ดการเร ยนร ม งเน นสมรรถนะอาช พ และบ รณาการปร ชญาเศรษฐก จพอเพ ยง

แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร

แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ

บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร

3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม.

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.

โปรแกรม Limbothai. โปรแกรม Limbothai -ห องเร ยนทางไกล หน วยท 2 การต ดต ง

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...

งานว จ ยในช นเร ยน เร อง

Office of the Civil Service Commission (OCSC)

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.

ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ

4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ

การว เคราะห หล กส ตรสมรรถนะรายว ชา (ปร บปร ง )

รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน

รายงานการอบรมคร หล กส ตรพ ฒนาศ กยภาพคร ในการจ ดกระบวนการเร ยนร โดยใช ส อ ETV คร งท ๖ คร งท ๖ ว นท ๑๐ ม ถ นายน ๒๕๕๘ กศน.อาเภอนาตาล

โครงการสอน ภาคเร ยนท ป การศ กษา คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ

รายละเอ ยดเน อหาว ชาและการจ ดการเวลาเร ยน

รายงานผลการใช แผนการจ ดการเร ยนร

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง

แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด

การพ ฒนาผลส มฤทธ ทางการเร ยนว ชาคอมพ วเตอร ช นประถมศ กษาป ท 4 โดยใช ว ธ ท หลากหลาย

สร ปรายงานผลการดาเน นงานตามโครงการ การจ ดก จกรรมพ ฒนาน กศ กษา 6 ด าน

บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ

แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม

1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย )

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗

ต วอย างการใช งาน โปรแกรมกฎหมายส งแวดล อม ความปลอดภ ยและ การประเม นความสอดคล อง

ช อเร องงานว จ ย ช อผ ว จ ย สาขาว ชา ป การศ กษา ช อสถานศ กษา บทค ดย อ

ช อโครงการ : เร อง หล กส ตรการใช โปรแกรมไมโครซอฟต ออฟฟ ต 2007 (ล ขส ทธ ) ระด บเบ องต น

Transcription:

การแก ไขพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลด วยส อการ สอนของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นป ท 1/ 5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ นางสาวณ ฏญาพร ช นม จฉา สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2556 ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ

ห วข อว จ ยในช นเร ยน การแก ไขพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชาการใช โปรแกรม นาเสนอข อม ลด วยส อการสอนของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พ ช นป ท 1/5 สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทย บร หารธ รก จ กร งเทพมหานคร โดย นางสาวณ ฏญาพร ช นม จฉา ป การศ กษา 2556 บทค ดย อ การแก ไขพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ด วยส อ การสอนของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นป ท 1/5 สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จกร งเทพมหานคร ม ว ตถ ประสงค การว จ ย ค อ 1)เพ อ เปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลก อนใช ส อการสอนและ หล งใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บปวช. 1/5 จานวน 38 คนกล มต วอย าง 7 คน สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ 2) เพ อศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยน ท ม ต อส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 ผลการว จ ยพบว า1) การเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการ ว ชาการใช โปรแกรม นาเสนอข อม ลก อนใช ส อการสอนและหล งการใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บ ปวช. 1/5 จานวน 38 คน กล มต วอย าง 7 คน สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทย บร หารธ รก จพบว าค าเฉล ยก อนใช ส อการเร ยนการสอนเท าก บ 1.47 และค าเฉล ย หล งจากการใช ส อการเร ยนการสอนเท าก บ 2.81 จ งสร ปได ว า ค าเฉล ยของพฤต กรรมหล งการใช ส อการเร ยนการ สอนส งกว าก อนใช ส อการเร ยนการสอน 2) การศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการ สอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010พบว าความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อ ส อการสอน โปรแกรม PowerPoint 2010ในภาพรวมอย ระด บ มาก ม ระด บค าเฉล ย ( µ) เท าก บ 3.59 และค า ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน ( )เท าก บ 1.14

ก ตต กรรมประกาศ การศ กษาการว จ ยการแก ไขพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชาการ ใช โปรแกรมนาเสนอ ข อม ล ด วยส อการสอนของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นป ท 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ ได สาเร จไปอย างล ล วงไปได ด วยด ก ต องขอขอบค ณท าน อาจารย ภ ณฑ รา ประท มโช ท คอยให คาแนะนาและการให คาปร กษาในการจ ดทาว จ ยเล มน ตลอดมา และต องขอขอบค ณน กเร ยนระด บช นปวช. 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จท กคน ท ให ความร วมม อ ในการทาการว จ ยเล มน คณะผ จ ดทาต องขอบค ณผ ให ความช วยเหล อ และหว งเป นอย างย งว าจะได ร บความอน เคราะห จากท านอ กคร ง นางสาวณ ฏญาพร ช น ม จฉา 5 ก มภาพ นธ 2557

บทท 1 บทนา 1.1 ความเป นมาและความส าค ญของป ญหา ป จจ บ นเทคโนโลย ได เป นท สนใจของคนท กม มโลกท กสาขา เทคโนโลย จ งเป นท แพร หลาย และนามาใช ในการทางานและช ว ตประจาว น การเร ยนการศ กษาในสม ยน จ งม หล กส ตรท เก ยวก บ เทคโนโลย เข าไปด วย เทคโนโลย ท ล าหน าท ส ดท คนท วโลกให ความสาค ญค อเทคโนโลย สารสนเทศ เพราะป จจ บ นน อ ปกรณ หลายชน ดก ต องพ งพาเทคโนโลย สารสนเทศ ไม ว าจะ เป น คอมพ วเตอร โทรศ พท ม อถ ออ นเทอร เน ต PDA GPS ดาวเท ยม เป นต น (มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช 2552 : 244) เทคโนโลย หมายถ ง ส งท มน ษย พ ฒนาข น เพ อช วยในการทางานหร อแก ป ญหาต าง ๆ เ ช น อ ปกรณ, เคร องม อ, เคร องจ กร, ว สด หร อ แม กระท งท ไม ได เป นส งของท จ บต องได เช น กระบวนการ ต าง ๆเทคโนโลย เป นการประย กต นาเอาความร ทางว ทยาศาสตร มาใช และก อให เก ดประโยชน ในทางปฏ บ ต แก มวลมน ษย กล าวค อเทคโนโลย เป นการนาเอาความร ทางว ทยาศาสตร มาใช ในการ ประด ษฐ ส งของต าง ๆให เก ดประโยชน ส งส ด ส วนท เป นข อแตกต างอย างหน งของเทคโนโลย ก บ ว ทยาศาสตร ค อเทคโนโลย จะข นอย ก บป จจ ย ทางเศรษฐก จเป นส นค าม การซ อขาย ส วนความร ทาง ว ทยาศาสตร เป นสมบ ต ส วนรวมของ ชาวโลกม การเผยแพร โดยไม ม การซ อขายแต อย างใดกล าวโดย สร ปค อ เทคโนโลย สม ยใหม เก ดข นโดยม ความร ทาว ทยาศาสตร เป นฐานรองร บล กษณะของ เทคโนโลย สามารถจาแนกออกได เป น 3 ล กษณะ ค อ 1. เทคโนโลย ในล กษณะของกระบวนการ(Process)เป นการใช อย างเป นระบบของว ธ การทาง ว ทยาศาสตร หร อความร ต างๆท ได รวบรวมไว เพ อนาไปส ผลในทางปฏ บ ต โดยเช อว าเป น กระบวนการท เช อถ อได และนาไปส การแก ป ญหาต าง ๆ 2. เทคโนโลย ในล กษณะของผลผล ต (Product) หมายถ ง ว สด และอ ปกรณ ท เป นผลมาจากการใช กระบวนการทางเทคโนโลย 3. เทคโนโลย ในล กษณะผสมของกระบวนการและผลผล ต (Process and Product) เช น ระบบ คอมพ วเตอร ซ งม การทางานเป นปฏ ส มพ นธ ระหว างต วเคร องก บโปรแกรม (Heinich, Molenda and Russell. 1998 : 449) การสร างเทคโนโลย ใหม ๆในป จจ บ นไม ว าจะเป นโปรแกรมต างๆท ใช ก นในโทรศ พท ม อถ อหร อใช ในคอมพ วเตอร ท วๆไป เคร อง PDAม การสร างข นจากการเข ยนโปรแกรมคอมพ วเตอร ด วยก นท งน นไม ว าจะเป นการสร างหร อพ ฒนาโปรแกรมจากภาษา Java ภาษาC# ภาษา C++ ภาษา

PHP และภาษา VB ท กโปรแกรมท กล าวมาข างต นเป นโปรแกรมท ใช งานใน Windows ท งน นและ เป นโปรแกรมภาษาคอมพ วเตอร ท ได ร บความน ยมมากในป จจ บ น ระบบปฏ บ ต การ Windows เป นต วกลางในการควบค มการทางานของเคร องคอมพ วเตอร และ ผ ใช งานและ เป นระบบท ใช งานได ง าย เพราะได ม การออกแบบส วนในการต ดต อก บผ ใช ในร ปแบบ กราฟ กคาว าGUI: Graphic User Interface จ งม ผ น ยมพ ฒนาโปรแกรมต างๆ ข นมาใช งานในระบบ Windows ซ งนอกเหน อจากการเข ยนโปรแกรมแล วการใช โปรแกรม Microsoft Office 2010 ก สาค ญ มากด วย เพราะการใช Microsoft Office 2010 ในป จจ บ นสถานประกอบการต องการใช คอมพ วเตอร เข ามาม บทบาทในการทางาน ไม ว าจะเป น Microsoft Word,Microsoft Excel,MicrosoftPowerPoint ล วนเป นโปรแกรมท จาเป นท งส นในการทางานในป จจ บ น จากการปฏ บ ต การการสอนท ผ านมา ผ ว จ ยได ส งเกตพฤต กรรมในการเร ยนของน กเร ยน พบว า น กเร ยนขาดความสนใจและความต งใจในการเร ยนในรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ช กชวนก นค ยระหว างเร ยนจ งส งผลกระทบต อผลการเร ยนของน กเร ยน จ งทาให ผ ว จ ยเล งเห นถ ง ความสาค ญท จะศ กษาเพ อแก ไขป ญหาและปร บพฤต กรรมของน กเร ยนให ต งใจเร ยนมากข น ซ งอาจจะ ส งผลให ผลการเร ยนของน กเร ยนด ข นและน กเร ยนก จะม ความร ความเข าใจในเน อหารายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลมากข นเพราะความร ท ได ร บในรายว ชาน สามารถนาไปใช ในการเร ยนใน อนาคตได อย างม ประส ทธ ภาพ

1.2 ว ตถ ประสงค ของการว จ ย 1. เพ อเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ก อนใช ส อ การสอนและหล งใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บปวช. 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ 2. เพ อศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 1.3 สมมต ฐานของการว จ ย การใช ส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 ทาให น กเร ยนม พฤต กรรม ให ความสนใจในการเร ยนรายว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลมากข น 1.4 ขอบเขตของการว จ ย 1. ประชากร ค อ ประชากรท ใช ในการว จ ยคร งน เป นน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พป ท 1/5 สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จจานวนน กเร ยน38คน โดยม กล มต วอย าง จานวน 7 คน 2. ขอบเขตต วแปร ต วแปรท ใช ในการศ กษาได แก พฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชา ว ชาการ ใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ของ น กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พป ท 1/5ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทย บร หารธ รก จ 1.5 น ยามคาศ พท เฉพาะ - พฤต กรรมในการเร ยน หมายถ ง ก ร ยาท าทางต างๆท น กเร ยนแสดงออกมาของน กเร ยนใน การเร ยน -Microsoft PowerPoint 2010 ค อ เป นโปรแกรมท ช วยในการจ ดทาสไลด เพ อ ใช สาหร บการ นาเสนอข อม ล

1.6 ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ 1. เป นการพ ฒนาพฤต กรรมให น กเร ยนม ความสนใจในการเร ยนรายว ชา การใช โปรแกรม นาเสนอข อม ลมากข น 2. เป นแนวทางให คร และบ คคลท วไปศ กษาเพ มเต ม เพ อไปประย กต ใช ในการเร ยนการสอน ว ชาอ นๆ

บทท 2 เอกสารและงานว จ ยท เก ยวข อง การว จ ยคร งน ผ ว จ ยได ศ กษาเอกสารและงานว จ ยท เก ยวข องก บพฤต กรรมการไม สนใจในการ เร ยนในรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ระด บปวช.1/5ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ แขวงอน สาวร ย เขตบางเขน กร งเทพมหานคร ด งน 1. ส อการเร ยนการสอน 1.1 ความหมายของส อการสอนเพ อการเร ยนร 1.2 ค ณค าของส อเพ อการเร ยนร 1.3 ความสาค ญของส อการสอนเพ อการเร ยนร 1.4 ประเภทของส อการสอน 1.5 แนวโน มการใช ส อเพ อการเร ยนร 2. ทฤษฏ การเร ยนร 3.ประว ต โรงเร ยน 4. เน อหารายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล 5. งานว จ ยท เก ยวข อง 1. ส อการสอน ความหมายของส อการสอนเพ อการเร ยนร น กว ชาการในวงการเทคโนโลย ทางการศ กษา โสตท ศนศ กษา และวงการการศ กษา ได ให คา จาก ดความของ ส อการสอน ไว อย างหลากหลาย เช น -Louis Shoresกล าวว า เคร องม อท ช วยส อความหมายจ ดข นโดยคร และน กเร ยน เพ อส งเสร ม การเร ยนร เคร องม อการสอนท กชน ดจ ดเป นส อการสอน เช น หน งส อในห องสม ด โสตท ศนว สด ต าง ๆ เช น โทรท ศน ว ทย สไลด ฟ ล มสตร ป ร ปภาพ แผนท ของจร ง และ ทร พยากรจากแหล งช มชน -Brown, and Other(บราวน และคณะ) กล าวว า จาพวกอ ปกรณ ท งหลายท สามารถช วยเสนอ ความร ให แก ผ เร ยนจนเก ดผลการเร ยนท ด ท งน รวมถ ง ก จกรรมต าง ๆ ท ไม เฉพาะแต ส งท เป น ว ตถ หร อเคร องม อเท าน น เช น การศ กษานอกสถานท การแสดง บทบาทนาฏการ การสาธ ต การทดลอง ตลอดจนการส มภาษณ และการสารวจเป นต น

-เปร อง ก ม ท กล าวว า ส อการสอน หมายถ งส งต าง ๆ ท ใช เป นเคร องม อหร อช องทางสาหร บ ทาให การสอนของคร ถ งผ เร ยนและทาให ผ เร ยนเร ยนร ตามว ตถ ประสงค หร อจ ดม งหมายท คร วางไว ได เป นอย างด - ช ยยงค พรหมวงศ ให ความหมาย ส อการสอนว า ว สด อ ปกรณ และว ธ การประกอบการ สอนเพ อใช เป นส อกลางในการส อความหมายท ผ สอนประสงค จะส ง หร อถ ายทอดไปย ง ผ เร ยนได อย างม ประส ทธ ภาพนอกจากน ย งม คาอ น ๆ ท ม ความหมายใกล เค ยงก บส อการสอน เป นต นว า ส อการเร ยน หมายถ ง เคร องม อ ตลอดจนเทคน คต าง ๆ ท จะมาสน บสน นการเร ยนการ สอน เร าความสนใจผ เร ยนร ให เก ดการเร ยนร เก ดความเข าใจด ข น อย างรวดเร ว ส อการศ กษา ค อ ระบบการนาว สด และว ธ การมาเป นต วกลางในการให การศ กษาความร แก ผ เร ยน ส วนว สด ท งหลายท นามาใช ในห องเร ยน หร อนามาประกอบการสอนใด ๆ ก ตาม เพ อช วยให การเข ยน การพ ด การอภ ปรายให เข าใจมากย งข นน น เร ยกว า โสตท ศน ปกรณ ค ณค าของส อเพ อการเร ยนร ส อหร อต วกลางในการถ ายทอดความร ระหว างผ สอนก บผ เร ยน ม ค ณค าต อการเร ยนการสอน ท งก บ ผ สอนและผ เร ยนเป นอย างมาก กล าวค อ ส อ ช วยให บรรยากาศในการสอน น าสนใจย งข น ช วยแบ ง เบาภาระของคร ในการเตร ยมเน อหาเพราะอาจให น กเร ยนศ กษาได จากส อ และย งช วยให ผ สอนค ดค น เทคน คใหม ๆท ช วยในการเร ยนร ให น าสนใจย งข นในส วนของผ เร ยน ส อช วยให ผ เร ยนเข าใจบทเร ยน ท ย งยากซ บซ อนได ง ายข นในเวลาอ นส นเก ดความค ดรวบยอดได ถ กต อง สามารถม ส วนร วมใน ก จกรรมการเร ยนได สะดวกช วยให ผ เร ยนศ กษาค นคว าด วยตนเอง กระต นความสนใจในการเร ยนและ สนองความแตกต างระหว างบ คคลของผ เร ยนได ด ความส าค ญของส อการสอนเพ อการเร ยนร ไชยยศ เร องส วรรณ(2550) กล าวว า ป ญหาอย างหน งในการสอนก ค อ แนวทางการต ดส นใจจ ด ดาเน นการให ผ เร ยนเก ดการเปล ยนแปลงพฤต กรรมข นตามจ ดม งหมาย ซ งการสอนโดยท วไป คร ม กม บทบาทในการจ ดประสบการณ ต าง ๆ ไม ว าจะเป นด านเน อหาสาระ หร อท กษะและม บทบาทในการ จ ดประสบการณ เพ อการเร ยนการสอน ท งน ข นอย ก บต วผ เร ยนแต ละคนด วยว า ผ เร ยนม ความต องการ อย างไร ด งน นการจ ดการเร ยนการสอนในร ปแบบน การจ ดสภาพแวดล อมท ด เพ อการเร ยนการสอน จ งม ความสาค ญมาก ท งน เพ อสร างบรรยากาศและแรงจ งใจผ เร ยนให เก ดความอยากเร ยนร และเพ อ

เป นแหล งศ กษาค นคว าหาความร ของผ เร ยนได ตามจ ดม งหมาย สภาพแวดล อมเพ อการเร ยนร ท งมวลท จ ดข นมาเพ อการเร ยนการสอนน น ก ค อ การเร ยนการสอนน นเอง Edgar Daleได กล าวสร ปถ งความสาค ญของส อการสอน ด งน 1. ส อการสอน ช วยสร างรากฐานท เป นร ปธรรมข นในความค ดของผ เร ยน การฟ งเพ ยงอย างเด ยวน น ผ เร ยนจะต องใช จ นตนาการเข าช วยด วย เพ อให ส งท เป นนามธรรมเก ดเป นร ปธรรมข นในความค ด แต สาหร บส งท ย งยากซ บซ อน ผ เร ยนย อมไม ม ความสามารถจะทาได การใช อ ปกรณ เข าช วยจะทาให ผ เร ยนม ความเข าใจและสร างร ปธรรมข นในใจได 2. ส อการสอน ช วยเร าความสนใจของผ เร ยน เพราะผ เร ยนสามารถใช ประสาทส มผ สได ด วยตา ห และการเคล อนไหวจ บต องได แทนการฟ งหร อด เพ ยงอย างเด ยว 3. เป นรากฐานในการพ ฒนาการเร ยนร และช วยความทรงจาอย างถาวร ผ เร ยนจะสามารถนา ประสบการณ เด มไปส มพ นธ ก บประสบการณ ใหม ๆ ได เม อม พ นฐานประสบการณ เด มท ด อย แล ว 4. ช วยให ผ เร ยนได ม พ ฒนาการทางความค ด ซ งต อเน องเป นอ นหน งอ นเด ยวก นทาให เห น ความส มพ นธ เก ยวข องก บส งต าง ๆ เช น เวลา สถานท ว ฏจ กรของส งม ช ว ต 5. ช วยเพ มท กษะในการอ านและเสร มสร างความเข าใจในความหมายของคาใหม ๆ ให มากข น ผ เร ยนท อ านหน งส อช าก จะสามารถอ านได ท นพวกท อ านเร วได เพราะได ย นเส ยงและได เห น ภาพประกอบก น เปร อง ก ม ท ให ความสาค ญของส อการสอน ด งน 1. ช วยให ค ณภาพการเร ยนร ด ข น เพราะม ความจร งจ งและม ความหมายช ดเจนต อผ เร ยน 2. ช วย ให น กเร ยนร ได ในปร มาณมากข นในเวลาท กาหนดไว จานวนหน ง 3. ช วยให ผ เร ยนสนใจและม ส วนร วมอย างแข งข นในกระบวนการเร ยนการสอน 4. ช วยให ผ เร ยนจา ประท บความร ส ก และทาอะไรเป นเร วข นและด ข น 5. ช วยส งเสร มการค ดและการแก ป ญหาในขบวนการเร ยนร ของน กเร ยน 6. ช วยให สามารถเร ยนร ในส งท เร ยนได ลาบากโดยการช วยแก ป ญหา หร อข อจาก ดต าง ๆ ได ด งน - ทาส งท ซ บซ อนให ง ายข น - ทานามธรรมให ม ร ปธรรมข น - ทาส งท เคล อนไหวเร วให ด ช าลง - ทาส งท ใหญ มากให ย อยขนาดลง - ทาส งท เล กมากให ขยายขนาดข น - นาอด ตมาศ กษาได - นาส งท อย ไกลหร อล ล บมาศ กษาได

7. ช วยให น กเร ยนเร ยนสาเร จง ายข นและสอบได มากข น เม อทราบความสาค ญของส อการสอน ด งกล าวข างต นแล ว ส งท ควรพ จารณาอ กประการก ค อ ประเภท หร อชน ดของส อการสอน ด งจะกล าว ต อไปด งน ประเภทของส อการสอน Edgar Daleจาแนกประสบการณ ทางการศ กษา เร ยงลาด บจากประสบการณ ท เป นร ปธรรม ไปส ประสบการณ ท เป นนามธรรม โดยย ดหล กว า คนเราสามารถเข าใจส งท เป นร ปธรรมได ด และเร ว กว าส งท เป นนามธรรมซ งเร ยกว า "กรวยแห งประสบการณ " ( Cone of Experiences) ซ งม ท งหมด 10 ข น 1. ส อเพ อพ ฒนาสต ป ญญาและความค ดร เร มสร างสรรค อาจแบ งได ด งน 1.1 ส อเพ อฝ กการร บร 1.1.1 ส อฝ กการร บร เก ยวก บขนาด ได แก การจ ดหาว สด ส งของ กล อง บล อก วางให เด ก จ บต อง วางซ อนก น นาของสองส ง สามส งมาเปร ยบเท ยบขนาด เล กใหญ เล กท ส ด ใหญ ท ส ด 1.1.2 ส อฝ กการร บร เก ยวก บร ปร าง คร ให เด กเล นภาพต ดต อ ลองวางช นส วนให พอด ก บ ช อง เช น ช องวงกลม เด กต องหย บร ปวงกลมวางลงในช องส เหล ยม เด กต องหย บร ปส เหล ยมวางได ถ กต อง นอกจากน ให เด กแยกร ปร าง ส เหล ยม สามเหล ยม วงร ได 1.1.3 ส อฝ กการร บร เก ยวก บเร องส แนะนาให เด กร จ กส เล นส งของเคร องใช บล อก แผ นกระดาษร ปทรงเรขาคณ ตท ม ส ต าง ๆ โดยเฉพาะเด กชอบส สดใส ให เด กแยกส งของ ว ตถ ร ปภาพ ท ม ส เหม อนก น 1.1.4 ส อฝ กการร บร เก ยวก บเน อผ วของว ตถ ให เด กได สารวจส งของใกล ต ว ได ร บได ส มผ สส งของท ม ความอ อน น ม แข ง หยาบ และบอกได ว าของแต ละช น ม ล กษณะอย างไร เช น กระดาษทราบหยาบ สาล น ม ก อนห นแข ง ฯลฯ 1.2 ส อเพ อฝ กความค ดรวบยอด อาจใช ว สด อ ปกรณ และว ธ การจ ดส งแวดล อม เช น เร ยนร เก ยวก บช ว ตของส ตว คร ควรจ ดสวนส ตว จาลอง เล าน ทาน เช ดห นเก ยวก บส ตว สนทนาซ กถาม เก ยวก บส ตว ท เด กร จ ก เปร ยบเท ยบล กษณะของส ตว แต ละชน ด วาด ป น ฉ ก แปะ ร ปร างส ตว การจ ดก จกรรมความค ดรวบยอดเก ยวก บอาช พ เก ยวก บส งของ เคร องใช และบ คคลในส งคม คร ควรใช ส อสถานการณจาลอง เสร มให เด กเข าใจได ถ กต องรวดเร วข นการร จ กต วเลขม ความค ดรวบ ยอดทางคณ ตศาสตร ด วยการใช ว ธ การให เด กค นพบด วยตนเอง จ ดว สด อ ปกรณ เช น กระด มส ต าง ๆ ฝาเบ ยร ดอกไม ใบไม ขวด บล อก ให เด กจ บต อง น บ สอนให เข าใจเลขค เลขค 2. ส อเพ อพ ฒนาทางด านภาษา

การใช ส อพ ฒนาการทางภาษาจะต องคาน งถ งพ ฒนาการท สาค ญของเด กเล กและต องศ กษาว าการร บ ฟ งและการเข าใจภาษาของเด กว าอย ระด บท สามารถฟ งและแยกเส ยงต าง ๆ ได เช น เส ยงส ตว เส ยงดนตร บางชน ด ฟ งประโยคและข อความส นและยาวพอสมควร เข าใจคาจาก ดความ เข าใจหน าท ของส งต าง ๆ แยกภาพตามหน าท ได เช น ส งท ใช ก นนอน หร อส งท อย ในบ าน ในคร ว เปร ยบเท ยบ ภาพเหม อนไม เหม อนได อ านร ปภาพ จาช อต วเองและเพ อนได เป นต น ด งน นคร เด กเล กจะต องใช ส อ ประเภทว ธ การ ส อประเภทว สด อ ปกรณ มาจ ดก จกรรมเสร มความพร อมทางด านภาษาให เด กได พ ฒนา ตามเกณฑ ด งกล าวข างต น ส อท คร ควรจ ดเพ อเสร มพ ฒนาการทางภาษา ได แก หน งส อภาพ แผ นภาพ ภาพประกอบคาคล องจอง ห นม อ ห นน วม อ ห นเช ด ห นถ งกระดาษ เกมเล ยนเส ยงส ตว เกมส มพ นธ ภาพก บคา เกมเร ยนร ด านการฟ ง เกมทายเร อง เกมจ บค ภาพเหม อนและแยกภาพต าง ๆ การเล นน วม อ ประกอบคาร องหร อเร องราว ว ธ การเล นบทบาทสมม ต ม ม บล อคต าง ๆ ให เล นเป นกล มในม มบ าน เทป ว ทย เคร องเส ยง 3. ส อเพ อพ ฒนาความพร อมกล ามเน อเล กใหญ และประสาทส มพ นธ คร จะต องศ กษาพ ฒนา เก ยวก บการทรงต ว ความม นคงของการใช กล ามเน อตามว ย เพ อจะเล อกใช ส อได เหมาะ ส อประเภท ว สด อ ปกรณ และว ธ การท คร สามารถเล อกใช ได ม ด งน ล กบอล ดนตร กลอง ฉ ง ฉาบ กร บ ต ขณะท ให เด กย นทรงต ว เพ อให เก ดความว องไวในการบ งค บกล ามเน อล กบอล ต กตาผ า ล กต มทาด วยฟางข าว หร อผ าสาหร บแข งขว างไกล ๆ รองเท า เช อกผ กรองเท า กระด ม ซ ป สาหร บฝ กการบ งค บกล ามเน อ ม อและฝ กสายตาแผ นภาพ ร ปภาพ ส งของ นามาแขวนจ ดเร ยงก นให เด กมองกรอกสายตาตามภาพ หร อของท วางไว ข ดเส นใต เต มตามเส นคดเค ยว แผ นภาพข ดเป นช องสาหร บใช น วลากตามเส นทางท คร กาหนด ด นเหน ยวให เด กใช ป นเป นร ปต าง ๆ อ ปกรณ วาดภาพ ส ไม ส เท ยน ส ด นสอ ส จากพ ช ฉ ก กระดาษปะเป นร ปต าง ๆ ขยากระดาษหน งส อพ มพ ร อยดอกไม เล นต ดเมล ดพ ช เป าส ด วยหลอดกาแฟ ต อภาพแบบโยนโบว ล ง ตวงทราย กรอกน าใส ขวด เร ยงล กค ดลงหล ก วางแผ นร ปทรงลงในช องท กาหนด เด นกระดานแผ นเด ยว เล นภาพต ดต อ เล นเคร องเล นสนาม ย งป นก านกล วย ร อยเช อกรอบ แผ นภาพ ฝ กประสาทส มพ นธ เล นเกมจาแนกหมวดหม ส อด งกล าวน ม กจะถ กเล อกมาใช ตามความ เหมาะสม ซ งอาจม การใช คร งละชน ดหร อใช พร อมก นเก นกว าหน งชน ด หร อใช ตามลาด บก อนหล งก ได แนวโน มการใช ส อเพ อการเร ยนร การพ จารณาแนวโน มการใช ส อเพ อการเร ยนร จะต องด แนวโน มของการจ ดการศ กษาใน อนาคตควบค ก นไปด วย จะเห นได ว าแนวโน มของการจ ดการศ กษาไทยเปล ยนแปลงไปตามกระแส การเปล ยนแปลงทางเศรษฐก จ ส งคม และความก าวหน าด านเทคโนโลย โดยเฉพาะเทคโนโลย สารสนเทศและโทรมนาคมรวมถ งการเปล ยนแปลงแนวค ดและปร ชญาการศ กษาท ม งให การศ กษา

ต อเน องตลอดช ว ตก บคนท กคนและแนวทางการจ ดการศ กษาท ถ อว าผ เร ยนสาค ญท ส ด แนวโน มการ ใช ส อการเร ยนร ในอนาคตน าจะม ล กษณะด งน - เป นส อท เอ อประโยชน ให ก บผ เร ยนท ม ความแตกต างหลากหลายท งในด านเวลาและสถานท ความ สนใจ ความพร อม ฯลฯ ให ม ส ทธ เสมอภาค และม โอกาสในการเร ยนร เท าเท ยมก น เช น ส อโทรท ศน อ นเทอร เน ต การสอนทางไกล เป นต น - เป นส อท สนองจ ดประสงค ในการฝ กท กษะกระบวนการค ด การจ ดการ การเผช ญสถานการณ และ การประย กต ความร มาใช แก ไขป ญหา เช น สถานการณ จาลอง เกมช ดการเร ยน ฯลฯ - เป นส อจากแหล งการเร ยนร ตลอดช ว ตในช มชน เช นห องสม ดประชาชน พ พ ธภ ณฑ สวนสาธารณะเป นต น - ส อท อาศ ยคล นความถ เป นต วนา หร อส อผ านระบบเคร อข าย เช น ว ทย โทรท ศน โทรคมนาคม จะเข ามาม บทบาทในการจ ดการเร ยนร ในระบบ โรงเร ยน นอกระบบโรงเร ยน และ การศ กษาตามอ ธยาศ ยอย างจ งจ ง และม ประส ทธ ภาพ - ส อท จ ดอย ในล กษณะของประสบการณ สาเร จร ป เพ อสอนเน อหาเร องใดเร องหน ง ท จ ด ก จกรรมให ผ เร ยนม ส วนร วมในกระบวนการเร ยนผ านส อ จนประสบผลสาเร จ จะได ร บความน ยมมาก ข น อาท เช น บทเร ยนคอมพ วเตอร ช วยสอน ( CAI) ช ดการเร ยน ( Model) เป นต น (ซ ลมา เอ ยมฤทธ,2552) 2.ทฤษฎ การเร ยนร ทฤษฎ การเร ยนร (Learning Theory) การเร ยนร ค อกระบวนการท ทาให คนเปล ยนแปลง พฤต กรรม ความค ด คนสามารถเร ยนได จากการได ย นการส มผ ส การอ าน การใช เทคโนโลย การ เร ยนร ของเด กและผ ใหญ จะต างก น เด กจะเร ยนร ด วยการเร ยนในห อง การซ กถาม ผ ใหญ ม กเร ยนร ด วย ประสบการณ ท ม อย แต การเร ยนร จะเก ดข นจากประสบการณ ท ผ สอนนาเสนอ โดยการปฏ ส มพ นธ ระหว างผ สอนและผ เร ยน ผ สอนจะเป นผ ท สร างบรรยากาศทางจ ตว ทยาท เอ ออานวยต อการเร ยนร ท จะให เก ดข นเป นร ปแบบใดก ได เช น ความเป นก นเอง ความเข มงวดกวดข น หร อความไม ม ระเบ ยบ ว น ย ส งเหล าน ผ สอนจะเป นผ สร างเง อนไข และสถานการณ เร ยนร ให ก บผ เร ยน ด งน น ผ สอนจะต อง พ จารณาเล อกร ปแบบการสอน รวมท งการสร างปฏ ส มพ นธ ก บผ เร ยน การเร ยนร ตามทฤษฏ ของ Bloom (Bloom s Taxonomy) Bloom ได แบ งการเร ยนร เป น 6 ระด บ ความร ท เก ดจากความจา (knowledge) ซ งเป นระด บล างส ด

ความเข าใจ (Comprehend) การประย กต (Application) การว เคราะห ( Analysis) สามารถแก ป ญหา ตรวจสอบได การส งเคราะห ( Synthesis) สามารถนาส วนต างๆ มาประกอบเป นร ปแบบใหม ได ให แตกต างจาก ร ปเด ม เน นโครงสร างใหม การประเม นค า ( Evaluation) ว ดได และต ดส นได ว าอะไรถ กหร อผ ด ประกอบการต ดส นใจบน พ นฐานของเหต ผลและเกณฑ ท แน ช ด การเร ยนร ตามทฤษฏ ของ Mayor ในการออกแบบส อการเร ยนการสอน การว เคราะห ความจาเป นเป นส งสาค ญ และตามด วย จ ดประสงค ของการเร ยน โดยแบ งออกเป นย อยๆ 3 ส วนด วยก น - พฤต กรรม ควรช ช ดและส งเกตได - เง อนไข พฤต กรรมสาเร จได ควรม เง อนไขในการช วยเหล อ - มาตรฐาน พฤต กรรมท ได น นสามารถอย ในเกณฑ ท กาหนด การเร ยนร ตามทฤษฏ ของ Bruner ความร ถ กสร างหร อหล อหลอมโดยประสบการณ ผ เร ยนม บทบาทร บผ ดชอบในการเร ยน ผ เร ยนเป นผ สร างความหมายข นมาจากแง ม มต างๆ ผ เร ยนอย ในสภาพแวดล อมท เป นจร ง ผ เร ยนเล อกเน อหาและก จกรรมเอง เน อหาควรถ กสร างในภาพรวม การเร ยนร ตามทฤษฏ ของTylor ความต อเน อง (Continuity) หมายถ ง ในว ชาท กษะ ต องเป ดโอกาสให ม การฝ กท กษะในก จกรรม และประสบการณ บ อยๆ และต อเน องก น การจ ดช วงลาด บ (Sequence) หมายถ ง หร อการจ ดส งท ม ความง าย ไปส ส งท ม ความยาก ด งน นการ จ ดก จกรรมและประสบการณ ให ม การเร ยงลาด บก อนหล ง เพ อให ได เร ยนเน อหาท ล กซ งย งข น บ รณาการ ( Integration) หมายถ ง การจ ดประสบการณ จ งควรเป นในล กษณะท ช วยให ผ เร ยน ได เพ มพ นความค ดเห นและได แสดงพฤต กรรมท สอดคล องก น เน อหาท เร ยนเป นการเพ ม ความสามารถท งหมด ของผ เร ยนท จะได ใช ประสบการณ ได ในสถานการณ ต างๆ ก น

ประสบการณ การเร ยนร จ งเป นแบบแผนของปฏ ส มพ นธ ( สถานการณ ท แวดล อม ทฤษฏ การเร ยนร 8 ข นของ Gagne Interaction) ระหว างผ เร ยนก บ การจ งใจ ( Motivation Phase) การคาดหว งของผ เร ยนเป นแรงจ งใจในการเร ยนร การร บร ตามเป าหมายท ต งไว (Apprehending Phase) ผ เร ยนจะร บร ส งท สอดคล องก บความต งใจ การปร งแต งส งท ร บร ไว เป นความจา ( Acquisition Phase) เพ อให เก ดความจาระยะส นและระยะ ยาว ความสามารถในการจา (Retention Phase) ความสามารถในการระล กถ งส งท ได เร ยนร ไปแล ว (Recall Phase ) การนาไปประย กต ใช ก บส งท เร ยนร ไปแล ว (Generalization Phase) การแสดงออกพฤต กรรมท เร ยนร ( Performance Phase) การแสดงผลการเร ยนร กล บไปย งผ เร ยน ( Feedback Phase) ผ เร ยนได ร บทราบผลเร วจะทาให ม ผลด และประส ทธ ภาพส ง องค ประกอบท ส าค ญก อให เก ดการเร ยนร จากแนวค ดของน กการศ กษา Gagne ผ เร ยน ( Learner) ม ระบบส มผ สและ ระบบประสาทในการร บร ส งเร า ( Stimulus) ค อ สถานการณ ต างๆ ท เป นส งเร าให ผ เร ยนเก ดการเร ยนร การตอบสนอง (Response) ค อ พฤต กรรมท เก ดข นจากการเร ยนร การสอนด วยส อตามแนวค ดของกาเย (Gagne) เร าความสนใจ ม โปรแกรมท กระต นความสนใจของผ เร ยน เช น ใช การ ต น หร อ กราฟ กท ด งด ด สายตา ความอยากร อยากเห นจะเป นแรงจ งใจให ผ เร ยนสนใจในบทเร ยน การต งคาถามก เป นอ กส งหน ง บอกว ตถ ประสงค ผ เร ยนควรทราบถ งว ตถ ประสงค ให ผ เร ยนสนใจในบทเร ยนเพ อให ทราบว า บทเร ยนเก ยวก บอะไร กระต นความจาผ เร ยน สร างความส มพ นธ ในการโยงข อม ลก บความร ท ม อย ก อน เพราะส งน สามารถทาให เก ดความทรงจาในระยะยาวได เม อได โยงถ งประสบการณ ผ เร ยน โดยการต งคาถาม เก ยวก บแนวค ด หร อเน อหาน นๆ เสนอเน อหา ข นตอนน จะเป นการอธ บายเน อหาให ก บผ เร ยน โดยใช ส อชน ดต างๆ ในร ป กราฟ ก หร อ เส ยง ว ด โอ การยกต วอย าง การยกต วอย างสามารถทาได โดยยกกรณ ศ กษา การเปร ยบเท ยบ เพ อให เข าใจได ซาบซ ง

การฝ กปฏ บ ต เพ อให เก ดท กษะหร อพฤต กรรม เป นการว ดความเข าใจว าผ เร ยนได เร ยนถ กต อง เพ อให เก ดการอธ บายซ าเม อร บส งท ผ ด การให คาแนะนาเพ มเต ม เช น การทาแบบฝ กห ด โดยม คาแนะนา การสอบ เพ อว ดระด บความเข าใจ การนาไปใช ก บงานท ทาในการทาส อควรม เน อหาเพ มเต ม หร อห วข อต างๆ ท ควรจะร เพ มเต ม (WWW.wikipedia.org/wiki/ทฤษฎ การเร ยนร ) 3.ประว ต ว ทยาล ย ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จเป นว ทยาล ยเอกชนประเภทอาช วศ กษา โดยต งอย เลขท 43ถนนพหลโยธ น แขวงอน สาวร ย เขตบางเขน กร งเทพมหานคร 10220 ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จเป นว ทยาล ยหน งของกล มว ทยาล ยใน เคร อ ไทย-เทค ซ งม ว ทยาล ยในเคร อรวม 13ว ทยาล ย ต งอย ในกร งเทพมหานคร ปร มณฑลและต างจ งหว ด เป ดสอนต งแต ระด บอน บาล ประถมศ กษา ม ธยมศ กษาและอาช วศ กษา ป จจ บ นว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ ม น กเร ยนน กเร ยนท งระด บ ปวช.และปวส. จานวนมากกว า 3,200คน เป นว ทยาล ยอาช วศ กษาเอกชน ขนาดใหญ พ เศษท ม ว ส ยท ศน ค อ เป นองค กรแห งการเร ยนร เพ อพ ฒนามาตาฐานว ชาช พและความ เป นมน ษย ท สมบ รณ ของผ เร ยน ให สามารถตอบสนองความต องการของส งคมโดยรวม ผ บร หารและ บ คลากรท กคนได ร วมม อพ ฒนาว ทยาล ยในท ก ๆ ด านจนทาให บ งเก ดผลเป นร ปธรรมท ช ดเจนในด าน ค ณภาพของผ เร ยน ค ณภาพของการให บร การท จ ดให แก ผ เร ยน และค ณภาพของการจ ดการเร ยนการ สอน ซ งน บว าเป นผลงานท ท กคนภาคภ ม ใจ ปร ชญาของว ทยาล ยค อค ณภาพ หมายถ ง น กเร ยนน กเร ยนจะต องม ความร ท งว ชาสาม ญและว ชาช พ อย างเป นเล ศได นาเอาเทคโนโลย ท ท นสม ยมาใช ในการเร ยนการสอน ซ งตรงก บความต องการของ ส งคม และสถานประกอบการค ณธรรม หมายถ ง การให น กเร ยนน กเร ยนท กคนม ว น ยและม ความร บผ ดชอบ ว ทยาล ยได พยายามใช ส วนการศ กษาน เป นการแก ป ญหาส งคม ระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พเป ดสอนในสาขาว ชาต างๆด งน 1.คอมพ วเตอร ธ รก จ 2.การขาย 3.การบ ญช

4. อ ตสาหกรรมท องเท ยว 5. คอมพ วเตอร กราฟ ก ระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นส งเป ดสอนในสาขาว ชาต างๆด งน 1.คอมพ วเตอร ธ รก จ 2.การตลาด 3.การบ ญช 4. อ ตสาหกรรมท องเท ยว 5. เทคโนโลย สารสนเทศและคอมพ วเตอร กราฟ ก 4. เน อหารายว ชาการใช โปรแกรมน าเสนอข อม ล การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลรห สว ชา 2201 2406 ม จ ดประสงค รายว ชาเข าใจบทบาท และความสาค ญของการนาเสนอข อม ล ร หล กการ ว ธ การนาเสนอผลงานโดยใช โปรแกรมการ นาเสนอ ม ท กษะการใช โปรแกรมการนาเสนอม ก จน ส ยและส งเสร มค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท ด ในการใช คอมพ วเตอร ม มาตรฐานรายว ชาค อ สามารถอธ บายความหมาย และความสาค ญของการนาเสนอข อม ลใน งานธ รก จอธ บายความหมาย หน าท และส วนประกอบของโปรแกรมนาเสนอข อม ลและประย กต ใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลในการนาเสนอข อม ลทางธ รก จ คาอธ บายรายว ชาของการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ค อการศ กษาและปฏ บ ต การเก ยวก บ ความหมายและความสาค ญของการนาเสนอข อม ล หล กการออกแบบงานท จะนาเสนอการใช โปรแกรมการนาเสนอข อม ล 5.งานว จ ยท เก ยวข อง จ ฑาพร สาคะร งค ( 2552) ทาการว จ ยในช นเร ยนเพ อค นหาสาเหต ของอาการซ มเศร าเพ อ หาทางช วยเหล อแก ไขพฤต กรรม และเพ อประโยชน ต อ การอย ร วมก น ในส งคมและการเร ยนร ของ เด ก ขอบเขตของการว จ ย เด กหญ งปน ดดา มหาหมาด (น องต ยน ย) น กเร ยนช นปฐมว ย 2 โรงเร ยน เทศบาลบ รพาพ ทยาคารภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2552 ระยะเวลาท ทาการว จ ย 2 เด อน ต งแต ว นท 7 ม ถ นายน พ.ศ. 2552 ถ ง ว นท 30 กรกฎาคม พ.ศ. 25 52 เคร องม อท ใช ในการเก บข อม ล ได แก แบบส งเกตพฤต กรรม และแบบบ นท กการส มภาษณ ผลการว จ ยพบว า เด กซ มเศร า เก ดจากสาเหต พ อ แม หย าร างก น พ อพาล ก ๆ หน แม มาและบอกล กว าแม เส ยช ว ตแล ว ทาให เด กเก ดภาวะเคร ยด เศร า

โศกเส ยใจ เด กขาดความร กความอบอ น และค ณคร ได ปร บเปล ยนพฤต กรรมเด กโดยการให ความร ก ความอบอ น ช วยเต มเต มในส วนท เด กขาด ให เพ อนน กเร ยนช วยให กาล งใจและชวนทาก จกรรมต าง ๆ ทาให เด กปร บเปล ยนพฤต กรรมได ด ข น ม ความวางใจในค ณคร และเพ อน กล าพ ดกล าแสดงออก เพ มข น แต ในบางเวลาก ย งม อาการซ มเศร าบ าง ซ งต องอาศ ยครอบคร วให ความร กความอบอ น และ ด แลเด กอย างใกล ช ดเพ มมากข น ศศ พ มพ น ตโย ( 2553)ทาการว จ ยในช นเร ยน ห วข อเร อง การปร บพฤต กรรมความ ร บผ ดชอบในการทางานของน กเร ยนช นประถมศ กษาป ท 2/8 โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม โดย การใช การเสร มแรงทางบวกการปร บพฤต กรรมคร งน เป นการทดลอง แบบใช การส งเกต และบ นท ก พฤต กรรมของน กเร ยนใช เวลาท งส น 3 ส ปดาห ค อต งแต ว นท 24 ต ลาคม ถ งว นท 10 พฤศจ กายน 2553 โดยแบ งเป น 3 ระยะ ผลการว จ ยการให แรงเสร มทางบวกค อ การให ดาวสามารถลดพฤต กรรม การขาดความร บผ ดชอบในการทางานของน กเร ยน ท ง 3 คนได เป นอย างด เพราะน กเร ยนม ความพ ง พอใจท ได ร บดาวเป นแรงเสร ม ม ความกระต อร อร นในการทางานมากข น เพ อจะได รางว ล หร อคา ชมเชย จ งสามารถนาว ธ การน ไปใช ก บการปร บพฤต กรรมของน กเร ยนคนอ นๆ ได ต อไป ส ร ยาร ตน สมพม ตร (2553)ว จ ยในช นเร ยนห วข อเร องการพ ฒนาท กษะในด านการอ าน ระด บช นประถมศ กษาป ท 3-4 ในภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2553จากจานวนน กเร ยนท งหมด 3 คน ด วยว ธ การประเม นท เน นผ เร ยนเป นสาค ญ ระยะเวลาท ใช ในการว จ ยท งส น โดยเร มทาการว จ ยต งแต เด อน ม ถ นายน - เด อนก นยายน 2553 ผลการว จ ย พบว าน กเร ยนจานวนหน งม การพ ฒนาท กษะในด านการอ านด ข นกว าเด ม ด วย ว ธ การให แรงเสร มโดยการชมเชยและให ระยะเวลาในการฝ กท กษะการอ านมากพอสมควร ด งน น น กเร ยนจ งเก ดท กษะในด านการอ านโดยฝ กท กษะการประสมคา พย ญชนะ สระ ต วสะกด และร ป วรรณย กต ได อย างถ กต อง โดยนามาซ งการพ ฒนาท กษะในด านการอ านได อย างคล องแคล วและ ถ กต องเข าใจมากย งข น

บทท 3 ว ธ ดาเน นการว จ ย การว จ ยเร องการ แก ป ญหาพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอ ข อม ลด วยส อการสอนของน กเร ยน ระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พ 1/5ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทย บร หารธ รก จแขวงอน สาวร ย เขตบางเขน กร งเทพมหานคร ซ งม ข นตอนการดาเน นการว จ ยด งน 1.ประชากร 1. ประชากรท ใช ในการว จ ย 2. เคร องม อท ใช ในการว จ ย 3. การสร างเคร องม อท ใช ในการว จ ย 4. การเก บรวบรวมข อม ล 5. การว เคราะห ข อม ล น กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พห อง1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทย บร หารธ รก จกร งเทพมหานคร ป การศ กษา2556 จานวน 7คน (ท ม พฤต กรรมไม สนใจเร ยน) 2.เคร องม อท ใช ในการว จ ย 1.แบบส งเกตพฤต กรรมของผ เร ยนเร อง การไม สนใจเร ยนในรายว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอ ข อม ล ของน กศ กษาระด บช นประกาศน ยบ ตรว ชาช พห อง 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ 2. แบบประเม นความพ งพอใจการใช ส อการเร ยนการสอนว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลเป น แบบมาตราส วนประเม นค า 5 ระด บ (Rating Scale)

3. ว ธ การสร างเคร องม อท ใช ในการว จ ย การสร างส อการสอน การจ ดทาส อการเร ยนการสอนรายว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล เร อง การใช งานMicrosoft PowerPoint 2010 เบ องต น ของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พ 1/5 สาขาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จผ ว จ ยได ดาเน นการจ ดทาข น โดยม ลาด บข นตอนด งน 1. ศ กษาหล กส ตรประกาศน ยบ ตรว ชาช พ ( ปวช.) พ ทธศ กราช 2545(ปร บปร ง พ.ศ.2546) เอกสารหล กส ตรค ม อคร หน งส อ การใช โปรแกรม นาเสนอข อม ล ระด บช นประกาศน ยบ ตร ว ชาช พ 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ 2. ศ กษารายละเอ ยดตารางว เคราะห หล กส ตร กาหนดเน อหาท จะนามาสร างส อการเร ยนการ สอน 3. ศ กษาค นคว าเอกสาร และงานว จ ยท เก ยวข องจากอ นเตอร เน ต เก ยวก บการจ ดทาส อการ สอน 4. ดาเน นการจ ดทาส อการสอน 5.นาส อการสอนไปใช ก บกล มต วอย าง การสร างแบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการเร ยนการสอน การสร างแบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการเร ยนการสอนรายว ชา การใช โปรแกรม นาเสนอข อม ล ของประกาศน ยบ ตรว ชาช พ 1/5ผ ว จ ยได สร างข นเป นแบบมาตราส วน ประเม นค า 5 ระด บ (Rating Scale) ม ข นตอนในการสร างด งน 1.กาหนดว ตถ ประสงค ท จะจ ดทาแบบประเม นความพ งพอใจในส อการสอน 2.ดาเน นการจ ดทาแบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการเร ยนการสอน 3.นาแบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการเร ยนการสอนท สร างข นให ผ เช ยวชาญ ตรวจสอบค าความสอดคล อง(IOC) 4.ดาเน นการปร บปร งแก ไขตามคาแนะนาของผ เช ยวชาญ 5.นาแบบประเม นความพ งพอใจ ไปใช ก บกล มต วอย าง จานวน 7 คน 4. การเก บรวบรวมข อม ล 1. แบบส งเกตพฤต กรรมของผ เร ยนเร อง การไม สนใจเร ยนในรายว ชา การใช โปรแกรม นาเสนอข อม ล ของเร ยนระด บช นประกาศน ยบ ตรว ชาช พห อง 1/5

2. นาข อม ลท งหมดไปแจกแจงความถ ใช ร ปแบบตารางแจกแจงความถ ด งน ค อการสนใจ เร ยนและไม สนใจเร ยนในรายว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล จานวน 5 คร ง (รศ.ดร.เช ดศ กด โฆวาส นธ,2552) 3. ผ ว จ ยนาจานวนข อม ลการสนใจเร ยนและไม สนใจเร ยนในรายว ชา การใช โปรแกรม นาเสนอข อม ล โดยใช ตารางค าเฉล ย และค ดค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน 4. การว เคราะห ข อม ลการสนใจเร ยนและไม สนใจเร ยนในรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอ ข อม ลมาหาค าเฉล ย และค ดค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน(บ ญชม ศร สะอาด,2535) 5. การว เคราะห ข อม ล 1. นาแบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการเร ยนการสอนท สร างข นให ผ เช ยวชาญตรวจสอบค าความสอดคล อง(IOC) 2. การว เคราะห ข อม ลการสนใจเร ยนและไม สนใจเร ยนในรายว ชา การการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ก อนใช ส อการสอนและไม ใช ส อการสอน โดยใช ค าเฉล ยและค าเบ ยงเบน มาตรฐาน การว เคราะห ข อม ล(การหาค าความสอดคล อง)แบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการเร ยน การสอนโดยใช ผ เช ยวชาญจานวน 3 คนเป นผ ประเม น R ค าความสอดคล อง IOC = N IOC ค อ ด ชน ความสอดคล องระหว างแบบส งเกตพฤต กรรมก บจ ดประสงค Rค อ ผลรวมของคะแนนผ เช ยวชาญแต ละคน N ค อ จานวนผ เช ยวชาญ 1.1 ค าเฉล ย (µ) (ช ศร วงศ ร ตนะ, 2552) µ = x n x แทน คะแนนเฉล ย x แทน ผลรวมของข อม ลท งหมด n แทน จานวนท งหมด

โดยผ ว จ ยได กาหนดค าเฉล ยตามเกณฑ มาตรฐานเป นระด บ การแปลความหมายด งน 1. ค าเฉล ย 4.51 5.00 ระด บความสาค ญ สนใจมากท ส ด 2. ค าเฉล ย 3.51 4.50 ระด บความสาค ญ สนใจมาก 3. ค าเฉล ย 2.51 3.50 ระด บความสาค ญ สนใจปานกลาง 4. ค าเฉล ย 1.51 2.50 ระด บความสาค ญ สนใจน อย 5. ค าเฉล ย 1.00 1.50 ระด บความสาค ญ สนใจน อยท ส ด 1.2 การหาค าเบ ยงเบนมาตรฐาน ( )(ช ศร วงศ ร ตนะ, 2552) = n x 2 ( x) 2 n(n 1) แทน ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน µ แทน คะแนนเฉล ย x แทน ผลรวมของคะแนนข อม ลท งหมด X แทน ค าคะแนนแต ละคน n แทน จานวนข อม ล

บทท 4 ผลการว เคราะห ข อม ล ผ ว จ ยได ทาการว เคราะห ข อม ลโดยการเก บรวบรวมข อม ลจากการส งเกตพฤต กรรมระหว าง การเร ยนในรายว ชาการการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ด วยส อการสอนของน กเร ยนระด บ ประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นป ท 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ จานวน 10คนและได นาเสนอว เคราะห ข อม ลในร ปตารางประกอบความเร ยง แบ งออกเป น 2 ตอนค อ ตอนท 1ผลของการเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ก อนใช ส อการสอนและหล งการใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บ ปวช.1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ ตอนท 2 ผลของการศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 ตอนท 1ผลของการเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลก อนใช ส อ การสอนและหล งการใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บ ปวช.1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จตารางท 4.1 ผลของการเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยน ว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลก อนใช ส อการสอนและหล งการใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยน ระด บ ปวช.1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ

น กเร ยนคนท ค าเฉล ย (µ) ก อนใช ส อการสอน ค าเฉล ย (µ) หล งใช ส อการสอน 1 1.45 2.55 2 1.50 2.70 3 1.40 2.80 4 1.35 2.75 5 1.25 2.90 6 1.60 2.85 7 1.75 3.10 ภาพรวม (µ) 1.47 2.81 จากตารางท 4.1 พบว าค าเฉล ยก อนใช ส อการเร ยนการสอนเท าก บ 1.47 และค าเฉล ยหล งจาก การใช ส อการเร ยนการสอนเท าก บ 2.81 จ งสร ปได ว า ค าเฉล ยของพฤต กรรมหล งการใช ส อการเร ยน การสอนส งกว าก อนใช ส อการเร ยนการสอน

ตอนท 2 ผลของการศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการสอนโปรแกรม MicrosoftPowerPoint 2010 ตารางท 4.2 ผลของการศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการสอนMicrosoftPowerPoint 2010 ห วข อประเม นความพ งพอใจ µ แปลความ 1.ความร ท ได ร บจากส อการเร ยนการสอน 3.71 0.76 มาก 2.เน อหาในส อการเร ยนการสอนเข าใจง าย 1.95 0.69 น อย 3. ความสวยงามของส อการเร ยนการสอน 1.57 0.53 น อย 4.ความน าสนใจของส อการเร ยนการสอน 2.14 0.69 น อย 5.ทาให เก ดส วนร วมในการเร ยน 3.86 0.69 มาก 6.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนม ความร บผ ดชอบ มากท ส ด ส งข นต อการเร ยน 4.57 0.53 7. ส อการเร ยนทาให น กเร ยนเข าใจเน อหา มาก บทเร ยนมากข น 3.57 0.79 8. ส อการเร ยนม เน อหาท ช ดเจน 4.43 0.79 มากท ส ด 9.ส อการเร ยนม การใช ภาษาท เหมาะสม 4.00 0.82 มาก 10.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนม ความค ด มาก สร างสรรค มากข น 4.14 0.69 ภาพรวม 3.59 1.14 มาก

จากตารางท 4.2 พบว าความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อส อการสอนโปรแกรม MicrosoftPowerPoint 2010 ในภาพรวมอย ระด บ มาก ม ระด บค าเฉล ย (µ) เท าก บ 3.59 และค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท าก บ 1.14 บทท 5 สร ปผลการว จ ย อภ ปรายผล และข อเสนอแนะ ในการว จ ยเร องการแก ไขพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชาการ ใช โปรแกรมนาเสนอ ข อม ล ด วยส อการสอนของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นป ท 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ สามารถสร ปผลการว จ ยได ด งน สร ปผลการว จ ย 1.การเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลก อนใช ส อการ สอนและหล งการใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บปวช.1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ย เทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ พบว า ค าเฉล ยก อนใช ส อการเร ยนการสอนเท าก บ 1.47 และค าเฉล ย หล งจากการใช ส อการเร ยนการสอน เท าก บ 2.81 จ งสร ปได ว า ค าเฉล ยของพฤต กรรม หล งการใช ส อ การเร ยนการสอนส งกว าก อนใช ส อการเร ยนการสอน 2. การศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010พบว าความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010ใน ภาพรวมอย ระด บ มาก ม ระด บค าเฉล ย (µ) เท าก บ 3.59 และค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน ( )เท าก บ 1.14 อภ ปรายผล จากการ การว จ ยเร องการแก ไขพฤต กรรมการไม สนใจเร ยนในรายว ชาการ ใช โปรแกรม

นาเสนอข อม ล ด วยส อการสอนของน กเร ยนระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นป ท 1/5สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ ซ งผ ว จ ยสามารถอภ ปรายผลได ด งน 1. การเปร ยบเท ยบพฤต กรรมในการเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลก อนใช ส อการ สอนและหล งการใช ส อการสอน สาหร บน กเร ยนระด บ ปวช.1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ย เทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ ผ ว จ ยได ใช เคร องม อค อ แบบส งเกตพฤต กรรมของผ เร ยนเร อง การไม สนใจเร ยนในรายว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ลของน กศ กษาระด บช นประกาศน ยบ ตรว ชาช พ ห อง 1/5สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ พบว าค าเฉล ยของพฤต กรรมการเร ยนก อนใช ส อการเร ยนการ สอนเท าก บ 1.47 และค าเฉล ย หล งจากการใช ส อการเร ยนการสอน เท าก บ 2.81 จ งสร ปได ว า ค าเฉล ย ของพฤต กรรม หล งการใช ส อการเร ยนการสอนส งกว าก อนใช ส อการเร ยนการสอน สอดคล องก บ งานว จ ยของมาล ร ตน เท ยมฉ ตร(2547) ทาการว จ ยในช นเร ยนเร อง การปร บพฤต กรรมไม เข าเร ยนของ น กเร ยนให ม ความร บผ ดชอบเพ มมาก ข นในรายว ชา งานไฟฟ าและอ เล กทรอน กส เบ องต น และให น กเร ยนม ผลการเร ยนในรายว ชา งานไฟฟ าและอ เล กทรอน กส เบ องต น ผ านเกณฑ ท กาหนดไว โดย พ ฒนาการเร ยนการสอนในภาพรวมกล มต วอย างท ใช ในการว จ ยเป น น กเร ยนระด บช น ปวช. 1/1 จานวน 14 คน แผนกว ชาช างไฟฟ ากาล งรายว ชางานไฟฟ าและอ เล กทรอน กส เบ องต น เคร องม อใน การว จ ยได แก ร ปแบบการเร ยนการสอนแบบร วมแรงร วมใจ และการเร ยนร อย างเป นระบบ แบบ ส งเกตพฤต กรรมความร บผ ดชอบของน กเร ยนได แก ความร บผ ดชอบตรงต อเวลาให ความร วมม อก บ ผ อ น ปฏ บ ต ตามกฎระเบ ยบ การทางานท ได ร บ มอบหมายจากคร ผ สอนและการทางานท ได ร บ มอบหมายจากกล ม แบบประเม นผลส มฤทธ ทางการเร ยน สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ค อ การหาค าเฉล ย ผลลการว จ ยในคร งน พบว าน กเร ยน ม ความร บผ ดชอบในการเร ยนและทางานท ได ร บมอบหมายได สาเร จในท กด านด ข นตามลาด บและในส ปดาห ท 10 และน กเร ยนท กคนม ความร บผ ดชอบด ท กด านผล การปร บพฤต กรรมในคร งน ทาให น กเร ยนท กคนสามารถทาแบบทดลองหล งหน วยการเร ยนท กหน วย ผ านเกณฑ ท กาหน ดค อจาก 15 คะแนนน กเร ยนสามารถทาได 11 คะแนนข นไปถ อว าน กเร ยนม ผลส มฤทธ ทางการเร ยนด ข น 2. การศ กษาความพ งพอใจของน กเร ยนท ม ต อส อการสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 ซ งผ ว จ ยได ใช เคร องม อค อแบบประเม นความพ งพอใจการใช ส อการเร ยนการสอนว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล เป นแบบมาตราส วนประเม นค า 5 ระด บ (Rating Scale) หล งจากท น กเร ยน ใช ส อการสอนโปรแกรมMicrosoft PowerPoint 2010พบว าความพ งพอใจของน กศ กษาท ม ต อ ส อการ

สอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010ในภาพรวมอย ระด บ มาก ม ระด บค าเฉล ย (µ) เท าก บ 3.59 และค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน ( )เท าก บ 1.14 ข อเสนอแนะ 1. ในการว จ ยคร งต อไปควรจ ดทาเน อหาส อการสอนท ครบถ วนเป นไปตามหล กส ตรและเพ อ กระต นให น กศ กษาสนใจท จะเร ยนร ในรายว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล รายการอ างอ ง ไชยยศ เร องส วรรณ(2552) (มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช2552 : 244) จ ฑาพร สาคะร งค (2552) ศศ พ มพ น ตโย (2553)

ภาคผนวก ก เคร องม อท ใช ในการว จ ย

แบบส งเกตพฤต กรรมการเร ยนของน กเร ยน การเร ยนว ชาการใช โปรแกรมน าเสนอข อม ลของน กเร ยน ช อ นามสก ล...ระด บช น...เลขท... คาช แจง ให ทาเคร องหมาย ตรงก บระด บของพฤต กรรมการเร ยนของน กเร ยน ระด บพฤต กรรม รายการประเม น สนใจ มากท ส ด สนใจ มาก สนใจ ปานกลาง 1. น กเร ยนส งงานตามกาหนดเวลา 2. น กเร ยนม การใช ส อการเร ยนการสอน 3. น กเร ยนม การร วมก จกรรมในช นเร ยน 4. น กเร ยนไม ม การพ ดค ยก นในช นเร ยน 5. น กเร ยนม ความกระต อร อร นใน การเร ยน สนใจ น อย สนใจ น อยท ส ด

แบบประเม นความพ งพอใจ เร อง การใช ส อการเร ยนโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 คาช แจง ให น กเร ยนทาเคร องหมาย ลงในช องท ตรงก บระด บความพ งพอใจของน กเร ยน รายการประเม น 1.ความร ท ได ร บจากส อการเร ยนการสอน 2.เน อหาในส อการเร ยนการสอนเข าใจง าย 3.ความสวยงามของส อการเร ยนการสอน 4.ความน าสนใจของส อการเร ยนการสอน 5.ทาให เก ดส วนร วมในการเร ยน 6.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนม ความร บผ ดชอบส งข น ต อการเร ยน 7.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนเข าใจเน อหาบทเร ยน มากข น 8.ส อการเร ยนม เน อหาท ช ดเจน 9.ส อการเร ยนม การใช ภาษาท เหมาะสม 10.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนม ความค ดสร างสรรค มากข น ระด บความพ งพอใจ มากท ส ด มาก ปานกลาง น อย น อยท ส ด

ภาคผนวก ข รายนามผ เช ยวชาญ

รายนามผ เช ยวชาญ 1. นางร งท วา ส ขอน นต ร กษาการห วหน าสาน กงานว ชาการ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ 2.นางสาวภ ณฑ รา ประท มโช อาจารย แผนกสาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ

ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบค ณภาพเคร องม อโดยผ เช ยวชาญ

ตารางท ง.1 ผลการประเม นความสอดคล อง(IOC) ของแบบส งเกตพฤต กรรมการเร ยนของน กเร ยน การเร ยนว ชาการใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ของน กเร ยน (ผ เช ยวชาญ) ห วข อประเด น ผ เช ยวชาญ IOC แปลผล 1 2 3 1. น กเร ยนส งงานตามกาหนดเวลา +1 +1 +1 1 สอดคล อ 2. น กเร ยนม การใช ส อการเร ยนการสอน +1 +1 +1 1 สอดคล อ 3. น กเร ยนม การร วมก จกรรมในช นเร ยน +1 +1 +1 1 สอดคล อ 4. น กเร ยนไม ม การพ ดค ยก นในช นเร ยน +1 +1 +1 1 สอดคล อ ง ง ง ง 5. น กเร ยนม ความกระต อร อร นใน การเร ยน +1 0 +1 0.67 สอดคล อ ง

ตารางท ง.2 ผลการประเม นความสอดคล อง( IOC) ของแบบประเม นความพ งพอใจในการใช ส อการ เร ยน โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010ของน กเร ยน (ผ เช ยวชาญ) ห วข อประเม นความพ งพอใจ ผ เช ยวชาญ IOC แปลผล 1 2 3 1.ความร ท ได ร บจากส อการเร ยนการสอน +1 +1 +1 1 สอดคล อง 2.เน อหาในส อการเร ยนการสอนเข าใจง าย +1 +1 +1 1 สอดคล อง 3. ความสวยงามของส อการเร ยนการสอน +1 +1 +1 1 สอดคล อง 4.ความน าสนใจของส อการเร ยนการสอน +1 +1 +1 1 สอดคล อง 5.ทาให เก ดส วนร วมในการเร ยน +1 0 +1 0.67 สอดคล อง 6.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนม ความร บผ ดชอบส งข น +1 +1 +1 1.00 สอดคล อง ต อการเร ยน 7.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนเข าใจเน อหาบทเร ยน +1 0 +1 0.67 สอดคล อง มากข น 8. ส อการเร ยนม เน อหาท ช ดเจน +1 +1 +1 1.00 สอดคล อง 9.ส อการเร ยนม การใช ภาษาท เหมาะสม +1 +1 +1 1.00 สอดคล อง 10.ส อการเร ยนทาให น กเร ยนม ความค ดสร างสรรค มากข น +1 +1 +1 1.00 สอดคล อง

ภาคผนวก ง ผลการทดลองใช

ส อการสอน ว ชา การใช โปรแกรมนาเสนอข อม ล ด วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010

ประว ต ผ ว จ ย ช อ นามสก ล นางสาวณ ฏญาพร ช นม จฉา ว น เด อน ป เก ด 18 พฤษภาคม 2525 สถานท เก ด อาเภอบางเลน จ งหว ดนครปฐม สถานท อย ป จจ บ น นครปฐม 12/3 หม 6 ต.บางปลา อ.บางเลน จ. ตาแหน งหน าท การทางานในป จจ บ น คร สาขาว ชาคอมพ วเตอร ธ รก จ สถานท ทางานในป จจ บ น ว ทยาล ยเทคโนโลย ไทยบร หารธ รก จ เลขท 43 ตรงข ามกรมทหารราบท 11 กร งเทพมหานคร ประว ต การศ กษา พ.ศ. 2546 สาเร จการศ กษาระด บประกาศน ยบ ตรว ชาช พ ช นส งสาขาสาขาคอมพ วเตอร ธ รก จ โรงเร ยนอ นเตอร เทคโนโลย จ.นครปฐม พ.ศ. 2548 มหาว ทยาศร ปท ม กร งเทพมหานคร สาเร จการศ กษาปร ญญาตร แขวงอน สาวร ย เขตบางเขน สาขาคอมพ วเตอร ธ รก จ