แผนการจ ดการเร ยนร ท 1 กล มสาระการเร ยนร.การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชา และเทคโนโลย ช อหน วยการเร ยนร ประโยชน และโทษของ เวลา ๖ ช วโมง เร อง ประโยชน ของ เวลา ๔ ช วโมง 1. มาตรฐานการเร ยนร มาตรฐาน ง 3.1 เข าใจ เห นค ณค า และใช กระบวนการเทคโนโลย สารสนเทศใน การส บค นข อม ล การเร ยนร การส อสาร การแก ป ญหา การทางาน และอาช พอย างม ประส ทธ ภาพ ประส ทธ ผล และม ค ณธรรม 2. ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษจากการใช งาน 3. สาระสาค ญ สามารถประย กต ใช งานได หลากหลาย ทาให เก ดประโยชน มากมายต อการสร างช นงาน ท งช นงานในร ปแบบเอกสารส งพ มพ ภาพน ง และม ลต ม เด ย การต ดต อส อสารก บผ อ นจากการใช บร การไปรษณ ย อ เล กทรอน กส และสนทนาออนไลน และการสร างความบ นเท งจากการเล นเกม การด ภาพยนตร และการฟ งเพลง 4. สาระการเร ยนร 4.1 ความร 1. อธ บายประโยชน ของได (K) 4.2 ท กษะ/กระบวนการ 2. ม ท กษะในแสวงหาความร เก ยวก บประโยชน ของ(P) 4.3 ค ณล กษณะ 3. เห นความสาค ญของการม มารยาทและม ความร บผ ดชอบการใช งานให เก ด ประโยชน (A)
5. ก จกรรมการเร ยนร ข นท 1 ข นนำเข ำส บทเร ยน 1. คร ถามว า น กเร ยนคนใดเคยใช บ าง และใช ทาส งใดบ าง ๒. คร ส มน กเร ยน 2-3 คนตอบคาถามให เพ อนฟ ง ข นท 2 ข นสอน ข นท 3 ข นสร ป ๑. คร อธ บายเก ยวก บประโยชน จากการใช งาน หน วยการเร ยนร ท ๓ ประโยชน และโทษของ จากใบความร ท ๓.๑ เร อง ประโยชน ของ โดยแสดงช นงานท สร างจากประกอบการอธ บาย ๒. คร เป ดส อการสอน Microsoft Office 2007 เร อง ประโยชน ของ ๓. คร แบ งกล มน กเร ยน กล มละ ๓ คน ให น กเร ยนท าใบงานท ๓.๑ เร อง ประโยชน ของ 1. ผ สอนส มน กเร ยนท ละกล ม นาเสนอผลสร ปการอภ ปราย 2. คร และน กเร ยนร วมก นสร ปเก ยวก บประโยชน ของ 6. ส อ อ ปกรณ และแหล งการเร ยนร 1. เคร องท ต อเช อมระบบอ นเทอร เน ตและต วอย างเว บไซต สาหร บค นข อม ล 2. ใบความร ท 3.๑ เร อง ประโยชน ของ 3. ใบงานท ๓.๑ เร อง ประโยชน ของ 4. หน งส อเร ยนสาระการเร ยนร พ นฐาน เทคโนโลย สารสนเทศ ป.๔ 5. หน งส อแบบฝ กห ดสาระการเร ยนร พ นฐาน เทคโนโลย สารสนเทศ ป. ๔ 6. ส อการสอนโดยใช โปรแกรม Microsoft Powerpoint 2007 เร อง ประโยชน ของ
7. การว ดและประเม นผลการเร ยนร เป าหมาย หล กฐาน ว ธ ว ด เคร องม อว ด สาระสาค ญ สามารถ ประย กต ใช งานได หลากหลาย ทาให เก ด ประโยชน มากมายต อ การสร างช นงาน ท ง ช นงานในร ปแบบ เอกสารส งพ มพ ภาพน ง และม ลต ม เด ย การต ดต อส อสารก บ ผ อ นจากการใช บร การ ไปรษณ ย อ เล กทรอน กส และ สนทนาออนไลน และ การสร างความบ นเท ง จากการเล นเกม การด ภาพยนตร และการฟ ง เพลง - ใบงานท 3.1 เร อง ประโยชน ของ - แบบประเม นตนเอง ด านการเร ยนและ การทางาน การ ทางานเป นกล ม การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ ง ประสงค - ใบงานท 3.1 เร อง ประโยชน ของ - แบบประเม นตนเอง ด านการเร ยนและ การทางาน - การประเม นผลการ ทางานเป นกล ม - การประเม นผล การศ กษาค นคว า - การประเม นผล ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ ง ประสงค - ใบงานท 3.1 เร อง ประโยชน ของ - แบบประเม นตนเอง ด านการเร ยนและ การทางาน การ ทางานเป นกล ม การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ ง ประสงค
เป าหมาย หล กฐาน ว ธ ว ด เคร องม อว ด ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษ จากการใช งาน ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษ จากการใช งาน ค ณล กษณะ 1. เห นความสาค ญ ของการม มารยาทและ ม ความร บผ ดชอบการ ใช งานให เก ดประโยชน - ใบงานท 3.1 เร อง ประโยชน ของ การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ งประสงค - แบบส งเกตความ สนใจและความ ต งใจในการทา ก จกรรมของ น กเร ยน - ใบงานท 3.1 เร อง ประโยชน ของ - การประเม นผล การศ กษาค นคว า - การประเม นผล ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ งประสงค - แบบส งเกตความ สนใจและความ ต งใจในการทา ก จกรรมของ น กเร ยน - ใบงานท 3.1 เร อง ประโยชน ของ การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ งประสงค - แบบส งเกตความ สนใจและความ ต งใจในการทา ก จกรรมของ น กเร ยน 8. ก จกรรมเสนอแนะ น กเร ยนควรไปศ กษาเพ มเต มจากหน งส อต อไปน - หน งส อท เก ยวข องก บประโยชน และโทษของ
9. ข อเสนอแนะของห วหน าสถานศ กษาหร อผ ท ได ร บมอบหมาย ได ทาการตรวจแผนการจ ดการเร ยนร ของนายช เก ยรต เม องกร งแล วม ความเป นด งน 9.1 เป นแผนการจ ดการเร ยนร ท ด มาก ด ด พอใช ควรปร บปร ง 9.2 การจ ดก จกรรมได นาเอากระบวนการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นสาค ญมาใช ในการสอนได อย างเหมาะสม ท ย งไม เน นผ เร ยนเป นสาค ญ ควรปร บปร งพ ฒนาต อไป 9.3 เป นแผนการจ ดการเร ยนร ท นาไปใช ได จร ง ควรปร บปร งก อนนาไปใช 9.4 ข อเสนอแนะอ นๆ......... ลงช อ... (...) ตาแหน ง...
บ นท กผลการจ ดการเร ยนร 1. ผลการสอน 2. ป ญหาและอ ปสรรค 3. แนวทางแก ไข/พ ฒนา ลงช อ... ( นายช เก ยรต เม องกร ง ) ตาแหน ง คร ข อเสนอแนะของผ บร หาร (ตรวจสอบ/น เทศ/เสนอแนะ/ร บรอง) ลงช อ... (...) ตาแหน ง...
ใบความร ท ๓.๑ เร อง ประโยชน ของ ประโยชน ของ 1. ด านการศ กษา - ช วยนาเสนอข อม ลได หลากหลายร ปแบบ - ช วยรวบรวมข อม ลต าง ๆ ไว ในแหล งข อม ลเด ยวก น - ช วยให ผ เร ยนสามารถศ กษาหาความร ได ด วยตนเอง - ช วยแลกเปล ยนและนาเสนอแนวความค ดของผ เร ยนและผ อ น 2. ด านการส อสาร - ช วยประหย ดเวลาและค าใช จ ายในการต ดต อส อสาร - เป นส อกลางในร บและส งข อม ลจากท หน งไปย งอ กท หน ง - ช วยกระจายข อม ลจากแหล งข อม ลหน งไปย งผ ใช ท กคน 3. ด านการบร หารประเทศ - เป นช องทางการร บร ข อม ลจากประชาชน - เป นช องทางการนาเสนอข อม ลไปส ประชาชน - ส งเสร มการแสดงออกซ งประชาธ ปไตย - เพ มท ศนคต ท เก ยวก บการบร หารประเทศด านบวกให แก ประชาชน 4. ด านส งคมศาสตร - ช วยเก บข อม ลสถ ต ด านส งคมศาสตร - ช วยคานวณแนวโน มป ญหาท อาจเก ดข นในอนาคต - ช วยนาเสนอข อม ลในร ปแบบของกราฟ แผนภ ม หร อภาพ 3 ม ต ทาให สามารถ เปร ยบเท ยบข อม ลต าง ๆ ได ง ายย งข น 5. ด านว ศวกรรม - ช วยออกแบบและคานวณโครงสร างบ านและอาคาร - สร างโมเดลจาลองก อนการสร างโมเดลจร ง - ควบค มการทางานด านก อสร างท ม ความละเอ ยดอ อน - ช วยประมวลผลและประเม นสถานการณ ท อาจเก ดป ญหาข นในอนาคต 6. ด านว ทยาศาสตร - ช วยเก บและประมวลผลข อม ลในงานว จ ยและการทดลองต าง ๆ - เช อมต อก บอ ปกรณ ทางว ทยาศาสตร เพ อเพ มประส ทธ ภาพของอ ปกรณ น น - ช วยทางานว จ ยหร องานทดลองท ม ความละเอ ยดและม ขนาดท เล ก ๆ ได - สร างแบบจาลองงานทดลองเพ อลดความผ ดพลาดจากการทดลองก บของจร ง 7. ด านการแพทย - ลดความผ ดพลาดและเพ มความแม นยาในการว น จฉ ยและร กษาโรค - เผยแพร ข อม ลเก ยวก บการด แลร กษาส ขภาพ - ช วยลดเวลาในการ กษาโรค
8. ด านอ ตสาหกรรม - ช วยควบค มการผล ตช นงานให ได ปร มาณและค ณภาพตามต องการ - ช วยทางานในพ นท เส ยงภ ยหร องานท มน ษย ไม สามารถท าได - ช วยลดป ญหาการขาดแคลนแรงงาน - ช วยคานวณปร มาณว ตถ ด บ ส นค า และกาไร 9. ด านธ รก จ - เป นช องทางในการนาเสนอส นค า - ช วยตรวจสอบและส งซ อส นค าต าง ๆ - ขยายโอกาสทางธ รก จให แก ผ ท ม เง นท นต า - ช วยคานวณต วเลขทางธ รก จได อย างแม นยา - เพ มความสะดวกในการซ อและขายส นค าจากท วโลก 10. ด านธนาคาร - ลดข นตอนในการดาเน นงาน - ช วยอานวยความสะดวกให แก ผ ใช บร การธนาคาร ทาให สามารถจ ดการด านการเง นได ท กท ตลอดเวลา - ช วยเก บข อม ลล กค าไว ในส วนกลาง ทาให สามารถตรวจสอบข อม ลของล กค าได จากท ก ธนาคาร 11. ด านสาน กงาน - ใช สร างงานนาเสนอในร ปแบบท น าสนใจ - ช วยประหย ดค าใช จ ายในการพ มพ เอกสาร - ช วยเก บข อม ลท เป นประโยชน ต อการต ดส นใจของผ บร หาร
ใบงานท ๓.๑ เร อง ประโยชน ของ หน วยการเร ยนร ท 1 ประโยชน ของ เวลา 20 นาท ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษจากการใช งาน คาช แจง ให น กเร ยนตอบคาถามต อไปน 1. ด านการศ กษา 2. ด านการส อสาร 3. ด านการบร หารประเทศ 4. ด านส งคมศาสตร 5. ด านว ศวกรรม 6. ด านว ทยาศาสตร 7. ด านการแพทย
8. ด านอ ตสาหกรรม 9. ด านธ รก จ 10. ด านธนาคาร 11. ด านสาน กงาน
ส อการสอนโดยใช โปรแกรม Microsoft Powerpoint 2007 เร อง ประโยชน และโทษ
แบบส งเกตความสนใจและความต งใจในการทาก จกรรมของน กเร ยน ช อน กเร ยน...ช น... ก จกรรม...ว นท... รายการ ปฏ บ ต ไม ปฏ บ ต 1. เร มต นงานท ได ร บมอบหมายท นท 2. ทางานเสร จเร ยบร อยตามเวลาท กาหนด 3. ขอคาแนะนาจากคร หร อเพ อเม อไม เข าใจ 4. ทาก จกรรมด วยความสน กสนานและเต มใจ 5. ม ส วนร วมในการทาก จกรรมอย างสม าเสมอ 6. ช วยเหล อแนะนาเพ อนในการทาก จกรรมตามสมควร 7. สนใจศ กษาหาความร เพ มเต มด วยตนเอง รวมคะแนน หมายเหต 1. ข อใดท น กเร ยนปฏ บ ต ได คะแนน 1 คะแนน ไม ปฏ บ ต ได คะแนน 0 คะแนน 2. เกณฑ การประเม นจากแบบส งเกตอาจกาหนด ด งน 7 คะแนน ด มาก 5-6 คะแนน ด 3-4 คะแนน พอใช 1-2 คะแนน ควรปร บปร ง 3. คร อาจส มเล อกน กเร ยนเท าท สามารถส งเกตได ในการส งเกตแต ละคร งโดยหม นเว ยนไปจนครบท ก คนในห อง
แบบประเม นผลการทางานเป นกล ม ว ชา...รห สว ชา...ระด บช น...ภาคเร ยนท...ป การศ กษา... ช อกล ม... ข อท ห วข อการประเม น 1 คณะทางาน 2 ความร บผ ดชอบต อหน าท 3 ข นตอนการทางาน 4 เวลาเร ยน 5 ความร วมม อในการทางาน รวม เกณฑ การให คะแนน 4 3 2 1 รวม (20) ระด บค ณภาพ คะแนน 16 20 หมายถ ง ด มาก คะแนน 11 15 หมายถ ง ด คะแนน 6 10 หมายถ ง พอใช คะแนน 1-5 หมายถ ง ปร บปร ง
รายละเอ ยดเกณฑ การให คะแนนแบบประเม นผลการทางานเป นกล ม ประเด น การประเม น 1. คณะทางาน ม ประธาน เลขาน การ ผ นา เสนอ ผ ร วมงาน 2. ความ ร บผ ดชอบ ต อหน าท 3. ข นตอน การทางาน เกณฑ การให คะแนน 4 3 2 1 ท กคนม หน าท และความ ร บผ ดชอบต อ หน าท ของตนเอง - ค ดเล อกและ เตร ยมข อม ลได เหมาะสม - ม การวางแผน การทางาน - ม การเตร ยม ว สด อ ปกรณ - ม การปฏ บ ต ตามแผนและ พ ฒนางาน 4. เวลา เสร จก อนกาหนด และงานม ค ณภาพ 5. ความร วมม อ ในการทางาน ท กคนม ส วนร วม และให ความ ร วมม ออย างเต มท ขาดองค ประกอบ 1 อย าง ม ผ ม หน าท แต ไม ร บผ ดชอบ 1 คน ขาด 1 ข นตอน หร อไม ช ดเจน เสร จตามกาหนด และงานม ค ณภาพ 80% ของกล มม ส วนร วมและให ความร วมม อ ขาดองค ประกอบ 2 อย าง ม ผ ม หน าท แต ไม ร บผ ดชอบ 2 คน ขาด 2 ข นตอน หร อไม ช ดเจน เสร จไม ท น กาหนด แต งาน ม ค ณภาพ 60% ของกล มม ส วนร วมและให ความร วมม อ ขาดองค ประกอบ 2 อย างข นไป ม ผ ม หน าท แต ไม ร บผ ดชอบ 2 คน ข นไป ขาดมากกว า 2 ข นตอนข นไป เสร จไม ท น กาหนด และงาน ไม ม ค ณภาพ 40% ของกล มม ส วนร วมและให ความร วมม อ
แบบประเม นตนเองด านการเร ยนและการทางาน ช อ...ช น...เลขท... รายว ชา... ระด บค ณภาพ 5 หมายถ ง สม าเสมอ 4 หมายถ ง ปานกลาง 3 หมายถ ง น อย 2 หมายถ ง น อยท ส ด 1 หมายถ ง ไม ม เลย เกณฑ การประเม น 1. ม ความต งใจ กระต อร อร นในการเร ยน 2. ม ความชอบท ทาก จกรรมการเร ยนการสอนท กคร ง 3. ให ความช วยเหล อ แนะน าเพ อนได 4. ร บผ ดชอบตนเองในการท างาน 5. เห นประโยชน จากการท างานของตนเองท กคร ง 6. ส งงานท กคร ง ตรงเวลา 7. ม ความส ขในการเร ยน ระด บค ณภาพ 5 4 3 2 1 เกณฑ การประเม นผล 1. ได คะแนนรวมไม น อยกว า 20 คะแนน ถ อว าผ านเกณฑ การประเม น 2. นาคะแนนมาค ดเท ยบเป นคะแนนในส วนของท กษะกระบวนการ โดย 2.1 ได คะแนนช วง 14-16 ค ดเป น 1 คะแนน 2.2 ได คะแนนช วง 17-19 ค ดเป น 2 คะแนน 2.3 ได คะแนนช วง 20 ค ดเป น 3 คะแนน
แบบส งเกตความสนใจและความต งใจในการทาก จกรรมของน กเร ยน ช อน กเร ยน...ช น... หน วยการเร ยนร... เร อง... สาระว ชา... รายการ ปฏ บ ต ไม ปฏ บ ต 1. เร มต นงานท ได ร บมอบหมายท นท 2. ทางานเสร จเร ยบร อยตามเวลาท กาหนด 3. ขอคาแนะนาจากคร หร อเพ อเม อไม เข าใจ 4. ทาก จกรรมด วยความสน กสนานและเต มใจ 5. ม ส วนร วมในการทาก จกรรมอย างสม าเสมอ 6. ช วยเหล อแนะนาเพ อนในการทาก จกรรมตามสมควร 7. สนใจศ กษาหาความร เพ มเต มด วยตนเอง รวมคะแนน หมายเหต 1. ข อใดท น กเร ยนปฏ บ ต ได คะแนน 1 คะแนน ไม ปฏ บ ต ได คะแนน 0 คะแนน 2. เกณฑ การประเม นจากแบบส งเกตอาจกาหนด ด งน 7 คะแนน ด มาก 5-6 คะแนน ด 3-4 คะแนน พอใช 1-2 คะแนน ควรปร บปร ง 3. คร อาจส มเล อกน กเร ยนเท าท สามารถส งเกตได ในการส งเกตแต ละคร งโดยหม นเว ยน ไปจนครบท กคนในห อง
แผนการจ ดการเร ยนร ท ๒ กล มสาระการเร ยนร.การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชา และเทคโนโลย ช อหน วยการเร ยนร ประโยชน และโทษของ เวลา ๖ ช วโมง เร อง โทษของ เวลา ๒ ช วโมง 1. มาตรฐานการเร ยนร มาตรฐาน ง 3.1 เข าใจ เห นค ณค า และใช กระบวนการเทคโนโลย สารสนเทศใน การส บค นข อม ล การเร ยนร การส อสาร การแก ป ญหา การทางาน และอาช พอย างม ประส ทธ ภาพ ประส ทธ ผล และม ค ณธรรม 2. ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษจากการใช งาน 3. สาระสาค ญ เป นอ ปกรณ เทคโนโลย สารสนเทศท ทางานตามคาส งของผ ใช ท เป นมน ษย ถ า หากมน ษย ขาดจ ตสาน ก ขาดความร บผ ดชอบ แบ งเวลาไม ถ กต อง และใช งานอย างไม เหมาะสม ก ให โทษต อผ ใช ท งในด านร างกายและส งคม 4. สาระการเร ยนร 4.1 ความร 1. อธ บายโทษของได (K) 4.2 ท กษะ/กระบวนการ 2. ม ท กษะในแสวงหาความร เก ยวก บโทษของ(P) 4.3 ค ณล กษณะ 3. เห นความสาค ญของการม มารยาทและม ความร บผ ดชอบการใช งานให เก ด ประโยชน (A)
5. ก จกรรมการเร ยนร ข นท 1 ข นนำเข ำส บทเร ยน 1. คร ถามว า จากประสบการณ ของน กเร ยนเคยใช นานท ส ดก ช วโมง และใช เพ อทาอะไรบ าง 2. น กเร ยนร วมก นตอบและอภ ปรายคาถามของคร แล วค ดเล อกน กเร ยนท เคยใช นานท ส ด ๒-๓ คน ออกมาเล าประสบการณ ในการใช และ กล าวถ งผลเส ยของการใช นาน ๆ ข นท 2 ข นสอน ข นท 3 ข นสร ป ๑. คร อธ บายเก ยวก บโทษน จากการใช งาน หน วยการเร ยนร ท ๓ ประโยชน และโทษของ จากใบความร ท ๓.๒ เร อง โทษของ โดยแสดงช นงานท สร างจากประกอบการอธ บาย ๒. คร เป ดส อการสอน Microsoft Office 2007 เร อง โทษของ ๓. คร แบ งกล มน กเร ยน กล มละ ๓ คน ให น กเร ยนท าใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ 1. ผ สอนส มน กเร ยนท ละกล ม นาเสนอผลสร ปการอภ ปราย 2. คร และน กเร ยนร วมก นสร ปเก ยวก บโทษของ 6. ส อ อ ปกรณ และแหล งการเร ยนร 1. เคร องท ต อเช อมระบบอ นเทอร เน ตและต วอย างเว บไซต สาหร บค นข อม ล 2. ใบความร ท 3.๒ เร อง โทษของ 3. ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ 4. หน งส อเร ยนสาระการเร ยนร พ นฐาน เทคโนโลย สารสนเทศ ป.๔ 5. หน งส อแบบฝ กห ดสาระการเร ยนร พ นฐาน เทคโนโลย สารสนเทศ ป. ๔ 6. ส อการสอนโดยใช โปรแกรม Microsoft Powerpoint 2007 เร อง โทษของ
7. การว ดและประเม นผลการเร ยนร เป าหมาย หล กฐาน ว ธ ว ด เคร องม อว ด สาระสาค ญ เป น อ ปกรณ เทคโนโลย สารสนเทศท ทางาน ตามคาส งของผ ใช ท เป นมน ษย ถ าหาก มน ษย ขาดจ ตสาน ก ขาดความร บผ ดชอบ แบ งเวลาไม ถ กต อง และใช งานอย างไม เหมาะสม ก ให โทษต อผ ใช ท งใน ด านร างกายและส งคม - ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ - แบบประเม นตนเอง ด านการเร ยนและ การทางาน การ ทางานเป นกล ม การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ ง ประสงค - ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ - แบบประเม นตนเอง ด านการเร ยนและ การทางาน - การประเม นผลการ ทางานเป นกล ม - การประเม นผล การศ กษาค นคว า - การประเม นผล ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ ง ประสงค - ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ - แบบประเม นตนเอง ด านการเร ยนและ การทางาน การ ทางานเป นกล ม การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ ง ประสงค
เป าหมาย หล กฐาน ว ธ ว ด เคร องม อว ด ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษ จากการใช งาน ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษ จากการใช งาน ค ณล กษณะ 1. เห นความสาค ญ ของการม มารยาทและ ม ความร บผ ดชอบการ ใช งานให เก ดประโยชน - ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ งประสงค - แบบส งเกตความ สนใจและความ ต งใจในการทา ก จกรรมของ น กเร ยน - ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ - การประเม นผล การศ กษาค นคว า - การประเม นผล ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ งประสงค - แบบส งเกตความ สนใจและความ ต งใจในการทา ก จกรรมของ น กเร ยน - ใบงานท ๓.๒ เร อง โทษของ การศ กษาค นคว า ค ณธรรม จร ยธรรม ค าน ยมท พ งประสงค - แบบส งเกตความ สนใจและความ ต งใจในการทา ก จกรรมของ น กเร ยน 8. ก จกรรมเสนอแนะ น กเร ยนควรไปศ กษาเพ มเต มจากหน งส อต อไปน - หน งส อท เก ยวข องก บประโยชน และโทษของ
9. ข อเสนอแนะของห วหน าสถานศ กษาหร อผ ท ได ร บมอบหมาย ได ทาการตรวจแผนการจ ดการเร ยนร ของนายช เก ยรต เม องกร งแล วม ความเป นด งน 9.1 เป นแผนการจ ดการเร ยนร ท ด มาก ด ด พอใช ควรปร บปร ง 9.2 การจ ดก จกรรมได นาเอากระบวนการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นสาค ญมาใช ในการสอนได อย างเหมาะสม ท ย งไม เน นผ เร ยนเป นสาค ญ ควรปร บปร งพ ฒนาต อไป 9.3 เป นแผนการจ ดการเร ยนร ท นาไปใช ได จร ง ควรปร บปร งก อนนาไปใช 9.4 ข อเสนอแนะอ นๆ......... ลงช อ... (...) ตาแหน ง...
บ นท กผลการจ ดการเร ยนร 1. ผลการสอน 2. ป ญหาและอ ปสรรค 3. แนวทางแก ไข/พ ฒนา ลงช อ... ( นายช เก ยรต เม องกร ง ) ตาแหน ง คร ข อเสนอแนะของผ บร หาร (ตรวจสอบ/น เทศ/เสนอแนะ/ร บรอง) ลงช อ... (...) ตาแหน ง...
ใบความร ท ๓.๒ เร อง โทษของ 1. เส ยส ขภาพ : การใช ต ดต อก นเป นเวลานานจะทาให เก ดผลเส ยต อส ขภาพได เช น สายตา พร าม ว ปวดเม อยตามร างกาย เป นต น 2. ความส มพ นธ ก บคนรอบข างลดลง : ความส มพ นธ ก บคนในครอบคร วและคนรอบข างลดน อยลง เพราะ เวลาส วนใหญ จะถ กใช ไปก บการอย ท หน าจอ ท าให ขาดส งคมได
3. เก ดป ญหาส งคม : ทาให เก ดป ญหาส งคม เช นการล อลวงเพ อทาการม ด ม ร าย ซ งส วนใหญ เก ดข นก บว ย ของน กเร ยน เพราะเป นว ยท ไว ใจคนง าย จ งเป นช องทางให ม จฉาช พปฏ บ ต ในส งท ไม ด 4. เก ดการเล ยนแบบพฤต กรรมท ไม ด : เพราะส อท เห นทางอ นเทอร เน ตทาให เก ดการเล ยนแบบพฤต กรรม ต างๆ ท ไม เหมาะสม เช น การแสดงออกก บเพศตรงข ามอย างไม เหมาะสม หร อ แม กระท งการต งแก งก อ เหต ต างๆ เป นต น
ใบงานท ๓.2 เร อง โทษของ หน วยการเร ยนร ท 1 ประโยชน และโทษของ เวลา 20 นาท ต วช ว ด มฐ.ง 3.1 ป. ๔/3 บอกประโยชน และโทษจากการใช งาน คาช แจง ให น กเร ยนตอบคาถามต อไปน 1. ให น กเร ยนบอกโทษของมาอย างน อย 5 ข อ...........................
ส อการสอนโดยใช โปรแกรม Microsoft Powerpoint 2007 เร อง ประโยชน และโทษ
แบบส งเกตความสนใจและความต งใจในการทาก จกรรมของน กเร ยน ช อน กเร ยน...ช น... ก จกรรม...ว นท... รายการ ปฏ บ ต ไม ปฏ บ ต 1. เร มต นงานท ได ร บมอบหมายท นท 2. ทางานเสร จเร ยบร อยตามเวลาท กาหนด 3. ขอคาแนะนาจากคร หร อเพ อเม อไม เข าใจ 4. ทาก จกรรมด วยความสน กสนานและเต มใจ 5. ม ส วนร วมในการทาก จกรรมอย างสม าเสมอ 6. ช วยเหล อแนะนาเพ อนในการทาก จกรรมตามสมควร 7. สนใจศ กษาหาความร เพ มเต มด วยตนเอง รวมคะแนน หมายเหต 4. ข อใดท น กเร ยนปฏ บ ต ได คะแนน 1 คะแนน ไม ปฏ บ ต ได คะแนน 0 คะแนน 5. เกณฑ การประเม นจากแบบส งเกตอาจกาหนด ด งน 7 คะแนน ด มาก 5-6 คะแนน ด 3-4 คะแนน พอใช 1-2 คะแนน ควรปร บปร ง 6. คร อาจส มเล อกน กเร ยนเท าท สามารถส งเกตได ในการส งเกตแต ละคร งโดยหม นเว ยนไปจนครบท ก คนในห อง
แบบประเม นผลการทางานเป นกล ม ว ชา...รห สว ชา...ระด บช น...ภาคเร ยนท...ป การศ กษา... ช อกล ม... ข อท ห วข อการประเม น 1 คณะทางาน 2 ความร บผ ดชอบต อหน าท 3 ข นตอนการทางาน 4 เวลาเร ยน 5 ความร วมม อในการทางาน รวม เกณฑ การให คะแนน 4 3 2 1 รวม (20) ระด บค ณภาพ คะแนน 16 20 หมายถ ง ด มาก คะแนน 11 15 หมายถ ง ด คะแนน 6 10 หมายถ ง พอใช คะแนน 1-5 หมายถ ง ปร บปร ง
รายละเอ ยดเกณฑ การให คะแนนแบบประเม นผลการทางานเป นกล ม ประเด น การประเม น 1. คณะทางาน ม ประธาน เลขาน การ ผ นา เสนอ ผ ร วมงาน 2. ความ ร บผ ดชอบ ต อหน าท 3. ข นตอน การทางาน เกณฑ การให คะแนน 4 3 2 1 ท กคนม หน าท และความ ร บผ ดชอบต อ หน าท ของตนเอง - ค ดเล อกและ เตร ยมข อม ลได เหมาะสม - ม การวางแผน การทางาน - ม การเตร ยม ว สด อ ปกรณ - ม การปฏ บ ต ตามแผนและ พ ฒนางาน 4. เวลา เสร จก อนกาหนด และงานม ค ณภาพ 5. ความร วมม อ ในการทางาน ท กคนม ส วนร วม และให ความ ร วมม ออย างเต มท ขาดองค ประกอบ 1 อย าง ม ผ ม หน าท แต ไม ร บผ ดชอบ 1 คน ขาด 1 ข นตอน หร อไม ช ดเจน เสร จตามกาหนด และงานม ค ณภาพ 80% ของกล มม ส วนร วมและให ความร วมม อ ขาดองค ประกอบ 2 อย าง ม ผ ม หน าท แต ไม ร บผ ดชอบ 2 คน ขาด 2 ข นตอน หร อไม ช ดเจน เสร จไม ท น กาหนด แต งาน ม ค ณภาพ 60% ของกล มม ส วนร วมและให ความร วมม อ ขาดองค ประกอบ 2 อย างข นไป ม ผ ม หน าท แต ไม ร บผ ดชอบ 2 คน ข นไป ขาดมากกว า 2 ข นตอนข นไป เสร จไม ท น กาหนด และงาน ไม ม ค ณภาพ 40% ของกล มม ส วนร วมและให ความร วมม อ
แบบประเม นตนเองด านการเร ยนและการทางาน ช อ...ช น...เลขท... รายว ชา... ระด บค ณภาพ 5 หมายถ ง สม าเสมอ 4 หมายถ ง ปานกลาง 3 หมายถ ง น อย 2 หมายถ ง น อยท ส ด 1 หมายถ ง ไม ม เลย เกณฑ การประเม น 1. ม ความต งใจ กระต อร อร นในการเร ยน 2. ม ความชอบท ทาก จกรรมการเร ยนการสอนท กคร ง 3. ให ความช วยเหล อ แนะน าเพ อนได 4. ร บผ ดชอบตนเองในการท างาน 5. เห นประโยชน จากการท างานของตนเองท กคร ง 6. ส งงานท กคร ง ตรงเวลา 7. ม ความส ขในการเร ยน ระด บค ณภาพ 5 4 3 2 1 เกณฑ การประเม นผล 1. ได คะแนนรวมไม น อยกว า 20 คะแนน ถ อว าผ านเกณฑ การประเม น 2. นาคะแนนมาค ดเท ยบเป นคะแนนในส วนของท กษะกระบวนการ โดย 2.1 ได คะแนนช วง 14-16 ค ดเป น 1 คะแนน 2.2 ได คะแนนช วง 17-19 ค ดเป น 2 คะแนน 2.4 ได คะแนนช วง 20 ค ดเป น 3 คะแนน
แบบส งเกตความสนใจและความต งใจในการทาก จกรรมของน กเร ยน ช อน กเร ยน...ช น... หน วยการเร ยนร... เร อง... สาระว ชา... รายการ ปฏ บ ต ไม ปฏ บ ต 1. เร มต นงานท ได ร บมอบหมายท นท 2. ทางานเสร จเร ยบร อยตามเวลาท กาหนด 3. ขอคาแนะนาจากคร หร อเพ อเม อไม เข าใจ 4. ทาก จกรรมด วยความสน กสนานและเต มใจ 5. ม ส วนร วมในการทาก จกรรมอย างสม าเสมอ 6. ช วยเหล อแนะนาเพ อนในการทาก จกรรมตามสมควร 7. สนใจศ กษาหาความร เพ มเต มด วยตนเอง รวมคะแนน หมายเหต 1. ข อใดท น กเร ยนปฏ บ ต ได คะแนน 1 คะแนน ไม ปฏ บ ต ได คะแนน 0 คะแนน 2. เกณฑ การประเม นจากแบบส งเกตอาจกาหนด ด งน 7 คะแนน ด มาก 5-6 คะแนน ด 3-4 คะแนน พอใช 1-2 คะแนน ควรปร บปร ง 3. คร อาจส มเล อกน กเร ยนเท าท สามารถส งเกตได ในการส งเกตแต ละคร งโดยหม นเว ยน ไปจนครบท กคนในห อง