ว ชา การศ กษาสงเคราะห แนวพ ทธ ๔๐๖ ๔๑๕ พระคร บรมธาต ก จจาทร
|
|
|
- สมคิด สมิท
- 10 years ago
- Views:
Transcription
1 ว ชา การศ กษาสงเคราะห แนวพ ทธ ๔๐๖ ๔๑๕ พระคร บรมธาต ก จจาทร
2 บทท ๑ การศ กษาสงเคราะห ของพระพ ทธศาสนา การศาสนศ กษาสงเคราะห การศาสนศ กษาสงเคราะห หมายถ ง การจ ดการศ กษาเพ อช วยเหล อเก อก ล หร ออ ดหน นจ นเจ อช วยเหล อด านการศ กษาอ นนอกจากการศาสนศ กษา
3 หร อสถาบ นอ น หร อบ คคลอ นผ กาล งศ กษาเล าเร ยน คณะสงฆ ได กาหนดการศ กษาสงเคราะห เป นก จการอ นหน งของพระสงฆ การศ กษาสงเคราะห น นว าโดยล กษณะควรแยกออกเป นล กษณะค อ ๑. การศ กษานอกเหน อจากการศาสนศ กษาท พระสงฆ ดาเน นการ เพ อการสงเคราะห ประชาชน หร อพระภ กษ สามเณร ๒. การสงเคราะห เก อก ลแก การศ กษา สถาบ นการศ กษา หร อบ คคลผ กาล งศ กษาการศ กษาสงเคราะห ท พระสงฆ ดาเน นการในล กษณะน เป นการจ ดการศ กษา ซ งแบ งได เป น ๔ ประเภทค อ
4 ๒.๑ โรงเร ยนการก ศลของว ดในพระพ ทธศาสนา และโรงเร ยนสงเคราะห เด กยากจนตามพระราชประสงค ม ความม งหมายให ว ดและพระภ กษ ในพระศาสนาได จ ดการตามหล กส ตรของกระทรวงศ กษาธ การ เพ อสงเคราะห เด กและเยาวชนของชาต และพระภ กษ สามเณรส วนหน ง เป นเหต ให เด กและเยาวชนได เข าใกล ว ด ๒.๒ ศ นย ศ กษาพระพ ทธศาสนาว นอาท ตย ม ความม งหมายให ว ด และพระสงฆ ให การศ กษาอบรมปล กฝ งศ ลธรรม ว ฒนธรรมและ ประเพณ อ นด งามแก เด กและเยาวชน เป นโอกาสให พระสงฆ ได ใช ว ชาการศาสนศ กษา เพ อพ ฒนาทร พยากรบ คคลของชาต ด วย หล กธรรมของพระศาสนา
5 ๒.๓ ศ นย อบรมเด กก อนเกณฑ ในว ด ม ความม งหมายให ว ดได ช วย อบรมบ มน ส ยเด กก อนว ยเร ยนเพ อปล กฝ งค ณธรรมและศ ลธรรมแต ย งเด ก ท งเป นการให โอกาสว ดและพระสงฆ ได ร วมพ ฒนาทร พยากร บ คคลของชาต ในว ยเด ก
6 ๒.๔ โรงเร ยนพระปร ย ต ธรรม แผนกสาม ญศ กษา จ ดต งข นเพ อให พระภ กษ สามเณรศ กษาเล าเร ยนตามหล กส ตรของกระทรวงศ กษาธ การ แผนกสาม ญศ กษา และม การศ กษาพระปร ย ต ธรรม หมวดธรรมบาล หมวดพระธรรมว น ย และศาสนปฏ บ ต อ กส วนหน ง โรงเร ยน พระปร ย ต ธรรมแผนกสาม ญศ กษา ม การจ ดต งข นตามระเบ ยบ กระทรวงศ กษาธ การ ว าด วยโรงเร ยนพระปร ย ต ธรรมแผนกสาม ญศ กษา พ.ศ.๒๕๓๗ และอย ในส งก ดกรมการศาสนา ขณะน ม ว ดต างๆ จานวนมาก
7 จ ดต งแต โดยโรงเร ยนพระปร ย ต ธรรมแผนกสาม ญศ กษา แต ย งม ได จ ดเป นการศาสนศ กษาหร อการศ กษาสงเคราะห โดยร ปการน น จ งจ ดเป น การศ กษาสงเคราะห มากกว าเพราะเป น การศ กษาเพ อสงเคราะห พระภ กษ สามเณรให ม การศ กษาเล าเร ยนว ชา สาม ญศ กษา ท งผ เร ยนและผ สอนก เน นหน กทางว ชาสาม ญศ กษา
8 การจ ดการศ กษาและการจ ดการอบรมท ง ๔ ประเภทด งกล าวน น บเป นงานท พระสงฆ ม โอกาสช วยพ ฒนาชาต บ านเม องโดยแท สาหร บก จกรรมท จะส งเสร มน น ว ดควรจ ดให ม โรงเร ยนพระปร ย ต ธรรมท งแผนกธรรมและบาล โรงเร ยนพระปร ย ต ธรรมแผนกสาม ญ สาหร บพระภ กษ สามเณร ซ งเท าก บเป นการส งเสร มการศ กษา พระพ ทธศาสนา บางว ดจ ดให ม โรงเร ยนพระพ ทธศาสนาว นอาท ตย โรงเร ยนพระ โรงเร ยนสามเณร บางว ดจ ดให ม โรงเร ยนว ดสอนเด ก ก อนเกณฑ
9 การสงเคราะห การศ กษาอ นท เจ าคณะ เจ าอาวาส และพระภ กษ ท วไป จ ดการสงเคราะห เป นการส วนต วหร อเป นร ปคณะสงฆ ได อ กหลาย ร ปแบบได แก ๑. จ ดต งท นสงเคราะห การศ กษา ระด บประถมศ กษา ม ธยมศ กษา และอ ดมศ กษา ๒. การช วยพ ฒนาสถานศ กษา ๓. การช วยจ ดหาอ ปกรณ การศ กษา ๔. ช วยเฉพาะบ คคลผ กาล งศ กษา
10 ช วยเหล อในร ปแบบด งกล าวน เป นการสงเคราะห การศ กษาเป นผลด แก ประเทศชาต โดยส วนรวมและผลสะท อนย อนกล บถ งพระสงฆ การจ ดการศ กษาเองก ด การช วยเหล อทางด านการศ กษาด วยการจ ดต ง กองท นก ด การช วยพ ฒนาการสถานศ กษาก ด การช วยเหล อด าน อ ปกรณ การศ กษาก ด การช วยเหล อเฉพาะบ คคลท ก าล งศ กษาอย ก ด เหล าน ล วนแต เป นการจ ดการศ กษาสงเคราะห ของคณะสงฆ โดยแท
11 มหาเถรสมาคมม อานาจหน าท ควบค มและส งเสร มการศ กษา สงเคราะห ของคณะสงฆ และส งเสร มการดาเน นการการจ ดการศ กษา สงเคราะห ของเจ าอาวาส เจ าคณะท กส วนท กช น ต องม ส วนควบค ม และส งเสร มให เจ าอาวาสดาเน นการส งเสร มการศ กษาสงเคราะห ตาม สมควร
12 ถ าเพ กเฉยเส ยย อมเป นการละเว นการปฏ บ ต หน าท เพราะการศ กษา ประเภทน เป นการของคณะสงฆ หร อการพระศาสนา เป นก จการของว ด ตามหน าท เจ าอาวาส ส วนเจ าคณะท กส วนท กช นควรให การช วยเหล อ เก อก ลสถาบ นการศ กษา หร อบ คคลผ ศ กษาได โดยไม ข ดต อ พระธรรมว น ยและระเบ ยบแบบแผนของพระสงฆ เช น ช วยขวนขวาย ในการสร างอาคารเร ยน ช วยจ ดหาอ ปกรณ การศ กษา จ ดต งกองท น สงเคราะห น กเร ยนช นประถมศ กษา ม ธยมและอ ดมศ กษา ตามหล กการประกาศของมหาเถรสมาคม ช วยแก ไขข อข ดข อง ของเจ าอาวาสให เป นไปโดยชอบ และพ จารณาให ก าล งใจ และบาร งขว ญแก เจ าอาวาสตามสมควรแก การปฏ บ ต หน าท
13 สร ปได ว า การศาสนศ กษาสงเคราะห ค อ การจ ดการศ กษาเพ อ ช วยเหล อเก อก ล หร ออ ดหน นจ นเจ อช วยเหล อ ด านการศ กษา อ นนอกจากการศาสนศ กษา หร อสถาบ นอ น หร อบ คคลอ น ผ กาล งศ กษาเล าเร ยนอย ด วยท นและป จจ ยต างๆ
14 ส งคหพละ กาล งแห งการส งเคราะห ส งคหพละ แปลว า กาล งแห งการส งเคราะห หร อมน ษย ส มพ นธ ซ งเป นธรรมท สาค ญมากสาหร บบร หารผ ท างานให สาเร จ โดยอาศ ยคนอ นๆ ถ าน กบร หารบกพร องเร องมน ษย ส มพ นธ ก จะไม ม คนมาช วยงานเม อไม ม ใครช วยทางานเขาก เป นน กบร หารไม ได
15 พระพ ทธเจ าทรงสอนหล กการสร างมน ษย ส มพ นธ ไว เร ยกว า "ส งคหว ตถ " หมายถ งว ธ ผ กใจคน พระองค ตร สว ารถม าแล น ไปได เพราะม ล มสล กคอยตร งส วนประกอบต าง ๆ ของรถม าเข า ด วยก นฉ นใด คนในส งคมก ฉ นน นค อรวมก นเป นกล มหร อ องค กรได ก เพราะล มสล ก ทาหน าท เป นกาวใจเช อมประสานคน ท งหลายเข าด วยก น ล มสล กด งกล าวน น ค อ ส งคหว ตถ
16 น กบร หารจะสามารถผ กใจเพ อนร วมงาน และผ ใต บ งค บบ ญชาไว ได ถ าม ส งคหว ตถ ๔ ประการ ๑๐ ค อ ๑) ทาน หมายถ งการให (โอบอ อมอาร ) น กบร หารท ด ต องม น าใจ ร จ กเอ อเฟ อเผ อแผ ให ทานแก เพ อนร วมงานและผ ใต บ งค บบ ญชา การให ทานจะช วยให ผ กใจคนอ นไว ได ด งพ ทธพจน ว า "ทท คน ถ ต ม ต ตาน ผ ให ย อมผ กใจม ตรไว ได " การทาทานจะไม ส ญเปล า ผ ให ส งท ด ย อมได ร บส งท ด ตอบแทน ด งบาล ว า "มนาปทาย ลภเต มนาป ผ ให ส งท น าพอใจ ย อมได ร บส งท น าพอใจ"
17 น กบร หารอาจให ทานได 3 ว ธ ค อ ก. อาม สทาน หมายถ งการให ส งของแก เพ อนร วมงานและ ผ ใต บ งค บบ ญชา โดยเฉพาะการให เพ อผ กใจน สาค ญมากในยามท เขา ตกต าหร อม ความเด อดร อน ด งภาษ ตอ งกฤษท ว า "เพ อนแท ค อเพ อนท ช วยในยามตกยาก" การให รางว ลหร อข นเง นเด อนก จ ดเข าในอาม ส ทาน ข ว ทยาทานหร อธรรมทาน หมายถ งการให คาแนะนาหร อสอนว ธ ทางานท ถ กต อง รวมถ งการจ ดหล กส ตรพ ฒนาบ คลากรหร อส งไป ศ กษาและด งาน
18 ค. อภ ยทาน หมายถ งการให อภ ยเม อเก ดข อผ ดพลาดในการทางาน หร อล วงเก นซ งก นและก น การให อภ ยไม ทาให ผ เห นต องส ญเส ย อะไร เป นการลงท นราคาถ กแต ได ผลตอบแทนราคาส งน นค อ ได ม ตรภาพกล บค นมาและม คนสนองงานเพ ม ข นอ กคนหน ง ม ภาษ ต จ นว า "ม ม ตร ๕๐๐คน น บว าย งน อยเก นไป ม ศ ตร ๑ คนน บว ามาก เก นไป" อ บราฮ ม ล นคอล นกล าวว า "ว ธ ทาลายศ ตร ท ด ท ส ดค อ เปล ยนศ ตร ให เป นม ตร" เราจะทาอย างน นได ก ต อเม อเราร จ กให อภ ย
19 ๒) ป ยวาจา หมายถ ง การพ ดถ อยคาไพเราะอ อนหวาน (วจ ไพเราะ) น กบร หารท ด จะร จ กผ กใจคนด วยคาพ ดอ อนหวาน คาพ ด หยาบกระด างผ กใจใครไม ได ตามปกต คนเราจะม ดส งของต องใช ของ อ อนเช นเช อกหร อลวดม ด ในทานองเด ยวก นเราจะม ดใจคนได ก ด วย ถ อยคาอ อนหวาน ด งโคลงโลกน ต ท ว า อ อนหวานมานม ตรล น เหล อหลาย หยาบบ ม เกลอกราย เกล อนใกล ด จพวงศศ ฉาย ดาวดาษ ประด บนา ส ร ยส องดาราไร เม อร อนแรงแสง
20 ๓ อ ตถจร ยา หมายถ งการทาต วให เป นประโยชน แก ผ อ น (สงเคราะห ประชาชน) ตรงก บคาพ งเพยท ว า "อย บ านท านอย างน งด ดายป นว วป น ควายให ล กท านเล น" น กบร หารทาอ ตถจร ยาได หลายว ธ เช น บร หาร ช วยเหล อยามเขาป วยไข หร อเป นปรานในงานพ ธ ของผ ใต บ งค บบ ญชา อาศ ยเร อนท านให ว จารณ เห นท านทาการงาน ช วยพร อง แม ม ก จโดยสาร นาเวศ พายค อยช วยค าจ วง จรดให จนถ ง
21 ๔ สมาน ตตตตา หมายถ ง การวางต วสม าเสมอ (วางตน พอด ) เม อน กบร หารไม ทอดท งผ ร วมงานท งหลาย เขาจ งจะ สามารถสร างท มงานข นมาได น นค อถ อคต ว า "ม ท กข ร วมท กข ม ส ขร วมเสพ" น กบร หารต องกล าร บผ ดชอบในผลการ ต ดส นใจของตน ถ าผลเส ยตกมาถ งผ ปฏ บ ต ตามคาส งของ ตน น กบร หารต องออกมาปกป องคนน นไม ใช หน เอาต วรอด ตามลาพ ง ต วอย างคนท ม สมาน ตตตาก ค อคนท เป น "เพ อนตาย" ในโคลงบทน
22 เพ อนก น ส นทร พย แล ว แหนงหน หาง าย หลายหม นม มากได เพ อนตาย ถ ายแทนซ วาอาตย หายาก ฝากผ ไข ยากแท จ กหา
23 เม อน กบร หารม ส งคหว ตถ ท ง ๔ ประการ ค อ โอบอ อม อาร วจ ไพเราะ สงเคราะห ประชาชนและวางตนพอด เขาม มน ษย ส มพ นธ ท ด สามารถผ กใจคนไว ได แต ส งคหว ตถ เหล าน เป นเร องพฤต กรรมภายนอกท แสดงออกมา เพ อให แสดงพฤต กรรมเหล าน นมาโดยไม ต องฝ นใจ น กบร หาร ต องม พรหมว หารธรรม ค อธรรมสาหร บผ ใหญ ๔ ประการ ๑๑ ค อ
24 ๑. เมตตา ได แก ความร กความหว งด ท ปรารถนาให ผ อ นม ความส ข น กบร หารต องม ความร กและความหว งด แก เพ อน ร วมงาน ความร กจะเก ดได ถ าน กบร หารร จ กมองแง ด หร อส วนท ด ของเพ อนร วมงาน ถ าพบส วนเส ยในต วเขา น กบร หารต องร จ ก มองข ามและให อภ ย เพ อพบส วนด ก จดจาไว เพ อจะได ใช คนให เหมาะก บล กษณะท ด ของเขา ด งน น เมตตาหร อความร กจ งเก ด จากการมองแง ด ของคนอ น ท าน พ ทธทาสภ กข ประพ นธ ไว ว า
25 เขาม ส วนเลวบ างช างห วเขา จงเล อกเอาส วนด เขาม อย เป นประโยชน โลกบ างย งน าด ส วนท ช วอย าไปร ของเขาเลย การจะหาคนด โดยส วนเด ยว อย าม วเท ยวค นหาสหายเอ ย เหม อนมองหาหนวดเต าตายเปล าเอย ฝ กให เคยมองแต ด ม ค ณจร ง
26 ๒ กร ณา ค อความสงสารเห นใจ ปรารถนาให ผ อ นพ นท กข เม อ เพ อนร วมงานประสบเคราะห กรรม น กบร หารต องม ความสงสาร หว นใจ และค ดหาทางช วยให เขาพ นท กน น ความสงสารจะเก ดข น ได ก ต อเม อน กบร หารเป ดใจกว างร บฟ งป ญหาของคนอ น กร ณาต างจากเมตตาตรงท ว า กร ณาเก ดข นเม อมอง จ ดด อย ของ คนอ น ส วนเมตตาเก ดข นเม อมอง จ ดด ของเขา เช น เราเห นเด ก น อยหน าน าตาร กเด นมา เราม จ ตเมตตาเขาเม อเด กน นหกล มปาก แตกเราม จ ตกร ณาเขา
27 ๓ ม ท ตา ค อความร ส กพลอยช นชมย นด เม อผ อ นได ด ม ส ข น ก บร หารต องส งเสร มให คนทางานม โอกาสพ ฒนาความร ความสามารถจนได เล อนตาแหน งส งข นโดยไม กล วว าล กน องจะ ข นมาทาบร ศม เขาไม ก ดก นใครแต เป ดโอกาสให ท กคนได ทางานแสดงความสามารถเต มท และพลอยช นชมย นด ใน ความก าวหน าของคนร วมงาน ม ต ตาจะทาลายความร ษยาในใจ น กบร หาร ถ าน กบร หารม จ ตร ษยาล กน องเส ยแล ว ล กต องจะร บ ความร ษยาน นและจะไม ท มเททางานให ด งคากลอนท ว า
28 อ นเพ อนด ม หน งถ งจะน อย ด กว าร อยเพ อนค ดร ษยา แม เกล อหย บหน งน อยด อยราคา ย งด กว าน าเค มเต มทะเล
29 ๔ อ เบกขา ค อความร ส กวางเฉยเป นกลางไม ลาเอ ยง เข าข างคนใดคนหน งน น ค อ ม ความย ต ธรรมในการให รางว ลและลงโทษ ข อสาค ญก ค อน กบร หารต องร เท าท น คนร วมงานท กคน น กบร หารท ไม ร เท าท นสถานการณ อาจจะวางเฉยได เหม อนก น แต การวางเฉยเช นน นเร ยกว า "อ ญญาณ เบกขา" ค อ วางเฉยเพราะโง ซ งไม ใช ส งท ด
30 น กบร หารต องวางเฉยด วยป ญญาค อ ม อ เบกขาอย างร เท าท นก น เม อท กคนทางานในหน าท อย างขย นข นแข ง น กบร หารก มองด พวกเขาเฉย ๆ ถ งคราวให บาเหน จรางว ลก เฉล ยให แก ท กคน อย างถ วนหน าถ าม การทะเลาะเบาะแว งเก ดข น น กบร หารต องลงไป ห ามท พท นท และจ ดการลงโทษคนผ ดตามความเหมาะสม น กบร หารต องไม น งด ล กน องทะเลาะก นแล วเอาต วรอคนเด ยว...
31 พ ทธว ธ ในการบร หาร โดย นายภ ม ก ต จาร ธนนนท บทนา สมเด จพระส มมาส มพ ทธเจ าทรงม พระค ณสมบ ต ยอดเย ยมหลายประการ เช นท ม ในพระไตรป ฎกกล าวไว ๙ ประการ ท เร ยกว า พ ทธค ณ ๙ เช น อรห สม มาสม พ ท โธ พระองค เป นพระอรห นต เป นผ ตร สร เอง โดยชอบ เป นต น
32 นอกจากน ย งม พระค ณสมบ ต อ น ๆ อ กมากมายโดยเฉพาะพ ทธว ธ ในการบร หารและการปกครอง ซ งแสดงให เห นถ งพระค ณสมบ ต ของน กบร หารและน กปกครองช นยอดของพระองค เพราะ พระค ณสมบ ต ในด านน ของพระองค น นเอง จ งทาให พระองค สามารถประกาศพระพ ทธศาสนาได อย างรวดเร วและเป นป กแผ น คงส บทอดมาถ งเราท งหลายถ งท กว นน
33 ความหมายของคาว า บร หาร คาว า บร หาร ตรงก บภาษาบาล ว า ปร หร เป นคาแสดงความหมายถ ง ล กษณะของการปกครองว าเป น การนาส งคมหร อหม คณะ ให ดาเน นไปโดยสมบ รณ นาหม คณะให พ ฒนาไปพร อมก น ปร หร" อาจบ งถ งความหมายท ว า การแบ งงาน การกระจายอานาจ หร อการท สมาช กในส งคมม ส วนร วมในการปกครองหม คณะก ได ในพระไตรป ฎกม กจะใช คาว า ปร หร" ก บกล มส งคม เช น อห ภ ก ข สง ฆ ปร หร ส สาม เราจ กปกครองภ กษ สงฆ เป นต น ก ต ตย คคานนท กล าวว า
34 การบร หาร ค องานของผ นาหร อของผ บร หารท กระทาเพ อให กล มคนท มาอย รวมก นทางานให สาเร จบรรล ว ตถ ประสงค ท กาหนดไว อย างม ประส ทธ ภาพ หน าท ของน กบร หารปรากฏอย ในคาจาก ดความ ท พระเมธ ธรรมาภรณ (ประย ร ธม มจ ต โต) กล าวไว ว า การบร หาร หมายถ ง ศ ลปะแห งการทางานให สาเร จโดยอาศ ยคนอ น จากการให ความหมายของคาว า บร หารจะเห นได ว า การบร หาร (Administration) เป นคาท ม ความหมายคล ายคล งหร อเหม อนก บคาว า การจ ดการ
35 (Management) นอกจากสองศ พท น จะม ล กษณะใกล เค ยงก น แล ว ย งม ศ พท อ น ๆ อ กมากท นามาใช ผสมปนเปก นไป เช น การ บร หารร ฐก จ สาธารณบร หาร หร อ ร ฐประศาสนศาสตร ซ งถ อ ว าเป นสาขาหน งของร ฐศาสตร กล าวโดยสร ป การบร หารเป น ท งศาสตร และศ ลป เพราะการบร หารสามารถเร ยนร และฝ กฝน เพ มเต มได แต ในขณะเด ยวก นการบร หารงานก ต องใช ความร อ นเป นระบบท เช อถ อได ร วมก บการใช เทคน คว ธ การต าง ๆ เพ อให งานบรรล ผลโดยได ท งงานและได ท งน าใจจากผ ร วมงาน
36 หล กการบร หารท เราท งหลายม กจะนามาใช ในการบร หารงานน น ม กจะนาแนวค ดหร อทฤษฎ ของต างประเทศมาใช เป นส วนใหญ ด งท ก ล คและเออร ว ค (Gulick and Urwick) จาก Management Theory and Practice ของเดล (Dale) ได กล าวถ งการบร หารงานให ประสบผลสาเร จ ผ บร หารควรใช กระบวนการบร หารงาน(Process of Management) ๗ ประการ(POSDCRB) ค อ
37 การวางแผน (Planning) เป นการกาหนดลาด บก จกรรมท จะต อง กระทาเพ อให บรรล เป าหมายตามท ต องการขององค การ หร อ หน วยงาน หร อการคาดการณ ล วงหน าถ งความย งยากหร ออ ปสรรค ท พ งจะม หร อการกาหนดนโยบายและแนวทางปฏ บ ต เพ อให บรรล เป าหมายท วางไว การกาหนดให ม แผนงานเป นการแสดงให เห นถ ง ความสามารถในการใช ป ญญาของมน ษย และใช ความเพ ยรพยายาม ท จะนาทร พยากรและส งแวดล อมต าง ๆ มาใช ให เก ดประโยชน การ วางแผนท ด ย อมทาให ประสบผลสาเร จถ งคร งหน งแล วด งค มภ ร ย ทธศาสตร ของซ นว ท ว า ร เขา ร เรา รบร อยคร ง ชนะร อยคร ง
38 เป นการกล าวให เห นถ งความสาค ญในการวางแผนท ด ของแม ท พหร อผ บร หาร ย อมทาให รบชนะศ ตร อย างไรก ตาม การ วางแผนงานท ด ต องอาศ ยข อเท จจร ง สถ ต ข อม ลต าง ๆ ท งอด ต และป จจ บ นนามาร วมพ จารณาประกอบการวางแผนด วย ซ ง การวางแผนเปร ยบเสม อนการทานายอนาคต จ งเป นไปตาม หล กจ กข มาของพระพ ทธองค
39 ๒. การจ ดองค การ (Organizing) ค อ การกาหนดตาแหน งสายการ บ งค บบ ญชาในองค การ ม ตาแหน งอะไรบ าง แต ละตาแหน งม อานาจ หน าท อย างไร ใครส งการใคร ซ งเป นไปตามสายงาน ๓. การจ ดอ ตรากาล ง (Staffing) หมายถ ง การสรรหาบ คคลเข า ทางานในองค การตามตาแหน งหน าท ท กาหนดไว โดยใช หล กการใช คนให เหมาะก บงาน (Put the right man on the right job) เพ อให ท ก คนทางานตามความสามารถและเก ดประโยชน ต อองค การ ซ ง คล ายคล งก บส ปป ร สธรรม ซ งพระพ ทธเจ าท านสอนว า คนม หลาย ประเภทม จร ตแตกต างก น ต องใช คนให เหมาะก บจร ตของแต ละคน (จร ตก ค อน ส ย)
40 ๔. การอานวยการ (Directing) หมายถ ง การกาก บ ส งการและ มอบหมายงานให แต ละฝ ายหร อแต ละงานนาไปปฏ บ ต ตามแผน หร อเป าหมายท วางไว ๕. การประสานงาน (Coordinating) เป นการต ดตามฝ ายหร องาน ต าง ๆ ว าได ดาเน นการถ งไหนม ป ญหาอ ปสรรคเก ดข นท ใดเพ อ ป องก นไม ให ผ ร วมงานละท งงานหร อท จร ตต อหน าท ซ งเป นไป ตามหล กอปร หาน ธรรมโดยผ บร หารต องหม นประช มผ ร วมงาน
41 ๖. การรายงาน (Reporting) เป นการรายงานผลงานท ได ดาเน นการ ไปแล วว าประสบผลสาเร จมากน อยเพ ยงใด ม ป ญหาอ ปสรรคอะไรบ าง ซ งเป นการควบค มการทางานอย างม หล กฐาน (การรายงาน) เพ อการปร บปร งงานให ด ย งข น ซ งเป นไปตามหล กอปร หาน ยธรรม เช นก น ๗. การงบประมาณ (Budgeting) เป นการจ ดทารายงานการใช เง น ในการดาเน นงานต าง ๆ และรายงานเง นท คงเหล อ เพ อการวางแผน ทางการเง น (Fiscal Planning)และการควบค มการใช เง น ซ งเป นไปตามหล กจ กข มาและหล กว ธ โร
42 ค ณล กษณะของน กบร หาร น กบร หารจะทาหน าท ท ง ๗ ประการด งกล าวได สาเร จ น กบร หาร จะต องเป นผ ม ค ณล กษณะด งท พระพ ทธเจ าตร สไว ในท ต ยปาปณ ก ส ตร ด งน ๑. จก ข มา หมายถ ง ต องม ป ญญามองการณ ไกล ต องเป นผ ฉลาด สามารถในการวางแผนและฉลาดในการใช คนค ณล กษณะข อน ตรงก บ ภาษาอ งกฤษว า Conceptual Skill
43 ๒. ว ธ โร หมายถ ง ต องเป นผ ม ความสามารถในการจ ดการธ ระต าง ๆ หร อก จการท งปวงได ด ม ความเช ยวชาญเฉพาะด าน ข อน ตรงก บคาว า Technical Skill ๓. น ส สยสม ปน โน หมายถ ง เป นผ ม มน ษยส มพ นธ ด ก บเพ อน ร วมงาน และบ คคลอ น ซ งเป นท กษะด านมน ษยส มพ นธ ข อน ตรงก บ คาว า Human Relation Skill
44 ค ณล กษณะท ง ๓ ประการน ม ความสาค ญมากน อยต างก น ท งน ข นอย ก บระด บความแตกต างของน กบร หารถ าเป นน กบร หารระด บส งต อง ร บผ ดชอบในการวางแผนแลควบค มคนเป นจานวนมาก ค ณล กษณะ ข อท ๑ (จก ข มา) และข อท ๓ (น ส สยสม ปน โน) สาค ญมาก ส วนข อ ท ๒ (ว ธ โร) ม ความสาค ญน อยลงมา เพราะผ บร หารระด บส งสามารถ มอบหมายงานด านเทคน ค หร อว ชาการให ผ ร วมงานไปดาเน นการ แทนได ตามความสามารถและความเหมาะสมของผ น นสาหร บ ผ บร หาร
45 ระด บกลาง ค ณล กษณะท ง ๓ ข อ (จก ข มา ว ธ โรและน ส สยสม ปน โน) ม ความสาค ญเท า ๆ ก น กล าวค อ ผ บร หารระด บกลางจะต องม ความ ชานาญเฉพาะด าน และม มน ษยส มพ นธ ท ด ต อผ ร วมงาน ใน ขณะเด ยวก นก ต องม ป ญญาท จะมองการณ ไกลหร อการวางแผนงานใน อนาคตและวางแผนต วเอง
46 เพ อท จะเป นผ บร หารระด บส งต อไปสาหร บผ บร หารระด บต น จะต อง เป นผ ม ค ณล กษณะข อ ๒ (ว ธ โร)และข อ ๓ (น ส สยสม ปน โน) เพราะ ต องลงม อปฏ บ ต งานร วมก บผ ร วมงานหร อท มงานอย างใกล ช ด แต อย างไรก ตาม ผ บร หารระด บต นจาเป นต องพ ฒนาค ณล กษณะข อ ๑ (จก ข มา) ไปด วย ก ค อ การพ ฒนาป ญญาเพ อเตร ยมพร อมเล อนข นส ตาแหน งผ บร หารระด บกลางต อไปจากค ณล กษณะและท กษะของ ผ บร หารระด บต าง ๆ ตามท ได กล าวถ งน น
47 หล กธรรมสาหร บการบร หาร ในทางพระพ ทธศาสนาม หล กธรรมท เป นข อปฏ บ ต สาหร บน กบร หาร หร อน กปกครองท ม อานาจหน าท ในการปกครองหม คณะ บร หาร ก จการของหม คณะหร อประเทศชาต ไว อย างมากมาย เพ อให ผ ปกครอง หร อผ บร หารน นได ใช อานาจหน าท เพ อประโยชน ส ขแก ประชาชน และประเทศชาต อย างแท จร ง พระพ ทธเจ าทรงเน นถ งความสาค ญของ ผ ปกครองหร อผ บร หารเป นอย างมากว าจะต องประพฤต ให เป น แบบอย างแก ผ อ นหร อผ ใต บ งค บบ ญชา
48 ฉะน นหล กในการบร หารตามแนวพ ทธศาสนาสามารถสร ปลง ได ๓ ประการ ค อ ๑. การบร หารตน เป นหล กการท ว าผ บร หารท ด ต องสามารถ บร หารควบค มตนเองให ด เส ยก อน จ งจะสามารถบร หารคนอ นได ด ๒. บร หารคน เม อผ บร หารสามารถบร หารตนได ด แล ว ก จะพ ฒนา ไปส การบร หารบ คคลหร อผ ใต บ งค บบ ญชา
49 ๓. บร หารงาน คนก บงานเป นส งท ค ก น ถ าน กบร หารสามารถจ ดการ ก บตนเอง คนได ด ก จะนาไปส ความสาเร จของการบร หารงานอย าง แน นอนหล กธรรมสาค ญท ผ บร หารหร อผ ท เตร ยมต ว เพ อเป น ผ บร หารควรจะพ ฒนาท ง ๓ ด าน ค อ พ ฒนาตน พ ฒนาคน และ พ ฒนางาน เพราะการพ ฒนาท ง ๓ ด านน น จะสร างความส ขให แก ตนเองและส งคม ทาอย างไรจะพ ฒนาได ท ง ๓ ด าน พระพ พ ธธรรม ส นทร ว ดส ท ศน เทพวรารามได นาเสนอหล กธรรมในการบร หาร ซ ง จะทาให การบร หารตน บร หารคนและบร หารงาน บรรล ความสาเร จ สมความประสงค ไว ๑๑ ประการ ค อ
50 ๑. ส งเสร มความร สมเด จพระส มมาส มพ ทธเจ าได ทรงส งสอนบร ษ ท ของพระองค ให ท กคนม ความร การสอนคนน นต องจ ดทาเป นบ ว ๔ เหล า ค อให ความร ตามล กษณะภ ม ป ญญา ด งน ๑.๑ บ วพ นน า (อ คฆต ต ญญ ) เป นคนม ป ญญาเพ ยงยกห วข อธรรมะ ข นแสดงก บรรล แล ว หร อเพ ยงแต ยกห วข อเร องก เข าใจแล วไม ต อง อธ บายมาก ๑.๒ บ วปร มน า (ว ปจ ต ญญ ) เม ออธ บายความห วข อน นก บรรล แล ว
51 ๑.๓ บ วใต น า (เนยยะ) ต องอธ บายเน อหาให ละเอ ยดก เข าใจ สามารถ แนะนาให เป นคนด ได ๑.๔ บ วใต น า (ปทปรมะ) อธ บายอย างไรก ไม เข าใจก ต องปล อยเขาไป ให เล กส งสอนผ บร หารคนใดท พ ฒนาแต ความร ของตนเอง โดยไม พ ฒนา ความร ของผ ใต บ งค บบ ญชาและผ อย ในความปกครอง ย อมไปไม รอด เหม อนม แต สมอง แต อว ยวะท กส วนเป นอ มพฤกษ อ มพาต การทางานย อมส าเร จได ยาก๒. อย อย างเส ยสละ ผ บร หารต อง ร ส กเส ยสละให ก บล กน อง เช นต องม ส งคหว ตถ ๔ ค อ
52 ทาน ป ยวาจา อ ตถจร ยา และสมาน ตตตา ๒.๑ ทาน โดยการเอ อเฟ อเจ อจานแก ล กน องด วยว ตถ มากน อยตามแต สถานการณ ๒.๒ ป ยวาจา โดยการพ ดจาก บล กน องให ถ กใจ ผ กจ ตผ กใจร ดร งด งใจ ไว ถ กสถานการณ และถ กก บอารมณ ของคน (ป ยวาจาน ไม จาเป นต อง พ ดคร บพ ดขาเสมอไป ม งก ก ได แต ต องตรงก บคนและสถานการณ และ ท สาค ญต องม เจตนาท ด )
53 ๒.๓ อ ตถจร ยา โดยการลงไปบาเพ ญประโยชน ร วมก บผ น อยโดยไม เก ยงงอน เช น ประธานงานศพ งานสวด งานบวช งานแต งงานไป เย ยมยามป วย ถามข าว ให ช อ สก ลของเราไปร วมในงานของล กน อง ๒.๔ สมาน ตตตา โดยการวางตนสม าเสมอการเส ยสละกาล งกาย กาล งใจ กาล งความร กาล งความค ด และกาล งทร พย เร ยกว าร วมด วย ช วยก นในฐานะผ บร หารและผ ร วมงานควรจะม การเส ยสละท งสอง ฝ ายจ งจะเป นส งท ประเสร ฐท ส ด
54 ๓. กระจายตาแหน งงาน อานาจของงานน นไม ใช อย ท รวมอานาจ ผ บร หารหลายคนประสบความล มเหลว เพราะไม ยอมแบ งอานาจลงไป การกระจายอานาจภารก จ เป นส งจาเป นในการบร หารนโยบายแบบ TQC ก เน นการกระจายนโยบาย (Policy Deployment) โดยการกระจาย งาน กระจายอานาจ และกระจายภารก จ การไม กระจายงานทาให งาน ไม ท น เพราะม งานมาก ต องใช หลาย ๆ คนช วยก นและทางานเป นท ม
55 ลองมาพ จารณาต นไม ต นไม ม ลาต น ม ราก ม ก งก านสาขา และม หน าท ต างก น และสร างความสมด ลด วย ม เช นน นต นจะเอ ยงจะล มใน ท ส ดสมเด จพระส มมาส มพ ทธเจ าพระองค ทรงกระจายตาแหน งงานม ๘๐ พระอรห นต เอก เร ยกว า เอตท คคะ หร อ อส ต มหาสาวก ท ม ความ เป นเล ศในด านต าง ๆ เช น พระโมคค ลลานะ ทรงยกย องว าม ฤทธ เสมอด วยพระองค พระสาร บ ตร ทรงยกย องว าม ป ญญาเสมอด วย พระองค จาไว เสมอว า งานกระจ ก ผ บร หารตาย งานกระจาย ผ บร หารรอด"
56 ๔. ประสานสาม คค งานท กอย างท กชน ดม ป ญหาด านการทะเลาะ เบาะแว ง แก งแย งช งด และม ความเข าใจ คลาดเคล อนผ บร หารท ด ต องประสานสาม คค ให ได การประสานสาม คค น นผ บร หารท ใหญ ท ส ด ต องประช มโต ะกลม ต องม ใจกล า เผช ญหน ากล าเร ยกประช มก อนการ ประช มต องหาข อม ลจากแต ละคนก อน เพ อหาเหต ท ถ กต องไม ฟ งความข างเด ยว แล วนามาต ดส น ไม ควรไล โทษก น หร อไล บ ก น จะสร างความข ดแย งบางท านอาจเคยอ านหน งส อ การบร หารความข ดแย ง ก พอจะเข าใจป ญหาได ด
57 การบร หารแบบไทย ๆ ท ผ ดพลาดค อ จ บผ ดและลงโทษทาให ขาด การประสานสาม คค ไม ค อยปร บความเข าใจซ งก นและก นแต ชอบ ปร บท กข ก น ปร บโทษก น การบร หารอย างม แต ล มเหลวในท ส ด เพราะจะเก ดอาการ คนแตกความสาม คค " เพราะฉะน นควรระล ก ไว ว าความพร อมเพร ยงของหม คณะในหน วยงานน น ๆ ให สาเร จ ประโยชน ได ด งใจปรารถนา
58 ๕. ไม เอาด แต เพ ยงต ว ค อ ไม เอาด ใส ต ว เอาช วใส ผ อ น เหย ยบย า ผ อ น แล วเอาความด มาใส ต วคนเด ยว ย อมเป นไปไม ได การบร หารท ประสบความสาเร จน นจะเก ดจากท มงาน ด งน นการบร หารงาน จะต องช วยก นต องม การยกย องให กาล งใจ ม การมอบของขว ญ รางว ลให เก ยรต ก น ยกย องเช ดช แม ผ บร หารไม ม อะไรจะให ก ห ดพ ด คาว า ขอบค ณ ให ม นต ดปากล กน องก จะด ใจ ผ บร หารยกย อง ล กน อง ล กน องก ม ส วนเก อก ลผ บร หาร ศร ทธาผ บร หาร ทาให ผ บร หารด ด ข นไม ได ตกต าแต อย างใด ในการกล าวคาว า ขอบค ณ" ก บล กน อง
59 ๖. ไม เมาเร องเง น เขาให เง นก อย า งง อย าไปหลงจนส ดข ด เง นก เหม อนพวงมาล ย อาจจะกลายเป นพวงหร ด เราจะต องพ จารณาว าเง น เป นเพ ยงป จจ ยอย างหน งท จะทาให เก ดป จจ ย ๔ ค อ ข าว ผ า ยา บ าน เง นเป นป จจ ยท ก อให เก ดความสะดวก การบร หารงานถ าผ บร หาร เห นแก เง นก จะใช พน กงานอย างทาส เอาเปร ยบล กน อง หร อก นใช จ ายจนเพล ดเพล นเจร ญใจ คนระด บล าง ระด บปฏ บ ต การก อย าโลภ เง นจนถ งก บโกงเง นบร ษ ท พระพ ทธเจ าเสด จไปพบถ งใส เง น ย งตร ส ก บพระอานนท ว า น นเป นง เห า เป นอสรพ ษท จะก ดคนเสมอ การจะ ทาอะไรก ตามต องระว งเร องเง น
60 ๗. ไม ใหญ เก นผ บ งค บบ ญชา ผ บ งค บบ ญชาค อ นายจ างของเราเราค อ ล กน องของท าน บางคนชอบแอบอ างนายไปหาก นทางท จร ตหร อไปอ าง ก บคนอ น เพ อจะได อะไรบางอย าง เลขาบางคนซ งใกล ช ดผ บ งค บบ ญชา ม กทาต วใหญ เก นผ บ งค บบ ญชา พระอานนท เถระ ใกล ช ดก บพระพ ทธเจ ามากท ส ด พระอานนท ขอพรจากพระพ ทธเจ า ค อ ขออย าให ร บเข าน มนต ขออย าส งไปในท น มนต ขออย าให อะไร ก บท านเป นพ เศษ เป นต นท านปฏ บ ต งานไม ใหญ เก นผ บ งค บบ ญชา และม ความอ อนน อมถ อมตน
61 ๘. ต งเมตตาไว เป นน จ ผ บร หารต องม เมตตาต อผ ใต ปกครอง ผ ใต ปกครองต องม เมตตาต อผ บ งค บบ ญชา คาว า เมตตา" น อาจ ต ความหมายถ ง ความร ก ความเคารพ ความน บถ อ การบ ชา การ เท ดท น จนถ งความจงร กภ กด เท ดท นเหน อเศ ยรเกล า ผ บร หารควรม หล ก ๓ ประการในเร องความเมตตา ค อ ม อเอ อม ปากอ า และหน าย ม
62 ม อเอ อม ค อ เอ อมไปแตะไปจ บผ ใต ปกครองเป นล กษณะอาการทาง กายท สร างความเป นก นเองเป นห วงเป นใย แต ต องระว งอย าให เป น การกระทาอนาจารต อล กน อง ปากอ า ค อ เป า ปลอบ ปล ก เป นล กษณะทางวาจาในการให กาล งใจ ล กน องทางวาจา หน าย ม ค อการให กาล งใจเป นเร องของใจท แสดงออกทางใบหน า สมเด จพระส มมาส มพ ทธเจ า ก ทรงปฏ บ ต อย างน ต อพระสงฆ ต อพ ทธ บร ษ ทของพระองค เช นเด ยวก น ส วนผ อย ใต บ งค บบ ญชาก ต องไป เย ยมเย อนถามข าว หมอบราบกราบไหว ต อผ บ งค บบ ญชาบ าง เราท ก คนจะอย ได อย างม ความส ข
63 ๙. ใครทาผ ดต องเด ดขาด ผ บร หารงานต องใจเพชรเด ดขาด ผ ใต บ งค บบ ญชาจ งจะยอมร บกฎเกณฑ ผ บร หารต องเด นทางสายกลาง ค อ ใช ท งพระเดชพระค ณใครทาด ต องให รางว ล ใครทาช วต องลงโทษ ด งพระพ ทธพจน ท ว า น ค คณ เห น ค คหารห การาบคนท ควรการาบ ปค คณ เห ปค คหารห ยกย องคนท ควรยกย อง
64 ๑๐. ไม ประมาทม วเมา ส งท ไม ควรประมาทม การทางาน ร างกายท แข งแรงของเรา ความร ของเราท ม อย ในขณะน บร ษ ทจะย งย น ตลอดไปโรคภ ยไข เจ บ อ บ ต เหต เง นทองท ม อย ในขณะน ค แข ง ทางการค า ความไม ประมาทในการบร หารงานน นจะต องแข งข นก บ เวลา แข งข นก บบ คคลและแข งข นก บพ นฐานของการพ ฒนาและ สาม คค
65 ๑๑. ประมาณต วท กเวลา ค อ การร จ กประมาณตน ประมาณการและ ประมาณสถานการณ น นเอง การประมาณในธ รก จ เช น บร ษ ทเราม คน ครบหร อไม แต ละคนม ความร ครบไหม เง นท นครบไหม ค แข งเป น อย างไรเป นต น และท สาค ญผ บร หารต องประมาณเหต การณ
66 ประมาณสถานการณ ด วย ด งน น จาเป นต องม การประช มก น เอา ความค ดมารวมก น ด ต วเอง บร ษ ทท เราทาธ รก จอย หน าท การงานท ทาอย ต องประช มว เคราะห สถานการณ เสมอ ๆ เม อว เคราะห แล วฟ ง เหต ฟ งผลหาเหต รากเหง า แล วต ดส นใจแก ไขป ญหาและหาทาง ปร บปร งพ ฒนาให ด ย งข นต อไปพ ทธว ธ ในการบร หารท กล าวมาน น เป นเพ ยงส วนหน งของการนาพ ทธธรรมมาประย กต ใช ในการบร หาร ตน บร หารคน และบร หารงาน แต ก ถ อว าเป นทฤษฎ ท ท าท ายต อน ก บร หาร และผ ท เตร ยมต วจะเป นน กบร หาร
67 ด งน น ถ าท านค ดว าทฤษฎ ท นาเสนอมาท งหมด จะท าให การบร หารน น ประสบความสาเร จแล วไซร ท านจะต องลงม อปฏ บ ต ด วยเพราะ หล กธรรมท พระพ ทธเจ าประกาศไว ด แล วน น รอการพ ส จน จาก ท านท งหลาย เม อใดท ท านลงม อปฏ บ ต ได แล ว เม อน น ท านจะเป น ผ บร หารท ด ท ส ด เพราะจะได ห วใจของผ ตาม เพราะผ ม ธรรมอย ในห วใจ ย อมเป นศ นย รวมใจของคนร วมงานและสามารถจ ดการให งานในหน าท สาเร จล ล วงไปด วยด...
68 พ ทธว ธ ในการสอน (ธ รว ส บาเพ ญบ ญบารม ) ข อสร ปพระค ณสมบ ต ของพระพ ทธเจ าท ควรส งเกต ๑. ทรงสอนส งท เป นจร ง และเป นประโยชน แก ผ ฟ ง ๒. ทรงร เข าใจส งท สอนอย างถ องแท สมบ รณ ๓. ทรงสอนด วยเมตตา ม งประโยชน แก ผ ร บคาสอนเป นท ต ง ไม หว งผลตอบแทน
69 ๔. ทรงทาได จร งอย างท สอน เป นต วอย างท ด ๕. ทรงม บ คล กภาพโน มน าวจ ตใจให เข าใกล ช ดสน ทสนม และพ งพอใจได ความส ข ๖. ทรงม หล กการสอน และว ธ สอนยอดเย ยม หล กท วไปในการสอน - เก ยวก บเน อหา หร อเร องท สอน
70 ๑. สอนจากส งท ร เห นเข าใจง าย หร อร เห นเข าใจอย แล ว ไปหาส งท เห นเข าใจได ยาก หร อย งไม ร ไม เห นไม เข าใจ ๒. สอนเน อเร องท ค อยล มล ก ยากลงไปตามลาด บข น และความต อเน องก นเป นสายลงไป อย างท เร ยกว า สอนเป นอน บ พพ กถา.. ๓. ถ าส งท สอนเป นส งท แสดงได ก สอนด วยของจร ง ให ผ เร ยน ได ด ได เห น ได ฟ งเอง อย างท เร ยกว าประสบการณ ตรง ๔. สอนตรงเน อหา ตรงเร อง ค มอย ในเร อง ม จ ด ไม วกวน ไม ไขว เขว ไม ออกนอกเร องโดยไม ม อะไรเก ยวข องในเน อหา
71 ๕. สอนม เหต ผล ตรองตามเห นจร งได อย างท เร ยกว า สน ทาน ๖. สอนเท าท จาเป นพอด สาหร บให เก ดความเข าใจ ให เการเร ยนร ได ผล ไม ใช สอนเท าท ตนร หร อสอนแสดงภ ม ว าผ สอนม ความร มาก ๗. สอนส งท ม ความหมาย ควรท เขาจะเร ยนร และเข าใจ เป นประโยชน แก ต วเขาเอง อย างพ ทธพจน ท ว า พระองค ทรงม พระเมตตา หว งประโยชน แก ส ตว ท งหลาย จ งตร สพระวาจาตามหล ก 6 ประการค อ
72 ๑. คาพ ดท ไม จร ง ไม ถ กต อง ไม เป นประโยชน ไม เป นท ร ก ท ชอบใจของผ อ น - ไม ตร ส ๒. คาพ ดท จร ง ถ กต อง แต ไม เป นประโยชน ไม เป นท ร ก ท ชอบใจของผ อ น - ไม ตร ส ๓. คาพ ดท จร ง ถ กต อง เป นประโยชน ไม เป นท ร กท ชอบใจ ของผ อ น - เล อกกาลตร ส
73 ๔. คาพ ดท ไม จร ง ไม ถ กต อง ไม เป นประโยชน ถ งเป นท ร กท ชอบใจ ของผ อ น - ไม ตร ส ๕. คาพ ดท จร ง ถ กต อง ไม เป นประโยชน ถ งเป นท ร กท ชอบใจ ของผ อ น - ไม ตร ส ๖. คาพ ดท จร ง ถ กต อง เป นประโยชน เป นท ร กท ชอบใจ ของผ อ น - เล อกกาลตร ส ล กษณะของพระพ ทธเจ าในเร องน ค อ ทรงเป นกาลวาท ส จจวาท ภ ตวาท อ ตถวาท ธรรมวาท ว น ยวาท
74 เก ยวก บต วผ ศ กษา ๑. ร คาน งถ ง และสอนให เหมาะสมตามความแตกต างระหว างบ คคล ๒. ปร บว ธ สอนผ อนให เหมาะก บบ คคล แม สอนเร องเด ยวก น แต ต างบ คคล อาจใช ต างว ธ ๓. นอกจากคาน งถ งความแตกต างระหว างบ คคลแล ว ผ สอนย งจะต อง คาน งถ งความพร อม ความส กงอม ความแก รอบแห งอ นทร ย หร อญาณ ท บาล เร ยกว า ปร ปากะ ของผ เร ยนแต ละบ คคลเป นรายๆ ไปด วย
75 ๔. สอนโดยให ผ เร ยนลงม อทาด วยตนเอง ซ งจะช วยให เก ด ความร ความเข าใจช ดเจน แม นยาและได ผลจร ง เช น ทรงสอน พระจ ฬป นถกผ โง เขลาด วยการให นาผ าขาวไปล บคลา...
76 ๕. การสอนดาเน นไปในร ปท ให ร ส กว าผ เร ยน ก บผ สอนม บทบาท ร วมก นในการแสวงความจร ง ให ม การแสดงความค ดเห นโต ตอบเสร หล กน เป นข อสาค ญในว ธ การแห งป ญญา ซ งต องการอ สรภาพ ในทางความค ด และโดยว ธ น เม อเข าถ งความจร ง ผ เร ยนก จะร ส กว าตน ได มองเห นความจร งด วยตนเอง และม ความช ดเจนม นใจ หล กน เป นหล กท พระพ ทธเจ าทรงใช เป นประจา และม กมาในร ปการถามตอบ
77 ๖. เอาใจใส บ คคลท ควรได ร บความสนใจพ เศษเป นรายๆ ไปตามควรแก กาละเทศะ และเหต การณ ๗. ช วยเหล อเอาใจใส คนท ด อย ท ม ป ญหา ๘. ในการสอนน น การเร มต นเป นจ ดสาค ญมากอย างหน ง เร มต นท ด ม ส วนช วยให การสอนสาเร จผลด เป นอย างมาก อย างน อย ก เป นเคร อง ด งความสนใจ และนาเข าส เน อหาได พระพ ทธเจ าทรงม ว ธ เร มต นท น าสนใจมาก โดยปกต พระองค จะไม ทรงเร มสอนด วยการเข าส เน อหา ธรรมท เด ยว แต จะทรงเร มสนทนาก บผ ทรงพบ หร อผ มาเฝ าด วยเร อท เขาร เข าใจด หร อสนใจอย
78 ๙. สร างบรรยากาศในการสอนให ปลอดโปร ง เพล ดเพล นไม ให ต ง เคร ยด ไม ให เก ดความอ ดอ ดใจ และให เก ยรต แก ผ เร ยน ให เขาม ความ ภ ม ใจในต ว ๑๐. สอนม งเน อหา ม งให เก ดความร ความเข าใจในส งท สอนเป น สาค ญ ไม กระทบตนและผ อ น ไม ม งยกตน ไม ม งเส ยดส ใครๆ
79 ๑๑. สอนโดยเคารพ ค อ ต งใจสอน ทาจร ง ด วยความร ส กว าเป น ส งม ค า มองเห นความสาค ญของผ เร ยน และงาส งสอนน น ไม ใช ส กว าทา หร อเห นผ เร ยนโง เขลา หร อเห นเป นช นต าๆ ๑๒. ใช ภาษาส ภาพ น มนวล ไม หยาบคาย ชวนให สบายใจ สละสลวย เข าใจง าย
80 ขอนาพ ทธพจน แห งหน ง ท ตร สสอนภ กษ ผ แสดงธรรมเร ยกก นว า องค แห งพระธรรมกถ ก มาแสดงไว ด งน "อานนท การแสดงธรรมให คนอ นฟ ง ม ใช ส งท กระทาได ง าย ผ แสดงธรรมแก คนอ น พ งต งธรรม 5 อย างไว ในใจ ค อ
81 ๑. เราจ กกล าวช แจงไปตามลาด บ ๒. เราจ กกล าวช แจงยกเหต ผลมาแสดงให เข าใจ ๓. เราจ กแสดงด วยอาศ ยเมตตา ๔. เราจ กไม แสดงด วยเห นแก อาม ส ๕. เราจ กแสดงไปโดยไม กระทบตน และผ อ น " ล ลาการสอน ค ณล กษณะซ งเร ยกได ว าเป นล ลาในการสอน 4 อย าด งน
82 ๑. อธ บายให เห นช ดเจนแจ มแจ ง เหม อจ งม อไปด เห นก บตา (ส นท สสนา) ๒. ช กจ งใจให เห นจร งด วย ชวนให คล อยตามจนต อยอมร บ และนาไปปฏ บ ต (สมาทปนา) ๓. เร าใจให แกล วกล า บ งเก ดกาล งใจ ปล กให ม อ ตสาหะแข งข น ม นใจว าจะทาให สาเร จได ไม หว นระย อต อความเหน อยยาก ( สม ตตเตชนา)
83 ๔. ชโลมใจให แช มช น ร าเร ง เบ กบาน ฟ งไม เบ อ และเป ยมด วย ความหว ง เพราะมองเห นค ณประโยชน ท ตนจะพ งได ร บจากกาปฏ บ ต (ส มปห งสนา) อาจผ กเป นคาส นๆ ได ว า แจ มแจ ง จ งใจ หาญกล า ร าเร ง หร อ ช ช ด เช ญชวน ค กค ก เบ กบาน ว ธ สอนแบบต างๆ ว ธ การสอนของพระพ ทธเจ า ม หลายแบบหลายอย าง ท น าส งเกต หร อพบบ อย คงจะได แก ว ธ ต อไปน
84 ๑. สนทนา (แบบสาก จฉา) ๒. แบบบรรยาย ๓. แบบตอบป ญหา ท านแยกประเภทป ญหาไว ตามล กษณะ ว ธ ตอบเป น 4 อย างค อ
85 ป ญหาท พ งตอบตรงไปตรงมาตายต ว... (เอก งสพยากรณ ยป ญหา) 2) ป ญหาท พ งย อนถามแล วจ งแก... (ปฎ ป จฉาพยากรณ ยป ญหา) 3) ป ญหาท จะต องแยกความตอบ... (ว ภ ชชพยากรณ ยป ญหา) 4) ป ญหาท พ งย บย งเส ย (ฐปน ยป ญหา) ได แก ป ญหาท ถามนอกเร อง ไร ประโยชน อ นจ กเป นเหต ให เขว ย ดเย อ ส นเปล องเวลาเปล า พ งย บย งเส ย แล วช กนาผ ถามกล บเข าส แนวเร องท ประสงค
86 ๔. แบบวางกฎข อบ งค บ เม อเก ดเร องม ภ กษ กระทาความผ ดอย าง ใดอย างหน งข นเป นคร งแรก กลว ธ และอ บายประกอบการสอน ๑. การยกอ ทาหรณ และการเล าน ทานประกอบ การยกต วอย างประกอบ คาอธ บาย และการเล าน ทานประกอบการสอนช วยให เข าใจความได ง าย และช ดเจน ช วยให จาแม นยา เห นจร ง และเก ดความเพล ดเพล น ทาให การเร ยนการสอนม รสย งข น...
87 ๒. การเปร ยบเท ยบด วยข ออ ปมา คาอ ปมาช วยให เร องท ล กซ งเข าใจยาก ปรากฏความหมายเด นช ดออกมา และเข าใจง ายข น โดยเฉพาะม กใช ในการอธ บายส งท เป นนามธรรม หร อแม เปร ยบเร องท เป นร ปธรรม ด วยข ออ ปมาแบบร ปธรรม ก ช วยให ความหน กแน นเข า... การใช อ ปมาน น าจะเป นกลว ธ ประกอบการสอนท พระพ ทธองค ทรงใช มากท ส ด มากกว ากลว ธ อ นใด
88 ๓. การใช อ ปกรณ การสอน ในสม ยพ ทธกาล ย อมไม ม อ ปกรณ การสอน ชน ดต างๆ ท จ ดทาข นไว เพ อการสอนโดยเฉพาะ เหม อนสม ยป จจ บ น เพราะย งไม ม การจ ดการศ กษาเป นระบบข นมากอย างกว างขวาง หากจะใช อ ปกรณ บ าง ก คงต องอาศ ยว ตถ ส งของท ม ในธรรมชาต หร อเคร องใช ต างๆ ท ผ คนใช ก นอย
89 ๔. การทาเป นต วอย าง ว ธ สอนท ด ท ส ดอย างหน ง โดยเฉพาะในทาง จร ยธรรม ค อการทาเป นต วอย าง ซ งเป นการสอนแบบไม ต องกล าวสอน เป นทานองการสาธ ตให ด แต ท พระพ ทธเจ าทรงกระทาน น เป นไปในร ปทรงเป นผ นาท ด การสอนโดยทาเป นต วอย าง ก ค อ พระจร ยว ตรอ นด งามท เป นอย โดยปกต น นเอง แต ท ทรงปฏ บ ต เป นเร องราวเฉพาะก ม...
90 ๕. การเล นภาษา เล นคา และใช คาในความหมายใหม การเล น ภาษาและการเล นคา เป นเร องของความสามารถในการใช ภาษา ผสมก บปฏ ภาณ ข อน ก เป นการแสดงให เห นถ งพระปร ชา สามารถของพระพ ทธเจ าท ม รอบไปท กด าน...แม ในการสอน หล กธรรมท วไป พระองค ก ทรงร บเอาคาศ พท ท ม อย แต เด มใน ล ทธ ศาสนาเก ามาใช แต ทรงกาหนดความหมายใหม ซ งเป น ว ธ การช วยให ผ ฟ งผ เร ยนห นมาสนใจ และกาหนดคาสอนได ง าย เพ ยงแต มาทาความเข าใจเส ยใหม เท าน น
91 และเป นการช วยให ม การพ จารณาเปร ยบเท ยบไปในต วด วยว า อย างไหนถ ก อย างไหนผ ดอย างไร จ งเห นได ว า คาว า พรหม พราหมณ อร ยะ ย ญ ตบะ ไฟบ ชาย ญ ฯลฯ ซ งคาในล ทธ ศาสนาเด ม ก ม ใช ในพระพ ทธศาสนาด วยท งส น แต ม ความหมายต างออกไป เป นอย างใหม
92 ๖. อ บายเล อกคน และการปฏ บ ต รายบ คคล การเล อกคนเป นอ บายสาค ญ ในการเผยแพร ศาสนาในการประกาศธรรมของพระพ ทธเจ า เร มแต ระยะ แรกประด ษฐานพระพ ทธศาสนาจะเห นได ว าพระพ ทธเจ าทรง ดาเน นพ ทธก จด วยพระพ ทโธบายอย างท เร ยกว า การวางแผนท ได ผลย ง ทรงพ จารณาว าเม อจะเข าไปประกาศพระศาสนาในถ นใดถ นหน ง ควรไปโปรดใครก อน
93 ๗. การร จ กจ งหวะ และโอกาส ผ สอนต องร จ กใช จ งหวะ และโอกาสให เป นประโยชน ๘. ความย ดหย นในการใช ว ธ การ ถ าผ สอนสอนอย างไม ม อ ตตา ต ด ต ณหา มานะ ท ฏฐ เส ยให น อยท ส ด ก จะม งไปย งผลสาเร จในการ เร ยนร เป นสาค ญ ส ดแต จะใช กลว ธ ใดให การสอนได ผลด ท ส ด ก จะ ทาในทางน น ไม กล วว าจะเส ยเก ยรต ไม กล วจะถ กร ส กว าแพ
94 ๙. การลงโทษ และให รางว ล การใช อานาจลงโทษ ไม ใช การฝ กคน ของพระพ ทธเจ า แม ในการแสดงธรรมตามปกต พระองค ก แสดงไป ตามเน อหาธรรมไม กระทบกระท งใคร... การสอนไม ต องลงโทษ เป นการแสดงความสามารถของผ สอนด วย ในระด บสาม ญ สาหร บผ สอนท วไป อาจต องค ดคาน งว าการลงโทษ ควรม หร อไม แค ไหน และอย างไร แต ผ ท สอนคนได สาเร จผลโดยไม ต องใช อาญาโทษเลย ย อมช อว าเป น ผ ม ความสามารถในการสอนมากท ส ด
95 ๑๐. กลว ธ แก ป ญหาเฉพาะหน า ป ญหาเฉพาะหน าท เก ดข นต างคร ง ต างคาว ย อมม ล กษณะแตกต างก นไปไม ม ท ส นส ด การแก ป ญหา เฉพาะหน าย อมอาศ ยปฏ ภาณ ค อ ความสามารถในการประย กต หล ก ว ธ การ และกลว ธ ต างๆ มาใช ให เหมาะสม เป นเร องเฉพาะคร ง เฉพาะ คราวไป
96 น เทศอาท ตตปร ยายส ตร ในการพ จารณาพระส ตรน เพ อทาความเข าใจให เป นประโยชน ในการสอน ความในพระส ตรน อาจสร ปได เป น 4 ตอนด งน
97 ๑. สภาพท เป นป ญหา ส งท พระองค ตร สว าล กเป นไฟน นม ด งต อไปน จ กษ ร ป จ กข ว ญญาณ จ กข ส มผ ส จ กข ส มผ สสชาเวทนา โสตะ (ห ) เส ยง โสตว ญญาณ โสตส มผ ส โสตส มผ สสชา เวทนา ฆานะ (จม ก) กล น ฆานว ญญาณ ฆานส มผ ส ฆานส มผ สสชาเวทนา ช วหา (ล น) รส ช วหา ว ญญาณ ช วหาส มผ ส ช วหาส มผ สสชเวทนา กาย โผฎฐ พพะ กายว ญญาณ กายส มผ ส กายส มผ สสชาเวทนา มนะ (ใจ) ธรรมะ (ความค ดคาน งต างๆ) มโนว ญญาณ มโนส มผ ส มโนส มผ สสชาเวทนา
98 ๒. สาเหต เม อ กาหนดต วป ญหาได และเข าใจสภาพของป ญหาแล ว ก ค นหาสาเหต ให เก ดไป หร อต วไฟท เผาผลาญน นต อไปได ความว า ส งท กล าวมาน น ล กไหม ด วยก เลส 3 อย าง ราคะ ความอยากได ความใคร ความต ดใจ ความกาหน ดย นด โทสะ ความโกรธ ความข ดใจ ความเด อดแค นช งช งไม พอใจ ต างๆ โมหะ ความหลง ความไม ร ไม เข าใจสภาพของส งท งหลายตาม ความเป นจร ง
99 ๓. ข อปฏ บ ต เพ อแก ไข พระพ ทธองค ตร สต อไปอ กว า อร ยสาวกผ ได เร ยนร แล ว เม อเห นอย ย างน ย อมหน ายในอายตนะภายใน ภายนอก ตลอดถ งเวทนาท งหมดเหล าน นเม อหน ายก ย อมไม ย ดต ด ๔. ผล เม อไม ย ดต ด ก หล ดพ น เม อหล ดพ น ก เก ดญาณหย งร ว าหล ดพ น แล ว เป นอ นส นชาต อย จบพรหมจรรย ทาส งท จะต องทาเสร จส นแล ว ส งท จะต องทาเพ อเป นอย างน ไม ม เหล ออ กเลย พระธรรมเทศนา อาท ตตปร ยายส ตร ท ทรงแสดงแก ชฏ ล ม ข อควรส งเกตในแง การสอน ท เป นข อสาค ญ 2 อย างค อ
100 ๑. ทรงสอนให ตรงก บความถน ด และความสนใจของชฏ ล พระธรรมเทศนาของพระพ ทธเจ า ไม ว าจะทรงแสดงท ใด และแก ใคร ย อมม จ ดหมายเป นแนวเด ยวก น ค อ ม งให เก ดความร ความเข าใจ ในสภาวะของส งท งหลายตามความเป นจร ง แล วให ม ท ศนคต และ ปฎ บ ต ต อส งเหล าน นอย างถ กต องในทางท เป นประโยชน ท งแก ตน และบ คคลอ น...
101 ๒. ทรงสอนให ตรงก บระด บสต ป ญญา และระด บช ว ตของชฏ ล ข อสาค ญย งอย างหน ง ท พระพ ทธเจ าทรงคาน งถ งในการทรงสอน ค อ ความย ง และหย อนแห งอ นทร ย ของผ ฟ ง ทรงพ จารณาว าผ ฟ งม สต ป ญญาอย ในระด บใด ได ร บการศ กษาอบรมมาในทางใดมากน อย เพ ยงไหนดารงช ว ตอย อย างไร จะต องแสดงเร องอะไรเขาจ งจะร เข าใจ สามารถนาไปใช เป นค ณประโยชน แก ช ว ตของเขาได
102 ดวงเด อน จ นทร เจร ญ ได กล าวโดยสร ปถ งว ธ การสอนตามแนว พ ทธศาสตร ว า เม อกล าวโดยรวมแล ว เป นว ธ การสอนตามหล ก ของพระพ ทธองค ท ได ทรงสอนโดยพยายามถ ายทอด จากส งท เป น นามธรรมให เป นร ปธรรม และผลจากการสอนการอบรมก ค อ ได ความร จร ง ร แจ ง จนสามารถช วยให บ คคลดารงช ว ตได อย างสงบส ข และม อ สระภาพ ทาให สามารถพ ฒนาตนเองไปในว ถ ทางท ถ กต อง และสามารถกาหนดบทบาทของตนเองได อย างเหมาะสม ด วย...
103 (พระพ ทธศาสนาเป นบ อเก ดแห งการศ กษา) พระพ ทธศาสนาก บการศ กษาท สมบ รณ ท านพ ทธทาส ได กล าวถ งหล กการศ กษาท สมบ รณ ไว ว า การศ กษาท สมบ รณ จะต องม องค ประกอบ 3 ประการ ค อ 1) ม ความฉลาด 2) ม เคร องม อควบค มความฉลาดเพ อให ใช ความฉลาดอย างถ กต อง ม ว ชาช พและอาช พ เพ ยงพอต อการดารงช พ และ
104 ๓. ม มน ษยธรรม ค อ ความเป นมน ษย ท ถ กต อง พอต วสอดคล อง ก บแนวค ดของท านป ญญาน นทะได กล าวถ งการศ กษาท สมบ รณ ว า การศ กษาท สมบ รณ เป นบ อเก ดแห งป ญญา เป นทางให เก ดห ตา สว าง มองการณ ไกล เป นป ญญาท ม เหต ผล ม ธรรมะค อสต เป น ต น คอยเหน ยวร งความค ดไม ให ดาเน นไปผ ดทาง
105 พระธรรมป ฎก กล าวถ งการศ กษาว า การศ กษาน นเป นท งต วการ พ ฒนาและเคร องม อสาหร บพ ฒนา ค อ เป นการพ ฒนาต วบ คคลข น โดยพ ฒนาต วคนท งคนหร อช ว ตท งช ว ต ต วการพ ฒนาน นค อ การศ กษา เม อผ เร ยนม การศ กษาอย างน แล ว ก นาไปเป นเคร องม อ ในการดาเน นช ว ตและสร างสรรค ส งต าง ๆ การศ กษาก กลายเป น เคร องม อของการพ ฒนา
106 ในท น จะกล าวถ งหล กการทางพระพ ทธศาสนาท จะนามาเป นพ นฐาน การจ ดการศ กษาให สมบ รณ เพ อม งเน นให มน ษย เก ดความฉลาด หร อเก ดป ญญา แล วนาเอาป ญญาท เก ดจากการศ กษามาพ ฒนาตนเอง ให เป นมน ษย ท สมบ รณ ได ด งน ค อ
107 ๑. มน ษย เป นส ตว ประเสร ฐด วยการศ กษา พระธรรมป ฎก กล าวว ามน ษย ต างจากส ตว อ นในข อท ว า เป น ส ตว ท ต องฝ กต องศ กษา และฝ กได ศ กษาได ม หล กการท ควร ส งเกตสาค ญในเร องน 2 อย างค อ 1.1 มน ษย เป นส ตว ท ต องฝ ก หมายความว า การดาเน นช ว ตอย ได ม ความเป นอย ท ด ได น น แทบไม ม อะไรเลยท มน ษย จะได มาเปล า ๆ แต ได มาด วยการศ กษาค อเร ยนร ฝ กห ดพ ฒนาข นมาท งส นต างจาก ส ตว อ นท วไปท ดาเน นช ว ตได ด วยส ญชาตญาณ แทบไม ต องเร ยนร ฝ กฝนพ ฒนา
108 1.2 มน ษย เป นส ตว ท ฝ กได หมายความว า การท เร ยนร ฝ กห ดพ ฒนา ได น เป นความพ เศษของมน ษย ซ งทาให มน ษย ม ช ว ตท ด งาม ประเสร ฐ เม อมน ษย พ ฒนาได ส งส ด จ งถ อเป นผ ประเสร ฐแม แต เทวดา พระพรหมก กราบไหว เคารพน บถ อ ต างจากส ตว อ นท วไป ท เก ดมาด วยส ญชาตญาณอย างไร ก ตายไปด วยส ญชาตญาณอย างน น
109 ในทางพระพ ทธศาสนาน น การพ ฒนาช ว ตอย างถ กต องก ค อ การทา ให ช ว ตดาเน นไปในว ถ ท ถ กต องท จะนาเข าส จ ดม งหมายค อการม ว ถ ช ว ตท ถ กต องด เราเร ยกก นว า มรรค คาว ามรรค ค อว ถ ช ว ตท ถ กต อง ด งามซ งนาไปส จ ดม งหมายได มรรคน เป นของค ก นก บหล กการอ ก อย างหน งค อ ส กขา ด งน นหากต องการให ม ช ว ตท ถ กต องด งามก ต องม การฝ กฝนหร อฝ กห ด และการฝ กฝนฝ กห ดให ช ว ตดาเน นไป ในว ถ ท ถ กต องด งามเราเร ยกว า ส กขา หร อศ กษา เพราะฉะน น การศ กษา ก ค อการฝ กฝนให ช ว ตดาเน นไปในว ถ ท ถ กต องด งาม
110 ในเม อการศ กษาเป นการฝ กฝนพ ฒนาคน ให ดาเน นไปในว ถ ช ว ต ท ถ กต องด งาม ความหมายจ งตามมาว า ตราบใดช ว ตของเรา ย งไม สมบ รณ ย งม ความบกพร อง ย งม ป ญหา ย งม ท กข ตราบน นเราก ย งต องพ ฒนาช ว ตก นเร อยไป น นก ค อ การศ กษาตลอดช ว ต หร อพ ฒนาช ว ตก นตลอดช ว ตน นเอง
111 2. หล กธรรมพ นฐานของพระพ ทธศาสนาก บการศ กษาท สมบ รณ หล กพ ทธธรรมท จะนามาเป นหล กในการประย กต ใช ก บการ จ ดการศ กษาแบ งออกเป นสองกล ม ค อ 2.1หล กพ ทธธรรมท เป นเกณฑ ในการพ จารณาป ญหา ครอบคล ม ท งระบบอย างเป นกระบวนการ หล กพ ทธธรรมน จะใช เป น เคร องม อตรวจสอบ และแก ไขป ญหาท เก ดข นในกระบวนการทาง การศ กษาท ดาเน นไปในท กข นตอน หล กพ ทธธรรมกล มน ค อ อร ยส จ 4 และปฏ จจสม ปบาท
112 2.2 หล กพ ทธธรรมเช งปฏ บ ต การ เสร มในรายละเอ ยด เม อ ตรวจสอบพบจ ดบกพร องของกระบวนการศ กษา หร อ กระบวนการเร ยนการสอนน น การนาหล กพ ทธธรรมน ไปใช ก ทา ได สองอย างค อ ในฐานะทบทวนแผน (Re-planning) ตามความ เป นจร งท ปรากฏออกมาจากการตรวจสอบด วยหล กอร ยส จ 4 และปฏ จจสม ปบาท
113 ในเร องของการศ กษา หร อกระบวนการเร ยนการสอน อ นถ อว า เป นหน งในป ญหาสาค ญ ๆ ท เก ยวข องก บช ว ตมน ษย ก ควรจะ ดาเน นไปโดยใช อร ยส จ 4 และปฏ จจสม ปบาทมาเป นหล กการข น พ นฐานท สาค ญ แล วนาเอาเร องอ นมาเป นบร วาร หล กสาค ญท จะต องตระหน กไว เสมอก ค อ การใช หล กอร ยส จและปฏ จจสม ป บาท มาเป นหล กในการแก ป ญหา หร อดาเน นการในเร องราวใด ๆ น น ต องตรวจสอบเร องน น ๆ ท งระบบ เพ อให พบความจร ง ไม มองเฉพาะจ ดใดจ ดหน ง แต ตรวจสอบเพ อค นหาความจร งแล ว แก ป ญหาตามเหต ป จจ ยท ปรากฏ บางเร องอาจแก ท งหมด บาง เร องอาจจะแก เพ ยงจ ดใดจ ดหน งก เพ ยงพอ
114 เม อเรานาหล กการพ ทธธรรมมาใช ในด านการเร ยนการสอนเราจะ มองเฉพาะจ ดเล ก ๆ จ ดเด ยว ก จะไม ครอบคล มประเด นในท ก ๆ ด าน ต องทาความเข าใจ เร มต งแต หล กส ตร อาคารสถานท คร อาจารย บรรยากาศ อ ปกรณ ว สด คร ภ ณฑ ขว ญกาล งใจ หร อป จจ ยอ น ๆ ท ม อย ต องนามาพ จารณาให หมด ตรงจ ดไหนท เห นว าด อย แล วก ร กษา ไว แต ส วนท บกพร องก ปร บปร งแก ไขให ด ข น การใช หล กการน มา พ ฒนา ผลออกมาจะม ความเจร ญก าวหน าไปพร อม ๆ ก น และความ จร งท ถ กต องก ค อ ทางสายกลางท ม ความสมด ลในท กข นตอน
115 ค ณธรรมท จะต องนามาเสร มลงในกระบวนการเร ยนการสอน ท ควรทาความเข าใจ ม ด งน
116 ป ญญา ป ญญาและกระบวนการอ นนาไปส การเก ดป ญญา ค อความ รอบร ท งตนเอง ว ชาการต าง ๆ ส งแวดล อม ส งคม และความ เป นไปของโลกอย างช ดเจน น บเป นจ ดหมายปลายทางของ กระบวนการเร ยนการสอนท กว ชา ในทางพระพ ทธศาสนาได แบ ง ป ญญาออกเป นสามประเภทค อ สชาต ป ญญา ป ญญาต ดต วมา ต งแต เก ด (พ นธ กรรม) น ปากป ญญา ความร ในด านอาช พ และ ว ป สสนาป ญญา เป นความร แจ ง ร จร ง ร ถ กต อง และกระบวนการ ท ก อให เก ดป ญญา ค อ ป ญญาเก ดจากการฟ ง (ส ตมยป ญญา) เก ด จากการค ด (จ นตมยป ญญา) เก ดจากการอบรมตนเอง (ภาวนามย ป ญญา)
117 อร ยมรรค 8 อร ยมรรค 8 เป นแกนกลางในการจ ดการศ กษาของท ก ๆ ว ชา เพราะหล กการของอร ยมรรค อย ท ส มมา ค อ ความถ กต องชอบธรรม ในล ลาช ว ตของมน ษย ท กชาต ท กเผ าพ นธ ล วนดาเน นไปในกรอบแห ง อร ยมรรคท งส น หากล ลาเหล าน นดาเน นไปผ ดทาง ช ว ตก ต องร บผล แห งความผ ดน นอย างตรงไปตรงมา ไม ม ทางหล กเล ยง แต ในทาง ตรงก นข าม ถ าได ใช ล ลาช ว ตให ถ กต องในท กข นตอน ผลออกมาเป น ความไร ท กข อย างย ต ธรรม ไม ม ใครจะมาเปล ยนแปลงผลแห งความ ถ กต องเหล าน นได
118 อร ยมรรค เป นเร องของความถ กต องท ครอบคล มพฤต กรรมของมน ษย ไว อย างครบถ วน ค อ 1. ส มมาท ฏฐ ค อความเห นชอบ ความเห นอ นถ กต องถ องแท เป นความจร งแท ไม ใช ผลท เก ดจากการคาดคะเนหร อต งสมมต ฐาน ใด ๆ ท งส น และความเห นท ถ กต อง จะต องสามารถค นหากระบวนการ แห งความจร งน นอย างครบวงจรอ กด วย 2. ส มมาส งก ปปะ ค อดาร ชอบ ดาร ถ กต อง สอดคล องก บความ จร งท ปรากฏน นเม อความจร งปรากฏเป นพ นฐานแล ว ความดาร ท สอดคล องก บความจร ง ก จะดาร ได อย างถ กต อง ไม เบ ยดเบ ยนกายใจ ของตนและผ อ น
119 3. ส มมาวาจา ค อวาจาชอบ การพ ดจาถ กต อง เม อใจประจ กษ ความ จร งท กด าน วาจาอ นทาหน าท เป นส อของใจ ก จะสะท อนส อสาร ถ ายทอดออกมาแต ความจร งท ประจ กษ แล วน น 4. ส มมาก มม นตะ ค อการงานชอบ การงานถ กต อง ไม ว างานทางกาย หร อทางใจ หากเป นไปอย างถ กต องและเป นจร ง ย อมเสร มค าให ช ว ต ของผ ทา และส งคมท เก ยวข องจะพลอยได ร บผลเป นส ขไปด วย
120 5. ส มมาอาช วะ ค อ การประกอบอาช พชอบ การประกอบอาช พ ถ กต อง เม อทราบความจร งของช ว ตว า การประกอบอาช พท ถ กต อง ไม เบ ยดเบ ยนตนเองและผ อ น ม งนาเอาผลท ได มาจากการใช ความร ความสามารถ มาประกอบอาช พให ย นยาว และอานวยความสะดวก แก เพ อนมน ษย ก อให เก ดความป ต ปราโมทย อ มท งกายและใจ
121 6. ส มมาวายามะ ค อความเพ ยรชอบ ความพากเพ ยรอย างถ กต อง เม อได ทราบความจร งว า การประกอบความเพ ยรท ผ ดทาให ช ว ต ตกต า นาความหายนะมาส ช ว ต เช น พากเพ ยรในการประกอบ อบายม ข ม แต นาท กข มาส ช ว ต ท งระยะส นและระยะยาว ก ย ดเอา ความเพ ยรถ กต องค อ เพ ยรเล ก ลด ละ พฤต กรรมท ข ดขวาง ความก าวหน าท งทางกายและทางใจ เม อทาได แล วก จะต องเพ ยร พยายามระว งม ให บาปเก ดข นหร อม ให พฤต กรรมอ นไม พ ง ปรารถนาต องหวนกล บมาส ช ว ตอ ก ขณะเด ยวก น ก ศ กษาอบรม บ มเพาะแต ส งท ด งาม พร อมก บพ ฒนา และร กษาให อย ก บช ว ตจน เก ดความสมบ รณ และสมด ล
122 7. ส มมาสต ค อ ความระล กชอบ ความระล กท ถ กต อง กล าวค อ ระล ก ร ส กต อช ว ตตามความเป นจร งอย างเป นกระบวนการ เข าใจพฤต กรรม ก ร ยาหร อปฏ ก ร ยาของช ว ต เข าใจผลอ นเก ดจากก ร ยา และปฏ ก ร ยา ต าง ๆ ของช ว ต ท งในส วนกาย ความร ส กพฤต กรรมของจ ต ตลอดถ ง หล กและกฎเกณฑ ของช ว ต ท จะต องดาเน นไปตามกระบวนการแห ง ความเปล ยนแปลง ตามเหต ป จจ ยอย เน องน ตย
123 8. ส มมาสมาธ ค อความต งใจชอบ ความม นคงของจ ตท ถ กต อง เป น ธรรมดาท จ ตของมน ษย เคล อนไหวไปมาร บอารมณ ต าง ๆ อย าง รวดเร วอย ตลอดเวลา ถ าหากจ ตด บอย ในสภาวะปกต ก ไม เก ดความ เด อดร อนใด ๆ แต เม อม ก เลสเข ามาครอบครองจ ตท าให หว นไหว ผ ดปกต ก เก ดความท กข ความจร งก ปรากฏอย ว า แม องค ประกอบช ว ต ส วนอ นสมบ รณ แต ถ าไม สามารถทาจ ตให ปกต ได ความท กข ก คงม อย อย างมากมาย เข ามาส ช ว ตไม ขาดสาย การเจร ญภาวนาค อ ว ธ การฝ ก จ ตให สงบม นคง และเหมาะสม พร อมท จะ เร ยนร และส ก บอารมณ ท จะมาอย างไม หว นไหว อ นจะเป นพ นฐานให เก ดความร แจ ง (ญาณ) จนสามารถป องก นจ ตจากการค กคามจากก เลสต าง ๆ แล วในท ส ดก จะ พบก บความหล ดพ น (ว ม ต ) ปราศจากก เลสท งปวง
124 ไตรส กขา ค อการศ กษา 3 อย าง ประกอบด วยศ ลส กขา สมาธ ส กขา และป ญญาส กขา การสร ปอร ยมรรคลงในไตรส กขาก จะเป นภาพ ของหล กการของการศ กษา ท ควรจะต องสอดแทรกเข าไปในท ก สาขาว ชา กล าวค อ 1. ศ ลส กขา ค อการศ กษาฝ กอบรมพ ฒนากาย และวาจา ประกอบด วย ส มมาวาจา ส มมาก มม นตะ และส มมาอาช วะเพราะว าความถ กต องท ง สามอย างน เป นเร องของระเบ ยบว น ยอ นจะควบค มพฤต กรรมหร อ ความเคล อนไหวทางกาย วาจา ให ดาเน นไปในท ศทางปกต ไม ข ดขวาง พ ฒนาการของตนหร อส งคม
125 2. สมาธ ส กขา ค อการศ กษาฝ กอบรมพ ฒนาจ ต ประกอบด วย ส มมาวายามะ ส มมาสต ส มมาสมาธ เพราะว าองค ประกอบของ อร ยมรรคท งสามประการน เป นเร องของการฝ กฝนอบรม ควบค มจ ต ให ร จ กค ดอย างเป นระเบ ยบ เร ยกว า ค ดเป นการท มน ษย จะค ดเป นโดย ไม สร างความเด อดร อนให แก ตนเองและผ อ นม ความม นคงพอท จะ ต านทานกระแสย วย ท มาจากท วสารท ศม ให หว นไหวไปในทางบวก หร อลบ แต ม นคง แน วแน เย อกเย น น นเป นการสร างจ ตให ม พล ง เป น ฐานในการรองร บสรรพว ชาต าง ๆ อย างม นคง
126 3. ป ญญาส กขา ค อการศ กษาฝ กอบรมพ ฒนาป ญญา ประกอบด วย ส มมาท ฏฐ ส มมาส งก ปปะ เพราะความสามารถท จะมองเห นความ จร งในเร องราวต าง ๆ แล วหาทางออกให ก บตนเอง และผ เก ยวข อง โดยปลอดภ ยท งในส วนกายและในส วนจ ตก จกรรมการเร ยนการ สอนท ม ไตรส กขาเป นพ นฐาน คงต องม จ ดเน นท ม ระเบ ยบว น ย (ศ ล) จ ตใจท ม นคงหน กแน น (สมาธ ) มองเห นส งต าง ๆ อย าง ร เท าท น และต งอย บนพ นฐานของความจร ง (ป ญญา) ความจร งจะ เป นพ นฐานของการศ กษาเร ยนร ท งปวง เพราะส งท งปวงล วนม ความจร งประกอบอย อย างเพ ยงพอตามธรรมชาต ของส งน น
127 พระธรรมป ฎกย าว า ส มมาท ฏฐ ความเห นชอบ เป นแกนนา เป นต น ทางและเป นต วย นของกระบวนการศ กษาท งหมดส มมาท ฏฐ ค อ ป ญญาข นส งท เก ดจาก การส งสอนอบรมในด านจ ตใจ จนเห นส จจะ ท งปวงว าอะไรควรข องแวะ อะไรควรละอย างช ดเจน การจ ดการ ศ กษาจนได ป ญญาประเภทส มมาท ฏฐ ค อการวางรากฐานความ ถ กต องให แก ว ชาการท งปวง ความร ใด ๆ ก ตามท ต งอย บนส มมาท ฏฐ ล วนเป นความร ท ไม เป นพ ษเป นภ ยแก ใคร ๆ แต จะสร างสรรค ประโยชน ฝ ายเด ยว พ นฐานสาค ญของการเร ยนการสอนว ชาต าง ๆ ต องม ส มมาท ฏฐ เป นแกนกลาง
128 พระพ ทธองค ก ได ช ช ดว าการเก ดส มมาท ฏฐ มาจากเหต สองอย าง ค อ 1. ปรโตโฆสะ ค อป จจ ยกระต นการเร ยนร จากภายนอก เช น การแนะนา การถ ายทอด การโฆษณา คาบอกเล า ตลอดจนการเล ยนแบบจากพ อ แม คร เพ อน เป นต น 2. โยน โสมนส การ ค อป จจ ยกระต นการเร ยนร จากภายใน หมายถ ง การค ดอย างแยบคาย หร อความร จ กค ด ค ดอย างม ระบบ ค ดอย างม กระบวนการ ค ดรอบด าน หร อค ดตามแนวทางป ญญา ค อ ร จ กมอง ร จ กพ จารณาส งท งหลายตามสภาวะ ตามความเป นจร ง
129 กล าวโดยสร ป การศ กษาม หน าท สร างสรรค ท งสองด านไปพร อมก น ค อ การพ ฒนาช ว ตบ คคลให ถ งความสมบ รณ และสร างสรรค อารย ธรรมท ส งเสร มให ระบบความส มพ นธ ของสรรพส งเจร ญงอกงามไป ในว ถ ทางท เก อก ลก นย งข น ๆ
130 การศ กษาท แท ค อ การพ ฒนาช ว ตบ คคลให สมบ รณ พร อมไปด วยก น ก บการสร างสรรค อารยธรรมท ย งย น น กการศ กษาท ย ดม นในหล ก ของพระพ ทธศาสนา ก พยายามพ จารณาตรวจสอบป ญหาต าง ๆ อย าง ใกล ช ด ใช หล กศาสนานามาประย กต ใช ก บการศ กษา เราก เร มเห น ป ญหาและสาเหต แห งป ญหาอย างช ดเจนว า การศ กษาท ขาดด ลยภาพ เป นสาเหต แห งว กฤตการณ ในด านต าง ๆ จ งได ห นกล บมาพ จารณา ก นว า การจ ดการเร ยนการสอนในอนาคตม ความจาเป นต องสร าง ความสมด ลให เก ดข น
131 จ งม ความเห นพ องก นว าควรจะปร บปร งหล กส ตรการเร ยนการสอน โดยได นาเอาหล กการของพระพ ทธศาสนาเป นพ นฐานในด านการ เร ยนการสอน ด วยต งความหว งร วมก นว า การจ ดการเร ยนการสอน อ นม พระพ ทธศาสนาเป นพ นฐาน เพราะพระพ ทธศาสนาเหมาะสม อย างย งก บส งคมไทย ก จะก อให เก ดด ลยภาพแห งการศ กษา และการ พ ฒนาส งคมเพราะพระพ ทธศาสนาม หล กธรรมท แน นอนเป นหล ก ในการดาเน นช ว ต เช น ศ ล 5 ก ควบค มการ ดารงช ว ตของแต ละบ คคล และเช อม นว าการศ กษาท สมด ลและการพ ฒนาท สมบ รณ เช นน จะ เป นพลวป จจ ยให เก ดส งคมท ปกต ส ขท มน ษย ส ตว ธรรมชาต ส งแวดล อม จะอย ร วมก น และพ งพาอาศ ยก นด วยส นต บนพ นฐาน แห งความเมตตาธรรม
132 อ นเป นแกนนาแห งส มพ นธภาพท ไร พรมแดนก เพราะอาศ ยหล กการ ทางพระพ ทธศาสนาเป นแนวทางนามาซ งส ขของสรรพส งท งปวง การศ กษาตามหล กพระพ ทธศาสนาเป นการศ กษาระบบก ลยาณม ตร ระหว างคร ก บศ ษย ซ งในป จจ บ นคร ก บศ ษย ม ความปฏ ส มพ นธ ในด าน ต าง ๆ ห างก นมาก คร ทาหน าท เพ ยงบรรยาย (ส ปปทายก) แล วก จบ ออกไป โอกาสท คร และศ ษย จะม ปฏ ส มพ นธ ทางความร ก ไม ม ซ ง แตกต างก บการศ กษาสม ยก อนแบบตะว นออก เช น การเร ยนแพทย แพทย ท ม ช อเส ยง
133 เช น หมอช วกโกมารภ จจ ไปเร ยนท เม องต กส ลา หล กส ตร 14 ป ต อง เร ยนว ชาการแพทย 7 ป อย ปรนน บ ต ร บใช อาจารย อ ก 7 ป ได ร บการ ถ ายทอดความร ความประท บใจในจรรยาบรรณต าง ๆ ท เก ยวก บ การแพทย รวมท งศ ลธรรมท ได ร บการถ ายทอดมาด วยน ค อการสอน แบบตะว นออกและเป นระบบท ปฏ บ ต ในพระพ ทธศาสนาจนถ งท ก ว นน แต ในป จจ บ น ระบบก ลยาณม ตรได พ งทลายแล ว เพราะแนวค ด และค าน ยมแบบตะว นตก และการศ กษาสม ยใหม เข ามาม บทบาโดย เน นปร ชญาการศ กษาตามร ปแบบทางตะว นตกมากเก นไป โดยไม คาน งถ งว ฒนธรรมพ นฐานของส งคมไทย ทาให เก ดการทวนกระแส ระหว างปร ชญาการศ กษาตะว นตกและว ฒนธรรมไทย
134 เพราะเหต น การศ กษาแก ไขป ญหาของส งคมด งกล าว ต วแปร ท สาค ญก ค อการจ ดการศ กษาให ถ กต องโดยให เหมาะสมก บ ว ฒนธรรมของส งคมไทย น นค อการจ ดการศ กษาโดยอาศ ยแนวค ดของ การศ กษาเช งพ ทธ ซ งเป นการศ กษาท จะต องเน นระบบก ลยาณม ตร และความสมด ลระหว างความเจร ญ ทางด านว ตถ ก บจ ตใจควบค ก นไป โดยบ คคลท ได ร บการศ กษาด านน จะได ร บผลตามความม งหมายของการศ กษาท งในแง ค ณสมบ ต ประจาต วกล าวค อ ม ป ญญาและกร ณา
135 ซ งเป นผลจากการศ กษาในแง ของทฤษฎ เช งพ ทธสามารถ ด บความทะยานอยากส งของท เก นความจาเป นได และในแง ของการ ดาเน นช ว ต จะสามารถฝ กฝน อบรม ตนเองได ด ท งในด านร างกาย และจ ตใจ สมบ รณ ด วยว ชาและจรณะ และจะสามารถบาเพ ญตนเพ อ ประโยชน แก ผ อ นได ท งในด านว ตถ และจ ตใจน นก ค อการบรรล ถ ง ความไม เห นแก ต วซ งจะนาไปส ภาพรวมของการพ ฒนาทางส งคม โดยอาศ ยแนวค ดการศ กษาเช งพ ทธเป นหล กในการจ ดการศ กษา เพ อการศ กษาท สมบ รณ และเพ อความสงบส ขของส งคมไทย ในย คโลกาภ ว ตน ต อไป
136 จบการนาเสนอ สว สด
๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท
๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ล กษณะงานโดยท วไป สายงานน คล มถ งตาแหน งต างๆ ท ปฏ บ ต งานกาก บ แนะนา ตรวจสอบการปฏ บ ต งาน บร หารงานอาคารสถานท ซ งม ล กษณะงานท ปฏ บ ต เก
โดย : อ ญชนา กล นเท ยน
โดย : อ ญชนา กล นเท ยน กระบวนการวางแผนงาน การด าเน นการก อนการวางแผน การประเม นผล/ปร บปร งแผน และวางแผนใหม การปฏ บ ต ตามแผน การว เคราะห ป ญหา การก าหนดแผนงาน/โครงการ การก าหนดค าใช จ าย การก าหนดว ตถ ประสงค
แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า
แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า คร งท 1 ( 1 ต.ค..- 31 ม.ค.. ) คร งท 2 (1 เม.ย..- 30 ก.ย.....) ช อผ ร บการประเม น..... ต าแหน ง หมวด.... ค าจ าง....ส งก ด. หน าท ความร บผ
แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร
(แบบน เทศการสอน 1) แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร คร ผ สอน...ช น...กล มสาระการเร ยนร... หน วย/เร อง... ว นท ประเม น... โรงเร ยน... อาเภอ...จ งหว ด... คาช แจง ประเม นตามสภาพจร งตามรายการและให ระด บค ณภาพตามคาอธ
แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗
แผนงานการประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗... แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ หน วยร บผ ดชอบ ส าน กงานประก นค ณภาพการศ กษา กอศจ.ยศ.ทบ.
สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ
การพ ฒนาสถานศ กษาพอเพ ยง ส มาตรฐาน สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ และ ศ นย การเร ยนร ตามหล กปร ชญา ของเศรษฐก จพอเพ ยง ด านการศ กษา กระทรวงศ กษาธ การได กาหนด นโยบาย ภายในป ๒๕๕๔ ให สถาน ศ กษาในส งก ดท กแห ง จ ดการเร
ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร
ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชาคอมพ วเตอร ระด บช น ม ธยมศ กษาป ท 1 80 ช วโมง ศ กษา ว เคราะห ข นตอนการท างานโดยท าตามล กษณะข นตอนท วางไว กระบวนการกล ม เป น ว
แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔
แนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ การจ ดท าแนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ เป นการต อเน องมาจากแนวทาง แผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๓ ซ งย งคงเป นการตาม พ.ร.ฎ.ว าด วยหล กเกณฑ ว ธ การบร หาร ก
วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.
5 นโยบายด านการศ กษาของ ทบ. ป 2555-2559 นโยบายเฉพาะก ำหนดให รร.เหล า/สายว ทยาการของ ทบ.ท กแห งให พ จารณาเป ดการสอน หล กส ตรต าง ๆ ตามล ำด บด งน หล กส ตรการผล ตก ำล งพล หล กส ตรตามแนวทางร บราชการส ำหร บก
แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ
แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ ช อส วนราชการ กรมการบ นพลเร อน ช อผ หล ก/หน วยงาน กล มพ ฒนาระบบบร หาร แผนพ ฒนาบ คลากร ประจาป งบประมาณ พ.ศ. 2556 แผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค
เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง
แบบฟอร มท 1 การจาแนกองค ความร ท จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของสถาบ นอ ดมศ กษา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา : ศ นย บร การว ชาการ มหาว ทยาล ยขอนแก น หน าท 1/3 ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค (Objective) ต
กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา
กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา ๒๓๑ แนวค ด กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษาเป นหน วยงานท สร างความเข มแข ง การบร หารด านว ชาการ ด านงบประมาณ ด านการบร
ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา
ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ระบบการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา กฎกระทรวงศ กษาธ การ การพ
แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น
แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น ส วนท ๑ ข อม ลท วไป ช อต าแหน งในการบร หารงาน เจ าพน กงานธ รการ ช อต าแหน งในสายงาน เจ าพน กงานธ รการ ช อหน วยงาน (ส าน ก/กอง) กองคล ง ช อส วนงาน/กล มงาน/ฝ
บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน
สาระการเร ยนร : ประโยชน แท แก มหาชน 1 บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน หล กการ ร ศ กยภาพ ร จ นตนาการ ร ประโยชน สาระการเร ยนร เร ยนร การว เคราะห ศ กยภาพของป จจ ยศ กษา จ นตนาการเห นค ณ สรรค สร างว ธ การ
คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒
เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ สาน กว ชาการและมาตรฐานการศ กษา สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐาน กระทรวงศ กษาธ
แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ
ค ำน ำ การจมน ำเป นสาเหต การเส ยช ว ตอ นด บหน งของเด กไทยกล มอาย ต ำกว า ๑๕ ป โดยเฉล ยป ละเก อบ ๑,๓๐๐ คน การเส ยช ว ตจากการตกน ำ จมน ำของเด กไทยม แนวโน มเพ มส งข นอย างต อเน องต งแต ป ๒๕๔๒-๒๕๔๘ และเร มม
ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม
ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม กล มว ชาการศ กษา ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 9 1. ว ตถ ประสงค 1.1 เพ อส งเสร มพ ฒนาการเร ยนร และประสบการณ
ปก.8/1 ข อม ลพ นฐานของผ ประเม น ผ ประเม น ผ บร หารสถานศ กษา คร คณะกรรมการสถานศ กษา น กเร ยน ผ ปกครอง ผ ท เก ยวข อง...
ปก.8/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 8 ผ บร หารปฏ บ ต งานตามบทบาทหน าท อย างม ประส ทธ ภาพและเก ดประส ทธ ผล ***************************************
ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง
แผนการจ ดการของ แบบฟอร มท ๑ การจ าแนกองค ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของ ช อ : ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค ต วช ว ด (KPI) เป าหมายของ ประเด นย ทธศาสตร การ พ ฒนาการท องเท ยวเช งอน ร กษ (Opjective)
หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ
หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด
รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ
ต วอย าง รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสว สด การส งคม เร อง ความปลอดภ ยในการท างานของล กจ าง แบบ จป. (ว) เข ยนท ว นท เด อน พ.ศ. 1. ข าพเจ
มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ.
มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. 2553 โดย นายเร งจ ตร ม ลาภสม กรรมการผ ทรงค ณว ฒ ในคณะกรรมการประก นค
หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ
หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ ส วนท ๑ การร บหน งส อ หน งส อร บ ค อ หน งส อได ร บเข ามาจากภายนอก ให เจ าหน าท ของหน วยงานสารบรรณ กลางปฏ บ ต ตามท ก าหนดไว ในส วนน ๑. จ ดล าด บความส าค ญและความเร งด วนของหน
ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ
ผลการว เคราะห ข อม ล ผลการว เคราะห ข อม ลแบบสารวจความร เจตคต ต องานประก นค ณภาพการศ กษาของกาล งพล รร.ร.ศร โดยการจ ดทาแบบสารวจ On line ม ผ ตอบแบบสารวจจานวน 146 นาย จากจานวนท งหมด 583 นาย ค ดเป นร อยละ 25.04
การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต
การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต การประเม นผลการส มมนา การประเม นผลการส มมนา หมายถ ง กระบวนการในการจ ดเก บข อม ล และจ ดกระท าข อม ลเพ อให ทราบว า การดาเน นงานจ ดส มมนาตาม โครงการ ได บรรล ว
1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย )
1 ประกาศองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย เร อง ร บสม ครสอบค ดเล อกพน กงานส วนต าบล เพ อเปล ยนสายงาน ในสายงานผ ปฏ บ ต เป นสายงานผ บร หารในต าแหน งน กบร หารงานท วไป ระด บ 6... ด วยองค การบร หารส วนต าบลธารน
ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการ/ปฏ บ ต งาน ตอนท
ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการปฏ บ ต งาน ตอนท 1 ข อม ลของผ ร บการประเม น (เจ าหน าท บ คคลหร อเจ าหน าท ท เก ยวข องเป นผ กรอก) ตอนท 2 ภาระงานท ได ปฏ บ ต ในช วงระยะเวลาประเม น (ผ ร บการประเม นเป นผ
แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net)
1 แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา () การประเม นการบร หารจ ดการศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาระด บสถานศ กษา เพ อให การด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาม ประส ทธ ภาพย งข น และน าไปส การพ ฒนาค
แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท
ปก.12/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 12 สถานศ กษาม การประก นค ณภาพภายในของสถานศ กษา ตามท กาหนดในกฎกระทรวง ***************************************
ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก
ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก โดย น ศานาถ ต ณฑ ยย น กว ชาการผล ตภ ณฑ อาหารช านาญการ กองตรวจสอบร บรองมาตรฐานค ณภาพส ตว น าและผล ตภ ณฑ ส ตว น า กรมประมง 1 1 ข นตอนในการจ
จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ
การจ ดการความร (Knowledge Management) เร อง เทคน คการแปลง file word โดยใช โปรแกรม Word to FlippingBook (กรณ แปลงเอกสาร น กศ กษา และ นทน.หล กส ตรต างๆ) จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ ค าน า
ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ
ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ เมน การใช งาน แบ งตามกล มผ ใช งานได ด งน. เมน การใช งานสาหร บผ กาหนดองค ประกอบ. เมน การใช งานสาหร บผ จ ดการองค ประกอบ.
โครงการศ กษา อบรม ประช ม และส มมนาของหน วยต าง ๆ ใน ทร. ประจ าป งป.58 (ในส วนของ อร.)
ล าด บท หล กส ตร ประเภท ระยะเวลา จ านวน ยศ 1 ประกาศน ยบ ตรว ชาช พโรงเร ยนช าง กรมอ ทหารเร อ ช นป ท 1 ศ กษา 1 ป ต.ค.57 - ก.ย.58 77 - เพ อทดแทนก าล งพลในการซ อมสร างเร อ 2 ประกาศน ยบ ตรว ชาช พโรงเร ยนช าง
การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน
การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การเตร ยมการสอนรายว ชา...รห ส... ระด บช นม ธยมศ กษาป ท... ภาคเร ยนท... โครงสร างรายว ชา... รห ส... โดย คร... กล มสาระการเร ยนร... โรงเร ยนปท มธาน น นทม
ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ
- ๑ - ช อโครงการ จ ดระบบงานด านธ รการของ กวก.ศวก.พร. เจ าของโครงการ กองว ทยาการ ศ นย ว ทยาการ กรมแพทย ทหารเร อ (กวก.ศวก.พร.) ผ ร บผ ดชอบ กองบ งค บการ กองว ทยาการ ศ นย ว ทยาการ กรมแพทย ทหารเร อ หล กการและเหต
สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ
คำนำ หน งส อการบ ญช เพ อการจ ดการเล มน ผ เข ยนได ทำการเร ยบเร ยงและแต งข นเพ อ ใช ในการเร ยนว ชา การบ ญช เพ อการจ ดการ ตามหล กส ตรปร ญญาตร สาขาต างๆ โดยนำการวางร ปแบบการนำเสนอเน อหาในแต ละบทให อ านและเข
เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป
เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป 1 สารบ ญ 1.จ ดการเอกสาร... 3 1.1 ส งเอกสาร.3 1.2 เอกสารร บเข า..10 1.3 เอกสารส งออก...17 2. บ นท กเอกสาร...22 2.1 บ นท กเอกสารเข า...22 2.2 บ
แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน
แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน การรายงานผลการตรวจสอบและ ป ดงานตรวจสอบ การรายงานผลการตรวจสอบและป ดงานตรวจสอบ โครงสร างของรายงานผลการตรวจสอบ 1. บทสร ปส าหร บผ บร หาร (Executive Summary) 2. ตารางสร ปประเด
การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM
Chapter 8 การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM 1 เน อหา ล กษณะของ Activity Diagram ร ปแบบการใช Activity Diagram การระบ ส วนของข อม ลให แก ก จกรรม การจ ดระเบ ยบข อม ล การสร างท พ ก/เก บข อม ล การแบ
สม ดบ นท ก ผลงานและค ณงามความด ของข าราชการคร และบ คลากรทางการศ กษา (ส าหร บต าแหน งท ม ใบอน ญาตประกอบว ชาช พ)
(ต วอย าง) สม ดบ นท ก ผลงานและค ณงามความด ของข าราชการคร และบ คลากรทางการศ กษา (ส าหร บต าแหน งท ม ใบอน ญาตประกอบว ชาช พ) ช อข าราชการ... เลขประจ าต วประชาชน... สถานศ กษา/ส าน กงานเขตพ นท การศ กษา... ส
แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม
(ร าง) เอกสารประกอบการจ ดทากลย ทธ ต วช ว ด และโครงการตามว ส ยท ศน พ นธก จ และย ทธศาสตร ------------------------------------------- ว ส ยท ศน เป นองค กรหล กท อน ร กษ ส บสานและสร างสรรค โดยการม ส วนร วมของท
โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน
หล กการและเหต ผล โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน สหกรณ ภาคการเกษตรเป นสหกรณ ท เก ดจากการรวมต วของเกษตรกรร วมก นด าเน นธ รก จท
ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ มหาว ทยาล ยราชภ ฏจ นทรเกษม
ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ เม อว นท 22 ม ถ นายน 2544 ในขณะน นส งก ดส าน กงาน สภาสถาบ น ราชภ ฏ กระทรวงศ กษาธ การ ได ตกลงร วมม อก บโรงเร ยนม นบ ร โปล เทคน ค ในการด าเน นการจ ดต งศ
แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร
แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย หน วยการเร ยนร ท 2 ข อม ลและสารสนเทศ ช นม ธยมศ กษาป ท 1 ห วข อเร อง การ เวลา 1 ช วโมง ว นท ใช แผน 12 พฤศจ กายน 2557 ผ ใช แผน
ระยะเวลา ต.ค.54 พ.ย.54 ธ.ค.54 ม.ค.55 ก.พ.55 ม.ค.55 เม.ย.55 พ.ค.55 ม.ย.55 ก.ค.55 ส.ค.55 ก.ย.55
แผนจ ดทาข นตอนการดาเน นงาน แผนงาน/โครงการ ประจาป 555 โครงการเสร มสร างความร และประสบการณ ด านค ณธรรมแก เด กและเยาวชนท ประสบป ญหาทางส งคม หน วยงานศ นย พ ฒนาส งคม หน วยท 5 จ งหว ดลาพ น เป าหมายท งหมด 5 ราย
แนวทางการบร หารจ ดการ การจ ดทาแบบของกองแบบแผน
แนวทางการบร หารจ ดการ การจ ดทาแบบของกองแบบแผน พ จารณา 4 เร อง เร องการบร หารจ ดการ การออกแบบและปร บแบบไม ให ล าช า (ม ระยะเวลากาหนด และข นตอนเหม อนการออกแบบปกต ) เร องการเปล ยนแปลงรายการต องให กองแบบแผนร
จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ
ค ม อการใช งาน ระบบระบบสารสนเทศเพ อการบร หารงานว จ ยและฐานข อม ลงานว จ ย มหาว ทยาล ยพะเยา จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ ศ นย บร การเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร มหาว ทยาล ยพะเยา คานา ป จจ บ น มหาว ทยาล
แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ
แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สาย ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ 0 RT-KM1 การจาแนกองค ความร จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร
ผ ร นางว มลวรรณ วงษ สง า น กทร พยากรบ คคล ชานาญการพ เศษ
ผ ร นางว มลวรรณ วงษ สง า น กทร พยากรบ คคล ชานาญการพ เศษ *** ทาความร จ ก ผ ร ของเรา *** ช อ : นางว มลวรรณ วงษ สง า ตาแหน ง : น กทร พยากรบ คคลชานาญการพ เศษ เบอร โทรศ พท : 0896925188 E-Mail Address : [email protected]
ห วข อการประกวดแข งข น
ช อโครงการ การประกวดแข งข นท กษะด านเทคโนโลย คอมพ วเตอร ห วข อการประกวดแข งข น เทคโนโลย สร างสรรค หน วยงานท ร บผ ดชอบ บร ษ ท สงขลาฟ น ชช ง จาก ด ล กษณะโครงการ ประกวดแข งข นช งท นการศ กษา ระยะเวลาดาเน นการ
3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน
คณะผ บร หารการคล งประจ าจ งหว ดน าน โครงการเพ มประส ทธ ภาพการคล งท องถ นด านรายจ ายและการบร หารจ ดการหน หล กส ตร เพ มประส ทธ ภาพการคล งท องถ นด านการบร หารจ ดการหน 1. หล กการและเหต ผล ตามท ท มเฉพาะก จวาย
การบร หารโครงการว จ ย #3
การบร หารโครงการว จ ย #3 เร ยบเร ยงโดย นางสาวศ ร อร ศ กด ว ไลสก ล 1 ว นน เราจะมาท าความเข าใจและเร มต นบร หารโครงการว จ ย ท งความหมายของการบร หาร รวมท งการ พ ฒนาโครงการม ข นตอนอะไรบ าง มาต ดตามก นในตอนท
How To Read A Book
แผนพ ฒนาองค การประจ าป งบประมาณ พ.ศ. กรม: เจ าท า ประเภทกรม : ด านนโยบาย ด านบร การ กระทรวง คมนาคม ช อแผนพ ฒนาองค การ: การบร หารทร พยากรบ คคล หมวด : 5 การม งเน นทร พยากรบ คคล โอกาสในการปร บปร ง : เม อเท
บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report)
ตอนท 1 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน ค ม อผ ร บผ ดชอบด านพล งงาน(อาคาร) พ.ศ.2553 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ความส าค ญ พ.ร.บ. การส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน
การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม.
การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. รายงานประจ าป ของสถานศ กษา การจ ดท ารายงานประจ าป ของ สถานศ กษาเป นข นตอนท 7 ของการ ประก นค ณภาพภายในระด บการศ กษา ข นพ นฐาน ตามกฎกระทรวงว าด
รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด
130 ง31101 การงานอาช พและเทคโนโลย 1 กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ช นม ธยมศ กษาป ท 4 ภาคเร ยนท 1 เวลา 20 ช วโมง จานวน 0.5 หน วยก ต ศ กษา ว เคราะห อธ บาย ว ธ การทางานและท กษะกระบวนการทางานเพ
ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ
ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ ฝ ายบร หารงานท วไป ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 4 1. ว ตถ ประสงค ค ม อกระบวนการร บ ส ง หน งส อราชการอเล
KingdomofThailand EDICTOFGOVERNMENT±
KingdomofThailand EDICTOFGOVERNMENT± Inordertopromotepubliceducationandpublicsafety,equal justiceforal,abeterinformedcitizenry,theruleoflaw, worldtradeandworldpeace,thislegaldocumentishereby madeavailableonanoncommercialbasis,asitistherightof
แผนการจ ดการความร สถาบ นการพลศ กษา ว ทยาเขตส โขท ย ประจ าป การศ กษา 2555
1 แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2555 2 แผนการจ ดการความร : การจ ดการความร เก ยวก บการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ พ นธก จ : การผล ตบ ณฑ ต กลย ทธ ท 1.2 : การพ ฒนาการเร ยนการสอนเพ อพ ฒนาค ณภาพน
แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร
แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร รายงานแผนปร บปร งองค กร จ งหว ดระยอง แบบฟอร มท 7 แบบฟอร มแสดงหล กฐานส าค ญประกอบการด าเน นการในแต ละหมวด หมวด หล กฐานส าค ญ ม ไม ม หมายเหต 1 การน าองค กร 1.ว ส ยท
และจ ดเก บเอกสารให เป นระบบ
1. ว ตถ ประสงค เพ อให ว ทยาล ยม ระบบค ณภาพและบ คลากรท กฝ ายร วมก นต งปณ ธาน ความม งหว งท จะพ ฒนาว ทยาล ยไปส ความสาเร จ โดยร วมก นระดมพล งป ญญา และแรง บ นดาลใจสร างภาพท พ งประสงค ของว ทยาล ย โดยร วมก นกาหนด
รายงานผลการประเม นมาตรฐาน
ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๔ จ ดสถานท เร ยน สถานท ฝ กปฏ บ ต งาน สถานท ศ กษาค นคว า ให เหมาะสมก บสาขาว ชาท งในสถานศ
รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...
มคอ.5 รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1. รห สและช อรายว ชา รห สว ชา ช อว ชาภาษาไทย (ช อว ชาภาษาอ งกฤษ) 2. รายว
หน า ๗ เล ม ๑๒๖ ตอนท ๔๗ ก ราชก จจาน เบกษา ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ กฎกระทรวง
หน า ๗ กฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐาน หล กเกณฑ และว ธ การจ ดการพล งงาน ในโรงงานควบค มและอาคารควบค ม พ.ศ. ๒๕๕๒ อาศ ยอ านาจตามความในมาตรา ๖ วรรคสอง มาตรา ๙ (๑) และมาตรา ๒๑ (๑) แห งพระราชบ ญญ ต การส งเสร มการอน
แผนปฏ บ ต ราชการกรมราชท ณฑ พ.ศ.2555-2558
แผนปฏ บ ต ราชการกรมราชท ณฑ พ.ศ.2555-2558 ค าน า ด วยคณะร ฐมนตร ได ประกาศใช แผนการบร หารราชการแผ นด น พ.ศ.2555 2558(ราชก จจาน เบกษา เล ม 128 ตอนพ เศษ 109 ง ว นท 21 ก นยายน 2554) เป นกรอบแนวทางการบร หารราชการตลอดวาระการด
การบร หารความร และการเร ยนร VII
สารบ ญ สารบ ญ สารบ ญ VII สารบ ญร ป XII แถลงการณ แบบอย างท ด เย ยมด านการบร หาร 1 1. หล กการ 7 1.1 อนาคตของบร ษ ทข นอย ก บความร ความสามารถของพน กงาน 8 (ก) บร ษ ทเต บใหญ ได ไม เก นความร ความสามารถของพน กงานท
ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและปราบปรามการท จร ตและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.
ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ย ทธศาสตร ย ทธศาสตร ท 1 เสร มสร างจ ตส าน กและ ค าน ยมให หน วยงาน บร หารงานตาม หล
BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน
BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาศ กยภาพบ คลากรผ เก ยวข องให ม ความร ความเข าใจ ความส าค ญในการก าหนดข อม ลพ นฐาน (Master File) และข อม ล พ นฐานท พ ฒนาข นมาใหม ในโปรแกรม BMS INVENTORY เพ
แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.
แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. RT-KM1 การจ าแนกองค ความร ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของส วนราชการ ช อหน วยงาน ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค
เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต
เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต องใช เคร องม อประกอบการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน
ค ม อข นตอนการปฏ บ ต งาน การตรวจต ดตามค ณภาพภายใน
หน า 1/6 ผ จ ดทา ผ ตรวจสอบ.. (นางสาวมณฑ รา ถาวรย ต การต ) (นางสาวอ มพ ชน นวลแสง) ห วหน าฝ ายตรวจประเม น ผ แทนฝ ายบร หาร 14 / ม.ค. / 55 12 / ม.ค. / 55 ผ อน ม ต (นางธน ฏฐา จงพ ร เพ ยร) ผ อ านวยการศ นย พ
การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557
การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 งานศ นย การจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร 2 แผนท 1 กล มเป าหมาย
เคร องม อประเม น สถานศ กษาแบบอย างการจ ดก จกรรมการเร ยนร และการบร หารจ ดการตามหล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง (สถานศ กษาพอเพ ยง) ป 2554 2556
ตอนท 1 ข อม ลท วไป เคร องม อประเม น สถานศ กษาแบบอย างการจ ดก จกรรมการเร ยนร และการบร หารจ ดการตามหล กปร ชญาของ (สถานศ กษาพอเพ ยง) ป 2554 2556 ************************************* 1. ช อสถานศ กษา... ส
แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร
แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กสตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร *จ าเป น ตอนท ข อม ลท วไป ค าช แจง กรณาเล อกในช องท ตรงก บความเป นจร งของท าน สถานภาพ * ค าช แจง อาจารย ประจ าหล กส
รายงานผลการประเม นมาตรฐาน
ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๒ จ ดกระบวนการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ โดยส งเสร มให ผ เร ยนได พ ฒนาตนเองตามธรรมชาต
บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร
บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร ประกอบด วย 4 ข นตอน 1. การว เคราะห และกาหนดรายละเอ ยดของป ญหา 2. การวางแผนในการแก ป ญหา 3. การดาเน นการแก ป ญหา 4. การตรวจสอบและปร บปร ง ว เคราะห ป ญหาหร อความต องการ
แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร
แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552 กรมพ ฒนาธ รก จการค า จ ดท าโดย กล มการเจ าหน าท ส าน กเลขาน การกรม แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552 กรมพ ฒนาธ รก จการค า ในป
การวางแผน (Planning)
การวางแผน (Planning) การวางแผน หมายถ งอะไร การพ จารณา และ ก าหนดแนวทางปฏ บ ต งาน ให บรรล เป าหมาย การคาดการณ หร อ คาดคะเนส งท ย งไม เก ดข น อย างใช ด ลยพ น จ สร ป...การวางแผน ค อ ความพยายามท เป นระบบ เพ
แบบประเม นผลประช มส มมนาทางว ชาการเร อง มาตรฐานการแปลและล าม : สภาและศ นย ข อม ลพห ภาษาสาหร บความเป นอาช พ
แบบประเม นผลประช มส มมนาทางว ชาการเร อง มาตรฐานการแปลและล าม : สภาและศ นย ข อม ลพห ภาษาสาหร บความเป นอาช พ แบบสอบถามน ม ว ตถ ประสงค เพ อประเม นความค ดเห นเก ยวก บการจ ดประช ม สาหร บเป นข อม ลพ นฐานในการ
ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดสว สด การแก บ คลากร กรณ การจ ดสว สด การอาคารท พ กข าราชการกระทรวงย ต ธรรม กองการเจ าหน าท ส าน กงานปล ดกระทรวงย ต ธรรม
กระบวนการจ ดสว สด การแก บ คลากร กรณ การจ ดสว สด การอาคารท พ กข าราชการกระทรวงย ต ธรรม กองการเจ าหน าท (ฉบ บปร บปร ง) ว นท บ งค บใช ๑ ส งหาคม ๒๕๕๔ หน า ๑ ของ ๙ สารบ ญ ห วข อ หน า ว ตถ ประสงค ๑ ขอบเขต ๒
ËÅÑ Êٵà Managing and Reporting Sales Data with Excel 2010
ËÅÑ Êٵà Managing and Reporting Sales Data with Excel 2010 0 Course ID Course Name Time IT001 1 ว น หล กการและเหต ผล งานขายเป นห วใจของการด าเน นธ รก จ No Selling No Business ค ากล าวน คงไม ต องการค าอธ
รายงานผลการอบรม หล กส ตร การเสร มสร างประส ทธ ภาพการปฏ บ ต งาน เพ อพ ฒนามาตรฐานว ชาช พคร
รายงานผลการอบรม หล กส ตร การเสร มสร างประส ทธ ภาพการปฏ บ ต งาน เพ อพ ฒนามาตรฐานว ชาช พคร ณ โรงแรมเลยพาเลซ อ าเภอเม อง จ งหว ดเลย ว นอาท ตย ท 19 ก นยายน พ.ศ. 2553 น าเสนอโดย นางฉลวย เข มลา ห วหน าศ นย พ
การพ ฒนาระบบการจ ดการพล งงาน ผ แทนกรมพ ฒนาพล งงานทดแทนและอน ร กษ พล งงาน กรมพ ฒนาพล งงานทดแทนและอน ร กษ พล งงาน
การพ ฒนาระบบการจ ดการพล งงาน ผ แทนกรมพ ฒนาพล งงานทดแทนและอน ร กษ พล งงาน กรมพ ฒนาพล งงานทดแทนและอน ร กษ พล งงาน กฎหมายพล งงาน กฎหมาย พล งงาน พระราชบ ญญ ต การส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน พ.ศ. 2535 (แก ไขเพ
ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ
แผนจ ด แผนท...1... แบบฟอร มท 2 แผนจ ด (KM Action Plan) ช อหน วยงาน : โรงนครพนมราชนคร นทร หน าท : 1/ 5 ประเด นย ทธศาสตร : ย ทธศาสตร ท 3 ว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย ด แลผ ป วยจ ตเภท องค ท จ าเป น (K) : พ ฒนาระบบด
แผนการจ ดการความร ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช
แผนการจ ดการ ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช A1 เป าหมาย เป าหมาย ต วช ว ด เกณฑ ป 2556 จานวนประด นท สาขาว ชาศ กษาศาสตร กาหนด ครอบคล
แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.
แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และ มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘) แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา ๒๕๕๗ (๑ ม ถ นายน พ.ศ.
2. การฝ กอบรม 2.1 โครงการพ ฒนา เพ อพ ฒนาและเสร มสร าง เท าก บจ านวน เท าก บจ านวน การฝ กอบรม ภายในป บ คลากรม ค ณธรรม ส าน กปล ด ทดสอบตามแบบ
-12-1. การปฐมน เทศ 1.1 โครงการปฐมน เทศเพ อเสร มสร างวามร ความ ระด บของ เท าก บพน กงาน ปฐมน เทศ ช วงเวลาท พน กงานท บรรจ ใหม ก.อบต.จ งหว ด ทดสอบความร พน กงานใหม เข าใจเก ยวก บองค การ พน กงานส วน ส วนต าบลและ
แผนปฏ บ ต การพ ฒนาสถาบ นครอบคร วจ งหว ดประจวบค ร ข นธ ประจาป พ.ศ. 2558. (Action Plan) ม.ค. 58 ธ.ค. 57 พ.ย. 57 ก.พ. 58
แผนปฏ บ ต การพ ฒนาสถาบ นครอบคร วจ งหว ดประจวบค ร ข นธ ประจาป พ.ศ. 25 ย ทธศาสตร ท 1 พ ฒนาศ กยภาพของครอบคร ว เป าหมาย 1. ครอบคร วม ศ กยภาพ และส มพ นธภาพท ด สามารถทาบทบาทหน าท ได อย างเหมาะสม 2. สมาช กของครอบคร
ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ.
4-1 ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-2 4-3 มาตรฐานท 1 มาตรฐานด านค ณภาพบ ณฑ ต ต วบ งช อ างอ งผลการด าเน นงานในต วบ งช ของ สกอ. ต วบ งช ร วม ต วบ งช 1.1 ร อยละของบ ณฑ ตระด บปร ญญาตร
ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.
ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.1 ค ณธรรม และจร ยธรรมในการดาเน นช ว ต 3.8 1.2 ม จ ตสาธารณะ 3.9 1.ผลรวมด านค ณธรรม
การประเม นค ณภาพการศ กษาภายใน ระด บหล กส ตร
การประเม นค ณภาพการศ กษาภายใน ระด บหล กส ตร 1 การประเม นหล กส ตร ประเม นโดย สกอ. ท กๆ 3 ป ม 11 สาขา ท ม มคอ. 1 จะถ กประเม นโดย สกอ. สาขาท เหล อให มหาว ทยาล ยหาผ ประเม นเอง โดยมหาว ทยาล ยเป นผ แต งต ง และอบรมผ
รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา
รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา ต าแหน ง. ว ทยฐานะ.. กล มสาระการเร ยนร. โรงเร ยนสตร ท งสง ส าน กงานเขตพ นท การศ กษาม ธยมศ กษา เขต 12 กระทรวงศ กษาธ การ 255.. 2 บ
โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล
มคอ. ๕ รายงานผลการด าเน นการ ของรายว ชา (Course Report) โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล หน าท 1 รายงานผลการด าเน นการของรายว ชา (Course Report) หมายถ ง รายงานผลการจ ดการเร ยนการสอนของอาจารย ผ สอนแต ละรายว ชาเม
โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก
โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก... 1. หล กส ตร ประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นส ง (ปวส.) พ ทธศ กราช 2545 ( ปร บปร ง 2546 ) 2. ช อรายว
แนวปฏ บ ต การแข งข นท กษะว ชาการ งานศ ลปห ตถกรรมน กเร ยน คร งท 62 ป การศ กษา 2555...
แนวปฏ บ ต การแข งข นท กษะว ชาการ งานศ ลปห ตถกรรมน กเร ยน คร งท 62 ป การศ กษา 2555... จากการประช มคณะกรรมการกาหนดนโยบายการจ ดงานศ ลปห ตถกรรม คร งท 62 ป การศ กษา 2555 ท สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐานแต
แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด
แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด กระบวนการจ ดการความร (Knowledge Management process) 1.การบ งช ความร บ งช ความร ท จ าเป
รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553)
รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการ ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553) ล าด บ ก จกรรมการจ ดการ ต วช ว ด เป าหมาย ผลการด าเน นงาน 1 การบ งช จ ดประช มเพ อทบทวนแผนการจ ดการ
