1. เพ อให ผ เร ยนม ความร ความเข าใจถ งแนวค ดร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบและการบร หาร การพ ฒนา 2. เพ อให ผ เร ยนได เข าใจถ งภาพรวม แนวทางการศ กษาและพ ฒนาการของร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบและการบร หารการพ ฒนา 3. เพ อให ผ เร ยนเข าใจความส มพ นธ ของร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบก บแนวค ดของการ บร หารการพ ฒนา
1. ความหมายของร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ ให ความหมายร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบว า เท ยบเค ยงก นเพ อให เห นถ ง
2. ประโยชน ท ได ร บจากการศ กษาร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ 1) ร ล กษณะเฉพาะของระบบบร หารในแต ละช วงเวลา หร อของประเทศต าง ๆ - จะท าให ทราบภาพความแตกต างและความคล ายคล งของระบบบร หาร - ท าให สามารถก าหนดทฤษฎ หร อหล กเกณฑ 2) การทราบถ งสาเหต และป จจ ยต างๆ ท ท าให ระบบบร หารหน งม ประส ทธ ภาพ ในประเทศหน งหร อในสม ยหน ง แต ใช แล วไม ได ผลอย างม ประส ทธ ภาพในอ ก ประเทศหน งหร อสม ยหน ง - จะเป นประโยชน ต อผ บร หารประเทศท าความเข าใจอย างถ กต องและหาทางแก ไข ป องก นความผ ดพลาดท อาจเก ดข น
3) จะช วยให เก ดความเข าใจถ งป จจ ยสภาพแวดล อมต าง ๆ ว าม อ ทธ พลต อการ บร หารประเทศ - ซ งแต ละประเทศม ความแตกต างในบร บทสภาพแวดล อมทางการเม อง เศรษฐก จ ส งคม เทคโนโลย - จะท าให ผ น าประเทศสามารถปร บปร งระบบบร หารให สอดคล องก บสภาพแวดล อม 4) ท าให เข าใจในความคล ายคล ง และข อแตกต างในพฤต กรรมของข าราชการ และระบบบร หารของประเทศต างๆ - จะเป นประโยชน ช วยให ผ ไปปฏ บ ต งานในต างประเทศ สามารถปฏ บ ต งานได ด ย งข น โดยอาศ ยข อม ลเช งเปร ยบเท ยบเป นพ นฐานการปฏ บ ต งาน 5) จะท าให ร ว าระบบบร หารท เป นอย ม ข อด หร อข อบกพร องอย างไร ท ต อง แก ไขบ าง ท าให ผ น าประเทศสามารถน าส วนท ด อ กประเทศหน งหร อในอ กเวลา หน งมาปร บใช ได
เป นการสร างองค ความร ทางว ชาการ เป นการสร างองค ความร ทางว ชาการ เน องจากการศ กษาข อคล ายคล งหร อ ความแตกต างในเร องการบร หาร จะเป นสมมต ฐานของการต งทฤษฏ หร อการ สร างองค ความร ข นมาใหม เพ ออธ บายปรากฏการณ ทางการบร หารท เป นอย ก อให เก ดความร ความเข าใจในเร องของโครงสร าง กระบวนการ และ พฤต กรรมของหน วยงานและข าราชการ และสภาพแวดล อมของแต ละส งคม เป นการน าไปประย กต ใช ในทางปฏ บ ต เพ อพ ฒนาปร บปร งระบบการบร หารให ม ประส ทธ ภาพ และช วยสร าง ความเจร ญก าวหน าของประเทศได
3. พ ฒนาการของการศ กษาร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ พ ฒนาการของการศ กษาร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบท ผ านมา ในอด ตจนถ งป จจ บ น สามารถแบ งออกได 3 กระแสหล ก ด งน 1. การศ กษาเปร ยบเท ยบระบบบร หาร (the Comparative Study of Administration) หร อ CSA - เร มศตวรรษท 19 เป นการศ กษาเปร ยบเท ยบระบบบร หารของประเทศตะว นตก ด วยก น จะเน นการศ กษาประว ต ศาสตร การบร หาร ต วบทกฎหมาย และสถาบ นทางการ บร หารและการปกครองเป นส าค ญ 2. การศ กษาเปร ยบเท ยบของกล มการบร หารเปร ยบเท ยบ (the Comparative public Administration of the Comparative Administation Group หร อ CPA-CAG) - หล งสงครามโลกคร งท 2 น กว ชาการด านร ฐประศาสนศาสตร ชาวอเมร กาโดยการน า ของ Fred Riggs ศ กษาระบบบร หารและระบบราชการของประเทศโลกท 3 เพ อใช เป น เคร องม อในการบร หารการพ ฒนาและการพ ฒนาประโยชน - โดยกล มไม ล มหลงหร อย ดต ดก บว ฒนธรรมตะว นตกเป นหล ก
3. การศ กษาเปร ยบเท ยบร ฐประศาสนศาสตร แนวใหม (the New Comparative Public Administration หร อ New CPA) - เร มต งแต กลางป ค.ศ. 1970 จนถ งป จจ บ น ศ กษาการบร หารประเทศโลกท 3 ให ความสนใจก บข อเท จจร งป ญหาต างๆ ท เก ดข นจร ง ในระบบบร หาร มากกว าการสร างต ว แบบและทฤษฎ ใหม - สนใจศ กษาการพ ฒนาควบค ก บการบร หารโครงการพ ฒนาต าง ๆในใจศ กษาเร อง การน านโยบายไปปฏ บ ต ม ใช เน นการพ ฒนาระบบราชการแต เพ ยงอย างเด ยว - ให ความสนใจก บประชาชนท ได ร บประโยชน หร อถ กกระทบกระเท อนจากนโยบาย และโครงการพ ฒนาของร ฐ
4. อนาคตของร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ ได อธ บายภาพอนาคตของการศ กษาร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ ว า
ได สร ปภาพอนาคตของการศ กษาร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ ไว 4 กระแสหล กใหญ ๆ ด งน 1. ศ กษานโยบาย สาธารณะ เปร ยบเท ยบท เน น ภาคปฏ บ ต 2. เปล ยนจาก การศ กษาเปร ยบเท ยบ องค การระหว าง ประเทศ 3. ไม ให ศ กษาจ าก ด เฉพาะระบบราชการ ควรศ กษาองค การ ภาคร ฐ ภาคเอกชน องค การระด บ ภ ม ภาค และ นานาชาต 4. ศ กษาระบบราชการ เปร ยบเท ยบ โดยค าน ง ความแตกต างของ ระบบราชการประเทศ ต าง ๆ เช น คนร ารวย หร อยากจนของระบบ ราชการในแต ละ ประเทศ
1. ความหมายของการบร หารการพ ฒนา กล าวว า การบร หารการพ ฒนาตรงก บภาษาอ งกฤษท ง 2 ค า ด งน
2. ค ณล กษณะของการบร หารการพ ฒนา อธ บายว า การบร หารการพ ฒนาม ล กษณะร วมก นอย างน อย 4 ประการ ด งน 1. การบร หารการพ ฒนาม ความหมายท บ งช ถ งสภาพภ ม ศาสตร (geographical) 2. การบร หารการพ ฒนาเป นผลพวง หร อเก ดจากองค ประกอบของการบร หาร การพ ฒนาการเม อง เศรษฐก จและส งคม ฯลฯ 3. การบร หารการพ ฒนาเป นกระบวนการของความเคล อนไหวจากสภาพการณ หน งไปส เป าหมายใดเป าหมายหน ง 4. การบร หารการพ ฒนาม ความหมายท บ งช ว า ประเทศท ก าล งพ ฒนาหาก ต องการเจร ญรอยตามประเทศท พ ฒนาแล ว จะต องปฏ บ ต ภารก จท เหม อนก น หร อคล ายคล งก บภารก จของประเทศท พ ฒนา
3. จ ดสนใจของร ฐประศาสนศาสตร ท ม ต อการบร หารการพ ฒนา อธ บายว า การบร หารการพ ฒนาได พ ฒนาตนเองเป นสาขาว ชาหน ง โดยเฉพาะ ด วยเหต ผล 3 ประการ 1. การบร หารการพ ฒนาได ม งเน นพลว ตรขององค ประกอบทางส งคมมากกว า แนวทางการศ กษาอ นๆ 2. การบร หารการพ ฒนาให ความส าค ญก บการประย กต มากกว าการบร หาร เปร ยบเท ยบ 3. การบร หารการพ ฒนาม งแสวงหาแนวทางท จะแก ไขป ญหาต างๆ ในโลกของ ความเป นจร งมากกว าการบร หารเปร ยบเท ยบ
4. ความส มพ นธ ระหว างร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบก บการบร หารการพ ฒนา 1. การบร หารการพ ฒนาเป นแนวการศ กษาท ส าค ญด านหน งของร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบ เสม อนว ชาพ ว ชาน อง - โดยร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบม ก าเน ดมาก อนการบร หารการพ ฒนา 2. ท ง 2 ว ชา ก าเน ดข นโดยม ว ตถ ประสงค เพ อเพ มพ นองค ความร ใหม ๆ 3. ภายหล งร ฐประศาสนศาสตร เปร ยบเท ยบเส อมความน ยมลง การบร หารการพ ฒนาได เจร ญก าวหน าข น และได ร บความน ยมศ กษาอย างกว างขวางในประเทศท ก าล งพ ฒนา