โครงการพ ฒนาระบบการให บร การผ ป วยโรคห ดตามร ปแบบ โปรแกรม Easy Asthma Clinic สาหร บหน วยบร การในระบบหล กประก นส ขภาพแห งชาต รศ. นพ. ว ชรา บ ญสว สด M.D., Ph.D. ประธานเคร อข ายคล น คโรคห ดแบบง าย ภาคว ชาอาย รศาสตร คณะแพทยศาสตร มหาว ทยาล ยขอนแก น 0
โครงการพ ฒนาระบบการให บร การผ ป วยโรคห ดตามร ปแบบ โปรแกรม Easy Asthma Clinic สาหร บหน วยบร การในระบบหล กประก นส ขภาพแห งชาต ความสาค ญของป ญหา โรคห ดเป นโรคท พบบ อย 1 และม อ บ ต การณ เพ มข นท วโลก 2 ประเทศไทยพบอ บ ต การณ ของโรคห ดถ ง 10-12% ในเด ก 3, 4 และ 6.9% ในผ ใหญ 5 โรคห ดเป นโรคเร อร งท ม ผลกระทบต อผ ป วยค อนข างส ง จากข อม ล ของกระทรวงสาธารณส ขพบว าจ านวนผ ป วยท เข านอนร บการร กษาในโรงพยาบาลเน องจากโรคห ดก เพ มข นท ก ป น บต งแต 66,679 คนในป พ.ศ. 2538 เป น 100,808 คนในป พ.ศ.2550 และคาดว าม ผ ป วยโรคท ม อาการ หอบร นแรงจนต องไปร บการร กษาท ห องฉ กเฉ นไม ต ากว าป ละ 1 ล านคน ถ งแม ว าจะม การน าเอาแนวทางการร กษาโรคห ด มาใช หลายป แต ผลการส ารวจกล บพบว าการ ควบค มโรคห ดในประเทศไทยย งต ากว ามาตรฐานท ต งไว เป นอย างมาก 6 โดยพบว าคนไข โรคห ดจ านวนมากถ ง 14.8% ท ม อาการหอบร นแรงจนต องเข าร บการร กษาในโรงพยาบาลในระยะเวลา 1 ป ท ผ านมา และ 21.7% ท เคยมาห องฉ กเฉ นในระยะเวลา 1 ป ท ผ านมา ผ ป วยมากกว าคร งท ม ค ณภาพช ว ตด อยกว าคนปกต เพราะไม สามารถท าก จกรรมได เช นคนปกต สาเหต ส าค ญก เพราะว าผ ป วยส วนมากไม ได ร บการร กษาตามท แนวทางการ ร กษาได ให คาแนะน าไว โดยพบว าผ ป วยโรคห ดในประเทศไทยท ได ร บยาพ นเสต ยรอยด ซ งเป นยาหล กท ใช ใน การร กษาโรคม เพ ยง 6.7% แสดงให เห นถ งความล มเหลวของการพยามน าเอา ไปใช งาน ซ งผลการส ารวจก เป นไปในแนวเด ยวก นก บผลการส ารวจในอเมร กา 7 ย โรป 8 การจ ดต งคล น กโรคห ดแบบง ายๆ (Easy Asthma Clinic) ตามโรงพยาบาลช มชน 9 โดยท าให แนว ทางการร กษาโรคห ดง ายข น การจ ดระบบท จะท าให แพทย ใช เวลาน อยลงในการด แลผ ป วย เพ มบทบาทของ พยาบาลและเภส ชกรในการร วมด แลผ ป วย และการให ความร เร องโรคห ดรวมท งแนวทางในการร กษาโรค ความร เร องยาและว ธ การใช ยาพ นชน ดต างๆ แก ผ ป วย ท าให การด แลร กษาผ ป วยให ม ประส ทธ ภาพมากข น ผล ท ได ร บจากการจ ดต ง Easy Asthma Clinic ค อการร กษาโรคห ดในโรงพยาบาลช มชนท อย ห างไกลจะได 1
มาตรฐาน ม การว ดPEFR และม การใช ยา inhaled corticosteroids เพ มข น ซ งจะท าให ผ ป วยโรคห ดจะม ค ณภาพช ว ตท ด ข น ไม ต องท กข ทรมานก บอาการหอบ และสามารถลดการเข าร บการร กษาท ห องฉ กเฉ นหร อ นอนร บการร กษาท โรงพยาบาลได เป นอย างมาก 10 ในช วง 5 ป ท ผ านมาม โรงพยาบาลสนใจเข าร วมเป นเคร อข ายเป นจ านวนไม น อย แต เน องจากการท ไม ม ระบบต ดตามท ใกล ช ด การโยกย ายโรงพยาบาลของแพทย การไม ม ส งตอบแทนภาระงานท เพ มข น ระบบการ จ ายเง นให ก บโรงพยาบาลท ไม ส งเสร มให ม การพ ฒนาค ณภาพ เช น โรงพยาบาลท ร กษาโรคห ดไม ได มาตรฐาน และม ผ ป วยโรคห ดมานอนร บการร กษาในโรงพยาบาลมากจะได ร บเง นมากกว า โรงพยาบาลท ร กษาได มาตรฐานและม ผ ป วยนอนร บการร กษาใน โรงพยาบาลน อยท าให ม โรงพยาบาลจ านวนน อยท จะต งใจในการต ง Easy Asthma Clinicอย างเต มท การจ ดต งคล น คโรคห ดโดยใช โปรแกรม Easy Asthma Clinic นอกจากจะท าให การร กษาโรคห ดได มาตรฐานแล ว ย งม ระบบการจ ดเก บข อม ลแบบ web database ท าให แต ละโรงพยาบาลสามารถประเม น ผลการร กษาของตนเองได ง าย และท ส าค ญกว าน นก ย งท าให ส วนกลางสามารถประเม นผลการดาเน นงานของ แต ละโรงพยาบาลได ซ งจะท าให การตรวจประเม นค ณภาพการร กษาในอนาคตง ายข น ด งน นการจ ดท าโครงการพ ฒนาระบบการให บร การผ ป วยโรคห ด ตามร ปแบบโปรแกรม Easy Asthma Clinicจ งเก ดข น ว ตถ ประสงค 1. เพ อพ ฒนาค ณภาพของการร กษาโรคห ดของหน วยบร การในระบบหล กประก นส ขภาพ แห งชาต ท เข าร วมโครงการให ได มาตรฐานสากลอย างม ระบบ 2. เพ อต ดตามผลการด าเน นการของหน วยบร การ 3. เพ อพ ฒนาระบบฐานข อม ลผ ป วยโรคห ด ให สามารถใช ในการประเม นค ณภาพบร การได 4. เพ อสร างเคร อข ายการด แล ร กษาโรคห ดท เป นระบบ และเป นแบบอย างให ก บโรคเร อร งอ นๆ ข นตอนดาเน นการ 1. พ ฒนาโปรแกรม easy asthma clinic เพ อให หน วยบร การในระบบหล กประก นส ขภาพ แห งชาต 13 เขต และส วนกลาง สามารถเข าถ งระบบบ นท กข อม ล เร ยกด และส งออก รายงาน 2
การให บร การผ ป วยนอกโรคห ด easy asthma clinicในระด บหน วยบร การจ งหว ด เขต และ ระด บประเทศ ตามล าด บ 2. พ ฒนาโปรแกรม easy asthma clinic ให สามารถเร ยกด รายงานข อม ล การให หน วยบร การ ตามร ปแบบท สาน กงานกาหนด 3. สน บสน นการจ ดอบรมฟ นฟ ความร แพทย พยาบาล เภส ชกร และเจ าหน าท ท เก ยวข อง ของหน วยบร การ ในการจ ดต งคล น กให บร การด แลผ ป วยนอกโรคห ด easy asthma clinic 4. ต ดตาม สน บสน น ให คาปร กษาด านว ชาการ แก ผ ให บร การของหน วยบร การ และด าน เทคน ค ในกรณ ม ข อสงส ย/ป ญหาจากการใช งานของระบบ 5. จ ดทารายงานสร ปผลการดาเน นงาน ระยะเวลาของโครงการ ต ลาคม 2552- ธ นวาคม 2555 ประโยชน ท จะได ร บ 1. หน วยบร การม ระบบการบ นท กข อม ลการด แลผ ป วยโรคห ดท ม มาตรฐาน สามารถส บค นและ ให การด แลต อเน องในเคร อข ายได 2. ม ฐานข อม ลผ ป วยโรคห ด เพ อใช ในการพ ฒนาค ณภาพการด แลผ ป วยห ด 3. ผ ป วยโรคห ดได ร บบร การท เป นมาตรฐานเด ยวก น และม ค ณภาพช ว ตด ข น 4. อ ตราการนอนโรงพยาบาลด วยอาการหอบลดลง 3
ว ว ฒนาการของการร กษาโรคห ด แนวทางการร กษาโรคห ดในป จจ บ นเปล ยนไปจากในอด ตมาก ว ว ฒนาการของการร กษาโรคห ดอาจ แบ งได เป น 3 ย คตามความเช อและความเข าใจในพยาธ ก าเน ดของโรคห ด ย คแรก ค อช วงประมาณก อน พ.ศ. 2530 ในช วงน ม ความร ว าล กษณะท ส าค ญของโรคห ดค อ หลอดลม ไวผ ดปกต ต อส งกระต น (airway hyperresponsiveness) ค อหลอดลมของคนไข โรคห ดจะหดต วง ายเม อเจอส ง กระต นต างๆ เช น กล นฉ นๆ, ความเย น,การออกก าล งกาย ฯลฯ และเม อหลอดลมหดต วก หดมากกว าปกต ท า ให คนไข โรคห ดเก ดอาการหายใจล าบากและหายใจม เส ยงว ด เน องจากว าในสม ยน นย งไม ทราบว าสาเหต ของ หลอดลมไวผ ดปกต เก ดจากอะไรก นแน การร กษาโรคห ดในสม ยน จ งม งไปท การร กษาหลอดลมหดต วโดยใช ยา ระง บการหดต วของกล ามเน อหลอดลมเป นหล ก 11 ได แก ยาในกล ม B2-agonists ด งน นจ งม การใช ยา B2- agonists ก นอย างแพร หลายในช วงน ย คท สอง ค อช วงระหว าง พ.ศ. 2530-2540 ม หล กฐานหลาย ๆ ประการท สน บสน นว าแท จร งแล ว หลอดลมไวผ ดปกต ในคนไข โรคห ดน าจะเก ดจากการอ กเสบของหลอดลม 12 และการอ กเสบของหลอดลมท าให หลอดลมไวต อส งกระต นผ ดปกต เม อเจอส งกระต นจะเก ดหลอดลมต บท ว ๆ ไป ท าให ผ ป วยเก ดอาการไอ หอบ หายใจม เส ยงว ด ซ งเราเร ยกว าจ บห ด (asthmatic attack) นอกจากน การอ กเสบของหลอดลมย งท าให เก ด อาการของโรคห ดโดยตรง เช น ไอ แน นหน าอกอ กด วย ด งน นการร กษาโรคห ดก เลยเปล ยนจากการให ยาขยาย หลอดลมเป นหล กเป นไปให ยาร กษาหลอดลมอ กเสบเร อร งเป นหล กโดยใช ยาท ม ฤทธ ลดการอ กเสบเช น ยาพ น สเตอร รอยด (inhaled steroids) แทนการใช ยาขยายหลอดลม และพยายามหล กเล ยงการใช ยาขยายหลอดลม โดยจะใช ยาขยายหลอดลมเฉพาะเวลาม อาการหอบเท าน น เม อการอ กเสบลดลงความไวของหลอดลมก จะ ลดลงด วยท าให ผ ป วยโรคห ดไม หอบเม อเจอส งกระต น ด งน น inhaled corticosteroids จ งถ อว าเป นยาหล กท ใช ในการร กษาโรคห ดต งแต บ ดน นเป นต นมา ย คท สาม ค อช วงระหว าง พ.ศ. 2540 ถ งป จจ บ น พบว าการอ กเสบของหลอดลมท เก ดข นเป นเวลานาน อาจจะท าให เก ดการเปล ยนแปลงของหลอดลมอย างถาวรท งร ปร างและการท างานท เร ยกว า airway remodeling 13 14 ซ งการท ม airway remodeling จะท าให สมรรถภาพปอดคนไข โรคห ดต ากว าปกต และม หลอดลมไวต อส งกระต นอย างถาวร หล กการในการร กษาในช วงน ค อการพยายามป องก นไม ให เก ด airway remodeling โดยเช อว าการให การร กษาโรคห ดแต เน นๆ จะป องก นการเก ด airway remodelingได 15 แต เม อ เก ด airway remodeling แล วการใช ยาท ม ฤทธ ลดการอ กเสบเช น ยาพ นสเต ยรอยด (inhaled steroids) อย าง 4
เด ยวจ งไม สามารถควบค มอาการโรคห ดได การใช ยาขยายหลอดลมร วมก บร วมก บยาพ นสเตอร รอยด จะได ผล ด กว าการใช ยาพ นสเตอร รอยด อย างเด ยว 16, 17 และย งท าให สามารถลดขนาดยาพ นสเตอร รอยด ได ด วย 18 แนวทางการร กษาโรคห ด (Asthma Guidelines) เน องจากม การเปล ยนแปลงความร เก ยวก บการร กษาโรคห ดเป นอย างมากในช วงระยะเวลาส นๆ ท าให แพทย ส วนมากตามไม ท นก บความร ท เปล ยนไป ท าให ร กษาโรคห ดไม เป นไปในแนวทางเด ยวก น เพ อให การ ร กษาโรคห ดได ผลด ข นและม มาตรฐานเด ยวก นองค การอนาม ยโลก (WHO) ร วมก บ National Heart Lung and Blood Institute (NHLBI) ของอเมร กาจ งได ร วมก นเข ยนแนวทางการร กษาโรคห ดข นในป ค.ศ. 1995 และ เร ยกว า Global Initiative for Asthma Guidelines (GINA Guidelines 1995) 19 ซ งประสบความส าเร จเป น อย างมาก เพราะม หลายประเทศท ได น าเอา GINA guidelinesไปเป นแนวทางในการท าแนวทางการร กษาโรค ห ดของตนเองรวมท งประเทศไทยด วย เน องจากว าม การศ กษาว จ ยใหม ๆออกมาท าให ม ความร เพ มข นท าให แนวทางการร กษาโรคห ดม การ ปร บปร ง ใหม ในป ค.ศ. 2002 2 และม การปร บปร งคร งส าค ญอ กคร งใน ป ค.ศ. 2006 20 GINA guidelines 1995 GINA guidelines 1995 ได เน นให เห นความส าค ญของการอ กเสบของหลอดลมโดยให น ยามโรคห ดว า เป นโรคท ม การอ กเสบเร อร งของหลอดลม ท าให หลอดลมไวต อส งกระต นผ ดปกต เม อเจอส งกระต นหลอดลมจะ หดต วต บลงท าให ผ ป วยม อาการไอ หอบหายใจไม อ ม และหายใจม เส ยงว ด ด งน นการร กษาโรคห ดก จะต องลด การอ กเสบของหลอดลม และยาพ นเสต ยร รอยด ซ งลดการอ กเสบของหลอดลมได ด จ งเป นยาหล กท ใช ในการ ร กษาโรคห ด GINA guidelines 1995 เช อว าถ งแม ว าโรคห ดจะไม สามารถร กษาให หายขาดได แต แพทย สามารถท จะควบค มโรคห ดได โดยไม ยาก ด งน นเป าหมายของการร กษาโรคห ดค อ การควบค มโรคห ดให ได ซ ง หมายความว าผ ป วยโรคห ด ม อาการน อยหร อไม ม อาการเลย ม โรคก าเร บน อยคร ง ไม ต องหอบมากจนต องไปห องฉ กเฉ น ใช ยาขยายหลอดลมน อยมากหร อไม ต องใช เลย 5
สามารถท าก จกรรมต างๆรวมท งสามารถออกก าล งกายได เป นปกต ม สมรรถภาพปอดปกต ไม ม อาการข างเค ยงจากยา ในการร กษาโรคห ดก จะต องประเม นความร นแรงของโรคห ดก อน แล วจ ดยาให สอดคล องก บความ ร นแรงของโรค ซ งการประเม นความร นแรงของโรคห ดก อาศ ย ความถ ของอาการหอบในช วงกลางว น ความถ ของอาการหอบในช วงกลางค น สมรรถภาพปอดโดยการว ดค าความเร วส งส ด (Peak expiratory flow rate) และความผ นผวนของค า peak flow (peak flow variability) โดยแบ งความร นแรงของโรคห ดออกเป น 4 ข น ค อ (ตารางท 1) 1. Intermittent asthma (ม อาการนานนานคร ง) 2. mild persistent asthma (ร นแรงน อย) 3. Moderate persistent asthma (ร นแรงปานกลาง) 4. severe persistent asthma (ร นแรงมาก) ตารางท 1. การจ าแนกความร นแรงของโรคห ดโดยอาศ ย ความถ ของอาการหอบในช วงกลางว น ความถ ของ อาการหอบในช วงกลางค น การตรวจสมรรถภาพปอด(FEV 1 หร อ PEFR) และ ค าความผ นผวนของPEFR 19 อาการหอบกลางว น ความร นแรงของโรคห ด 1. 1. Intermittent ม อาการนานนานคร ง ช วง ท ม อาการจะม อาการ <1/ส ปดาห 2. 2. Mild persistent (ร นแรงน อย) 3. 3. Moderate persistent (ร นแรงปานกลาง) 4. 4. Severe persistent (ร นแรงมาก) 6 อาการหอบ กลางค น PEFR Peak Flow variability <2คร ง/เด อน > 80% < 20% >1 คร ง/ส ปดาห >2/เด อน > 80% 20-30% ม อาการเก อบท กว น >1/ส ปดาห 60-80 % > 30% ม อาการตลอดเวลา บ อยๆ < 60% > 30%
ยาท ใช ในการร กษาโรคห ดก แบ งเป น 2 กล มค อ 1. ยาบรรเทาอาการ (relievers) ได แก ยาในกล ม short-acting beta 2 agonists(saba) จะใช เฉพาะ เวลาม อาการ 2. ยาท ใช ควบค มโรค (controllers) ได แก ยาพ นสต ยรอยด long-acting beta 2 agonists (LABA) และ sustained release theophylline การร กษาก จ ดการร กษาให ตามความร นแรงแบบข นบ นไดจากน อยไปหามาก ซ งม 4 ข นค อ การร กษาข นท 1 ส าหร บคนไข ท ม อาการนานนานคร ง(Intermittent) จะให b2- agonist ท ม ฤทธ ส น ชน ด ร บประทาน หร อชน ดส ด ก ได การร กษาข นท 2 ส าหร บคนไข ท ม ความร นแรงน อย (mild persistent) จะให Inhaled corticosteroids ขนาด ต า(beclomethasone หร อ budesonide 200-800 g/d และ fluticasone 100-400 g/d ) ร วมก บb2- agonist ท ม ฤทธ ส นเม อม อาการ การร กษาข นท 3 ส าหร บคนไข ท ม ความร นแรงปานกลาง (Moderate persistent) จะ ให Inhaled corticosteroids ขนาดเพ มข น (beclomethasone หร อ budesonide 800-1600 g/d และ fluticasone 400-800 g/d) การร กษาข นท 4 ส าหร บคนไข ท ม ความร นแรงมาก (severe persistent) ให Inhaled corticosteroids ขนาด ส ง (beclomethasone หร อ budesonide 1600-2000 g/d และ fluticasone 800-1000 g/d ) ร วมก บยา ควบค มโรคต วอ นๆ เช น long acting b2-agonists, sustained release theophylline และถ าย งค มอาการ ไม ได ก ให prednosolone ชน ดร บประทาน เม ออาการด ข นและควบค มอาการได มากกว า 3 เด อนก พ จารณาลดการร กษาลงได GINA guidelines 2002 2 ได ม การเปล ยนแปลงเพ ยงเล กน อยค อ การร กษาข นท 3 ส าหร บคนไข ท ม อาการปานกลาง แนะน าให ใช Inhaled corticosteroids ขนาดต าร วมก บ long acting b2-agonists แทนการใช Inhaled corticosteroids ขนาดส ง เพราะม ข อม ลท ช ดเจนว า การให ยา long acting b2-agonists ร วมก บการใช Inhaled 16, 17, corticosteroids จะได ผลในการควบค มโรคห ดได ด กว าการเพ มขนาดของ Inhaled corticosteroids มาก 7
21 ซ งน ามาส การผล ตยาท เอายา long acting b2-agonists และ Inhaled corticosteroids มาบรรจ ใน หลอดเด ยวก นเพ อความสะดวกในการใช ซ งก ได ผลด กว าการใช ยาแยกหลอด GINA guidelines 2006 ได ม การเปล ยนแปลงจากแนวทางเด มเป นอย างมาก ป ญหาของ GINA guidelines 1995 และ 2002 ก ค อการให ยาร กษาตามความร นแรงของโรค เพราะว า ความร นแรงของโรคซ งจ าแนกตามอาการ และสมรรถภาพปอด ม ความย งยากซ บซ อนยากแก การจะจดจ า 22 และความร นแรงของโรคซ งจ าแนกตามอาการและสมรรถภาพปอดก จะม การเปล ยนแปลงตลอดเวลา 23 นอกจากน เม อได ร บการร กษามาก อนก จะย งท าให การประเม นความร นแรงมากย งข นเพราะจะต องเอาระด บ ของการร กษามาพ จารณาร วมก บอาการด วย ซ งความย งยากของ guidelines ก เป นอ ปสรรคส าค ญอย างหน ง ในการท จะน าเอา guidelines ไปใช GINA guidelines 2006 ได พยายามท จะท าให guidelines การร กษาโรคห ดให ง ายข น โดยการยกเล ก การประเม นความร นแรงของโรคห ด แต ห นมาประเม นการควบค มโรคห ดแทน โดยการต งเป าของการร กษา เช นเด มค อการควบค มโรคห ดให ได (asthma controlled) แล วปร บการร กษาเพ อท จะให บรรล เป าหมายท ต งใว ถ าย งควบค มโรคไม ได ก ให เพ มการร กษาข นไป และถ าควบค มโรคห ดได แล วก ค อยๆลดการร กษาลง ส วนว ธ การ ประเม นการควบค มโรคห ดก อาศ ย 1. อาการในช วงกลางว น 2. อาการในช วงกลางค น 3. การใช ยาขยายหลอดลมบรรเทาอาการ 4. การก าเร บของโรคห ด 5. การว ดสมรรถภาพปอด 6. การท าก จว ตรต างๆได เช นคนปกต ซ งการควบค มโรคห ดสามารถแบ งออกเป น ควบค มโรคห ดได (controlled) ควบค มโรคห ดได บางส วน (partly controlled) และควบค มโรคห ดไม ได (uncontrolled) ด งตารางท 2 8
ตารางท 2 ระด บของการควบค มโรคห ด Characteristic Controlled (All of the following) Partly Controlled (Any measure present in any week) Daytime symptoms None (twice or More than twice/week less/week) Limitations of activities Nocturnal symptoms/awakening Need for reliever/ rescue treatment Lung function (PEF or FEV1) None None None (twice or less/week) Normal Any Any More than twice/week < 80% predicted or personal best (if known) Uncontrolled Three or more features of partly controlled asthma present Exacerbations None One or more/year* One in any week ส วนยาท ใช ในการร กษาโรคห ดก ม 5 ระด บ ค อ 1. การใช short-acting b2- agonist (SABA)เวลาม อาการ 2. การใช inhaled corticosteroids ขนาดต า 3. การใช inhaled corticosteroids (ICS) ขนาดต า ร วมก บ long acting b2-agonists (LABA) 4. การใช inhaled corticosteroids (ICS) ขนาดส ง ร วมก บ long acting b2-agonists (LABA) 5. การใช inhaled corticosteroids (ICS) ขนาดส ง ร วมก บ long acting b2-agonists (LABA) ร วมก บการให prednisolone การใช ยาในการร กษาโรคห ดจะเร มท ข นไหนก ได ตามความเหมาะสมเช นถ าเห นว าผ ป วยม อาการมาก อาจจะเร มท การใช ยา inhaled corticosteroids (ICS) ขนาดต า ร วมก บ long acting b2-agonists (LABA) 9
เลยก ได แล วเม อสามารถควบค มโรคห ดได ก ค อยลดยาลงเหล อแต inhaled corticosteroids (ICS) ขนาดต า ด งร ปท 1 ร ปท 1แนวทางการร กษาโรคห ด 10
การน าเอาแนวทางการร กษาโรคห ดไปใช ในประเทศไทย ในประเทศไทยได ม การจ ดท าแนวทางการร กษาโรคห ดข นคร งแรกในป พ.ศ. 2537 โดยความร วมม อ ของสมามอ รเวชช สมาคมโรคภ ม แพ และอ มม โนว ทยา และชมรมโรคหอบห ด 24 โดยม เน อหาสอดคล องตาม GINA guideline 1995 และม การปร บปร งคร งแรกเม อ พ.ศ. 2540 25 ปร บปร งคร งท สองป พ.ศ. 2547 26 โดยม เน อหาสอดคล องตาม GINA guideline 2002 และปร บปร งคร งหล งส ดในป พ.ศ. 2552 27 โดยม เน อหา สอดคล องตาม GINA guideline 2008 หล งจากม การน าเอา GINA guideline มาใช หลายป ได ม การส ารวจผลการร กษาโรคห ดในประเทศ ไทย 6 กล บพบว าการควบค มโรคห ดย งต ากว ามาตรฐานท ต งไว เป นอย างมาก โดยพบว าคนไข โรคห ดจ านวนมาก ถ ง 14.8% ท ม อาการหอบร นแรงจนต องเข าร บการร กษาในโรงพยาบาลในระยะเวลา 1 ป ท ผ านมา และ 21.7% ท เคยมาห องฉ กเฉ นในระยะเวลา 1 ป ท ผ านมา ผ ป วยมากกว าคร งท ม ค ณภาพช ว ตด อยกว าคนปกต เพราะไม สามารถท าก จกรรมได เช นคนปกต สาเหต ส าค ญก เพราะว าผ ป วยส วนมากไม ได ร บการร กษาตามท แนวทางการ ร กษาได ให คาแนะน าไว โดยพบว าผ ป วยโรคห ดในประเทศไทยท ได ร บยาพ นเสต ยรอยด ม เพ ยง 6.7% นอกจากน รายงานผลโครงการตรวจเวชระเบ ยนเพ อประเม นค ณภาพการด แลผ ป วยโรคห ด ป งบประมาณ 2550 28 ของ ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต พบว าผ ป วยโรคห ดไม ได ร บการประเม นความร นแรงท เหมาะสม เพราะม ผ ป วยโรคห ดเพ ยง 1.08 % เท าน นท ได ร บการตรวจว ดความเร วส งส ดของลมท เป าออก (Peak Expiratory Flow ) และแพทย ส งจ ายยาพ นเสต ยรอยด ให ผ ป วยเพ ยง 10.92% แสดงให เห นถ งความล มเหลว ของการพยามน าเอา GINA guideline ไปใช งาน ซ งผลการส ารวจก เป นไปในแนวเด ยวก นก บผลการส ารวจใน อเมร กา 7 ย โรป 8 สาเหต ของความล มเหลวของการนาเอาแนวทางการร กษาไปใช ได แก 1. ผ ป วยโรคห ดส วนใหญ พอใจก บอาการหอบท ตนม อย จากการส มภาษณ ผ ป วยโรคห ด 6 พบว า ผ ป วยโรคห ดส วนมากจะค ดว าการควบค มโรคห ดของตนเองด แล วแม ว าจะม อาการหอบเก อบท ก ว น เลยไม ได ไปพบแพทย เพ อร บการร กษา 2. แนวทางในการร กษาโรคห ดในป จจ บ นเปล ยนไปจากเด มมาก จากเด มท เข าใจว าโรคห ดเป นโรคท ม ความผ ดปกต ของกล ามเน อหลอดลมท โตข นและหดต วมากกว าปกต และค ดว าโรคห ดเป นโรคท ร กษาไม ได จ งร กษาโรคห ดโดยการใช ยาขยายหลอดลมเป นหล กเฉพาะเวลาท ม อาการเท าน น แต ในป จจ บ นเข าใจว าโรคห ดม การอ กเสบของหลอดลมท าให หลอดลมไวต อส งกระต นผ ดปกต ด งน น 11
โรคห ดจ งเป นโรคท ร กษาได ด วยการให ยาลดการอ กเสบของหลอดลมซ งได แก ยาพ นเสต ย รอยด (inhaled corticosteroids) เป นหล กแทนการใช ยาขยายหลอดลม ท าให แพทย เปล ยน แนวค ดไม ท น 3. แนวทางในการร กษาโรคห ดย งยากซ บซ อนท าให ยากต อการปฏ บ ต ตาม เช น การจ าแนกความ ร นแรงของโรคห ด และการให ยาร กษาตามระด บความร นแรงของโรค 4. การประเม นความร นแรงของโรคห ดต องอาศ ยการตรวจสมรรถภาพปอด หร อ peak flow meter ซ ง บ คคลากรทางการแพทย ไม ค อยค นเคยก บการว ด peak flow 5. แพทย ไม ม เวลามากพอในการด แลคนไข โรคห ด ปกต แพทย ม เวลาตรวจผ ป วยท ห องตรวจผ ป วย นอกประมาณ 5-10 นาท แต การท จะร กษาผ ป วยโรคห ดให ด จะต องให ความร แก ผ ป วย จะต อง ประเม นความร นแรงของโรค จะต องสอนผ ป วยเก ยวก บการพ นยาให ถ กต อง ซ งต องใช เวลามาก 12
คล น คโรคห ดแบบง าย (Easy Asthma Clinic) เพ อให การร กษาโรคห ดในประเทศไทยได มาตรฐานตาม GINA guideline จ งได ดาเน นโครงการจ ดต ง คล น กโรคห ดแบบง ายๆ (Easy Asthma Clinic) ข นในโรงพยาบาลช มชนท วประเทศ เม อว นท 3 ม นาคม 2547 โดยม หล กการด งน 1. ท าให แนวทางการร กษาโรคห ดง ายข น เร ยกว า แนวทางการร กษาโรคห ดแบบง ายๆ (Easy Asthma Guideline) เด มการร กษาโรคห ดตาม GINA guideline 1995 และ GINA guideline 2002 จะต องประเม นความร นแรงของโรคห ดก อน โดยแบ งความร นแรงออกเป น 4 ข น ค อ Intermittent asthma, mild persistent asthma, moderate persistent asthma และ severe persistent asthma แล วค อยจ ดการร กษาตามความร นแรง ซ งยากแก การจดจ าและปฏ บ ต ตาม Easy Asthma Guideline จ งปร บเป นไม ต องประเม นความร นแรง แต ประเม นการควบค มโรคห ด (asthma control) แทน โดยถามคาถามง ายๆ 4 คาถาม ตาม ตารางท 3 แล วเป า Peak Flow ถ า ไม ม อาการหอบในช วงกลางว น ไม หอบในช วงกลางค น ไม ต องใช ยาขยายหลอดลม ไม ต องไปห อง ฉ กเฉ นและ PEFR มากกว า 80% ก ถ อว า ควบค มโรคได ถ าควบค มโรคไม ได ผ ป วยควรได ร บยาพ น inhaled corticosteroids 500-1000ug/d ถ าย งไม สามารถควบค มโรคได ก ให เพ มยา controller ต วท สองเข าไป (ซ งเราอาจจะเล อก theophylline, LABA หร อ Leukotriene antagonist ) เม อ ควบค มโรคได ก เอา controller ต วท สองออกไป ซ งจะท าให การร กษาโรคห ดง ายข นมาก 2. ม การจ ดระบบการท างานให ง าย เป นระบบ และท างานเป นท ม ท าให แพทย ใช เวลาน อยลงในการ ด แลผ ป วย โดยเพ มบทบาทของพยาบาลและเภส ชกรในการร วมด แลผ ป วย โดยพยาบาลท าหน าท ในการลงทะเบ ยนผ ป วยและประเม นการคบค มโรค แพทย ท าหน าท ส งการร กษา และเภส ชกรม หน าท ให ความร เร องโรคห ดและแนวทางในการร กษาโรค ความร เร องยาและว ธ การใช ยาพ นชน ด ต างๆ แก ผ ป วย การท างานเป นท มจะช วยท าให การด แลร กษาผ ป วยให ม ประส ทธ ภาพมากข น 3. พ ฒนาการจ ดเก บข อม ลผ ป วยโดยอาศ ยเทคโนโลย สารสนเทศเข ามาช วยท าให สามารถเก บข อม ล ออนไลน ท http://eac2.dbregistry.com โดยแต ละโรงพยาบาล จะสามรถลงข อม ลได เอง ซ งท าให สามารถประเม นผล ต ดตามผ ป วยได อย างม ประส ทธ ภาพ และย งท าให ม ฐานข อม ลผ ป วยโรคห ด ของประเทศไทยท ใหญ ท ส ด 13
ตารางท 3. แบบสอบถามเพ อการประเม นการควบค มโรคห ดของผ ป วย (asthma control questionnaires) โดยถามค าถามง ายๆ 4 ข อ 1. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมาค ณม อาการไอ หายใจไม อ ม หร อหายใจม เส ยงด งว ด ในช วงกลางว นบ าง หร อไม 2. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมาค ณต องล กข นมาไอ,หายใจฝ ดและแน นหน าอก,หายใจม เส ยงว ดในช วง กลางค นบ างหร อไม 3. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมา ค ณใช ยาบรรเทาอาการหอบ (ยาขยายหลอดลม)บ างหร อไม? 4. ในช วง 2 เด อนท ผ านมา ค ณเคยหอบมากจนต องไปร บการร กษา ท ห องฉ กเฉ น หร อ ต องเข าร บการ ร กษาในโรงพยาบาลบ างหร อไม บ างหร อไม ข นตอนการทางานของคล น กโรคห ดแบบง ายๆ 1. คนไข ท กคนจะต องพบก บพยาบาลก อนเพ อลงทะเบ ยน (ตามแบบ appendix1) และประเม นการ ควบค มโรคห ดของคนไข โดยใช แบบสอบถามง ายๆ (appendix2) เสร จแล วก ให ผ ป วยเป าพ คโฟว ( Peak Expiratory Flow Rate: PEFR) เพ อว ดความเร วส งส ดท ผ ป วยสามารถเป าได 2. เม อพยาบาลประเม นเสร จก ส งผ ป วยเข าพบแพทย แพทย จะให การร กษาตามแนวทางการร กษา แบบง าย (Easy Asthma Guideline) ก ค อ ผ ป วยท ย งควบค มโรคได ไม ได จะต องได ร บยาพ นเสต ย รอยด ขนาดต าถ งปานกลาง (500-1000 ไมโครกร ม) ถ าผ ป วยย งไม สามารถควบค มโรคได ก เพ ม controller ต วท สองเข าไป ถ าควบค มโรคได มากกว า 3 เด อนข นไปอาจจะพ จารณาลดยาลงโดย เอา controller ต วท สองออกก อนและถ าควบค มได ก ค อยๆลดยาพ นเสต ยรอยด ลง ถ าควบค มได มากกว า 1 ป ก อาจจะพ จารณาหย ดยาได 3. เม อแพทย ส งการร กษาเสร จก ส งผ ป วยพบก บเภส ชซ งจะท าหน าท ให ความร เก ยวก บเร องโรคห ด และการร กษาโรค สอนการใช ยาพ น ตรวจสอบการใช ยาว าผ ป วยใช ยาตามแพทย ส งหร อ 14
การทดสอบสมรรถภาพปอดอย างง ายโดยการใช Peak Flow Meter Peak Flow Meter เป นเคร องม อว ดความเร วลมท เป าออกมาจากปอดอย างเร ว ค าท ได ม หน วยเป น ล ตร/นาท ค าความเร วส งส ด (Peak Expiratory Flow rate,pefr) จะบอกให ทราบถ งสภาวะหลอดลมว าเป น อย างไร เพราะถ าหลอดลมต บแคบลง ความเร วส งส ดก จะลดลง ค าท เป าได ก จะน อย ค า Peak Flow Meter จะข นก บ เพศ อาย และส วนส ง แพทย และผ ป วยควรทราบค าปกต หร อค าท ด ท ส ดท ของผ ป วยแต ละราย เพราะจะใช เป นค ามาตรฐานส าหร บผ ป วยรายน นๆในการประเม นอาการ ว ธ การใช Peak Flow Meter 1. เล อนเข มช ลงมาท เลข 0 2. ย น หร อถ าย นไม ได ก ให น งต วตรง (ผ ป วยควรอย ในท าเด ยวก นท กคร งท เป า) 3. หายใจเข าให ล กท ส ดเท าท จะท าได 4. อมท ปากกระบอกของเคร อง ป ดปากให สน ท เป าลมออกจากปอดให แรงและเร วท ส ดเท าท สามารถท าได 5. ด ว าเข มช เล อนไปตรงก บเลขใด ให จดไว 6. ท าซ าต งแต ตอนท 1-5 อ ก 2 คร ง (เป าท งหมด 3 คร ง) 7. บ นท กค าท มากท ส ดไว ค าท ได ต องน าไปเท ยบก บค ามาตรฐานว าเป นก เปอร เซ นต ของค ามาร ฐาน 8. น าไปเท ยบก บค ามาตรฐานท คานวนได (Predicted) ว าเป นก เปอร เซ นต ของค ามาตรฐาน ผลท ได ร บจากการจ ดต ง Easy Asthma Clinic ค อ 10, 29-31 1. การร กษาโรคห ดในโรงพยาบาล ช มชนเล กๆจะได มาตรฐานระด บโลก 2. ผ ป วยโรคห ดจะม ค ณภาพช ว ตท ด ข น ไม ต องท กข ทรมานก บอาการหอบ และไม ต องหอบร นแรงจน 10, 29-31 ต องเข าร บการร กษาท ห องฉ กเฉ นหร อนอนร บการร กษาท โรงพยาบาล 3. ม ความร วมม อก นของท มแพทย พยาบาล และเภส ชกรรมท าให การร กษาม ค ณภาพส ง 4. ม การบ นท กข อม ลการร กษาอย างเป นระบบซ งจะเป นประโยชน ต อผ ป วย และระบบการ สาธารณส ขของประเทศไทยในอนาคต 15
ในป พ.ศ. 2551 ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต ได เห นความส าค ญของโครงการ Easy Asthma Clinic จ งสน บสน นโครงการพ ฒนาค ณภาพการด แลผ ป วยโรคห ด ของหน วยบร การ สาขาเขตพ นท ขอนแก น โดยจ ดต ง Easy Asthma Clinic ในโรงพยาบาล 98 โรงพยาบาล ในจ งหว ด ขอนแก น สารคาม เลย ร อยเอ ด อ ดร หนองคาย หนองบ วล าภ ผลการดาเน นการคล น คโรคห ดอย างง ายท าให บ คคลากรทางการแพทย ได แก แพทย พยาบาล และเภส ชกร ม ความร ความช านาญในการร กษาโรคห ดเพ มข น การด แลผ ป วยโรคห ดม ค ณภาพมากข น โดยม การซ กประว ต อย างเป นระบบ ม การตรวจร างกาย ม การประเม นสมรรถภาพปอด ม การ ร กษาตามแนวทางการร กษาโรคห ด โดยม การใช ยาพ นร กษา (ยาพ นเสต ยรอยด ) เพ มข นจาก 25.95 เปอร เซ นต เป น 71.71% เปอร เซ นต นอกจากน ย งม การจ ดเก บข อม ลแบบออนไลน ท าให การต ดตามประเม นผลง าย 32 และ ในป พ.ศ. 2553 ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต ได สน บสน นการจ ดต ง Easy Asthma Clinic 500 โรงพยาบาล และในป 2554 ก จะสน บสน นให ท กหน วยบร การของส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต ท ว ประเทศจ ดต ง Easy Asthma Clinic 16
References 1. Worldwide variation in prevalence of symptoms of asthma, allergic rhinoconjunctivitis, and atopic eczema: ISAAC. The International Study of Asthma and Allergies in Childhood (ISAAC) Steering Committee. Lancet. 1998; 351(9111): 1225-32. 2. Global initiative for asthma. Global strategy for asthma management and prevention NHLBI/WHO revised 2002; 2002. 3. Vichyanond P, Jirapongsananuruk O, Visitsuntorn N, Tuchinda M. Prevalence of asthma, rhinitis and eczema in children from the Bangkok area using the ISAAC (International Study for Asthma and Allergy in Children) questionnaires. J Med Assoc Thai. 1998; 81(3): 175-84. 4. Teeratakulpisarn J, Pairojkul S, Heng S. Survey of the prevalence of asthma, allergic rhinitis and eczema in schoolchildren from Khon Kaen, Northeast Thailand. an ISAAC study. International Study of Asthma and Allergies in Childhood. Asian Pac J Allergy Immunol. 2000; 18(4): 187-94. 5. Boonsawat W, Charoenphan P, Kaitboonsri S, Wiriyachaiyoo V, Pothirat C, Wongtim S, et al. Prevalence of asthma symptoms in adult in 4 cities of Thailand. Joint scientific meeting the Thoracic Society of Thailand, the Malaysia Thoracic Society and the Singapore Thoracic Society; 2002; Bangkok, Thailand; 2002. p. 112. 6. Boonsawat W, Charoenphan P, Kiatboonsri S, Wongtim S, Viriyachaiyo V, Pothirat C, et al. Survey of asthma control in Thailand. Respirology. 2004; 9(3): 373-8. 7. Adams RJ, Fuhlbrigge A, Guilbert T, Lozano P, Martinez F. Inadequate use of asthma medication in the United States: results of the asthma in America national population survey. J Allergy Clin Immunol. 2002; 110(1): 58-64. 8. Rabe KF, Vermeire PA, Soriano JB, Maier WC. Clinical management of asthma in 1999: the Asthma Insights and Reality in Europe (AIRE) study. Eur Respir J. 2000; 16(5): 802-7. 9. ว ชรา บ ญสว สด. คล น คโรคห ดแบบง ายๆ (Easy Asthma Clinic). In: ว ชระ จามจ ร ร กษ, ส น นทา สวรรค ป ญญาเล ศ, editors. 5th BGH Annual academic meeting:from the basic to the top in Medicine. กร งเทพฯ: ห างห นส วนจ าก ด ส.ร งท พย ออฟเซท; 2548. p. 83-7. 17
10. Kanchit Chermchitrphong, Kookwan Sawadpanich, Jinjutha Klaiwong, Niphon Thitiyanviroj. Improvement of standard treatment of asthma at Manjakiree Hospital. Khon Kaen Medical Journal. 2007; 31(3): 231-40. 11. Shepherd GL, Hetzel MR, Clark TJH. Regular versus symptomatic aerosol bronchodilator treatment of asthma. Br J Dis Chest. 1981; 75: 215-7. 12. Holgate ST, Finnerty JP. Recent advances in understanding the pathogennesis of asthma and its clinical implications. Quarterly Journal of Medicine. 1988; New Series 66(249): 5-19. 13. Busse W, Elias J, Sheppard D, Banks-Schlegel S. Airway remodeling and repair. Am J Respir Crit Care Med. 1999; 160(3): 1035-42. 14. Redington AE, Howarth PH. Airway wall remodelling in asthma. Thorax. 1997; 52(4): 310-2. 15. Haahtela T, Jarvinen M, Kava T, Kiviranta K, Koskinen S, Lehtonen K, et al. Effects of reducing or discontinuing inhaled budesonide in patients with mild asthma. N Engl J Med. 1994; 331(11): 700-5. 16. Greening AP, Ind PW, Northfield M, Shaw G. Added salmeterol versus higher-dose corticosteroid in asthma patients with symptoms on existing inhaled corticosteroid. Allen & Hanburys Limited UK Study Group. Lancet. 1994; 344(8917): 219-24. 17. Woolcock AJ. The combined use of inhaled salmeterol and inhaled corticosteroids. Eur Respir Rev. 1995; 5(27): 142-5. 18. Condemi JJ, Goldstein S, Kalberg C, Yancey S, Emmett A, Rickard K. The addition of salmeterol to fluticasone propionate versus increasing the dose of fluticasone propionate in patients with persistent asthma. Salmeterol Study Group. Ann Allergy Asthma Immunol. 1999; 82(4): 383-9. 19. Global initiative for asthma. Global strategy for asthma management and prevention NHLBI/WHO workshop report; 1995. 20. Global initiative for asthma. Global Srategy for Asthma Management and Prevention (revised 2006): The GINA reports are available on www.ginasthma.org.; 2006. 21. Pauwels RA, Lofdahl CG, Postma DS, Tattersfield AE, O'Byrne P, Barnes PJ, et al. Effect of inhaled formoterol and budesonide on exacerbations of asthma. Formoterol and Corticosteroids Establishing Therapy (FACET) International Study Group. N Engl J Med. 1997; 337(20): 1405-11. 18
22. Liwsrisakun C, Pothirat C. Actual implementation of the Thai Asthma Guideline. J Med Assoc Thai. 2005; 88(7): 898-902. 23. Chipps BE, Spahn JD, Sorkness CA, Baitinger L, Sutton LB, Emmett AH, et al. Variability in asthma severity in pediatric subjects with asthma previously receiving short-acting beta2-agonists. J Pediatr. 2006; 148(4): 517-21. 24. แนวทางการร กษาโรคห ดส าหร บผ ใหญ. แพทยสภาสาร. 2538; 24(1): 17-29. 25. สมาคมอ รเวชช แห งประเทศไทย. แนวทางการว น จฉ ยและร กษาโรคห ดในประเทศไทย(ส าหร บผ ป วย ผ ใหญ ฉบ บปร บปร ง). วารสารว ณโรคและโรคทรวงอก. 2541; 19(3): 179-93. 26. สมาคมอ รเวชช แห งประเทศไทย. แนวทางการว น จฉ ยและร กษาโรคห ดในประเทศไทยส าหร บผ ป วย ผ ใหญ พ.ศ. 2547. 1 ed. กร งเทพฯ: สมาคมอ รเวชช แห งประเทศไทย; 2547. 27. คณะกรรมการปร บปร งแนวทางการว น จฉ ยและร กษาโรคห ด พ.ศ. 2551. แนวปฏ บ ต บร การ สาธารณส ข:การด แลผ ป วยโรคห ด พ.ศ. 2551. กร งเทพมหานคร: ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต (สปสช); 2552. 28. ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต. รายงานผลโครงการตรวจเวชระเบ ยนเพ อประเม นค ณภาพการ ด แลผ ป วยโรคห ด ป งบประมาณ 2550; 2551. 29. ชาญช ย จ นทร วรช ยก ล. ผลล พธ ของการจ ดคล น คโรคห ดอย างง ายในโรงพยาบาลยางตลาดจ งหว ด กาฬส นธ. ศร นคร นทร เวชสาร. 2550; 22(4): 449-58. 30. เกษม ภ ทรฤทธ ก ล. ผลการด แลร กษาผ ป วยในคล น คโรคห ดอย างง ายโรงพยาบาลหนองสองห อง. ขอนแก นเวชสาร. 2550; 31(3): 262-8. 31. Aree Duangdee. Outcomes of an Easy Asthma Clinic, Banphai Hospital, Khon Kaen Province. Journal of Health System Research. 2007; 1(2 supplement1): 45-50. 32. ว ชรา บ ญสว สด. รายงานโครงการพ ฒนาค ณภาพการด แลผ ป วยโรคห ด ของหน วยบร การ สาขาเขต พ นท ขอนแก น; 2551. 19
Appendix 20
(Appendix 1) ข อม ลประว ต ผ ป วยเม อเร มการศ กษา (first visit) โรงพยาบาล.. 1) HN. เลขท บ ตรประชาชน Asthma No 2) ช อ. นามสก ล.. 3) เพศ M) ชาย F) หญ ง 4) ท อย....เบอร โทรศ พท 5) อาย.ป น าหน ก..กก. ส วนส ง.ซ.ม. 6) ว น /เด อน/ป เก ด / / 7) เร มหอบอาย.ป หอบมานาน..ป 8) ร กษาโรคห ดท โรงพยาบาลน มาก ป แล ว.ป 9) ในระยะเวลา 12 เด อนท ผ านมา ค ณเคยนอนร กษาในโรงพยาบาลด วยอาการหอบมากหร อไม 0) ไม เคย 1) เคย..คร ง ( ท งหมดก ค น.) 10) ในระยะ เวลา12 เด อนท ผ านมา ค ณเคยหอบมากจนต องไปพ นยา ฉ ดยา ท ห องฉ กเฉ นหร อไม 0) ไม เคย 1) เคย.คร ง 11) การร กษาในป จจ บ น * B 2 agonist inhaler No Yes *B 2 agonist Tab No Yes *Theophylline No Yes *Steroid inhaler No Yes *Oral steroid No Yes * B 2 + Ipratropium inhaler No Yes * B 2 + ICS inhaler No Yes *ICS + LABA No Yes *Anti-Leukotriene No Yes 12) เคยตรวจสมรรถภาพปอดมาก อนหร อไม 0) ไม เคย 1) เคย 13) ค ณเคยส บบ หร หร อเปล า 0) ไม เคย 1) เคย (ไม เคย หมายความว าส บน อยกว า 1 มวนต อว นเป นเวลา1 ป หร อส บน อยกว า 20 ซอง) ถ าเคย 1. ป จจ บ นน ค ณย งส บบ หร อย 0) ไม ใช 1) ใช 2.ค ณเร มส บบ หร เม ออาย เท าไหร..ป 3. ถ าค ณหย ดส บบ หร แล วค ณหย ดส บเม ออาย เท าไหร..ป 4.โดยเฉล ยค ณส บบ หร ก มวนต อว น..มวน/ว น 14) ว นท ส มภาษณ ว น/เด อน/ป 15) ในช วง หน งป ท ผ านมาน ค ณเคยไปร กษาโรคห ดท โรงพยาบาลใดบ างนอกจากโรงพยาบาล น กระดาษส ขาว สำหร บโรงพยำบำล กระดาษส ชมพ สำหร บส วนกลำง Thailand Asthma and Respiratory Forum
APPENDIX 2 ASTHMA / COPD แบบประเม นผลการร กษา โรงพยาบาล lว นท.HN Asthma / COPD No..Predicted PEFR..L/min น าหน ก..ส วนส ง.. 1. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมาค ณม อาการไอ หายใจไม อ ม หร อหายใจม เส ยงด งว ด ในช วงกลางว นหร อไม 0) ไม ม 1) ม อาการน อยกว า 1 คร ง/ส ปดาห 2) ม อาการมากกว าหร อเท าก บ 1 คร ง/ส ปดาห 3) ม อาการท กว น 4) ม อาการเก อบตลอดเวลาทาให ม ป ญหาก บการทาก จว ตรประจาว น 2. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมาค ณต องล กข นมาไอ หายใจฝ ด แน นหน าอก หายใจม เส ยงว ด ในช วงกลางค นหร อไม 0) ไม ม 1) ม น อยกว าหร อเท าก บ 2 คร ง/เด อน 2) ม มากกว า 2 คร ง/เด อน 3) ม มากกว า 1 คร ง/ส ปดาห 4) ม เก อบท กว น 3. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมาค ณใช ยาบรรเทาอาการหอบ (ยาขยายหลอดลม) บ างหร อไม 0) ไม ม 1) ใช น อยกว า 1คร ง/ส ปดาห 2) ใช เก อบท กว น 3) ใช ท กว น 4) ใช มากกว า 4 คร ง/ว น ต ดต อก นต งแต 2 ว นข นไป 4. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมา ค ณเคยหอบมากจนต องไปร บการร กษาท ห องฉ กเฉ นหร อคล น กบ างหร อไม 0) ไม เคย 1) เคย (จานวน...คร ง) 5. ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมา ค ณเคยหอบมากจนต องเข าร บการร กษาในโรงพยาบาลบ างหร อไม 0) ไม เคย 1) เคย (จานวน..คร ง) ท โรงพยาบาล 6. ค ณม ผลข างเค ยงจากการใช ยาหร อไม 0) ไม ม 1) เช อราในปาก 2) เส ยงแหบ 3) อ นๆ โปรดระบ. 7. PRE PEFR L/min Predicted PEF.L/min % Predicted..... POST PEFR...L/min.%Predicted FVC..L Predicted FVC.L % Predicted.. FVC L...%Predicted FEV1 L Predicted PEV1...L % Predicted.. FEV1.. L...%Predicted PD 20.. 8. ยาท ผ ป วยใช ในขณะน และขนาดท ใช ( ในช วง 4 ส ปดาห ท ผ านมา) 1... 2... 3... 4... 9. ยาท แพทย ส งให ใหม 1.. 2.. 3.. 4.. 10. ว นน ดพบแพทย คร งต อไป ว นท...เด อน...พ.ศ.. Updted 22 ธ.ค. 2552
APPENDIX 2 ASTHMA / COPD แบบประเม นผลการร กษา โรงพยาบาล 11. ป จจ บ นค ณส บบ หร หร อไม 0) ไม 1) ใช 12.. (ส าหร บผ ป วย COPD) ค ณม เสมหะเหล องหล งจากพบแพทย คร งท แล ว หร อไม 0) ไม ใช 1) ใช 13.. (ส าหร บผ ป วย COPD) ขณะน อาการเหน อยหอบของค ณเป นอย างไรบ าง ( ) ค ณไม สามารถเด นได เน องจากสาเหต อ น 0) ไม ม อาการเหน อย เพ ยงแค ร ส กหายใจหอบ ขณะออกกาล งกายอย างหน กเท าน น 1) หายใจหอบ เม อเด นอย างเร งร บบนพ นราบ หร อเม อเด นข นท ส งช น 2) เด นบนพ นราบได ช ากว าคนอ นท อย ในว นเด ยวก น เพราะหายใจหอบ หร อต องหย ดเพ อหายใจเม อเด นปกต บนพ นราบ 3) ต องหย ดเพ อหายใจหล งจากเด นได ประมาณ 100 เมตร หร อหล งจากเด นได ส กพ กบนพ นราบ 4) หายใจหอบมากเก นกว าท จะออกจากบ าน หร อหอบมากขณะแต งต ว หร อเปล ยนเคร องแต งต ว 14. (ส าหร บผ ป วย COPD) SIX minute walk เด นได.เมตร บทบาทของเภส ชกร 15 ได สอนผ ป วยเร องความร เก ยวก บโรคห ด ไม ใช ใช 16 ได สอนการพ นยาแก ผ ป วย ไม ใช ใช 17 ได ตรวจสอบว าผ ป วยพ นยาได ถ กต อง ไม ใช ใช 18 ให เภส ชกรประเม นด ว าผ ป วยใช ยาตามแพทย ส งก เปอร เซ น (0-100%) % 19 ได สอนผ ป วยเร องโทษของบ หร และการเล ก(กรณ ท ส บบ หร ) ไม ใช ใช Updted 22 ธ.ค. 2552
Date Day symptoms Night symptoms Bronchodilator used Unschedule Clinic/ER visit Admission Adverse effect PEFR ( L/min, %) Previous treatment New treatment (Appendix 3) OPD Card Easy Asthma clinic โรงพยาบาล ช อ นามสก ล HN Asthma No Predicted PEFR L/min
ค ามาตรฐาน PEFR ชาย (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 184 15 374 390 405 420 435 450 465 480 495 511 526 541 556 571 586 601 616 632 16 381 396 411 426 441 456 471 486 501 516 531 546 561 576 591 606 621 636 17 386 401 416 431 446 461 476 491 505 520 535 550 565 580 595 610 624 639 18 392 407 422 436 451 466 481 495 510 525 540 554 569 584 599 613 628 643 19 397 412 427 441 456 471 485 500 515 529 544 558 573 588 602 617 632 646 20 403 417 432 446 461 475 490 504 519 533 548 562 577 591 606 620 635 650 21 408 422 436 451 465 480 494 508 523 537 552 566 580 595 609 624 638 652 22 412 427 441 455 470 484 498 512 527 541 555 570 584 598 612 627 641 655 23 417 431 445 459 474 488 502 516 530 544 559 573 587 601 615 629 644 658 24 421 435 449 463 477 492 506 520 534 548 562 576 590 604 618 632 646 660 25 425 439 453 467 481 495 509 523 537 551 565 579 593 606 620 634 648 662 26 429 443 457 471 485 498 512 526 540 554 567 581 595 609 623 636 650 664 27 433 447 460 474 488 501 515 529 543 556 570 584 597 611 625 638 652 666 28 437 450 464 477 491 504 518 531 545 559 572 586 599 613 626 640 654 667 29 440 453 467 480 494 507 520 534 547 561 574 588 601 615 628 641 655 668 30 443 456 470 483 496 509 523 536 549 563 576 589 603 616 629 643 656 669 31 446 459 472 485 498 512 525 538 551 564 578 591 604 617 630 644 657 670 32 448 461 474 488 501 514 527 540 553 566 579 592 605 618 631 645 658 671 33 451 464 477 490 503 516 528 541 554 567 580 593 606 619 632 645 658 671 34 453 466 479 491 504 517 530 543 556 568 581 594 607 620 633 645 658 671 35 455 468 480 493 506 518 531 544 557 569 582 595 608 620 633 646 658 671 36 457 469 482 494 507 520 532 545 557 570 583 595 608 620 633 646 658 671
ค ามาตรฐาน PEFR ชาย (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 184 37 458 471 483 496 508 521 533 546 558 570 583 595 608 620 633 645 658 670 38 459 472 484 497 509 521 534 546 558 571 583 595 608 620 633 645 657 670 39 461 473 485 497 510 522 534 546 558 571 583 595 607 620 632 644 656 669 40 461 474 486 498 510 522 534 546 558 571 583 595 607 619 631 643 655 668 41 462 474 486 498 510 522 534 546 558 570 582 594 606 618 630 642 654 666 42 463 474 486 498 510 522 534 546 558 570 581 593 605 617 629 641 653 665 43 463 475 486 498 510 522 533 545 557 569 580 592 604 616 627 639 651 663 44 463 474 486 498 509 521 533 544 556 568 579 591 603 614 626 637 649 661 45 463 474 486 497 509 520 532 543 555 566 578 589 601 612 624 635 647 659 46 462 474 485 496 508 519 531 542 553 565 576 588 599 610 622 633 645 656 47 462 473 484 495 507 518 529 541 552 563 574 586 597 608 620 631 642 653 48 461 472 483 494 505 517 528 539 550 561 572 584 595 606 617 628 639 651 49 460 471 482 493 504 515 526 537 548 559 570 581 592 603 614 625 636 647 50 458 469 480 491 502 513 524 535 546 557 568 579 590 600 611 622 633 644 51 457 468 479 489 500 511 522 533 543 554 565 576 587 597 608 619 630 641 52 455 466 477 487 498 509 519 530 541 551 562 573 583 594 605 615 626 637 53 453 464 474 485 496 506 517 527 538 548 559 570 580 591 601 612 622 633 54 451 462 472 483 493 503 514 524 535 545 556 566 576 587 597 608 618 629 55 449 459 470 480 490 500 511 521 531 542 552 562 573 583 593 604 614 624 56 446 456 467 477 487 497 507 518 528 538 548 558 569 579 589 599 609 620 57 444 454 464 474 484 494 504 514 524 534 544 554 564 575 585 595 605 615 58 441 450 460 470 480 490 500 510 520 530 540 550 560 570 580 590 600 610
ค ามาตรฐาน PEFR ชาย (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 184 59 437 447 457 467 477 486 496 506 516 526 536 546 555 565 575 585 595 605 60 434 444 453 463 473 482 492 502 512 521 531 541 551 560 570 580 589 599 61 430 440 449 459 469 478 488 497 507 517 526 536 545 555 565 574 584 593 62 426 436 445 455 464 474 483 493 502 512 521 531 540 550 559 569 578 588 63 422 432 441 450 460 469 478 488 497 507 516 525 535 544 553 563 572 581 64 418 427 436 446 455 464 473 483 492 501 510 520 529 538 547 557 566 575 65 413 423 432 441 450 459 468 477 486 496 505 514 523 532 541 550 559 569 66 409 418 427 436 445 454 463 472 481 490 499 508 517 526 535 544 553 562 67 404 413 422 430 439 448 457 466 475 484 493 501 510 519 528 537 546 555 68 399 407 416 425 434 442 451 460 469 477 486 495 504 513 521 530 539 548 69 393 402 411 419 428 436 445 454 462 471 480 488 497 506 514 523 531 540 70 388 396 405 413 422 430 439 447 456 464 473 481 490 498 507 515 524 533 71 382 390 399 407 415 424 432 441 449 457 466 474 483 491 499 508 516 525 72 376 384 392 401 409 417 426 434 442 450 459 467 475 483 492 500 508 517 73 370 378 386 394 402 410 419 427 435 443 451 459 468 476 484 492 500 508 74 363 371 379 387 395 403 411 419 427 435 444 452 460 468 476 484 492 500 75 356 364 372 380 388 396 404 412 420 428 436 444 452 459 467 475 483 491 76 350 357 365 373 381 389 396 404 412 420 428 435 443 451 459 467 474 482 77 342 350 358 366 373 381 389 396 404 412 419 427 435 442 450 458 465 473 78 335 343 350 358 365 373 381 388 396 403 411 418 426 433 441 449 456 464 79 328 335 342 350 357 365 372 380 387 395 402 409 417 424 432 439 447 454 80 320 327 335 342 349 356 364 371 378 386 393 400 408 415 422 430 437 444
ค ามาตรฐาน PEFR ชาย (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 184 81 312 319 326 333 341 348 355 362 369 377 384 391 398 405 413 420 427 434 82 304 311 318 325 332 339 346 353 360 367 375 382 389 396 403 410 417 424 83 295 302 309 316 323 330 337 344 351 358 365 372 379 386 393 400 407 414 84 287 294 300 307 314 321 328 335 341 348 355 362 369 376 382 389 396 403 85 278 285 291 298 305 311 318 325 332 338 345 352 359 365 372 379 385 392 86 269 275 282 289 295 302 308 315 322 328 335 341 348 355 361 368 374 381 87 260 266 273 279 285 292 298 305 311 318 324 331 337 344 350 357 363 370 88 250 256 263 269 276 282 288 295 301 307 314 320 326 333 339 345 352 358 89 240 247 253 259 265 272 278 284 290 297 303 309 315 321 328 334 340 346 90 230 237 243 249 255 261 267 273 279 286 292 298 304 310 316 322 328 335 91 220 226 232 238 244 250 256 262 268 274 280 286 292 298 304 310 316 322 92 210 216 222 228 234 239 245 251 257 263 269 275 281 286 292 298 304 310 93 199 205 211 217 222 228 234 240 246 251 257 263 269 274 280 286 292 297 94 189 194 200 206 211 217 222 228 234 239 245 251 256 262 268 273 279 285 95 178 183 189 194 200 205 211 216 222 227 233 238 244 249 255 260 266 272 96 166 172 177 183 188 193 199 204 210 215 220 226 231 237 242 247 253 258 97 155 160 166 171 176 181 187 192 197 203 208 213 218 224 229 234 240 245 98 143 149 154 159 164 169 174 180 185 190 195 200 205 210 216 221 226 231 99 132 137 142 147 152 157 162 167 172 177 182 187 192 197 202 207 212 217 100 119 124 129 134 139 144 149 154 159 164 169 174 178 183 188 193 198 203
ค ามาตรฐาน PEFR หญ ง (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 15 338 348 357 366 375 382 390 397 403 409 415 420 424 428 432 435 437 16 340 350 359 368 376 384 391 398 404 410 415 420 425 429 432 435 438 17 342 351 360 369 377 385 392 399 405 411 416 421 425 429 433 435 438 18 343 353 362 370 378 386 393 400 406 411 417 421 426 429 433 436 438 19 345 354 363 371 379 387 394 400 406 412 417 422 426 430 433 436 438 20 346 355 364 372 380 388 395 401 407 413 418 422 426 430 433 436 438 21 347 356 365 373 381 388 395 402 408 413 418 422 426 430 433 436 438 22 348 357 366 374 382 389 396 402 408 413 418 423 426 430 433 435 437 23 349 358 367 375 382 390 396 402 408 413 418 423 426 430 433 435 437 24 350 359 367 375 383 390 397 403 408 414 418 422 426 429 432 435 436 25 351 360 368 376 383 390 397 403 408 414 418 422 426 429 432 434 436 26 351 360 368 376 384 391 397 403 408 413 418 422 426 429 431 433 435 27 352 361 369 377 384 391 397 403 408 413 418 422 425 428 431 433 434 28 352 361 369 377 384 391 397 403 408 413 417 421 425 427 430 432 433 29 353 361 369 377 384 391 397 403 408 412 417 421 424 427 429 431 432 30 353 361 369 377 384 391 397 402 407 412 416 420 423 426 428 430 431 31 353 362 369 377 384 390 396 402 407 411 415 419 422 425 427 429 430 32 353 362 369 377 384 390 396 401 406 411 415 418 421 424 426 428 429 33 353 361 369 376 383 389 395 401 405 410 414 417 420 423 425 426 427 34 353 361 369 376 383 389 395 400 405 409 413 416 419 421 423 425 426
ค ามาตรฐาน PEFR หญ ง (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 35 353 361 368 375 382 388 394 399 404 408 412 415 418 420 422 423 424 36 353 360 368 375 381 387 393 398 403 407 410 414 416 419 420 422 422 37 352 360 367 374 381 387 392 397 402 406 409 412 415 417 419 420 421 38 352 359 367 373 380 386 391 396 400 404 408 411 413 415 417 418 419 39 351 359 366 372 379 385 390 395 399 403 406 409 412 414 415 416 417 40 350 358 365 371 378 383 389 393 398 401 405 407 410 412 413 414 415 41 349 357 364 370 376 382 387 392 396 400 403 406 408 410 411 412 412 42 348 356 363 369 375 381 386 390 394 398 401 404 406 408 409 410 410 43 347 355 362 368 374 379 384 389 393 396 399 402 404 406 407 407 408 44 346 353 360 366 372 378 383 387 391 394 397 400 402 403 404 405 405 45 345 352 359 365 371 376 381 385 389 392 395 398 399 401 402 402 402 46 344 351 357 363 369 374 379 383 387 390 393 395 397 398 399 400 400 47 342 349 356 362 367 372 377 381 385 388 391 393 395 396 397 397 397 48 341 347 354 360 365 370 375 379 382 386 388 390 392 393 394 394 394 49 339 346 352 358 363 368 373 377 380 383 386 388 389 390 391 391 391 50 337 344 350 356 361 366 370 374 378 381 383 385 387 388 388 388 388 51 335 342 348 354 359 364 368 372 375 378 380 382 384 385 385 385 385 52 333 340 346 352 357 361 366 369 372 375 378 379 381 381 382 382 381 53 331 338 344 349 354 359 363 367 370 372 375 376 378 378 379 378 378 54 329 336 341 347 352 356 360 364 367 369 372 373 374 375 375 375 374
ค ามาตรฐาน PEFR หญ ง (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 55 327 333 339 344 349 354 358 361 364 366 368 370 371 372 372 371 371 56 325 331 337 342 347 351 355 358 361 363 365 367 368 368 368 368 367 57 322 328 334 339 344 348 352 355 358 360 362 363 364 365 365 364 363 58 320 326 331 336 341 345 349 352 355 357 359 360 361 361 361 360 359 59 317 323 328 333 338 342 345 349 351 353 355 356 357 357 357 356 355 60 314 320 325 330 335 339 342 345 348 350 351 352 353 353 353 352 351 61 311 317 322 327 332 335 339 342 344 346 348 349 349 349 349 348 347 62 308 314 319 324 328 332 335 338 341 342 344 345 345 345 345 344 342 63 305 311 316 321 325 329 332 334 337 339 340 341 341 341 340 339 338 64 302 308 313 317 321 325 328 331 333 335 336 337 337 337 336 335 333 65 299 304 309 314 318 321 324 327 329 331 332 332 333 332 332 330 329 66 295 301 306 310 314 317 320 323 325 326 328 328 328 328 327 326 324 67 292 297 302 306 310 314 316 319 321 322 323 324 324 323 322 321 319 68 288 294 298 303 306 310 312 315 317 318 319 319 319 319 318 316 314 69 285 290 294 299 302 305 308 310 312 313 314 315 314 314 313 311 309 70 281 286 291 295 298 301 304 306 308 309 310 310 310 309 308 306 304 71 277 282 287 290 294 297 299 302 303 304 305 305 305 304 303 301 299 72 273 278 282 286 290 293 295 297 298 299 300 300 300 299 297 296 293 73 269 274 278 282 285 288 290 292 294 295 295 295 295 294 292 290 288 74 265 270 274 277 281 283 286 288 289 290 290 290 289 288 287 285 282
ค ามาตรฐาน PEFR หญ ง (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 75 261 265 269 273 276 279 281 283 284 285 285 285 284 283 281 279 277 76 256 261 265 268 271 274 276 278 279 280 280 279 279 277 276 274 271 77 252 256 260 264 267 269 271 273 274 274 274 274 273 272 270 268 265 78 247 252 255 259 262 264 266 267 268 269 269 268 268 266 264 262 259 79 243 247 251 254 257 259 261 262 263 263 263 263 262 260 258 256 253 80 238 242 246 249 252 254 255 257 258 258 258 257 256 254 252 250 247 81 233 237 241 244 246 248 250 251 252 252 252 251 250 248 246 244 241 82 228 232 235 238 241 243 245 246 246 247 246 245 244 242 240 237 234 83 223 227 230 233 236 238 239 240 241 241 240 239 238 236 234 231 228 84 218 222 225 228 230 232 233 234 235 235 234 233 232 230 227 225 221 85 212 216 219 222 224 226 228 228 229 229 228 227 225 223 221 218 215 86 207 211 214 216 219 220 222 222 223 222 222 221 219 217 214 211 208 87 202 205 208 211 213 214 216 216 217 216 215 214 213 210 208 205 201 88 196 199 202 205 207 208 210 210 210 210 209 208 206 204 201 198 194 89 190 194 197 199 201 202 203 204 204 203 202 201 199 197 194 191 187 90 185 188 191 193 195 196 197 197 197 197 196 194 192 190 187 184 180 91 179 182 185 187 189 190 191 191 191 190 189 188 185 183 180 176 173 92 173 176 178 181 182 183 184 184 184 183 182 181 178 176 173 169 165 93 167 170 172 174 176 177 178 178 177 177 175 174 171 169 165 162 158 94 160 163 166 168 169 170 171 171 170 170 168 166 164 161 158 154 150
ค ามาตรฐาน PEFR หญ ง (Appendix 4) Reference: Dejsomritrutai W, Nana A, Maranetra KN, et al Reference spirometric values for healthy lifetime nonsmokers in Thailand.J Med Assoc Thai. 2000;83(5):457-66 อาย ส ง(ซม.) 150 152 154 156 158 160 162 164 166 168 170 172 174 176 178 180 182 95 154 157 159 161 163 164 164 164 164 163 161 159 157 154 151 147 142 96 148 151 153 155 156 157 157 157 156 155 154 152 149 146 143 139 135 97 141 144 146 148 149 150 150 150 149 148 146 144 142 139 135 131 127 98 135 137 139 141 142 143 143 143 142 141 139 137 134 131 127 123 119 99 128 130 132 134 135 136 136 135 135 133 131 129 126 123 120 115 111 100 121 124 126 127 128 128 128 128 127 126 124 121 119 115 112 107 103
ค ามาตรฐาน PEFR for Under 15 years ( Male and Female) Reference: Polgar G., Promadhat V., Pulmonary function testing in children: techniques and standards. Philadelphia: WB Saunders, 1971 Height (cm) PEFR Value (L/Min) Height (cm) PEFR Value (L/Min) Height (cm) PEFR Value (L/Min) 100 99 127 240 154 382 101 104 128 246 155 387 102 109 129 251 156 392 103 114 130 256 157 398 104 120 131 261 158 403 105 125 132 266 159 408 106 130 133 272 160 413 107 135 134 277 161 419 108 141 135 282 162 424 109 146 136 287 163 429 110 151 137 293 164 434 111 156 138 298 165 439 112 162 139 303 166 445 113 167 140 308 167 450 114 172 141 314 168 455 115 177 142 319 169 460 116 183 143 324 170 466 117 188 144 329 171 471 118 193 145 335 172 476 119 198 146 340 173 481 120 204 147 345 174 487 121 209 148 350 175 492 122 214 149 356 176 497 123 219 150 361 177 502 124 225 151 366 178 508 125 230 152 371 179 513 126 235 153 377 180 518 กรณ ท ผ ป วยม อาย /ส วนส งนอกเหน อจากน ให ค านวณจากสมการ PEFR (L/Min) = - 425.5714 + [ 5.2428 X height (cm) ]
ค ม อการลงข อม ล Easy Asthma and COPD Clinic Network Online 1. เข า Website ของเคร อข าย EACC ท Website : http://eac2.dbregistry.com หร อเข า Googleพ มพ คาว า easy asthma clinic เล อกท ม ช อ http://eac2.dbregistry.com 2. ใส Username Password แล ว Enter หร อกด Login แล ว Website จะไปท หน า Personal profile คล กเข าท Asthma clinic research กรณ ท คนไข เป น Asthma และคล กท COPD กรณ ท คนไข เป น COPD จะ ปรากฏด งร ป **** กรณ ท ย งไม ม Asthma clinic research และ/หร อ COPD ให กด Manage Links เล อก Asthma clinic research กด Add Links กด OK แล ว กด Manage Links เล อก COPD กด Add Links กด OK ****
เม อคล ก Asthma clinic research หร อ COPD แล วจะปรากฏหน าเล อกเมน ด งร ป
การลงข อม ล 1. ผ ป วยแต ละ Case ต องลงข อม ล Appendix I ก อน โดยผ ป วยแต ละคนจะม 1 HN เท าน น โดยคล กท แบบฟอร มบ นท กข อม ลผ ป วยใหม [ Appendix I] ด งร ป เม อกรอกข อม ลเร ยบร อยให กดบ นท ก
ข อควรระว งใน Appendix I a. ผ ป วย 1 คนต องม 1 HN เท าน น b. HN ไม ควรเว นวรรค สามารถใส / หร อ ได c. เลขบ ตรประชาชนไม ม ข ดข น(ให พ มพ เลข 13 ต วต ดก นไม ม เว นวรรค) d. Asthma Number แล วแต ทางเคร อข ายจะใส (เพราะไม ได นาไปคานวณแต สามารถนามาใช ประโยชน ได ในกรณ ท ต องการเช ค Asthma Number ก บรายช อผ ป วย e. ช อ สก ล ไม ควรม คานาหน า(เพราะเวลานาข อม ลไปใช Search ข อม ลตามช อจะกระทาได ยากกว า ไม ม คานาหน า f. ระบ เพศ (เพราะจะนาไปคานวณค า Peak flow) g. น าหน ก ส วนส ง ต องใส ท ก Case (เพราะจะนาไปคานวณค า Peak flow) h. ว น เด อน ป เก ด ต องอย ใน แบบฟอร ม วว/ดด/ปปปป (ป เป น พ.ศ.เท าน น เช น 01/10/2553) หากไม ม ว นท ให ใส 01/01/ ปปปป i. การใส อาย ถ าม เศษ 1 9 เด อน ให ใส.1.9 ถ า 10 เด อน ข นไป ให เพ มเป น 1 ป เช น 11 ป 10 เด อน ให ลงข อม ลเป น 12 ป j. รายการยา (ข อ 11) ถ าผ ป วยได ใช ยากล มใดให คล ก yes แล วพ มพ ช อยาด วย เช น seretide accuhaler (250) 1*2 ถ ากล มใดไม ได ใช ให คล ก No ( ให ลงข อม ลท กช อง ไม ให ปล อยว าง) k. ถ าผ ป วยส บบ หร หร อเคยส บให ลงข อม ลด วย l. ว นท ส มภาษณ ให ลงท กคร ง(เพราะจะนาไปแยกว าผ ป วยเป นผ ป วยลงทะเบ ยนป ใดโดยให ว นท ส มภาษณ เป นว นท ม Appendix 2 เป นคร งแรก ในกรณ ท ไม ทราบว นส มภาษณ ) 2. เม อลง Appendix I เร ยบร อยแล ว(ในแต ละ Case) ให ลง Appendix II ในบรรท ดท 7 เร ยกด ประว ต ตาม HN คล กท Appendix III (เพราะจะได ด การเปล ยนแปลงของคนไข แต ละ Case ว าเป นอย างไร และตรวจสอบข อม ลว าท ลงไปแล วถ กต องหร อไม ) จะปรากฏด งร ป
ใส HN คนไข แล วกด Enter ช อ สก ล ผ ป วยจะข นโดยอ ตโนม ต ด งร ป ต องการเพ ม Appendix2 ให คล ก [ Add Followup] (ต วหน งส อส แดง) โปรแกรมจะ เช อมไปท Appendix2 โดย อ ตโนม ต ด งร ป ข อควรระว งใน Appendix II a. ช อง ส เหล ยมให Enter b. ว น เด อน ป หมาถ ง ว นท คนไข มาพบแพทย (วว/ดด/ปปปป ป เป น พ.ศ.เท าน น) เม อใส แล วให Enter จะข นอาย ให อ ตโนม ต หากอาย ผ ดแสดงว าว นเก ดใน Appendix I ผ ด ให กล บไปแก ไขก อน
c. ให Enter น าหน ก ส วนส ง ค า Peak Flow มาตรฐานจะข นให โดนอ ตโนม ต d. ข อท 1 7 เมาส คล กได หร อจะใช Enter + ล กศร ก ได ตามถน ด e. ข อ7 ถ าม การเป า Peak Flow ให คล กท บ นท กผล ถ าไม ได เป า ให คล กท ไม ได เป าเน องจากสาเหต อะไรให ใส ด วย ค า Peak Flow ท เป าได (ให คนไข เป า 3 คร ง เล อกคร งท มากท ส ดมาใส ) ให ใส เฉพาะช อง 7.1 ช องแรกเท าน นกรณ เป า Peak Flow ถ ากรณ ทา Spiro สามารถใส ได ท กช อง เม อให ข อม ลแล วให Enter เปอร เซ นต ค าท เป าได จะข นให โดย อ ตโนม ต (ถ าไม Enter โปรแกรมจะไม ประมวลผลให ) f. ข อ 8 ยาท ผ ป วยใช ในขณะน ให ถามจากต วผ ป วยว าใช ยาอย างไร อะไรบ าง เพราะต องการเช คความ ถ กต องเร องการใช ยาของผ ป วย g. ว ธ ลงข อม ลยา โดยคล กท ม แล วใส จานวน(ต วเลข) รายการยา แล ว Enter เม อ Enter แล ว จะม ช อง ข นให ใส ยาเท าก บจานวนต วเลขท ใส ให ใส ช อยาซ งม ให เล อก (ถ าสามารถบอก trade name ได ก จะ ด มาก) เช น Seretide accuhaler(250), Budecort(200) ความถ ท ใช ให ใส เฉพาะต วเลข เช น ผ ป วย Seretide accuhaler(250) 1 puff เช า และ เย น ให ลงข อม ลเป น Seretide accuhaler(250) ใส ความถ เป น 1*2 หร อ Ventolin 2 puff เวลาม อาการ ก ลงข อม ลเป น Ventolin inhaler ความถ เป น 2 prn h. ข อ 9 ยาท แพทย ส งให ใหม หมายถ ง Order แพทย ท ส งให ว นน + ยาท เหล ออย ท บ าน แต หมอไม ได ส งให เช น Ventolin inhaler i. ว นน ดให อย ในร ป วว/ดด/ปปปป j. ข อ14 ไม ทาก ได k. ข อ 18 เปอร เซ นต การใช ยาให ค ดจากจานวนว น เช น น ด1 เด อน 30 ว น เท าก บ 100% น ด 3 เด อน 90 ว น เท าก บ 100% 3. การแก ไข Appendix I ให แก ไขในบรรท ดท 7 เร ยกด ประว ต ตาม HN คล กท Appendix I ใส HN แล ว Enter ข อม ลเก าท เคยลงไว จะแสดง สามารถแก ไขได ท งหน ายกเว น HN แก ไขเร ยบร อยแล วกดบ นท กการแก ไข 4. การแก ไข Appendix II ให แก ไขในบรรท ดท 7 เร ยกด ประว ต ตาม HN คล กท Appendix III ใส HN แล ว Enter ช อ สก ล และ ข อม ล Appendix II ท ลงไว จะแสดง ให คล กท ว นท ท ต องการแก ไข สามารถแก ไขได ท งหน า ยกเว น HN แก ไข เร ยบร อยแล วกดบ นท กการแก ไข 5. การแก ไข HN ให แก ไขในบรรท ดท 7 เร ยกด ประว ต ตาม HN คล กท แก ไข HN ใส HNท ผ ด แล ว Enter ข อม ลจะ แสดง แก ไขได แล วกดบ นท ก 6. การลงข อม ล ฟอร มบ นท ก Admit
คล กท ฟอร มบ นท ก Admit ใส HN แล ว Enter ช อ สก ล เลขบ ตรประชาชนจะข นโดยอ ตโนม ต ใส ว นท เข าร บการร กษา แล ว Enter ใส ว นท จาหน าย แล ว Enter อาย จะข นโดยอ ตโนม ต ใส สถานะจาหน าย (ต วเลข) แล ว Enter ใส ประเภทจาหน าย(ต วเลข) แล ว Enter เสร จแล วกดบ นท ก การแก ไข ใส HN Enter ข อม ลของผ ป วยจะข นอย ด านล าง คล กว นท ท จะแก ไข คล กแก ไข ดาเน นการแก ไขเร ยบร อยแล วกดบ นท กการแก ไข 7. การลงข อม ล ฟอร มบ นท ก ER คล กท ฟอร มบ นท ก ER ใส HN แล ว Enter ช อ สก ล เลขบ ตรประชาชนจะข นโดยอ ตโนม ต ใส ว นท มาร บการร กษา แล ว Enter อาย จะข นโดยอ ตโนม ต การ กษาแล วแต ทางโรงพยาบาลจะบ นท ก แล ว กด Tab หร อคล กท ผลการร กษา ใส ต วเลข แล ว Enter เสร จแล วกดบ นท ก การแก ไข ใส HN Enter ข อม ลของผ ป วยจะข นอย ด านล าง คล กว นท ท จะแก ไข คล กแก ไข ดาเน นการแก ไขเร ยบร อยแล วกดบ นท กการแก ไข 8. การแก ไข Missing กดท ต วเลขส แดง จะม รายละเอ ยดให แก ไขด านล าง ด งร ป
ให คล กแก ไขได เลย การด ข อม ล สามารถด ได โดยเล อกรายงานข อม ล Easy Asthma Clinic หน าเล อกเมน
1. รายงานสถานการณ จ านวนผ ป วยของแต ละโรงพยาบาลในป จจ บ น จะแสดงข อม ล 2 แบบด งน - จำนวนผ ป วยในแต ละเด อน จะแสดงจานวน Appendix I และแสดงเป น ป พ.ศ. โดยแยกเป นรายเด อน ว าแต ละเด อนม ผ ป วยข นทะเบ ยนก คน เม อคล กท ต วเลขจะแสดง HN คนไข และว นท ลงทะเบ ยน และ สามารถด ประว ต ของผ ป วยและประว ต การร กษาของผ ป วยแต ละราย - สถำนกำรณ ผ ป วยในโรงพยำบำล จะแสดงข อม ล ท งAppendix I และ Appendix II รายงานน สามารถเล อกช วงเวลาของข อม ลท ต องการได โดยจะแยกเป นผ ป วยเก าและผ ป วยท อย ในช วงท เล อก แสดง ข อม ลเป นสถ ต - Export data แสดงข อม ลด บท เก บไว อย ใน Excel สามารถนามาใช ได โดยกดท [csv] 2. รายงานการมาร บบร การของผ ป วย OPD จะแสดงจานวน Follow up ของผ ป วย โดยแยกเป น Total control, Well control,และ Poor control เม อคล กท ต วเลข จะแสดง HN ช อ สก ล ผ ป วย และสามารถด ประว ต ของผ ป วยและประว ต การร กษา ของผ ป วยแต ละราย