วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น

Size: px
Start display at page:

Download "วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น"

Transcription

1 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ISSN ราคา 150 บาท เจ าของ มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 749/1 ถ.ชยางก ร ต.ในเม อง อ.เม อง จ.อ บลราชธาน โทร โทรสาร ว ตถ ประสงค 1. เพ อเผยแพร ความร ด านว ชาการในศาสตร สาขาต างๆ 2. เพ อให บร การทางว ชาการแก ส งคม ในร ปแบบของ วารสารว ชาการ 3. เพ อส งเสร มการแสดงความค ดเห น เสนอผลการ ค นคว าและว จ ย 4. เพ อให ผ ทรงค ณว ฒ คณาจารย และน กว ชาการได เผยแพร ผลงาน 5. เพ อเผยแพร เก ยรต ค ณทางด านว ชาการของมหาว ทยาล ย ในฐานะสถาบ นอ ดมศ กษาแห งหน ง คณะท ปร กษาบรรณาธ การ นายกสภามหาว ทยาล ย อธ การบด ก ตต ค ณ อธ การบด รองอธ การบด คณบด บ ณฑ ตว ทยาล ย คณบด คณะการบ ญช คณบด คณะบร หารธ รก จ คณบด คณะน ต ศาสตร คณบด คณะร ฐศาสตร คณบด คณะศ ลปศาสตร คณบด คณะน เทศศาสตร คณบด คณะว ศวกรรมศาสตร คณบด คณะศ กษาศาสตร ผ อ ำนวยการหล กส ตร คณบด คณะว ทยาศาสตร และเทคโนโลย บรรณาธ การ รองศาสตราจารย เฉล มศ กด ส ภาผล กองบรรณาธ การ ศาสตราจารย ดร.ช ยยงศ พรหมวงศ ม. อ สส มช ญ ศาสตราจารย ดร.ไพบ ลย ช างเร ยน ม. การจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น ศาสตราจารย ดร.ไพฑ รย ส นลาร ตน ม.ธ รก จบ ณฑ ตย ศาสตราจารย ดร.ส ำเนาว ขจรศ ลป ม.เกษตรศาสตร ศาสตราจารย ดร.พฤทธ ศ ร บรรณพ ท กษ จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย รองศาสตราจารย ดร.ร งสรรค ประเสร ฐศร ม.เจ าพระยา รองศาสตราจารย อ ษฎางค ปาณ กบ ตร ม. รามค ำแหง รองศาสตราจารย ดร.ว ระ ไชยศร ส ข ม. การจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น รองศาสตราจารย ดร.นวลละออ ส ภาผล ม. การจ ดการ และเทคโนโลย อ สเท ร น รองศาสตราจารย ดร.อ ท ย ภ รมย ร น ม.การจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น รองศาสตราจารย ดร.ประว ต เอราวรรณ ม.มหาสารคาม รองศาสตราจารย ดร.ธนส ว ทย ท บห ร ญร กษ ม.ราชภ ฏสวนส น นทา ดร.ด เรก พรส มา ม.ล มแม น ำป ง จ.ตาก พ ส จน อ กษร อาจารย ศราย ทธ ตร โรจน พร นางสาวหท ยกาญจน ส ขคมข ำ ออกแบบร ปเล ม-จ ดหน า อาจารย ศราย ทธ ตร โรจน พร ก ำหนดออก ป ละ 2 ฉบ บ ในเด อนม ถ นายนและธ นวาคม พ มพ ท บร ษ ท ว นเนอร ออฟเซท จ ำก ด โทร , [email protected] อ ตราค าสม ครสมาช ก 300 บาท/ป สม ครสมาช กวารสาร ต ดต อ อาจารย ส น ร ตน ศร โสภา 749/1 ถ.ชยางก ร ต.ในเม อง อ.เม อง จ.อ บลราชธาน โทร โทรสาร [email protected] ก ข อความในบทความเป นความร บผ ดชอบของผ เข ยน

2 บทบรรณาธ การ วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น (เด มช อ วารสารโปล เทคน คภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ) ฉบ บน ม ว ตถ ประสงค เพ อเป นการเผยแพร ผลงานทางว ชาการและแลกเปล ยนเร ยนร ของน กว ชาการ ท งภายในและภายนอกประเทศ หลากหลายสาขาว ชา ในฉบ บน ม บทความท น าสนใจหลายเร อง วารสารน ส ำเร จล ล วงได เพราะได ร บการเสนอแนะจากคณะท ปร กษาบรรณาธ การ และผ สนใจท ได ม ส วนร วมในการเสนอแนะให วารสารว ชาการฉบ บน สมบ รณ ย งข น ขอขอบพระค ณผ อ านท กท านท ได ต ดตามวารสารว ชาการน รองศาสตราจารย เฉล มศ กด ส ภาผล บรรณาธ การ ข

3 UNIVERSITY มหาว ทยาล ยของเรา มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น (เด มช อว ทยาล ยโปล เทคน คภาค ตะว นออกเฉ ยงเหน อ) ม ประว ต อ นยาวนานในการท มเทให ก บงานบร การด านการศ กษา แก ประชาชนท วไป โดยเร มมาจากโรงเร ยนเทคน คส ทธ ธรรม และใน ป พ.ศ เร มก อต งโรงเร ยนโปล เทคน คภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ เพ อดำาเน นรอยตามในการ บร การด านการศ กษาแก ประชาชน ตราบจนท กว นน โรงเร ยนโปล เทคน คภาคตะว นออก เฉ ยงเหน อก ย งคงไว ซ งอ ดมการณ เด ม ในเด อนก มภาพ นธ พ.ศ ได ดำาเน นการก อต ง ว ทยาล ยโปล เทคน ค ภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ เพ อเป นสถาบ นการศ กษาเอกชนระด บอ ดมศ กษาในจ งหว ด อ บลราชธาน ด วยว ส ยท ศน ท เป นสถาบ นช นนำาในภ ม ภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ เม อว นท 18 พฤศจ กายน 2548 สภาว ทยาล ยดำาเน นการเสนอหล กฐานแสดง ความพร อม ต อสำาน กงานคณะกรรมการการอ ดมศ กษา เพ อขอเปล ยนประเภทเป น มหาว ทยาล ย และได ร บใบอน ญาตให เปล ยนช อเป น มหาว ทยาล ยการจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น เม อว นท 21 กรกฎาคม 2552 ป จจ บ นมหาว ทยาล ยเป ดหล กส ตรระด บปร ญญาตร 14 สาขา ได แก การบ ญช คอมพ วเตอร ธ รก จ การตลาด การจ ดการธ รก จช มชน การจ ดการอ ตสาหกรรม การจ ดการ การจ ดการ (นานาชาต ) น ต ศาสตร ร ฐศาสตร ว ศวกรรมคอมพ วเตอร ว ศวกรรมอน เมช นและเกมส น เทศศาสตร การศ กษาปฐมว ย เทคโนโลย ว ศวกรรม เทคโนโลย เคร องสำาอาง และความงาม และสาขาอ ตสาหกรรมการบร การการ ท องเท ยวและการโรงแรม ระด บประกาศน ยบ ตรบ ณฑ ต ม 2 สาขา ได แก การบร หารการศ กษา และว ชาช พคร ระด บปร ญญาโท ม 6 สาขา ได แก การบร หาร การศ กษา การเม องการปกครอง บร หารธ รก จ น ต ศาสตร บ ญช และเวชศาสตร อาย รว ฒน และในระด บปร ญญาเอกม 4 สาขา ได แก การบร หารการศ กษา การจ ดการ ร ฐศาสตร และร ฐประศาสนศาสตร มหาว ทยาล ยต งอย ในต วเม องจ งหว ดอ บลราชธาน บนพ นท 12 ไร โดยม ส งอำานวยความสะดวกทางการศ กษาและการก ฬาบร การแก น กศ กษา ป จจ บ นมหาว ทยาล ย ม น กศ กษาประมาณ 4,000 คน และน กศ กษาของว ทยาล ยอาช วศ กษาโปล เทคน ค ภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ ประมาณ 5,000 คน ค

4 ปร ชญามหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น Imagine Beyond Knowledge ว ส ยท ศน มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ม งส ความเป นมหาว ทยาล ยช นนำาด านนว ตกรรม การจ ดการและเทคโนโลย สร างสรรค พ นธก จ เพ อให บรรล ตามกรอบว ส ยท ศน มหาว ทยาล ยได ก าหนดพ นธก จท ต องด าเน นการด งต อไปน 1. จ ดการศ กษาระด บอ ดมศ กษาและว ชาช พช นส ง โดยย ดหล กความต องการของชาต และระด บภ ม ภาค เพ อน าไปส การ วางแผนและการจ ดการศ กษาร วมก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนท งในและต างประเทศ พร อมท งม ระบบต ดตามและการจ ดล าด บ ความส าค ญเพ อให เก ดการเปล ยนแปลงได อย างม ประส ทธ ภาพ 2. ผล ตบ ณฑ ตให เป นผ ประกอบการช นน าแบบม ออาช พ ด วยการออกแบบหล กส ตรการเร ยนการสอนในร ปแบบสห ว ทยาการ (Interdisciplinary Studies) ให ม พ นฐานในความร ท กษะต างๆ และจ ดต งศ นย บ มเพาะผ ประกอบการ (Incubator Center) เพ อสร างความแข งแกร งให แก บ ณฑ ตท ส าเร จการศ กษา 3. ด าเน นการว จ ยและพ ฒนา (Research and Development) อย างเป นเป นร ปธรรม พร อมท งสน บสน นให คณาจารย และ น กศ กษาค ดค นส งใหม ท เป นนว ตกรรม (Innovation) จากความร ท ได ร บ เพ อหาแนวทางพ ฒนาท น าไปส การปฏ บ ต (Implementation) 4. สร างการม ส วนร วมอย างครบม ต (Synergy) ก บสถาบ นการศ กษาและภาคอ ตสาหกรรมท งในและต างประเทศ เพ อสร างห นส วนเช งกลย ทธ (Strategic Partners) ท งด านว ชาการ การฝ กอบรม และอ นๆ ในร ปของข อตกลงความร วมม อ (MOU Memorandum of Understanding) 5. เป นแหล งให บร การทางว ชาการด านการจ ดการและเทคโนโลย เพ อตอบสนองความต องการของส งคม 6. ท าน บ าร งศ ลปว ฒนธรรมเพ อร กษาความเป นเอกล กษณ ของชาต พร อมท งเผยแพร ศ ลปว ฒนธรรมอ นด ของชาต ไปส นานาชาต ว ตถ ประสงค 1. เพ อให ม บ ณฑ ตท ม ค ณภาพ ม ความเป นม ออาช พ ม ท กษะการจ ดการและเทคโนโลย พร อมท งน าความร ท ได ร บไปประย กต ใช ให เก ดประโยชน ต อตนเองและส งคม 2. เพ อให มหาว ทยาล ยม ผลงานว จ ยและนว ตกรรมท สามารถน าไปใช ประโยชน ทางว ชาการ เศรษฐก จ ส งคม หร อว ฒนธรรม ของประเทศและภ ม ภาคเอเช ย 3. เพ อให มหาว ทยาล ยเป นศ นย กลางการศ กษาท ม ความร วมม อทางว ชาการก บสถาบ นการศ กษา ภาคอ ตสาหกรรม ท งใน และต างประเทศ 4. เพ อให มหาว ทยาล ยเป นแหล งให บร การทางว ชาการ และการท าน บ าร งศ ลปว ฒนธรรม เป าหมาย เป าหมายหล ก 7 ด าน ของแผนกลย ทธ มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น พ.ศ ประกอบด วย เป าหมายท 1 : การบร หารจ ดการโดยย ดหล กธรรมาภ บาลและการจ ดการแนวใหม (Good Governance & Modern Management) เป าหมายท 2 : การพ ฒนาผลงานทางด านว ชาการและว จ ยสร างสรรค (Creativity Academic and Research) เป าหมายท 3 : การสร างบ ณฑ ตท ม ความสามารถด านการจ ดการและเทคโนโลย (High Potential Management and Technology Students) เป าหมายท 4 : การพ ฒนากระบวนการเร ยนการสอน (New Learning Approach) เป าหมายท 5 : การสร างเคร อข ายความร มม อและส งเสร มการใช ทร พยากรอย างม ประส ทธ ภาพ (Networking and Resource Competency) เป าหมายท 6 : การส งเสร มและแลกเปล ยนศ ลปว ฒนธรรม (Promote and exchange Culture) เป าหมายท 7 : การพ ฒนาส ความเป นสากล (Internationalization) ง

5 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 1 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) การพ ฒนาว ด ท ศน การเร ยน บาล ไวยากรณ พระมหาสมาน ศศ ส วรรณพงศ ว ดมหรรณพาราม ถ.ตะนาว แขวงเสาช งช า เขตพระนคร กร งเทพมหานคร [email protected] โทร ก มปนาท บร บ รณ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ กร งเทพมหานคร 10110, [email protected] โทร บทค ดย อ งานว จ ยและพ ฒนาคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาส อว ด ท ศน การเร ยนว ชาบาล ไวยากรณ และเพ อหาประส ทธ ภาพว ด ท ศน การเร ยนว ชาบาล ไวยากรณ กล มต วอย างในการศ กษาคร งน ได แก พระสงฆ ท เร ยนภาษาบาล ช นประโยค 1-2 ในส าน กเร ยนว ดโมล โลกยาราม ในเขตกร งเทพมหานคร จ านวน 48 ร ป เล อกด วยว ธ การเจาะจง ประกอบด วยกล มต วอย าง 2 กล ม ค อ (1) พระสงฆ จ านวน 30 ร ป เพ อใช ในการส ารวจความค ดเห นและความต องการใช ส อการเร ยนการสอนว ชาบาล ไวยากรณ (2) พระสงฆ จ านวน 18 ร ป เพ อใช ในการทดลองเร ยนร ด วยว ด ท ศน การเร ยนว ชาบาล ไวยากรณ เร อง อาขยาต ใช ระยะเวลาการทดลอง 3 คร งๆ ละ 12 ว น ๆละ 2 คาบ ๆ ละ 50 นาท รวม 72 คาบ เคร องม อท ใช ในการว จ ยได แก ส อว ด ท ศน แบบประเม นส อว ด ท ศน แบบทดสอบ ว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งพรรณนาด วย ค าร อยละ ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน หาประส ทธ ภาพของส อว ด ท ศน (E1 / E2 ) ผลการว จ ยพบว า ส อว ด ท ศน ม ค ณภาพด านเน อหา อย ในระด บด ( = 3.97, S.D. = 0.739) ม ค ณภาพด านเทคโนโลย อย ในระด บด ( = 4.25, S.D. = 0.577) ม ประส ทธ ภาพระด บด จากส ตรหา E1 / E2 เท าก บ 86.44/80.22 ตามเกณฑ 80/80 ท ก าหนดไว คำาสำาค ญ : การพ ฒนา, ว ด ท ศน, บาล ไวยากรณ Received May 11, 2014 ; Accepted June 10, 2014 THE DEVELOPMENT OF A PALI GRAMMAR LEARNING VIDEO Pramaha Samarn Sasisuwanphong, Wat Mahannaparam, Bangkok 10200, [email protected], Tel Gumpanat Boriboon, Srinakharinwirot University Bangkok 10110, [email protected], Tel Abstract The purpose of this research aimed to: develop learning by video lessons to reach the 80/80 criteria and to study the students development while learning through these instructional video lessons. The samples for this study consist of 48 student monks from Wat Molelokayaram in Bangkok who are studying pali language grammar level 1 and 2 through purposive sampling. The students had three periods of study consisting of two 50 minute classes a day for 12 days for a total of 72 classes. The research instrument consisted of the video learning lessons, an achievement test, and a quality evaluation form for experts. The data were statistically analyzed and presented by mean, standard deviation and efficiency E1 / E2. The research results revealed that the documentary style video lesson were of good quality as evaluated by the content ( = 3.97, S.D. = 0.739) and education technology experts ( = 4.25, S.D. = 0.577) and had an efficiency of 86.44/ Keywords : DEVELOPMENT, VIDEO, PALI GRAMMAR.

6 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 2 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 คำาขอบค ณ : ได ร บการสน บสน นจากมหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ บทนำา การศ กษาน บเป นรากฐานส าค ญท ส ดในการสร างสรรค ความเจร ญก าวหน า และแก ไขป ญหาต างๆ ในส งคมได เน องจากการ ศ กษาเป นกระบวนการท จะช วยให คนได พ ฒนาตนเองได ตลอดช วงช ว ต การศ กษาของไทยแต เด มม ศ นย กลางอย ท ว ดก บว ง ม ประเพณ การบวชเร ยนและใช ว ดเป นแหล งการศ กษา การศ กษาของพระสงฆ เป นพ นฐาน และม ส วนส งเสร มการปฏ บ ต ศาสนก จของพระสงฆ ในด านต างๆ ซ งส งผลต อความเจร ญ ม นคงของพระพ ทธศาสนาน น พระพ ทธเจ าทรงวางแผนการศ กษาไว 3 ข น ค อ ข นปร ย ต ข นปฏ บ ต และข นปฏ เวธ ข นปร ย ต ได แก การ ศ กษาทางทฤษฎ ค อ การศ กษาพระธรรมว น ยให ม ความร เป นพ นฐานโดยแจ มแจ งเส ยก อนว า ค าสอนของสมเด จพระส มมาส มพ ทธเจ า ม อะไรบ าง ถ าจะน ามาปฏ บ ต จะท าอย างไร และเม อปฏ บ ต แล วจะได ผลอย างไร ข นปฏ บ ต ค อ การน าเอาพระธรรมว น ยมาปฏ บ ต ด วย กาย วาจา ใจ และข นปฏ เวธ เป นข นท แสดงถ งผลของการปฏ บ ต ตามพระธรรมค าสอนของพระส มมาส มพ ทธเจ า (ส าน กงานเลขาน การ แม กองบาล สนามหลวง, 2549, น. 158) พระสงฆ จ งศ กษาปร ย ต ให ม ความร เพ อเป นแนวทางในการปฏ บ ต ส บต อไป ข นปร ย ต เป นข นแรกของการศ กษาในพระพ ทธศาสนาม 4 ประเภท ค อ การศ กษาพระปร ย ต ธรรม แผนกธรรม แผนกบาล แผนกสาม ญศ กษา และการศ กษาในมหาว ทยาล ยสงฆ การศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกธรรม แบ งเป น 3 ช น ค อ ช นตร ช นโทและช น เอก ในส วนของการศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล แบ งเป น 8 ช น ค อ บาล ประโยค 1-2 เปร ยญธรรม 3, 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 ประโยค ส วนการศ กษาแผนกสาม ญศ กษา แบ งเป น 2 ระด บ ค อ ระด บม ธยมศ กษาตอนต นก บระด บม ธยมศ กษาตอนปลาย และการ ศ กษาในมหาว ทยาล ยสงฆ เป นการศ กษาในระด บอ ดมศ กษาแบ งเป น 2 มหาว ทยาล ย ค อ มหาว ทยาล ยมหาจ ฬาลงกรณ ราชว ทยาล ย และมหาว ทยาล ยมหามก ฎราชว ทยาล ย (พระมหาธว ชช ย รสเล ศ, 2551, น. 2) สภาพการศ กษาของคณะสงฆ ไทยท งฝ ายพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล และน กธรรม ม กจะประสบป ญหาในล กษณะท คล ายคล งก นในหลายๆ ด าน เช น ป ญหาท เก ดจากมาตรฐานการเร ยน การสอน สถานท เร ยน คร ผ สอน ตลอดจนงบประมาณ เป นต น (พระเฉล มชาต ชาต วโร, 2551, น. 89) กระบวนการจ ดการศ กษาพระปร ย ต ธรรมของคณะสงฆ ในป จจ บ น ได เผช ญก บป ญหาต างๆ ท เป นอ ปสรรคต อการพ ฒนาให เป นไปอย างต อเน อง ท งด านการจ ดการเร ยนการสอน การขาดบ คลากรท ม ค ณภาพในการข บเคล อนระบบการศ กษา การขาดศาสนทายาท และการขาดส อเทคโนโลย และว สด อ ปกรณ ท จ าเป นต อการเร ยนการสอน (กองพ ทธสารน เทศ ส าน กงานพระพ ทธศาสนาแห งชาต, 2553, น. 1) ด านป ญหาการจ ดการเร ยนการสอนท จ ดก นตามม ตามเก ด ข นอย ก บว ธ การสอนของคร การเร ยนการสอนย งย ดผ สอนเป นศ นย กลาง และต าราเป นหล ก การว ดผลใช แบบอ ตน ยเป นหล ก ป ญหาด านการบร หารจ ดการ ส าน กเร ยนขาดการต ดตามและวางแผนการประเม นผล (พระมหากฤชาภ ค อ มพ นธ แบน, 2551, น. 2) เพ อแก ไขป ญหาการศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล การผล ตส อการสอนจ งเป นแนวทาง ในการแก ไขป ญหาขาดแคลนคร สอน จะช วยให เพ มประส ทธ ภาพทางการศ กษาภาษาบาล ข น การจ ดการศ กษาของคณะสงฆ ท จ ดในร ปแบบของโรงเร ยนพระปร ย ต ธรรม โดยเฉพาะแผนกธรรม แผนกบาล ซ งมหาเถร สมาคมเป นผ ด าเน นการจ ดการศ กษาเองน นย งคงใช ร ปแบบหล กส ตรการศ กษาด งเด ม ท ได ม การจ ดการศ กษามาต งแต สม ยร ชกาลท 5 ซ งยากต อการเร ยนร โดยในแต ละป จะม ผ สอบผ านน กธรรมและบาล ไม ถ งคร งของผ เข าสอบท งหมด ด งน น เม อจ ดการศ กษายากเก น ไปจ งท าให สามเณรบางส วนเก ดความท อถอย ลาส กขาไปแสวงหาความร ทางโลกท ตนค ดว าง ายกว า อ กประการหน ง การขาดแคลน งบประมาณในการสน บสน นการศ กษาอย างพอเพ ยง ว ดส วนใหญ ท จ ดให ม การเร ยนการสอนพระปร ย ต ธรรมต องด าเน นการจ ดหาท น ทร พย ก นเอง บางส าน กขาดแคลนงบประมาณอย างหน กจนไม สามารถจะด าเน นการต อไปได จ งท าให สามเณรบางร ปต ดส นใจลาส กขา ไป เพราะหาท เร ยนไม ได หร อไม สามารถไปเร ยนในท ไกล ๆ ได (พระมหากฤชาภ ค อ มพ นธ แบน, 2551, น ) การสอบไม ผ าน การขาดแรงจ งใจ การขาดการสน บสน นทางการศ กษา จ งเป นสาเหต ท าให จ านวนสามเณรท เร ยนภาษาบาล ม จ านวนลดน อยลง เม อพ จารณาผลส มฤทธ ทางการเร ยนของน กเร ยนพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล จากผลการสอบบาล สนามหลวงท งในส วนกลาง และส วนภ ม ภาค พ.ศ พบว า ในการสอบแต ละประโยคน น น กเร ยนขาดสอบ และสอบตกก นเป นจ านวนมากแม มหาเถร สมาคมจะม มต ให ม การสอบซ อม เฉพาะช นประโยค 1-2 ถ งช นประโยคเปร ยญธรรม 5 แล วก ตามโดยจากบ ญช แสดงการสอบบาล สนามหลวงป พ.ศ (ส าน กงานเลขาน การแม กองบาล สนามหลวง, 2549, น. ก) พบว า ในการสอบพระปร ย ต ธรรมแผนก บาล แต ละประโยคน น ในคร งแรกม ยอดน กเร ยนส งเข าสอบท งส น 32,627 ร ป ขาดสอบถ ง 9,249 ร ป คร งท 2 ม ยอดน กเร ยนเข า สอบ 4,840 ร ป ขาดสอบ1,274 ร ป และจ านวนผ เข าสอบจร งท งสองคร ง ม ผ สอบได เพ ยงร อยละ และ เท าน น ข อม ล ด งกล าวนอกจากจะแสดงให เห นถ งความส ญเปล าทางการศ กษาแล ว ย งเป นการแสดงถ งการขาดประส ทธ ภาพในการจ ดการศ กษา ซ งหากเป นเช นน ต อไป พระภ กษ สามเณรท ม ความร ความสามารถท จะส บทอดพระพ ทธศาสนาคงจะหมดลงเร อยๆ และท าให ขาดบ คลากรของศาสนา (พระมหาธว ชช ย รสเล ศ, 2551, น. 3) ผ เร ยนท สอบตกในแต ละช น เข าสอบป ละข นจนกว าจะสอบผ าน จ านวนผ สอบตกม สะสมจ านวนมาก เม อพ จารณาสถ ต จ านวนน กเร ยนผ เข าสอบท งส วนกลางและส วนภ ม ภาค ป พ.ศ คร งแรกม จ านวน 33,702 ร ป ขาดสอบ 10,357 ร ป สอบได 3,234 คร งท 2 ยอดส งเข าสอบ 5,322 ร ป ขาดสอบ 1,101 ร ป และ จ านวนผ เข าสอบจร งท งสองคร ง ม ผ สอบได เพ ยงร อยละ และ ของผ เข าสอบ (กองบาล สนามหลวง, 2553, น ) จากสถ ต ด งกล าวสะท อนให เห นว า การขาดสอบจ านวนมากของผ เร ยนแสดงให เห นถ งความไม พร อม ความไม ม นใจว าจะสอบได ของผ เร ยนก อนท จะสอบว ดความร จากจ านวนผ สอบตกมากกว าร อยละ 80 แสดงให เห นว าผ เร ยนขาดความร ความเข าใจเน อหา ว ชาท จะสอบผ านในช นน นๆ น บเป นเวลาส บต อก นมายาวนานท ม ผ สอบผ านไม ถ งร อยละ 20 ของผ เข าสอบท งหมด จ านวน ผ ท จะเร ยนจบสามารถสอบผ านช นส งส ด ค อ ประโยค ป.ธ. 9 ม จ านวนน อย จ งม แนวโน มการขาดแคลนคร ผ สอนท ม ความร ทางด าน ภาษาบาล ในอนาคต

7 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 3 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ป ญหาเร องคร ผ สอนพระปร ย ต ธรรมพบว า คร สอนพระสงฆ และสามเณร ท เร ยนน กธรรม บาล และปร ย ต ธรรมแผนก สาม ญศ กษาบางส วน และคร สอนจร ยศ กษาหร อว ชาพระพ ทธศาสนาในโรงเร ยนท เป นพระสงฆ น น ม ค ณภาพไม เท าเท ยมก น เพราะ ไม ได เร ยนว ชาคร ว ชาจ ตว ทยา หล กการสอน เป นต น (ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต, 2545, น. 55) ป ญหาคร สอนปร ย ต ธรรมแผนกบาล พบว า ม คร สอนจ านวนน อย ไม เพ ยงพอ ขาดแคลนคร สอนท ม ประสบการณ และเช ยวชาญการสอน คร ท ม อย เป นระบบ ร นพ สอนน อง คร สอนม ความร ส งกว าร นน องเพ ยงช นหน งหร อสองช นก จ าเป นต องเป นคร สอน คร ส วนใหญ ก าล งศ กษาด วยสอนด วย จ งท าให การถ ายทอดความร ไม สมบ รณ ผ ว จ ยจ งน าเทคโนโลย การศ กษามาใช บ นท กภาพและเส ยงของการเร ยนการสอนของคร ผ สอน ท ม ความเช ยวชาญในการสอนภาษาบาล ผล ตเป นส อว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล ค าว า ว ด ท ศน มาจากค าว า Video ซ งหมายถ งเคร องแสดงภาพเพ อความเพล ดเพล น (น ธ ว ฒน ฟองดาว ร ตน, 2553, น. 20) การใช ส อว ด ท ศน ม บทบาทต อการเร ยนการสอนท งในด านก อให เก ดสภาพแวดล อมทางการเร ยนการสอนท เน นให ผ เร ยน เป นส าค ญ ช วยให ผ เร ยนม ส วนร วมในก จกรรมการเร ยนการสอนน นๆ เพราะม การน าเสนอเน อหาโดยใช ต วอ กษร เส ยง ภาพน ง ภาพเคล อนไหว ด วยส ส นสวยงาม และเส ยงไปพร อม ๆ ก น จะช วยด งด ดความสนใจของผ เร ยนมากข น ผ เร ยนสามารถทบทวนบท เร ยนได ท กคร งท ต องการเร ยน สามารถเล อกเฉพาะเน อหาท ต องการเร ยนได ด วยตนเอง นอกจากน การชมว ด ท ศน ย งสน กสนานกว า เทปซ งม เฉพาะเส ยง ผ ฟ งสามารถเห นต วผ พ ดและภาพเคล อนไหวต างๆ ท ช วยส อความหมายทางอ อมด วย(ฮาร เมอร, 2001, p. 147) การได เห นภาพและได ย นเส ยงไปพร อม ๆ ก นจะท าให ภาษาม ช ว ตช วาและม ความหมายมากย งข น การใช ต วช แนะท งภาพและเส ยง ซ งจะท าให ผ ฟ งเก ดความเข าใจมากข น (เออร Ur. 1984, pp ) อ กท งความก าวหน าทางว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ในป จจ บ น ม ส วนท าให การผล ตรายการว ด ท ศน ม ประส ทธ ภาพ ราคาถ ก สะดวกต อการน ามาใช ให เก ดประโยชน ในด านต างๆ ได อย างด ด งน นการ ใช ส อว ด ท ศน ประกอบการเร ยนการสอนจะท าให ผ เร ยนเก ดแรงจ งใจในการเร ยน การได เห นภาพคร ผ จะโน มน าวท าให ผ เร ยนเก ดความ ร ส กเพล ดเพล นก บการเร ยน การได ฟ งเส ยงผ สอนจากส อว ด ท ศน จ งด กว าผ เร ยนอ านหน งส อเองซ งอาจจะออกเส ยงไม ถ กต อง การชม ส อว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล ท าให ผ เร ยนเข าใจภาษาบาล ได ง ายข น ผ ว จ ยได พ จารณาเล อกเน อหาภาษาบาล ระด บช นประโยค 1-2 เพราะจากสถ ต ของผ สอบผ านในแต ละประโยค พ.ศ พบว า ในจ านวนผ เข าสอบภาษาบาล ในช นประโยค 1-2 ม จ านวนน กเร ยนเข าสอบมากกว าท กช นประโยค แต ในช นประโยค 1-2 น จ านวนของผ มาสอบภาษาบาล 13,613 ร ป จ านวนผ สอบได 1,657 ร ป เปร ยบเท ยบจ านวนผ มาสอบก บจ านวนผ สอบได พบว า ม จ านวนของผ สอบได ค ดเป นร อยละ ของผ มาเข าสอบ (กองบาล สนามหลวง, 2554, น. 285) ด วยเหต น ผ ว จ ยจ งเล อกเน อหา ของช นประโยค 1-2 ในว ชาบาล ไวยากรณ ผ ว จ ยได เล อกเน อหาเร อง อาขยาต ซ งเป นส วนหน งในวจ ว ภาค ท ผ เร ยนจะต องเร ยนต องร ก ร ยาอาขยาตเป นก ร ยา ค มประโยคทางส มพ นธ การศ กษาอาขยาต จะท าให ร จ กธาต อ ปส คน าหน าธาต ป จจ ยลงท ายธาต และว ภ ตต แสดงกาลและก จ แห งธาต น น ๆ ย งกว าน น ผ เร ยนจะได ความร ท วถ งท งการแปรร ปอ กษรและความหมายแห งธาต อ นเป นส วนส าค ญในหล กไวยากรณ ส วนประกอบของเร องอาขยาตม 8 อย าง ได แก ว ภ ตต กาล บท วจนะ บ ร ษ ธาต วาจก ป จจ ย เพ อเป นเคร องหมายเน อความให ช ดเจน(สมเด จพระมหาสมณเจ า กรมพระยาวช รญาณวโรรส, 2538, น. 151) เน อหาเร องอาขยาตจ งเป นเร องเข าใจยากส าหร บผ เร ยน ควรม ผ สอนช วยอธ บายให ผ เร ยนเข าใจง าย เน องจากเร องอาขยาตน นม ส วนประกอบ 8 อย าง ท งท มองเห นได จากต วหน งส อท เข ยน ไว ท งต องส งเกตจากส วนท มองไม เห น ในการเร ยนภาษาบาล น นเร องอาขยาตม ความส าค ญมาก เพราะในหล กไวยากรณ ถ อว า ก ร ยา อาขยาต ใช เป นก ร ยาส ดประโยค ซ งน ยมเร ยกก นว า ก ร ยาค มพากย ภาษาบาล ประโยคหน งๆ จะต องม ก ร ยาค มพากย ถ าไม ม จะใช ไม ได เลย เว นแต ประโยคล งค ตถะท ไม ต องม ก ร ยาค มพากย ก ใช ได ในการเร ยนภาษาบาล จ งจ าเป นต องทราบเร อง อาขยาต อ นเป นส วน ส าค ญในประโยค (พระมหาน ยม อ ต ตโม, 2550, น ) เน อหาเร องอาขยาตม ส วนส าค ญต อผ ศ กษาภาษาบาล ผ ว จ ยจ งเล อก เน อหาเร องอาขยาต ในการสร างว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล การสร างว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล จะช วยให ผ เร ยนเข าใจเน อหาว ชาได มากข น เร ยนร ง ายข น เพ มความสนใจใน การเร ยนร เพ มความสะดวกแก ผ เร ยน เป นการแก ไขป ญหาการขาดแคลนคร ผ สอน ร กษาความร ความสามารถของผ สอนท เช ยวชาญ ไม ให ส ญหาย สะดวกต อการเผยแผ ความร ทางภาษาให กว างขวาง ท งเป นการพ ฒนาค ณภาพการเร ยนการสอนของพระสงฆ ด วยส อ เทคโนโลย ผ ว จ ยจ งได พ ฒนาว ด ท ศน เพ อการเร ยนร ส าหร บผ ท เร ยนว ชาบาล ไวยากรณ ว ตถ ประสงค 1. เพ อพ ฒนาว ด ท ศน การเร ยนว ชาบาล ไวยากรณ 2. เพ อหาประส ทธ ภาพของว ด ท ศน การเร ยนว ชาบาล ไวยากรณ กรอบแนวค ดการว จ ย การศ กษาว จ ยในคร งน มาจากการน าแนวค ด ทฤษฎ การเร ยนร ส าหร บผ ใหญ สม ยใหม (Modern Adult Learning Theory) ของ โนลส (Knowles. 1978: 31) ว าผ ใหญ ม การเร ยนร เม อ 1. ม ความต องการและความสนใจ (Needs and Interests) 2. ม สถานการณ ท เก ยวข องก บช ว ตผ ใหญ (Life Situations) 3. ม การว เคราะห ประสบการณ (Analysis of Experience) 4 ผ ใหญ ต องการเป นผ น าตนเอง (Self-Directing) และ 5. พ จารณาความแตกต างระหว างบ คคล (Individual Difference) แนวค ดของพระ เฉล มชาต ชาต วโร (2551) ท ได ศ กษาเก ยวก บแนวทางการพ ฒนาการศ กษาของคณะสงฆ ไทย พบว า ด านการพ ฒนาบ คลากร เน น การน าบ คลากรท มากด วยประสบการณ และได ร บการยอมร บจากส งคมมาเป นแม แบบทางการศ กษา แนวค ดของ พระมหาชนแดน สมบ ตร (2549: 104) ได ว จ ยเร อง ป จจ ยท ส งผลต อประส ทธ ผลการบร หารงานว ชาการ โรงเร ยนพระปร ย ต ธรรมแผนกธรรมและบาล

8 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 4 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ส าน กเร ยนในกร งเทพมหานคร พบว า ป จจ ยท ส งผลต อประส ทธ ผลการบร หารงานว ชาการ โรงเร ยนปร ย ต ธรรมแผนกธรรมและบาล ค อ การม ค ณล กษณะความเป นคร สอนท ด ผ ว จ ยจ งใช ร ปแบบ การน าเสนอเน อหาสาระในว ด ท ศน ตามแบบของ ช ยยงค พรหมวงศ และคณะ(2532: ) ค อ แบบพ ดคนเด ยว (Monologue) เป นรายการท ผ พ ดปรากฏต วพ ดก บผ ชม ภาพผ พ ดสล บก บภาพ เน อหา ผ ว จ ยใช เน อหาตามหล กส ตรของ สมเด จพระมหาสมณเจ า กรมพระยาวช รญาณวโรรส (2538) เพราะการศ กษาอาขยาต ผ เร ยนจะได ความร ท วถ งท งการแปรร ปอ กษรและความหมายแห งธาต ด งภาพกรอบแนวค ดด งน สภาพ/ป ญหาการเร ยนการสอนภาษาบาล - เน อหาเข าใจยาก - บ คลากรคร ขาดแคลน - ส อการเร ยนไม เพ ยงพอ - ผ เร ยนสอบตกมาก - ผ เร ยนลดน อยลง ทฤษฎ และแนวค ด -การเร ยนการสอนหล กภาษาบาล -การสร างส อว ด ท ศน ว ธ การแก ไขป ญหา - สำารวจความต องการของผ ใช ส อว ด ท ศน - การสร างส อว ด ท ศน การเร ยนการสอน ว ชาบาล ไวยากรณ ว ธ ว จ ย ประชากรในการศ กษาคร งน ค อ พระสงฆ ท เร ยนภาษาบาล ในเขตกร งเทพมหานคร ช นประโยค 1 2 จ านวน 1,572 ร ป (กองบาล สนามหลวง, 2554, น. 30) กล มต วอย างในการศ กษาคร งน ค อ พระสงฆ ท เร ยนภาษาบาล ช นประโยค 1-2 ส งก ดว ดโมล โลกยาราม แขวงว ดอร ณ เขตบางกอกใหญ กร งเทพมหานคร จ านวน 48 ร ป ค ดเล อกโดยว ธ การเล อกแบบเจาะจง โดยพ จารณาจาก จ านวนผ ขอเข าสอบความร บาล สนามหลวง (กองบาล สนามหลวง, 2554, น. 15) ประกอบด วยกล มต วอย าง 2 กล ม ค อ (1) พระสงฆ จ านวน 30 ร ป เพ อใช ในการส ารวจความค ดเห นและความต องการใช ส อการเร ยนการสอนภาษาบาล ว ชา บาล ไวยากรณ (2) พระสงฆ จ านวน 18 ร ป เพ อใช ในการทดลองแบบกล มต วอย างเด ยว เพ อเร ยนร ด วยส อว ด ท ศน การเร ยน ว ชา บาล ไวยากรณ เร อง อาขยาต ผ ว จ ยพ ฒนาส อว ด ท ศน การเร ยนว ชาบาล ไวยากรณ โดยใช เน อหา ว ชาบาล ไวยากรณ เล มอาขยาต ตามหล กส ตรของสมเด จพระมหาสมณเจ า กรมพระยาวช รญาณวโรรส (สมเด จพระมหาสมณเจ า กรมพระยาวช รญาณวโรรส, 2538, น ) ทดลองท าการเร ยนการสอน 3 คร ง ใช ระยะเวลาการทดลองคร งละ 12 ว น ๆ ละ 50 นาท เคร องม อท ใช ในการว จ ยได แก แบบสอบถามความค ดเห นและความ ต องการใช ส อการเร ยนการสอนภาษาบาล แบบประเม นส อว ด ท ศน ด านเน อหาและด านเทคโนโลย ม ค าความเช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟ าของคอนบราค (บ ญเช ด ภ ญโญอน นตพงษ, 2545, น. 227) เท าก บ.82,.96,.94 ตามล าด บ แบบทดสอบระหว างเร ยน แบบทดสอบหล งเร ยน ว เคราะห ข อม ลโดยการหาค า ร อยละ ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน หาประส ทธ ภาพของส อว ด ท ศน ด วยส ตร E1/E2 เกณฑ ก าหนดค อ 80/80 (ว ภาวรรณ ส ขสถ ตย, 2550, น. 115) ผลการว จ ยและอภ ปรายผล จากว ตถ ประสงค ข อ 1. พบว าความค ดเห นของน กเร ยนผ เร ยนภาษาบาล ส วนใหญ ม ความต องการใช ส อการเร ยนการสอน โดยรวมอย ในระด บมาก ( = 4.41, S.D. = 0.769) (คร -อาจารย ผ ใช ส อการเร ยนการสอน ส วนใหญ ม ความต องการใช ส อโดยรวมอย ใน ระด บมาก ( = 4.35, S.D. = 0.34) สอดคล องก บงานว จ ยของ พระมหาธ รส ข ธม มสาโร (อ ปไชย) (2554) ท กล าวว า แนวทางในการ พ ฒนาการจ ดการศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล ค อ 3) ด านส อการเร ยนการสอน ควรม ส อการเร ยนการสอนท ท นสม ยเพ มข น และ ปร บปร งหน งส อเร ยนให ได มาตรฐาน 4) ด านการเร ยนการสอน ควรม ก จกรรมส งเสร มการเร ยนร เพ มข น 5) ด านการว ดผลและประเม น ผล ควรก าหนดเวลาในการว ดผลให เหมาะสม จากว ตถ ประสงค ข อ 2. พบว าการพ ฒนาส อว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล ว ชาบาล ไวยากรณ เร อง อาขยาต ผลการ ประเม นความเหมาะสมของส อว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล ด านเน อหา พบว า ผ เช ยวชาญประเม นความเหมาะสมส อโดยรวม ค ณภาพอย ในระด บ ด ( = 3.97, (S.D. = 0.739) ด านเทคโนโลย ทางการศ กษา พบว า ค ณภาพอย ในระด บ ด ( = 4.25, (S.D. = 0.577) ม ประส ทธ ภาพระด บด จากส ตรหา E1 / E2 เท าก บ 86.44/80.22 ส งกว าเกณฑ 80/80 ท ก าหนดไว น กเร ยนม ความพ ง พอใจมากต อการเร ยนด วยส อว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล แสดงว าส อว ด ท ศน การเร ยนการสอนภาษาบาล ม ประส ทธ ภาพด สามารถน าไปใช ในการเร ยนการสอนได ผลท ได ร บจากงานว จ ยน สอดคล องก บงานว จ ยของ ร งศ กด เย อใย (2552) ท ได ท าการว จ ยเร อง การพ ฒนาบทเร ยนว ด ท ศน ว ชาส งคมศ กษา เร องสภาวะโลกร อน ท ม ต อผลส มฤทธ ทางการเร ยนของน กเร ยนช วงช นท 3 กล มสาระ การเร ยนร ส งคมศ กษา ศาสนา และว ฒนธรรม ผลการศ กษาพบว า น กเร ยนท เร ยนร จากบทเร ยนว ด ท ศน ร ปแบบสารคด ก บ น กเร ยน ท เร ยนร จากบทเร ยนว ด ท ศน ร ปแบบส มภาษณ ม ผลส มฤทธ ทางการเร ยนแตกต างก น น กเร ยนม ความพ งพอใจมากต อการเร ยนด วยบท เร ยนว ด ท ศน จากผลการว จ ยตามว ตถ ประสงค ข อ 2 ท พบว า น กเร ยนม ความพ งพอใจมาก ( = 4.20, S.D. = 0.716) ต อการเร ยนด วย ส อว ด ท ศน การเร ยนภาษาบาล สอดคล องก บงานว จ ยของ ปร ญญา เพ ชรวาร (2555: บทค ดย อ) ได ท าการว จ ยเร อง การพ ฒนาว ด ท ศน

9 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 5 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ประชาส มพ นธ โรงเร ยนมห ดลว ทยาน สรณ ผลการว จ ยพบว า ค ณภาพของว ด ท ศน จากการประเม นของผ เช ยวชาญด านเน อหาอย ใน ระด บด มากและด านเทคโนโลย การศ กษาอย ในระด บด มาก และความพ งพอใจของผ ชมว ด ท ศน ม ความพ งพอในมาก ผ ว จ ยขอเสนอ แนะให ส าน กงานพระพ ทธศาสนาควรส งเสร มให ม การสร างส อการเร ยนการสอนบาล ไวยากรณ ท ง 4 เล มครบท กภาคโดยแต ละเร อง ควรใช เวลาเร ยน 12 ว นหร อ 24 คาบ เพ อให ผ เร ยนเข าใจเน อหาได ครบถ วนและสะดวกข น รายการอ างอ ง กองบาล สนามหลวง. (2553). เร องสอบบาล สนามหลวงแผนกบาล พ.ศ. 2553, กร งเทพฯ: อาทรการพ มพ.. (2554). เร องสอบบาล สนามหลวงแผนกบาล พ.ศ. 2554, กร งเทพฯ: อาทรการพ มพ. กองพ ทธสารน เทศ ส าน กงานพระพ ทธศาสนแห งชาต. (2553). หน าต างศาสนา. ค นเม อว นท 13 ต ลาคม 2553, จาก ช ยยงค พรหมวงศ ; และคณะ. (2540). หน วยท 10. ใน ประมวลสาระช ดว ชาการว จ ยเทคโนโลย และส อสารการศ กษา. หน า 41. นนทบ ร : โรงพ มพ มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช. น ธ ว ฒน ฟองดาว ร ตน. (2553). การพ ฒนาบทเร ยนว ด ท ศน ด วยตนเอง เร องภ ยเอดส กล มสาระการเร ยนร ส ขศ กษา และพลศ กษา ส าหร บน กเร ยนช วงช นท 4. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ย ศร นคร นทรว โรฒ. บ ญเช ด ภ ญโญอน นตพงษ. (2545). ประมวลสาระว ชาการพ ฒนาเคร องม อส าหร บการประเม นผลการศ กษา (หน วยท 3). นนทบ ร : มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช. ปร ญญา เพ ชรวาร. (2555). การพ ฒนาว ด ท ศน ประชาส มพ นธ โรงเร ยนมห ดลว ทยาน สรณ. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหา บ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. พระเฉล มชาต ชาต วโร. (2551). ศ กษาว เคราะห การพ ฒนาการศ กษาของคณะสงฆ ไทย. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยมหาจ ฬาลงกรณ ราชว ทยาล ย. พระมหากฤชาภ ค อ มพ นธ เบน. (2551). ผลกระทบของนโยบายการศ กษาข นพ นฐานท ม ต อการศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. พระมหาชนแดน สมบ ตร. (2549). ป จจ ยท ส งผลต อประส ทธ ผลการบร หารงานว ชาการ โรงเร ยนพระปร ย ต ธรรมแผนกธรรมและบาล ส าน กเร ยนในกร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ย ราชภ ฏสวนส น นทา. พระมหาธว ชช ย รสเล ศ. (2551). ป จจ ยท ส มพ นธ ก บประส ทธ ผลการจ ดการศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล ของส าน กเร ยน ในกร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ย ศร นคร นทรว โรฒ. พระมหาธ รส ข ธม มสาโร (อ ปไชย). (2554). การจ ดการศ กษาพระปร ย ต ธรรมแผนกบาล : กรณ ศ กษา ส าน กเร ยน ว ดโมล โลกยาราม เขตบางกอกใหญ กร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยมหาจ ฬาลงกรณราชว ทยาล ย. พระมหาน ยม อ ต ตโม. (2550). หล กส ตรย อ บาล ไวยากรณ ฉบ บสมบ รณ. กร งเทพฯ: เล ยงเซ ยง. ร งศ กด เย อใย. (2552). การพ ฒนาบทเร ยนว ด ท ศน ว ชาส งคมศ กษา เร องสภาวะโลกร อน ท ม ต อผลส มฤทธ ทางการ เร ยนของน กเร ยนช วงช นท 3 กล มสาระการเร ยนร ส งคมศ กษา ศาสนา และว ฒนธรรม. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ว ภาวรรณ ส ขสถ ตย. (2550). การเร ยนร ด วยการน าตนเองส าหร บน กศ กษาผ ใหญ โดยการเร ยนการสอนผ านเว บ. ปร ญญาน พนธ กศ.ด. (การศ กษาผ ใหญ ). ว ทยาน พนธ ปร ญญาด ษฎ บ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. สมเด จพระมหาสมณเจ า กรมพระยาวช รญาณวโรรส. (2538). บาล ไวยากรณ วจ ว ภาค ภาคท ๒ อาขยาต และ ก ตก. กร งเทพฯ : โรงพ มพ มหาว ทยาล ยมหามก ฏราชว ทยาล ย. ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต. (2545). รายงานการศ กษาเร อง แนวทางการจ ดการศ กษาพระปร ย ต ธรรม ตามพระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ กร งเทพฯ: มหาจ ฬาลงกรณ ราชว ทยาล ย. ส าน กงานแม กองธรรมสนามหลวง. (2547). อนาคตศาสนทายาทบนทางสองแพร ง. ค นเม อ 1 ม นาคม 2552, จาก gongtham.dyndns.org/newweb/readarticle.php?article_id=50. ส าน กงานเลขาน การแม กองบาล สนามหลวง. (2549). บ ญช แสดงผลการสอบประโยคบาล สนามหลวง พ.ศ รวมท งส วนกลาง และส วนภ ม ภาค. กร งเทพฯ: อาทรการพ มพ. Bruner, Jerome S. (Jerome Seymour). (1996). Meaning (Psychology) Cognitive Psychology--History Ethnopsychology. Cambridge, Mass.: Harvard University Press. Harmer, J. (2001). The Practice of English Language Teaching. Harlow : Pearson. Knowles, M.S. (1978). The Adult Learner. Houston, Tx: Gulf Publishing. Ur, P. (1984). Teaching Listening Comprehension. Cambridge: Cambridge University Press.

10 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 6 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) การศ กษาค ำศ พท ว จ ตรศ ลป เน นช ดข อม ล จ นตนา ฉ ตรบ รภาน นท, มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลร ตนโกส นทร, [email protected], โทร ส วร ย ยอกฉ ม, มหาว ทยาล ยราชภ ฎสวนส น นทา, [email protected], โทร บทค ดย อ การศ กษาน ม ว ตถ ประสงค เพ อ 1) สร างรายการค าศ พท ว จ ตรศ ลป โดยเน นช ดข อม ล ซ งเร ยงล าด บค าท พบตามความถ ท ปรากฏจากการใช ภาษาอ งกฤษในสถานการณ จร ง 2) สร างรายการค าศ พท ย อย ให แก ผ เร ยนว จ ตรศ ลป ในสาขาว ชาจ ตรกรรม ประต มากรรม และภาพพ มพ 3) สร างเว บไซต จากรายการค าศ พท ท พบ และ 4) ส ารวจจ านวนค าศ พท ว ชาการท ปรากฎในหน งส อ ว จ ตรศ ลป ว ธ ว จ ยเร มจากการรวบรวมข อม ลโดยการส มภาษณ อาจารย ผ สอนในสาขาว จ ตรศ ลป จ านวน 9 คน ด วยการส มแบบเจาะจง เพ อแนะน าหน งส อท ใช ในการรวบรวมช ดข อม ล (Corpus) หน งส อท งหมดจากการส มภาษณ ได ถ กส มแบบเจาะจง โดยพ จารณาจากป ท ต พ มพ และความน ยมของผ ให ส มภาษณ ท งหมด จากน น จ งรวบรวมค าศ พท ท ปรากฏในหน งส อท ได มา จ านวน 1,058,369 ค า แล ว น าไปว เคราะห ข อม ล โดยใช โปรแกรม WordSmith Tools version 6 ผลการว จ ยพบค าศ พท ว จ ตรศ ลป 211 ค า ในรายการค าศ พท ว จ ตรศ ลป 91 ค า ในรายการค าศ พท จ ตรกรรม 121 ค า ในรายการค าศ พท ประต มากรรม และ 76 ค า ในรายการค าศ พท ภาพพ มพ จากน นได ท าการสร างเว บไซต Fine Arts Learning List Program ซ งอย ในเว บ จากรายการค า ศ พท ท งหมด เว บไซต น ม การท างานท งหมด 3 ส วน ได แก Fine Arts Learning List Presenter, Fine Arts Learning List Definer and Fine Arts Learning List Highlighter นอกจากน ย งพบค าศ พท ว ชาการมากท ส ด ร อยละ 5.75 ในช ดข อม ลสาขาว ชาภาพพ มพ และเม อพ จารณาช ดข อม ลจ ตรกรรม ว จ ตรศ ลป และประต มากรรม พบค าศ พท ว ชาการ ร อยละ 5.53, 5.26 และ 4.91 ตามล าด บ คำาสำาค ญ: การศ กษาโดยเน นช ดข อม ล, ค าศ พท ว จ ตรศ ลป, ค าศ พท ว ชาการ Received June 05, 2014 ; Accepted July 15, 2014 A CORPUS-BASED STUDY OF FINE ARTS ENGLISH VOCABULARY Jintana Chatburapanun, Rajamangala University of Technology Rattanakosin, [email protected], Suwaree Yordchim, Suan Sunandha Rajabhat University, [email protected], Tel Abstract The main purposes of the study were to 1) create a corpus-based learning list in which fine arts vocabulary is ranked in order of frequency in authentic English; 2) provide sub-lists of painting, sculpture and graphic arts in order to establish a fine arts learning list for learners in each subject area; 3) create a web site based on the fine arts corpus-based learning list and 4) investigate the number of academic words in fine arts texts. Nine fine arts instructors were relevance sampled and interviewed to gather suggestions concerning which textbooks should be used to create the corpus. All textbooks suggested by the interviewees were purposively sampled by considering their publication date and popularity. The texts were compiled to create a fine arts corpus with three sub-corpora; painting, sculpture, and graphic arts. All corpora were analyzed by applying the WordSmith Tools version 6. A total of 1,058,369 words were compiled in the fine arts corpus through this research. Overall, 211 word families were revealed in the fine arts learning list, 91 word families in the painting learning list, 121 word families in the sculpture learning list, and 76 word families in the graphic arts learning list. All learning lists were applied by creating the Fine Arts Learning List Program which is available on-line at The program includes the Fine Arts Learning List Presenter, Fine Arts Learning List Definer and Fine Arts Learning List Highlighter functions. Academic words were most frequently found in the graphic art corpus (5.75% of all words in the texts). Considering painting, fine arts and sculpture corpora, the frequency of academic words in the texts were 5.53, 5.26 and 4.91 percent, respectively. Keywords: corpus-based study, fine arts vocabulary, academic words ACKNOWLEDGEMENTS I am thankful to Rajamangala University of Technology Rattanakosin for providing a scholarship.

11 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 7 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 INTRODUCTION Teaching vocabulary is beneficial for English for Academic Purposes (EAP) as well as English for Specific Purposes (ESP). In EAP, learners have to learn English for higher education to be able to read academic texts or take pre-departure courses before studying abroad. EAP learners need to know both language structure and vocabulary to succeed in their higher education studies (Dudley-Evans & St John, 1998). Learners whose first language is not English also need to learn academic vocabulary for higher education although they may have already acquired higher level study skills in their own language. If they lack understanding of academic vocabulary, they may have problems understanding academic texts. While EAP learners have to be well-equipped to read academic texts and learn academic vocabulary, ESP learners must also be well-equipped to read ESP texts. To be well-equipped in ESP learning, ESP students have to learn technical vocabulary in specific fields and master the skills oriented for specific goals such as reading academic texts in a particular discipline, writing technical reports and participating in subject-specific conferences (Jordan, 1997). In order to facilitate teachers and learners to get access to vocabulary in particular areas, many word lists have been created by scholars in vocabulary. High frequency word families are collected with the coverage of useful concepts and stylistic levels. For example, West (1953) studied vocabulary selection for teaching purposes and derived a list of 2,000 words with semantic and frequency information drawn from a corpus of two to five million words known as the General Service List (GSL). Nation (1990) has developed the University Word List (UWL), which contains 800 word families. Coxhead (2000) has developed a list of 570 academic word families called the Academic Word List (AWL) from a corpus of 3,500,000 word tokens drawn from academic texts and journals in New Zealand. Browne, Culligan and Phillips (2013) have created a New General Service List (NGSL) on the 60th anniversary of West s publication of the GSL. NGSL is based on a carefully selected 273 million-word subsection of the 1.6 billion words of the Cambridge English Corpus (CEC) by following many of the same steps as West (1953). To derive word lists in particular fields, corpora have been compiled to reveal authentic usage and the most important details in each field. For example, Minn, Sano, Ino and Nakamura (2005) used and extracted sentences from the British National Corpus (BNC) to create and develop educational materials and a website for learners of English. This website allows learners of English to download sentence patterns for education purposes. More recently, Warren (2010) compiled two specialized corpora: the English used by engineering professionals in Hong Kong and the English used by other professionals in Hong Kong. These corpora are publicly available online for engineers and financial service professionals in Hong Kong to enhance their professional communication competency. Vihla (1998) has created a corpus of contemporary American medical texts which quantitatively analyze the interplay between form and function in medical texts. The corpus enables medical discourse such as new medical hypotheses, experiments and theories to be distributed to the public. Bauer and Renouf (2001) have presented new compound formation patterns in English words from a large corpus of British newspapers. They revealed patterns that are not described in the major handbooks and demonstrated that some patterns were being used productively in the English of the early 1990s. For learners in any professional area, technical vocabulary and the AWL are necessary because they cover 15 percent of words in a professional text. More specifically, and highly relevant to the present study, a fine arts technical list can not be found. Therefore, a list in which fine arts vocabulary is ranked in order of frequency in authentic English has to be created. To further supplement this point, the number of academic words in fine arts texts has to be investigated because of its importance to learners in higher education. It is of utmost importance to create a fine arts corpus-based learning list to ensure that fine arts learners encounter the most important fine arts vocabulary throughout their learning experience. This will help higher level learners to improve their English language learning. For teachers and creators of teaching materials, the results of this study supply a practical basis for the selection and introduction of fine arts and academic vocabulary in language and fine arts courses. AIMS 1. Create a corpus-based learning list in which fine arts vocabulary is ranked in order of frequency in authentic English. 2. Provide sub-lists of painting, sculpture and graphic arts in order to elaborate a fine arts learning list for learners in each subject area. 3. Create a web site based on the fine arts corpus-based learning list. 4. Investigate the number of academic words in fine arts texts. METHODS This study comprised three stages. During the data collection stage, nine fine arts instructors from

12 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 8 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 state universities including three painting instructors, three sculpture instructors and three graphic arts instructors were interviewed to get suggestions of which books should be used to create the corpus. All instructors have at least 10 years experience teaching in their respective fields. They are all at least assistant professors or hold doctoral degrees in their subject areas. The books suggested by the interviewees were selected by considering their publication date and popularity. All books were compiled to create the fine arts corpus. To conduct the data analysis stage, the fine arts corpus was analyzed by applying the WordSmith Tools version 6. The WordList function was used to display a list of all the words or word-clusters in a text which are shown in alphabetical and frequency order. The program WordSmith Tools version 6 (Scott, 2012) was used to compile a fine arts corpus-based list and to analyze academic words in the corpus. This program is an integrated suite of programs for analyzing how words behave in texts. Words that are used in texts can be found using the WordList tool. The WordList tool provides a list of all the words or word-clusters in a text in alphabetical or frequency order. This program has been used by Oxford University Press for their lexicographic work in preparing dictionaries (Scott, 2012). Language teachers, students and researchers have employed the program for investigating language patterns in numerous languages world-wide. Coxhead s AWL (2000) and the NGSL of Browne, Culligan and Phillips (2013) were used to derive a fine arts corpus-based learning list. Meanwhile, abbreviations, Latin forms, proper nouns and words that have no particular relationship with the field of fine arts were excluded from the list. All selected words had to occur in at least half of the selected texts and had to occur at least 50 times in the corpus (Coxhead, 2000). Words in the fine arts corpus-based learning list were presented in order of frequency. To carry out the data application stage, a web site called The Fine Arts Learning List Program was created to assist fine arts students and instructors to access the fine arts corpus-based learning list easily and quickly. The Fine Arts Learning List Program comprised three functions: the Fine Arts Learning List Presenter, the Fine Arts Learning List Definer and the Fine Arts Learning List Highlighter. RESULTS & DISCUSSION Four corpora were compiled to create a corpus-based learning list in which fine arts vocabulary is ranked in order of frequency in authentic English. The results revealed that the fine arts list consists of 211 word families (3.60 percent). The painting corpus contains a total of 91 word families (3.74 percent) that are unique to the field of painting. The sculpture lists contains one hundred and twenty-one word families (3.67 percent) and the graphic arts list consists of 76 word families (3.28 percent). These results confirm the statement of Nation (2001) that about 5 percent of words in a given text can be classified as technical words. The number of fine arts words found in each corpus is clearly different from Nation s findings that about 1,000 word families have been identified in the technical text. However, the percentage of frequency shown in each corpus is similar to Nation s findings. The main reason is that each word and its word family are used frequently. These findings affirm that in knowing a word, learners have to know its word family to help them understand the content. The primary reason is that fine arts texts may not be written only for artists or fine arts teachers and learners. They may also be for interested parties who are not really familiar with academic texts. This would explain why few fine arts word families were found in the fine arts corpus. Words unique to the digital era such as animate and digital were not found in the lists. Actually, they appeared in the fine arts corpus, but they did not fulfill the criteria of the study. Some of the words from the digital era cannot be found in the fine arts learning list because they are in the NGSL. Since the NGSL was compiled, created and published in 2013, some new words plus words which are frequently used in the digital era were combined in the list. Of greater importance, the primary purpose of developing fine art forms is for aesthetics and artists to express beauty through their skills without any technology or digital devices. The second aim of this study was to provide sub-lists of painting, sculpture and graphic arts in order to elaborate a fine arts learning list for learners in each subject area. The findings revealed no significant difference among fine arts word families found in every corpus. Overlapping word families were found most frequently in the painting and graphic arts corpora (36 word families). In painting and sculpture corpora as well as sculpture and graphic arts corpora, 31 word families overlapped. Twenty-one word families overlapped all three corpora. Word families found in each list are not totally different since some word families overlap all three lists. It was revealed that 45 word families occur only in the painting list, 80 word families occur only in the sculpture and 30 word families occur only in the graphic arts list. Some word families occur in all three corpora. This research project also created a web site based on the fine arts corpus-based learning list. Therefore, fine arts words found in this study were presented and applied through the web site Fine Arts Learning List Program

13 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 9 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 which contains three functions. The Fine Arts Learning List Presenter exhibits fine arts word lists ranked in order of frequency to assure that learners encounter the most important fine arts vocabulary throughout their learning experience. The Fine Arts Learning List Definer provides meanings and word classes of every word family to ensure that learners understand and can use the words correctly. The Fine Arts Learning List Highlighter assists fine arts learners to improve their comprehension of fine arts vocabulary in the fine arts learning list through reading. Fine arts or English teachers can use this function to select appropriate texts for fine arts learners. In the Fine Arts Learning List Presenter, fine arts vocabulary is ranked in order of frequency of occurrence. This function is beneficial for learners who are familiar with intentional vocabulary learning as explained by Hatch and Brown (1995), direct vocabulary learning as explained by Nation (1990), or tutored vocabulary learning as presented by Klein (1986). For teachers, this function is helpful if it is taught directly (Nation, 1990). Alternatively, teachers can select and plan which words are going to be taught before going into the classroom (Seal, 1991). The most important issue is that learners must study vocabulary directly and teachers have to teach systematically through this function. More specifically, Sokmen (1997) suggested themes of explicit vocabulary teaching which confirm the usefulness of the Fine Arts Learning List. The most important element is that teachers should develop a large sight vocabulary by teaching high frequency words. The Fine Arts Learning List Definer offers meanings of fine arts words along with their relative part of speech. In regard to Nation s (2001) model, knowing a word involves form, meaning and use of receptive and productive vocabulary. The Fine Arts Learning List Definer function of the program covers form and meaning of receptive vocabulary at the general level of acquiring a word. Teachers and learners have to be aware of suitable activities for the most effective vocabulary learning. The Fine Arts Learning List Definer can be used by teachers as a tool to explicitly teach meanings of words and implicitly teach forms of words. In the Fine Arts Learning List Highlighter, all fine arts words presented in the Fine Arts Learning List Presenter are highlighted when users type in the provided space. This function assists teachers to develop materials which focus on fine arts vocabulary while learners can improve their comprehension of fine arts vocabulary through reading. According to Nation (2001), to teach forms of vocabulary effectively, teachers should repeat those words through reading. Thus, this function is beneficial for learners to study words in context so that they understand how those words are used. At the same time, fine arts and English teachers can choose appropriate texts for their learners. The findings clearly demonstrate that the Fine Arts Learning List Program is in agreement with the Five Essential Steps in Vocabulary Learning, a model proposed by Hatch and Brown (1995). The Fine Arts Learning List Presenter is in accord with the first and second steps since learners should encounter new words first and then get the word form. Meanwhile, the Fine Arts Learning List Definer enables the third and fourth steps. When encountering a new word, learners can get the meaning and consolidate it with the word form. Finally, the Fine Arts Learning List Highlighter fulfills the needs of the fifth step. Learners can increase their confidence and receptive knowledge through reading by applying this function. The final aim of this study was to investigate the number of academic words in fine arts texts. Coxhead s 570 academic word families were compared in order to fulfill this goal. It was disclosed that 100 percent of Coxhead s AWL was found in the fine arts and sculpture corpora. In painting, 541 academic word families were found and 532 academic word families occurred in the graphic arts corpora. The percentage of academic words found in each corpus was less than Coxhead s finding that 10 percent of vocabulary in academic texts can be classified as academic words. The graphic arts corpus had the highest number of word families from the AWL (5.75 percent) while the sculpture corpus had the lowest number of word families from the AWL (4.91 percent). In Coxhead s (2000) study, the 570 word families in the AWL accounted for around 10 percent of the total words in an academic corpus. It s necessary for learners to know the majority of words in the AWL in order to study at a university where they must read textbooks in English. The findings from the present study were four to five percent lower than the findings revealed by Coxhead. This discrepancy may be explained by considering the quantity of words from the AWL found in each corpus. Since fine arts texts are often used in professional areas, the fine arts corpus contained most of the AWL word families. Numerous studies in Thailand, including a study of academic vocabulary in political reports by Nakprakhon (2005), an investigation of academic words in sports news by Dejtisak (2006), an analysis of academic words in BBC and CNN science news by Panbanlame (2007), a study of academic vocabulary in health news by Chaipradit (2007) and an investigation of academic words in economics by Manitayakul (2007) all discovered fewer academic words than the aforementioned study by Coxhead. The findings of the present study further contrast with Para s (2004) research that percent of words in the AWL in research articles were found. Obviously, fine arts texts and research articles are different genres. Fine arts texts aim to express beauty, emotion and aesthetics while research articles attempt to present facts.

14 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 10 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 Conclusion The Fine Arts Learning List Program has proven beneficial for teachers, learners and creators of teaching materials. Teachers can apply the corpus-based learning list and the academic vocabulary as a practical basis for the preparation, selection and introduction of fine arts vocabulary in language and fine arts courses. They can employ authentic materials and present language from natural texts rather than made-up examples. The corpus-based learning list will be used to develop language testing such as making tests that reflect the actual language that students will be using on a general basis. It is also useful for the creation of effective teaching materials and activities for classroom and workplace training. This research also enables learners to study the most important and authentic fine arts vocabulary such as describing artwork through written and spoken language, evaluating artwork as well as acquiring fine arts information through reading and listening. However, in some cases, authentic fine arts vocabulary may not be found in the classroom or in teacher-created materials. The academic vocabulary from the findings will be very useful for studying at higher educational levels and in professional fields. REFERENCES Bauer, L. & Renouf, A. (2001, June). A Corpus-Based Study of Compounding in English. Journal of English Linguistics, 2001(29); Browne, C., Culligan, B. & Phillips, J. (2013). The New General Service List: A Core Vocabulary for EFL Students & Teachers. Retrieved January 7, 2013, from Chaipradit, P. (2007). A study of academic vocabulary in health news. Unpublished Master s project, Srinakharinwirot University. Coxhead, A. (2000). A new academic word list. TESOL Quarterly, 34(2); Dejtisak, M. (2006). A study of academic vocabulary in sports news: A corpus-based study. Unpublished Master s project, Srinakharinwirot University. Dudley-Evans, T., & St. John, M. J. (1998). Developments in English for specific purposes: A multi-disciplinary approach. Cambridge, Cambridge University Press. Hatch, E. & Brown. C. (1995). Vocabulary, Semantics and Language Education. Cambridge: Cambridge University Press. Jordan, R.R. (1997). English for academic purposes: A guide and resource book for teachers. Cambridge: Cambridge University Press. Klein W. (1986). Second language acquisition. New York: Cambridge University Press. Manitayakul, C. (2007). A study of academic vocabulary in economic news: A corpus-based study. Unpublished Master s project, Srinakharinwirot University. Minn, D., Sano, H., Ino, M., & Nakamura, N. (2005). Using the BNC to create and develop educational materials and a website for learners of English. ICAME Journal, 29, Nakprakhon, B. (2005). Academic vocabulary in political reports: A corpus-based study. Unpublished Master s project, Srinakharinwirot University. Nation, P. (1990). Teaching and learning vocabulary. Massachusetts: Heinle and Heinle Publishers (2001). Learning vocabulary in another language. Cambridge: Cambridge University Press. Panbanlame, L. (2007). A study of academic words in science news: A corpus-based study. Unpublished Master s project, Srinakharinwirot University. Para, C. (2004). A corpus study of high-frequency words in civil engineering research articles sub- disciplinary differences between structure and transportation. Unpublished Thesis, Mahidol University. Seal, B.D. (1991). Vocabulary learning and teaching. In Celce-Murcia, M. (Ed.), Teaching English as a foreign or second language (pp ). New York: Newbury House. Scott, M. (2013). WordSmith Tools version 6. Liverpool: Lexical Analysis Software. Sokmen, A.J. (1997). Current trends in teaching second language vocabulary. In Schmitt, N. & McCarthy, M. (Eds.), Vocabulary, description, acquisition and pedagogy. (pp ). New York: Cambridge University Press. Vihla, M. (1998). Medicor: A corpus of contemporary American medical texts. ICAME Journal, 22, Warren, M. (2010). Online corpora for specific purposes. ICAME Journal, 34, West, M. (1953). A General Service List of English Words. London: Longman.

15 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 11 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ป จจ ยทางจ ตและล กษณะสถานการณ ท เก ยวข องก บพฤต กรรม เตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาของน กเร ยน ช นม ธยมศ กษาป ท 6 ส งก ดส าน กการศ กษากร งเทพมหานคร จ ราภรณ ประเสร ฐหล า; โรงเร ยนว ดธาต ทอง, [email protected], โทร อ งศ น นท อ นทรก าแหง; มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ, [email protected], โทร บทค ดย อ การว จ ยน ม ว ตถ ประสงค เพ อ 1) ศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะทางสถานการณ และจ ตล กษณะเด ม ท เก ยวข องก บ พฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาของน กเร ยนช นม ธยมศ กษา ป ท 6 2) เพ อศ กษาอ านาจในการ ท านายพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา ท งด านรวมและด านย อยด วยต วแปรในกล มป จจ ยด าน ล กษณะสถานการณ จ ตล กษณะเด มและจ ตล กษณะ ตามสถานการณ กล มประชากร ได แก น กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 ส งก ดส าน ก การศ กษากร งเทพมหานคร จ านวน 836 คน กล มต วอย างท ใช ในการว จ ย จ านวน 300 คน เก บข อม ลด วยแบบว ดประเภทมาตรประเม น รวมค า 6 ระด บ จ านวน 9 แบบว ด ม ค าความเช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟาอย ระหว าง.804 ถ ง.910 ว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต พรรณนา การว เคราะห ความแปรปรวนแบบ 2 ทาง และการว เคราะห ถดถอยพห ค ณแบบม ล าด บ ผลการว จ ยพบว า 1) พบปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะม งอนาคต ควบค มตน และความคาดหว งของผ ปกครองท ม ต อพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อใน สถาบ นอ ดมศ กษา ด านรวม ด านสภาพทางจ ต และด านการเตร ยมต วสอบและพบปฏ ส มพ นธ ระหว างสภาพแวดล อมทางการเร ยน และ ความสามารถในการจ ดการความเคร ยดม ต อพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษาด านสภาพทางจ ตและ ด านการเตร ยมต วสอบ 2) กล มต วแปรล กษณะสถานการณ จ ตล กษณะเด ม และจ ตล กษณะตามสถานการณ ร วมก นท านายพฤต กรรม เตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษาด านรวมได ระหว างร อยละ 45.1 ถ ง ร อยละ 66.1 ในกล มรวมและกล มย อย 9 กล ม โดยม ต วท านายท ส าค ญ ค อ การได ร บแนะแนวศ กษาต อ สภาพแวดล อมทางการเร ยน ล กษณะม งอนาคต ควบค มตน ความคาดหว งของ ผ ปกครอง เจตคต ท ด ต อการศ กษาต อสร ปได ว าน กเร ยนท ม เหต ผลในการเล อกศ กษาต อเพราะความม นคงในอาช พ ม พฤต กรรมเตร ยม ความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา ท งในด านรวมและด านย อย ส วนป จจ ยเช งเหต ท ส าค ญด านจ ตล กษณะของพฤต กรรม เตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาของกล มต วอย างโดยรวมค อ ล กษณะม งอนาคต ควบค มตน และเจตคต ท ด ต อการศ กษา และป จจ ยเช งเหต ท ส าค ญด านสถานการณ ของกล มต วอย างโดยรวม ค อความคาดหว งของผ ปกครอง สภาพแวดล อมทางการ เร ยน การได ร บแนะแนวศ กษาต อ คำาสำาค ญ : พฤต กรรมเตร ยมความพร อม, สถาบ นอ ดมศ กษา, การศ กษาต อ, ป จจ ยทางจ ต Received March 01, 2014 ; Accepted April 06, 2014 PSYCHOLOGICAL AND SITUATIONAL FACTORS RELATED TO THE BEHAVIORS OF CONTINUING EDUCATION PREPARATION IN PUBLIC AMONG STUDENTS WHO BELONG TO DEPARTMENT OF EDUCATION BANGKOK METROPOLITAN ADMINISTRATOR Jiraporn Prasertla; Watthatthong School, [email protected], Tel Ungsinun Intarakamhang; Srinakarinwirot University, [email protected], Tel Abstract The purposes of this comparative correlational research were : 1) To study the interaction effects between situational factors and psychological traits related to the Behaviors of Continuing Education Preparation in Public Autonomous Universities among Students who belong to Departments with and without consideration in the biosocial characteristics of the studied officers. 2) To identify the important predictors of the Behaviors of Continuing Education Preparation in Public Universities among Students who belong to Departments with and

16 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 12 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 without consideration to the biosocial characteristics of the studied officers. The sample group was 300 students picked by Proportional stratified random sampling. The research consisted of 9 instruments, which were in the form of summated rating scales. The reliability with alpha coefficients was between The data was analyzed using 1) descriptive statistic 2) Two-Way Analysis of Variance, and 3) Hierarchical Multiple Regression. The results found were : 1) there were the interaction effects between future orientation and self control influencing and expectations of parents on the behaviors of continuing education preparation in Public Autonomous Universities among students who belong to departments as total moral work behavior, mental health and preparation exam. 2) there were the interaction effects between learning environmental and stress management on the behaviors of continuing education preparation in Public Autonomous Universities among students who belong to departments as mental health and preparation exam. 3) all 8 situational and psychological predictors of the behaviors of continuing education preparation in Public Universities among students who belong to departments of the three types of behavior results found that : The Predictors of the behaviors of continuing education preparation in Public Autonomous Universities among students who belong to departments as total moral work behavior in total and the subsample was between 45.1% to 66.1%.These important predictors were used to construct the future education, learning environmental, future orientation and self control influencing and the expectations of parents. Keywords : behaviors Preparation, public Universities, continuation of education psychological คำาขอบค ณ : งานว จ ยน ได ร บการสน บสน นจาก โรงเร ยนว ดธาต ทอง และสถาบ นว จ ยพฤต กรรมศาสตร ประย กต บทน ำ การศ กษาเป นรากฐานและเคร องม อส าค ญในการพ ฒนาประเทศ การจ ดการศ กษาในป จจ บ นไม ว าจะเป นเร อง ของการก าหนดมาตรฐานการศ กษาให ม ความเท าเท ยมก นในการได ร บการศ กษา รวมท งการเปล ยนแปลงในเร องของหล กส ตรท ตอบสนองก บความเปล ยนแปลงของส งคม เศรษฐก จและเทคโนโลย ตามพระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต ได ก าหนดไว ในหมวด 3 มาตราท 16 ว า การศ กษาในระบบม สองระด บ ค อ การศ กษาข นพ นฐานและการศ กษาระด บอ ดมศ กษา ส วนการศ กษาในระด บ อ ดมศ กษาแบ งเป น 2 ระด บค อระด บต ากว าปร ญญาตร และระด บปร ญญา ส าหร บหล กส ตรการศ กษาระด บต างๆ รวมท งหล กส ตร การศ กษาส าหร บบ คคลต องม ล กษณะหลาย ท งน ให จ ดตามความเหมาะสมของแต ละระด บ โดยม งพ ฒนาค ณภาพช ว ตของบ คคล ให เหมาะสมแก ว ยและศ กยภาพ สาระของหล กส ตรท งท เป นว ชาการและว ชาช พ ต องม งพ ฒนาคนให ม ความสมด ล ท งด านความร ความค ด ความสามารถ ความด งาม และความร บผ ดชอบต อส งคม ซ งในระด บม ธยมศ กษาตอนปลายม การจ ดการเร ยนร เร มเน นเข าส เฉพาะทางมากข น ม งเน นความสามารถ ความค ดระด บส ง ความถน ด ความต องการของผ เร ยนท งในด านอาช พ การศ กษาเฉพาะทาง ตลอดจนการศ กษาต อ ส วนการศ กษาระด บอ ดมศ กษาน น ย งม ความม งหมายเฉพาะท จะพ ฒนาว ชาการ ว ชาช พช นส งและการค นคว า ว จ ยเพ อพ ฒนาองค ความร และพ ฒนาส งคม (ส าน กคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต น. 10) การจ ดการศ กษาของไทยม ป ญหาตรงท ย งไม สอดคล องก บความต องการตามความเป นจร ง ตลอดถ งว ถ ช ว ตของคน ในส งคมและป ญหาใหญ ค อการไม สามารถเตร ยมคนไทยให สามารถเผช ญก บย คสม ยแห งการเปล ยนแปลง ท าให ส งคมไทยอ อนแอ ข ดแย งท าลายต วเองและว กฤต การศ กษาท ด จ งควรสามารถขจ ดความยากจน สร างท กษะช ว ต ท าให ครอบคร ว เป นป กแผ น ช มชนเข มแข ง อน ร กษ และพ ฒนาว ฒนธรรม อน ร กษ และเพ มพ นส งแวดล อม ท าให การเม องถ กต อง สร างอ สรภาพและความส ข ท าให บ คคลเร ยนร และ ส งคมเร ยนร ผ ท เข าร บการศ กษาแต ละคน ม ป จจ ยท เป นเหต จ งใจให เล อกเข าศ กษาในสถานศ กษาต างๆ แตกต างก น ในบางคร งสถานศ กษา ก ไม สามารถตอบสนองความต องการได ตามความเป นจร ง ด วยขอบเขตและข อจ าก ดหลายประการการศ กษาในระด บอ ดมศ กษา (ส น ร ตน ศร โสภา. 2554; อ างอ งจาก ประเวศ วะส. 2541) หากพ จารณาไปย งความม งหมายของน กเร ยนท ส าเร จการศ กษาม ธยมศ กษา ส วนใหญ จะพบว า เป นการม งเข าเร ยน ในสถาบ นอ ดมศ กษาซ งป จจ บ นม ว ธ การร บน กศ กษา 2 ว ธ ค อ ระบบกลาง (Admission) เป น ระบบกลางในการค ดเล อกน กเร ยนเข าไปเร ยนในสถาบ นอ ดมศ กษาและระบบร บตรงหร อการร บน กศ กษาตามโควต าหร อโครงการพ เศษ โดยท สถาบ นอ ดมศ กษาแต ละคณะเป นผ ก าหนดกฎเกณฑ ในการค ดเล อกแตกต างก นไปโดยท น กเร ยนท จบช นม ธยมศ กษาป ท 6 หร อ เท ยบเท าสามารถเล อกเร ยนต อในคณะและสาขาว ชาตามว ชาช พท ตนเองต องการได ซ งหล กส ตรท เป ดสอนในแต ละสถาบ นอ ดมศ กษา ม ความแตกต างก นไป (สมชาย วร ญญาน ไกร น ) ผ ว จ ยจ งต องการศ กษาว าม ป จจ ยท เก ยวข องก บพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 ส งก ดส าน กการศ กษากร งเทพมหานคร โดยอาศ ยร ปแบบทฤษฎ ปฏ ส มพ นธ น ยม (Interactionism Model) เป นแนวทางในการว เคราะห ป จจ ยท เก ยวข องก บพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษา

17 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 13 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 ส งก ดส าน กการศ กษากร งเทพมหานคร โดยพ จารณาจากป จจ ย ท ง 3 ด าน ค อป จจ ยล กษณะ สถานการณ (ความคาดหว งของผ ปกครอง สภาพแวดล อมทางการเร ยน และการได ร บแนะแนวศ กษาต อ) ป จจ ยจ ตล กษณะเด ม (ล กษณะม งอนาคต ควบค มตนและความสามารถในการจ ดการความเคร ยด) และป จจ ยทางจ ตล กษณะตามสถานการณ (เจตคต ท ด ต อการศ กษาต อ ค าน ยมในการศ กษาและการร เท าท นสารสนเทศ) ต วแปรตาม ในงานว จ ยน ได แก พฤต กรรมเตร ยมความพร อม เพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา หมายถ ง การกระท าหร อการแสดงออกของน กเร ยนท งทางร างกายอารมณ จ ตใจ ส งคมและ สต ป ญญาเพ ยงพอท จะร บร ส งต างๆ ได โดยไม ม ส งใดเป นอ ปสรรคก อให เก ดความพ งพอใจในการกระท าน นๆ ย งให บ งเก ดผลท ด ต อต วเองโดยแบ งเป น 3 องค ประกอบ ค อ 1) ด านสภาพทางจ ต ได แก ความม สมาธ ในการทบทวนบทเร ยนและท าความเข าใจใน เน อหาว ชาท จะสอบมองโลกในแง ด ปราศจากความว ตกก งวล เป นต น 2) ด านส ขภาพร างกาย ได แก การทานอาหารท ม ประโยชน การนอนหล บพ กผ อนอย างเพ ยงพอ การออกก าล งกายสม าเสมอและการด แลส ขภาพร างกายของตนเองให แข งแรงเพ อให ร างกาย ม ความคงทนต อการเร ยนเพ อเตร ยมต วศ กษาต อ และ 3) ด านการเตร ยมต วสอบได แก การวางแผนการอ านหน งส อทบทวนความร ให ตรงก บสาขา/คณะท เล อก การเร ยนเสร มว ชาเพ มเต ม การจ บกล มแลกเปล ยนความร ก บเพ อน สอบถามผ ร การวางแผนใช เวลา การจ ดตาราง การทบทวนเน อหา ให ครบท นเวลาว นสอบ การทดลองสอบและการฝ กท าข อสอบท ใช ในการสอบเข าศ กษาต อใน ระด บอ ดมศ กษาในป ท ผ านมา ด งงานว จ ยของ(ก ส มา ยกช. 2553) ได ศ กษาป จจ ยท ส งผลต อการเตร ยมพร อมในการสอบ GAT และ PAT ของน กเร ยน ช นม ธยมศ กษาป ท 6 พบว า ป จจ ยท ส งผลต อการเตร ยมพร อมในการสอบ GAT และ PAT อย างม น ยส าค ญทาง สถ ต ท.01 ได แก การสน บสน นของคร ผ สอนต อน กเร ยน การวางแผนการใช เวลา การสน บสน นของผ ปกครองต อการศ กษาและ ล กษณะทางกายภาพทางการเร ยนและกล มป จจ ยการสน บสน นของคร ผ สอนต อน กเร ยน การวางแผนการใช เวลา การสน บสน นของ ผ ปกครองต อการศ กษา ล กษณะกายภาพทางการเร ยน และผลส มฤทธ ทางการเร ยน ร วมก น 5 ต วแปรสามารถร วมก นท านายการ เตร ยมพร อมในการสอบ GAT และ PAT ได ร อยละ 56.7 ว ตถ ประสงค 1. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะทางสถานการณ และจ ตล กษณะเด มท เก ยวข องก บพฤต กรรมเตร ยมความพร อม เพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาท งในด านรวมและด านย อยของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 2. เพ อศ กษาอ านาจในการท านายพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา ท งด านรวม และด าน ย อยด วยต วแปรในกล มป จจ ยด านล กษณะทางสถานการณ จ ตล กษณะเด มและจ ตล กษณะตามสถานการณ ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษา ป ท 6 ท งกล มรวมและกล มย อยซ งม ล กษณะส วนบ คคลต างก น กรอบแนวค ดการว จ ย ส าหร บการว จ ยในคร งน ใช แนวของร ปแบบปฏ ส มพ นธ น ยมแบบกลไก (Mechanical interaction) ซ งศ กษาจ ตล กษณะ เด มร วมก บสถานการณ และปฏ ส มพ นธ น ยมแบบในตน (Organismic interaction) ซ งเป นการศ กษาล กษณะทางจ ตใจของบ คคล ประเภทท อย ใต อ ทธ พลของสถานการณ ท เร ยกว าจ ตล กษณะตามสถานการณ ประกอบก บหล กฐานท พบจากงานว จ ยในอด ต เช น ความคาดหว งของผ ปกครองก บล กษณะม งอนาคต ควบค มตนและความสามารถในการจ ดการความเคร ยด แล วย งม การน าเอา ต วแปรในกล มจ ตล กษณะตามสถานการณ มาร วมศ กษาเพ ออธ บาย ความแปรปรวนของพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษา ต อในสถาบ นอ ดมศ กษาในร ปแบบปฏ ส มพ นธ น ยมแบบในตน เช น เจตคต ท ด ต อการศ กษาต อ ค าน ยมในการศ กษาและการร เท าท น สารสนเทศเป นต น ซ งสร ปภาพความส มพ นธ ระหว างต วแปรต างๆ เพ อเป นกรอบแนวค ดในการว จ ย ด งแสดงในภาพประกอบ ล กษณะสถานการณ - ความคาดหว งของผ ปกครอง - สภาพแวดล อมทางการเร ยน - การได ร บแนะแนวศ กษาต อ จ ตล กษณะเด ม - ล กษณะม งอนาคต-ควบค มตน - ความสามารถในการจ ดการความเคร ยด พฤต กรรมเตร ยมความพร อม เพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา - ด านสภาพทางจ ต - ด านส ขภาพร างกาย - ด านการเตร ยมต วสอบ จ ตล กษณะตามสถานการณ - เจตคต ท ด ต อการศ กษาต อ - ค าน ยมในการศ กษา - ร เท าท นสารสนเทศ ช วส งคม เพศ แผนการเร ยน เหต ผลในการเล อกศ กษาต อ

18 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 14 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ว ธ ว จ ย ประชากรท ใช ในการศ กษาว จ ยคร งน เป นน กเร ยนท ก าล งศ กษาช นม ธยมศ กษาป ท 6 ในโรงเร ยนส งก ดกร งเทพมหานคร จ านวน 8 โรงเร ยน จ านวน 836 คน (ส าน กการศ กษากร งเทพมหานคร, 2556)ใช ว ธ การส มกล มต วอย างแบบแบ งช นภ ม อย างม ส ดส วน (Proportional Stratified Sampling) โดยใช โรงเร ยนในส งก ดกร งเทพมหานครเป นช นภ ม ก าหนดขนาดกล มต วอย าง โดยใช ส ตร ยามาเน (Yamane. 1976) ท ระด บความเช อม นเท าก บ 95% ได กล มต วอย างจ านวน 300 คน เคร องม อท ใช ในการว จ ย เป นแบบสอบถามเก ยวก บล กษณะช วส งคมของผ ตอบ และแบบว ดจ านวน 9 ฉบ บ ซ งผ ว จ ยได สร างและพ ฒนาแบบว ดข นเอง ได แก แบบว ดพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา แบบว ดเจตคต ท ด ต อการศ กษาต อ แบบว ดค าน ยมใน การศ กษา แบบว ดการร เท าท นสารสนเทศ แบบว ดความคาดหว ง ของผ ปกครอง แบบว ดสภาพแวดล อมทางการเร ยน แบบว ด การได ร บแนะแนวศ กษาต อ แบบว ดล กษณะม งอนาคต ควบค มตน แบบว ดความสามารถในการจ ดการความเคร ยด ซ งแบบว ด ท ง 9 ฉบ บ ม ค าอ านาจจ าแนกรายข อ (Item total correlation) อย ระหว าง และม ค าความเช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟ า เท าก บ.904,.821,.841,.895,.830,.804,.876,.910 และ.830 ตามล าด บ สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ล กษณะท วไปของ ข อม ลส วนบ คคลและต วแปร ท ศ กษาด วยสถ ต พ นฐาน ได แก ค าเฉล ย (Mean) ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และ สถ ต ท ใช ในการว เคราะห เพ อทดสอบสมมต ฐานการว จ ยได แก การว เคราะห ค าเฉล ย t-test การว เคราะห ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two - way Analysis of Variance) เม อพบปฏ ส มพ นธ ระหว างต วแปรอ สระ 2 ต ว อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.05 จะเปร ยบเท ยบความแตกต างของค าเฉล ยรายค ด วยว ธ การเชฟเฟ (Scheffe ) การว เคราะห ถดถอยพห ค ณแบบม ล าด บ (Hierarchical Multiple Regression Analysis) โดยใช เกณฑ ความแตกต างร อยละ 5 ผลการว จ ยและอภ ปรายผล 1. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะทางสถานการณ และจ ตล กษณะเด มท เก ยวข องก บพฤต กรรม เตร ยมความพร อม เพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาท งในด านรวมและด านย อยของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 พบผลการว จ ยด งน 1) น กเร ยนท ม ล กษณะม งอนาคต ควบค มตนต อพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษาส ง เป นผ ม พฤต กรรมเตร ยม ความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาส งกว าน กเร ยนท ม ล กษณะม งอนาคต - ควบค มตนต อพฤต กรรมเตร ยมความ พร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาต าพบในกล มรวม และกล มเพศชาย เพศหญ ง กล มแผนการเร ยน และกล มท ม เหต ผลใน การเล อกศ กษาต อเพราะความม นคงและก าวหน า ในอาช พ 2) น กเร ยนม ความคาดหว งของผ ปกครองส งเป นผ ม พฤต กรรมเตร ยม ความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษาส งกว าน กเร ยนม ความคาดหว งของผ ปกครองต า พบในกล มรวมและกล มเพศชาย เพศหญ ง กล มแผนการเร ยนว ทย - คณ ต และกล มท ม เหต ผลในการเล อกศ กษาต อเพราะความม นคงและก าวหน าในอาช พ ล กษณะ ม งอนาคต ควบค มตน เป นความสามารถในการคาดการณ ไกลและเล งเห นผลด ผลเส ยท จะเก ดข นในอนาคต ม ความต องการได ร บ ผลในอนาคตท ด กว าหร อมากกว าผลท จะเก ดในป จจ บ น จ งด าเน นการวางแผนเพ อปฏ บ ต ต อจากน น จะควบค มตนเองให ละเว น การกระท าบางอย างในระยะเวลานานกว าจะบรรล หร อจะต องกระท าหลายคร งซ งเป นการควบค มตนเองให ละเว นการกระท าบางอย าง ในระยะเวลาหน งจนกระท งได ผลตามความต องการ เป นล กษณะของการมองส อนาคตข างหน าซ งเป นการมองท ล กซ งกว างไกลท จะม ผลไม เพ ยงแต ต วผ มองเท าน น หากแต จะครอบคล มไปถ งบ คคลอ นและส งคมมน ษยชาต ท บ คคลน นม ส วนเก ยวข องด วยและถ อว าเป น จ ตล กษณะท ส าค ญประการหน งท เอ อต อการพ ฒนาประเทศ อาจกล าวได ว าความสามารถเป นการท ผ กระท าร ถ งความสามารถของ ต วเองซ งจะก อให เก ดผลส าเร จในเร องน นๆ (Charieston. 2012, pp ; เอกช ย พรมล กษ. 2556) สอดคล องก บการ ศ กษาของ (ก ส มา ยกช. 2553) พบว าน กเร ยนท ม ความคาดหว งของผ ปกครองส ง ม พฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษาส งกว าน กเร ยนม ความคาดหว งของผ ปกครองต า ด งน น ความคาดหว งจะเก ดข นได ถ กต องหร อไม น นจะต องข น อย ก บประสบการณ ของบ คคล เช น บ คคลท เคยม ประสบการณ ท คล ายคล งก นก บประสบการณ ใหม ก อาจท าให ท าการคาดหว งได ไม พลาดเก นไป หร ออาจคาดหว งได ถ กต อง บ คคลท ไม เคยม ประสบการณ มาก อนในส งใดม กจะไม ม การคาดหว งในส งน นหร อหากม การ คาดหว ง ก ม กไม เก ดข นจร งตรงตามความคาดหว งไว ความคาดหว งท ประสบความส าเร จช วยให บ คคลม ท ศนคต ต อตนเองไปในทางท ด ข นเช นเด ยวก บบ ดา มารดา เล ยงด ล กม กม งหว งให ล กเป นเด กฉลาดและเก งมาก อนเป นอ นด บหน ง บ ดา มารดา ม งเน น ไปท การพ ฒนา ด านสต ป ญญาให แก ล กพยายามเสร มสร างท กว ถ ทางเพ อให ล กฉลาดและเก ง ส งผลต อการเข าศ กษาต อ เพราะเม อน กเร ยนเร ยนจบใน สถาบ นอ ดมศ กษาแล วจะม โอกาสได ท างานท ด (อ จฉรา ส ขารมณ.2542; ส ทธ พรร ส นทร. 2556; Kathleen Milton wildey, Kenny, Parmenter&Hall.2010,pp 1,252-1,260 ) 2. เพ อศ กษาอ านาจในการท านายพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา ท งด านรวม และด านย อยด วยต วแปรในกล มป จจ ยด านล กษณะทางสถานการณ จ ตล กษณะเด มและจ ตล กษณะ ตามสถานการณ ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 ท งกล มรวมและกล มย อย ซ งม ล กษณะส วนบ คคลต างก นพบว า กล มต วแปรล าด บ ท 1 ล กษณะสถานการณ 3 ต วแปร (ได แก ความคาดหว งของผ ปกครอง สภาพแวดล อมทางการเร ยน การได ร บแนะแนวศ กษาต อ) กล มต วแปรล าด บท 2 ค อ จ ตล กษณะเด มม 2 ต วแปร (ล กษณะม งอนาคต ควบค มตน ความสามารถในการจ ดการความเคร ยด) และกล มต วแปรล าด บท 3 ค อ จ ตล กษณะตามสถานการณ ม 3 ต วแปร (ได แก เจตคต ท ด ต อการศ กษาต อ ค าน ยมในการศ กษา การร เท าท นสารสนเทศ) สามารถร วมก นท านายพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ นอ ดมศ กษาด านรวม ในกล ม รวมได ร อยละ 57.4 อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ระด บ.05 โดยม ต วท านายท ส าค ญ ค อล กษณะม งอนาคต ควบค มตน (β=.40) การ ได ร บแนะแนวศ กษาต อ(β=.40),. สภาพแวดล อมทางการเร ยน (β=.20) ความคาดหว งของผ ปกครอง(β=.17) เจตคต ท ด ต อการ ศ กษาต อ (β=.15) และในกล มย อยท กประเภทก ท านายได ระหว างร อยละ โดยท านายได ส งส ดในกล มเหต ผลในการ

19 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 15 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 เล อกศ กษาต อเพราะช อเส ยงของสถาบ น/มหาว ทยาล ย โดยม ต วท านายท ส าค ญ ค อ สภาพแวดล อมทางการ (β=.21) ท านายได เพ ม ข นต าท ส ดในกล ม เพศชาย โดยม ต วท านายท ส าค ญ ค อ การได ร บแนะแนวศ กษาต อ(β=.43) สภาพแวดล อมทางการเร ยน (β=.37) ล กษณะม งอนาคต ควบค มตน (β=. 20) ความคาดหว งของผ ปกครอง (β=. 17) เจตคต ท ด ต อการศ กษาต อ (β=-.24) อภ ปราย ผลได ว าผลข างต นสน บสน นร ปแบบการแสดงพฤต กรรมโดยการใช ต วแปรเช งสาเหต ได แก ป จจ ยด านล กษณะทางสถานการณ ป จจ ย จ ตล กษณะเด มและป จจ ย จ ตล กษณะตามสถานการณ ซ งสามารถอธ บายพฤต กรรมเป าหมายได มากกว าการใช ต วแปรเช งสาเหต เพ ยง ด านเด ยว ซ งม ความสอดคล องก บงานว จ ยในอด ตท ผ านมาท การใช ต วแปรหลายป จจ ยในการท านายการเก ดพฤต กรรม เช น ก ส มา ยกช (2553: 7) ได ศ กษาป จจ ยท ส งผลต อการเตร ยมพร อมในการสอบ GAT และ PAT ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 พบกล มป จจ ย การสน บสน นของคร ผ สอนต อน กเร ยนการวางแผนการใช เวลา การสน บสน นของผ ปกครองต อการศ กษาล กษณะกายภาพทางการ เร ยน และผลส มฤทธ ทางการเร ยนร วมก น 5 ต วแปรสามารถร วมก นท านายการเตร ยมพร อมในการสอบ GAT และ PAT ได ร อยละ 56.7 และ (ทรงพร สดใสจ ตต. 2547) ได ศ กษาป จจ ยด านจ ตส งคมท ส งผลต อผลการเร ยนตามแนวปฏ ร ปทางการศ กษาของน กเร ยน ม ธยมศ กษาช นป ท 2 ในเขตกร งเทพมหานคร จ านวน 353 คน พบว า กล มป จจ ยสภาพแวดล อมและส งคม ได แก การสน บสน นจาก บ ดามารดา บรรยากาศในการเร ยน สามารถท านายผลการเร ยนด านด ด านเก งและด านม ความส ขได ร อย และ 35.5 ตามล าด บ กล าวได ว า ในการท านายพฤต กรรมเตร ยม ความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาด านรวม การท น กเร ยนได กระท าหร อแสดงออกถ งพฤต กรรมเตร ยมความพร อมได น นข นอย ก บสถานการณ และส งแวดล อมท อย รอบๆต วของน กเร ยนและต ว บ คคลท เก ยวข องก บพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาซ งป จจ ยด งกล าวม ด งน 1) ป จจ ยด านล กษณะ ทางสถานการณ เป นสถานการณ หร อสภาพแวดล อมทางส งคมท บ คคลประสบอย ในป จจ บ นซ งเป นล กษณะท เอ อหร อข ดขวางพฤต กรรม เตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาได แก ความคาดหว งของผ ปกครอง สภาพแวดล อมทางการเร ยน และการได ร บแนะแนวศ กษาต อ 2) ป จจ ยจ ตล กษณะเด มเป นล กษณะทางจ ตใจท ผล กด นให เก ดพฤต กรรมหน งๆ เป นล กษณะ ท สะสมในต วบ คคล ต งแต อด ตจนถ งป จจ บ นม ล กษณะค อนข างคงท ไม อย ภายใต อ ทธ พลของสถานการณ ป จจ บ น ได แก ล กษณะม งอนาคต - ควบค มตน และความสามารถในการจ ดการความเคร ยดและ 3) จ ตล กษณะตามสถานการณ เป นล กษณะทางจ ตของบ คคลท เก ดจากปฏ ส มพ นธ ระหว างจ ตล กษณะเด มของบ คคลก บสถานการณ ป จจ บ นท บ คลเผช ญอย เป นจ ตล กษณะท ไวต อการเปล ยนแปลงตามสถานการณ หร อ เป นจ ตล กษณะท อย ภายใต อ ทธ พลของสถานการณ ได แก เจตคต ท ด ต อ การศ กษาต อ ค าน ยมในการศ กษาและการร เท าท นสารสนเทศ ซ งต วแปรท เข าเป นต วท านายเป นอ นด บแรก ค อ ล กษณะม งอนาคต ควบค มตน ท เป นเช นน เพราะว า ล กษณะม งอนาคต-ควบค ม ตนเป นล กษณะทางจ ตของบ คคล ประเภทหน งเป นล กษณะท บ คคลสามารถท จะบ งค บตนเองให รอร บผลท จะเก ดข นในอนาคตและ สามารถจะคาดการณ ผลด ผลเส ยของการกระท าตนเองท จะกระท าได หร องดเว นการกระท าบางอย างท ต องใช ความอดทนและสามารถ กระท า พฤต กรรมน นได อย างม ปร มาณและค ณภาพท เหมาะสมเป นเวลานานพอท จะน าไปส ผลท ต องการในอนาคตจากผลการว จ ย ตามว ตถ ประสงค ข อท 1 ท พบว าล กษณะม งอนาคต ควบค มตนเก ยวข องก บพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อ ในสถาบ น อ ดมศ กษา เพ อให การว จ ยเป นการว จ ยพ ฒนาและเป นร ปธรรมมากข น อาจน าผลการว จ ยไปท าการศ กษาในร ปแบบการว จ ยเช ง ปฏ บ ต การ หร อการว จ ยเช งทดลอง เพ อว ดพฤต กรรมเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษาและม การควบค ม ต วแปรแทรกซ อนเพ อย นย นผลการศ กษาความส มพ นธ เช งสาเหต ของป จจ ยท ส งผลต อพฤต กรรมเตร ยมความพร อมศ กษาต อในสถาบ น อ ดมศ กษาและผลจากการว จ ยน เป นประโยชน อย างย งผ ปกครอง คร อาจารย หร อผ ท เก ยวข องจ งควรพ ฒนาน กเร ยนกล มด งกล าวเป น ล าด บต นๆ ด วยการจ ดก จกรรมท ส งเสร มให น กเร ยนร จ กการวางแผนท งทางร างกาย อารมณ จ ตใจ ส งคมและสต ป ญญาให เพ ยงพอท จะร บร ส งต าง ๆ ได โดยไม ม ส งใดเป นอ ปสรรค ก อให เก ดความพ งพอใจ ในการกระท าน น ๆ ย งให บ งเก ดผลท ด ต อต วเองและการเร ยนร เพ อเตร ยมความพร อมเพ อเข าศ กษาต อในสถาบ นอ ดมศ กษา รายการอ างอ ง ก ส มา ยกช. (2553). ป จจ ยท ส งผลต อการเตร ยมความพร อมในการสอบGATและ PATของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 6 โรงเร ยนเ ตร ยมอ ดมศ กษาพ ฒนาการร ชดา เขตห วยขวาง กร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ทรงพร สดใสจ ตต. (2547). ป จจ ยด านจ ตส งคมท ส งผลต อการเร ยนตามแนวปฏ ร ปทางการศ กษาของน กเร ยน ระด บม ธยมศ กษาช นป ท 2 ในเขตกร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. สมชาย วร ญญาน ไกร. (2555). ป จจ ยท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเข าศ กษาต อในระด บปร ญญาตร คณะมน ษย ศาสตร มหาว ทยาล ยศร นคร ทรว โรฒ. ว ทยาน พนธ มหาบ ณฑ ต สาขาว ชาบรรณาร กษศาสตร และสารสนเทศ คณะมน ษยศาสตร มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ, กร งเทพเทพมหานคร. ส น ร ตน ศร โสภา. (2554, มกราคม ม ถ นายน). ป จจ ยท ส งผลต อการเล อกเข าศ กษาต อระด บปร ญญาตร ของน กศ กษามหาว ทยาล ย การจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ป การศ กษา วารสารว ชาการ มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น. 9 ; ส ทธ พรร ส นทร. (2556, มกราคม ม ถ นายน). ป จจ ยท ส งผลต อการต ดส นใจเล อกเข าศ กษาต อ ระด บปร ญญาตร ของน กศ กษา หล กส ตรสาขาว ชาร ฐประศาสนศาสตร ว ทยาล ยกฎหมาย และการปกครอง มหาว ทยาล ยราชภ ฏมหาสารคาม. ป การศ กษา วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น. 10 : ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต. (2546). พระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ และท แก ไขเพ มเต ม ฉบ บท 2 พ.ศ กร งเทพฯ: เดอะบ คส ส าน กการศ กษากร งเทพมหานคร. (2556).ข อม ลสถ ต. [ระบบออนไลน ].แหล งท มา stat.php. (18 ส งหาคม 2556). อ จฉรา ส ขารมณ. (2542). เอกสารประกอบค าสอนว ชาพ นฐานทางจ ตว ทยาการศ กษา. กร งเทพฯ: สถาบ นว จ ยพฤต กรรมศาสตร

20 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 16 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. เอกช ย พรมล กษ. (2556, กรกฎาคม ธ นวาคม). กระบวนการต ดส นใจและป จจ ยท ม ความส มพ นธ ก บการเล อกศ กษาของน กเร ยน ในกล มสถานศ กษาว ทยาล ยอาช วศ กษา ส งก ดส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา เขตภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ. ป การศ กษา วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น. 10; Charieston, L.J. (2012). A qualitative investigation of African Americans decision to pursue computing science degree implication for cultivating career choice an aspiration. Journal Delivery intingher Education. 5(4), Kathleen milton-wildey, Kenny, Parmenter&Hall. (2010). Educational preparation for clinical nursing: The satisfaction of students and new graduates from two Australian universities. Journal of clinical nursing. 19(9-10), Yamane, T. (1976). Statistics: An Introductory Analysis. (2nd ed). New York: Harper & Row.

21 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 17 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ประส ทธ ภาพของการสอนเน นกลย ทธ การส งเกตต อการพ ฒนาค ณภาพ การเข ยนอน เฉทของน ส ตไทยท เร ยนภาษาอ งกฤษ ในฐานะภาษาต างประเทศ นฤภร แสงศร จ นทร, มหาว ทยาล ยพะเยา, พะเยา 56000, [email protected], โทร วไลพร ฉายา, มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ, กร งเทพมหานคร 10110, [email protected] โทร บทค ดย อ งานว จ ยน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาประส ทธ ภาพของการสอนเน นการส งเกต ต อการพ ฒนาร ปแบบของบทความ การจ ด เอกภาพของบทความ ความเหมาะสมในการใช ภาษา ตลอดจนความซ บซ อนของโครงสร างประโยค ในงานเข ยนระด บอน เฉท ของผ เร ยนไทยท เร ยนภาษาอ งกฤษในฐานะภาษาต างประเทศ กล มต วอย างเป นน ส ตช นป ท 3 จ านวน 32 คน ว ชาเอกประชาส มพ นธ และ ภาษาญ ป น ณ มหาว ทยาล ยพะเยา หล งจากการทดสอบก อนเร ยนแล ว น ส ตได ร บการอบรมเน นการส งเกตงานเข ยนต นแบบ 3 ประเภท (การเล าเร อง การเปร ยบเท ยบความเหม อนและความต าง และการแสดงความค ดเห น ) ผ าน 3 ข นตอนได แก ก อนการส งเกต ระหว าง การส งเกต และหล งการส งเกต เป นเวลาท งส น 6 ส ปดาห หล งจากน นน ส ตท าแบบทดสอบหล งเร ยน ผลจากการศ กพบว า การสอนเน น การส งเกตม ผลด ต อค ณภาพงานเข ยนของน ส ตในด าน ร ปแบบของบทความ การจ ดเอกภาพของบทความ และความเหมาะสมทาง ภาษา ตลอดจนความซ บซ อนของระด บประโยค และน ส ตส งเกต ร ปแบบของบทความ การจ ดเอกภาพของบทความ มากกว าความ เหมาะสมในการใช ภาษา ในงานเข ยนต นแบบ นอกจากน นผลของการทดลองพบว า น ส ตม แนวโน มท จะม การเข ยนเร ยบเร ยงงานเข ยน ใหม ใน ด านร ปแบบของบทความ การจ ดเอกภาพของบทความ และความเหมาะสมในการใช ภาษา ตลอดจนความซ บซ อนของระด บ ประโยค หล งจากท น ส ตได ส งเกตและตระน กว า โครงการต างๆเหล าน น แตกต างจากงานเข ยนต นแบบ คำาสำาค ญ: การส งเกต การเข ยนระด บอน เฉท ค ณภาพของการเข ยน Received January 10, 2014 ; Accepted March THE EFFECTIVENESS OF NOTICING STRATEGY INSTRUCTION ON DEVELOPING THAI EFL STUDENTS PARAGRAPH WRITING QUALITY Naruporn Saengsrichan, University of Payao, Payao [email protected], Tel , Walaiporn Chaya, Srinakharinwirot University, Bangkok 10110, [email protected] Tel Abstract The purpose of this study was to investigate the effectiveness of the Noticing Strategy Instruction (NSI) on developing the rhetorical pattern, organizational pattern, linguistic appropriateness, and text complexity of Thai EFL students paragraph writing. The participants in this study were 32 third-year students majoring in Communication Arts and Japanese at University of Phayao. After administering a pre-test, the students were trained to analyze three types of model paragraphs (narrative, comparison and contrast, and opinion) through the three stages of the NSI: pre-noticing stage, while-noticing stage, and post-noticing stage for 6 weeks. Then the posttest was administered at the end of the experiment. The results of the study revealed that the NSI positively affected the rhetorical pattern, organizational pattern, grammatical appropriateness, and text complexity of Thai EFL students paragraph writing quality. The results also indicated that the students noticed the rhetorical pattern, organizational pattern more often than the linguistic appropriateness. Then there was a tendency for the students to rewrite the rhetorical pattern, organizational pattern, linguistic appropriateness, and text complexity of their original first draft after they noticed and realized the gap or the difference between their original first draft and the provided model paragraph. Keywords: noticing, paragraph writing, writing quality

22 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 18 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ACKNOWLEDGEMENTS: My sincere thanks go to University of Phayao for providing me with an opportunity to conduct my research. INTRODUCTION Writing in English is more and more important nowadays because it is an essential tool for communication worldwide. Writing is not only used as a communicative tool but also a means of learning, organizing knowledge and translating thoughts for other people (Chen, 2002). In fact, EFL writing is a complex cognitive process required a conscious effort and a constant practicing to cope with both the knowledge of second language (L2) and writing skills (Ferris, 2012; Chen, 2006). Writing, furthermore, is problematic for EFL writing students to involve many factors: linguistic features, rhetorical pattern, and lexical deficiency (Chinnawong, 2002; Langan, 2005 ; Mahta Khaksari & Rizapasha Moghimizadeh, 2011). According to the previous studies, it has been agreed that the ability to write well requires systematic training and practicing through the logical stages of the writing process: planning and prewriting, writing the first draft, revising, and rewriting (Myles, 2002; Harmer, 2004). Moreover, Myles (2002) points out that the writing process is effective when the students receive sufficient and effective feedback with regard to their problems and errors in writing. To ensure the effectiveness of process approach, Badger and White (2000) suggest a process genre approach, a combination of process approach with genre approach, in terms of promoting the students awareness of both the writing skills and the specific rhetorical pattern according to each type of paragraph. The results of the study revealed that the process genre approach assists the students to improve their writing skills. Therefore, the effective teaching method for developing students writing ability should focus on the practice of the process-genre based approach and sufficient writing feedback provision. There have also been arguments about providing feedback. Truscott (1996) claims that providing feedback is ineffective and it could be skipped in EFL writing class. On the other hand, Ferris (2004) argues convincingly that providing feedback has a big positive effect on students writing improvement. Moreover, providing feedback is an important task in teaching writing with responding to students works both grammatical accuracy and structure of their writing (Harmer, 2004). Hyland (2003) claims that providing feedback gives the students opportunities to learn from their own mistakes according to the teachers responses. As a result, providing feedback has become one of the important tools to encourage students to revise their written works. Accordingly, the role of corrective feedback in second language acquisition (SLA) has been widely discussed. Among those studies, SLA research study has drawn much attention to the effects of noticing hypothesis that addresses the need of promoting EFL writing quality. Harmer (2004) claims that the first thing we need to do, when training students to revise their own work, is to enable students to notice their own mistake (p.177). It is believed that L2 communication without receiving any focus-on-form instruction is a language leaning failure (Rutherford & Sharwood-Smith, 1985). Hence, the focusing on form or the conscious learning is an extremely important-starting point for language learning, and it is the key for converting input to intake (Schmidt, 1990). The intake process can assist the students to build up internal understanding of the L2 and to be stored in the students long-term memory (Yule, 2006; Rast, 2008). Because of the complex nature of L2 writing as discussed earlier, the students require this process in order to produce a good quality of their compositions (Qi & Lapkin, 2001; Hanaoka, 2007; Saeidi & Sahebkheir, 2011). A number of studies in the field of ESL/EFL writing have investigated types of feedback and the important role they play on students writing ability. Many studies have placed much emphasis upon noticing through the model paragraph because it has been viewed as the effective feedback that helps learners to improve their writing ability (Bagheri& Zare, 2009; Abbuhi, 2011; Saedi & Sahebkheir, 2011; Russell, 2014). Many researchers in ESL/EFL writing argue that ESL/EFL learners should be encouraged to use a model paragraph for enhancing writing skills since the learners can see the relationship between reading and writing leading to the improvement in writing (Hyland, 2003). Those researchers also claim that the model paragraph or well-constructed written text by a native speaker of English can be beneficial if integrated into the context of writing process. The noticing through the model written text will become a powerful and an effective tool that helps writers to be exposed to different types of reading materials since it is difficult to acquire L2 writing by writing alone (Bagheri & Zare, 2009) Based on the knowledge of noticing as one of the feedbacks that revealed the positive effect on the students writing ability, and there is little information available concerning noticing strategies used by Thai EFL and their

23 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 19 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 effects on Thai students particularly at the tertiary level. As a writing instructor and researcher with some teaching experience, the researcher observes that Thai students committed their grammatical errors and had problems in rhetorical pattern, linguistic problems, and organization in writing different types of paragraphs. As far as the noticing strategies are concerned, the present study therefore attempted to investigate the effect of noticing strategy instruction on developing Thai EFL students writing quality. More specifically the model paragraphs are designed to allow students to compare their first drafts of paragraph writing to the provide paragraph model in the revising stage of the writing process. AIMS The aims of the study were as follows: 1. To investigate effects of Noticing Strategy Instruction (NSI) on students writing quality in terms of overall writing quality (rhetorical pattern and organizational pattern), and the linguistic features. 2. To investigate aspects of writing that EFL students notice in revising from the first draft to the second draft. 3. To examine how the NSI help to facilitate students during their revising stage. RESEARCH QUESTIONS The study attempted to answer the following questions. 1. Is the NSI effective in developing Thai EFL students writing quality in terms of rhetorical pattern, organizational pattern, linguistic appropriateness, and sentence complexity? 2. What aspects of language do EFL students notice as they compare their first drafts with a provided model paragraph of each type of paragraph writing? 3. How does the NSI facilitate students in revising from the first drafts to the second drafts among each type of paragraph writing? CONCEPTUAL FRAMEWORK The following figure illustrates paragraph writing instruction with providing feedback through three stages of the NSI. It is designed based on the theory of noticing hypothesis (Schmidt, 1990) and process genre approach (Badger& White, 2000). Noticing Hypothesis Process Genre Approach The Noticing Strategy Instruction (NSI): pre-noticing stage, while-noticing stage, and post-noticing stage Students Paragraph Writing Quality: Rhetorical Pattern, Organizational Pattern, and Linguistic Appropriateness Figure 1. A Conceptual Framework in the Present Study METHODS Participants of the study were 32 undergraduate students enrolled in the Paragraph Writing course. They were 3rd year students who were majoring in Communication Arts and Japanese. The present study was an experimental study with One Single Group Pretest-Posttest design (Campbell& Stanley, 1963). In the experiment, the students were taught to write different genres of paragraph: narration, comparison and contrast, and opinion through the NSI for 6 weeks and 3 periods a week. The students were required to write an expository paragraph as a pretest with at least 200 words about a given topic in the first week of experiment. Then they were taught to write a mentioned three types of paragraph, and they were asked to write first drafts with a minimum length of 200 words about given topics. Next, they were trained through the three stages of the NSI (Barnawi, 2010). In pre-noticing stage, the first stage was intended

24 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 20 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 to explain the objective of the noticing task. In while-noticing stage, it aimed to stimulate the participants to analyze two main aspects of the model paragraph: overall quality (rhetorical and organizational pattern) and linguistic features (linguistic appropriateness and the sentence complexity). In post-noticing stage, it aimed to motivate the students to compare their original first draft and the provided model paragraph. Then the teacher asked the students to correct mistakes in both holistic quality and linguistic features of their original first draft in response to what they noticed as a gap or a difference between the qualities of the provided model paragraph and their original first draft. Finally, the students revised their first draft to second draft. At the end of the course, the students were asked to write the other expository paragraph as a posttest. Figure 2 also presents the NSI stages. The NSI Stages 1) Pre-noticing stage Explaining an objective of the noticing task Giving an Explanation in Detail about all Materials 2) While-noticing stage Giving the Model Paragraph Sheets Analyzing the Holistic Quality of the Model Paragraph Analyzing the Linguistic Features of the Model Paragraph 3) Post-noticing stage Giving the Students Revising Worksheets Analyzing the Holistic Quality of their First Draft Analyzing the Linguistic Features of their First Draft Revise and Rewrite the First Draft to the Second Draft Figure 2. The Three Stages of the Noticing Strategy Instruction. The data were obtained from the scores of the pretest and posttest, the expository paragraphs written by 32 participants. The participants were assigned to write in response to the given topics: (1) How Can you Make the World a Better Place? and (2) How to Improve Your English Grade? as the pretest and posttest respectively. Furthermore, the participants were assigned to write the first drafts of three types of paragraph (a narrative, a comparison and contrast, and an opinion paragraphs). The participants were required to write on the given topics: (1) An Unforgettable Day, Living on Campus VS. Living off Campus, and Is Online Social Networking Good or Bad for Students? for a narrative, a comparison and contrast, and an opinion paragraph respectively. The students then revised their first drafts of all three types and the researcher collected both the students first and second drafts. In data analysis procedures, the data was obtained from the pretest, posttest, and scores of the first drafts, second drafts of three types of paragraph writing. They were calculated for mean scores and standard deviations and compared using the paired t-test. Finally, what students took note, underlined, or commented

25 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 21 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 on the noticing log during the noticing task were interpreted the data and discussed descriptively with plausible explanations in according with the elements of paragraph writing: rhetorical pattern, organizational pattern, linguistic features. RESULTS& DISCUSSION Research question 1: Is the NSI effective in developing Thai EFL students writing quality in terms of rhetorical pattern, organizational pattern, linguistic appropriateness, and sentence complexity? The finding from the comparison of the students pretest and posttest mean scores revealed that there was a significant difference between the overall mean scores at the.01 level (p<.01) as shown in Table 1. Table 1 Comparison of the Overall Mean Scores on Pretest and Posttest Paragraph Writing Inter-rater n M S.D. t p-value Quality Reliability Pre-test ** Post-test * Significant at the.01 level (p<.01) The mean scores of the posttest (M= 9.22) was substantially higher than that of the pretest scores (M= 5.65). The inter-rater reliability of the pretest and posttest scores was at.86 and the posttest score was at.74 showing the high level of inter-rater reliabilities. Then the comparison of mean scores from the first drafts and second drafts of narrative, comparison and contrast and opinion paragraphs written by the students demonstrated the significant differences in the mean scores of the students first drafts and second drafts of all three types at the.01 level (p<.01). Table 2 A Comparison of the Overall Mean Scores on the 1st Drafts and the 2nd Drafts Type of Inter-raler Inter-raler 1st Draft Paragraph n Reliabilitie 2 nd Draft Reliabilitie Writing s s Narrative Comparis on & Contrast Opinion M S.D ** Significant at the.01 level (p<.01) The mean scores of the second drafts of narrative, comparison and contrast and opinion paragraphs (M=7.57, 7.19, and 8.06 respectively) were higher than those of the first drafts (M=6.10, 5.97 and 6.89 respectively). Furthermore, the researcher further analyzed the students pretest and posttest scores to examine whether they improved their writing quality of their paragraphs in terms of rhetorical pattern and organizational pattern as well as the linguistic features, specifically linguistic appropriateness using the scoring rubric adapted from TEEP attributes writing scale (Weigle, 2002, p. 108). The scores of individual students papers were then calculated for the means and standard deviations M S.D t p- value 0.00* * 0.00* * 0.00* *

26 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 22 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 and compared by using paired t-test to determine the significant differences in those three elements of paragraph writing. The results revealed the statistical differences in the mean scores of the pretest and the posttest in all three elements: rhetorical pattern, organizational pattern, and linguistic appropriateness. Table 3 illustrates the students improvement in their paragraph writing from the pretest to the posttest. Table 3 The Improvement in the Writing Quality of Paragraph Writing from the Pretest and Posttest The Elements of Paragraph Writing The rhetorical pattern The organizational pattern The linguistic appropriateness * Significant at the.01 level (p<.01) Pretest As shown in Table 3, there was a significant difference among the mean scores of the rhetorical pattern, the organization pattern, and the linguistic appropriateness at the.01 level (t= , , respectively, p<.01). Next, the complexity in the paragraph was measured by calculating the number of words, sentences, simple sentences, compound sentences, and complex sentences per total number of T-units (Polio, Fleek& Lader, 1998). The paired sample t-test was employed to examine the sentence complexity improvement accordingly. Table 4 The Sentence Complexity in the Pretest and Posttest n M S.D Posttest t M S.D t p- value 0.00* 0.00** 0.00* The Paragraph Complexity Number of Words Simple Sentences Compound Sentences Complex Sentences Total Number of Sentences n M Pretest S.D Posttest t M S.D t p- value 0.00* 0.00** * 0.00* **Significant at the.01 level (p<.01) From Table 4, it was found that there was a significant difference among four mean

27 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 23 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 values of paragraph complexity: number of words, sentences, simple sentences, complex sentences at.01 level (t= , , , respectively, p<.01). However, there was no significant difference between the pretest and posttest in the compound sentences. The Effectiveness of the NSI on the Students Paragraph Writing Quality According to the findings, the results showed the positive effects in the overall students writing quality after they were trained through the three stages of Noticing Strategy Instruction functioned as a writing feedback during the revising process. Similar to the results of overall paragraph writing quality, the positive effects of the NSI on two mains aspect of paragraph writing: holistic quality and linguistic features in the pretest and posttest were found. In regard to the results of the holistic quality improvement, there was a significant increase of mean scores between the pretest and posttest or the expository paragraph and between the first draft and second draft of all three types of writing tasks: narrative paragraph, comparison and contrast paragraph, and opinion paragraph. The findings also showed that on the posttest and the second draft scores, the linguistic appropriateness and sentence complexity (linguistic features) improved after the students were trained through the NSI over the six-week period. This indicated that the NSI functioned as a feedback was found to be beneficial for various aspects of writing (Sa-ngiamwibool s, 2007; Lotfie, 2007; Ketabi, Reza& Soleimani, 2008; Saeidi and Sahebkheir, 2011). The positive results mentioned above section are found when the NSI assisted the students to notice their own writing and helped them to be prepared to review the grammatical mistakes and the overall quality of the paragraph (rhetorical and organizational pattern) based on the particular type of paragraph (expository, narrative, comparison and contrast, and opinion paragraph). During the revising process, the teacher, first of all, explained the importance of the revising stage in the writing process and specified the opportunities for developing their writing quality through the provided model paragraph. Then, the students were motivated to revise their original first draft by comparing with the model paragraph. The students were alerted to look at the overall quality of the model paragraph, and they were motivated to look at the grammar used in each type of the paragraph. The last process of the NSI was that the students revised their original paragraph. Eventually, the noticing strategy instruction seemed to have positive effects on the students writing quality depending on what they noticed (Schmidt, 2010). 11 Research question 2: What aspects of language do EFL students notice as they compare their first drafts with a provided model paragraph of each type of paragraph writing? The researcher categorized what the students underlined, highlighted on model paragraph sheets, and then counted the frequency of aspects students noticed in each category as shown in the following figure. The researcher categorized what the students underlined, highlighted on model paragraph sheets, and then counted the frequency of aspects students noticed in each category as shown in the following figure. Figure 3. Aspects of Language in Paragraph Writing Noticed by EFL students Figure 3. Aspects of Language in Paragraph Writing Noticed by EFL students Figure 3 illustrates that the largest proportion of the students focusing on all three types of paragraphs: narrative, comparison and contrast and opinion was the overall quality (rhetorical pattern and organization at 41%). Followed by linguistics features (18%) The results revealed that there was a tendency of Thai EFL students to notice language aspects while Figure 3 illustrates that the largest proportion of the students focusing on all three types of paragraphs: narrative, comparison and contrast and opinion was the overall quality (rhetorical pattern and organization at 41%). Followed by linguistics features (18%) The results revealed that there was a tendency of Thai EFL students to notice language aspects while comparing their own compositions with the model paragraphs. Furthermore, the frequency of noticing and the students responding through the Noticing Strategy Instruction (NSI) stages indicated that

28 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 24 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 comparing their own compositions with the model paragraphs. Furthermore, the frequency of noticing and the students responding through the Noticing Strategy Instruction (NSI) stages indicated that the NSI was a useful resource for second language (L2) writing class in terms of motivating the students noticing in various aspects: rhetorical pattern, organizational pattern, and the linguistic features. Aspects of Paragraph Writing Noticed by the EFL students According to the descriptive statistics of students noticing, it was shown that the model paragraphs helped them to notice the rhetorical pattern and the organizational more frequently than the linguistic features among three types of paragraph. It can be concluded that the students were aware of the good quality of overall paragraph writing by using their existing knowledge of the paragraph writing structure to identify the topic sentence, the supporting sentences, the concluding sentence, and the logical arrangement of the whole sentences together after comparing with the model paragraphs. Whereas the linguistic features category noticed by the students were varied. In the first two types of paragraph: the narrative paragraph, and the comparison and contrast paragraph, the students were able to identify the sentence structure more frequently than the last type of paragraph (opinion paragraph). Furthermore, in the narrative paragraph, the students can point out the structure of the sentences, prepositional words and phrases more frequently than another category of linguistic features. The students were more aware of using the contrastive transitional signals and transitional word than another category in the comparison and contrast paragraph and the opinion paragraph. On the other hand, the frequency of students noticing on the word choice was less than the mentioned category among three types of paragraph. The findings observed in this study mirror those of the previous studies that have examined the effect of using the model text written by native speakers to draw the students attention (Saeidi & Sahebkheir, 2011; Bagheri & Zare, 2009). According to Saeidi and Sahebkheir (2011), it found that the student noticed the linguistics features or grammatical used in the writing more frequently than its content and discourse. Bagheri and Zare (2009) also indicated that the students focused on the lexical resources and form more frequently than discourse of the text. In accordance with the present results, previous studies have demonstrated that the model text seemed effective in promoting the students noticing in various aspects. Research question 3: How does the NSI facilitate students in revising from the first drafts to the second drafts among each type of paragraph writing? The results from the analysis of students paragraph model worksheets and revising sheets of three types of paragraphs; narrative, comparison and contrast, and opinion demonstrated that the noticing strategies helped the students to notice or to focus on three categories: rhetorical pattern, organizational pattern, and linguistic features of narrative paragraph before revising their original first drafts. They reported the aspects of noticing in each type of paragraph such as the rhetorical pattern of the narrative paragraph and they could make some changes to make their paragraph better. The students also noticed verb tense on the provided model paragraph, so they used correct verb tenses in their second drafts. Furthermore, some of them recognized and corrected the errors in verb forms on their original first draft. Furthermore, they realized that the NSI raised their awareness on the use of adverbial clauses in their paragraphs. The word choice aspects were also noticed by the students, and some of them changed the word choice to suit the context. In brief, the results revealed that after the students noticed aspects of the paragraph through the model paragraph with the same topic as their first drafts, the students found the gaps or the differences between their compositions and the model paragraph. They corrected some mistakes and revised their original first draft to the second draft accordingly. One of the students, for example, revised his topic sentence in the comparison and contrast paragraph to make it more precise as shown in the following excerpts. Original first draft. They have an opportunity to choose between living on campus and living off campus. Both living on campus and living off campus have advantages and disadvantages. The second draft. There are many different advantages and disadvantages between living on campus and living off campus.

29 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 25 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 As illustrated, the student noticed the gap between the provided model paragraph and the original first draft in term of stating the topic sentence clearly, hence, the student rearranged the topic sentence to make it clearer than the original one. How Noticing Strategy Instruction Facilitates the EFL Students The holistic quality was the first aspect of the students writing improvement. The results revealed that the students utilized 60% to notice the holistic quality of the provided model paragraph demonstrated by underlining the topic sentence, circling the supporting sentences, and underlining the concluding sentence respectively. The students demonstrated their being aware of the rhetorical pattern by revising their organization paragraph. Their second drafts showed the positive improvement accordingly. The results were supported by the conclusion of some previous studies that valued the noticing hypothesis. They stated that the rhetorical and organization pattern improved after the students were trained through the noticing process (Lotfie, 2007; Ketabi, Reza & Soleimani, 2008; Barnawi, 2010). Besides, with regard to some previous research findings that found the noticing hypothesis could promote the students written accuracy and complexity (Sa-ngiamwibool s, 2007; Lotfie, 2007; Saeidi & Sahebkheir, 2011). The findings found in this study also supported these results. According to the analyzing results, it was found that the students noticed the accuracy and complexity at 40%. They underlined or circled the grammatical structure that they recognized which including the sentence structures, subject-verb agreements, verb forms, verb tenses, plural forms, connecting words, transition words, or transition signals. Then, the students revised their first draft after getting the feedback. The plausible explanation was that when the students read the provided model paragraph, they had to utilize their acquired grammatical knowledge to underline the grammatical structure and to analyze the gaps between the provided model paragraph and their original first draft. Respectively, the second draft scores were higher than the first draft scores for all three types of paragraph. The overall quality in the posttest scores also showed the improvement after the students were trained by getting the NSI. It could be concluded that the noticing positively affected the students writing accuracy and complexity accordingly. In conclusion, the study suggests that the merging theory and practice of noticing hypothesis was a crucial role in the EFL writing class. Schmidt (1990) pointed out that consciousness of input at the level of noticing help to promote L2 development of students. Brook and Torlakovi (2002) claimed that teaching should include opportunities for learners to focus on form and consciously notice features of the L2 they are learning (p.872). Hence, the use of noticing can promote the students writing quality in various aspects that should have a role in the EFL writing class accordingly. REFRENCES Abbuhi, R. (2011). Using models in writing instruction: A comparison with native and nonnative speakers of English. SAGE Open, 1(3), Badger, R. & White, G. (2000). A process genre approach to teaching writing. ELT Journal. 54/2. Bagheri, M. & Zare, M. (2009). The role of using IELTS model essays in improving learners writing and their awareness of writing features. JELS, 1 (1), Barnawi, O. Z. (2010). Promoting noticing through collaborative feedback tasks in EFL College writing classroom. International Journal of Teaching and Learning in Higher Education, 22 (2), Brook, A., & Torlakovic, E. (2002). The Role of Consciousness in Second Language Acquisition. Proceedings of the Twenty-Fourth Annual Conference of the Cognitive Science Society. Retrieved April 23, 2013, from server.carleton.ca/~abrook/papers/2002-roleconsc- CSS2002.pdf Campbell, D.T. & Stanley, J.C. (1963). Experimental and Quasi-Experimental Design for research. Chicago: Rand Mcnally. Chen, R.T. (2006). Understanding of and strategy for effective writing education for high school students. Educator s Monthly, 473, Chinnawongs, S. (2002). In search of an optimal writing feedback strategy. PASAA, 31, Ferris, D.R. (2012). Writing Instruction. Pedagogy and practice in second language teaching. New York: Cambridge University Press. Ferris, D.R. (2004). The Grammar correction debate in L2 writing: where are we, and where do, we go from here? (and what do we do in the meantime...?). Journal of Second

30 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 26 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 Language Writing, 13, Hanaoka, O. (2007). Output, noticing, and learning: An investigation into the role of spontaneous attention to form in a four-stage writing task. Language Teaching Research. 11(4), Harmer, J. (2004). How to teach writing. London : Longman. Hyland, K. (2003). Second language writing. New York: Cambridge University Press. Ketabi, S., Reza, M., & Soleimani, H. (2008). The Noticing Function of Output in Acquisition of Rhetorical Structure of Contrast Paragraphs of Iranian EFL University Students. Linguistik- Online, 34. Retrieved May 12, 2013, from Langan, J. (2005). College writing skills. Atlantic Cape Community College: McGraw Hill. Lotfie, M. M. (2007). Noticing and grammatical accuracy in ESL learners writing. Indonesian Journal of English Language Teaching 3 (2), Mahta Khaksari & Riza Pasha Maghimicadeh. (2011, January June). Grammatical Difficulty and Its Effect on Written Production of Language Learners. UMT POLY JOURNAL. 8, Myles, J. (2002). Second language writing and research: The writing process and error analysis in student texts. TESL-EJ. 6 (2). Polio, C., Fleck, C., & Leder, N. (1998). If only I had more time. ESL learners changes in linguistic accuracy on essay revisions. Journal of Second Language Writing, 7 (1), Qi, D. S. & Lapkin S., (2001). Exploring the role of noticing in a three-stage second language writing task. Journal of Second Language Writing, 10, Rast, R. (2008). Foreign Language Input: Initial Processing. United Kingdom: Cromwell Press limited. Russell, V. ( 2014). A closer look at the output hypothesis: The effect of pushed output on noticing and inductive learning of the Spanish future tense. Foreign Language Annals, 47 (1), Rutherford, W., & Sharwood-Smith, M. (1985).Consciousness-raising and universal grammar. Applied Linguistics 6, Saeidi, M., & Sahebkheir, F. (2011). The effect of model essays on accuracy a n d c o m p l e x i t y o f EFL learners writing performance. Middle-East Journal of Scientific Research, 10 (1), Schmidt, R.W. (1990). The role of consciousness in second language learning. Journal of Applied Linguistics, 11, Schmidt, R.W. (2010).Attention, awareness, and individual differences in language learning, National University of Singapore, Centre for Language Studies, Singapore. Sa-ngiamwibool, A. (2007). Enhancing structure and written expression among EFL Thai students through consciousness-raising instructions. Journal of NELTA 12 (1&2): Truscott, J. (1996). The case against grammar correction in L2 writing classes. Language Learning, 46 (2), Retrieved May 12, 2013, from Tuppoom, J. (2005). The effect of noticing linguistic features and discourse on Thai EFL learners revision of academic essays, Suranaree University of Technology, Thailand. Weigle, S. C. (2002). Assessing Writing. New York: Cambridge University Press. Yule, G. (2006). The Study of Language. New York: Cambridge University Press.

31 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 27 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ล กษณะทางจ ตและสถานการณ ทางการเร ยน ท เก ยวข องก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา มหาว ทยาล ยภาคร ฐ ในกร งเทพมหานครและปร มณฑล พรรณ ทรงศ ร ; ส าน กงานเขตคลองเตย กร งเทพมหานคร 10110, [email protected], โทร อ งศ น นท อ นทรก าแหง; มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ กร งเทพมหานคร 10110, [email protected],โทร บทค ดย อ การว จ ยเช งความส มพ นธ น ม ว ตถ ประสงค เพ อ 1) เปร ยบเท ยบการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ระหว างน กศ กษาระด บบ ณฑ ต ศ กษาท ม ล กษณะทางช วส งคมต างก น 2) ศ กษาความส มพ นธ ระหว างล กษณะทางจ ตและสถานการณ ทางการเร ยนก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน 3) ศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะทางจ ต และสถานการณ ทางการเร ยนท ส งผลต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา และ 4) ค นหาป จจ ยท ส าค ญและอ านาจการท านายการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บ บ ณฑ ตศ กษาท งในด านรวมและ 2 ด านย อย ท ม ล กษณะทางช วส งคมต างก น ซ งได จากการส มแบบสองข นตอน จ านวน 408 คน มาจากมหาว ทยาล ยกล ม ค1 สถาบ นท เน นระด บบ ณฑ ตศ กษา จ านวน 195 คน และมหาว ทยาล ยกล ม ง สถาบ นท เน นการว จ ยข นส ง และผล ตบ ณฑ ตระด บบ ณฑ ตศ กษาโดยเฉพาะระด บปร ญญาเอกจ านวน 213 คน เก บข อม ลด วยแบบว ดประเภทมาตรประเม นรวมค า 6 ระด บ จ านวน 9 แบบว ด แบบว ดม ค าความเช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟาอย ระหว าง.72 ถ ง.90 ว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต พรรณนา สถ ต ทดสอบท (Independent t test) การว เคราะห ความแปรปรวนแบบทางเด ยว การว เคราะห ความแปรปรวนแบบ 2 ทาง และ การว เคราะห ถดถอยพห ค ณแบบเป นข น ผลการว จ ยพบว า 1) น กศ กษาท ม เพศ อาย ระด บปร ญญาท ก าล งศ กษา กล มมหาว ทยาล ย ต างก นม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก น และน กศ กษากล มสาขาว ชาต างก นม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ไม แตกต างก น 2) ล กษณะทางจ ต ได แก ล กษณะม งอนาคตควบค มตน แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ความค ดสร างสรรค เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ย เป นฐาน และการร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน สถานการณ ทางการเร ยน ได แก การจ ดการเร ยนร แบบ ว จ ยเป นฐานของอาจารย ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย ส มพ นธภาพก บเพ อน ม ความส มพ นธ ทางบวก ก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน โดยต วแปรท ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานมากท ส ด ค อ การร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน รองลงมาค อ แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ และล กษณะม งอนาคตควบค มตน 3) ไม พบปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะม งอนาคตควบค มตนและส มพ นธภาพก บเพ อน ท ม ผลต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานท งในด านรวม และด านย อย 2 ด าน (ได แก ผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการเร ยนร และผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยในการเร ยนร ) แต พบว าการเร ยนร แบบ ว จ ยเป นฐานท งในด านรวมและด านย อย 2 ด าน แปรปรวนไปตามต วแปรอ สระท ละต วแปรอย างเด นช ด 4) ไม พบปฏ ส มพ นธ ระหว าง แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ และความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย ท ม ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานท งในด านรวม และด านย อย 2 ด าน (ได แก ผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการเร ยนร และผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยในการเร ยนร ) แต พบว าการเร ยนร แบบ ว จ ยเป นฐานท งในด านรวมและด านย อย 2 ด าน แปรปรวนไปตามต วแปรอ สระท ละต วแปรอย างเด นช ด 5) ต วท านายร วม 8 ต วแปร สามารถท านายการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวม ด านผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการเร ยนร และด านผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยใน การเร ยนร ได 57.7%, 33.6% และ 54.0% ตามล าด บในกล มรวม โดยต วท านายส าค ญ ค อ การร บร ความสามารถของตนในการเร ยน ร แบบว จ ยเป นฐาน ล กษณะม งอนาคตควบค มตน และแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ คำาสำาค ญ: ล กษณะทางจ ต, สถานการณ ทางการเร ยน,การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน,น กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา, มหาว ทยาล ยภาคร ฐ PSYCHOLOGICAL CHARACTERISTICS AND LEARNING SITUATIONS RELATED TO RESEARCH BASED LEARNING OF THE GRADUATE STUDENTS PUBLIC UNIVERSITIES IN BANGKOK AND ITS VICINITY. Pannee Songsiri; Klongtoei district Bangkok Metropolitan 10110, [email protected], Tel Ungsinun Intarakamhang; Srinakarinwirot University Bangkok 10110, Thailand, [email protected],tel Abstract The purposes of this comparative correlational research were to: 1) compare the

32 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 28 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 responsible Research Based Learning with different demographic factors; 2) study the interaction effects of Psychological Characteristics and Learning Situations on Research Based Learning of students public universities in Bangkok and its vicinity 3) study the interaction effect between psychological traits and friends relationship related to students Research Based Learning, and 4) identify the predictors of graduate students at public universities in Bangkok and its vicinity moderation Research Based Learning. The samples were 408 graduate students at public universities in Bangkok from two-stage random sampling techniques, consisting of 195 students from the university of graduate education and 213 students from the university of advanced research. This research consisted of 9 instruments, which were in the form of summated rating scales. The reliability with alpha coefficients was between The data were analyzed by using descriptive statistic, independent sample t-test, One-Way Analysis of Variance, Two-Way Analysis of Variance, and Stepwise Multiple Regression Analysis. The results found that: 1) there was significant difference in students at public universities in Bangkok and its vicinity that had different Bio social factors, excluding study major 2) psychological traits and friends relationship were positively correlated to Research Based Learning of students at public universities in Bangkok and its vicinity 3) there were not any interaction effects between psychological traits and friends relationship influencing on total Research Based Learning, learning by using results of research, and learning by using process of research. But the total Research Based Learning, learning by using results of research, and learning by using process of research were found to vary according to each, psychological traits and friends relationship. 4) there were not the interaction effect between achievement motive and readiness of learning resource in, university, influencing on total Research Based Learning, learning by using results of research, and learning by using process of research. But the total Research Based Learning, learning by using results of research, and learning by using process of research were found to vary according to each, achievement motive and readiness of learning resource in university. 5) eight variables altogether predicted total Research Based Learning, learning by using results of research, and learning by using process of research with 57.7%, 33.6% and 54.0% respectively in all of students. The important predictors were the Self Efficacy in Research Based Learning, psychological traits, and achievement motive. Keywords: psychological characteristics, learning situations, research based learning, graduate students, public universities คำาขอบค ณ งานว จ ยน ได ร บท นสน บสน นการว จ ยจากบ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ บทน ำ ตามท ร ฐบาลได ตระหน กถ งความส าค ญด านการว จ ยและพ ฒนา และประโยชน ท จะเก ดข นก บประชาชน จ งม โนบายเร งด วน ให ส าน กงานคณะกรรมการการอ ดมศ กษา เร งพ ฒนามหาว ทยาล ยว จ ยของประเทศส ระด บนานาชาต ม การผล ตผลงานทางด านการ ว จ ยและการพ ฒนาท ตอบสนองต อความต องการของภาคเศรษฐก จ ภาคส งคม และภาคอ นๆ อย างเป นร ปธรรม รวมท งม การเพ ม บ คลากรทางการว จ ยท งในเช งปร มาณและเช งค ณภาพให ก บประเทศ ความส าเร จของการด าเน นงานพ ฒนามหาว ทยาล ยว จ ยแห ง ชาต ในคร งน จะส งผลให ประเทศไทยม ผลงานว จ ยท นอกจากจะช วยสน บสน นการพ ฒนาอ ตสาหกรรม การพ ฒนาข ดความสามารถ ในการแข งข นของประเทศแล วย งม ส วนช วยสร างรายได ให ก บ ช มชน ท องถ น และประชาชนในระด บรากหญ าให ได ร บประโยชน จาก งานว จ ยของมหาว ทยาล ยมากข น รวมท งช วยเสร มสร างความเข าใจ ให ประชาชนได ตระหน กถ งความส าค ญและให การสน บสน นงาน ว จ ยและพ ฒนา เพ อเป นรากฐานท ส าค ญของการพ ฒนาประเทศส บต อไป (ช ยว ฒ บรรณว ฒน, 2552) ซ งสอดคล องก บ กรอบแผน อ ดมศ กษาระยะยาว 15 ป ฉบ บท 2 (พ.ศ ) ท ม เป าหมายเพ อยกระด บค ณภาพอ ดมศ กษาเพ อผล ตและพ ฒนา บ คลากร ท ม ค ณภาพส ตลาดแรงงาน และพ ฒนาศ กยภาพอ ดมศ กษาในการสร างความร และนว ตกรรมเพ อเพ มข ดความสามารถในการแข งข น ของประเทศในโลกาภ ว ฒน อ กท งในป พ.ศ ย งเป นป แห งค ณภาพการอ ดมศ กษาไทย และเป นป แห งการเร มต นของการปฏ ร ป การศ กษารอบสอง ร ฐบาลม งเน นให คนไทยได เร ยนร ตลอดช ว ตอย างม ค ณภาพ ม ระบบการเร ยนร ท เอ ออ านวยให ผ เร ยนสามารถเร ยนร ด วยตนเองอย างต อเน อง ม น ส ยใฝ เร ยนร ม ความสามารถค ด ว เคราะห แก ป ญหา และม ค ณธรรมน าความร (ส าน กงานเลขาธ การสภา การศ กษา, 2552) โดยท กระบวนการว จ ยเป นกระบวนการทางว ทยาศาสตร ท ใช ในการแสวงหาความร เพ อให ได ข อม ลความร ท เช อถ อได การให ผ เร ยนได ใช กระบวนการว จ ยในการศ กษาหาความร ต างๆ จะช วยให ผ เร ยนม เคร องม อในการเร ยนร ตลอดช ว ต โดยเฉพาะอย าง ย งการให ผ เร ยนได ร บประสบการณ ตรงในการใช กระบวนการว จ ย จะช วยให ผ เร ยนเก ดการเร ยนร ท ล กซ งและม ความหมายต อตนเอง การว จ ยเป นกระบวนการท ด ส าหร บการสร างบ คลากรท ม ค ณภาพส งท สามารถค ดเป น ท าเป น แก ป ญหาเป นและม ว ส ยท ศน แนวค ด เก ยวก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน (Research - Based Learning) ม พ นฐานส มพ นธ อย ก บกล มทฤษฎ การสร างความร ด วยตนเอง เน นว าการเร ยนร เป นกระบวนการท เก ดข นภายในต วบ คคล บ คคลเป นผ สร างความร จากการส มพ นธ ส งท พบเห นก บความร ความเข าใจ

33 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 29 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ท ม อย เด ม หร อท เพ ยเจต ใช ค าว า เป นกระบวนการปร บความเหมาะสมระหว างความร เด มก บส งแวดล อมใหม ท ค อยๆ ปะต ดปะต อเป น โครงสร างทางป ญญาของคนเรา (อมรว ชช นาครทรรพ, 2547, น. 38) แนวค ดการใช การว จ ยเป นส วนหน งของกระบวนการเร ยนร ม มา นานแล ว ไม ใช เร องใหม ม มาต งแต ย คสม ยของ เพลโต และ โซเครต ส (Plato and Socrates) ท กล าวถ งการว จ ยเป นว ธ การหาความร ใหม ๆ ความค ดใหม ๆ หร อข อม ลใหม ๆ (อ าร ง จ นทวาน ช, 2548) ซ งการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานเป นร ปแบบหน งในการเร ยนร ท เน น ผ เร ยนเป นส าค ญ ซ งโรเจอร (Rogers, 1969) ค อผ ค ดค น จากการประมวลเอกสารผ ว จ ยสร ปได ว า การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน หมายถ ง การท น กศ กษาม พฤต กรรมเพ อพ ฒนาความ ค ดและความสามารถของตน ด วยการด าเน นการค นหาค าตอบหร อข อความร ใหม ท เช อถ อได ใช ประสบการณ และส งแวดล อมเป นองค ประกอบในการเร ยนร สามารถสร างกระบวนการเร ยนร ด วยตนเองได โดยอาศ ยพ นฐานของกระบวนการทางการว จ ย ผ ว จ ยสนใจศ กษา การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา การเร ยนร ในระด บบ ณฑ ตศ กษาเป นการจ ดการศ กษาในระด บท ส งกว าปร ญญา ตร โดยส วนใหญ เป นการศ กษาของสถาบ นการศ กษาในกล ม ค และ กล ม ง ท ม งส งเสร มให ผ เร ยนได พ ฒนาความร ความสามารถในสาขา ว ชาต างๆ ในระด บส ง โดยเฉพาะการประย กต ทฤษฎ ไปส การปฏ บ ต การร เร มพ ฒนาท งทางว ชาการและว ชาช พ การศ กษาในระด บส ง กว าปร ญญาตร ม งส งเสร มให ผ เร ยนได พ ฒนาความร และท กษะในสาขาว ชาการเฉพาะทางให ม ความช านาญมากข น เน นความเป นเล ศ ทางว ชาการโดยเฉพาะการว จ ย การพ ฒนาองค ความร และเทคโนโลย (ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต, 2544: น ) ซ งผ เร ยนในย คปฏ ร ปการศ กษาควรม ท กษะกระบวนการเร ยนร ท เป นระบบและย งย น และสามารถน าเอากระบวนการว จ ยไปพ ฒนาการ เร ยนร ของตนเอง เช น น าไปสร างโครงงาน ตรวจสอบความร ของตนเอง แสวงหาความร ใหม ๆ น าความร ท ได ไปประย กต ใช ในช ว ตประจ า ว น เป นต น (พ ชญ ส น ชมพ ค า, 2544) ด งน น ผ ว จ ยจ งสนใจศ กษากล มต วอย างท เป นน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาท ผ เร ยนน ากระบวนการ ว จ ยมาเป นว ธ การแสวงหาความร จนกระท งสามารถน าไปใช ในการค นคว าหาความร ท ม อย รอบต วและเก ดข นได ตลอดเวลา หร อเร ยก ว าเป นการศ กษาตลอดช ว ต ม ท กษะและกระบวนการในการค ด การว เคราะห และการแก ป ญหา ม ความใฝ ร และสามารถประย กต ใช ความร ได อย างถ กต องเหมาะสม สามารถพ ฒนาตนเองได อย างต อเน องเต มตามศ กยภาพ โดยม ต วแปรในการแบ งกล มต วอย างได แก เพศ อาย ระด บปร ญญา ได แก ปร ญญาโท และปร ญญาเอก สาขาว ชา ได แก กล มสาขาว ชามน ษยศาสตร และส งคมศาสตร และกล ม สาขาว ชาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย และล กษณะมหาว ทยาล ย ได แก ค 1 เน นระด บบ ณฑ ตศ กษา และ ง สถาบ นท เน นการว จ ยข น ส งและผล ตบ ณฑ ตระด บบ ณฑ ตศ กษา โดยเฉพาะระด บปร ญญาเอก ซ งการศ กษาสาเหต พฤต กรรมมน ษย สามารถศ กษาได จากสาเหต 2 ประการใหญ ๆ ค อ สาเหต ภายนอกต วมน ษย เช น สภาพแวดล อมทางส งคมว ฒนธรรม สภาพภ ม ประเทศ เป นต น และสาเหต ภายใน ต วมน ษย เช น ล กษณะทางจ ตใจของมน ษย เช นเด ยวก บท อ ลบาเนส (ส ร ล กษณ ตร ยตร งตร ค ณ, 2550: น ; อ างอ งจาก Albanese, 1981: p. 204) ได กล าวไว ว า การท บ คคลจะแสดงพฤต กรรม มาจากการม ปฏ ส มพ นธ ก นขององค ประกอบ 2 อย างค อ ล กษณะส วนบ คคล หร อป จจ ยภายใน ก บสภาพแวดล อมหร อป จจ ยภายนอก โดยท ล กษณะส วนบ คคลก บสภาพแวดล อม จะส งผลต อพฤต กรรมของบ คคล และทฤษฎ ของแบนด ร า (Bandura, 1986) ก ได อธ บายสาเหต ของการเก ดพฤต กรรมของบ คคลว าเก ดจากป จจ ยหล ก 2 ป จจ ย ค อป จจ ย ทางจ ตและป จจ ยทางส งคม ซ งการเร ยนร น นเก ดข นได จากการใช ประสบการณ และส งแวดล อมเป นองค ประกอบในการเร ยนร น นเอง ในการศ กษาคร งน ผ ว จ ยจ งม ความสนใจท จะศ กษาล กษณะทางจ ตและสถานการณ ทางการเร ยนท เก ยวข องก บการเร ยน ร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา อย างไรก ตามย งไม พบว าม การว จ ยท ศ กษาเก ยวก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน โดยตรง ผ ว จ ยจ งได ศ กษาผลงานว จ ยท เก ยวข องก บการเร ยนร ท ใกล เค ยงก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน สามารถจ ดกล มป จจ ยท เก ยวข องก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานออกเป น 2 กล ม ได แก กล มป จจ ยล กษณะทางจ ตและกล มป จจ ยสถานการณ ทางการเร ยน จากการศ กษาเอกสารและงานว จ ยท ผ านมา ผ ว จ ยจ ดกล มป จจ ยล กษณะทางจ ตท เก ยวข องก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ประกอบ ด วย ล กษณะม งอนาคตควบค มตน เป นความสามารถในการเห นการณ ไกล เล งเห นส งท จะเก ดก บตนเองในอนาคต และเห นความส าค ญ ของส งท จะเก ดข นในอนาคต (ดวงเด อน พ นธ มนาว น; และคนอ นๆ. 2536: 38) ล กษณะม งอนาคตจะเป นส วนต นของปรากฏการณ และการควบค มตนจะเป นส วนปลายและเก ดควบค ก น ค อ ล กษณะม งอนาคตในบางเร องเก ดน ามาก อน แล วบ คคลต องใช การควบค ม ตนเอง เพ อให สามารถด าเน นการไปตามท ได วางเป าหมายเอาไว น นจนประสบความส าเร จในเวลาท ก าหนดไว ด วย ล กษณะม งอนาคต ควบค มตน ม ความส าค ญต อพฤต กรรม ท งท เป นพฤต กรรมท พ งปรารถนาและไม พ งปรารถนา (ก ตต ร ตน ช ยร ตน. 2547: 43) ในส วน ของแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ เป นล กษณะทางจ ตว ทยาท ม ความส าค ญ และม อ ทธ พลส งผลต อพฤต กรรมของน กศ กษา เป นองค ประกอบส าค ญ ท ส งเสร มให การแสดงออกของน กศ กษาด าเน นไปอย างม ประส ทธ ผล ไม ว าจะเป นก จกรรมด านการท างานหร อการศ กษา ท งน เพราะ แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ส งผลท าให เก ดผลการแข งข น ม งท างานด วยความหว งผลส าเร จ ม ความกล าเส ยง ร จ กร บผ ดชอบไม ย อท อต องาน หน ก ม ความมานะบากบ นรวมท งม จ ตใจจดจ ออย ก บงานท ท า (Whittaker. 1965: 170) ความค ดสร างสรรค เป นความสามารถท จะค ด ได หลายท ศทาง หร อเป นความค ดแบบ อเนกน ย ความค ดสร างสรรค ประกอบด วย ความคล องในการค ด ความค ดย ดหย น ความค ด ท เป นของตนเองโดยเฉพาะ (Guilford. 1959: 389,470; อ างถ งใน ส ร ล กษณ ตร ยตร งตร ค ณ. 2550) ซ ง ว รวรรณ ส ก น (2551: 59) ได สร ปไว ว า ความค ดสร างสรรค ถ อเป นต วแปรจ ตล กษณะท ส าค ญของบ คคลท ท าให บ คคลมองเห นส งต างๆ แตกต างก น ส วน เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ผ ว จ ยสร ปได ว า เป นความร เก ยวก บประโยชน และโทษ ความร ส กชอบหร อไม ชอบของน กศ กษาต อ การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน และความพร อมท จะกระท าพฤต กรรมให สอดคล องก บความร ส กของตน และการร บร ความสามารถของ ตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานสร ปได ว า เป นความเช อของน กศ กษาเก ยวก บตนเองว าม ความสามารถในการเร ยนร แบบว จ ยเป น ฐาน ม นใจท จะใช ความสามารถของตนท าพฤต กรรมให เป นไปตามความคาดหว งของตนเองได และกล มป จจ ยสถานการณ ทางการ เร ยน ประกอบด วย การจ ดการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของอาจารย ซ งสร ปได ว า เป นการร บร และการตอบสนองของน กศ กษาต อ พฤต กรรมการสอนของอาจารย ผ สอน ว าม การจ ดการเร ยนร ท ใช กระบวนการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน โดยจ ดก จกรรมในช นเร ยนตาม กระบวนการว จ ยเพ อให เก ดการเร ยนร ส วนความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ยน น สถาบ นอ ดมศ กษาควรเป น

34 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 30 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 แหล งว ทยาการและส งเสร มความก าวหน าทางว ชาการอย างไม จ าก ด ม ความพร อมและม ความสามารถในอ นท จะค ดค นแสวงหาและ บ กเบ กความร ใหม ซ งการจ ดการบร การของมหาว ทยาล ยน นต องค าน งถ งความต องการของผ เร ยน (พสชน น น รม ตรไชยนนท. 2549: 50) และส มพ นธภาพก บเพ อนซ งสร ปได ว า เป นพฤต กรรมท น กศ กษาและเพ อนปฏ บ ต ต อก นในการช วยเหล อพ งพาซ งก นและก น การแลกเปล ยนความค ดเห นก น การกระท าก จกรรมต างๆ ร วมก นในกล มเพ อนเพ อให เก ดความส าเร จในการใช การว จ ยเป นฐานการเร ยนร ผ ว จ ยสนใจศ กษาการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา เพ อศ กษาถ งการน ากระบวนการว จ ยมาใช ในการเร ยนร ในช ว ตประจ าว น ซ งนอกจาก กระบวนการว จ ยจะช วยให ผ เร ยนสามารถเร ยนร ด วยตนเองแล ว ย งจะช วยเพ มบ คลากร ท ม ค ณภาพด านการว จ ย ช วยเพ มข ดความสามารถในการแข งข นของประเทศด วย งานว จ ยน จะศ กษาการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ภายนอกห องเร ยน ท ย งคงย ดหล กของการแสวงหาความร ตามว ถ ของการเร ยนร อย างไม เป นทางการและตามอ ธยาศ ย ของน กศ กษา ระด บบ ณฑ ตศ กษา โดยประย กต มาจากแนวทางการใช การว จ ยในการเร ยนการสอนตามท ท ศนา แขมมณ (2548) ได เสนอไว ค อแนวทางท 2 และ 4 ด านบทบาทของ ผ เร ยนในการใช ผลการว จ ย และกระบวนการว จ ยในการเร ยนร ว ตถ ประสงค 1. เพ อเปร ยบเท ยบการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ระหว างน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาท ม ล กษณะทางช วส งคมต างก น 2. เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างล กษณะทางจ ตและสถานการณ ทางการเร ยนก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน 3. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะม งอนาคตควบค มตน และส มพ นธภาพก บเพ อนท ส งผลต อการเร ยนร แบบว จ ย เป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา 4. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ และการร บร ถ งความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ใน มหาว ทยาล ยท ส งผลต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา 5. เพ อค นหาป จจ ยท ส าค ญและอ านาจการท านายการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาท งในด าน รวมและ 2 ด านย อย ท ม ล กษณะทางช วส งคมต างก น สมมต ฐานการว จ ย 1. น กศ กษาท ม ล กษณะทางช วส งคมแตกต างก น จะม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก น 2. กล มต วแปรล กษณะทางจ ต 5 ต วแปร (ได แก ล กษณะม งอนาคตควบค มตน แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ความค ดสร างสรรค เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน และการร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน) และกล มต วแปรสถานการณ ทางการ เร ยน 3 ต วแปร (ได แก การจ ดการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของอาจารย ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย และส มพ นธภาพก บเพ อน) ม ความส มพ นธ ทางบวกก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน 3. น กศ กษาท ม ล กษณะม งอนาคตควบค มตนส ง และม ส มพ นธภาพก บเพ อนส งจะม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวม และ 2 ด านย อย ส งกว าน กศ กษาท ม ล กษณะอ น 4. น กศ กษาท ม แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ส ง และม การร บร ถ งความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ยส ง จะม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวมและ 2 ด านย อย ส งกว าน กศ กษาท ม ล กษณะอ น 5. กล มต วแปรล กษณะทางจ ต 5 ต วแปร (ได แก ล กษณะม งอนาคตควบค มตน แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ความค ดสร างสรรค เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน และการร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน) และกล มต วแปร สถานการณ ทางการเร ยน 3 ต วแปร (ได แก การจ ดการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของอาจารย ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยน ร ในมหาว ทยาล ย และส มพ นธภาพก บเพ อน) สามารถร วมก นท านายการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาใน ด านรวมและ 2 ด านย อย และสามารถท านายได มากกว าป จจ ยกล มใดกล มหน งเพ ยงกล มเด ยวอย างน อย 5% กรอบแนวค ดการว จ ย ในการศ กษาคร งน ผ ว จ ยได แบ งกล มป จจ ยท เก ยวข องก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานออกเป น 2กล ม ได แก ป จจ ยล กษณะ ทางจ ต และสถานการณ ทางการเร ยน ซ งม ความสอดคล องก บแนวค ดของป จจ ยท เป นสาเหต ของพฤต กรรมทางจ ตว ทยาส งคมท ได อธ บายถ งล กษณะของพฤต กรรมมน ษย โดยแบ งเป นพฤต กรรมภายนอก และพฤต กรรมภายใน สอดคล องก บอ ลบาเนส (ส ร ล กษณ ตร ยตร งตร ค ณ, 2550, น ; อ างอ งจาก Albanese, 1981, p. 204) ได กล าวว า การท บ คคลจะแสดงพฤต กรรม มาจากการม ปฏ ส มพ นธ ก นขององค ประกอบ 2 อย างค อ ล กษณะส วนบ คคลหร อป จจ ยภายใน ก บสภาพแวดล อมหร อป จจ ยภายนอก โดยท ล กษณะ ส วนบ คคลก บสภาพแวดล อม จะส งผลต อพฤต กรรมของบ คคล ด งแสดงในภาพประกอบ

35 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 31 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ล กษณะทางจ ต - ล กษณะม งอนาคตควบค มตน - แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ - ความค ดสร างสรรค - เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน - การร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน สถานการณ ทางการเร ยน - การจ ดการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของอาจารย - ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย - ส มพ นธภาพก บเพ อน การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน 2 ด าน ได แก - ผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการ เร ยนร - ผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยใน การเร ยนร ล กษณะทางช วส งคม - เพศ - อาย - ระด บปร ญญา - สาขาว ชา - ล กษณะมหาว ทยาล ย ว ธ ว จ ย ประชากรท ใช ในการว จ ย ได แก น กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2555 ท ก าล งศ กษามหาว ทยาล ย เด มของภาคร ฐในกร งเทพมหานคร เฉพาะมหาว ทยาล ยกล ม ค1 และมหาว ทยาล ยกล ม ง จ านวน 13,019 คน (ส าน กงานคณะกรรมการ การอ ดมศ กษา, 2555, ออนไลน ) กล มต วอย างท ใช ในการว จ ย ได มาจากการส มแบบหลายข นตอน (Multi Stage Random Sampling) ในระด บมหาว ทยาล ย ระด บกล มสาขาว ชา และระด บคณะ ซ งก าหนดขนาดกล มต วอย างโดยใช ส ตรยามาเน (Yamane, 1967, p. 886 อ างถ งใน องอาจ น ยพ ฒน, 2548, น ) ก าหนดค าความคลาดเคล อนของกล มต วอย าง ร อยละ 5 (รวม 13,019 คน) ค ดเป นจ านวนกล มต วอย างอย างต าเท าก บ 388 คน และในการว จ ยคร งน ได ศ กษากล มต วอย างจ านวน 408 คน เคร องม อท ใช ในการว จ ยแบ งออกเป น แบบสอบถามล กษณะทางช วส งคม 1 ฉบ บ และแบบว ดการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน แบบว ดล กษณะทางจ ตและแบบว ดสถานการณ ทางการเร ยนท เก ยวข องก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน 9 ฉบ บ จ านวน 112 ข อ ได แก แบบว ดการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน แบบว ดล กษณะม งอนาคตควบค มตน แบบว ดแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ แบบว ดความค ดสร างสรรค แบบ ว ดเจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน แบบว ดการร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน แบบว ดการจ ดการ เร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของอาจารย แบบว ดความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย และแบบว ดส มพ นธภาพก บ เพ อน ม ค าอ านาจจ าแนกรายข อ (Item total correlation)อย ระหว าง และม ค าความเช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟ า เท าก บ.78,.72,.83,.88,.84,.85,.85,.90 และ.84 ตามล าด บ สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ว เคราะห ล กษณะท วไปของข อม ลส วนบ คคลและต วแปรท ศ กษาด วยสถ ต พ นฐาน ได แก ค าเฉล ย (Mean) ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)และสถ ต ท ใช ในการว เคราะห เพ อทดสอบสมมต ฐานการว จ ย ได แก การว เคราะห ค าเฉล ย t-test การว เคราะห ความแปรปรวนแบบทางเด ยว (one way ANOVA) การว เคราะห ส มประส ทธ สหส มพ นธ ของเพ ยร ส น (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) การว เคราะห ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two - way ANOVA) เม อพบปฏ ส มพ นธ ระหว างต วแปรอ สระ 2 ต วอย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.05 จะเปร ยบเท ยบความแตก ต างของค าเฉล ยรายค ด วยว ธ การเชฟเฟ (Scheffe ) และการว เคราะห ถดถอยพห ค ณแบบเป นข น (Stepwise Multiple Regression Analysis) โดยใช เกณฑ ความแตกต างร อยละ 5 ผลการว จ ยและอภ ปรายผล 1. เพ อเปร ยบเท ยบการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ระหว างน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาท ม ล กษณะทางช วส งคมต างก นพบ ว า น กศ กษาม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก นระหว างกล มน กศ กษาท ม ล กษณะทางช วส งคมแตกต างก นเก อบท กกล ม ยกเว น น กศ กษาในกล มสาขาว ชามน ษยศาสตร และส งคมศาสตร และกล มสาขาว ชาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ไม แตกต างก น จากการว เคราะห ความแตกต างของการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน จ าแนกตามเพศของน กศ กษา พบว า น กศ กษาในกล ม เพศชาย และเพศหญ งม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก น อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.01 เน องมาจาก ผ เร ยนเป นองค ประกอบท ส าค ญท ส ดของการเร ยนร การท ผ เร ยนแต ละคนสามารถเร ยนร ได มากน อยเพ ยงใด ย อมข นอย ก บความแตกต างระหว างบ คคล

36 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 32 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ในด านต างๆ ของผ เร ยน เช น ความแตกต างระหว างว ย ความแตกต างระหว างเพศ ความแตกต างทางด านสต ป ญญาและความสามารถ ตลอดจนความแตกต างของความสนใจ (วรรณ ล มอ กษร อ างอ งจาก Lindgren. 1976: 6-7) สอดคล องก บงานว จ ยของ พ ชร มะแสงสม (2544) ศ กษาป จจ ยบางประการท ส มพ นธ ก บความพร อมในการเร ยนร ด วยตนเอง กล มต วอย างเป นน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 3 ป การ ศ กษา 2543 ของโรงเร ยนส งก ดคณะกรรมการการศ กษาเอกชน จ งหว ดกร งเทพมหานคร จ านวน 489 คน ผลการศ กษาพบว า ป จจ ย ทางด านเพศส งผลต อความพร อมในการเร ยนร ด วยตนเองอย างม น ยส าค ญท ระด บ.05 เม อว เคราะห ความแปรปรวนของการเร ยนร แบบ ว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา จ าแนกตามกล มอาย พบว า น กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาในแต ละกล มอาย ม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก น อย างม น ยส าค ญท ระด บ.05 และจากการเปร ยบเท ยบรายค พบว า น กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาในกล ม อาย ป และน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาในกล มอาย 41 ป ข นไป ม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานส งกว า น กศ กษาในกล มอาย ป อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.01 เน องมาจาก ว ยผ ใหญ เป นว ยท ม พ ฒนาการเต มข นแล ว สามารถสนองตอบต อเหต การณ และต อภาวะแวดล อมได อย างถ กต อง โดยอาศ ยสต ป ญญา การเร ยนร และประสบการณ ในอด ต ท าให ผ ใหญ ร ว าอะไรควรอะไรไม ควร ม ความเช อม นและภาคภ ม ใจในตนเอง โดยอาศ ยสต ป ญญา การฝ กฝนและการศ กษาท ได ร บ ท าให สามารถวางแผนในการด าเน นช ว ต แล วประสบความส าเร จตามท คาดหมาย ด งน น น กศ กษาท ม อาย มากข นจะม ความค ดความอ านมากข นจ งม พฤต กรรมการเร ยนท เหมาะ สม ความร บผ ดชอบ ม ความต งใจแน วแน ในการมาศ กษาเล าเร ยน เม อป ญหาด านการเร ยนสามารถมองเห นแนวทางการแก ไข สามารถ ศ กษาหาความร เพ มเต มจากแหล งความร ต างๆ ได อย างกว างขวาง และน าความร ท ได ไปพ ฒนาหน าท การงานของตนเองให ก าวหน า (ก ง กาญจน ปานทอง, 2545) และสอดคล องก บงานว จ ยของ แมคคาร ท (McCarthy, 1985) ศ กษาความพร อมในการเร ยนร ด วยตนเอง และเจตคต ของน กศ กษาระด บปร ญญาตร ว ชาเอกคณ ตศาสตร ระหว างน กศ กษาท ม อาย น อย ก บน กศ กษาท ม อาย มาก โดยใช SDLRS และ MAS (The Math Attitude Scale) กล มต วอย างม จ านวน 183 คน ประกอบด วยน กศ กษาท ม อาย น อย 110 คน และน กศ กษา อาย มาก 73 คน ผลการว จ ยพบว า น กศ กษาอาย น อยม ระด บความพร อมในการเร ยนร ด วยตนเองในระด บปานกลาง และม เจตคต ต อ ว ชาคณ ตศาสตร ในเช งลบ น กศ กษาท ม อาย มากม ระด บความพร อมในการเร ยนร ด วยตนเองอย ในระด บส งกว าและม เจตคต ท ด ต อการ เร ยนว ชาคณ ตศาสตร จ าแนกตามระด บปร ญญาของน กศ กษา พบว า น กศ กษาในกล มก าล งศ กษาระด บปร ญญาโท และก าล งศ กษา ระด บปร ญญาเอกม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก น อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.01 ซ งสอดคล องก บ พระมหาส ชาต ให มอ อน (2550) ได สร ปไว ว า ระด บช นป ท ศ กษาเป นส วนส าค ญท ท าให บ คคลม ล กษณะหร อบ คล กบางประการแตกต างก น เช น ด านการ ต ดส นใจ ด านความเช อม น เม อจ าแนกตามกล มสาขาว ชา พบว า น กศ กษาในกล มสาขาว ชามน ษยศาสตร และส งคมศาสตร และกล ม สาขาว ชาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานไม แตกต างก น ซ งอาจเน องมาจากน กศ กษาท งสองกล มสาขาว ชาเป น น กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาจ งม ความร ความเข าใจในการน าการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานมาใช ในช ว ตเช นเด ยวก น ด งน น น กศ กษาระด บ บ ณฑ ตศ กษาจ งม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ไม แตกต างก นในแต ละกล มสาขาว ชา และจ าแนกตามกล มมหาว ทยาล ย พบว า น กศ กษา ท ศ กษาในมหาว ทยาล ยกล ม ค1 และมหาว ทยาล ยกล ม ง ม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานแตกต างก น อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.01 ซ งสอดคล องก บงานว จ ยของ ลาว ณย จ กราน ว ฒน (2540) ศ กษาความค ดเห นของน ส ตน กศ กษาปร ญญาโทภาคพ เศษ สาขาว ชา บร หารธ รก จ (M.B.A.) ส งก ดมหาว ทยาล ยของร ฐ เขตกร งเทพมหานคร ต อการจ ดการศ กษาภาคพ เศษ พบว าความค ดเห นของน ส ต น กศ กษาท ก าล งศ กษาอย ในจ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร มหาว ทยาล ยเกษตรศาสตร มหาว ทยาล ยรามค าแหง และสถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร ต อการจ ดการศ กษาภาคพ เศษ แตกต างก นอย างม น ยส าค ญท ระด บ เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างล กษณะทางจ ตและสถานการณ ทางการเร ยนก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานพบว า พบว า ล กษณะทางจ ต ได แก ล กษณะม งอนาคตควบค มตน แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ความค ดสร างสรรค เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ย เป นฐาน และการร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน สถานการณ ทางการเร ยน ได แก การจ ดการเร ยนร แบบว จ ย เป นฐานของอาจารย ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย และส มพ นธภาพก บเพ อน ม ความส มพ นธ ทางบวกก บ การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน กล าวค อน กศ กษาท ม ล กษณะม งอนาคตควบค มตนส ง ม แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ส ง ม ความค ดสร างสรรค ส ง ม เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานส ง ม การร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานส ง ม การร บร การจ ดการเร ยน ร แบบว จ ยเป นฐานของอาจารย ส ง ม การร บร ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ยส ง และม ส มพ นธภาพก บเพ อน ส ง จะม การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานส ง โดยต วแปรท ม ความส มพ นธ ก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานส งท ส ดค อ การร บร ความสามารถของ ตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ซ งการร บร ความสามารถของตนม ความส มพ นธ ทางบวกก บการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน เน องจากผ ท ม การร บร ความสามารถส งจะปฏ บ ต งานได ประสบความส าเร จมากกว าผ ท ม การร บร ความสามารถในตนเองต ากว า แม ว าจะม ความ สามารถท เท าเท ยมก น ซ งสามารถย นย นได จากทฤษฎ การร บร ความสามารถของตนของ แบนด รา (Bandura, 2003) ท ได อธ บายว า การร บร ความสามารถของตน เป นทฤษฎ การร ค ดของ การเก ด การด ารงอย และการเปล ยนแปลงพฤต กรรม ค อ ถ าบ คคลค ดว าม ความ สามารถท จะประสบความส าเร จเขาจะท าพฤต กรรมน น ระด บของการร บร ความสามารถของบ คคลจะม ความส มพ นธ ก บความพยายาม กระท าพฤต กรรมน น สอดคล องก บงานว จ ยของพสชน น น รม ตรไชยนนท (2549) ศ กษาป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บการเร ยนร ด วย การน าตนเองของน ส ต มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ พบว า การร บร ความสามารถของตน ม ความส มพ นธ ทางบวกก บการเร ยนร ด วย การน าตนเองของน ส ตอย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.01 และสอดคล องก บงานว จ ยของฟ ล ปส และร สเซล (Phillips; & Russell, 1994, p. 628) ศ กษาความส มพ นธ ระหว างการร บร ความสามารถของตนในการว จ ย (research self efficacy) สภาพแวดล อมในการ ฝ กว จ ยและการผล ตผลงานว จ ยของน กศ กษาระด บปร ญญาเอก พบว าม ความส มพ นธ เช งบวกระหว างการร บร ความสามารถในการว จ ย ก บสภาพแวดล อมในการฝ กว จ ยและการร บร ความสามารถในการว จ ยก บการผล ตผลงานว จ ยด วย 3. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะม งอนาคตควบค มตน และส มพ นธภาพก บเพ อนท ส งผลต อการเร ยนร แบบว จ ยเป น ฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา ไม พบปฏ ส มพ นธ ระหว างล กษณะม งอนาคตควบค มตน และส มพ นธภาพก บเพ อน ท ม ต อการเร ยน ร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวม ท งในกล มรวมและท กกล มย อย แต พบอ ทธ พลหล ก (Main Effect) ของแต ละต วแปรอ สระในกล มรวม

37 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 33 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 และแต ละกล มย อย ซ งท าให ทราบว า น กศ กษาท ม ล กษณะม งอนาคตควบค มตนส งและม ส มพ นธภาพก บเพ อนส ง ไม ได เป นผ ท ม การ เร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวม ด านผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการเร ยนร และด านผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยในการเร ยนร มากกว า น กศ กษาท ม ล กษณะม งอนาคตควบค มตนต าและม ส มพ นธภาพก บเพ อนต า ท งในกล มรวมและกล มย อย จากผลด งกล าวแสดงให เห น ว าในกรณ ของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาส วนใหญ น น อาจจะม ล กษณะม งอนาคตควบค มตนต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานมากอย แล ว และไม ว าจะม ส มพ นธภาพก บเพ อนมากหร อน อยก ไม ได ท าให การเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานเปล ยนแปลงไป จ งส งผลให ต วแปรท ง สองไม ม ปฏ ส มพ นธ ซ งก นและก น 4. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ และการร บร ถ งความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ใน มหาว ทยาล ยท ส งผลต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา ไม พบปฏ ส มพ นธ ระหว างแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ และความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย ท ม ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวม ท งในกล มรวมและท ก กล มย อย แต พบอ ทธ พลหล กของแต ละต วแปรอ สระในกล มรวมและแต ละกล มย อย จากผลการว จ ยท าให ทราบว า น กศ กษาท ม แรง จ งใจใฝ ส มฤทธ ส ง และม การร บร ถ งความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ยส ง ไม ได เป นผ ท ม การเร ยนร แบบว จ ย เป นด านในด านรวม ด านผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการเร ยนร และด านผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยในการเร ยนร มากกว าน กศ กษาท ม แรง จ งใจใฝ ส มฤทธ ต าและม การร บร ถ งความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ยต า ท งในกล มรวมและกล มย อย จากผล ด งกล าวแสดงให เห นว าในกรณ ของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาส วนใหญ น น ท ม แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ส งน น ม การเร ยนร ด วยตนเองได โดยไม จ าเป นต องพ งพาสภาพแวดล อม จ งส งผลให ต วแปรท งสองไม ม ปฏ ส มพ นธ ซ งก นและก น สอดคล องก บงานว จ ยของคาบาร าและ คณะ (Caprara, G.V. and etc, 2011: p ) ศ กษาการม ส วนร วมของล กษณะบ คล กภาพและความเช อของต วเองในการร บร ความสามารถของผลส มฤทธ ทางการเร ยน: ศ กษาระยะยาวพบว า ป จจ ยส วนบ คคลของน กเร ยนส งผลต อผลส มฤทธ ทางการเร ยนของ น กเร ยนโดยตรง และงานว จ ยของจาร ณ จ นทร เจร ญ (2556, น. 26) สร ปไว ในงานว จ ยท ศ กษาเร องป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บ พฤต กรรมจ ตสาธารณะของน กเร ยนระด บช นม ธยมศ กษาตอนต น อ าเภอเม องลพบ ร จ งหว ดลพบ ร ว า ในบางคร งส งแวดล อมอาจม ส วน ในการท าให เก ดพฤต กรรมได มากกว าองค ประกอบภายในต วบ คคล แต ในบางเวลาองค ประกอบภายในต วบ คคลก อาจจะม อ ทธ พลต อ การแสดงพฤต กรรมของมน ษย มากกว าส งแวดล อม จากผลการว จ ยพบว ากล มต วแปรล กษณะทางจ ตเป นต วแปรท ม ความส าค ญในการท านายพฤต กรรมในล าด บแรก ส วนกล ม ต วแปรล กษณะทางส งคมเป นต วแปรท ม ความส าค ญในการร วมท านายพฤต กรรม อาจเน องจาก ล กษณะทางจ ตน นเป นล กษณะของ ความน กค ด ได แก ค าน ยม เจตคต แรงจ งใจ การร บร ความสามารถของตนเอง ซ งเป นความค ดภายในใจของต วบ คคลท ม ต อพฤต กรรม น น ส วนล กษณะทางส งคม เป นสถานการณ หร อส งแวดล อมทางส งคมท บ คคลประสบอย ซ งเอ ออ านวยให บ คคลแสดงพฤต กรรมอย าง หน งอย างใด อ กทางหน ง 5. เพ อค นหาป จจ ยท ส าค ญและอ านาจการท านายการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาท งใน ด านรวมและ 2 ด านย อย ท ม ล กษณะทางช วส งคมต างก น ต วท านายร วม 8 ต วแปร (กล มต วแปรล กษณะทางจ ต 5 ต วแปรได แก ล กษณะม งอนาคตควบค มตน แรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ความค ดสร างสรรค เจตคต ท ด ต อการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน และการร บร ความ สามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน และกล มต วแปรสถานการณ ทางการเร ยน 3 ต วแปรได แก การจ ดการเร ยนร แบบ ว จ ยเป นฐานของอาจารย ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย และส มพ นธภาพก บเพ อน)สามารถท านายการ เร ยนร แบบว จ ยเป นฐานในด านรวม ด านผ เร ยนใช ผลการว จ ยในการเร ยนร และด านผ เร ยนใช กระบวนการว จ ยในการเร ยนร 57.7%, 33.6% และ 54.0% ตามล าด บในกล มรวม โดยต วท านายส าค ญ ค อ การร บร ความสามารถของตนในการเร ยนร แบบว จ ยเป นฐาน ล กษณะม งอนาคตควบค มตน และแรงจ งใจใฝ ส มฤทธ ซ งสอดคล องก บ ทฤษฎ ของแบนด ร า (Bandura, 1986, 2012, p. 9-44) ท ได อธ บายสาเหต ของการเก ดพฤต กรรมของบ คคลว าเก ดจากป จจ ยหล ก 2 ป จจ ย ค อป จจ ยทางจ ตและป จจ ยทางส งคม และป จจ ยท ส าค ญในการท านายพฤต กรรมของบ คคล ค อการร บร ความสามารถของตน ส วนงานว จ ยของแจ มน ดา คณาน นท (2555, น. 6-13) และงานว จ ยของพ ชามญช ปฐมศ ร ก ล (2555, น ) ก พบว า การร บร ความสามารถของตนเป นต วแปรท ส าค ญในการท านาย พฤต กรรม ส วนงานว จ ยท สอดคล องก บผลการศ กษาท พบว า ต วท านายกล มสถานการณ ร วมก บต วท านายกล มล กษณะทางจ ต สามารถ ท านายความแปรปรวนของพฤต กรรมได มากกว าต วท านายกล มใดกล มหน ง ได แก งานว จ ยของส ม ตตรา เจ มพ นธ (2545, น ) ศ กษาเร อง จ ตล กษณะและประสบการณ ท เก ยวข องก บพฤต กรรมการเร ยนคณ ตศาสตร ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาตอนปลาย โดยพบผลว า ช ดท านายช ดท 3 ม 7 ต วแปร โดยรวมช ดท 1 (ต วแปรกล มประสบการณ ในการเร ยน 4 ต วแปร) และช ดท 2 (ต วแปรกล มจ ตล กษณะ เด ม 3 ต วแปร) เข าด วยก นสามารถท านายความแปรปรวนของพฤต กรรมการเร ยนคณ ตศาสตร 3 ด าน ในกล มรวมได แก พฤต กรรม การเตร ยมต วก อนเร ยนได ร อยละ 44.9 พฤต กรรมขณะเร ยนในช นเร ยนได ร อยละ 51.3 และพฤต กรรมหล งเร ยนได ร อยละ 54.9 มากกว าต วท านายกล มใดกล มหน งตามเกณฑ ท ต งไว (เกณฑ ร อยละ 5) ซ งมากกว าต วท านายในช ดท 1 และช ดท 2 ตามเกณฑ ท ต งไว จากผลการว จ ยตามว ตถ ประสงค ข อ 5 ท พบว า ต วแปรกล มสถานการณ ทางการเร ยน (ได แก การจ ดการเร ยนร แบบว จ ย เป นฐานของอาจารย ความพร อมของแหล งทร พยากรการเร ยนร ในมหาว ทยาล ย และส มพ นธภาพก บเพ อน) สามารถท านายการเร ยน ร แบบว จ ยเป นฐานของน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษา โดยม เปอร เซ นต การท านายท น อย ซ งอาจเพราะว าน กศ กษาระด บบ ณฑ ตศ กษาอย ในว ยผ ใหญ ม ความสามารถในการเร ยนร ต ดส นใจ แก ไขป ญหาได ด วยตนเอง ป จจ ยสถานการณ ทางการเร ยนจ งม ความส มพ นธ น อย แต อย างไรก ตามผ ว จ ยขอเสนอแนะว า อาจารย และผ ท เก ยวข องควรม การส งเสร มป จจ ยในด านน ให น กศ กษาม การร บร หร อม ส วนร วมใน การเร ยนการสอน มหาว ทยาล ยควรพ ฒนาแหล งทร พยากรการเร ยนร ให ท นสม ยและตอบสนองความต องการของน กศ กษา และส งเสร ม ให ม การท างานเป นท มหร อกล มก บเพ อนร วมช นเร ยน เพ อส งเสร มหร อจ งใจให ม การแลกเปล ยนเร ยนร เสร มสร างประสบการณ มากย งข น

38 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 34 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 รายการอ างอ ง ก งกาญจน ปานทอง. (2545). ป จจ ยท ส งผลต อพฤต กรรมการเร ยนของน กศ กษา ตามโครงการจ ดการศ กษา ส าหร บบ คลากร ประจ าการ (กศ.บป.) คณะว ทยาการจ ดการ โปรแกรมว ชาน เทศศาสตร สถาบ นราชภ ฏ พระนคร กร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ก ตต ร ตน ช ยร ตน. (2547). ประสบการณ ในการเข าค ายว ทยาศาสตร และล กษณะจ ตใจของน กเร ยนม ธยมศ กษาตอนต น ท เก ยวข องก บ พฤต กรรมการเร ยนสาระว ทยาศาสตร.ปร ญญาน พนธ วท.บ. (การว จ ยพฤต กรรมศาสตร ประย กต ). กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. จาร ณ จ นทร เจร ญ. (2556, กรกฎาคม-ธ นวาคม). ป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บพฤต กรรมจ ตสาธารณะของ น กเร ยนระด บช น ม ธยมศ กษาตอนต น อ าเภอเม องลพบ ร จ งหว ดลพบ ร. วารสารมหาว ทยาล ยการจ ดการ และเทคโนโลย อ สเท ร น. 10, 26. แจ มน ดา คณาน นท. (2555, กรกฎาคม-ธ นวาคม). ป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บพฤต กรรมการประหย ดพล งงานไฟฟ า ในท ท างานของข าราชการพลเร อนกระทรวงศ กษาธ การ. วารสารมหาว ทยาล ยการจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น. 9, ช ยว ฒ บรรณว ฒน. (2552). มหาว ทยาล ยว จ ยแห งชาต ข ดความสามารถระด บโลก. ค นเม อ 30 พฤษภาคม 2555, จาก ดวงเด อน พ นธ มนาว น; และคนอ นๆ. (2536). ล กษณะทางจ ตและพฤต กรรมของน กเร ยนว ยร นท อย ในสภาวะเส ยงในครอบคร ว และแนวทางป องก น. รายงานการว จ ย ท นสน บสน นโดยส าน กงานคณะกรรมการส งเสร มและประสานงานเยาวชนแห งชาต. ม.ป.ท.: ม.ป.พ. ท ศนา แขมมณ. (2548). ร ปแบบการเร ยนการสอน : ทางเล อกท หลากหลาย. (พ มพ คร งท 3). กร งเทพฯ: ส าน กพ มพ แห ง จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. พสชน น น รม ตรไชยนนท. (2549). ป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บการเร ยนร ด วยการน าตนเอง ของน ส ต มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. พ ชร มะแสงสม. (2544). ป จจ ยบางประการท ส มพ นธ ก บความพร อมในการเร ยนร ด วยตนเอง. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. พระมหาส ชาต ใหมอ อน. (2550). ป จจ ยท ส งผลต อพฤต กรรมการเร ยนของพระน ส ต คณะมน ษยศาสตร มหาว ทยาล ยมหาจ ฬาลงกรณราชว ทยาล ย เขตบางกอกน อย กร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญา มหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. พ ชามญช ปฐมศ ร ก ล. (2555, กรกฎาคม-ธ นวาคม). ป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บพฤต กรรมการท างานจ ดซ ออย างม ประส ทธ ภาพ ของเจ าหน าท จ ดซ อในบร ษ ทกล มว สาหก จการผล ตอาหารและอาหารส าเร จร ป. วารสารมหาว ทยาล ยการจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น. 9, พ ชญ ส น ชมภ ค า. (2544). การเร ยนโดยใช การว จ ยเป นฐาน. เอกสารประกอบการอบรมเช งปฏ บ ต การเร องว จ ย ในช นเร ยน. หน วยศ กษาน เทศก กรมสาม ญศ กษา เขตการศ กษา 8. เช ยงใหม. ลาว ณย จ กราน ว ฒน. (2540). ความค ดเห นของน ส ตน กศ กษาปร ญญาโทภาคพ เศษ สาขาว ชาบร หารธ รก จ (M.B.A.) ส งก ดมหาว ทยาล ยของร ฐ เขตกร งเทพมหานคร ต อการจ ดการศ กษาภาคพ เศษ. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. วรรณ ล มอ กษร. (2546). จ ตว ทยาการศ กษา. สงขลา: คณะศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยท กษ ณ. ว รวรรณ ส ก น. (2551). อ ทธ พลของจ ตล กษณะและสถานการณ ในการท างานท ส งผลต อพฤต กรรมการสอนอย าง ม ประส ทธ ภาพของอาจารย สาขาว ชาว ศวกรรมศาสตร. ปร ญญาน พนธ วท.ด. (การว จ ยพฤต กรรมศาสตร ประย กต ). กร งเทพฯ: บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ส ร ล กษณ ตร ยตร งตร ค ณ. (2550). ต วแปรท เก ยวข องก บพฤต กรรมการท างานประชาส มพ นธ เช งร กของ น กประชาส มพ นธ ในสถาบ นอ ดมศ กษา เขตกร งเทพมหานครและปร มณฑล. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ย ศร นคร นทรว โรฒ. ส ม ตตรา เจ มพ นธ. (2545). จ ตล กษณะและประสบการณ ท เก ยวข องก บพฤต กรรมการเร ยนคณ ตศาสตร ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษา ตอนปลาย. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต. (2544). แนวทางการปฏ ร ปการศ กษาระด บอ ดมศ กษาตามพระราช บ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ กร งเทพฯ : คณะกรรมการจ ดท าแนวทางการปฏ ร ปการอ ดมศ กษา ส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาแห งชาต. ส าน กงานคณะกรรมการการอ ดมศ กษา. (2555). น กศ กษาใหม 2555 ภาคเร ยนท 1 ใน สถาบ นอ ดมศ กษา ท งหมด จ าแนกตาม สถาบ น / กล มสถาบ น / เพศ / ระด บการศ กษา / คณะ / ช อสาขาว ชา ข อม ล ณ ว นท 13 ก นยายน ค นเม อ 1 พฤศจ กายน 2555, จาก download.php?file_id= ส าน กงานเลขาธ การสภาการศ กษา. (2552). ข อเสนอการปฏ ร ปการศ กษาในทศวรรษท สอง (พ.ศ ). (พ มพ คร ง 2). กร งเทพฯ: พร กหวานกราฟฟ ค. องอาจ น ยพ ฒน. (2548). ว ธ ว ทยาการว จ ยเช งปร มาณและเช งค ณภาพทางพฤต กรรมศาสตร และส งคมศาสตร. กร งเทพฯ: ส าน กพ มพ แห งจ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย.

39 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 35 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 อมรว ชช นาครทรรพ. (2547). เร ยนร ค ว จ ย : กรณ การสอนด วยกระบวนการว จ ยภาคสนาม ว ชาการคณะคร ศาสตร จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. ใน การเร ยนการสอนท ม การว จ ยเป นฐาน:ประมวลบทความ. ไพฑ รย ส นลาร ตน. หน า (พ มพ คร งท 3). กร งเทพฯ: คณะคร ศาสตร จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. อ าร ง จ นทวาน ช. (2548). ปาฐกถาพ เศษ เร องนโยบายส งเสร มการจ ดการเร ยนการสอนโดยผ เร ยนใช การว จ ยเป นส วนหน งของ กระบวนการเร ยนร. ใน การเร ยนการสอนโดยผ เร ยนใช การว จ ยเป นส วนหน งของกระบวนการ เร ยนร. หน า กร งเทพฯ: โรงพ มพ ค ร สภาลาดพร าว. Bandura, A. (1986). Social Foundations of Thought and Action. Englewood Cliffs, N.J. : Prentice Hall. Bandura, A. (2003, February). Negative self-efficacy and goal effects revisited. Journal of Applied Psychology, 88 (1) : Bandura, A. (2012). On the functional properties of perceived self-efficacy revisited. Journal of Management, 38(1) : Caprara, G.V. and etc. (2011). The contribution of personality traits and self-efficacy beliefs to academic achievement: A longitudinal study. British Journal of Educational Psychology, 81(1): McCarthy, Bernice. (1985). What 4 MAT Training Teaches Us about Staff Development. Educational Leadership no. 42, 7: Phillips, J.C., & Russell, R.K. (1994,October). Research Self Efficacy, The Research Training En vironment, and Research Productivity Among Graduate Students in Counseling Phychology. The Counseling Phychologist, 28 (4) : Rogers, C.R. (1969). Freedom to learn. Columbus : Charles E. Merrill Publishing Co. Whittaker, James O. (1965). Introduction to psychology. Philadelphia: Saunders.

40 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 36 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทค ดย อ บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บพฤต กรรมจ ดการความเคร ยด ของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานคร อภ วรรณ พลอยฉาย; ส ำน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต, [email protected], โทร อ งศ น นท อ นทรก ำแหง; มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ, [email protected],โทร การว จ ยสหส มพ นธ เช งเปร ยบเท ยบน ม ว ตถ ประสงค เพ อ 1) เปร ยบเท ยบพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การ ในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานคร ท ม ล กษณะช วส งคมแตกต างก น 2) ศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างป จจ ย ด านบ คคลและด านสภาพแวดล อมบางประการท ม ต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานคร และ 3) ศ กษาป จจ ยส ำค ญในการท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบหล กประก น ส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานคร ท งในกล มรวมและกล มท ม ล กษณะช วส งคมต างก น ซ งได จากการส มแบบช นภ ม ตามส ดส วน ของประชากร จ ำนวน 397 คน มาจากโรงพยาบาลร ฐและเอกชน 334 คน ประเภทสถานพยาบาล 2 คน ศ นย บร การสาธารณส ข กทม. 17 คน และคล น กช มชนอบอ น 44 คน เก บข อม ลด วยแบบว ดประเภทมาตรประเม นค า 6 ระด บ จ ำนวน 8 แบบว ด ม ค าความ เช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟาอย ระหว าง.721 ถ ง.888 ว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต พรรณนา การทดสอบความแตกต างของค าเฉล ย ด วยสถ ต ทดสอบค าท การว เคราะห ความแปรปรวนแบบสองทาง และการว เคราะห ถดถอยพห ค ณแบบม ล ำด บ ผลการว จ ยพบว า 1) ไม พบความแตกต างก นของพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวมและด านย อยท ง 2 ด าน ได แก แบบม งแก ไขป ญหาและแบบม ง แก ไขอารมณ ใน ผ ให บร การท ม ล กษณะช วส งคมแตกต างก น 2)ไม พบปฏ ส มพ นธ ระหว างปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธและส มพ นธภาพ ในหน วยงาน ท ม ต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวมและด านย อย 3) พบปฏ ส มพ นธ ระหว างการร บร ความสามารถของตน ในการจ ดการความเคร ยดและการร บร ความคาดหว งขององค กรท ม ต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวมและด านย อย 4) พบปฏ ส มพ นธ ระหว างความหย นต วและการสน บสน นทางส งคม ท ม ต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวมและด านย อย 5) ต วท ำนายร วม 7 ต วแปร สามารถท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวมและด านย อยแบบม งแก ไขป ญหาและแบบม งแก ไข อารมณ 60.70%, 50.10% และ 51.50% ตามล ำด บในกล มรวม โดยต วท ำนายส ำค ญ ค อปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ และ ความหย นต ว ด วยค าอ ทธ พลเท าก บ.54 และ.35 ตามล ำด บ คำาสำาค ญ : พฤต กรรมจ ดการความเคร ยด, ความเคร ยด, ผ ให บร การ Received March 05, 2014 ; Accepted April 10, 2014 PSYCHOSOCIAL FACTORS RELATED TO COPING BEHAVIORS OF THE SERVICE PROVIDERS IN THE UNIVERSAL COVERAGE HEALTH SECURITY SYSTEM IN BANGKOK AREA Apiwan Ploychai; National Health Security Office, [email protected], Tel Ungsinun Intarakamhang; Srinakarinwirot University, [email protected], Tel Abstract The purposes of this comparative correlational research were to : 1) compare coping behaviors of the service providers in the universal coverage health security system in the Bangkok area within the different types of biosocial factors. 2) investigate the interaction effects between personal factor and environmental factor related to behaviors of the service providers in the universal coverage health security system in the Bangkok area 3) identify important predictors of behaviors of the service providers in the universal coverage health security system in the Bangkok area. The sample consisted of 397 which are 334 private and public hospitals, 2 small hospitals, 17 health centers in Bangkok and 44 clinics. The data was collected by a six-point summated rating scale that consisted of 8 questionnaires. The reliability with alpha coefficients was between.721 to.888, data analyzing with descriptive statistic, t-test, two-way analysis of variance and hierarchical multiple regression. The results indicated that no significant coping behavior that has different type of biosocial factors. No interaction of emotional intelligence and relationship in organization. Interaction of self-efficacy perceiving

41 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 37 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 of coping behavior and organization expectation. Interaction between resilience and social support. Overall and each type of coping behavior, and overall of coping behavior, problem solving and emotional solving can be predicted with all seven-factors (overall: 60.70%, problem solving: 50.10% and emotional solving: 51.50%) which the most important factors are emotional intelligence and resilience. Keywords: coping behaviors, stress, service providers คำาขอบค ณ งานว จ ยน ได ร บการสน บสน นจากหน วยบร การในระบบหล กประก นส ขภาพและสถาบ นว จ ยพฤต กรรมศาสตร บทน ำ ความเคร ยดเป นความร ส กท มน ษย ท กคนต องประสบในช ว ตประจ ำว น เพราะการด ำเน นช ว ตของบ คคลต องม ปฏ ก ร ยา ตอบสนองต อส งแวดล อมอย เสมอ ถ าบ คคลประเม นแล วพบว าความเคร ยดท เก ดข นเก นข ดความสามารถของตน บ คคลจะร ส กถ ก ค กคาม ส ญเส ย ซ งม ผลกระทบต อความม นคงของบ คคล ( Lazarus and Folkman ) ซ งสาเหต ท ความเคร ยดเป นป ญหา ส ำค ญเพราะส งน เก ดข นได ก บคนท กเพศ ท กว ย โดยเฉพาะในส งคมเม องท ม ป จจ ยสน บสน นให เก ดความเคร ยดได ง าย ด งเช นสภาพ การด ำเน นช ว ตท ต องร บเร ง ส งคมท ม การแข งข นก นตลอดเวลา การอย ก บภาระหน าท การงานในระยะเวลานาน การอาศ ยอย ท ามกลางสภาพแวดล อมท เป นพ ษ เป นต น ส งเหล าน ล วนแต เป นสาเหต ท ก อให เก ดภาวะต งเคร ยดท งร ายกายและจ ตใจ จ งอาจก อ ให เก ดป ญหาต างๆ เช น ป ญหาความส มพ นธ ระหว างบ คคล ประส ทธ ภาพในการท ำงานลดลง ป ญหาครอบคร วและป ญหาท อาจเป น อ นตรายถ งต อช ว ต จากรายงานสถานการณ ส ขภาพจ ตของประชากรป พ.ศ ( กรมส ขภาพจ ต ) พบว าแนว โน มม จ ำนวนผ ป วยทางจ ตเวช ม ผ ท เข าร กษาด วยอาการโรคซ มเศร า และอ ตราการฆ าต วตายเพ มมากข น โดยเฉพาะในกร งเทพมหานคร โดยพบว า กล มท ม ความเส ยงในการฆ าต วตายมากท ส ดอย ในช วงอาย ป ( สมาคมจ ตแพทย แห งประเทศไทย )ซ งเป น กล มว ยท ำงาน ม ความน าเช อได ว ากล มด งกล าวน ม ความกดด นส งท งในด านของภาระหน าท การงาน ครอบคร วและเศรษฐก จ ภาระ ด งกล าวเม อไม สามารถควบค มให เก ดสมด ลย อมก อให เก ดความเคร ยดและความเคร ยดน เองท ำให เก ดการฆ าต วตายข น ซ งในอาช พ ท ต องเก ยวข องก บความเจ บป วย ความเป นความตายของผ ป วยน นน บเป นอาช พท เส ยงต อการเก ดความเคร ยดส ง ด งท น ตยสาร wall street รายงานไว ว าหน งในอาช พท พบว าม ความเคร ยดส งรองจากประธานาธ บด ก ค ออาช พแพทย พยาบาล ( ประท ม ฤกษ กลาง. 2554) โดยธรรมชาต ของคนเรา เม อเก ดป ญหาท มาข ดขวางจนเก ดเป นความท กข กาย ท กข ใจ จะเล อกแสดงพฤต กรรมเพ อลด สภาพท กข น นโดยว ธ ต างๆ การใช พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดน นถ อเป นเร องปกต ของคนธรรมดาท ใช อย ในช ว ต การจ ดการก บ ความเคร ยดท เหมาะสมและม ประส ทธ ภาพต องเป นพฤต กรรมท สามารถจ ดการก บสาเหต ของความเคร ยดหร อส งท มาค กคามได ส ำเร จ ส ำน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต เขตพ นท กร งเทพมหานคร เป นหน วยงานท ร บผ ดชอบด านการบร หารจ ดการ ระบบส ขภาพ ของผ ม ส ทธ หล กประก นส ขภาพถ วนหน า ควบค มด แลหน วยบร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน าในเขตพ นท กร งเทพมหานครอ นได แก โรงพยาบาล ศ นย บร การสาธารณส ข และคล น กช มชนอบอ น ซ งเป นหน วยงานท ให บร การด านส ขภาพ ท งด านการป องก น ร กษา ฟ นฟ ส ขภาพของประชาชนในเขตพ นท กร งเทพมหานคร โดยบร บทของกร งเทพมหานครซ งเป นเม อง หลวงของประเทศ ม ผ ม ส ทธ หล กประก นส ขภาพถ วนหน ามากเป นอ นด บ 1 ของส ทธ อ น หน วยบร การปฐมภ ม ในกร งเทพมหานคร ต องด แลประชากรท เจ บป วยจ ำนวนอย างน อย 10,000 คนต อ 1 แห ง หน วยบร การประจ ำ ต องด แลประชากรอย างน อย 30,000 คน ต อแห ง และหน วยบร การระด บตต ยภ ม ต องด แลประชากรท ร บส งต อจากหน วยบร การต างๆอ กจ ำนวนไม น อยกว า 50,000 คนต อ แห ง ด งจะเห นได ว าในหน วยบร การแต ละระด บม บทบาทหน าท ในการให บร การประชาชนตามส ทธ หล กประก นส ขภาพถ วนหน า จ ำนวนไม น อยเลย ด วยภาระงานท มากและเป นภาระงานท เก ยวข องก บช ว ต ความเจ บป วย ซ งต งอย บนความคาดหว งของผ ร บ บร การในระด บส ง บ คลากรท ปฏ บ ต งานจ งต องม ความอดทนและม ความร บผ ดชอบส ง ส งเหล าน ย อมก อให เก ดภาวะเคร ยดได มาก ซ งผ ว จ ย ณ ป จจ บ นท ำงานอย ในองค กรด งกล าวจ งม ความสนใจในการศ กษาเร องพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของบ คลากร ท ท ำงานอย ในหน วยบร การ ม ความน าสนใจว าม ป จจ ยด านบ คคล ด านสภาพแวดล อม และล กษณะช วส งคมใด ท ม ผลต อพฤต กรรม การจ ดการความเคร ยดของบ คลากร เพ อเป นประโยชน ในการสน บสน น ส งเสร มป จจ ยต างๆท จะก อให เก ดพฤต กรรมด งกล าว ซ งจะน ำไปส ความส ำเร จท งการท ำงานและการพ ฒนาองค กรต อไป ว ตถ ประสงค 1. เพ อเปร ยบเท ยบพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานคร ท ม ล กษณะช วส งคมแตกต างก น 2. เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างป จจ ยด านบ คคลและด านสภาพแวดล อมบางประการท ม ต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยด ของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานครในด านรวมและด านย อย 3. เพ อศ กษาป จจ ยส ำค ญในการท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพ ถ วนหน าเขตพ นท กร งเทพมหานครในด านรวมและด านย อย ท งในกล มรวมและกล มท ม ล กษณะช วส งคมต างก น กรอบแนวค ดการว จ ย กรอบแนวค ดการว จ ยเร องพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดในงานว จ ยน ผ ว จ ยได ประย กต ใช แนวค ดของลาซาร สซ งได

42 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 38 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ระบ ไว ว าป จจ ยท ก อให เก ดความเคร ยดและส งผลให เก ดพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของมน ษย ม ป จจ ยท เก ยวข อง 2 ป จจ ยหล ก ได แก ป จจ ยด านบ คคล( personal factor) และป จจ ยด านสภาพแวดล อม (environmental factor )และร ปแบบของพฤต กรรม จ ดการความเคร ยดของบ คคลประกอบด วย แบบม งแก ไขป ญหาและแบบม งแก ไขอารมณ โดยผ ว จ ยได ผสมผสานต วแปรป จจ ย ด านบ คคลและป จจ ยด านสภาพแวดล อม โดยใช ต วแปรทางจ ตว ทยาและทางส งคมศาสตร มาร วมก นศ กษาพฤต กรรมด งกล าว จากผลการส งเคราะห งานว จ ยท เก ยวข องก บความเคร ยดและการเผช ญความเคร ยดของคนไทย ( อ งศ น นท อ นทรก ำแหง ) ได สร ปป จจ ยท ม ผลต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดไว ท งท เป นป จจ ยด านบ คคล และป จจ ยด านสภาพแวดล อม ผ ว จ ยจ งพ จารณา ต วแปรท ม น ำหน กอ ทธ พลส งในระด บต นๆ ด งน ป จจ ยด านบ คคล ได แก ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ การร บร ความสามารถ ของตนในการจ ดการความเคร ยด ป จจ ยด านสภาพแวดล อม ได แก การร บร ความคาดหว งขององค กร ส มพ นธภาพในองค กร และ การสน บสน นทางส งคม ซ งสอดคล องก บการศ กษาของ วองและหวง (Wong, S.C.-K. and Huang, C.Y ) ท พบว าป จจ ย ท เก ยวข องก บพฤต กรรรมจ ดการความเคร ยด ประกอบด วย ป จจ ยส วนบ คคลและการผ อนคลายอารมณ และป จจ ยทางส งคมหร อส ง แวดล อม ซ งได แก การสน บสน นขององค กรและส มพ นธภาพในองค กร รวมท งท ต วแปรท ผ ว จ ยพบความส ำค ญเพ มจากงานว จ ยของ กรมส ขภาพจ ต ท ม ผลต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดได แก ความหย นต ว (resilience) ซ งม ความเช อได ว าเป นต วแปรท ส งผล กระทบต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท ศ กษาและในการว จ ยคร งน ผ ว จ ยท ำการศ กษาป จจ ยท สามารถอธ บายความส มพ นธ ของ บ คลากรในหน วยบร การท ถ กคาดหว งให เป นหน วยงานท ด แลส ขภาพของช มชน ก บพฤต กรรมจ ดการความเคร ยด ค อความผ กพ นต อ ช มชนชน โดยเช อว าต วแปรด งกล าวสามารถท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของบ คลากรได ท งน ผ ว จ ยได ใช ล กษณะช วส งคม ซ งได แก เพศ อาย สถานภาพสมรส รายได และล กษณะงาน มาเพ อเป นต วแปรแบ งกล มการศ กษาอ กด วย ด งน นผ ว จ ยสามารถสร ปกรอบแนวค ด ในการว จ ยใน คร งน ได ด งภาพประกอบ ป จจ ยภายในบ คคล - ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ - การร บร ความสามารถของตนในการจ ดความเคร ยด - ความหย นต ว พฤต กรรมจ ดการความเคร ยด - แบบม งแก ไขป ญหา - แบบม งแก ไขอารมณ ป จจ ยด านสภาพแวดล อม - การร บร ความคาดหว งขององค กร - ส มพ นธภาพในหน วยงาน - การสน บสน นทางส งคม - ความผ กพ นต อช มชน ต วแปรช วส งคม -เพศ - อาย - สถานภาพสมรส - รายได - ล กษณะงาน ว ธ ว จ ย ประชากรท ใช ในการศ กษาว จ ยคร งน เป นผ ให บร การท ท ำงานประจ ำในหน วยบร การท ข นทะเบ ยนในระบบหล กประก น ส ขภาพถ วนหน า ในเขตพ นท กร งเทพมหานคร จ ำนวน 262 แห ง จ ำนวน 18,062 คน ใช ว ธ การส มกล มต วอย างแบบแบ งช นภ ม อย าง ม ส ดส วน (Proportional Stratified Sampling) โดยใช ประเภทหน วยบร การเป นช นภ ม ก ำหนดขนาดกล มต วอย าง โดยใช ส ตรยา มาเน (Yamane.1976) ได กล มต วอย างจ ำนวน 397 คน เคร องม อท ใช ในการว จ ยเป นแบบสอบถามเก ยวก บล กษณะช วส งคมของ ผ ตอบ และแบบว ดจ ำนวน 7 ฉบ บ ได แก แบบว ดพฤต กรรมจ ดการความเคร ยด แบบว ดการร บร ความสามารถของตนในการจ ดการ ความเคร ยด แบบว ดความหย นต ว แบบว ดการร บร ความคาดหว งขององค กร แบบว ดส มพ นธภาพในหน วยงาน แบบว ดการสน บสน น ทางส งคม และแบบว ดความผ กพ นต อช มชน ซ งแบบว ดท ง 7 ฉบ บม ค าอ ำนาจจ ำแนกรายข อ ( Item-total correlation) อย ระหว าง.206 ถ ง.758 และม ค าความเช อม นแบบส มประส ทธ แอลฟ าเท าก บ.461 ถ ง.845 สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ล กษณะท วไปของข อม ล ส วนบ คคลและต วแปรท ศ กษาประกอบด วย สถ ต พ นฐาน ได แก ค าเฉล ย (Mean) ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และสถ ต ท ใช ในการว เคราะห ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way ANOVA) เม อพบปฏ ส มพ นธ ระหว างต วแปรอ สระ 2 ต วอย างม น ยส ำค ญทางสถ ต ท ระด บ.05 จะเปร ยบเท ยบความแตกต างของเฉล ยรายค ด วยว การของเชฟเฟ (Scheffe ) และการว เคราะห ถดถอย พห ค ณแบบม ล ำด บ (Hierarchical Multiple Regression Analysis) โดยใช เกณฑ ความแตกต างร อยละ 5

43 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 39 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ผลการว จ ยและอภ ปรายผล 1. เพ อเปร ยบเท ยบพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานคร ท ม ช วส งคมแตกต างก น พบว า ผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตพ นท กร งเทพมหานครท ม ช วส งคมแตกต างก น ได แก เพศ อาย สถานภาพ รายได ต อเด อน และล กษณะงาน จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวม และด านย อย ซ งได แก แบบม งแก ไขป ญหาและม งแก ไขอารมณ ไม แตกต างก น อย างไม ม น ยส ำค ญ ซ งไม เป นไปตามท ผ ว จ ยทบทวน วรรณกรรม แต เป นไปในทางเด ยวก บแนวค ดการจ ดการความเคร ยดของลาซาล ส (Lazarus.1984) ท กล าวว าป จจ ยท ส งผลต อพฤต กรรม จ ดการความเคร ยดของมน ษย น นม ป จจ ยท เก ยวข อง 2 ป จจ ยหล ก ได แก ป จจ ยด านบ คคล และป จจ ยด านสภาพแวดล อม ท งน จ งอาจ กล าวได ว าบ คคลท ม ช วส งคมแตกต างก นไม ได เป นป จจ ยหล กท ก อให เก ดพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท แตกต างก น อ กท งบ คลากรท กเพศ ท กว ย ท กล กษณะงาน เป นบ คลากรท สม ครใจเข ามาท ำงานท เก ยวข องก บการส งเสร ม ป องก น ร กษา และฟ นฟ ส ขภาพร างกายและจ ตใจ ของประชาชน เป นบ คคลท ม พ นฐานภายในจ ตใจไม แตกต างก นมากน ก อาท เช น คาดว าผ ให บร การท ท ำงานเพ อบ ำบ ดท กข ให ก บผ คน น น แท จร งพ นฐานจะม จ ตใจท ด และม ศร ทธาในการช วยเหล อผ อ นส ง ซ งท ำให ม คะแนนพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดได ไม แตกต างก น ในแต ละล กษณะช วส งคมท แตกต างก น 2.เพ อศ กษาปฏ ส มพ นธ ระหว างป จจ ยด านบ คคลและด านสภาพแวดล อมท เก ยวข องก บพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของ ผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตกร งเทพมหานคร พบว า พบปฏ ส มพ นธ ระหว างการร บร ความสามารถของตน ในการจ ดการความเคร ยดและการร บร ความคาดหว งขององค กรในด านรวมและด านย อยแบบม งแก ไขป ญหาและแบบม งแก ไขอารมณ อย างม น ยส ำค ญทางสถ ต ท ระด บ.05 โดยพบว า 1) ในด านรวม ผ ให บร การประจ ำหน วยบร การในกล มรวม กล มเพศหญ ง กล มอาย น อยกว า 35 ป กล มอาย 35 ป ข นไป กล มสถานภาพสมรส กล มรายได น อยกว า 30,000 บาท และกล มงานสน บสน นท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการ ความเคร ยดและม การร บร ความคาดหว งขององค กรส งจะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดด านรวมส งกว าผ ท ม การร บร ความสามารถ ของตนในการจ ดการความเคร ยดและการร บร ความคาดหว งขององค กรต ำ 2 ) ในด านย อยแบบม งแก ไขป ญหา พบว า 2.1) ผ ให บร การในกล มรวม กล มเพศหญ ง กล มอาย 35 ป ข นไป และกล ม สถานภาพสมรสท ม การร บร ความคาดหว งขององค กรส ง จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหาส งกว าผ ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยดไม ว าจะอย ในเกณฑ ส งหร อต ำ 2.2) ผ ให บร การในกล มเพศชาย กล มรายได ต อเด อน น อยกว า 30,000 บาท และกล มงานสน บสน น ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยดและม การร บร ความคาด หว งขององค กรไม ว าอย ในเกณฑ ระด บใด จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหา ส งกว าผ ท ม การร บร ความสามารถ ของตนในการจ ดการความเคร ยดและการร บร ความคาดหว งขององค กรต ำ 3) ในด านย อยแบบม งแก ไขอารมณ พบว า 3.1) ผ ให บร การในกล มรวม กล มเพศหญ ง กล มอาย 35 ป ข นไป ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยดและม การร บร ความคาดหว งขององค กรไม ว าอย ในเกณฑ ระด บใด จะม พฤต กรรมจ ดการ ความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหาส งกว าผ ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยดและการร บร ความคาดหว งขององค กร ต ำและย งพบว าผ ให บร การในกล มน ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยดส งและม การร บร ความคาดหว งขององค กรต ำ จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหาส งกว า ผ ให บร การท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยด ต ำ และม การร บร ความคาดหว งขององค กรส ง 3.2) ผ ให บร การในกล มอาย น อยกว า 35 ป กล มสถานภาพสมรส กล มรายได ต อเด อน น อยกว า 30,000 บาทและกล มงานสน บสน น ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยดและม การร บร ความคาดหว ง ขององค กรส ง จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหาส งกว าผ ท ม การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยด และการร บร ความคาดหว งขององค กรต ำ ซ งผลการว จ ยสอดคล องก บงานว จ ยของส ร พร เล ยวก ต ก ล (2545) ท พบว า ป จจ ยด านความ ส ำเร จและความก าวหน าในงานม ความส มพ นธ ทางลบก บความเคร ยด และม ความส มพ นธ ทางบวกก บการจ ดการความเคร ยด ท งน จากแนวค ดการร บร ความสามารถของตนของแบนด ล าท จ ฬาล กขณ ปร ชาก ล (2549) ได กล าวถ งไว ว า การท บ คคลใดม การร บร ความ สามารถของตนต อการกระท ำพฤต กรรมอย างใดอย างหน งส ง บ คคลก ม แนวโน มท จะกระท ำพฤต กรรมน นส งด วยเช นก น ในทางตรง ข ามก นถ าบ คคลม การร บร ความสามารถของตนในการกระท ำพฤต กรรมน นต ำบ คคลก ม แนวโน มท จะกระท ำพฤต กรรมน นต ำหร ออาจ ไม กระท ำพฤต กรรมน นเลยก ได อ างอ งจากแนวค ดน พอจะสร ปได ว าเม อบ คคลสามารถร บร ความสามารถของตนในด านการจ ดการ ความเคร ยด หร อหมายถ งเม อบ คคลร บร ว าตนเก ดความเคร ยด และร บร ว าตนม ความสามารถท จะจ ดการความเคร ยดได บ คคลก จะ แสดงพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดน นได กอร ปก บเม อบ คคลร บร ความคาดหว งขององค กร จะแสดงพฤต กรรมตามความคาดหว งของ องค กร เพ อม งให เก ดความส ำเร จและความก าวหน าในอาช พการงานเช นก น ซ งสอดคล องก บกฤษยาภ สสร ขาวปท มท พย (2556) ท ได กล าวในงานว จ ยไว ว า ความเห น ความชอบ และความคาดหว งจะม อ ทธ พลสามารถเปล ยนพฤต กรรมของบ คคลในกล มต างๆได น นอาจ กล าวได ว าเม อบ คลากรร บร ความคาดหว งและม ความเห นความชอบและคาดหว งจะให ตนเป นบ คลากรตามความคาดหว งองค กรเช นก น นอกจากน ย งพบปฏ ส มพ นธ ระหว างความหย นต วและการสน บสน นทางส งคมท ม ผลต อพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดใน ด านรวมและด านย อยแบบม งแก ไขป ญหาและแบบม งแก ไขอารมณ โดยพบว า 1)ในด านรวม พบว า 1.1) ผ ให บร การในกล มรวมกล มเพศหญ ง กล มอาย น อยกว า 35 ป กล มอาย 35 ป ข นไป กล มสถานภาพสมรส กล มรายได ต อเด อน 30,000 บาท ข นไป กล มงานว ชาช พ และ กล มงานสน บสน นท ม ความหย นต วและการสน บสน นทางส งคมส งจะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดด านรวมส งกว าผ ท ม ความหย น ต วและการสน บสน นทางส งคมล กษณะอ นๆ 1.2) ผ ให บร การท ม รายได ต อเด อนน อยกว า 30,000 บาท ผ ให บร การท ม ความหย น ต วส งและได ร บสน บสน นทางส งคมส ง จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดด านรวมส งกว าผ ให บร การท ได ร บการสน บสน นทางส งคม ส ง แต ม ความหย นต วต ำ 2) ในด านย อยท งแบบม งแก ไขป ญหาและแบบม งแก ไขอารมณ พบว า ผ ให บร การท งกล มรวมและกล ม

44 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 40 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ย อยท กกล ม ยกเว น กล มเพศชายและโสด ท ได ร บการสน บสน นทางส งคมส ง จะม พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหา ส ง แม ว าจะจะม ความหย นต วส งหร อต ำก ตาม น นค อ พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดในด านย อยท งแบบม งแก ไขป ญหาและแบบแก ไข อารมณ แปรปรวนไปตามการสน บสน นทางส งคม ซ งผลการว จ ยสอดคล องก บงานว จ ยของ เพ ญประภา ปร ญญาพล (2546) ท พบว า แรงสน บสน นทางส งคม เป นก นชนความต งเคร ยดท เก ดข น และย งเป นก นชนระหว างการร บร เหต การณ ลบในช ว ต ความต งเคร ยด ความ ว ตกก งวล และความซ มเศร าได เม อต องประสบก บเหต การณ ต งเคร ยด นอกจากน แรงสน บสน นทางส งคมจะช วยให มองเห นเหต การณ ท เก ดข นเป นไปในทางบวกและย งช วยเพ มศ กยภาพให บ คคลน นอ กด วย ซ งสอดคล องก บงานว จ ยของส ภาพ หว งข อกลาง ( 2554 ) และธ ญญามาศ ค ำมาลา (2551) ท ศ กษาพบว าการสน บสน นทางส งคมม ความส มพ นธ ทางบวกก บพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดและ ม ความส มพ นธ ทางลบก บความเคร ยด และงานว จ ยของล (Lee, S.-K. and Lee, W. 2001) ท ศ กษาพบว าการสน บสน นทางส งคมม ผลต อกระบวนการจ ดการความเคร ยดเช นก น 3.เพ อศ กษาอ ำนาจในการท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท งด านรวมและด านย อย ด วยป จจ ยด านบ คคลและป จจ ย ด านสภาพแวดล อม ของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า เขตกร งเทพมหานคร ซ งม ล กษณะช วส งคมต างก น พบว า กล ม ต วแปรช ดท 1 ป จจ ยด านสภาพแวดล อม จ ำนวน 4 ต วแปร ( ได แก การร บร ความคาดหว งขององค กร ส มพ นธภาพในหน วยงาน การ สน บสน นทางส งคม และความผ กพ นต อช มชน ) กล มต วแปรช ดท 2 ป จจ ยด านบ คคล จ ำนวน 3 ต วแปร ( ได แก ปร ชาเช งอารมณ แนว พ ทธ การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยด และความหย นต ว ) สามารถร วมก นท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยด ด านรวม ในกล มรวมได ร อยละ 60.7 อย างม น ยส ำค ญทางสถ ต ระด บ.05 โดยม ต วท ำนายท ส ำค ญค อปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ (β=.54) ความหย นต ว (β=.35 )ส มพ นธภาพในหน วยงาน (β= -.11 ) และในกล มย อยท กประเภทก ท ำนายได ระหว างร อยละ 46.3 ถ ง 74.4 โดยท ำนายได ส งส ดในกล มงานสน บสน น โดยม ต วท ำนายท ส ำค ญ ค อ ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ (β=.51) และความหย นต ว (β=.44) ท ำนายได เพ มข นต ำท ส ดในกล มงานว ชาช พ โดยม ต วท ำนายท ส ำค ญ ค อ ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ (β=.56) ความหย นต ว (β=.29) และส มพ นธภาพในหน วยงาน (β= -.04 ) ส วนผลการท ำนายการเก ดพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งแก ไขป ญหา พบว า ในกล ม รวมสามารถท ำนายพฤต กรรมได ร อยละ 50.1 โดยม ต วท ำนายท ส ำค ญค อ ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ (β=.43)การร บร ความสามารถ ของตนในการจ ดการความเคร ยด (β= -.15) ความหย นต ว (β=.33)การร บร ความคาดหว งขององค กร (β=.21) และส มพ นธภาพใน หน วยงาน (β= -.15) และในกล มย อยท กประเภทก ท ำนายได เพ มข นระหว างร อยละ ถ งร อยละ โดยท ำนายเพ มข น ส งส ดในกล มสถานภาพโสด ม ต วท ำนายท ส ำค ญค อปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ(β=.37) การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการ ความเคร ยด (β=.39) และการร บร ความคาดหว งขององค กร (β=.23) ท ำนายได เพ มข นต ำท ส ดในกล มรายได ต อเด อน 30,000 บาท ข นไปและผลการท ำนายการเก ดพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดแบบม งอารมณ พบว า ในกล มรวมสามารถท ำนายพฤต กรรมได ร อยละ โดยม ต วท ำนายท ส ำค ญค อ ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ (β=.55) การร บร ความสามารถของตนในการจ ดการความเคร ยด (β=.10) ความหย นต ว (β=.30) และการร บร ความคาดหว งขององค กร (β=-.16) และในกล มย อยท กประเภทก ท ำนายได เพ มข นระหว างร อยละ19.70 ถ งร อยละ โดยท ำนายเพ มข นส งส ดในกล มเพศชาย ม ต วท ำนายท ส ำค ญค อปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธ (β=.73)การร บร ความ สามารถของตนในการจ ดการความเคร ยด (β=.26) การร บร ความคาดหว งขององค กร (β=-.48) ส มพ นธภาพในหน วยงาน (β=-.40) และการสน บสน นทางส งคม (β=.25) ท ำนายได เพ มข นต ำท ส ดในกล มรายได 30,000 บาทข นไป จากผลการว จ ยแสดงว า ต วแปรท ส ำค ญล ำด บแรกในการท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบ หล กประก นส ขภาพถ วนหน า ในเขตกร งเทพมหานคร ค อ ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธและ,ความหย นต ว นอกจากจะเป นต วแปรท ำนาย พฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท ส ำค ญในด านรวม ท งกล มรวมและกล มย อย แล วย งพบว าเป นต วท ำนายท ส ำค ญในด านย อย 2 กล ม (แบบม งแก ไขป ญหาและแบบม งแก ไขอารมณ ) ท งกล มรวมและกล มย อยอ กด วย เม อพ จารณาต วแปรด งกล าวพบว า ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธน น เป นป จจ ยภายในบ คคลซ งประกอบไปด วย 3 องค ประกอบ ค อสามารถใช ป ญญาในการร ค ดเข าใจเหต การณ และ พ ฒนาสภาพจ ตท ด งามหล งร บร ส งใดแล ว และแสดงออกด วยพฤต กรรมท เก อก ลสร างสรรค จ งเป นไปได เป นอย างย งว าต วแปรน สามารถสะท อนออกมาให เห นเป นพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดได ช ดเจนท ส ด กล าวค อเม อคนเราตกอย ในสภาพท ต องเผช ญก บ ป ญหา เหต การณ ต างๆท ท ำให เก ดความเคร ยด กลไกของร างกายและจ ตใจย อมแสวงหาว ธ การจ ดการความเคร ยด ซ งในระยะน เอง ท ป จจ ยปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธท อย ในแต ละบ คคลจะเป นส วนสน บสน นให จ ตใจด งเอาความสามารถในการใช ป ญญาท งความร ความค ด และความเข าใจในเหต การณ ต างมาประกอบเป นกรอบให เก ดพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดท เป นผลด พ ฒนาสภาพจ ตใจ และแสดงออกมาอย างเก อก ลและสร างสรรค ท งน เม อพ นผ านจ ดว กฤตน นมาได ต วแปร ความหย นต วน เองเป นป จจ ยท สน บสน น ต อเน องท ท ำให บ คคลสามารถปร บต วให กล บส ภาวะปกต ให สามารถด ำเน นช ว ตอย างเป นปกต ได ซ งจากเหต ผลด งกล าวเป นเหต ท น าเช อได ว าต วแปรท ง 2 น เป นต วแปรส ำค ญในล ำด บแรกท ส งผลต อการท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยด อ กท งเม อทบทวน งานว จ ยท สอดคล องท ผ านมาพบงานว จ ยท สน บสน นผลการว จ ยในป จจ ยปร ชาเช งอารมณ ได แก งานว จ ยของส ดาร ตน หน หอม (2544) ได ท ำการศ กษาและสร ปผลการศ กษาไว ว า คนท ย งม ปร ชาเช งอารมณ ส งย งจ ดการก บความเคร ยดได ส ำเร จมากกว าเพราะ ม การร บร และการประเม นสภาวะอารมณ ตนได แม นย ำ และร ว าเม อไหร จะแสดงอารมณ และแสดงอย างไรและสามารถจ ดการ ก บอารมณ ตนเองได อย างม ประส ทธ ภาพ ส วนงานว จ ยท สน บสน นป จจ ยความหย นต วได แก งานว จ ยของต นต มา ด วงโยธา (2553) ได ท ำการศ กษาพ ฒนาความ หย นต วของผ ด แลผ ป วยจ ตเวชโดยการให ค ำปร กษาเป นรายบ คคล โดยจากการศ กษาพบว า ความหย นต วสามารถพ ฒนาได และเม อ พ จารณาล กษณะท เก ยวข องในการว จ ยเร องการจ ดการความเคร ยด ค อ องค ประกอบความหย นต วด านความสามารถด านอารมณ ของกล มต วอย าง เม อได ร บการพ ฒนาโดยผ านโปรแกรมการให ค ำปร กษา พบว ากล มต วอย างสามารถพ ฒนาอารมณ ของตนเองได ด ข น ซ งท ำให บ คคลน นสามารถจ ดการความเคร ยดของตนได

45 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 41 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 จากผลการว จ ยตามว ตถ ประสงค ข อ 3 ท พบว าป จจ ยด านบ คคลซ งได แก ปร ชาเช งอารมณ แนวพ ทธและความหย นต วเป น ป จจ ยส ำค ญล ำด บแรกๆท สามารถท ำนายพฤต กรรมจ ดการความเคร ยดของผ ให บร การในระบบหล กประก นส ขภาพเขตกร งเทพมหานคร ได ผ ว จ ยจ งขอเสนอแนะให ส ำน กงานหล กประก นส ขภาพ เขตกร งเทพมหานคร ได ให ความส ำค ญก บการจ ดโปรแกรมพ ฒนาปร ชาเช ง อารมณ แนวพ ทธและความหย นต วให ก บผ ให บร การ โดยการสน บสน นให เก ดการพ ฒนาอย างอย างย น จ งควรน ำการพ ฒนาด งกล าว บรรจ ไว ในโปรแกรมพ ฒนาศ กยภาพประจ ำป ซ งจ ดให ม การพ ฒนาศ กยภาพบ คลากร อ นจะก อให เก ดการพ ฒนาท งแก ต วผ ให บร การ เองและย งก อให เก ดประโยชน ต อระบบบร การสาธารณส ขอ กด วย รายการอ างอ ง กรมส ขภาพจ ต. (2554).รายงานสถานการณ ส ขภาพจ ตของประชากร ป กร งเทพฯ : กระทรวงสาธารณส ข. กฤษยาภ สสร ขาวปท มท พย. (2556,กรกฎาคม - ธ นวาคม).การม ส วนร วมของอาสาสม ครสาธารณส ขในการส งเสร ม ส ขภาพของโรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพต ำบล อ ำเภอพ ทธมณฑล จ งหว ดนครปฐม.วารสารว ชาการมหาว ทยาล ย การจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น. 10,76-82 จ ฬาล กขณ ปร ชาก ล.(2549). การศ กษาป จจ ยช วส งคมท เก ยวข องก บการร บร ความสามารถของตนเองและความเคร ยดในการ ท ำงานของต วแทนประก นช ว ต บร ษ ทเม องไทยประก นช ว ต จ ำก ด. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ต นต มา ด วงโยธา.(2553).การศ กษาและพ ฒนาความหย นต วของผ ด แลผ ป วยจ ตเวชโดยการให ค ำปร กษาเป นรายบ คคล. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ธ ญญามาศ ค ำมาลา.( 2551) ป จจ ยทางจ ตส งคมท เก ยวข องก บความสามารถในการเผช ญป ญหาและฟ นฝ าอ ปสรรคของน กเร ยน อาช วศ กษาในกร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. เพ ญประภา ปร ญญาพล.(2546).ความส มพ นธ ระหว างความย ดหย นและทนทาน การร บร เหต การณ ลบในช ว ต กลว ธ การ เผช ญป ญหาก บส ขภาพจ ตของน กศ กษามหาว ทยาล ย.ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยเช ยงใหม. สมาคมจ ตแพทย แห งประเทศไทย.(2554).รายงานความเส ยงในการฆ าต วตาย ตามกล มอาย.กร งเทพฯ. ส ดาร ตน หน หอม.(2544).อ ทธ พลของเชาว อารมณ ท ม ต อความเคร ยดและพฤต กรรมการเผช ญความเคร ยดของพยาบาล : ศ กษา เฉพาะกรณ โรงพยาบาลศ ร ราช.ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร. ส ภาพ หว งข อกลาง.(2554). การศ กษาความส มพ นธ ระหว างความเคร ยดและการเผช ญความเคร ยดของน กศ กษา สาขาว ชาสาธารณส ขศาสตร และเทคโนโลย ส ขภาพ ว ทยาล ยนครราชส มา. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต ไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ อ งศ น นท อ นทรก ำแหง.(2551).การส งเคราะห งานว จ ยท เก ยวก บความเคร ยดและการเผช ญความเคร ยดของคนไทย. สถาบ นว จ ย พฤต กรรมศาสตร.กร งเทพฯ : มหาว ทยาศร นคร นทรว โรฒ. Lazarus, R. S. and Folkman, S. (1984). Stress appraisal and coping. New York: Springer Publishing Company. Lee, S.-K.and Lee, W. (2001, June ). Coping with job stress in industries :A cognitive approach.human Factors and Ergonomic In Manufacturing.11(3), Wong, S.C.-K. and Huang, C.Y. (2014, April). A Factor Cluster Approach to Understanding Hong Kong Hotel Employees Symptom management related Coping Behavior Towards Job Stress. Asia Pacific Journal of Tourism Research. 19(4), Yamane, T. (1976). Statistics: An Introductory Analysis. (2nd ed.), New York: Harper & Row.

46 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 42 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) การใช เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารเพ อยกระด บการเร ยน และความเข าใจภาษาและว ฒนธรรมในช มชนอาเซ ยนของน กศ กษาไทย อ ท ย ภ รมย ร น, มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น, อ บลราชธาน 34000, [email protected], Tel ณรงค ช ย ป นทรายม ล, มหาว ทยาล ยราชภ ฏพระนคร, กร งเทพมหานคร 10220, . [email protected], Tel บทค ดย อ การว จ ยเบ องต นคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อช วยให น กศ กษาเร ยนภาษาและว ฒนธรรมของประชาชนในช มชน อาเซ ยน ทดลองใช อ นเทอร เน ตและคอมพ วเตอร เป นเคร องม อในการศ กษาค นคว า และประเม นผลว าน กศ กษาได ร บความร ด านว ฒนธรรม และเพ มท กษะทางภาษาของประชาชนในช มชนASEANได มากน อยเพ ยงใด การทดลองในคร งน เป นน กศ กษาระด บปร ญญาตร ใน คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยศร ปท ม จ านวน ๑๘ คน ซ งลงทะเบ ยนเร ยนว ชาการอ านภาษาอ งกฤษในกล มประเทศอาเซ ยน + ๓ ในภาคเร ยนท ๒ ป การศ กษา ๒๕๕๕ น กศ กษาได แบ งเป น ๓ กล มๆ ละ ๖ คนแต ละกล มเล อกประเทศท จะศ กษา ๓ ประเทศ จาก กล มประเทศสมาช กอาเซ ยนท ง ๑๐ ประเทศ โดยแต ละกล มวางแผนเล อกห วข อด านว ฒนธรรม ๓ ข อ และภาษา ๑ ภาษา โดยใช เคร องม อทางอ เล กทรอน กส เพ อส บค นข อม ลจากอ นเทอร เน ต โดยการช วยเหล อจากอาจารย ผ สอน และน าข อม ลท ค นพบมาเร ยบ เร ยงเป นเร ยงความกล มละ ๒ บทความและฝ กการใช ภาษาท เล อกไว ระหว างสมาช กในกล ม การศ กษาใช เวลา ๑.๓๐ช วโมงต อส ปดาห รวม ๑๕ ช วโมง ตลอดภาคเร ยน ผลการศ กษาพบว าน กศ กษาให ความสนใจในการส บค นข อม ลโดยใช เคร องม ออ เล กทรอน กส ด งกล าว แล ว จากการทดสอบความเข าใจความร เร องภาษาและว ฒนธรรมอาเซ ยนก อนและหล งการเร ยนโดยใช การทดสอบท พบความแตกต าง ในผลการเร ยนโดยม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ.05 และผลจากการตอบแบบสอบถามและการประเม นก จกรรมการเร ยนร โดยอาจารย ผ สอนพบว าน กศ กษาท กกล มได เร ยนร ภาษาและว ฒนธรรมของประชาชนในกล มอาเซ ยนเพ มข นเป นท น าพอใจ แต เน องจากม เวลาใน การศ กษาในระยะส นจ งเร ยนร และใช ภาษาในกล มประเทศอาเซ ยนไม ได ด น ก น กศ กษาส วนใหญ ม ความพอใจในการเร ยนโดยใช เคร อง ม อทางอ เล กทรอน กส ช วยส บค นข อม ล และเห นความจ าเป นในการเร ยนร ภาษาอ งกฤษเพ มมากข น เพ อสามารถส อสารและท างานร วม ก บประชาชนอาเซ ยนในอนาคตอ นใกล น คำาสำาค ญ : เคร องม อทางอ เล กทรอน กส, ประชาคมอาเซ ยน, ท กษะทางภาษาและความร ด านว ฒนธรรม Received January 23, 2014 ; Accepted : March 27, 2014 USING INFORMATION AND COMMUNICATION TECHNOLOGIES TO ENHANCE THAI STUDENTS LEARNING AND UNDERSTANDING OF LANGUAGES AND CULTURES OF THE ASEAN COMMUNITY Uthai Piromruen, The Eastern University of Management and Technology, Ubon Ratchathani [email protected], Tel ; Narongchai Pinsaimoon, Phra Nakhon Rajabhat University, Bangkok 10220, [email protected], Tel Abstract This research aimed to help students learn languages and cultures of the people in the ASEAN community, use the Internet and computer as tools to assist students learning, and evaluate the students gain of knowledge of cultures and skills in using the ASEAN languages. The participants were 18 students enrolling in the English Course of Reading of ASEAN Cultures and Languages. The participants were divided into 3 groups each of which consisting of 6 persons. Each had. to select one language and three types of native cultures from the 10 members of ASEAN community. Each searched information from the Internet websites by using computers and other resources as available for the content needed. Each group participated in the study by learning and practicing conversation in the language chosen, and wrote two essays on the chosen topic of cultures. Students reports were reviewed by the instructor of the course on the essays written and their group presenta-

47 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 43 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 tion of language skills. Result of the study found that most students engaged in using electronic tools such as computer tablets and smart phones rather than printed materials. Results of the pre-and-post t-test of reading comprehension among study groups found significant gains knowledge on culture and language study. However, the pronunciation of language learned posted difficulty for their practices. They needed more trainings on language skills but the study topic were challenging on their curiosity to learn more. Keywords : electronic tools, ASEAN community, language skills and cultural knowledge Acknowledgements : This paper has been supported by The Eastern University of Management and Technology. Introduction Thailand announced that they would join, in particular, the ASEAN community in Therefore, all government sections are involved in making the preparation for the Thai people to prepare themselves before joining the new community. The education section, will involve in the ASEAN third pillar focusing on social and cultural aspects. This study was carried out as a preliminary pilot project for adult college and university students to use ICT as tools to gain knowledge and understanding of languages and cultures of the people of the ASEAN community. Moreover, the study was conducted to challenge students who enrolled in the English course on Asian plus 3 studies and to experiment whether or not ICT can enhance their learning and understanding of the new context and environments. Aims 1. To help students learn the languages and cultures of the people in the ASEAN community. 2. To use the Internet and computers to assist students learning. 3. To evaluate the students gain of knowledge of cultures and skills in using the ASEAN languages. Research Questions 1. Can students learn the languages and cultures of the people in the ASEAN community? 2. Can the ICT tools such as the Internet and computers assist the student s learning? 3. How much knowledge of cultures and skills did the students gain when participating in the study? Delimitation of the Study The study covered the selected content of languages and cultures of 10 countries from the ASEAN community. These were Laos PDR, Myanmar, Cambodia, Malaysia, Singapore, Indonesia, Brunei, the Philippines, Vietnam and Thailand. The areas of cultures recommended for each group to select only three out of the following were Food, Festival, Life styl Periods and Length of Time to Study The study was conducted in parallel to the course of English 216 (Academic Reading) during the 2nd semester of 2012 academic year for 10 weeks. It took one and a half hours for each week plus three sessions of group presentation and evaluation. Altogether were 15 hours of the study. Benefits of the study It was expected that the study would bring new knowledge and understanding of the ASEAN community to both instructor and students. It would also explore the effectiveness of using ICT to supplement the normal English teaching course. Review of Related Literature Since the advent of Information and Communication Technology (ICT) into education from the previous decades, ICT has been employed to teaching and learning the subject matter in schools, colleges and universities. Many research studies reported the

48 English teaching course. วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 44 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 Review of Related Literature effectiveness of using ICT to support learning opportunities such as authentic, and problem-based learning, student-centered learning environment, collaborative learning and increasing motivation (Bransford, Brown, and Cocking, 1999; Aida, Ramiez, Kim, Khoe, & pandian, 2012 ; Pandian, Ismail, Kechik, & Nathan, 2011). There was also a report on transforming ICT into teaching and learning by embedding ICT into everyday classroom practices. (Sutherland, et.al, 2004). Moreover, ICT can provide the basic technology for assisting language teaching/learners to acquire important communication skills in English (Ebrahimi, 2011). Although ICT could be applied in teaching and learning across a wide range of subjects such as English, history, geography, mathematics, modern foreign languages, music and science, there tension between idiosyncratic and institutional knowledge construction. (Sutherland, et. al, 2004 : Uthai, Pandian, 2012). It is interesting to test the hypothesis that embedding ICT into teaching and learning in the classroom and using students most preferred electronic tools would enhance the students knowledge and understanding of the new information, rather than creating tension between their idiosyncratic and the old method of institutional construction. There was, however, a warning on the application of ICT into the field of education on teaching and learning. As of 2004, a review and contextualization of the literature on teaching ICT as a subject implied that there was limited, systematically-derived, quality information. (Wikipedia, 2013). Nevertheless, this preliminary study attempted to use ICT as a tool to supplement the regular classroom situation by focusing on the students preference in using ICT tools such as computers and Internet online. Students were allowed to explore new information beyond the traditional text-based content in the classroom on their own digital literacy approach whereby the teacher acted as a facilitator to provide supports for their active and collaborative learning. (Walaiporn, 2012) Since the advent of Information and education from the previous decades, ICT has b subject matter in schools, colleges and univers effectiveness of using ICT to support learnin problem-based learning, student-centered learnin increasing motivation (Bransford, Brown, and C & pandian, 2012 ; Pandian, Ismail, Kechik, & Na There was also a report on transforming ICT into teachin everyday classroom practices. (Sutherland, et.al, 2004). Moreover, I assisting language teaching/learners to acquire important communic Although ICT could be applied in teaching and learning across a wide geography, mathematics, modern foreign languages, music and scienc institutional knowledge construction. (Sutherland, et. al, 2004 : Uthai, It is interesting to test the hypothesis that embedding ICT in and Methods using students most preferred electronic tools would enhance th of 1. Populations the and new Participating information, Groups rather than creating tension between th The population of this study was 18, a total number of undergraduate participating students who enrolled in the English institutional construction. Reading Course on ASEAN Studies in the Department of English for Business Communication, Faculty of Liberal Arts, during the second semester of the 2012 school year. The participants were divided into 3 groups each of which consisting of 6 members. 2. Procedure of the study 2.1 Each study group was allowed to choose 3 countries, from which only one language was chosen to study and practice, and three types of cultures of their interest. The group selected the following countries: Group 1: Singapore, Brunei, and Malaysia. The language selected for presentation was Malay. Group 2: the Philippines, Indonesia, and Vietnam. The language selected for presentation was Tagalog. Group 3: Myanmar, Cambodia and Laos. The languages selected for presentation was Lao. As for Thailand, each group was assigned by the instructor to study the main type of cultures and submitted only a report but there was no requirement for a presentation. 3. Research tools. Reading comprehension test and a questionnaire were used as research tools. Each student was given the pre-test of reading comprehension before conducting the study and the post test after completing the presentation. 4. Study tasks for each group. 4.1 Learning and practicing conversation on the language chosen. 4.2 Searching for information on cultures of the country selected. 4.3 Writing two 200 word essays on the topic chosen. There was, however, a warning on the application of ICT in learning. As of 2004, a review and contextualization of the literature there was limited, systematically-derived, quality information. (Wikip study attempted to use ICT as a tool to supplement the regular classro preference in using ICT tools such as computers and Internet onlin information beyond the traditional text-based content in the classroo

49 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 6.5 Making a presentation ( 30 minutes). 45 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม Data collection, analysis and interpretation 5. Writing a report of research findings submitted for review and evaluation. 6. Presentation 7.1Students and evaluation. scores from the pre-post reading comprehension tests. Each group presented their findings as the following: 6.1 Making role plays of conversation ( 30 minutes). 6.2 Essay reading on the chosen cultures in English (30 minutes) 7.3The data were reported by descriptive statistics in frequency and percentage. 6.3 Giving responses to the questionnaires given by the instructor. (30 minutes) 8. ICT 6.4 Tools Responding for the to study the interview and evaluation conducted by the instructor ( 30 minutes). 6.5 Making a presentation ( 30 minutes). 7.2Instructor s interview reports and student s responses from the questionnaires (5- rating scales). 8.1 Internet online access able from the university computer laboratory. 7. Data collection, analysis and interpretation 7.1 Students 8.2 Students scores preferred from the electronic pre-post tools reading using comprehension outside the classroom. tests. 7.2 Instructor s interview reports and student s responses from the questionnaires Results & Discussions (5- rating scales). 7.3 The data were reported by descriptive statistics in frequency and percentage. A. Results from the 5-level rating scale. Questionnaire included the following. 8. ICT Tools for the study 1. Background 8.1 Internet Knowledge online access of ASEAN able from the university computer laboratory. 8.2 Students preferred electronic tools using outside the classroom. Results & Discussions A. Table Results 1 Student s from the background 5-level rating knowledge scale. Questionnaire of ASEAN included the following. 1. No. Background Background Knowledge of ASEAN Knowledge Table 1 Student s of Asean background knowledge of ASEAN Levels of under- standing Total Before studying 4 (22%) 6 (33% ) 4 (22%) 1 (17%) (100%) 2. Knowledge gained after the study 11 61% 4 (22%) 3 (17%) (100%) 3. Would like to continue studying 10 ( 56%) 6 (33%) 2 (11% ) (100%) Table 1 showed that students had a minimum level of knowledge about ASEAN before participating in the study Table 1 showed that students had a minimum level of knowledge about ASEAN before participating in (33%), knowledge gained after the study (61%) and half of the total number of students would like to continue the study (33%), knowledge gained after the study (61%) and half of the total number of students would like studying (56%). to continue studying (56%). 2. Knowledge of Languages and Cultures of ASEAN Table 2 Students knowledge of languages and cultures of ASEAN ++++

50 6 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 46 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 No. Knowledge of languages and cultures Levels of understanding 2. Knowledge of Languages and Cultures of ASEAN Table 2 Students knowledge of languages and cultures of ASEAN Total 6 1 No. Knowledge of languages and Levels of understanding Before the study cultures (17%) (28% (22%) (11%) (22%) (100%) 2 After the study (78%) (11% ) (11%) 0 0 (100%) Total 3 Would like to continue Before the study studying ( 67%) ( 22% ) (11% 0 0 ( 100% ) (17%) (28% (22%) (11%) (22%) (100%) 2 After the study 14 (78%) 2 (11% ) 2 (11%) (100%) Table 2 3 showed Would that students like to had continue a minimum level of 12 knowledge 4 of ASEAN 2 languages 0 and cultures 0 18 studying ( 67%) ( 22% ) (11% 0 0 ( 100% ) before the study (28%), they gained knowledge after the study (78%) and would like to continue studying (67%). Table 2 showed that students had a minimum level of knowledge of ASEAN languages and cultures 3. before ICT Source the study and (28%), Devices they gained Used knowledge in the Study Table 2 showed that students had a minimum level after the of knowledge study (78%) of and ASEAN would languages like to continue and cultures studying (67%). 3. ICT Source and Devices Used in the Study Table Table 3 Sources 3 Sources of Media of Media Used Used by by Students Students before the study (28%), they gained knowledge after the study (78%) and would like to continue studying (67%). 3. ICT Source and Devices Used in the Study Levels No. Types of Media Table Radio/TV 3 Sources of Media Used 16 by Students 2 (89 %) (11%) 2 No. Internet Types Online of Media (22 %) (44%) 1 Radio/TV 16 3 Printed Materials 3 (89 %) 2 2 Internet Online (17%) 4 (11%) (22 %) 0 0 Levels 4 4 (22%) 2 (11%) 6 (33%) 8 (44%) 0 0 of 3 2 (12%) (17%) 4 (22%) (100%) use Total 0 (100%) (100%) (22%) (100%) (12%) 0 (100%) Table 3 showed that most students used radio/tv as sources of information (89%), the Internet online (44%) Table and 3 printed 3 showed Printed materials that Materials (33%). most students used 3 radio/tv as sources 2 of information 6 (89%), 3 the Internet online (44%) and printed materials (17%) (33%). (11%) (33%) (17%) 7 4. Types of electronic media used by students 4. Types of Table electronic 4 Types media of media used devices by students used by students Table 3 showed that most students used radio/tv as sources of information (89%), the No. Types of Media Levels of uses Total Internet online (44%) and printed materials (33%). Table 4 Types of media devices used by students Types of electronic media used by students 1 Computers Table 4 Types of media devices used (11% by students ) ( 56% ) (33% ) 0 0 (100%) of 3 use 2 1 Total 4 18 (22%) (100%) 2 Smart phones 17 (94%) 1 ( 6%) (100%) 3 Others (ipad, Tablet, ) 11 (61%) 4 (22%) 3 (17%) (100%) Table 4 showed that students used smart phones the most (94%) followed by computers (56%) and other devices such as ipad/tablets Table 4 showed (61%). that students used smart phones the most (94%) followed by computers (56%) and other devices such as ipad/tablets (61%).

51 (100%) 4 Learned ASEAN cultures from other groups understanding from other groups (61%๗ 6 (33% ) (22%) 6 (33%) (17%) 3 (17%) 0 3 (17% ) 0 (100%) วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 1 Learned knowledge and ป ท 11 ฉบ บท 02 กรกฎาคม - 0 ธ นวามคม (1 2 5 Got information Prepared within to join the group more ASEAN 6 5. Benefits study of Knowledge groups of ASEAN (33%) Table 5 The benefits of knowledge of ASEAN interviews. Table 5 showed that most students learned and shared knowledge and understanding from other groups (61%), got information within the group (33%), learned new ASEAN languages from other groups (33%), Table 5 showed that most students learned and shared knowledge and understanding from other groups (61%), Learned ASEAN cultures from other groups (33 %), and some were prepared to join the other group in studying got information within the group (33%), learned new ASEAN languages from other groups (33%), Learned ASEAN community (45 %). Student s rating of their appreciation and preference on native cultures of ASEAN countries are as follows. ASEAN cultures from other groups (33 %), and some were prepared to join the other group in studying ASEAN 1) The cultures they preferred were Music and arts performances, food clothing and fabrics, and B. From community the (45 instructor s %). report 84 (45%) (22%) 46 (22%) (33%) 1. The instructor s reports living on styles students which learning showed of national ASEAN cultures identity; and and languages public entertainments. based on the group interviews. B. Student s From the rating instructor s of their appreciation report and preference on native cultures of ASEAN countries are as follows. 1) The cultures they preferred were Music and arts performances, food clothing and fabrics, and living 1. The instructor s reports on students learning of ASEAN cultures and languages based on the group styles which showed national identity; and public entertainments. interviews. 2) The languages practices). of preference were Comparative Thai-Laos, English and Chinese as in Singapore (for business and daily living), Malay, Tagalog, Vietnam (most difficult in pronunciation practices). Student s 2. Results rating of the of t-test their of appreciation students and pre-post preference reading on native comprehension cultures of scores ASEAN countries are as follows. 2. Results of the t-test of students pre-post reading comprehension scores Diagram 1 Paired Samples Test Diagram 1 Paired Samples Test 4 4 (22%) (22% ) (100%) 0 3 Learned new ASEAN languages from other groups (11%) (22%) (11%) (22%) (33%) Table 5 showed that most students learned and shared knowledge and understanding (100%) from other groups (61%), got information within the group (33%), learned new ASEAN languages from other groups (33%), Learned 4 Learned ASEAN cultures from ASEAN cultures from other groups (33 %), and some were prepared to join the other group in studying ASEAN other groups (33% ) (33%) (17%) (17% ) 0.00 (100%) community (45 %). 5 Prepared to join more ASEAN 8 B. From the instructor s report study groups (45%) 6 (33%) 4 (22% ) 1) The cultures they preferred were Music and arts performances, food clothing and fabrics, and Test living styles N which showed Mean national identity; S.D. and public entertainments. t Sig. (2- tailed) Pretest Posttest 2) The languages 18 of preference 8.11 were Comparative Thai-Laos, English and Chinese as in Singapore.832 (for business and daily living), Malay, Tagalog, Vietnam (most difficult in pronunciation Diagram 1 showed that the paired samples test of the study groups was statistical significant at.00 level. practices). Diagram 1 showed that the paired samples test of the study groups was statistical significant at.00 level. 3. The 2. students Results of problems the t-test of students pre-post reading comprehension scores The study groups of students encountered some problems in conducting the study on ASEAN languages and cultures. Diagram 1 Paired Samples Test 1. They found that there were a variety of languages used in ASEAN community, some of which were difficult Test to learn such N as Vietnamese. Mean S.D. t Sig. (2- tailed) Pretest 2. There was 18 not enough 4.06 information.873 on languages and cultures.000 of ASEAN community. However, Posttest the study 18 revealed 8.11 that more.832studies should be done on disseminating languages and cultures among Diagram members 1 showed of ASEAN that the Community. paired samples need test of more the study studies. groups was statistical significant at.00 level. 3.Time to prepare for joining the ASEAN community was so short that Thai people were worried about being unable 3. to The cope students with problems other people in the community. Results of the study answer the research questions as the following. RQ#1 Can students learn the cultures and languages of the ASEAN community? (1) Students could learn the cultures and languages of the ASEAN community as shown by Table 1 that students had a minimum level of knowledge of ASEAN before conducting the study (33%), They gained most knowledge from the study (61%) and over half of students would like to continue studying (56%). RQ#2 Can the ICT tools such as the Internet and computers assist the student s learning? (2) In regard to the use of ICT to assist students learning, the study revealed that most students used radio/tv as sources of information (89%), followed by the Internet online and printed materials. Most students used smart phones (94%) followed by computers and other devices such as ipad/tablets (100) 1. The instructor s reports on students learning of ASEAN cultures and languages based on the group 2) The languages of preference were Comparative Thai-Laos, English and Chinese as in Singapore (for business and daily living), Malay, Tagalog, Vietnam (most difficult in pronunciation 3. The students problems 0 0 (

52 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 48 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 RQ#3 How much knowledge of cultures and skills did the students gain when participating in the study? (3) Most students learned and shared knowledge and understanding from other groups (61%), got information within the group (33%), learned new ASEAN languages from other groups (33%), leaned ASEAN cultures from other group (33 %), and some were prepared to join the other groups in studying ASEAN community (45 %). (4) Results of the t-test of students pre-post reading comprehension scores were statistical significant, at the.00 level. (5) Students also expressed some problems concerning time constraints in searching for the information from the Internet online. They needed more time to complete the study. Discussion Results of the study showed that ICT can help students learn and understand new knowledge. Students slightly developed their language shills in speaking other languages beyond the English text lessons used in the classroom. Although their learning outcomes did not show significant improvement in language shills, they expressed interests to continue learning. The students report also showed their eagerness in exploring new knowledge by using their own ways and could get access to authentic information from the Internet online and from their smart-phones which were their most preferred electronic gadgets. This new quasi-experiment yielded results in line with other previous studies that ICT could bring exciting new learning environments (Januz, et al., 2007). Students could gain experiences in active learning, critical thinking and cooperative learning (Al-Juboury, 2011; Khaksari, & Moghimizadeh, 2011). Using ICT in the classroom could enhance students learning. Students gained new knowledge and understanding of the cultures and new languages of the people in ASEAN community. They experienced and participated in cooperative learning in their groups, incorporated critical thinking and active learning. By using the computers and their own mobile smarts-phones and other digital tools, students found new knowledge on cultures from the neighboring countries. As a result, they could assemble the findings and enjoy practicing the unfamiliar new languages. Ultimately, they were challenged to engage in a wider and boundless burning at of acquiring language skills and cultures. This study was done in 10 weeks. It took 15 hours extra to complete the learning tasks in regular English text-based lessons. Actually, students needed more time to expand new knowledge and to increase their understanding of the people in ASEAN community. In order to explore sufficient studies of using ICT in the classroom there are some additional recommendations. 1. Teachers should apply more ICT tools in the classroom, if not be able to have a fully application, to supplement the traditional and limited text-based teaching and learning content. 2. Further studies should provide a longer period of using ICT in order to allow students to have enough time to search more information and practice the new languages. 3. Recommendations on the urgent preparation to join ASEAN community are the following. 3.1 Thai people should improve their English language skills in order to have effective communications with the people from the ASEAN community. 3.2 It should be made aware that the free flows of working manpower from ASEAN community in different fields of jobs opening would be overpowering to the local Thai working labors who have less efficiency skills. 3.3 The government should open more free classrooms for learning English in every district to attract students and adults to come and engage in learning and practicing English for better communication with the influx of people coming from ASEAN community. References Aida Shuhaida bt Mustafa, Ramiez, A.L., Kim, T.H., Khoe, G.S. & Pandian, (2012, January June). An Experimental Approach in using Movies in Class for Learning and Teaching Foreign Languages (Mandarin, Spanish and Korean) and Bahasa Malaysia. UMT POLY Journal. 9, Al-Juboury, Nejat. (2011). Digital Literacy in Language & Literacy in the Local and Global Contexts: Success Stories and Unfolding Narratives. Proceedings of the 2011 Asian Literacy

53 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 49 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 Conference in Conjunction with 7th Litcon and 4th ILLC, October 2011, Berjaya Georgetown Hotel, Penang, Malaysia. Bransford, J.D., Brown, A. L., and Cocking, R.R., eds. (1999). How people learn: brain, mind, experience, and school. Washington, D.C.: National Academy Press, pp D. Bransford. Retrieved August 18, 2013 Ebrahimi, Shirin Shafiei. (2011). ICT Development of Teaching and Learning English in Iran. In Language & Literacy in the Local and Global Contexts: Success Stories and Unfolding Narratives. Proceedings of the 2011 Asian Literacy Conference in Conjunction with 7th Litcon and 4th ILLC, October 2011, Berjaya Georgetown Hotel, Penang, Malaysia. Janusz, Aimee., Pate, Clinton., Greg., & Natalie, Gornell. (2007). Technology to Support Learning, EDIT 6400: Emerging Perspectives on Learning Teaching and Technology. Chapter 9 from How People Learn by J.D.Bransford, A.L. Brown & R.R. Cocking (1999). A PowerPoint Presentation. Retrieved August 21, 2013 From using-technology-to-support-learning. Kassim, Hafizoah, et.al (2011). Toward the Effectiveness of Utilizing ICT in Enhancing Language Process: A Pilot Study. Retrieved August 18, 2013 from the Effectiveness of Utilizing ICT In Enhancing Language Learning Process: A Pilot Study. Khaksari, M., & Moghimizadeh, R.P. (2011, January June). Grammatical Difficulty and its effect on written Production of language Learners. UMT POLY JOURNAL. 8, Pandian, A., Ismail, S.A.M.M., Kechik, S.Y.S., & Nathan, A.S. (2011, July December). Being Literate Through Literacy : Integrated quality Reading Approach (IQRA). UMT POLY JOURNAL. 8, Uthai Piromruen, & Pandian, A. (2012, July December). Interrelationships of Language, Culture and Ethnicity. UMT-POLY JOURNAL. 9, Sutherland, R. et. al.(2004). Transforming teaching and learning: embedding ICT into everyday study classroom practices. Journal of Compeluter Assisted Learning 20, Available Walaiporn Chaya. (2012, July December). Enhancing EFL Learners; Reflective Thinking skills and Writing Related metacognitive knowledge Through Journal writing. UMT POLY JOURNAL. 9, Wikipedia (2013) Information and communication technology in education. Retrieved 16 August, From

54 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 50 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ย ทธศาสตร การจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท ง สำาหร บปล กฝ งว ฒนธรรมค าน ยมและพฤต กรรมท ด งาม ให ก บเยาวชน ธนชาต จ นทร เวโรจน, บร ษ ท จ ณณ เจนเนอเรช น จ าก ด, กร งเทพมหานคร [email protected], โทร ส ข ม เฉลยทร พย, มหาว ทยาล ยราชภ ฏสวนด ส ต, กร งเทพมหานคร sukhum [email protected], โทร วรรณว ภา จ ต ช ย, มหาว ทยาล ยราชภ ฏสวนด ส ต, กร งเทพมหานคร wanwipa [email protected], โทร บทค ดย อ งานว จ ยเร อง ย ทธศาสตร การจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท งส าหร บปล กฝ งว ฒนธรรมค า น ยมและพฤต กรรมท ด งามให ก บเยาวชน เก ดข นจากป ญหาท รกรรมเยาวชน การว จ ยน ศ กษาสภาพป จจ บ นของรายการโทรท ศน และเน อหาสาระของรายการโทรท ศน ท พ งประสงค ของเยาวชน ศ กษาการจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท ง ส าหร บปล กฝ งว ฒนธรรม ค าน ยมและพฤต กรรมท ด งามให ก บเยาวชน พร อมท งก าหนดย ทธศาสตร การจ ดการรายการโทรท ศน เพ อ การศ กษาร ปแบบบ นเท งส าหร บปล กฝ งว ฒนธรรม ค าน ยมและพฤต กรรมท ด งามให ก บเยาวชน ประชากรได แก น กเร ยนระด บม ธยม ต น ม ธยมปลาย และอ ดมศ กษาช นป ท 1-4 ในเขตกร งเทพมหานคร โดยขนาดกล มต วอย างท ใช ในการว จ ยคร งน ค อ 480 ต วอย าง โดยใช แบบสอบถามท ผ านการหาค าความเท ยงตรงและม ค าความเช อม น 0.97 ว เคราะห ข อม ลพ นฐานทางสถ ต โดยใช ว ธ หาค าความถ (frequency) แล วสร ปออกมาเป นค าร อยละ (percentage) ด านการว เคราะห ระด บความสนใจและความต องการใช การว เคราะห ค า เฉล ย (mean : ) และส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : S.D.) ผสมก บการส มภาษณ เช งล กซ งเป นการว จ ยเช งค ณภาพ ก บผ เช ยวชาญหลากหลายสาขา ท งน กว ชาการทางด านการศ กษา น กรณรงค ทางด านว ฒนธรรม และผ บร หารหารสถาน โทรท ศน และผ ผล ตรายการโทรท ศน ผลการว จ ย พบว าเยาวชนเช อว าบทเร ยนในด าเน นช ว ตท ด งามน น สามารถมาในร ปแบบต างๆ ท หลากหลาย ท ง บทเพลงประกอบภาพ ละครส น ละครยาว สารคด พ พ ธท ศนา สนทนาบ นเท ง ก ฬา และข าว ผ เช ยวชาญเช อว ารายการเพ อการศ กษา ในร ปแบบบ นเท งม ศ กยภาพท จะปล กฝ งว ฒนธรรมและร ปแบบในการด าเน นช ว ตท ด งามได โดยจะต องเป นความร วมม อก นระหว าง น กการศ กษา และน กผล ตรายการโทรท ศน ม ออาช พ ม การ บ รณาการ สาระความร และ ความบ นเท ง เข าด วยก นอย างกลมกล น แต อย างไรจะต องม ครอบคร ว การศ กษา และส อมวลชนแขนงอ น บ รณาการการอบรมส งสอนและข ดเกลาเยาวชน เสร มแรงรายการ โทรท ศน ด งกล าวน นด วย จากผลของการว จ ยผ ว จ ยได สร ปเป นย ทธศาสตร ในการจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในล ลาบ นเท ง ประกอบด วย 15 P ค อ โครงการ นโยบาย ว ตถ ประสงค กล มเป าหมาย งบประมาณ สถาน และเวลาออกอากาศ การประชาส มพ นธ หน วยงานผ ร บผ ดชอบ บ คลากร ผ น าเสนอ ว ธ การน าเสนอ การสร างเคร อข าย การผล ต และ ระบบและกระบวนการในการด าเน นงาน คำาสำาค ญ : ย ทธศาสตร, ว ฒนธรรม, การศ กษาในร ปแบบบ นเท ง Received April 20,2014, Accepted May 29,2014 A STRATEGIC MANAGEMENT OF ENTERTAINMENT EDUCATION TV PROGRAMS TO CULTIVATE GOOD VALUES AND BEHAVIORS AMONG THE YOUTH Tanachart Junveroad, Jin Generation Co,Ltd., Bangkok [email protected], Tel Sukhum Chaleysub, Suan Dusit Rajabhat University, Bangkok Sukhum [email protected], Tel Wanwipa Chatuchai, Suan Dusit Rajabhat University, Bangkok wanwipa [email protected], Tel Abstract The research: A Strategic Management of Entertainment Education TV Programs to Cultivate Good Values and Behaviors among the Youth was originated due to the problem of juvenile delinquency. The research investigated current situations of TV programs and TV contents desired by the youth. It also studied the management of EE-TV program production that could cultivate good social attitudes, social values, and behaviors among the youth. It aimed at devising a management strategy to produce EE-TV to achieve successful cultivation as mentioned above. The research was a survey conducted among a sample of 480 students at levels secondary school, high

55 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 51 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 school, and university levels in Bangkok. The questionnaire was tested for reliability, and the result was The statistical analysis consisted of frequency, percentage, means, and standard deviation. Depth interviews were conducted with experts in various fields, including education, culture campaign management, TV station management and TV production management. The findings indicate that the subjects believe that lessons of life can be embedded in a variety of programs, including music videos, soap operas, sitcoms, game shows, talk shows, variety shows, documentaries, sports, and news. The informants all agree that entertainment education TV programs have potential to cultivate a decent living among young people. However, there should be a good collaboration between educators and professional TV personnel, so that substantial lessons and the fun flavor can be coherently integrated. Based on the findings, a paradigm of strategic management of EE-TV programs has been devised consisting of 15 P s: Project, Policy, Purposes, People, Programs, Provision, Place, Public Relations, Party, Personnel, Presenters, Presentation, Power network, Production and Process. Keywords : strategic, cultivate, entertainment Education คำาขอบค ณ : งานว จ ยน ได ร บการสน บสน นจาก มหาว ทยาล ยราชภ ฎสวนด ส ต บทน ำ ว ฒนธรรมก าล งอย ในจ ดเส อม เยาวชนท เร ยกว าเป น Y Generation และ Z Generation ม กจะม ร ปแบบในการด าเน นช ว ต ท ไม เหมาะสม ม ค าน ยม ท ใช เป นหล กในการด าเน นช ว ตท ไม ถ กต อง ม หล กค ดในการด าเน นช ว ตท ไม ค อยสร างสรรค ก อให เก ดพฤต กรรม ท ไม เหมาะสมหลายประการ เช น การเท ยวกลางค นพร าเพร อ การใช จ ายฟ มเฟ อย ล มหลงบร โภคน ยม การหมกม นเร องเพศ การแต ง กายท ไม เหมาะสม การเสพยาเสพต ด การย ดต ดส ขน ยม ไม สนใจส งท เป นสาระ การเล นการพน น การใช ภาษาไทยผ ดๆ ไม สนใจความ เป นเอกล กษณ ของชาต ป ญหาเหล าน ส วนหน งเก ดจากการเล ยนแบบบ คคลท เป นคนม ช อเส ยง (Celebrities) ไม ว าจะเป น ดาราน กแสดง น กร อง น กก ฬา พ ธ กรรายการโทรท ศน น กจ ดรายการว ทย และบรรดาหน มสาวล กเศรษฐ ท เร ยกก นว า ไฮโซ ตลอดจนการเล ยนแบบ พฤต กรรมของดาราน กแสดงต างชาต ท ก าล งเป นท น ยมอย ในส งคมไทยในป จจ บ น ท าให ว ฒนธรรมไทยก าล งจะส ญเส ยเอกล กษณ ก อให เก ดป ญหาต างๆ ท ท าให การจ ดระเบ ยบส งคม เป นไปด วยความยากล าบาก การปล กฝ งว ฒนธรรมในห องเร ยนอาจจะไม น าสนใจเพ ยง พอส าหร บเยาวชนท เป นพวกส ขน ยม ด งน นจ งม ความจ าเป นต องหาทางท จะใช ส อเพ อการบ นเท งในการปล กฝ งว ฒนธรรมและค าน ยม ท ด งามให แก เยาวชน ในล กษณะของการบ นเท งเพ อการศ กษา หร อการศ กษาท มาในร ปแบบของการบ นเท งท เร ยกขานในภาษาอ งกฤษ ว า Entertainment Education EE เป นการให การศ กษาด านว ฒนธรรมและการปล กฝ งค าน ยมท ด งาม ในร ปแบบของการบ นเท ง ท เป นท พ งใจของเยาวชนท จะเต บโตต อไปเป นทร พยากรมน ษย ท ส าค ญของชาต (เสร วงษ มณฑา, 2548 หน า 58) รายการโทรท ศน ในส งคมไทยในป จจ บ นไม ได เอ อหร อส งเสร มการเร ยนร ของเยาวชน การจ ดการรายการโทรท ศน ในส งคม ไทย ม กข นอย ก บข อจ าก ดหลายประการ เช นการถ กก าหนดโดยเจ าของส นค าท เป นผ อ ปถ มภ รายการ โดยผ บร โภคท เป นไปตามกระแส น ยมและรสน ยมของประชาชน โดยพ ฒนาการของเทคโนโลย และโดยจรรยาบรรณแห งว ชาช พส อสารมวลชน (ช ษณะ เตชคณา, 2548 หน า 101) บางอย างอาจจะส งเสร มให เก ดรายการท ด แต หลายอย างกล บกลายเป นป ญหาในการจะผล ตรายการโทรท ศน ท จะม ค ณค า ในด านการปล กฝ งว ฒนธรรม ค าน ยม ท ศนคต และพฤต กรรมท ด งามทางส งคม แม จะม แนวค ดในการพ ฒนารายการโทรท ศน เพ อส ง เสร มการเร ยนร ของเด กและเยาวชนในประเทศไทยมาเป นเวลาหลายป แล ว แต รายการส าหร บเด กกลายเป นรายการส าหร บเด กอาย ต ากว า 10 ขวบมากกว าท จะเป นรายการส าหร บเยาวชน ด งน นรายการโทรท ศน ของประเทศไทยจ งม รายการส าหร บเด กเล ก และ ส าหร บผ ใหญ แต ขาดรายการส าหร บปล กฝ งพฤต กรรม ค าน ยมท ด งามให เยาวชน รายการส าหร บเยาวชนในป จจ บ น จะเป นรายการ เกมโชว พ พ ธท ศนา (Variety Show) รายการเพลงประกอบภาพ (Music Video) และรายการละคร ภาพยนตร ช ดจ นและเกาหล ซ ง ก เป นรายการเพ อการบ นเท งมากกว าท จะเป นรายการท สามารถปล กฝ งว ฒนธรรมและค าน ยมท ด งามให ก บเยาวชน รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาท ม อย ก จะเป นรายการทางด านการศ กษาท เน อหาไม ต างจากบทเร ยนในห องเร ยน เพ ยง แต เปล ยนมาใช ส อโทรท ศน เป นช องทางในการเผยแพร บทเร ยน ไม ว าจะเป นรายการของมหาว ทยาล ยรามค าแหง ของมหาว ทยาล ย ส โขท ยธรรมาธ ราช ของโรงเร ยนไกลก งวล และของสถาน ว ทย โทรท ศน เพ อการศ กษา กระทรวงศ กษาธ การ ETV ท ม งไปท กล ม เป าหมายว ยม ธยมต น ม ธยมปลาย และอ ดมศ กษา เน อหาท งหมดเป นเร องว ชาการมากกว าการปล กฝ งว ฒนธรรมและค าน ยมท ด งามให เยาวชน จนด เหม อนว าประเทศไทยขาดผ ประกอบการท เห นความส าค ญของการพ ฒนาเยาวชนของชาต รายการโทรท ศน ต างๆ ท น ยมผล ตและม ผ อ ปถ มภ รายการหนาแน นไม ได เป นไปเพ อเสร มสร างการศ กษาและการเร ยนร ของเด กและเยาวชนอย าง แท จร ง ในทางตรงก นข าม ในบางคร งเน อหาของส อเหล าน นกล บม ล กษณะท ส งผลร ายต อส งคมไทยมากข นท กว น Beanculli (2000) เร ยกช วงเวลาท ม การน าเสนอรายการท ไม เป นประโยชน ทางส งคมว า ด นแดนแห งการส ญเส ย และเขาได เสนอแนะให ม การแสวงหา แนวทางการท ารายการโทรท ศน ท จะเปล ยน ด นแดนแห งการส ญเส ย ให เป น ด นแดนท เต มไปด วยค ณค า โดยแสดงท ศนะว า รายการโทรท ศน ในป จจ บ นม ค ณภาพและปร มาณท น าเป นห วง เพราะส งท ปรากฎในโทรท ศน น นสามารถท าร ายเด กๆ ได เขาเปร ยบ เท ยบรายการโทรท ศน ท น าเสนอรายการท ไร ค ณค าเป น อาหารขยะ ท เด กๆ จะร บเข าไปเหม อนการสะสมร ปแบบในการด าเน นช ว ต

56 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 52 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 และค าน ยม จนกลายเป นว ฒนธรรมท พวกเขาย ดม นเม อส งคมม ป ญหาเก ยวก บพฤต กรรมของเยาวชน น กว ชาการด านส อสารมวลชน น กการศ กษา และน กว พากษ ส งคมเป นจ านวนมาก แสดงความไม สบายใจเก ยวก บพ ฒนาการของรายการโทรท ศน เพราะรายการ โทรท ศน ป จจ บ นให ท ศนะท ไม ค อยเหมาะสมเก ยวก บเร องเพศ ความร นแรง การด าเน นช ว ต และใช ภาษาท ไม เหมาะสม จ งม เส ยงเร ยก ร องให ผ ประกอบการในอ ตสาหกรรมการผล ตรายการโทรท ศน ให ม ความร บผ ดชอบต อส งคมให มากข น ให ใช โทรท ศน ให เป นประโยชน แก ส งคมให มากกว าท เป นอย ในป จจ บ น กล มประชากรท จะได ร บผลกระทบเช งลบจะเป นกล มเด กและหน มสาวท ย งขาดท กษะทางสต ป ญญาท จะแยกแยะระหว างความเป นจร งก บจ นตนาการ น กว ชาการทางด านส งคมศาสตร ต องการให โทรท ศน ปร บบทบาทให ม ส วน ร วมในระบบการศ กษา เพ อให ผ ชมได เร ยนร ส งด ๆ ท จะน าไปใช ในการพ ฒนาตนเอง ด าน Bandura (2002, p 12) มองว า ในย คท โทรท ศน ม อย ในเก อบท กบ านเร อนท วโลก ผ คนท งหลายม ความสามารถในด านว ว ฒนาการและพ ฒนาการด วยการเร ยนร จากการ ส งเกต โทรท ศน ท าให พวกเขาได ร บความร และท กษะในส งคมอ ดมข าวสารท หลากหลาย ปรากฏการณ ด งกล าวน แตกต างจากอด ต ท การเร ยนร จะเก ดข นในพ นท แคบๆ ในห องเร ยนหร อในช มชนท อย รอบต วผ เร ยนเท าน น ปรากฏการณ ของโทรท ศน ท ม อย ในท กพ นท ท าให ผ คนท เป นสมาช กของส งคมสามารถเร ยนร เร องราวต างๆ ได อย างกว างขวางได ท กๆ ว นท ต องการ ด งน นการบร หารจ ดการเน อหา สาระของรายการโทรท ศน ให ม ค ณค าในการพ ฒนาตนของผ ชมจ งเป นเร องท จ าเป นอย างย ง น กว ชาการด านการศ กษาจะต องแสวงหา แนวทางในการใช โทรท ศน ให เป นประโยชน ต อการศ กษา โดยเฉพาะในด านการพ ฒนาตนเองให ม ร ปแบบในการด าเน นช ว ตท เหมาะสม ม ค าน ยมท ถ กต องในการด าเน นช ว ต ซ งจะน าไปส การม ว ฒนธรรมท ด งามของส งคม การศ กษานอกห องเร ยนควรน าเสนอในร ปแบบ Edutainment ท จะเน นการปล กฝ งว ฒนธรรมท ด งามของไทย ปล กฝ งค า น ยมท จะเป นหล กในการด าเน นช ว ตท งดงามและม ค ณธรรมให แก เยาวชน ตลอดจนช แนะหล กค ดท สร างสรรค ให เยาวชนไทยสามารถ น าไปใช เป นแนวทางในการด าเน นช ว ตท ม ค ณภาพ เป นการแก ไขป ญหาพฤต กรรมท ไม เหมาะสมของเยาวชน เป นการจ ดระเบ ยบส งคม และเป นการพ ฒนาเยาวชนให เป นทร พยากรมน ษย ท ม ค ณภาพของชาต โดยจะต องม การพ ฒนาร ปแบบการน าเสนอรายการโทรท ศน ท หลากหลายและจะต องบร หารจ ดการให ม การน าเสนอรายการต างๆ อย างน าสนใจและม ส ดส วนท พอเหมาะระหว างเน อหาในรายการท ม การส งเสร มการเร ยนร ทางด านว ชาการ (Education) และ การเร ยนร ว ฒนธรรม ค าน ยม หล กค ด ศ ลปะในการด าเน นช ว ตท มาในร ป แบบของความบ นเท ง (Entertainment) อาจจะเป นละคร สนทนาบ นเท ง สารคด รายการเกร ดความร ข าวประจ าว น การว เคราะห ข าว การเสวนา ท สอดแทรกเร องราวของว ฒนธรรมและค าน ยมท ด งาม เป นการให การศ กษาแก เยาวชนด ด วยความสน ก เพล ดเพล น เป น Entertainment Education ส าหร บเยาวชน การวางแผนจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษา ส าหร บเป น Entertainment Education ส าหร บเยาวชน ด วย เจตนารมณ ในการปล กฝ งว ฒนธรรมซ งเป นเร องท ส าค ญในการด ารงช ว ต เพราะค าน ยมน นเป นมาตรฐานท จะเป นเคร องต ดส นใจหร อ ผล กด นให บ คคลน นแสดงพฤต กรรมไปทางใดทางหน ง (เก ยรต ศ กด อ ชยาน นท,2525) ค าน ยม ซ งไม ใช ส งท ต ดต วมาแต ก าเน ดแต เป น ส งท มน ษย เร ยนร จากบ คคลและสถาบ นต าง ๆ ทางส งคมท ม บทบาทในการข ดเกลา (ก อ สว สด พาน ช, 2547) หล กค ด และศ ลปะใน การด าเน นช ว ตท ด งาม ม ด งต อไปน (1) ประเภทของรายการท จะน าเสนอ (2) เน อหาสาระของรายการแต ละประเภท (3) ผ น าเสนอ ท สามารถด งด ดความสนใจของเยาวชนได เป นอย างด (4) การจ ดส ดส วนด านเวลาและช วงเวลาของรายการ และ (5) ว ธ การน าเสนอท ม ประส ทธ ผล ประเทศไทยในยามน ต องการใช รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาส าหร บเยาวชน ท จะต องน าเสนอรายการความร ค ความ บ นเท งเพ อปล กฝ งว ฒนธรรมและค าน ยมท ด งามให แก เยาวชนนอกห องเร ยน ว ตถ ประสงค 1. เพ อศ กษาสภาพป จจ บ นของรายการโทรท ศน และเน อหาสาระของรายการโทรท ศน ท พ งประสงค ของเยาวชน 2. เพ อศ กษาการจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท งส าหร บปล กฝ งว ฒนธรรม ค าน ยมและพฤต กรรม ท ด งามให ก บเยาวชน 3. เพ อก าหนดย ทธศาสตร การจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาร ปแบบบ นเท งส าหร บปล กฝ ง ว ฒนธรรม ค าน ยมและพฤต กรรมท ด งามให ก บเยาวชน ว ธ ว จ ย 1. การว จ ยเช งปร มาณ เป นการส ารวจด วยแบบสอบถามในการส มภาษณ น กเร ยนระด บม ธยมต น ม ธยมปลาย และ อ ดมศ กษาช นป ท 1-4 โดยกล มต วอย าง ผ ว จ ยการเล อกกล มต วอย างแบบเจาะจง ( Purposive sampling ) โดยท าการเล อก สถานศ กษา ท ม ช อเส ยงและค ณภาพเป นท ยอมร บในระด บต นของประเทศ ค อ เล อกโรงเร ยนท งของร ฐและเอกชน โดยโรงเร ยน ท เล อกค อ โรงเร ยนสวนก หลาบว ทยาล ย, โรงเร ยนสตร ว ทยา, โรงเร ยนบด นทร เดชา, โรงเร ยนกร งเทพคร สเต ยนว ทยาล ย, โรงเร ยนเซนโยเซฟ และ โรงเร ยนสาธ ตประสานม ตร ในระด บม ธยมต นโรงเร ยนละ 20 คน และ ในระด บม ธยมปลายโรงเร ยนละ 20 คน และ ในระด บอ ดมศ กษา โดยมหาว ทยาล ยท เล อกค อ จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย, มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร, มหาว ทยาล ย ราชภ ฎสวนด ส ต, มหาว ทยาล ยกร งเทพ, มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคล และมหาว ทยาล ยอ สส มช ญ ช นป ท 1 ช นป ท 4 ช นป ละ 10 คน รวมกล มต วอย างท งในระด บโรงเร ยนและระด บอ ดมศ กษา จ านวน 480 คน การว จ ยเช งปร มาณใช เคร องม อ ค อ แบบสอบถามท ม โครงสร างแบ งออกเป น 4 ส วน ซ งเป นค าถามปลายป ด ในส วนท 1 3 และ เป นค าถามปลายเป ดในส วนท 4 ค อ ส วนท 1 ข อม ลพ นฐานของผ ตอบแบบสอบถาม ส วนท 2 ความสนใจในร ปแบบ รายการโทรท ศน และเน อหาสาระของรายการโทรท ศน ท ท านร บชมในป จจ บ น ส วนท 3 ความต องการชมรายการโทรท ศน เพ อการ ศ กษาในร ปแบบบ นเท งท ม เน อหาสาระท เป นประโยชน ต อการด าเน นช ว ตของท าน และส วนท 4 ข อเสนอแนะอ นๆ ในการจ ดรายการ โทรท ศน เพ อการศ กษาท น าเสนอในร ปแบบของความบ นเท งในการปล กฝ งว ฒนธรรมค าน ยมและพฤต กรรมท ด งาม

57 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 53 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 การเก บรวบรวมข อม ลเช งปร มาณ เป นการเก บข อม ลด วยการให ผ ท อย ในกล มต วอย างเป นผ กรอกค าตอบในแบบสอบถามเอง (Self-administered questionnaire) เพ อให เสร ภาพในการตอบแก ผ ท อย ในกล มต วอย าง จะได ค าตอบท ตรงความจร งมากกว า การส มภาษณ โดยผ ส มภาษณ ท อาจจะท าให กล มต วอย างให ค าตอบท ท าให พวกเขาด ด ในสายตาของผ ส มภาษณ ในการเก บรวบรวม ข อม ล ผ ว จ ยด าเน นการ ค อ 1) ขอหน งส อจากมหาว ทยาล ยราชภ ฎสวนด ส ต เพ อขออน ญาตสถาบ นต างๆ จ านวน 6 โรงเร ยน และ 6 มหาว ทยาล ย ท เป นกล มต วอย าง พ จารณาขออน ญาตเก บรวบรวมข อม ล 2) ประสานงานก บหน วยงานท เก ยวข องในสถาบ นการ ศ กษาต างๆ ท เป นกล มต วอย าง เพ อขอความอน เคราะห และขอความร วมม อในการเก บรวบรวมข อม ล ตอบแบบสอบถามแล วส งค น ผ ว จ ยในเวลาท ก าหนด และ 3) ผ ว จ ยได น าแบบสอบถามพร อมหน งส อจากมหาว ทยาล ยราชภ ฎสวนด ส ต ไปมอบให ผ บร หารโรงเร ยน และมหาว ทยาล ย ท ขออน ญาตเก บข อม ลการว จ ยและเก บแบบสอบถามด วยตนเอง ด วยการน า แบบสอบถามไปมอบให ก บแต ละแห ง ให เก บข อม ลให และผ ว จ ยได ต ดตามขอร บแบบสอบถามค นด วยตนเองอ กคร งหน ง โดยแบบสอบถามท กฉบ บม รห สก าก บไว เพ อตรวจ สอบ โดยผ ว จ ยได ร บแบบสอบถามกล บค น 480 ฉบ บ ค ดเป นร อยละ 100 การว เคราะห ข อม ลเช งปร มาณ เม อจ ดกระท าข อม ลเสร จ แล วได ว เคราะห เพ อหาค าทางสถ ต และสถ ต ท จะใช ในการว เคราะห ประกอบด วย การว เคราะห ข อม ลพ นฐานของผ ตอบแบบสอบถาม ล กษณะแบบสอบถามเป นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ว เคราะห ข อม ลทางสถ ต โดยใช ว ธ หาค าความถ (frequency) แล วสร ปออกมาเป นค าร อยละ (percentage) และการว เคราะห ข อค าถามระด บความสนใจและความต องการของแบบสอบถามเป น แบบมาตราส วนประมาณค า (Rating Scale) ใช การว เคราะห ค าเฉล ย (mean : ) และส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : S.D.) 2. การว จ ยเช งค ณภาพ ผ เช ยวชาญและน กว ชาการท จะเป นผ ให ข อม ลหล ก (Key Informants) โดยใช ว ธ การส มภาษณ ต ว ต อต ว (Face to - Face Interview) ซ งม ผ เช ยวชาญและน กว ชาการในสาขาต างๆ ได แบ งกล มผ ให ข อม ลส าค ญเป น 6 กล มได แก 1) น กว ชาการ การศ กษาท วไป และ น กว ชาการด านการศ กษาตามอ ธยาศ ย 2) น กว ชาการด านการส อสาร ผ เช ยวชาญด านการส อสารเพ อ การรณรงค 3) ผ บร หารสถาน โทรท ศน และ ผ ผล ตรายการโทรท ศน 4) ผ เก ยวข องในการปล กฝ งว ฒนธรรมและค าน ยม และ เก ยวข อง ก บการแก ไขป ญหาท รกรรมเยาวชน 5) ผ บร หารภาคร ฐและผ ก าก บนโยบายด านส อ และ 6) ผ บร หารภาคร ฐผ ก าก บนโยบายพ ฒนา ทร พยากรมน ษย และผ ก าก บนโยบายว ฒนธรรมและค าน ยม ซ งในแต ละกล มผ เช ยวชาญจะม จ านวนกล มละ 3 คน รวมท งส น 18 คน การเก บรวบรวมข อม ลเช งค ณภาพ เป นการส มภาษณ แบบเจาะล ก (depth Interviews) ได ใช แนวทางในการส มภาษณ ค อ 1) ต ดต อก บผ ประสานงานและผ ให ส มภาษณ โดยการย นจดหมายด วยตนเอง เพ อรอเข าท าการส มภาษณ เพ อเก บข อม ลว จ ย พร อม ท งขอความอน เคราะห ในการขอเข าส มภาษณ จากน นท าการน ดหมาย 2) ส าหร บแนวทางของค าถาม (Interviews Guide) ได จ ด พ มพ เป นเอกสารแนบไปพร อมก บจดหมายขอความอน เคราะห ในการส มภาษณ 3) ขออน ญาตบ นท กข อม ลจากการสนทนาด วย เคร องบ นท กเส ยง และอธ บายให ผ ให ส มภาษณ ร บทราบว าข อม ลท ได น นจะน าไปใช ในการศ กษาเท าน น โดยผ ว จ ยท าการส มภาษณ เช งล ก กล มต วอย างด วยตนเองในรายละเอ ยดต วแปรท เก ยวข องตามกรอบประเด นส าค ญในแต ละห วข อ ได ร บแบบส มภาษณ กล บค น 18 ช ด ค ดเป นร อยละ 100 การว เคราะห ข อม ลเช งค ณภาพ ท าการตรวจสอบข อม ลและน าข อม ลด งกล าวมาว เคราะห ข อม ลเช งค ณภาพของส ภางค จ นทวาน ช (2550. น ) ได แก การจ าแนกประเภทข อม ล การเปร ยบเท ยบข อม ล การเช อมโยงแนวค ดท ส มพ นธ ก นและการต ความด วยการ บรรยายผล และน าเสนอผลการว จ ยว าได ค นพบความจร ง เพ อย นย นความร ท ม มาแต เด มหร อได ความร ใหม ประการใดบ าง ผลการว จ ย และ การอภ ปรายผล จากการว จ ยเช งปร มาณ กล มต วอย างเยาวชนในเขตกร งเทพมหานคร ส วนใหญ ม ความถ ในการร บชมท ว ช อง 3 มากท ส ด ชมเคเบ ลท ว ช อง TRUE VISION มากท ส ด ประเภทรายการท ชอบมากท ส ด 5 อ นด บแรกค อ ภาพยนตร ฝร ง Music Video รายการข าว รายการเกมโชว และรายการก ฬา ความสนใจในร ปแบบรายการโทรท ศน ด านด านเน อหาและสาระเร ยง 5 ล าด บแรก เร องการท องเท ยว เร องความร ก เร องส งแวดล อม เร องการเร ยน เร องประว ต ศาสตร ความสนใจบ คคลท น าเสนอเร ยง 5 ล าด บแรกค อ ดาราน กแสดง / น ก ร อง พ ธ กรรายการโทรท ศน ท ค นเคย ด เจ / ว เจ น กพ ดท ร จ ก ผ ประกาศข าว / น กว เคราะห ข าว ด านความยาวของรายการท กล มต วอย าง สนใจมากท ส ดรายการ 60 นาท ช วงเวลาท ออกอากาศเร ยง 5 ล าด บแรกว นเสาร อาท ตย 18.01น น. ว นธรรมดา น น. ว นเสาร อาท ตย น น. ว นธรรมดา น น. ว นเสาร อาท ตย น น. ความต องการร ปแบบรายการโทรท ศน ประเภทสาระในร ปแบบบ นเท งสามารถเร ยงล าด บประเภทรายการท สนใจมากท ส ด 5 อ นด บแรก ค อ Music Video รายการข าว ละครตอนเด ยวจบ (Sit Com) รายการเกมโชว รายการก ฬา ความต องการด านเน อหาสาระสามารถ เร ยง 5 ล าด บแรกค อ เร องการท องเท ยว เร องส งแวดล อม เร องประว ต ศาสตร เร องการเร ยน เร องความร ก บ คคลท น าเสนอสามารถ เร ยง 5 ล าด บแรกได ด งต อไปน ดาราน กแสดง / น กร อง พ ธ กรรายการโทรท ศน ท ค นเคย น กพ ดท ร จ ก ผ ประกาศข าว /น กว เคราะห ข าว น กว ชาการท ม ช อเส ยง ความต องการรายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบบ นเท งด านความยาวของรายการ เยาวชนต องการ ให รายการม ความยาว 60 นาท (1 ช วโมง) และ ความยาว 30 นาท พอๆ ก น เวลาส าหร บการออกอากาศรายการโทรท ศน ประเภท สาระความร ในร ปแบบบ นเท งเร ยง 5 อ นด บแรกม ด งต อไปน ว นเสาร อาท ตย น น. ว นธรรมดา น น. ว นเสาร ว นเสาร อาท ตย น น. ว นธรรมดา น น. (ท ศไทย ส นทรว ภาต, 2555, น ) จากผลการว จ ยเช งค ณภาพพบว า หน วยงานท เก ยวข องสมควรท จะให ม รายการโทรท ศน ในร ปแบบบ นเท งเพ อปล กฝ ง ว ฒนธรรมและค าน ยมท ด งามให ก บเยาวชน เพ อเป นพ ฒนาการในการเพ มพ นท ส อเพ อเยาวชน หน วยงานภาคร ฐท ม ส วนเก ยวข องก บ การพ ฒนาค ณภาพมน ษย และส งคม จะต องม นโยบายท ช ดเจนเก ยวก บการจ ดสรรทร พยากรส อและงบประมาณท จะก อให เก ดรายการ โทรท ศน ประเภทให สาระความร ในร ปแบบของความบ นเท ง (education entertainment) กสทช.ควรจะเป นผ ก าหนดนโยบายให น า

58 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 54 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 เสนอรายการสาระในร ปแบบบ นเท งในช วงเวลาเอก (Prime time) การท จะสร างสรรค รายการประเภทสาระความร ในร ปแบบของ ความบ นเท งน น จะต องม การส ารวจว จ ยความต องการของเยาวชนว าเขาต องการท จะได รายการแบบไหน เพราะการจะท ารายการให เยาวชนสนใจ เน อหาของรายการจะต องสอดคล องก บรสน ยมของพวกเขา และในขณะเด ยวก นต องเหมาะสมก บว ฒ ภาวะของพวกเขา ด วย ไม จ าเป นต องม ช องเฉพาะส าหร บรายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท ง ม ต ของช ว ตท เยาวชนควรจะ ได เร ยนร น นม หลากหลาย บ คคลท จะเป นผ น าเสนอสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท ง ควรจะต องเป นบ คคลท อย ในกล มเก ยว ก บเขา หร อถ าหากอย ต างกล มก จะต องเป นผ ท เข าใจความเป นเยาวชน ร กเยาวชนและปรารถนาด ต อเยาวชน สามารถน าเสนอต วเอง ให เยาวชนมองเป นเพ อนท น าไว วางใจ และเป นผ ท สามารถน าเสนอเน อหาสาระต างๆ ให แก เยาวชนได อย างสน กสนาน ศ กยภาพใน การสร างค ณภาพความเป นคนให เยาวชนก คงพอม อย บ าง แต ความส มฤทธ จะไม เก ดข นได อย างรวดเร ว ต องใช เวลานาน และจะต อง ม รายการประเภทน ให มากข นในหลายๆ ช อง อ กท งจะต องม ก จกรรมในการข ดเกลาเยาวชนในร ปแบบอ น ๆ เข ามาบ รณาการด วย จะอาศ ยแต เพ ยงรายการโทรท ศน อย างเด ยวไม ได รายการทางโทรท ศน สามารถกระต กความค ดของคนด วยการสร างการร บร การด ารง อย ของป ญหา กระบวนการทางด านกฎหมายจะต องเข มงวด รายการด งกล าวจะต องแสดงการไม ยอมร บความร นแรง เพ อให เยาวชน ไม ม พฤต กรรมท ร นแรง ร ฐบาลจะต องม ความม งม นและจร งใจ ด วยการออกกฎหมายหร อระเบ ยบข อบ งค บให ช ดเจนเก ยวก บการใช ส อเพ อการศ กษา และจะต องม ล ทางในการจ ดสรรงบประมาณให สามารถท าให รายการด งกล าวอย ได โดยไม ต องอาศ ยการสน บสน น ด านโฆษณาจากเอกชน กระทรวงศ กษาจะต องปร บแนวทางและภาพล กษณ ในการด าเน นงานด านการใช ส อเพ อการศ กษา ผ บร หาร และเจ าหน าท ท ท างานจะต องม ความกล าหาญท จะค ดนอกกรอบ ม งม นให การศ กษาตามอ ธยาศ ยม ล ลาแตกต างไปจากการศ กษาใน ห องเร ยนท งด านเน อหาและว ธ การน าเสนอ ร ฐบาลจะต องให ท นการศ กษาแก ผ ท จะกล บมาเป นผ ด าเน นการผล ตรายการในร ปแบบ Education Entertainment ร ฐบาลจะต องจ ดต งกองท นเพ อให การด าเน นการผล ตและเผยแพร รายการโทรท ศน ประเภทสาระความ ร ในร ปแบบของความบ นเท งเป นไปได จร งๆ จะปล อยให ผ ผล ตต องด นรนทางธ รก จเองอย างท เป นอย ในป จจ บ นไม ได น กผล ตรายการ โทรท ศน ม อาช พจะต องให ความส าค ญก บการพ ฒนาคนและพ ฒนาส งคมให ม ช ว ตท ม ค ณภาพ มากกว าท จะค ดถ งความส าเร จทางด าน ธ รก จ ผ ผล ตรายการควรเพ มจรรยาบรรณในการน าเสนอรายการโทรท ศน ให ม ความเหมาะสมก บเยาวชน 1. ศ กษาสภาพป จจ บ นของรายการโทรท ศน และเน อหาสาระของรายการโทรท ศน ท พ งประสงค ของเยาวชน ด านพฤต กรรมการร บชมโทรท ศน ของเยาวชน เยาวชนน ยมร บชมช อง 3 และช อง 7 มากท ส ด และน ยมช องท ว ไทย และ NBT น อยท ส ดแสดงว า เยาวชนน ยมรายการประเภทบ นเท งมากกว ารายการท ม สาระหน กๆใน 15 ประเภทของรายการยอด น ยมน น 2 อ นด บแรกเป นรายการประเภทบ นเท งได แก ภาพยนตร ฝร ง และ Music Video ต อจากน นอ นด บท 4 ท 5 และท 6 เป น เกมโชว ก ฬา และละครยาว ก เป นรายการประเภทบ นเท งอ ก ม เพ ยงรายการข าวท ไม ใช รายการบ นเท งแทรกอย เป นอ นด บ 3 และม สารคด แทรกเป นอ นด บ 7 ถ าเป นด านเน อหาสาระท เยาวชนน ยมต ดตามร บชมน น เร องท องเท ยวและความร กมาเป น 2 อ นด บแรก ตามมาด วยเร องส งแวดล อม แสดงให เห นว าเยาวชนม ป ญหาและสนใจท จะเร ยนร เร องความร ก และในขณะเด ยวก นก สนใจท จะมอง หาแหล งท องเท ยว เร องส งแวดล อมตามมาเป นอ นด บ 3 แสดงว าเยาวชนม ความตระหน กเร องป ญหาส งแวดล อมอย ในระด บท น าพอใจ ส วนทางด านบ คคลท เยาวชนให ความสนใจในฐานะผ น าเสนอน น ดาราน ามาเป นอ นด บ 1 ตามด วยพ ธ กรท พวกเขาค นเคยมาเป นอ นด บ 2 อ นด บ 3 เป นกล มด เจและว เจ อ นด บ 4 เป นน กพ ด อ นด บ 5 เป นคนอ านข าว แสดงให เห นว าเยาวชนต องการผ น าเสนอท พวกเขา ค นเคย ม ความคล ายคล งก บพวกเขา อย ในว ยเด ยวก บพวกเขา ค าน ยม รสน ยม และพฤต กรรมคล ายคล งก บพวกเขา เป นผ น าเสนอท สน กสนาน น กว ชาการและผ ทรงค ณว ฒ ไม ว าจะม ช อเส ยงแค ไหน ไม เป นท สนใจของเยาวชน และรายการท เยาวชนน ยมร บชมอย ใน ช วง นาท แสดงว าถ าหากรายการม ความน าสนใจ เยาวชนสามารถต ดตามร บชมได ถ ง 60 นาท เวลาท เยาวชนน ยมต ดตามร บ ชมรายการโทรท ศน เป นช วงเวลาเอกค อ เวลา น. ถ ง น. ท กว น ด งน น ถ าหากจะท าให รายการโทรท ศน ประเภทสาระ ความร ในร ปแบบของความบ นเท งเข าถ งเยาวชนได มากจะต องเผยแพร รายการในช วงเวลาเอก ด านแนวโน มของการต ดตามร บชมรายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท งของเยาวชน รายการ ท ม ล ลาของความบ นเท งท จะให สาระความร แก เยาวชนน นม หลากหลายร ปแบบ ด งน นผ ผล ตสามารถท จะสอดแทรกแนวทางในการ ด าเน นช ว ตท ม ค ณภาพให แก เยาวชนได หลากหลายร ปแบบ นอกเหน อจากข าว สารคด และรายการเพ อการศ กษาท ม เน อหาสาระ ความร แล ว เยาวชนย งเช อว าพวกเขาสามารถท จะได ร บสาระความร จากละครส น ละครยาว เกมโชว พ พ ธท ศนา และสนทนาบ นเท ง แม แต Music Video ท เป นประเภทของรายการท เยาวชนอยากชมเป นอ นด บ 1 น น แสดงให เห นว าพวกเขาเช อว า Music Video ก สามารถให บทเร ยนช ว ตก บพวกเขาได เยาวชนเช อว ารายการละครท งละครส นและละครยาว สามารถให บทเร ยนช ว ตแก พวกเขาได ข อเสนอแนะจากเยาวชนในกรณ ท จะม การผล ตและเผยแพร รายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความ บ นเท ง เยาวชนเห นว าการน าเสนอสาระความร ท จะเป นประโยชน ก บพวกเขาน น จะต องเป นละครส นหร อละครยาวก ได หร อไม ก ควร จะให พวกเขาได เร ยนร จากเกมโชว สนทนาบ นเท ง การแข งข น สารคด และก ฬา แสดงให เห นว าเยาวชนไม ชอบรายการท สอนตรงๆ ด วยเน อหาหน กๆ อย างเป นทางการ ซ งตรงน เยาวชนบอกช ดเจนว าผ ผล ตท ผล ตรายการประเภทสาระความร ในร ปแบบของความ บ นเท งจะต องม แนวทางในการท างานจากผ ผล ตรายการประเภทบ นเท งท วไป น นค อต องม ความม งม นต งใจท จะสอดแทรกบทเร ยน ท พวกเขาสามารถน าไปใช ในช ว ตประจ าว นไว ในรายการท ม ความสน กสนาน 2. ศ กษาการจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท งส าหร บปล กฝ งว ฒนธรรม ค าน ยมและพฤต กรรมท ด งามให ก บเยาวชน หน วยงานท เก ยวข องสมควรท จะจ ดให ม รายการประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท งเพราะรายการบ นเท ง ป จจ บ นไม ให ความส าค ญก บการสอดแทรกบทเร ยนช ว ตท ด แก เยาวชน ส อโทรท ศน ม ศ กยภาพในการให บทเร ยนได ด กว าส ออ นๆ โดยเฉพาะ อย างย งถ าให ดาราท เยาวชนช นชอบเป นผ น าเสนอเน อหาสาระของบทเร ยนช ว ต ถ าหากม การใช รายการโทรท ศน ท สน กสนานท ม บทเร ยน

59 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 55 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ช ว ตน าเสนอให เยาวชนร บชม น าจะท าให เยาวชนได เร ยนร พฤต กรรมท เหมาะสม ค าน ยมท ด งาม และท ศนคต ทางส งคมท ถ กต องได ซ งก สอดคล องก บ Fisherkeller (2002, p 5) ท กล าวว า ว ฒนธรรมโทรท ศน จะช แนะให เยาวชนเห นว าเขาควรจะด นรนให ประสบ ความส าเร จในด านใดในการท างานหร อในการเป นสมาช กของส งคมป จจ บ น ในเวลาท ชมโทรท ศน หน มสาวท งหลายม กจะม จ นตนาการ ว า ต วเองเป นใครคนใดคนหน งในโทรท ศน และบางคร งก จะแสดงตนเป นใครคนใดคนหน งท พวกเขาเคยได พบเห นในรายการโทรท ศน ในเวลาท อย ก บเพ อนๆ ท าให การพ ฒนาต วตนของเด กม ท มาจากส งท พบเห นในโทรท ศน มากกว าประสบการณ จร งนอกจอ ท งๆ ท ใน ช ว ตจร งพวกเขาได พบก บบ คคลอ นๆ ท ม ต วตนจร งๆ ท งท บ าน ท โรงเร ยน ท ท างาน แต พวกเขาก เล อกท จะพ ฒนาบ คล กและการด าเน น ช ว ตตามส งท เขาพบเห นในโทรท ศน มากกว า เพราะการน าเสนอของผ ผล ตรายการโทรท ศน น นม พล งส งมากข นเร อยๆ ซ งหน วยงาน ภาคร ฐจะต องม บทบาทส าค ญท จะท าให เก ดรายการประเภทด งกล าวข น ท งน เพราะจะหว งให เอกชนท ผล ตรายการโทรท ศน เพ อการ พาณ ชย ห นมาผล ตรายการโทรท ศน ท จะให บทเร ยนช ว ตท ม ค ณภาพส าหร บเยาวชนคงจะเป นไปไม ได เพราะผ ผล ตเอกชนต องการผล ต รายการท สน กสนาน ให ได คะแนนน ยม (Rating) ส งๆเพ อจะให ขายโฆษณาได มากๆ ด งน นแนวความค ดของผ ผล ตด งกล าวจะม งเน นไป ท ความบ นเท ง โดยไม สนใจว ารายการของเขาน นจะม ผลต อส งคมอย างไร ภาคร ฐจะต องให ความส าค ญก บการจ ดให ม รายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท ง โดยก าหนดเป นนโยบายท ช ดเจน ให สถาน โทรท ศน ต างๆน าเสนอรายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท ง ในช วงเวลาเอก จะต องให กสทช. เป นผ ออกกฎหมาย และในขณะเด ยวก น จะต องม การจ ดสรรงบประมาณหร อกองท นท จะท าให ม ท นมาด าเน นรายการด งกล าวซ งสอดคล องก บ Hellriegel & Slocum. (2004). ท กล าว ว า น กการศ กษาเล กมองโทรท ศน เป นค แข งของการศ กษา และมองโทรท ศน เป นแพะส าหร บความเลวร ายหลายส งหลายอย างท เก ดข น ในส งคม เขามองว าการศ กษาไม อาจจะมองข ามบทบาทของโทรท ศน ในการศ กษา เพราะโทรท ศน เป นส อท ประสบความส าเร จอย างส ง ในกระบวนการส งคมประก ต (Socialization) ท จะข ดเกลาและปล กฝ งล กษณะน ส ยให แก เยาวชน ช แนะด านความค ดเห นให เยาวชน โทรท ศน เป นส อท ใช เพ อการศ กษาตามอ ธยาศ ยได เป นอย างด เป นการศ กษาต อเน องจากการเร ยนร ในห องเร ยน ด วยเหต น น กการศ กษา จ งต องพ ฒนาแนวทางในการใช ส อโทรท ศน เพ อการศ กษาให ม บทบาทด านส งคมประก ตท ปล กฝ งน ส ย ค าน ยม และข ดเกลาพฤต กรรม ของเยาวชนได อย างม ประส ทธ ภาพและถ กต อง และในการผล ตรายการประเภทด งกล าวน น เน อหาสาระจะต องเป นไปตามรสน ยม ของเยาวชน จะท าตามใจผ ผล ตหร อผ ม อ านาจในการอน ม ต ไม ได จะต องม การส ารวจความต องการและรสน ยมของว ยร นว าเขาต องกา รายการประเภทไหน เน อหาสาระเก ยวก บอะไร ใครเป นผ น าเสนอ เพ อให เก ดความส าฤทธ ผลในการปล กฝ งว ฒนธรรม พฤต กรรม ค า น ยมและท ศนคต ทางส งคมท ด งามซ งสอดคล องก บ Singhal & Rogers (2002, p 127) ท กล าวว า รายการโทรท ศน เพ อการศ กษา ร ปแบบบ นเท งจะต องให ความส าค ญก บเร องของการส อสารเพ อให เก ดความพ งพอใจ...ต องม งเน นให การส อสารน าเสนอเน อหาสาระ ท จะท าให ผ ชมได พ ฒนาตนเองและได ร บความสน กในขณะท เร ยนร รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาร ปแบบบ นเท งจ าเป นต องใส ใจ ด านอารมณ และความร ส กของการส อสาร จะต องให ความส าค ญก บบทบาทของสร างในการส อสารให มากข น ส วนใหญ น กว ชาการ ม กจะไม สนใจเร องของอารมณ มองว าอารมณ เป นเร องไม ส าค ญ เป นเร องท เก ดข นภายในจ ตใจของผ ชม ไร เหต ผล ควบค มไม ได ไร ศ ลธรรม ในการท จะใช รายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท งน น ไม จ าเป นต องม ช องพ เศษใหม ข นมาเพ อ รายการประเภทน โดยเฉพาะ ให ใช ช อง Free TV ท ม อย โดยให เผยแพร รายการด งกล าวในช วงเวลาเอก เพราะถ าหากไปเป ดช องใหม ท ม ล กษณะเป นช องเพ อการศ กษาโดยเฉพาะ เยาวชนกล มเป าหมายท ไม ชอบท จะด รายการเพ อการศ กษาอย แล ว อาจจะไม หม นไปร บ ชมเลยก ได แต การผล ตรายการด งกล าวแล วเผยแพร ในรายการ Free TV ในช วงเวลาเอกน าจะม โอกาสเข าถ งกล มเป าหมายได มากกว า ซ งสอดคล องก บ Harris, David (2005) ท กล าวว า รายการประเภทเน อหาสาระเช งว ชาการท ผ ผล ตต องการให เป นคร ส งคมน น ไม ม โอกาสจะได อย เวลาเอก ถ าหากจะให รายการท ผล ตข นมาเพ อให เป นคร ส งคม จะต องผล ตรายการให ม ร ปแบบบ นเท ง เป นท น ยมของ ผ ชม โดยออกแบบรายการให ม การแฝงบทเร ยนทางส งคมไว อย างแยบยล ไม ให ผ ชมร ส กว าก าล งถ กก าหนดพฤต กรรมโดยเน อหาสาระ ของรายการ ด งน นจ งจ าเป นต องม รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาร ปแบบบ นเท ง ท จะสร างคะแนนน ยมได ส งและอย ในช วงเวลาเอกใน ผ งรายการ เพ อให รายการท ผล ตข นมาแล ว เป นท น าสนใจต ดตามร บชมของเยาวชน จะต องใช บ คคลท เยาวชนน ยมเป นผ น าเสนอ ซ งได แก ดาราน กน อง น กแสดง น กพ ด พ ธ กร และคนอ านข าว แต บ คคลเหล าน จะต องค ดสรรด านความร ความน าเช อถ อ บ คล กภาพ และการใช ภาษา ม ใช เป นเพ ยงบ คคลท ม ความน ยมส งเท าน นซ งสอดคล องก บ Sood (2002, p 157) ท กล าวว า ก อนการร บชมรายการ โทรท ศน เพ อการศ กษาร ปแบบบ นเท ง ผ ชมจะเล อกว าจะร บชมหร อไม และเม อร บชมแล วจะให ความสนใจก บส งท ได ร บชมอย างไนบ าง จะม การพ จารณาบ คคลผ ท น าเสนอเน อหาสาระในรายการว าเป นคนม เสน ห น าสนใจหร อไม เป นต นแบบท ม ความคล ายคล งก บผ ชมใน ด านใดบ าง เช น อาย การศ กษา ฐานะทางส งคม ว ฒนธรรมย อย ค าน ยม รสน ยม เป นต น ผ ชมม กจะเล อกชมและให ความสนใจรายการ ท ม ผ น าเสนอเน อหาท ผ ชมยอมร บให เป นต นแบบท งน เพราะเป นบ คคลท ม ล กษณะคล ายคล งก บผ ชม รายการประเภทด งกล าวสามารถ ปล กฝ งพฤต กรรมท ด งามให แก เยาวชนได แต ในขณะเด ยวก นก ไม เช อว าเพ ยงรายการโทรท ศน อย างเด ยวจะท าให ได ร บผลส มฤทธ ส ง จะต องม อ กหลายป จจ ย โดยเฉพาะพฤต กรรมของดาราผ เป นท น ยมของเยาวชน จะต องม พฤต กรรมท เหมาะสมให เป นแบบอย างด วย อ ก ท งรายการประเภทด งกล าวม ศ กยภาพช วยลดป ญหาท รกรรมเยาวชนได เพราะเน อหาสามารถเต อนใจ ให ข อค ดแก เยาวชน ให เก ดการ ย บย งช งใจในการจะประพฤต ผ ดซ งสอดคล องก บ Sherry (2002, p 212) ท กล าวว า สามารถจะใช รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาร ป แบบบ นเท งให ความร ทางส งคมท ถ กต อง ไม บ ดเบ ยวเพ อปล กฝ งว ฒนธรรมและค าน ยมอ นด งามให แก ผ ชมได จ งได ม การจ ดท ารายการ โทรท ศน เพ อการศ กษาร ปแบบบ นเท งข น เพ อรณรงค ให เก ดพฤต กรรมท เหมาะสมสอดคล องก บแนวทางในการพ ฒนาประเทศ แรกเร ม ท ก าเน ดข นน นส วนใหญ จะเป นรายการท ใช ในการปล กฝ งพฤต กรรมท เหมาะสมด านสาธารณส ข เพ อสร างร ปแบบของการด าเน นช ว ต ท ถ กส ขล กษณะ ให ประชาชนเร ยนร แนวทางของการด าเน นช ว ตท จะท าให ม ส ขภาพท ด แต อย างไรก ตาม รายการโทรท ศน อย างเด ยวไม อาจท จะช วยลดป ญหาส งคมได ถ าหากไม ม การแก ไขในล กษณะของการ บ รณาการ น นค อ ถ าหากกระบวนการทางกฎหมายหย อนยาน ส อมวลชนย งคงน าเสนอความร นแรงและพฤต กรรมท ไม เหมาะสมของคน

60 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 56 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ด ง ป ญหาท รกรรมเยาวชนก ย งจะคงม ต อไป ท กหน วยงานท ม ส วนเก ยวข องก บพ ฒนาการของเยาวชนและค ณภาพของส งคมจะต องมา ร วมม อก นท างานเพ อเสร มแรงอ ทธ พลของรายการโทรท ศน ทางภาคร ฐบาลต องม ความม งม นจร งใจในด านกฎหมาย นโยบาย และการ จ ดสรรงบประมาณ การจะก อให เก ดรายการด งกล าวน น ร ฐบาลจะต องม ความช ดเจนในการออกกฎหมายก าหนดให ช วงเวลาเอกของ รายการโทรท ศน ในช อง Free TV ท กช องเป นรายการประเภทสาระความร ในร ปแบบของความบ นเท ง ประกาศเร องการพ ฒนาค ณภาพ ช ว ตของเยาวชนและค ณภาพของส งคมให เป นวาระแห งชาต และม นโยบายท จะใช ส อเป นเคร องม อในการพ ฒนาค ณภาพของเยาวชน และส งคมโดยรวม ซ งสอดคล องก บ เสร วงษ มณฑา (2552, หน า 1) ท กล าวว า 1) ต องได ร บการสน บสน นท ด พอ รายการประเภทท ให สาระความร เป นรายการท ผ ผล ตรายการด านบ นเท งเพ อการพาณ ชย ไม น ยมท จะผล ต ส วนหน งเพราะเกรงว าจะไม เป นท น ยมของผ ชมท ไม ต องการให โทรท ศน สอนอะไรท งน น ท งน เพราะพวกเขามองว าโทรท ศน เป นส อเพ อการบ นเท ง อ กส วนหน งเป นเพราะน กธ รก จ เจ าของส นค าม กจะไม ซ อโฆษณาในรายการประเภทท ม เน อหาสาระทางด านการศ กษา แม จะเป นการศ กษาด านส งคม เพราะพวกเขา ก มองว าผ ชมไม ชอบท จะถ กสอนในการร บชมโทรท ศน และม กจะต อต านถ าหากร ส กว ารายการโทรท ศน ก าล งพยายามท จะหลอมหร อ ก าหนดพฤต กรรมของพวกเขา ด งน นการผล ตรายการท ม เป าหมายในการจ งใจให เก ดพฤต กรรมและท ศนคต ท ด งามทางส งคม ปล ก ฝ งว ฒนธรรมและค าน ยมท ด จะต องได ร บการสน บสน นจากผ ม อ านาจในการก าหนดนโยบายและการอน ม ต งบประมาณ เพ อท จะม งบประมาณในการด าเน นการ และ 2) ต องม นโยบายร ฐบาลรองร บ การจะผล ตรายการท ม เน อหาเช งสอน เพ อให เก ดการเร ยนร ด าน พฤต กรรมและท ศนคต ทางส งคม ไม อาจจะหาพ นท เข าไปสอดแทรกอย ในผ งรายการของสถาน โทรท ศน เช งพาณ ชย ท ผล ตข นมาเพ อ รายการบ นเท ง ด งน นถ าหากจะหาพ นท ให แก รายการประเภทน จะต องม การประกาศเป นนโยบายของร ฐบาลอย างช ดเจนว าต องการให สถาน โทรท ศน ท ม อย แบ งป นเวลาช วงใด เป นเวลาก ช วโมงในการน าเสนอรายการท ม ล กษณะเป นคร ส งคม ท จะปล กฝ งว ฒนธรรมท ด งาม ไม ว าจะเป นการแทรกอย ก บรายการบ นเท งอ นๆ ในสถาน เด ยวก น หร อการจ ดให ม สถาน พ เศษท จะน าเสนอรายการประเภทเสร มการ ศ กษาด านส งคม ท ม เป าหมายให เป นโทรท ศน เพ อการศ กษาท ผ ชมจะได ร บเร ยนร แนวทางของการม พฤต กรรมและท ศนคต ทางส งคมท ด กระทรวงศ กษาต องปร บกระบวนท ศน ในการด าเน นงานผล ตส อเพ อการศ กษา ถ าต องการให รายการโทรท ศน เป นเคร องม อของการ ศ กษาตามอ ธยาศ ยท น าสนใจ ชวนต ดตาม และสามารถให บทเร ยนท ด แก เยาวชนได กระทรวงศ กษาจะต องปร บกระบวนท ศน ในการ ท างาน จะต องยอมร บว า ความบ นเท งสามารถให บทเร ยนช ว ตได ต องเพ มงบประมาณให มากพอ เพ อให สามารถผล ตรายการท ม ค ณภาพ และน าสนใจได ซ งสอดคล องก บ Fisherkeller (2002, p 206) ท กล าวว า ผ ให การศ กษาผ านส อต องหาทางท จะช วยให เยาวชนได เข าใจ ความหมายและค ณค าของส ญล กษณ ต างๆ ท ปรากฏในละครและส งเหล าน เก ยวพ นก บการพ ฒนาต วตนของพวกเขาอย างไรเก ยวพ นก บ ความค ดของพวกเขาในด านว ฒนธรรมและส งคมอย างไร น กการศ กษาควรจะสนใจส อต างๆ ท ม อย หลากหลายรวมท งส อท พวกเขาอาจ จะย งไม เคยร จ กมาก อน หร อส อท พวกเขาอาจจะมองว าไม ใช ส อท ด ส าหร บการให ความร น กการศ กษาจะต องเร ยนร ว ฒนธรรมมวลชน เร มต นด วยการศ กษาจากน กเร ยนว าพวกเขาใช ส ออะไรในช ว ตประจ าว นและพวกเขาต ความหมายต วละครและเน อหาท เขาพบเห นใน ละครท ปรากฏในส ออย างไร น กการศ กษาท ใช เน อหาจากส อสารมวลชนในการสอนสามารถน าเอาการต ความเน อหาท น กเร ยนได พบ ในส อซ งพวกเขาช นชอบเป นพ เศษมาเป นแบบฝ กห ดในการถกอภ ปราย ในการเข ยนเร ยงความหร อก จกรรมอ นๆ ท จะท าให น กเร ยน ค ดในเช งว พากษ ว จารณ เป น และผ ผล ตรายการโทรท ศน ต องปร บกระบวนท ศน ในการท างาน ต องผล ตรายการด วยพ นธก จในการ ให บทเร ยนส าหร บการพ ฒนาค ณภาพช ว ต อย าค ดแต ความบ นเท ง คะแนนน ยม จะต องพร อมท จะร องของบประมาณท เพ ยงพอในการ ผล ตรายการท ม ค ณภาพ อย ายอมร บท างานด วยงบประมาณท ต าเก นกว าท จะผล ตรายการท ม ค ณภาพได ซ งสอดคล องก บ Bouman (2002, p 235) ท กล าวว า ย ทธศาสตร ของการผล ตรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาร ปแบบบ นเท งต องให น าหน กด านร ปแบบ เน อหา และการน าเสนออย างท ดเท ยมก น นอกจะเข าใจร ปแบบ เน อหา และการน าเสนอแล ว ผ ด าเน นการผล ตจะต องเข าใจการขานร บรายการ ของผ ชมกล มเป าหมายด วย เพ อให สามารถประเม นได ว าเน อหาเพ อการศ กษาท ใส ลงไปในรายการน นจะม ผลส มฤทธ ผ ก าหนดเน อหา บางคนก อยากม ส วนร วมในท กข นตอน แต น กผล ตรายการม ออาช พอาจจะมองว าน กว ชาการผ ก าหนดเน อหาสาระท จะให เป นบทเร ยน ควรจะม บทบาทในช วงของการก าหนดเน อหาเท าน น แต น กว ชาการอยากจะม ส วนร วมมากกว าน น บางคร งการก าหนดบทบาทของผ เก ยวข องด านเน อหาและด านการผล ตสามารถสร างป ญหาในการท างานได 3. ย ทธศาสตร การจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท งสำาหร บปล กฝ งว ฒนธรรมค าน ยมและ พฤต กรรมท ด งามให ก บเยาวชน ข อม ลจากผลของการว จ ยสามารถน ามาใช ในการจ ดท าย ทธศาสตร เพ อการจ ดการรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบ ของความบ นเท ง (Entertainment Education TV Programs) ได ตามรายละเอ ยดด งต อไปน พ นธก จ (Mission): ปล กฝ งว ฒนธรรม ค าน ยมทางส งคม ท ศนคต ทางส งคม และพฤต กรรมทางส งคมท ด งามให แก เยาวชน ว ส ยท ศน (Vision): สามารถใช รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาในร ปแบบบ นเท ง (Entertainment Education) แก ไขท ร กรรมเยาวชนได ท าให ม การปล กฝ งท ศนคต และพฤต กรรมทางส งคมให เยาวชน เป นการจ ดระเบ ยบส งคมและพ ฒนาเยาวชนให เต บโต เป นทร พยากรมน ษย ท ม ค ณภาพ สงเสร มศ กยภาพในการแข งข นของประเทศไทยในเวท โลกาภ ว ตน ว ตถ ประสงค (Objectives): เผยแพร ร ปแบบการด าเน นช ว ตท งดงามให เป นต นแบบแก เยาวชนเพ อให เก ดการร จ ดการ ด ารงตนให ม ค าน ยมท ถ กต อง ท ศนคต ท ถ กต อง และพฤต กรรมทางส งคมท ถ กต อง เพ อลดป ญหา ท รกรรมเยาวชน กล มเป าหมาย (Target Group): เยาวชนในร น Generation Y ค อกล มเยาวชนท เก ดในช วงป พ.ศ พ.ศ.2540 และ Generation Z ค อกล มเยาวชนท เก ดในช วงป พ.ศ.2540 เป นต นไป จ ดย น (Positioning): เป นรายการโทรท ศน ประเภทสาระในร ปแบบของความบ นเท ง (Entertainment Education TV Programs) ท จะให สาระความร เพ อการพ ฒนาค ณภาพช ว ตท สน กสนาน น าสนใจในระด บใกล เค ยงก บรายการบ นเท งท ผล ตข นมาเพ อ การพาณ ชย

61 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 57 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 Entertaining Styles (Enjoyable) Educational Contents (Informative) Entertainment Education TV Programs (Learning with Pleasure) ย ทธศาสตร : ใช ร ปแบบของ 15 P s Paradigm ท ประกอบด วยส วนผสมของย ทธศาสตร ด งต อไปน 1. Project (โครงการ) : การผล ตรายการโทรท ศน เพ อการศ กษาตามอ ธยาศ ยในร ปแบบของรายการประเภทสาระความร ในร ปแบบบ นเท ง 2. Policy (นโยบาย) : เพ อให โครงการด งกล าวส าเร จร ฐบาลจะต องส งเสร มให ม การใช รายการโทรท ศน ในร ปแบบของ ความบ นเท งเป นเคร องม อส าค ญส าหร บการเร ยนร ตามอ ธยาศ ย โดยให ม รายการโทรท ศน ท ผล ตเพ อการศ กษาตามอ ธยาศ ยได เผย แพร ในสถาน โทรท ศน ท เป น Free TV ในช วงเวลาเอก (Prime time) โดยให เป นความร วมม อก นระหว างน กว ชาการด านการศ กษา ด านน เทศศาสตร และน กผล ตม ออาช พ จ ดสรรงบประมาณในการจ ดท ารายการด งกล าวให สามารถด งด ดบ คลากรท ม ความร ความสามารถมาช วยผล ตรายการ มาร วมรายการ และมาเป นผ น าเสนอ 3. Purposes (ว ตถ ประสงค ) : ใช รายการโทรท ศน เพ อการศ กษาปล กฝ งว ฒนธรรมท เหมาะสม ค าน ยมท ด งามและท ศนคต ทางส งคมท ถ กต องให แก เยาวชน ให เยาวชนให ความสนใจต ดตามร บชมรายการโทรท ศน ประเภทสาระความร ในร ปแบบของความ บ นเท ง เพ อการเร ยนร แบบซ มซ บแล วก อให เก ดพฤต กรรมท เหมาะสม ค าน ยมท ด งาม และท ศนคต ทางส งคมท ถ กต อง โดยน าเสนอ สาระความร ท เป นประโยชน ต อการพ ฒนาค ณภาพช ว ตให แก เยาวชนในร ปแบบของความบ นเท ง 4. People (กล มเป าหมาย) : กล มเป าหมายหล ก ได แก เยาวชนในช วงว ย Y Generation และ Z generation กล มเป า หมายรอง ได แก คร ท สอนในระด บม ธยมศ กษาตอนต น ตอนปลาย และอ ดมศ กษา กล มเป าหมายสน บสน น ประกอบไปด วย พ อแม ผ ปกครองของกล มเป าหมายหล ก เคร อข ายพ อแม สมาช กสมาคมคร และผ ปกครอง ส อมวลชนสายการศ กษา สายว ฒนธรรม สายส งคม ผ น าทางด านความค ด (opinion leaders) และกล มคนด ง (celebrities) ท เป นต นแบบของเยาวชน 5. Program (รายการ) : เป นรายการโทรท ศน ท ม หลากหลายร ปแบบ ท งละครช ด (drama series) ละครส นจบในตอน (sitcoms) เกมโชว (game show) พ พ ธท ศนา (variety show) สนทนาบ นเท ง (talk show) สารคด (documentary) ท น าเสนอเป นล ลาของความบ นเท งท สน กสนาน เป นท น าสนใจของเยาวชน ม เน อหาจะม งเน นให บทเร ยนเพ อการ พ ฒนาค ณภาพช ว ตของเยาวชน ม งเน นการปล กฝ งว ฒนธรรมอ นด งาม ให เยาวชนม พฤต กรรมท เหมาะสม ม ค าน ยมท ด งาม 6. Provision (งบประมาณ) : การจ ดหางบประมาณในการจ ดท ารายการด งกล าวจะมาจากหลายแหล งได แก งบประมาณ จากกระทรวงศ กษาธ การ กองท นท จ ดต งข นมาเพ อด าเน นการในโครงการด งกล าว การสน บสน นของบร ษ ทเอกชนท ต องการท าสน บสน น โครการด งกล าวในร ปแบบของการร บผ ดชอบส งคมขององค กร (Corporate Social Responsibility CSR) 7. Place (ช วงเวลาและช องทางการเผยแพร ) : เพ อให เยาวชนม โอกาสได ร บชมรายการด งกล าว รายการท ผล ตภาย ใต โครงการน จะต องม โอกาสได เผยแพร ในช วงเวลาเอก (Prime Time) ในสถาน โทรท ศน ท เป น Free TV (ช อง 3, ช อง 7, ช อง 9, ช อง 11, Thai PBS) 8. Public Relations (การประชาส มพ นธ ) : เพ อเผยแพร กล มเป าหมายได ร บร ว าม รายการด งกล าว เผยแพร ในช วงเวลา ใดและรายการด งกล าวน นน าสนใจเพ ยงใด สร างการร บร และความช นชม เพ อให เก ดความสนใจต ดตามร บชมผ านช องทางต างๆตาม หล กการของการส อสารการตลาดแบบบ รณาการ 9. Party (หน วยงานด าเน นการ) : เพ อให ได รายการตามแนวทางท ก าหนด จะต องม การจ ดต งคณะท างานข นมาในหน วยงาย ใหม ภายใต การก าก บด แลของส าน กการศ กษานอกโรงเร ยน ประกอบด วยผ บร หารจากส าน กงานการศ กษานอกโรงเร ยน น กว ชาการ ด านน เทศศาสตร น กผล ตรายการโทรท ศน ม ออาช พจากภาคเอกชน 10. Personnel (บ คลากร) : บ คลากรท จะมาร วมก นท างานในโครงการด งกล าวน จะต องเป นผ ท ม ความเช อม นว ารายการ โทรท ศน ในร ปแบบของความบ นเท งสามารถท จะใช เป นบทเร ยนช ว ต ท สามารถพ ฒนาค ณภาพส งคมและค ณภาพช ว ตของเยาวชนได เป นบ คคลท ใจกว าง ยอมร บความหลากหลายของร ปแบบในการน าเสนอเน อหาสาระความร ให แก เยาวชน เป นคนท นสม ย ต ดตามความ เป นไปของส งคม ร ป ญหาท รกรรมเยาวชนเป นอย างด 11. Presenter (ผ น าเสนอเน อหาสาระ) : เพ อให รายการเป นท น าสนใจของกล มเป าหมาย ผ ร วมรายการ ไม ว าจะเป น พ ธ กร น กแสดง ว ทยากร จะต องเป นผ ท ม ความสามารถในการน าเสนอ ม ความสามารถด านการแสดง ม ความสามารถด านการส อสาร เป นคนม บ คล กท ม เสน ห ชวนต ดตาม เป นบ คคลท น าเช อถ อ เป นบ คคลท ม อ ทธ พลทางความค ด สามารถท าให กล มเป าหมาย คล อยตามได 12. Presentation (แนวทางในการน าเสนอ) : เพ อให รายการเป นท สนใจของเยาวชนซ งเป นกล มเป าหมาย ล ลาของการน า

62 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 58 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 เสนอจะต องเข าใจง าย เป นเร องท กล มเป าหมายสามารถโยงใยก บตนเองได เป นเร องพ นท ใกล ต ว เป นก นเอง ไม เป นทางการ เป นเร อง เล ามากกว าการสาธยายหร อการสน กสนาน และแฝงบทเร ยนอย างแยบยล ไม ส งสอนตรงๆ 13. Power Network (การสร างเคร อข าย) : โครงการด งกล าวน จะประสบความส าเร จได จะต องเป นการท างานแบบ บ รณาการระหว างภาคส วนต างๆท จะต องร วมม อก นอย างสอดประสานกลมกล น ปราศจากความข ดแย งทางด านพ นธก จ ว ส ยท ศน และนโยบาย แม จะม ความแตกต างทางด านความค ด แต พ นธก จ ว ส ยท ศน และนโยบายท เป นพ นฐานของการท างานในโครงการจะ ต องเป นเอกภาพ โดยภาคส วนต างๆท จะต องรวมก นเป นเคร อข ายเพ อให โครงการน ด าเน นการได อย างราบร น 14. Production (การผล ต) : การผล ตรายการจะต องให ม ค ณภาพท ได มาตรฐานเท ยบเท าก บการผล ตรายการโทรท ศน เพ อความบ นเท งท เผยแพร ในสถาน Free TV ม บ คลลากรม ออาช พเป นผ ผล ตอย างม อ สระในความค ดสร างสรรค ม ผ อน ม ต การผล ต ท ท นสม ย ใจกว าง เข าใจพฤต กรรมการร บชมโทรท ศน ของเยาวชน ม การสน บสน นท ด จากผ ม อ านาจท กฝ าย ม งบประมาณท เพ ยงพอท จะท าให การผล ตได ค ณภาพ ม อ ปกรณ และห องถ ายท าท ท นสม ย พร อมท จะผล ตรายการท ม ค ณภาพ 15. Process (กระบวนการในการท างาน) : เพ อให การผล ตรายการภายใต โครงการด งกล าวเป นไปอย างราบร น และม ประส ทธ ภาพ การต ดต อประสานงานจะต องม ความง าย ความสะดวก และรวดเร วการประสานงานระหว างฝ ายต างๆ จะต องม ล กษณะ บ รณาการ รายการอ างอ ง ก อ สว สด พาน ช. (2547). ว ยร นก บค าน ยมระบบศ ลธรรม. กร งเทพฯ : กรมสาม ญศ กษา. เก ยรต ศ กด อ ชยาน นท. (2525). ค าน ยมท ควรปล กฝ ง. กร งเทพฯ : คณะกรรมการว ฒนธรรมแห งชาต. ช ษณะ เตชคณา. (2548). การส อสารของมน ษย ทฤษฎ และปฎ บ ต. กร งเทพฯ : ธรรมสาร. ท ศไนย ส นทรว ภาต. (2555, มกราคม ม ถ นายน). การศ กษาร ปแบบโฆษณาแฝงในช ทคอม. วารสารว ชาการ มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น. 8, เสร วงษ มณฑา. (2548). พฤต กรรมผ บร โภค. กร งเทพฯ : ธนธ ชการพ มพ. เสร วงษ มณฑา. (2552). เอกสารการบรรยายการท ารายการโทรท ศน เพ อการปล กฝ ง ว ฒนธรรม.ส มมนาการประช มปฏ บ ต การของสมาช กผ งน อยระด บอ ดมศ กษา. ส ภางค จ นทวาน ช. (2550) ว ธ การว จ ยเช งค ณภาพ. (พ มพ คร งท 15). กร งเทพมหานคร. จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. Bandura, A. (2002). Environmental sustainability through sociocogruitive approaches to deceleration of population growth. Dordrecht, the Netherlands : Kluwer. (pp ). Beanculli, David. (2000). Teleliteracy : Taking Television Seriously. New York : Continuum Publishing Company. Bouman, Martine. (2002). Turtles and Peacocks : Collaboration ins Entertainment- Education Television. pp n.p. Fisherkeller, JoEllen. (2002). Department of Culture and Communication, School of Education New York University. New York. Harris, David. (2005).Key Concepts is Leisure Studies. London : New Delhi. Hellriegel & Slocum. (2004). Organizational Behavior. 10th ed. Quebec: South-Western.Sood, Sheey. (2002). Media Saturation and Entertainment. Education- Communication Theory,12 (2), pp Sood, Suruchi. (2002). Communication Theory. Audience Lnvolvement and Entertainment- Esucation. Entertainment-Education and Social Change. New Jersey:Lawrence Erlbaum. Pp Suruchi. (2002). Communication Theory: Audience Involvement and Entertainment-Education. pp New York. Singhal, A., & Rogers, E. M. (2002). Entertainment-education : Acommunication Strategy for social change.(pp ). Mahwah, NJ : Erlbaum.

63 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 59 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) การพ ฒนาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร เบญจวรรณ ศร ธ, มหาว ทยาล ยราชภ ฎนครสวรรค 60000, [email protected], โทร บทค ดย อ การว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร เพ อเปร ยบเท ยบ ป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร จำาแนกตามขนาดของเทศบาล และประสบการณ ในการทำางาน และเพ อ ศ กษาถ งแนวทางการพ ฒนาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร เคร องม อการว จ ยเป นแบบสอบถามผ ม ส วนเก ยวข อง ก บการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรม เทศบาลท งส น 27 แห ง รวม 162 คน ผลการว จ ยพบว า ป ญหาการบร หาร งานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ในภาพรวม อย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายด าน พบว า ด านท ม ป ญหามากท ส ด ได แก ด านการอำานวยการ รองลงมา ด านการประสานงาน และด านการงบประมาณ ตามลำาด บ เปร ยบเท ยบป ญหาการบร หารงานคล งของ เทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร จำาแนกตามขนาดของเทศบาล และประสบการณ ในการทำางาน พบว า ขนาดเทศบาลของข าราชการ และล กจ างส งก ดกองคล งต างก น ม ป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลท แตกต างก น และข าราชการและล กจ างส งก ดกองคล ง ม ประสบการณ ในการทำางานต างก น ม ป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลท ไม แตกต างก น แนวทางการพ ฒนาการบร หาร งานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรม ด งน ส งเสร มให บ คลากรงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรม ความร เก ยวก บกฎ ระเบ ยบให มากข น ปร บ เปล ยนบ คลากรงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรให เหมาะสมก บการทำางาน เพ มบ คลากรงานคล ง ของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรให เพ ยงพอก บการทำางาน เพ มงบประมาณให เพ ยงพอก บการทำางานของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ค าส าค ญ : การบร หารงานคล ง, เทศบาล, การพ ฒนา Received June 22, 2014 ; Accepted August 25, 2014 DEVELOPMENT OF FISCAL ADMINISTRATION IN PHICHIT MUNICIPALITIES Benjawan Sreeti, Ratchapat Nakornsawan University 60000, [email protected] Tel Abstract This research aimed to identify problems regarding financial administration for Phichit municipalities, and to compare financial administration in Phichit municipalities classified by sizes of municipality and work experiences and finally to suggest guidelines for further development in financial administration. The tool of the study was a questionnaire distributed to officers working in the finance section of various sizes of municipalities, total of 27 municipalities was covered in the study. The research revealed that problems of financial administration for municipalities in Phichit Province were at high level. Further analysis showing problems from high to low were directing, coordinating, and budgeting, respectively. Comparing problems of financial administration with different sizes of municipality and work experiences, the results revealed that government servants and employees in different sizes of municipality faced with different problems of financial administration, whilst government servants and employees having different years of work experience did not have problems of financial administration. Pertaining to guidelines for further development administration were provision of training to personnel of the municipality in Phichit concerning financial rules and regulations, assign the people to the right jobs, and increase the number of personnel in the finance positions, and adequate budgeting for the municipality administration. Keywords : fiscal administration, municipalities, development ค าขอบค ณ ได ร บการสน บสน นจากมหาว ทยาล ยราชภ ฏนครสวรรค บทน ำ ป จจ บ นการกระจายอำานาจให แก องค กรปกครองส วนท องถ นโดยเฉพาะการถ ายโอนภารก จทางด านต างๆ ให แก องค กร ปกครองส วนท องถ น ด งน นองค กรปกครองส วนท องถ นท ได ร บการถ ายโอนและการกระจายอำานาจจากส วนกลาง (Manor, 1999,

64 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 60 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 pp. 5-6) องค กรปกครองส วนท องถ นถ อว าเป นหน วยงานท นำางบประมาณและนโยบายไปปฏ บ ต ต องคำาน งถ งหล กการม ส วนร วม ของประชาชน การกระต นเศรษฐก จระด บช มชน การพ ฒนากล มองค กรเคร อข ายในช มชน และการสน บสน นให ประชาชนเข ามา ม ส วนร วมในการตรวจสอบการดำาเน นงานและการพ ฒนาองค กรทางด านต างๆ เพ อรองร บการถ ายโอนภารก จท จะเก ดข น (โกว ทย พวงงาม, 2549, น. 22) ซ งเป นการเพ มศ กยภาพ และพ ฒนาค ณภาพการบร หารงานคล งของเทศบาลตำาบล และม งส การเป นองค กร ท ม ข ดสมรรถนะส ง (Rose, & Lawton, 1999, p. 210) บ คลากรม ความพร อม และความสามารถในการเร ยนร ค ดร เร ม เปล ยนแปลง และปร บต วได อย างเหมาะสมต อสถานการณ ต างๆ การสร างแรงจ งใจ การค ดอย างม กลย ทธ และเพ อให ผ ม ส วนเก ยวข องท านอ น ม ส วนร วมในกระบวนการเสร มศ กยภาพผ บร หารแบบต วต อต วตามความจำาเป น และเป ดโอกาสพน กงานท านอ นในองค กรได เข ามาม ส วนร วมในกระบวนการเพ อร บฟ งผลล พธ และความค ดเห นของพวกเขาในส งท เขาสามารถมองเห นความเปล ยนแปลง (ล ข ต ธ รเวค น, 2545, น. 26) ในการว จ ยคร งน จะใช กระบวนการบร หารและการจ ดการบร หารท เร ยกว า POSDCORB ของ Luther Gulick & Lyndall Urwick (1936 pp ) ประกอบด วย การวางแผน การจ ดองค การ การจ ดบ คคลเข าทำางาน การอำานวยการ การประสานงาน การเสนอรายงาน และการงบประมาณ ว ตถ ประสงค 1. เพ อศ กษาป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร 2. เพ อเปร ยบเท ยบป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร จำาแนกตามขนาดของเทศบาล และ ประสบการณ ในการทำางาน 3. เพ อศ กษาถ งแนวทางการพ ฒนาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ว ธ ว จ ย กล มต วอย างค อเจ าหน าท กองคล ง รวมจำานวน 162 คนประกอบด วย ข าราชการและล กจ างท ส งก ดกองคล งของเทศบาล ในเขตจ งหว ดพ จ ตร เทศบาลละ 6 คน เน องจากการบร หารงานคล งเป นการปฏ บ ต งานเฉพาะด าน ผ ว จ ยจ งเล อกกล มต วอย างแบบ เจาะจงจากกองคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรท กแห ง เคร องม อว จ ยเป นแบบสอบถาม ค าความเช อม น ของแบบสอบถาม โดยการหาค าส มประส ทธ แอลฟ าของ ครอนบาค (บ ญชม ศร สะอาด, 2541) ได ค าส มประส ทธ ความเช อม นท งฉบ บเท าก บ.85 การว เคราะห ข อม ล เป นแบบพรรณนา นำาเสนอค าร อยละ ค าเฉล ย ว เคราะห ความแปรปรวนและเปร ยบเท ยบ โดยใช การทดสอบท และการทดสอบเอฟ ผลการว จ ยและอภ ปรายผล ผลการว จ ยพบว าป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ในภาพรวม อย ในระด บมาก เม อพ จารณา เป นรายด าน พบว า ด านท ม ป ญหามากท ส ด ได แก ด านการอำานวยการ รองลงมา ด านการประสานงาน และด านการงบประมาณ ตามลำาด บ ป ญหาการบร หารงานคล ง ด านการวางแผน อย ในระด บปานกลาง เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามาก ท ส ด ได แก การวางแผนงานการตรวจสอบการร บจ ายพ สด และเก บร กษาพ สด รองลงมา การวางแผนการเก บร กษาหล กฐานและ เอกสารเก ยวก บการเง น และการวางแผนงานเก บร กษาเอกสารและหล กฐานการเส ยภาษ ค าธรรมเน ยม และรายได อ น ตามลำาด บ ป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาล ด านการจ ดองค การ อย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามาก ท ส ด ได แก การมอบอำานาจหน าท จ ดซ อและการจ าง รองลงมา การมอบอำานาจหน าท เก บร กษาเอกสารการเบ กจ ายเง นท กประเภท และการมอบอำานาจหน าท ค ดแยกประเภทใบสำาค ญทางบ ญช ป ญหาการบร หารงานคล ง ด านการจ ดบ คคลเข าทำ างาน อย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามากท ส ด ได แก การจ ดบ คคลให ทำาหน าท นำาเง นฝากและเบ กเง นจากธนาคาร รองลงมา การจ ดบ คคลให ทำาหน าท ลงทะเบ ยนการเง นต างๆ และการจ ดบ คคลให ทำ าหน าท ทำาใบเบ กและใบนำาส งเง น ป ญหาการบร หารงานคล ง ด านการอำานวยการอย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามากท ส ด ได แก การควบค มการจ ดทำาหน งส อแจ ง ให ผ อย ในเกณฑ เส ยภาษ ทราบล วงหน า รองลงมา การควบค มการจ ดทำาบ ญช แยกประเภทและทะเบ ยนต าง ๆ และการควบค มการ จ ดทำาบ ญช เง นสดร บ เง นสดจ าย ป ญหาการบร หารงานคล ง ด านการประสานงาน อย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามากท ส ด ได แก การประสานงานการร บจ ายเง นและเก บร กษาเง นและส งแทนต วเง น รองลงมา การประสานงานเก ยว ก บการทำาทะเบ ยนเง นคงเหล อประจำาว น และการประสานงานเก ยวก บการทำาบ ญช ร บจ ายเง น ป ญหาการบร หารงานคล ง ด านการ เสนอรายงานอย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามากท ส ด ได แก การรายงานผลเก ยวก บการทำาส ญญาเก ยว ก บพ สด รองลงมา การรายงานผลเก ยวก บการตรวจน บและร บจ ายเง นสดและส งแทนต วเง น และการรายงานผลเก ยวก บการทำ าบ ญช พ สด ป ญหาการบร หารงานคล ง ด านการงบประมาณอย ในระด บมาก เม อพ จารณาเป นรายข อ พบว า ข อท ม ป ญหามากท ส ด ได แก การใช งบประมาณเก ยวก บการเก บร กษาพ สด รองลงมา การใช งบประมาณเก ยวก บการดำาเน นงานเก ยวก บงบประมาณของส วน ราชการ และการใช งบประมาณเก ยวก บงานตรวจสอบการเบ กจ ายเง นนอกงบประมาณท กประเภท ผลการว จ ยปรากฏเช นน อาจ เป นเพราะว า ในการบร หารงาน ม ข นตอนหร อกระบวนการในการบร หารงานท ม ง ประส ทธ ภาพ และประส ทธ ผลเพ อให บรรล ว ตถ ประสงค หร อเป าหมายท กำาหนดไว ข นตอนในการบร หารงานท เหมาะสมก บการบร หารงาน ได แก การวางแผน เป นกระบวน การท สำาค ญในการบร หาร เป นภาระหน าท และเป นการใช ศ ลปะของภาวะผ นำาท สำาค ญท ส ดประการหน ง ด งน นในการบร หารงาน ว ชาการจ งจำาเป นต องทราบถ งหล กสำาค ญในการวางแผน เพ อประโยชน ในการปฏ บ ต งานให ได ผลย งข น การจ ดองค การ เป นกระ บวนการท จ ดต งข นเพ อความส มพ นธ ขององค ประกอบต างๆ ท จะสามารถทำาให องค ประกอบของการบร หารงานว ชาการบรรล เป า หมายท กำาหนดไว ซ งประกอบ ด วย คน หน าท การงาน และป จจ ยทางกายภาพต างๆ ขององค การ หร อการบร หารงานว ชาการ การ

65 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 61 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บ งค บบ ญชา เป นการบร หารงานว ชาการตามอำานาจหน าท ตามระเบ ยบแบบแผน ว ธ การและมาตรฐานการปฏ บ ต งานท กำาหนดข น โดยอาศ ยศ ลปะการเป นผ นำา หล กมน ษย ส มพ นธ ของผ บ งค บบ ญชาต อผ ร วมงานหร อผ ใต บ งค บบ ญชา การประสานงาน เป นเร อง ของการร วมม อในการบร หารงานว ชาการ เป นเร องเก ยวก บภาระทางใจท สำาค ญ ด งน น การประสานงานจ งเป นการประสานใจท ม ส วนสำาค ญ ในการส งผลให การบร หารงานว ชาการบรรล ตามว ตถ ประสงค และเป าหมายท กำาหนดไว การควบค ม เป นการกำาก บ ต ดตาม ตรวจสอบการดำาเน นงาน และความก าวหน าในการบร หารงานว ชาการเก ยวก บความเปล ยนแปลง การพ ฒนางาน และผล สำาเร จในการปฏ บ ต งาน เพ อแก ไข ปร บปร ง และเป นข อม ลในการพ ฒนางานต อไป (Kotter, 1985, pp ; ไพโรจน ก งพ ลา, สก ลร ตน กม ทมาศ และน พนธ ทาบ ราญ, 2554 น. 1 8) เปร ยบเท ยบป ญหาการบร หารงานคล งตามขนาดเทศบาลส งก ดกองคล งท ต างก น พบว าขนาดเทศบาลต างก น ม ป ญหาการ บร หารงานคล งของเทศบาลท แตกต างก น อย างม น ยสำาค ญทางสถ ต ท.05 ข าราชการและล กจ างส งก ดกองคล งม ประสบการณ ในการ ทำางานต างก น ม ป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลท ไม แตกต างก น อย างม น ยสำาค ญทางสถ ต ท.05 ผลการว จ ยปรากฏเช นน อาจ เป นเพราะว า กองคล ง ม ส วนราชการหลายส วนประกอบด วย ส วนพ ฒนารายได หร อฝ ายพ ฒนารายได แบ งออกเป น งานพ ฒนาราย ได งานผลประโยชน งานเร งร ดรายได ส วนบร หารงานคล งหร อฝ ายบร หารงานคล ง แบ งออกเป น งานการเง นและบ ญช งานพ สด และ ทร พย ส น งานสถ ต การคล ง ส วนแผนท ภาษ และทะเบ ยนทร พย ส นหร อฝ ายแผนท ภาษ และทะเบ ยนทร พย ส น แบ งออกเป น งานแผนท ภาษ งานทะเบ ยนทร พย ส น งานบร การข อม ลแผนท และทะเบ ยนทร พย ส น ฝ ายบร หารงานท วไปหร องานธ รการ ซ งม ภารก จมากมาย จ งทำาให เทศบาลท ม ขนาดต างก น ม ป ญหาการบร หารงานคล งของเทศบาลท แตกต างก น แนวทางการพ ฒนาการบร หารงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ผ ว จ ยได สร ปแนวทางด งน ส งเสร มให บ คลากร งานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรม ความร เก ยวก บกฎระเบ ยบให มากข น ม การอบรมบ คลากรงานคล งของเทศบาลในเขต จ งหว ดพ จ ตรเพ อให ม ความร ในงานท ทำามากย งข น ปร บเปล ยนบ คลากรงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรให เหมาะสมก บ การทำางาน เพ มบ คลากรงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรให เพ ยงพอก บการทำางาน กำาหนดการใช งบประมาณให เหมาะ สมก บท กหน วยงานของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร เพ มงบประมาณให เพ ยงพอก บการทำางานของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร จ ดหาว สด อ ปกรณ ท ม ค ณภาพเหมาะสมก บการทำางานของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร เพ มว สด อ ปกรณ ให เพ ยงพอก บการทำางาน ของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ปร บเปล ยนว ธ การจ ดการให เหมาะสมก บการทำางานของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตร ม การระดม ความค ดเห นเพ อการจ ดการงานคล งของเทศบาลในเขตจ งหว ดพ จ ตรท ม ประส ทธ ภาพผลการว จ ยปรากฏเช นน อาจเป นเพราะว า ใน ทฤษฎ การจ ดการ (Graham & Floolt, 1995, pp ) การบร หารท สำาเร จได น นข นอย ก บการกำาหนดหน าท ของการบร หาร ให ม ขอบเขตครอบคล มและช ดเจน ซ งประกอบด วยหน าท ต อไปน เก ยวก บส งแวดล อมภายนอกได แก หน าท เก ยวก บความส มพ นธ ระหว างองค การก บส งคม การบร หารองค การและจ ดโครงสร าง ได แก การจ ดร ปแบบของการจ ดหน วยงาน การปฏ บ ต งานร วมก น ได แก การให ผ ร วมงานร วมก น โดยม ขว ญและกำาล งใจทำางานส งและบรรล เป าหมายของหน วยงานด วย การเป นผ นำาหร อน กบร หาร หมายถ ง การบร หารหน วยงานโดยการเป นผ นำาให องค การบรรล เป าหมาย สร ปได ว าหน าท สำาค ญท ส ดของการบร หารก ค อ การเป น ผ นำาหร อน กบร หารท ด พฤต กรรม การบร หารน นม 2 แนวทาง ค อการเป นผ บร หารแบบม งม นงาน ก บ ผ บร หารท ม งตน หมายถ ง เน นมน ษย ส มพ นธ (Burns, 1985, pp ;) จากผลการว จ ยท พบว า เทศบาลขนาดต างก นเก ดป ญหาการบร หารงานคล งแตกต างก นน น ผ ว จ ยม ข อเสนอแนะ ให ผ บร หารเทศบาลท กขนาดได ประช มปร กษาก นกำาหนดมาตรฐานการบร หารงานคล ง เพ อให เทศบาลท กขนาดม มาตรฐานการ บร หารงานคล งเป นระบบเด ยวก น สามารถปฏ บ ต ได อย างม ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผล บ งเก ดผลด มากย งข น รายการอ างอ ง โกว ทย พวงงาม. (2549). ม ต ใหม การปกครองท องถ น ว ส ยท ศน กระจายอำานาจและการบร หารงานท องถ น. กร งเทพมหานคร: เสมาธรรม. บ ญชม ศร สะอาด. (2541). ว ธ การทางสถ ต สำาหร บการว จ ย. (พ มพ คร งท 2). มหาสารคาม : มหาว ทยาล ยมหาสารคาม ไพโรจน ก งพ ลา, สก ลร ตน กม ทมาศ และน พนธ หาบ ราญ. (2554, มกราคม ม ถ นายน). การบร หารงบประมาณ ของสถานศ กษาข นพ นฐานในส งก ดสำาน กงานเขตพ นท การศ กษาศร สะเกษ เขต 1 วารสารว ชาการ มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น. 8, 1 8. ล ข ต ธ รเวค น. (2545). การกระจายอำานาจและการม ส วนร วมในการพ ฒนาชนบท. กร งเทพมหานคร: ศ นย ว จ ยคณะร ฐศาสตร มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร Burns, J.M.G. (1985). Leadership. New York : Harper Collin. Graham, P. & M.P. Follett. (1995). Prophet of Management. Boston : Harvard Business School Press. Kotter, J.P. (1985). What Effective General Managers Really Do? Harvard Business Review. 60 (6), 156-9) Luther, Gulick., & Lyndall Urwick. (1936). Papers on the Science of Administration. New York : Institute of Public Administration Columbia University. Manor, J., (1999) The Political Economy of Democratic Decentralization, The World Bank, Directions in Development, pp Rose, A. & Lawton, A (1999) Public Service Management. Harlow: Pearson Education Limited.

66 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 62 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ป จจ ยการบร หารจ ดการท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยน กวดว ชาภาษาอ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค ปฐมาภรณ โมกไธสง, มหาว ทยาล ยราชภ ฏนครสวรรค, [email protected], โทร บทค ดย อ การว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาการบร หารจ ดการการต ดส นใจ และศ กษาป จจ ยการบร หารจ ดการท ม ผลต อการ ต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชา กล มต วอย างท ใช ในการว จ ย ได แก ผ ปกครองของน กเร ยนในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค จำานวน 364 คน ผลการว จ ยพบว า การบร หารจ ดการอย ในระด บส งโดยเร ยงจากระด บส งด งน ด านการวางแผน ด านการจ ดองค การ ด านการจ ดบ คคลเข าทำางาน ด านการอำานวยการ ด านการประสานงาน ด านการเสนอรายงาน และด านการงบประมาณ ตามลำาด บ การต ดส นใจด านการส งเสร มการตลาด ด านราคา ด านผล ตภ ณฑ และด านการจ ดจำาหน าย การว เคราะห องค ประกอบการบร หาร จ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ โดยการถ วงน ำาหน ก ม รายละเอ ยดขององค ประกอบ ค อด านการงบประมาณ อธ บายความ ผ นแปรได ร อยละ ด านการเสนอรายงาน อธ บายความผ นแปรได ร อยละ และถ วงน ำาหน กน อยส ดค อด านการวางแผน อธ บายความผ นแปรได ร อยละ คำาสำาค ญ : การบร หารจ ดการ, โรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ, การต ดส นใจ Received June 10, 2014 ; Accepted August 06, 2014 ADMINISTRATIVE FACTORS IMPACT DECISION TO CHOOSE ENGLISH TUTORIAL SCHOOLS IN PHAISALI DISTRICT, NAKHON SAWAN PROVINCE Pathamaporn Mokethaisong, Nakhon Sawan Rajabhat University, 60000, [email protected], Tel Abstract The objectives of the research was to study administrative factors for English tutorial schools in Phaisali District, Nakhon Sawan, and parents decision to choose English tutorial schools in Phaisali District Nakhon Sawan Province, it also studied administrative factors impacting the decision to choose English tutorial schools in Phaisali District Nakhon Sawan Province. The sample used in the research was 364 students parents in Phaisali District Nakhon Sawan Province. It was a descriptive research. The research results showed that the opinion of parents on administrative factors for English tutorial schools, Phaisali District, Nakhon Sawan Province was overall at high level, running from high to low level were planning, organizing, staffing, directing, coordinating, reporting and budgeting, respectively. The parents decision to choose English tutorial schools in Phaisali District Nakhonsawan Province, based on mean scores were the product, price, planning and promotion, respectively. Administrative factor analysis revealed that the budgeting aspect explained percent of the variation, the reporting aspect explained percent of the variation, and the least factor loading was the planning aspect which explained percent of the variation. Keywords : administration, english tutorial school, decision คำาขอบค ณ ได ร บการสน บสน นจากมหาว ทยาล ยราชภ ฏนครสวรรค บทน ำ การจ ดการศ กษาของไทยได ม ว ว ฒนาการมาโดยตลอด เน องมาจากป จจ ยท งภายในและภายนอกประเทศทำาให ส งคมม

67 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 63 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 การเปล ยนแปลง ป จจ ยภายในเก ดจากความต องการพ ฒนาส งคมให ม ความเจร ญและท นสม ย และป จจ ยภายนอกเก ดจากกระแส ความเปล ยนแปลงของส งคมโลก ท งด านเศรษฐก จและการเม อง ตลอดจนการต ดต อส อสารก นทำาให ประเทศไทยต องปร บต วให ท น สม ย เพ อให เก ดการพ ฒนาและท ดเท ยมก บนานาประเทศ ด งน นจ งต องม การปล กฝ งให ประชากรม ความร ความสามารถท งทางว ชาการ ในด านต าง ๆ รวมท ง ความร ด านศ ลปะ ว ฒนธรรม ภาษาไทย ภาษาต างประเทศ และเอกล กษณ ของความเป นไทย การศ กษาจ งม ความจำาเป นสำาหร บบ คคลท กเพศท กว ย โดยเฉพาะผ ท อย ในว ยศ กษาเล าเร ยน สภาพแวดล อม ในป จจ บ นม การเปล ยนแปลงอย าง รวดเร ว เร ยกว าเป นย คข าวสารความร หร อสารสนเทศ และการเร ยนร ภาษาต างประเทศเพ อพ ฒนาถ งระด บชาต ให ท ดเท ยมก บต าง ชาต ได อย างท นเหต การณ ในท กด าน การศ กษาหาความร จ งม ความจำ าเป นในการพ ฒนาช ว ตให ท นต อส งคมโลก จากความสำาค ญข างต น ผ ว จ ยเห นว าการท จะพ ฒนาให เด กไทยม ความร เพ มมากข น ส งสำาค ญในการผล กด นให เก ดการพ ฒนาก ค อการศ กษา ด งน นผ ว จ ยจ งม ความสนใจท จะศ กษาการบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค ศ กษาการต ดส น ใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ของน กเร ยนในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค และศ กษาป จจ ยการบร หารจ ดการ ท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค เพ อนำาข อม ลจากการศ กษาไป ปร บปร งพ ฒนาการเร ยนการสอนให ด ย งข นต อไป และเพ อเป นประโยชน ต อผ ประกอบการธ รก จสถาบ นกวดว ชา รวมถ งได ทราบถ งป จจ ย และผ สอนเหต ผลในการเร ยนกวดว ชาของน กเร ยน และนำาไปปร บปร งการเร ยนการสอนภายในห องเร ยนให ได ประส ทธ ภาพ น าสนใจ มากข น (Gulick, 1936) ; Marcel De Vries, 2013 ; Charleston, 2012 ; ส ทธ พรร ส นทร และ เสาวล กษณ โกศลก ตต อ มพร, 2556) ว ตถ ประสงค 1. เพ อศ กษาการบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค 2. เพ อศ กษาการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ของผ ปกครองน กเร ยนในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค 3. เพ อศ กษาป จจ ยการบร หารจ ดการท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค ว ธ ว จ ย ในการว จ ยคร งน เป นการศ กษาป จจ ยการบร หารจ ดการท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ในเขตอำาเภอไพศาล กล มต วอย างค อผ ปกครองของน กเร ยนในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค จำานวน 364 คนกำาหนดขนาด โดยอาศ ยตาราง Krejcie และ Morgan ท ระด บความเช อม น 95% ความคาดเคล อนร อยละ 5 (Krejcie & Morgan, 1970) ทดลอง ใช ก บผ ปกครองท ไม ใช กล มต วอย าง โดยแจกแบบสอบถาม ท งหมด 30 ช ด เพ อหาค าความเช อม นแล วนำามาหาค าส มประส ทธ แอลฟา (α) โดยพ จารณาค าท มากกว า 0.70 แล วจ งนำาแบบสอบถามฉบ บจร งไป เก บรวบรวมข อม ลตามจำานวนกล มต วอย างท กำาหนดไว เคร องม อว จ ย ได แก แบบสอบถาม 3 ตอน ด งน ตอนท 1 เป นแบบสอบถามเก ยวก บค ณล กษณะส วนบ คคล ประกอบ ด วย เพศ อาย สถานภาพการสมรส ระด บการศ กษา และรายได ต อเด อน ตอนท 2 เป นแบบสอบถามเก ยวก บการบร หารจ ดการของ โรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ประกอบด วย ด านการวางแผน ด านการจ ดองค การ ด านการจ ดบ คคลเข าทำางาน ด านการอำานวยการ ด านการประสานงาน ด านการเสนอรายงาน และด านการงบประมาณ ตอนท 3 เป นแบบสอบถามเก ยวก บการต ดส นใจ เล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ การเก บรวบรวมข อม ล เก บด วยต วเองจากกล มต วอย าง สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ข อม ล ได แก ค าความถ และค าร อยละว เคราะห ป จจ ยการบร หารจ ดการท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาสถ ต ท ใช ในการว เคราะห ข อม ล ได แก Factor Analysis ผลการว จ ยและอภ ปรายผล ว ตถ ประสงค ข อท 1 ด านการวางแผน ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม การย ดนโยบายเป นหล กในการวางแผนเร ยน การสอน รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดทำาแผนปฏ บ ต การไว ล วงหน าตลอดหล กส ตร และโรงเร ยนกวดว ชาให คร ผ สอนม ส วน ร วมในการวางแผนเร ยนการสอน ด านการจ ดองค การ ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม การควบค มด แลให เป นไปตามสายการ บ งค บบ ญชา รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การกำาหนดขอบข ายอำานาจหน าท ของแต ละตำาแหน งไว อย างช ดเจน และโรงเร ยนกวด ว ชาม การจ ดแบ งสายงานไว อย างเหมาะสม ด านการจ ดบ คคลเข าทำางาน ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม การสร างขว ญและ กำาล งใจแก คร ผ สอนท ม ผลงานด รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การสำารวจความต องการด านส อการเร ยนการสอนของคร ผ สอน และ โรงเร ยนกวดว ชาม การเพ มคร ผ สอนเม อม น กเร ยนเพ มข น สำาหร บด านการอำานวยการ ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม การเป ด โอกาสให คร ผ สอนแสดงความค ดเห นเพ อประกอบการต ดส นใจในการส งการ รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การปร กษาหาร อก บ ท กฝ ายก อนการส งการ และ โรงเร ยนกวดว ชาม การร บผ ดชอบต อคำาส งท ได ส งการไปแล ว ด านการประสานงาน ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดให ม การประสานงานระหว างคร ผ สอนก บช มชนได อย างเหมาะสม รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ด ให ม เคร องม อส อสารในการประสานงานอย างเหมาะสม และโรงเร ยนกวดว ชาม การต ดต อประสานงานก บคร ผ สอนอย างเป นทางการ ด านการเสนอรายงาน ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดให ม การรายงานการต ดตามประเม นผลการปฏ บ ต งานของคร ผ

68 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 64 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 สอน รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดให ม การช แจงผลการเร ยนของน กเร ยนให ผ ปกครองทราบอย างเหมาะสม และโรงเร ยน กวดว ชาม การแจ งส ทธ ประโยชน ท คร ผ สอนพ งม ให คร ผ สอนทราบอย างสม ำาเสมอ ด านการงบประมาณ ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยน กวดว ชาม การประเม นผลการใช งบประมาณอย างสม ำาเสมอ รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดซ อส อการเร ยนการสอนอย างเพ ยง พอ และโรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดทำาแผนในการจ ดซ อส อการเร ยนการสอนอย างเหมาะสม ว ตถ ประสงค ข อท 2 ผลการว เคราะห การต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ของผ ปกครองน กเร ยนในเขต อำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค พบว า การต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ของผ ปกครองน กเร ยนในเขตอำาเภอ ไพศาล จ งหว ด ด านผล ตภ ณฑ ให ความสำาค ญเร อง น กเร ยนท เร ยนในโรงเร ยนกวดว ชาม ความสามารถด านภาษามากกว าโรงเร ยนอ น รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดหล กส ตรท ตรงตามมาตรฐานของกระทรวงศ กษาธ การ และโรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดก จกรรม ท สน บสน นให น กเร ยนม สมาธ และความร บผ ดชอบ ด านราคา ให ความสำาค ญเร อง ม การแจกท นการศ กษา รองลงมาค อ ค าเล าเร ยนท เก บม ความเหมาะสม และค าเล าเร ยนท เก บม ความค มค า ด านการจ ดจำาหน าย ให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม ส อและอ ปกรณ การเร ยนท ท นสม ย และเพ ยงพอ รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชาม สถานท ก นอาหารท กว างขวางและเพ ยงพอก บจำานวนน กเร ยน และ โรงเร ยนกวดว ชาม อาคารและจำานวนห องเร ยนท เพ ยงพอ และอ ปกรณ ในห องเร ยนท ท นสม ย ด านการส งเสร มการตลาด ให ความสำาค ญ เร อง โรงเร ยนกวดว ชาม กฎระเบ ยบในการควบค มพฤต กรรมในการปฏ บ ต ตนในกรอบท ด งามของส งคม รองลงมาค อ โรงเร ยนกวดว ชา ม ช อเส ยงเป นท ยอมร บของส งคม และผ บร หารม ช อเส ยงโด งด ง เป นท ร จ กในส งคม ว ตถ ประสงค ข อท 3 ผลการว เคราะห ป จจ ยการบร หารจ ดการท ม ผลต อการต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษา อ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค พบว า การว เคราะห องค ประกอบการบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค โดยการถ วงน ำาหน ก (ก ลยา วาน ชย บ ญชา 2546) ม รายละเอ ยดของแต ละองค ประกอบ ด งน ด านการวางแผน อธ บายความผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบท ม ค าน ำาหน กมากท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวด ว ชาภาษาอ งกฤษมากท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การกำาหนดผ ร บผ ดชอบการเร ยนการสอนไว อย างเหมาะสม สำาหร บองค ประกอบ ท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การย ดนโยบาย เป นหล กในการวางแผนเร ยนการสอน ด านการจ ดองค การ อธ บายความผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบท ม ค าน ำาหน กมาก ท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษมากท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดส งอำานวยความสะดวกท เอ อต อการทำางาน สำาหร บองค ประกอบท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การกำาหนดขอบข ายอำานาจหน าท ของแต ละตำาแหน งไว อย างช ดเจน ด านการจ ดบ คคลเข าทำางาน อธ บายความ ผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบท ม ค าน ำาหน กมากท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษมากท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การสำารวจความต องการด านส อการเร ยนการสอนของคร ผ สอน สำาหร บองค ประกอบท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ด หร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การเพ มคร ผ สอนเม อม น กเร ยนเพ มข น ด านการอำานวยการ อธ บายความผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบท ม ค าน ำาหน กมากท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยน กวดว ชาภาษาอ งกฤษมากท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การเป ดโอกาสให คร ผ สอนแสดงความค ดเห นเพ อประกอบการต ดส นใจในการ ส งการ สำาหร บองค ประกอบท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยน กวดว ชาม การการส งการท เหมาะสมก บเวลาและสถานท ด านการประสานงาน อธ บายความผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบท ม ค าน ำาหน กมากท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษมากท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดให ม ผ ประสาน งานในการปฏ บ ต งานท ได ร บมอบหมาย สำาหร บองค ประกอบท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษา อ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การกำาหนดให ม การประสานงานอย างเป นระบบและม หล กเกณฑ ด านการเสนอรายงาน อธ บาย ความผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบท ม ค าน ำาหน กมากท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษมาก ท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดให คร ผ สอนรายงานในกรณ ท เก ดป ญหาในการทำางานให ผ เก ยวข องทราบ สำาหร บองค ประกอบท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การจ ดให ม การช แจง ผลการเร ยนของน กเร ยนให ผ ปกครองทราบอย างเหมาะสม ด านการงบประมาณ อธ บายความผ นแปรได ร อยละ องค ประกอบ ท ม ค าน ำาหน กมากท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษมากท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การขอความร วมม อ ก บช มชนเพ อสน บสน นด านส อการเร ยนการสอน สำาหร บองค ประกอบท ม ค าน ำาหน กน อยท ส ดหร อม การบร หารจ ดการของโรงเร ยน กวดว ชาภาษาอ งกฤษน อยท ส ด ค อ โรงเร ยนกวดว ชาม การสำารวจความต องการใช ส อการเร ยนการสอน เอนำามาจ ดสรรงบประมาณ การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค เม อพ จารณาเป นรายด าน พบว า การบร หารจ ดการของโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษส งท ส ด ได แก ด านการวางแผน โดยให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชา ม การย ดนโยบายเป นหล กในการวางแผนเร ยนการสอน ผลการว จ ยปรากฏเช นน อาจเป นเพราะว า การบร หารจ ดการเป นกระบวนการ ของก จกรรมท ต อเน องและประสานงานก น ซ งผ บร หารต องเข ามาช วยเพ อให บรรล จ ดม งหมายขององค กร การบร หารจ ดการสามารถ ประย กต ใช ก บองค กรใดองค กรหน งได เป าหมายของผ บร หารท กคนค อ การสร างกำาไร การบร หารจ ดการเก ยวข องก บการเพ มผลผล ต โดยม งส ประส ทธ ภาพ และประส ทธ ผล การบร หารจ ดการจ งต องเน นด านการวางแผนให สามารถนำามาใช ก บท กระด บช นขององค กรได ม ฮำาหม ด, 2547 ; ส น ร ตน ศร โสภา, 2554)

69 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 65 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 การต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ ของผ ปกครองน กเร ยนในเขตอำาเภอไพศาล จ งหว ดนครสวรรค เม อพ จารณาเป นรายด าน พบว า การต ดส นใจเล อกเร ยนโรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษส งท ส ด ได แก ด านการส งเสร มการตลาด โดยให ความสำาค ญเร อง โรงเร ยนกวดว ชาม กฎระเบ ยบในการควบค มพฤต กรรมในการปฏ บ ต ตนในกรอบท ด งามของส งคม ผลการ ว จ ยปรากฏเช นน อาจเป นเพราะว า ผล ตภ ณฑ โรงเร ยนกวดว ชาภาษาอ งกฤษ เป นว ชาการท ใช สอนแก ผ เร ยน จ งม หลายทางเล อกให โรงเร ยนกวดว ชาได ปร บเปล ยนให เหมาะสม เม อต องดำ าเน นการจ งต องพยายามทำาหล กส ตรท จะสอนให ถ กใจผ ปกครองน กเร ยนมากท ส ด ซ งสอดคล องก บงานว จ ยของวราภรณ นพค ณทอง (2546) ท ได ศ กษาเร อง ความคาดหว งของผ ปกครองเก ยวก บการจ ดการศ กษา โรงเร ยนเอกชนระด บประถม ศ กษา เขตบางกอกน อย กร งเทพมหานคร ผลการว จ ยพบว า ผ ปกครองคาดหว งให โรงเร ยนจ ดการศ กษา เพ อให น กเร ยนม ความสามารถด านภาษามากกว าโรงเร ยนอ น ม ความสามารถทางการ อ าน การเข ยนและการคำานวณ โดยให ความ สำาค ญต อว ชาภาษาอ งกฤษ คณ ตศาสตร และคอมพ วเตอร ผลการว จ ยตามว ตถ ประสงค ข อ 3 ท พบว าด านการวางแผนน นอธ บายความผ นแปรได น อยท ส ด ผ ว จ ยของเสนอแนะ ให ผ จ ดการโรงเร ยน ค นหาข อม ลและให ผ ม ส วนได ส วนเส ยม ส วนร วมมากข น เพ อประส ทธ ภาพส งส ดของการวางแผน รายการอ างอ ง ก ลยา วาน ชย บ ญชา.(2546) การว เคราะห สถ ต ช นส งด วย SPSS for Windows. (พ มพ คร งท 3). กร งเทพฯ : ธรรมสาร. วราภรณ นพค ณทอง. (2546). ความคาดหว งของผ ปกครองเก ยวก บการจ ดการศ กษาโรงเร ยนเอกชนระด บประถม ศ กษาเขตบางกอกน อย กร งเทพมหานคร. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต. ไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร. ว โรจน ม ฮำาหม ด. (2547). ป จจ ยท ผลต อการต ดส นใจของผ ปกครองในการส งบ ตรหลานเข าศ กษาในโรงเร ยน กร งเทพคร สเต ยนว ทยาล ย. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ต. ไม ได ต พ มพ. มหาว ทยาล ยเกษตรศาสตร. ส ทธ พรร ส นทร และเสาวล กษณ โกศลก ตต อ มพร. (2556, มกราคม ม ถ นายน). ป จจ ยท ส งผลต อการต ดส นใจ เล อกเข าศ กษาต อระด บปร ญญาตร ของน กศ กษาหล กส ตรสาขาว ชาร ฐประศาสนศาสตร ว ทยาล ยกฎหมาย และการปกครอง มหาว ทยาล ยสารคาม. วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น น. 10, ส น ร ตน ศร โสภา. (2554, มกราคม ม ถ นายน). ป จจ ยท ส งผลต อการเล อกเข าศ กษาต อระด บปร ญญาตร ของ น กศ กษามหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ป การศ กษา วารสารว ชาการมหาว ทยาล ย การจ ดการและเทคโนย อ สเท ร น. 9, เอกช ย พรมล กษณ และพจน ยงสก ลโรจน. (2556, กรกฎาคม ธ นวาคม). กระบวนการต ดส นใจและป จจ ยท ม ความส มพ นธ ก บการศ กษาต อของน กศ กษาในกล มสถานศ กษาว ทยาล ยอาช วศ กษา ส งก ดสำาน กงานคณะกรรมการการ อาช วศ กษา เขตภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ. วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและ เทคโนโลย อ สเท ร น. 10, Charleston, L.J. (2012). A Qualitative Investigation of African Americans Decision to Pursue Computing Science Degree : Implication for Cultivating Career Choice and Aspiration. Journal Diversity in Higher Education. 5(4), Gulick, L. H. (1936). Notes on the Theory of Organization. L. Gulick & L. Urwick (Eds.), Papers on the Science of Administration (pp. 3 35). New York: Institute of Public Administration. Krejcie, Robert V. and Morgan, Daryle W. (1970). Determinining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement. v. 30, Marcel De Vries. 2013, (January June). Factors In fluencing Ubon Ratchathani Students selection of a Suitable English Language Bachelor of Business Administration Program. UMT-POLY JOURNAL. 10,

70 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 66 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทความว จ ย (ก.ค. ธ.ค. 57) ร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จ ประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ประณยา ก จสาสน, การไฟฟ าส วนภ ม ภาค กร งเทพมหานคร 10900, [email protected], โทร บทค ดย อ การว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อ 1) ศ กษาป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จ ประก นว นาศภ ยในประเทศไทย 2) เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยน ร ก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย 3) เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างการเป นองค กร แห งการเร ยนร ก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย และ 4) เพ อน ำเสนอร ปแบบองค กรแห ง การเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย โดยการว จ ยคร งน เป นการทดสอบความส มพ นธ ท ม ผลต อผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย การว จ ยคร งน เป นว ธ ว จ ยเช งปร มาณและเช งค ณภาพ ในการว จ ยเช งปร มาณ ผ ว จ ยเก บข อม ลจากผ บร หารบร ษ ทประก นว นาศภ ยในประเทศไทย จ ำนวน 400 คน จาก 54 บร ษ ท และใช แบบสอบถามแบบ มาตร ประมาณค า 5 ระด บ ท ผ านการหาความเท ยงตรงซ งม ค าด ชน ความสอดคล องระหว างข อค ำถามและว ตถ ประสงค ต งแต 0.5 ข นไป และผ านการหาค าความเช อม น โดยม ค าส มประส ทธ แอลฟาของครอนบาคเท าก บ สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ข อม ล ประกอบ ด วยสถ ต เช งพรรณนา ได แก การแจกแจงความถ ค าร อยละ ค าเฉล ย และค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน สถ ต อ างอ งจะใช สถ ต อ างอ ง แบบไม ม พาราม เตอร ได แก ค าส มประส ทธ สหส มพ นธ และการว เคราะห โมเดลสมการโครงสร าง โดยใช โปรแกรม AMOS ส วนการ ว จ ยเช งค ณภาพได ท ำการส มภาษณ ผ ให ข อม ลส ำค ญซ งเป นผ บร หารท ร บผ ดชอบเก ยวก บการพ ฒนาองค กรไปส การเป นองค กร แห งการเร ยนร ของบร ษ ทประก นว นาศภ ยจ ำนวน 4 คน และส มภาษณ เช งล กผ เช ยวชาญด านองค กรแห งการเร ยนร จ ำนวน 4 คน ใช ว ธ การว เคราะห เน อหางานว จ ยเช งค ณภาพ ผลการว จ ยพบว า 1) ป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยน ร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ได แก ป จจ ยภาวะผ น ำ ป จจ ยองค กร ป จจ ยการจ ดการความร ป จจ ยการเร ยนร และ ป จจ ยเทคโนโลย โดยรวมผ บร หารม ความค ดเห นว าป จจ ยต าง ๆ ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมากท กป จจ ย 2) ผ บร หารม ความค ดเห นว าองค ประกอบของการเป นองค กรแห งการเร ยนร ได แก พลว ตรการเร ยนร การปร บเปล ยนองค กร การเอ ออ ำนาจ การจ ดการความร และการน ำเทคโนโลย มาประย กต ใช ล วนม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก น ว นาศภ ยในประเทศไทยโดยม ค าเฉล ยความค ดเห นเก ยวก บการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยอย ท ระด บมากในท กด าน 3) ป จจ ยภายในองค กร ท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ม ความส มพ นธ ก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต ว เง นของธ รก จประก น ว นาศภ ยในประเทศไทยอย ในระด บปานกลางอย างม น ยส ำค ญท ระด บส ง โดยป จจ ยด านการเร ยนร ม ความส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยส งท ส ด รองลงมา ค อ ป จจ ยด านเทคโนโลย ป จจ ยด านการจ ดการความร ป จจ ย ด านองค กร และป จจ ยด านภาวะผ น ำ ตามล ำด บ 4) การเป นองค กรแห งการเร ยนร ด านต าง ๆ ม ความส มพ นธ ก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยอย ในระด บปานกลางอย างม น ยส ำค ญท ระด บส ง โดยด านการจ ดการความร ม ความ ส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จ ประก นว นาศภ ยส งท ส ดรองลงมา ค อ ด านพลว ตรการเร ยนร ด านการน ำเทคโนโลย มา ประย กต ใช ด านการเอ ออ ำนาจ และด านการปร บเปล ยนองค กร ตามล ำด บ และ 5) ป จจ ยภายในองค กรท ง 5 ป จจ ยม ผลต อการเป น องค กรแห งการเร ยนร และม ผลต อผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง น โดยร ปแบบขององค กรแห งการเร ยนร ม ความสอดคล องก บข อม ลเช ง ประจ กษ (ค า Chi-square = ค าองศาอ สระ (DF) = 180 ค า P = ค าด ชน GFI = และด ชน RMSEA = 0.043) คำาสำาค ญ : ร ปแบบ, องค กรแห งการเร ยนร, ธ รก จประก นว นาศภ ย Received May 15, 2014 ; Accepted June 20, 2014 A MODEL OF LEARNING ORGANIZATION FOR NON-LIFE INSURANCE BUSINESS IN THAILAND Pranaya Kitsason, Provincial Electricity Authority Bangkok 10900, [email protected], Tel Abstract This research has the objectives to 1) to study the influence of internal factors towards the learning organization development for non-life insurance business in Thailand 2) to study the relation between the influence internal factor towards the learning organization development and the results of the performance of non-finance of non-life insurance business in Thailand and 3) to present model of learning organization development for non-

71 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 67 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 life insurance business in Thailand. This research is testing relations as result towards non-finance performance of non-life insurance business in Thailand. This study is a quantitative and qualitative research. In quantitative research, the researcher collected data from the executives of non-life insurance compares in Thailand of 400 persons from 54 companies and using questionnaire of query scale for 5 levels through finding precisely which as index consistency between question and objectives from 0.5 up. Moreover, through confidence that has coefficient of Cronbach alpha equal.982 was used for data analysis, consists of descriptive statistics such as frequency distribution, percentage, mean and standard deviation. Therefore, the statistical reference for non-parametric is the correlation coefficients and analysis of structural equation models using AMOS. The qualitative research was conducted by interviews with key informants, the executive responsible for developing the organization into an organization of learning, the non-life insurance company with 4 employees and interview-depth expert organization of learning for 4 people using quantitative content analysis research. The results of the research found that 1) Internal factors which influence the learning organization development of non-life insurance business in Thailand such as leader factors, learning management factors, learning factors and technological factors. Overall, executives have many opinions about factors that influenced toward the learning organizations development at a high level for all factors. 2) Executives have opinion that composition of learning organization development is learning dynamic, realignment organization, empowered, knowledge management and technology applications also influences the learning organization development of non-life insurance business in Thailand, have average comments about the learning organization development of non-life insurance business in all aspects. 3) Internal factors that influence toward learning organization development in relation to the performance of non-life insurance business in Thailand in the medium to high significance. Learning factors associated with non-finance of non-life insurance is the highest, next is factors of technology, knowledge management, Organizational factors and leadership factors, respectively. 4) The organization of learning as various aspects of performance is related to result of performance rather than non-finance of non-life insurance business in Thailand in the medium to high significance. The field of knowledge management in relation to non-finance of non-life insurance business is highest, next is the dynamics of learning, applications of the technology, empowered and Realignment, respectively. And 5) Internal factor of organization have 5 factors as influence toward learning organization development and influenced toward result of performance rather than non-finance, in the model of learning organization development is consistency with empirical data(chi-square = , degree of freedom (DF) = 180,P = 0.201, GFI index = and RMSEA index = 0.043). Keywords : model, learning organization, non-life insurance business บทน ำ ในป จจ บ นธ รก จเก ดการเปล ยนแปลงอย างต อเน องเศรษฐก จม ความผ นผวนอย ตลอดเวลา และม สภาพการแข งข นท ส ง ข น ด งน น ไม ว าจะเป นองค กรภาคร ฐ หร อเอกชน องค กรขนาดเล ก หร อขนาดใหญ ต างต องทบทวนร ปแบบการด ำเน นงานของตนให ม ความได เปร ยบในการแข งข น เพ อความอย รอดอย างย งย นม ใช การเต บโตเพ ยงช วงระยะเวลาหน งเท าน น องค กรท สามารถเร ยนร และ ปร บต วเข าก บการเปล ยนแปลงของป จจ ยสภาพแวดล อมได อย างรวดเร วย อมสามารถด ำรงอย ได ต อไป การท องค กรจะรอดพ นออกจาก สภาพการท ไม น าพ งประสงค เช นน ได น นองค กรต องม ทร พยากรท ม ค าเพ อสร างความได เปร ยบค แข งข น ด งค ำกล าวท ว า องค กรจะ ประสบผลส ำเร จ หร อล มเหลวข นอย ก บคนค ดคนจ ดการท งส น ด งน น การแข งข นระหว างองค กรจ งเป นการแข งข นก นพ ฒนาบ คคล ให เป นทร พยากรท ม ค าส งท ส ด ก ญแจส ความส ำเร จในเป าหมายของว ส ยท ศน องค กร ค อการพ ฒนาองค กรแห งการเร ยนร (learning organization) (อด ศร ไชยค ปต, 2549 : 15) องค กรแห งการเร ยนร เป นแนวค ดในการพ ฒนาองค กรให เก ดการแบ งป น แลกเปล ยนองค ความร ประสบการณ และท กษะ ร วมก น ท ำให เก ดการพ ฒนาองค กรอย างต อเน องและสามารถปร บต วให ท นต อสภาวะการเปล ยนแปลงและการแข งข นท จะเก ดข นใน อนาคต เม อสมาช กในองค กรเห นความส ำค ญต อการเร ยนร สามารถท จะเร ยนร ได อย างม อ สระ โดยได ร บการสน บสน นองค กร รวมถ ง การม ว ฒนธรรมขององค กรแห งการเร ยนร ส งเหล าน ย อมส งผลต อพฤต กรรมการปฏ บ ต ของสมาช กในองค กรอ กด วย (Hoy and Miskel : 2008; Lunenburg and Ornstein : 2001; Ubben, Hughes and Norris : 2001) ซ งสอดคล องก บ Marquardt (1996) ท ได กล าว ไว ว าการท จะพ ฒนาไปส องค กรแห งการเร ยนร น น องค กรจะต องจ ดให สมาช กม การฝ กการเร ยนร ตลอดเวลาและสร างว ฒนธรรมในการ แสดงความค ดเห นท เป นประโยชน ต อองค กร ให โอกาสแก สมาช กองค กรท จะน ำส งท ได เร ยนร มาใช สร างสรรค พ ฒนาและปร บปร งแลก เปล ยนความร ม การกระจายข อม ลข าวสารซ งก นและก น เสร มสร างบรรยากาศท เป นก นเองและม สภาพแวดล อมท เอ อต อการเป นองค กร แห งการเร ยนร ซ ง Peter M. Senge (1990 :1) กล าวว า องค กรแห งการเร ยนร เป นองค กรท บ คคลกรสามารถขยายข ดความสามารถ ในการสร างสรรค ผลงานตามท ปรารถนาได อย างต อเน องเป นองค กรท ส งเสร มให บ คลากรม ร ปแบบความค ดสร างสรรค เป นองค กรท เต มไปด วยแรงบ นดาลใจและเป นองค กรท ม บ คลากรเร ยนร ร วมก นอย างไม ม ต อเน อง จากการศ กษาของ Gravin (2000 : 3) พบว า ป จจ บ นคนในองค กรจ ำนวนไม น อยได ตระหน กช ดแล วว ากลย ทธ ภาวะผ น ำ ความร และเทคโนโลย ของอด ตไม สามารถท ำให องค กร ประสบความส ำเร จในว นข างหน าได องค กรต องเพ มสมรรถนะในการเร ยนร ขององค กรถ าต องการจะประสบความส ำเร จท ามกลาง สภาพแวดล อมท ประกอบไปด วยการร ดหน าทางเทคโนโลย การควบรวมก จการ การเปล ยนแปลงทางส งคมและการแข งข นท เพ มมาก ข น ซ ง Takeuchi and Nonaka (2004) อธ บายการสร างร ปแบบความร ไว 4 ร ปแบบ ค อ 1) จากประสบการณ ส ประสบการณ (tacit

72 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 68 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 to tacit) ค อ ความร เช นน เก ดข นเม อบ คคล ถ ายโอนความร ไปย งอ กบ คคลหน งซ งเก ดข นได โดยการส งเกต (observation) เล ยนแบบ (Imitation) ฝ กปฏ บ ต (Practice) 2) จากความร ช ดแจ งส ความร ช ดแจ ง (explicit to explicit) หมายถ ง ความร ท อย บนส อต าง ๆ เร ยบร อยแล ว เช น หน งส อ เทป ว ด โอ สามารถให คนร นหล งได เร ยนร ได จากส อความร เช นน เก ดจากการรวมและการส งเคราะห ความ ร ช ดแจ งท ม อย 3) จากประสบการณ ส ความร ช ดแจ ง (tacit to explicit) หมายถ ง ความร ท ได จากการส มภาษณ หร อการส งเกตการณ การถ ายทอดความร ในสมองของผ เช ยวชาญท งหลายแล วเอามาลงส อ เป นการแปลงร ปจาก Knowledge ท เป นความร ท ฝ งอย ในห วออก มาเป นส อท สามารถแบ งป นก นท วท งองค กรได และ 4) จากความร ช ดแจ งส ประสบการณ (explicit to tacit) หมายถ ง ความร ท ได จากการศ กษา การเร ยนร เพ อให เก ดความร ของต วเอง ส งท ได ค อ Tacit Knowledge ความร เช นน เก ดข นจากพน กงานในองค กรน ำ ความร ช ดแจ งท เก ดข นใหม ไปปร บใช ในองค กรและก อให เก ดความร โดยน ยข นใหม โดยความจ ำเป นด งกล าวข างต นจะเห นว าความร ท เป นประสบการณ ก บความร ท ช ดแจ งม ความส ำค ญท ต องอาศ ยเก อก ลซ งก นและก น เพ อให เก ดการแลกเปล ยนความร และการพ ฒนา องค กรท สมบ รณ (ว รว ธ มาฆะศ รานนท : 2548) เพ อพ ฒนาองค กรน ำไปส องค กรแห งการเร ยนร ได อย างม ค ณภาพ ซ งในประเทศไทย องค กรภาคเอกชนและภาคร ฐม การปร บต วในการน ำเคร องม อการจ ดการทางการบร หารร ปแบบต าง ๆ ท เอ ออ ำนวยให ท กคนสามารถ พ ฒนาศ กยภาพส งส ดในการร ค ดและปฏ บ ต (ส พาน สฤษฎ วาน ช : 2549); ส น ร ตน ท บท มอ อน, ว ระ ไชยศร ส ข และเพ ญศร แซ เต ยว. 2554, 87 92) ส ำหร บธ รก จประก นภ ยในประเทศไทยย งต องเผช ญก บป ญหาการแข งข นท ขยายต วอย างร นแรงทางเศรษฐก จ ส งคม กฎหมาย ความก าวหน าของเทคโนโลย สารสนเทศท ม การเปล ยนแปลงอย างรวดเร ว ตลอดจนพฤต กรรมของผ บร โภคท ม การ เปล ยนแปลงไปอย างมากโดยเฉพาะอย างย งหล งป พ.ศ ท ร ฐบาลได เป ดโอกาสให กล มน กลงท นจากประเทศต าง ๆ เช น สหร ฐอเมร กา อ งกฤษ เยอรม นและออสเตรเล ย เข ามาแข งข นมากข นท ำให ธ รก จประก นช ว ตม การแข งข นมากข น ประกอบก บร ฐบาล ไทยได เป ดเสร สาขาประก นภ ยซ งเป นข อผ กพ น (Schedule of Specific Commitments) ของประเทศไทยภายใต กรอบองค กร การค าโลกว าด วยการค าบร การ (General Agreement on Trade in Service - GATS) ส ำหร บสาขาประก นภ ย 6 รายการ ได แก 1) การประก นช ว ต 2) การประก นว นาศภ ย 3) นายหน าและต วแทนประก นภ ย 4) ท ปร กษาด านประก นภ ยไม รวมเร องบ ำนาญ 5) ผ ประก นภ ย และ 6) น กคณ ตศาสตร ประก นภ ย ภายใต ข อตกลงท วไป (General Agreement on Trade in Service, 2007) และการเป ดเสร ภาคประก นภ ยตามกรอบประชาคมเศรษฐก จอาเซ ยน (ASEN Economic Community : AEC) และการเป ดเสร ภาย ใต กรอบการเจรจาพห ภาค และทว ภาค ได แก 1) อาเซ ยน-ออสเตรเล ยก บน วซ แลนด 2) อาเซ ยน-ย โรป3) อาเซ ยน-สาธารณร ฐเกาหล 4) อาเซ ยน-อ นเด ย 5) อาเซ ยน-จ นและ 6) ไทย-ออสเตรเล ย และจากนโยบายเก ยวก บการเป ดเสร ด งกล าวท ำให บร ษ ทต าง ๆ ในธ รก จ ประก นว นาศภ ยต างต องเร งสร างความได เปร ยบในการแข งข นในบ คลากรท เก ยวข องก บการให บร การของธ รก จประก นภ ยซ งแบ งออก เป น 2 กล ม ได แก ฝ ายการตลาดและฝ ายบร การ โดยท ฝ ายการตลาดจะให ความส ำค ญแก ต วแทนประก นภ ยเป นอ นด บแรกโดยเฉพาะ ต วแทนประก นช ว ตและเน นการบร การท ด ท งก อนและหล งการขาย ส ำหร บฝ ายบร การจะเน นการยกระด บความร และการม จรรยา บรรณท ด ในการให บร การให แก พน กงานท เก ยวข องก บการให บร การจ ายเง นป นผลประโยชน หร อจ ายค าส นไหมทดแทน (ส ำน กงาน คณะกรรมการก ำก บและส งเสร มการประกอบธ รก จประก นภ ย, ออนไลน : 2554) ซ งในการบร การในท ก ๆ ด านเป นส งส ำค ญส ำหร บ ธ รก จว นาศภ ย อ กท งจากบทเร ยนจากมหาอ ทกภ ยเม อป 2554 เป นส งท ผล กให ร ฐบาลต องเร งสร างกลไกต าง ๆ เพ อกอบก ความเช อม น ของประชาชนและน กลงท นให กล บค นมาโดยเร ว หน งในน นเก ยวข องก บธ รก จประก นว นาศภ ยค อการออกพระราชก ำหนดกองท นส ง เสร มการประก นภ ยพ บ ต พ.ศ.2555 ท ก ำหนดให จ ดต งกองท นข นเพ อเข ามาร บบร หารจ ดการความเส ยงในด านภ ยพ บ ต ต อจากบร ษ ท ประก นภ ยในอ ตราเบ ยประก นภ ยท เหมาะสม ท ำให ธ รก จประก นว นาศภ ยม การเต บโตข นอย างต อเน องเพ อสร างความเช อม นแก ล กค า และผ ท ม ส วนได ส วนเส ยในธ รก จว นาศภ ย จากการส มภาษณ ผ บร หารด านทร พยากรมน ษย ของบร ษ ทประก นว นาศภ ยโดยผ ว จ ยพบว าจ ำนวนบ คลากรในธ รก จ ประก นว นาศภ ยม มากข น แต ต องยอมร บว าบ คลากรท อย ในธ รก จส วนใหญ น นม ได จบการศ กษาทางด านการประก นภ ยไม ครบท กคน ด งน น บ คลากรเหล าน ต องม ความร ความเข าใจและความเช ยวชาญเพ ยงพอจ งจะปฏ บ ต หน าท ได อย างม ประส ทธ ภาพ รวมถ งบ คลากร ประก นภ ยบางประเภทท ต องม ค ณว ฒ ต องผ านการเร ยนการสอบหล กส ตรเฉพาะ อาท เช น น กคณ ตศาสตร ประก นภ ย ซ งเป นบ คลากร ท ม ความจ ำเป นอย างย งในธ รก จประก นภ ย ท ำหน าท จ ดท ำรายงานค ำนวณความร บผ ดตามกรมธรรม ประก นภ ยและบร หารความเส ยง ภ ยให สอดคล องตามหล กคณ ตศาสตร ประก นภ ย รวมถ งม ส วนร วมในการก ำหนดนโยบายบร หารความเส ยงและนโยบายการด ำเน น งานในภาพรวมของบร ษ ทประก นภ ย เป นต น ด งน น การพ ฒนาทร พยากรมน ษย ของธ รก จประก นภ ยจ งถ อได ว าเป นส งท ธ รก จให ความ ส ำค ญเป นอย างย งเน องจากเป นธ รก จท อาศ ยความสามารถของคนในการสร างยอดขาย (Rehan : 2003) ประกอบก บความแตกต าง จากธ รก จประเภทอ น ๆ ในด านการเสนอขาย เน องจากเป นการขายความค มครอง หร อค ำม นส ญญา ซ งเป นส นค าท ไม ม ต วตนโดย การขายผ านคนกลางของบร ษ ทประก นภ ย ค อต วแทน หร อนายหน าซ งคนกลาง ม ความส ำค ญต อการสร างภาพพจน และท ศนคต ของประชาชนท ม ต อธ รก จประก นภ ย เพราะต วแทน หร อนายหน าประก นภ ยจะม หน าท ช กชวน แนะน ำ เสนอขายความค มครอง ตามกรมธรรม ประเภทต างๆ แก ประชาชนชน ด งน น การให ข อม ลและการสร างความเข าใจท ถ กต องตามหล กการประก นภ ยของต วแทน หร อนายหน าจ งเป นส งจ ำเป นและส ำค ญหากต วแทน หร อนายหน าม ความร ความเข าใจเก ยวก บการประก นภ ย เง อนไขความค มครอง และข อยกเว นต าง ๆ ในกรมธรรม เป นอย างด จะท ำให สามารถสร างความเช อถ อศร ทธาจากประชาชนได เป นอย างด ซ งจะส งผลต อ เน องถ งธ รก จประก นภ ยโดยส วนรวม ท งน จะเห นได จากข อม ลเก ยวก บส วนแบ งทางการตลาดของบร ษ ทประก นภ ย โดยเฉพาะธ รก จ ประก นช ว ตม ความส มพ นธ อย างใกล ช ดและในท ศทางเด ยวก นก บจ ำนวนความอย ของกรมธรรม ท ม ผลบ งค บใช โดยความคงอย ของกรม ธรรมด งกล าวจะสะท อนให เห นถ งค ณภาพและประส ทธ ภาพของต วแทน หร อนายหน าประก นภ ย (กรมการประก นภ ย, 2540 : 75) ด งน น ธ รก จประก นว นาศภ ยจ งม ความจ ำเป นอย างย งท ต องตระหน กถ งความส ำค ญของการเป นองค กรแห งการเร ยนร ด วย

73 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 69 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 การพ ฒนาทร พยากรมน ษย เป นหล ก โดยให พน กงานในองค กรต องม การเร ยนร ม ความร ความสามารถ ม ท กษะในหลายด าน ม ท ศนคต ท สน บสน นความเจร ญก าวหน าขององค กร เพ อท จะสามารถปฏ บ ต งานได อย างถ กต องและครอบคล มอ กท ง ย งม ความจ ำเป นต องพ ฒนา องค กรให พร อมก บการเปล ยนแปลงในย คของฐานส งคมความร เพ อให องค กรอย รอดและสามารถแข งข นได ในระบบเศรษฐก จสม ยใหม ท เน นความร และความเร ว (บด นทร ว จารณ, 2548 : 10) ถ งแม ว าตลอดระยะเวลาท ผ านมาผ บร หารจะตระหน กถ งความส ำค ญของบ คลากรซ งเป นป จจ ยส ำค ญในการแข งข นทางธ รก จ แต กล บไม พบว าม ส งใดท จะสามารถบ งบอกได ว าบร ษ ทประก นว นาศภ ยในประเทศไทยได ส งเสร มให องค กรเป นองค กรแห งการเร ยนร โดยม การจ ดการความร อย างเป นกระบวนการเช งระบบ กล าวค อ ม การจ ดสภาพแวดล อมการจ ดการความร ท ท ำให ส งผลต อบ คลากร ในการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย างต อเน อง ด งน นผ ว จ ยจ งม งจะท ำการศ กษาว จ ยเร อง ร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จ ประก นว นาศภ ยในประเทศไทย โดยการน ำทฤษฎ การเร ยนร ตามแนวค ดของ Marquardt And Reynolds (1994) Bennett And O Brien (1994) และ Kaiser (2000) มาบ รณาการสร างร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ในบร บทของส งคมไทยซ งย ง ไม ม การศ กษา ว จ ยเช งประจ กษ ในเร องน มาก อน โดยผลการว จ ยคร งน จะเป นข อม ลพ นฐานท ม ประโยชน และม ความส ำค ญในการบร หารจ ดการของ ธ รก จประก นว นาศภ ยต อการเสร มสร างและขยายองค ความร ใหม ๆ รวมถ งสามารถน ำไปประย กต ใช ให เหมาะสมก บองค กรท งภาคร ฐ และเอกชนของประเทศไทยอย างม ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผล เพ อบรรล ตามว ตถ ประสงค ในการสร างศ กยภาพในการแข งข นให แก องค กรได ในระด บส งส ด ว ตถ ประสงค 1. เพ อศ กษาป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย 2. เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ก บ ผลการด ำเน นงาน ท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย 3. เพ อศ กษาความส มพ นธ ระหว างการเป นองค กรแห งการเร ยนร ก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก น ว นาศภ ยในประเทศไทย 4. เพ อน ำเสนอร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ว ธ ว จ ย ประชากรท ผ ว จ ยใช ในการว จ ยคร งน ค อ ผ บร หารของบร ษ ทประก นว นาศภ ยจ ำนวน 54 บร ษ ท ซ งม จ ำนวนผ บร หาร ณ ว นท 31 ธ นวาคม 2554 รวมท งหมดจ ำนวน 3,444 คน โดยขนาดต วอย างท ใช ในการว จ ยคร งน ก ำหนดระด บความเช อม นร อย ละ 95 โดยให ม ความผ ดพลาดในการประมาณไม เก นร อยละ 5 ตามตารางการ ส มต วอย างของ Yamané (ส ว มล ต รกาน นท, 2548, (น ) ขนาดของต วอย างได เท าก บ 359 คน แต ในการว จ ยคร งน จะใช จ ำนวนต วอย าง 400 คน ในข นตอนการเก บรวบรวม ข อม ลสามารถเก บรวบรวมข อม ลจากแบบสอบถามได 400 ฉบ บ แต ม แบบสอบถามไม สมบ รณ 19 ฉบ บ จ งม แบบสอบถามท สมบ รณ 381 ฉบ บ ค ดเป นร อยละ ด งน น การว จ ยในคร งน จะใช จ ำนวนต วอย างเท าก บ 381 คน โดยแบบสอบถามม การผ านการ หาค า ความเช อม น โดยม ค าส มประส ทธ แอลฟาของครอนบาคเท าก บ และกล มต วอย างตามแนวทางการศ กษาเช งค ณภาพแบ งออก เป น 2 กล ม ค อ กล มท 1 ผ ให ข อม ลส ำค ญ (Key Informants) ได แก ผ บร หาร หร อพน กงานท ร บผ ดชอบเก ยวก บการพ ฒนาองค กร ไปส การเป นองค กรแห งการเร ยนร ของบร ษ ทประก นว นาศภ ย 4 ท าน และกล มท 2 ผ ให ข อม ลเช งล ก ได แก ผ เช ยวชาญทางด านองค กร แห งการเร ยนร จ ำนวน 4 ท าน โดยใช ว ธ การ ส มต วอย างท ไม อาศ ยความน าจะเป น (Non probability sampling) ด วยการเล อกแบบ เจาะจง (Purposive sampling) (พวงร ตน ทว ร ตน, 2540, น. 84) สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ข อม ล ประกอบด วยสถ ต เช งพรรณนา ได แก การแจกแจงความถ ค าร อยละ ค าเฉล ย และค าส วน เบ ยงเบนมาตรฐาน สถ ต อ างอ งจะใช สถ ต อ างอ งแบบไม ม พาราม เตอร ได แก ค าส มประส ทธ สหส มพ นธ และการว เคราะห โมเดลสมการ โครงสร าง โดยใช โปรแกรม AMOS ส วนการว จ ยเช งค ณภาพได ท ำการส มภาษณ ผ ให ข อม ลส ำค ญซ งเป นผ บร หารท ร บผ ดชอบเก ยวก บ การพ ฒนาองค กรไปส การเป นองค กรแห งการเร ยนร ของบร ษ ทประก นว นาศภ ยจ ำนวน 4 คน และส มภาษณ เช งล กผ เช ยวชาญด าน องค กรแห งการเร ยนร จ ำนวน 4 คน โดยใช ว ธ การว เคราะห เน อหางานว จ ยเช งค ณภาพ ผลการว จ ยและอภ ปรายผล ส วนท 1 ผลการว เคราะห ข อม ลท วไปเก ยวก บป จจ ยส วนบ คคลของผ ตอบแบบสอบถาม ล กษณะ ส วนบ คคลของผ ใช บร การ ผลการว เคราะห ข อม ลท วไปด านป จจ ยส วนบ คคลจ ำนวน 381 คน พบว า ผ ตอบแบบสอบถามส วนใหญ เป นเพศหญ ง ค ดเป น ร อยละ ม อาย ป ค ดเป นร อยละ ม การศ กษาระด บปร ญญาตร ค ดเป นร อยละ ส ำหร บผ ตอบแบบสอบถาม ท ผ ว จ ยเก บรวบรวมข อม ลปฏ บ ต งานฝ ายบ ญช และฝ ายบร หารทร พยากรบ คคลมากท ส ด ค ดเป นร อยละ เท าก น เม อพ จารณา

74 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 70 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ระยะเวลาปฏ บ ต งาน พบว า ค าเฉล ยระยะเวลาปฏ บ ต งานของผ ตอบแบบสอบถามเท าก บ 8.14 ป โดยส วนใหญ ปฏ บ ต งานมา 1-10 ป ค ดเป นร อยละ ส วนท 2 ผลการว เคราะห ข อม ลเก ยวก บป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห ง การเร ยนร และการ เป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย 1. สมมต ฐานของการว จ ยท 1 ป จจ ยท นำามาใช ในการศ กษาในคร งน ม ระด บป จจ ยภายในองค กรท ส งผลต อการเป น องค กรแห งการเร ยนร ผลการทดสอบสมมต ฐานท ง 5 ป จจ ย ค อ ป จจ ยภาวะผ น ำ ป จจ ยองค กร ป จจ ยการจ ดการความร ป จจ ยการเร ยนร และ ป จจ ยเทคโนโลย เม อพ จารณาตามเกณฑ การแปลความหมายของค าเฉล ยและเม อพ จารณาโดยรวม พบว า ท กป จจ ยท น ำมาว เคราะห ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ( x = 3.57) ซ งสามารถพ จารณาในแต ละด านได ด งน ป จจ ยภาวะผ น ำ ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ( x =3.64) และเม อพ จารณาในแต ละด าน พบว า ท กด านม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก โดยด านการสร างบารม ม ค าเฉล ย 3.79 รองลงมาอย ใน ด านการกระต นเชาว ป ญญาค าเฉล ยเท าก บ 3.63ด านการค ำน งถ งเอกบ คคล ค าเฉล ยเท าก บ 3.62 และด านการสร างแรงบ นดาลใจ ค าเฉล ยเท าก บ 3.54 ตามล ำด บ ป จจ ยองค กร x ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ( x=3.57) และเม อพ จารณาในแต ละด าน พบ ว า ท กด านม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ในระด บมาก โดยด านว ส ยท ศน องค กรม ค าเฉล ยมากท ส ด เท าก บ 3.64 รองลงมา อย ในด านกลย ทธ องค กร ค าเฉล ยเท าก บ 3.60 ด านโครงสร างองค กร ค าเฉล ยเท าก บ 3.53 และด านว ฒนธรรมองค กรค าเฉล ยเท าก บ 3.51 ตามล ำด บ ป จจ ยการจ ดการความร ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ( x =3.52) และเม อพ จารณาในแต ละ ด าน พบว า ส วนใหญ เก อบท กด านม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ยกเว นด านการสร างความร อย ในระด บ ปานกลาง โดยด านกระบวนการจ ดเก บและเร ยกใช ความร ม ค าเฉล ยมากท ส ด เท าก บ 3.59 รองลงมาอย ในด านการแสวงหาความร ค า เฉล ยเท าก บ 3.51 และด านการสร างความร ค าเฉล ยเท าก บ 3.46 ตามล ำด บ ป จจ ยการเร ยนร ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ( x =3.60) และเม อพ จารณาในแต ละด าน พบว า ท กด านม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก โดยด านประเภทการเร ยนร ม ค าเฉล ยมากท ส ด เท าก บ 3.70 รองลงมาอย ในด านท กษะการเร ยนร ค าเฉล ยเท าก บ 3.58 และด านระด บการเร ยนร ค าเฉล ยเท าก บ 3.55 ตามล ำด บ ป จจ ยเทคโนโลย ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร อย ในระด บมาก ( x =3.52) และเม อพ จารณาในแต ละด าน พบว า แต ละป จจ ยม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ในระด บปานกลางถ งมาก โดยด านการพ ฒนาฐานข อม ลม ค าเฉล ยมาก ท ส ด เท าก บ 3.58 รองลงมา อย ในด านการใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร และด านการสน บสน นและพ ฒนาเทคโนโลย ค าเฉล ยเท าก บ 3.48 เท าก น 2. ผลการว เคราะห ความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยใน ประเทศไทย ข อม ลความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย แบ งออกเป น 5 ด าน ค อ พลว ตรการเร ยนร การปร บเปล ยนองค กร การเอ ออ ำนาจ การจ ดการความร และการน ำเทคโนโลย มาประย กต ใช เม อพ จารณาตามเกณฑ การแปลความหมายของค าเฉล ย พบว า โดยรวมผ บร หารม ความค ดเห นว าท ง 5 ด านม อ ทธ พลต อการเป น องค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยในระด บมาก ( x =3.61) สามารถพ จารณาแต ละด านด งน ด านพลว ตรการเร ยนร ห วข อบ คลากรใช เคร องม อท หลากหลายในการถ ายโอนและใช ประโยชน จากความร ม ค าเฉล ยส ง ท ส ด เท าก บ 3.63 รองลงมา ค อ บ คลากรม การถ ายทอดความร ซ งก นและก น และองค กรม การรวบรวมและพ ฒนาความร อย างต อ เน องตามล ำด บ ด านการปร บเปล ยนองค กร ห วข อเป าหมายและย ทธศาสตร สอดคล องก บพ นธก จขององค กรม ค าเฉล ยส งท ส ด เท าก บ 3.83 รองลงมา ค อ บ คลากรม ส วนร วมในการสร างและถ ายโอนความร และโครงสร างองค กรเน นนโยบายในการท ำงานเป นท ม ตามล ำด บ ด านการเอ ออ ำนาจ ห วข อผ บร หารม ศ กยภาพและม ความสามารถเป นท ยอมร บม ค าเฉล ยส งท ส ด เท าก บ 3.92 รองลงมา ค อ ผ บร หารให ความช วยเหล อผ ใต บ งค บบ ญชาให สามารถบรรล เป าหมายในท ก ๆ ด าน และผ บร หารแสดงความเช อม นต อความสามารถของ ผ ใต บ งค บบ ญชาตามล ำด บ ด านการการจ ดการความร ห วข อผ บร หารกระต นให ผ ใต บ งค บบ ญชาว เคราะห และมองป ญหาในหลายแง ม มม ค าเฉล ยส งท ส ด เท าก บ 3.68 รองลงมา ค อ องค กรม แบบแผนทางความค ดท ช ดเจน และองค กรม การบ รณาการการเร ยนร ของบ คลากรกล มและองค กร ตามล ำด บ ด านการน ำเทคโนโลย มาประย กต ใช ห วข อผ บร หารสามารถประเม นสถานการณ ได อย างถ กต องและท นต อเหต การณ ม ค าเฉล ยส งท ส ด เท าก บ 3.74 รองลงมา ค อ ผ บร หารม ว ธ กระต นให ผ ใต บ งค บบ ญชาได ค นหาแนวทางในการแก ป ญหาในการท ำงาน และผ บร หารม การต ดต อส อสารก บผ ร วมงานอย างสม ำเสมอ ตามล ำด บ 3. ผลการว เคราะห ข อม ลความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บผลการดำาเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ย ในประเทศไทย ข อม ลความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยโดยรวม

75 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 71 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 x อย ในระด บมาก ( = 3.53) พบว า ค าผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นขององค กรในห วข อท ม ค าเฉล ยส งท ส ด ค อ ห วข อปร มาณผลงาน โดยรวมขององค กรเม อเปร ยบเท ยบก บป ท ผ านมาม ค าเฉล ยเท าก บ 3.67 รองลงมาค อ พน กงานในองค กรให ความร วมม อในการด ำเน น ก จกรรมต าง ๆ ขององค กรม ค าเฉล ยเท าก บ 3.59 ส วนท 3 ผลการว เคราะห ความส มพ นธ ระหว างป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร และการ เป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยก บผลการดำาเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยใน ประเทศไทย สมมต ฐานของการว จ ยท 2 ป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ม ความส มพ นธ ก บผลการ ดำาเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ผลการทดสอบความส มพ นธ ระหว างป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พล ต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยในภาพรวมพบว าท กป จจ ยม ความ ส มพ นธ ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยอย างม น ยส ำค ญท ระด บส ง เม อพ จารณาในรายละเอ ยด พบ ว า ค าส มประส ทธ สหส มพ นธ ของป จจ ยด านการเร ยนร ส งท ส ด น นหมายความว า ป จจ ยด านการเร ยนร ม ความส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยส งท ส ด อย างไรก ตาม ในภาพรวมพบว าป จจ ยท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการ เร ยนร ม ความส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นอย ในระด บปานกลาง (r = 0.577) อย างม น ยส ำค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.01 สมมต ฐานของการว จ ยท 3 การเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยม ความส มพ นธ ก บ ผลการดำาเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ผลการทดสอบความส มพ นธ ระหว างการเป นองค กรแห งการ เร ยนร ด านต าง ๆ ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย พบว า ท กด านม ความส มพ นธ ก บผลตอบแทน ท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยอย างม น ยส ำค ญท ระด บส ง เม อพ จารณาในรายละเอ ยด พบว า ค าส มประส ทธ สห ส มพ นธ ของด านการจ ดการความร ส งท ส ด น นหมายความว าด านการจ ดการความร ม ความส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จ ประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ส งท ส ด อย างไรก ตาม ในภาพรวมพบว าการเป นองค กรแห งการเร ยนร ด านต าง ๆ ม ความส มพ นธ ต อผล ตอบแทนท ไม ใช ต วเง นอย ในระด บปานกลาง (r = 0.532) อย างม น ยส ำค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.01 ส วนท 4 ผลการว เคราะห หาป จจ ยภายในองค กรท ม ผลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ท ม ความส มพ นธ ต อผลการ ดำาเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย สมมต ฐานของการว จ ยท 4 ร ปแบบป จจ ยภายในองค กรท ส งผลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ท ม ความส มพ นธ ทาง ตรงเช งบวกก บผลการดำาเน นงานขององค กรท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ผลการทดสอบพบว าอ ทธ พลทาง ตรงของป จจ ยภาวะผ น ำ การจ ดการความร องค กรการเร ยนร และเทคโนโลย ม อ ทธ พลทางตรงต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร และ ป จจ ยอ ทธ พลทางตรงของป จจ ยภาวะผ น ำ การจ ดการความร องค กร การเร ยนร และเทคโนโลย ม อ ทธ พลทางตรงต อผลการด ำเน นงาน ท ไม ใช ต วเง น โดยอ ทธ พลทางตรงของป จจ ยของการเป นองค กรเร ยนร ม อ ทธ พลทางตรงต อผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง น ณ ระด บน ย ส ำค ญ 0.05 โดยผลการประมวลผลผ านโปรแกรมว เคราะห โมเดลสมการโครงสร าง เพ อทดสอบ SEM พบว า ต วแบบท สร างข นม ความ สอดคล องก บข อม ลงานว จ ยท เก บได โดยม ค า Model fit โดยร ปต วแบบ SEM เม อม การปร บปร งอ กคร งหน งค าสถ ต ส ำค ญ Model fit ย งคงเท าเด ม จากผลการว เคราะห การพ ฒนาองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยสามารถ ผ ว จ ยขออภ ปราย ผลเป นประเด นต าง ๆ ด งน 1. ผลการว เคราะห ข อม ลความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บป จจ ยภายในท ม ผลต อการเป นองค กรแห ง การเร ยนร พบว า โดยรวมผ บร หารม ความค ดเห นว าป จจ ยต าง ๆ ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร โดยม ค าเฉล ยของความเห นอย ใน ระด บมากในท กป จจ ย เม อแยกพ จารณาแต ละป จจ ยค าเฉล ยของความเห นเก ยวก บป จจ ยภายในท ม ผลต อการเป นองค กรแห งการ เร ยนร ย งอย ในระด บปานกลาง-มาก ท ง 5 ป จจ ย แสดงให เห นว าผ บร หารให ความส ำค ญต อความเห นว าท กป จจ ยม อ ทธ พลต อการเป น องค กรแห งการเร ยนร ซ งแต ละป จจ ยจะม อ ทธ พลมาก หร อน อยน น อาจข นอย ก บฝ ายและหน วยงานซ งม หน าท ร บผ ดชอบท แตกต างก น จ งท ำให ม ความค ดเห นแตกต างก นไปและเม อพ จารณาในแต ละด าน พบว า ผ บร หารม ความเห นว า ป จจ ยด านภาวะผ น ำม อ ทธ พลส งท ส ด ( =3.64) น นค อ การจะน ำองค กรไปส การเป นองค กรแห งการเร ยนร น นผ น ำจะม อ ทธ พลในการช น ำ ช กจ ง หร อโน มน าวบ คคลอ น หร อ ผ ใต บ งค บบ ญชาให เด นไปส เป าหมาย หร อว ตถ ประสงค ขององค กรในแนวทางท ผ น ำต องการ อ กท ง ผ น ำต องตระหน กและเข าใจค ณค า ของความร หร อทร พยากรทางป ญญาและสน บสน นให เก ดแนวนโยบาย หร อกลย ทธ ต าง ๆ ในการบร หารความร แต การเร ยนร ไม อาจ เห นผลท ช ดเจนได ในระยะเวลาอ นส น ด งน น ผ น ำย คใหม จะต องม ความหน กแน นม นคง เป นผ ม ปฏ ภาณไหวพร บ ม สต ป ญญาด ม การ ยอมร บในการแข งข นและม ความสามารถในการปร บต ว เข าหาส งแวดล อม ซ งสอดคล องก บ (Hersey and Blanchard, 1988 : 86) ท ให ความหมายของผ น ำองค กรว า เป นกระบวนการใช อ ทธ พลในการปฏ บ ต งานของบ คคล หร อกล มบ คคลท ม งส การบรรล เป าหมายภาย ใต สถานการณ ท ก ำหนดไว ถ าสถานการณ เปล ยนแปลงไปความเป นผ น ำในร ปแบบของกระบวนการใช อ ทธ พลก ต องเปล ยนแปลงตามไป ด วย นอกจากน ย งสอดคล องก บการให ความหมายของ Katz and Kahn (1996 : ) ซ งให ความหมายของภาวะผ น ำองค กรว า เป นการเพ มอ ทธ พลต อสมาช กให ยอมท ำตามท ศทางการด ำเน นงานตามปกต ในองค กร หร อกล าวได ว าภาวะผ น ำองค กรเก ดข นเม อบ คคล หน งม ความสามารถในการช กจ งให บ คคลอ นปฏ บ ต งานตามท ต องการด วยความเต มใจ 2. ผลการว เคราะห ข อม ลความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยใน ประเทศไทย ซ งแบ งออกเป น 5 ด าน ค อ พลว ตรการเร ยนร การปร บเปล ยนองค กร การเอ ออ ำนาจ การจ ดการความร และการน ำ เทคโนโลย มาประย กต ใช เม อพ จารณาตามเกณฑ การแปลความหมายของค าเฉล ย พบว า โดยรวมผ บร หารม ความค ดเห นว าท ง 5 ด าน

76 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 72 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยในระด บมาก ( =3.61) เม อน ำองค ประกอบ ท ง 5 ด านมาพ ฒนาไปพร อม ๆ ก น จะสอดคล องก บหล กการของ Marquardt (2002) ท กล าวว า องค กรท จะได เปร ยบในการแข งข น และพ ฒนาอย างย งย นได ในสภาวะแวดล อมท เปล ยนแปลงไปน นจะต องสร างแนวทางการพ ฒนาไปส องค กรแห งการเร ยนร โดยจะต อง ประกอบด วย 5 องค ประกอบ ค อ พลว ตรแห งการเร ยนร ค อ การเร ยนเป นบ คคล เป นท มและท วท งองค กร ซ งความสามารถหล กใน การเร ยนร สามารถใช หล กของ Senge (1990) และการ Dialogue มาประย กต ใช งาน การปร บเปล ยนองค กร ค อ การท องค กรม การ ก ำหนดว ส ยท ศน ว ฒนธรรม กลย ทธ และโครงสร างองค กรท เอ อต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร การมอบอ ำนาจ ค อ บทบาทของ ผ น ำท งเป นคร โค ชและพ เล ยงเพ อพ ฒนาพน กงานให ม ข ดความสามารถพร อมต อการมอบอ ำนาจให พน กงานร บมอบความร บผ ดชอบ และอ ำนาจท สอดคล องก บความสามารถ การบร หารจ ดการองค ความร ค อหน งในองค ประกอบของการน ำส งท เร ยนร มาจ ดเก บและน ำ ไปใช ประโยชน ในองค กร เพ อตอบสนองการด ำเน นธ รก จและการปฏ บ ต งานในองค กร และการน ำเทคโนโลย มาประย กต ใช งาน เพ อ ช วยเอ ออ ำนวยความสะดวกและง ายต อการจ ดการความร และส งเสร มการเร ยนร ในองค กรให เก ดข นอย างท วถ งกว างขวางและรวดเร ว ซ งองค ประกอบท ง 5 ประการน ม ความส มพ นธ ซ งก นและก นและจะม การพ ฒนาไปพร อม ๆ ก น แต เม อพ จารณาในแต ละด าน พบว า ผ บร หารม ความเห นว าการปร บเปล ยนองค กรม อ ทธ พลส งท ส ด ( x=3.65) 3. ผลการว เคราะห ข อม ลความค ดเห นของผ บร หารเก ยวก บผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยใน ประเทศไทย ซ งได แก จ ำนวนการขาดลามาสายของพน กงาน การม ส วนร วมของพน กงาน จ ำนวนพน กงานท ลาออก ค ณภาพและ ปร มาณผลงานโดยรวมขององค กร เม อพ จารณาตามเกณฑ การแปลความหมายของค าเฉล ย (รายละเอ ยดในบทท 3) พบว า โดย รวมผ บร หารม ความค ดเห นว าป จจ ยท ง 5 ด านม อ ทธ พลต อผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นขององค กรอย ในระด บมาก ( x = 3.53) ซ งสอดคล องก บการส มภาษณ ผ บร หารและผ เช ยวชาญ พบว า การเป นองค กรแห งการเร ยนร จะส ำเร จได น นต องข นอย ก บท ก ๆ ป จจ ยรวม ก น เพ อสะท อนถ ง ผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นให ม ประส ทธ ภาพมากย งข น เช นเด ยวก นการว ดผลการด ำเน นงานสามารถใช ด ชน ด าน การเง น (Financial measurement) และไม ใช ด านการเง น (Non-financial measurement) ซ งการเล อกเกณฑ ท จะน ำมาใช พ จารณา จากค ณล กษณะขององค กร ค ณล กษณะอ ตสาหกรรมและสภาพแวดล อม (Medori and Steeple : 2000) พ จารณาอ ตราความส ำเร จ จากเป าหมายท ต งไว และความพ งพอใจจากผลตอบแทน ประกอบด วย ด านการเง น ได แก ยอดขาย (sale) ผลก ำไร (net profit) ผล ตอบแทนจากการลงท น (return of invesment) และด านท ไม ใช การเง น ได แก ค ณภาพการบร การความพ งพอใจของล กค า (service quality and customer satisfaction) สภาวะการแข งข นในอ ตสาหกรรม (competitive environment, market share, brand awareness, etc) การบร หารทร พยากรมน ษย (human resource management) ความร บผ ดชอบต อส งคม (social responsibility) ประกอบด วย ข อร องเร ยนจากล กค า จ ำนวนล กค าประจ ำ จ ำนวนค แข งข นความหลากหลายในการให บร การ การม ส วนร วมของพน กงาน ในการบร หาร จ ำนวนพน กงานท ลาออก จ ำนวนพน กงานท ขาดงาน การม ส วนร วมในการช วยเหล อช มชน การม ส วนร วมในการอน ร กษ ส งแวดล อม และ Fahy (2000) ได กล าวถ งแนวค ดท เก ยวก บผลการด ำเน นงานจากพ นฐานทร พยากรไว ว าป จจ ยท ส ำค ญของพ นฐานด าน ทร พยากรขององค การค อทร พยากรหล กและบทบาทการบร หารในการท จะเปล ยนแปลงทร พยากรเหล าน นไปส ต ำแหน งของความได เปร ยบในการแข งข นอย างย งย นและน ำไปส ผลการด ำเน นงานท ด เล ศในตลาด 4. เม อพ จารณาความส มพ นธ ระหว างป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเร ยนร และการเป นองค กรแห งการเร ยนร ด านต าง ๆ ก บผลตอบแทนท ไม ใช เง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยพบว า ท ง 2 ส วนน ม ความส มพ นธ ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นท ธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยในระด บปานกลาง โดยป จจ ยต าง ๆ ท ม อ ทธ พลต อการเร ยนร ม ความส มพ นธ ส งกว าการเป นองค กร แห งการเร ยนร ด านต าง ๆ ซ งผ ว จ ยเห นว าในส วนของการเป นองค กรแห งการเร ยนร ด านต าง ๆ ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย น นเป นป จจ ยทางอ อมท ม ผลต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นในทางอ อมเท าน น 4.1 ผลการทดสอบความส มพ นธ ระหว างป จจ ยภายในองค กรท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย พบว า ท กป จจ ยม ความส มพ นธ ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ย ในประเทศไทยอย างม น ยส ำค ญท ระด บส ง เม อพ จารณาในรายละเอ ยดพบว าค าส มประส ทธ สหส มพ นธ ของป จจ ยด านการเร ยนร ส งท ส ด น นหมายความว า ป จจ ยด านการเร ยนร ม ความส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยส งท ส ด 4.2 ผลการทดสอบความส มพ นธ ระหว างการเป นองค กรแห งการเร ยนร ด านต าง ๆ ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จ ประก นว นาศภ ยในประเทศไทย พบว า ท กด านม ความส มพ นธ ก บผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย อย างม น ยส ำค ญท ระด บส ง เม อพ จารณาในรายละเอ ยดพบว า ค าส มประส ทธ สหส มพ นธ ของด านการจ ดการความร ส งท ส ด น น หมายความว า ด านการจ ดการความร ม ความส มพ นธ ต อผลตอบแทนท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยส งท ส ด 5. ผลการว เคราะห ป จจ ยท ม ผลต อผลการด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ด วยสมการ โครงสร าง ผลการศ กษาอ ทธ พลทางตรง อ ทธ พลทางอ อมและอ ทธ พลรวมของป จจ ยภายในองค กร และการเป นองค กรแห งการเร ยน ร ท ม ต อผลการด ำเน นการท ไม ใช ต วเง น พบว า ป จจ ยภายในองค กรท ง 5 ป จจ ยม ผลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร และม ผลต อผล การด ำเน นงานท ไม ใช ต วเง นของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย กล าวค อ การพ ฒนาองค กรไปส องค กรแห งการเร ยนร น นองค กรควรจะส งเสร มในท ก ๆ ด านท งด านภาวการณ เป นผ น ำของ ผ บร หาร นโยบายต าง ๆ ขององค กร รวมถ งการจ ดการความร การเร ยนร และเทคโนโลย แก บ คลากรเพ อน ำไปส การเป นองค กรแห ง การเร ยนร และผลการด ำเน นงานท ม ประส ทธ ภาพมากย งข น โดยเน นหน กทางด านการเร ยนร ม ส งเสร มโดยการเป ดแหล งการเร ยนร ท องค กรเพ อให บ คลากรไว เพ มพ นความร ส งเสร มการ อบรม ส มมนาต าง ๆ ในขณะเด ยวก นบ คลากรก เป นส วนส ำค ญในการแสวงหา ความร เพ มเต ม เพ อน ำมาประย กต ใช ในการพ ฒนางาน ซ งสอดคล องหล กการแสวงหาความร ของ Marquardt (1996 :7) ท กล าวว า การเร ยนร จากการแสวงหาความร ของตนในองค กรเป นป จจ ยท ส ำค ญท ส ดในการเพ มค ณค าให แก องค กร สอดคล องก บ Collison Parcell x

77 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 73 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 (2004 : 25) ท กล าวว า การเร ยนร ท ำให เก ดการแสวงหาความร ท ต องการ การแสวงหาความร จากแหล งความร ท หลากหลาย เช น การ ระดมความค ด การอภ ปราย การสอนงาน การฝ กอบรม เป นต น ท ำให เก ดการเร ยนร ท เป นประโยชน ต อการพ ฒนา ต อตนเองและต อ องค กร และเม อกล าวถ งเทคโนโลย ก อาจจะพ ฒนาการท ำงานโดยการน ำเทคโนโลย ใหม ๆ มาประกอบการท ำงาน หร อจ ดอ ปกรณ การ ท ำงานท ท นสม ย สน บสน นการท ำงาน เพ อเช อมโยงเคร อข ายการต ดต อได อย างคล องต วและรวดเร ว เพ อให ได งานท ม ประส ทธ ภาพ มากย งข น สอดคล องก บแนวค ดของ Marquardt and Reynolds (1994 :60-64) ได เสนอแนวค ดเก ยวก บการประย กต ใช เทคโนโลย การเร ยนร ว า เทคโนโลย การเร ยนร และการสร างและถ ายโอนความร เป นป จจ ยท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร เน องจาก องค กรแห งการเร ยนร ต องประย กต ใช เทคโนโลย ท เหมาะสม เพ อช วยในการปฏ บ ต งานในกระบวนการเร ยนร อย างท วถ งและให ม การจ ด เก บ ประมวล ถ ายทอดข อม ลก นได รวดเร วและถ กหล ก สร างเคร อข าย สร างฐานข อม ลคอมพ วเตอร ม การใช ป ญญาประด ษฐ เท ยบเค ยง ก บการท ำงานของสมองมน ษย เพ อช วยในการถ ายโอน การเร ยนร ไปท วท งองค กร ท ำให การฝ กอบรมในอนาคตม ความรวดเร ว ส น กระช บ เป นท น าสนใจและประย กต ใช ได องค กรแห งการเร ยนร ต องม การร เร มและถ ายโอนความร อย างต อเน อง การสร างนว ตกรรมองค ความ ร ใหม ๆ ม ใช เก ดจากการว จ ยและพ ฒนา หร อเก ดจากการลอกแบบและพ ฒนาเท าน น แต สมาช กท กคนในองค กรต องม บทบาทในการ เสร มสร างความร ด งน น หากองค กรใดสามารถพ ฒนาการเป นองค กรแห งการเร ยนร ได เร วก จะสามารถเป นองค กรท ย งย นและม นคง พร อมร บการเปล ยนแปลงท เข าส ย คโลกาภ ว ฒน ได นอกจากน นย งเป นการพ ฒนาองค กรให อย รอดและได เปร ยบในเช งการแข งข น ซ งสอดคล องก บแนวค ดของ Marquardt (2002) ท กล าวถ งว าม แรงผล กด นมากท งในด านเศรษฐก จ ส งคมและเทคโนโลย ท ท ำให สภาพ แวดล อมในการท ำงานเปล ยนไปอย างช ดเจน ซ งการเปล ยนแปลงเหล าน เก ดข นอย างรวดเร วจนเป นผลให องค กรท ย งใหญ ในอด ตจะไม สามารถอย รอดได ท ามกลางสภาวการณ แข งข นท ร นแรง ด งน น ผลการศ กษาคร งน ท ำให ทราบถ งป จจ ยท ม อ ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ย ในประเทศไทย เพ อเป นข อม ลประกอบการก ำหนดนโยบาย เป าหมายและแผนกลย ทธ ให สอดคล องก บความต องการขององค กรท 13 เพ มมากข น อ กท ง เป นการพ ฒนาธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยเป นองค กรแห งการเร ยนร ท ม นคงและย งย น เพ อรองร บการ เปล ยนแปลงทางส งคมขนานใหญ และการแข งข นท ส งข น ประโยชน ส งส ดให แก องค กร ด งน น หากองค กรใดม บ คลากรท ม ความพร อม การพ ฒนาองค กรแห งการเร ยนร ย งท ำให บ คลากรในองค กรได หาความร ท งด านพล ง ความสามารถในการเร ยนร เพ มเต ม พ ฒนาตนเองและหน วยงาน ความย ดหย นในการท างาน เพ อสร างประโยชน ส งส ดให แก องค กร เทคโนโลย ท ท นสม ยและสามารถน าต วเองไปส องค กรแห งการเร ยนร ด งน น หากองค กรใดม บ คลากรท ม ความพร อม ได เร วเท าไหร ก จะ ท งด าน พล ง ความสามารถในการเร ยนร ย งส งผลให ม โอกาสในการพ ฒนาธ รก จ ความย ดหย นในการท ำงาน เพ อการแข งข นได ส งเท าน น เทคโนโลย ท ท นสม ยและสามารถน ำต วเองไปส องค กรแห งการเร ยนร นอกจากน องค กรจะได บ คลากรท ม ได เร วเท าไหร ก จะย งส งผลให ม โอกาสในการพ ฒนาธ รก จ ประส ทธ ภาพซ งเป นก ญแจส าค ญในการน าไปส ความส าเร จของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยในอนาคต เพ อการแข งข นได ส งเท าน น นอกจากน องค กรจะได บ คลากรท ม ประส ทธ ภาพ ซ งเป นก ญแจส ำค ญในการน ำไปส ความส ำเร จของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยในอนาคต อ กท งย งสามารถน าไปประย กต ใช ในองค กรล กษณะอ น ๆ ได ด งน น ผ ว จ ยจ งเสนอร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ของ อ กท งย งสามารถน ำไปประย กต ใช ในองค กรล กษณะอ น ธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย ๆ ได ด งน น ผ ว จ ยจ งเสนอร ปแบบองค กร แสดงด งภาพประกอบ แห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทย แสดงด ง ภาพประกอบ ป จจ ยภาวะผ น า ป จจ ยองค กร ป จจ ยการเร ยนร ป จจ ยการจ ดการ ความร ป จจ ยเทคโนโลย ป จจ ยภายใน การเป นองค กร องค กร แห งการเร ยนร ผลการด าเน นงานท ไม ใช ต วเง นขององค กร พลว ตรการเร ยนร การปร บเปล ยน องค กร การเอ ออ านาจ การจ ดการความร การน าเทคโนโลย มาประย กต ใช จากภาพประกอบข างต น จะเห นได ว าองค กรแห งการเร ยนร ม หลากหลายป จจ ยท ม ทธ พลต อการเป นองค กรแห งการเร ยน ร ไม ว าจะเป นองค กร ภาวะผ น ำ การเร ยนร การจ ดการความร เทคโนโลย ล วนม ผลต อองค กรแห งการเร ยนร ท งส น และการเป นองค กร แห งการเร ยนร ย งเป นส งส ำค ญท จะน ำไปส ความส ำเร จในการด ำเน นงานขององค กรอย างม ประส ทธ ภาพ จากภาพประกอบข างต น จะเห นได ว าองค กรแห งการเร ยนร ม หลากหลายป จจ ยท ม ทธ พลต อการเป น ข อเสนอแนะการว จ ยเก ยวก บการศ กษาร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยม ข อจ ำก ด ท ได จากการศ กษาการเก บข อม ลภาคสนาม องค กรแห งการเร ยนร ไม ว าจะเป นองค กร พบว า ป จจ บ นธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยจะม ส ำน กงานใหญ ภาวะผ น า การเร ยนร การจ ดการความร เทคโนโลย ล วนม ผลต อองค กร สาขาในกร งเทพ และต างจ งหว ด หากม การเก บข อม ลจากพน กงานประจ ำสาขาได ด วยน นก จะสามารถว เคราะห ข อม ลได ครอบคล ม แห งการเร ยนร ท งส น และการเป นองค กรแห งการเร ยนร ย งเป นส งส าค ญท จะน าไปส ความส าเร จในการด าเน นงาน ท กหน วยงาน ท ก ภาคส วน ซ งจะท ำให ผลการว เคราะห ม ความคลาดเคล อนน อยลง ขององค กรอย างม ประส ทธ ภาพ และเม อน ำผลการว เคราะห ไปประย กต ใช เพ อพ ฒนาการเป นองค กร แห งการเร ยนร จะท ำให องค กรได ร บผลส มฤทธ ส งส ด ข อเสนอแนะการว จ ยเก ยวก บการศ กษาร ปแบบองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยม ส ำหร บในส วนของเคร องม อท ใช ในการว เคราะห ข อม ลควรเพ มจ ำนวนการแจก แบบสอบถามและระยะเวลาในการเก บรวมรวมข อม ล ข อจ าก ดท ได จากการศ กษาการเก บข อม ลภาคสนาม เพ อสร างความย ดหย นในการให ข อม ลของผ ตอบแบบสอบถาม พบว า ป จจ บ นธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยจะม ส าน กงาน ในส วนของข อ เสนอแนะการว จ ยคร งต อไปส ำหร บการศ กษาการร ปแบบการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยน น ใหญ สาขาในกร งเทพและต างจ งหว ด หากม การเก บข อม ลจากพน กงานประจ าสาขาได ด วยน นก จะสามารถว เคราะห ควรม ศ กษาเพ มเต มในป จจ ยอ นท เก ยวข องก บองค กรแห งการเร ยนร เพ อให เก ดแนวค ดใหม ๆ และควรม การน ำร ปแบบท ได ในคร งน ข อม ลได ครอบคล ม ท กหน วยงาน ท กภาคส วน ซ งจะท าให ผลการว เคราะห ม ความคลาดเคล อนน อยลง และเม อน า ผลการว เคราะห ไปประย กต ใช เพ อพ ฒนาการเป นองค กรแห งการเร ยนร จะท าให องค กรได ร บผลส มฤทธ ส งส ด ส าหร บ ในส วนของเคร องม อท ใช ในการว เคราะห ข อม ลควรเพ มจ านวนการแจกแบบสอบถามและระยะเวลาในการเก บรวม รวมข อม ล เพ อสร างความย ดหย นในการให ข อม ลของผ ตอบแบบสอบถาม ในส วนของข อเสนอแนะการว จ ยคร งต อไป ส าหร บการศ กษาการร ปแบบการเป นองค กรแห งการเร ยนร ของธ รก จประก นว นาศภ ยในประเทศไทยน น ควรม ศ กษา เพ มเต มในป จจ ยอ นท เก ยวข องก บองค กรแห งการเร ยนร เพ อให เก ดแนวค ดใหม ๆ และควรม การน าร ปแบบท ได ใน คร งน ไปทดลองใช ก บองค กรใดองค กรหน ง เพ อศ กษาถ งป จจ ยด งกล าวหากน าไปใช จร งจะเป นอย างไร ไปทดลองใช ก บองค กรใดองค กรหน ง เพ อศ กษาถ งป จจ ยด งกล าวหากน ำไปใช จร งจะเป นอย างไร

78 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 74 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 รายการอ างอ ง กรมการประก นภ ย. (2540). กรมการประก นภ ย ครบรอบ 18 ป. กร งเทพมหานคร : โรงพ มพ อ กษรไทย. บด นทร ว จารณ. (2548). การพ ฒนาองค กรแห งการเร ยนร. กร งเทพมหานคร : ธรรกมลการพ มพ. พวงร ตน ทว ร ตน ว ธ การว จ ยทางพฤต กรรมศาสตร และส งคมศาสตร. กร งเทพมหานคร : ส ำน กทดสอบทางการศ กษาจ ตว ทยา มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒประสานม ตร. ว รว ธ มาฆะศ รานนท. (2548). การพ ฒนาองค กรแห งการเร ยนร. (พ มพ คร งท 2). กร งเทพมหานคร: บร ษ ท เอ กเปอร เน ท จ ำก ด. ส ำน กงานคณะกรรมการก ำก บและส งเสร มการประกอบธ รก จประก นภ ย. [ออนไลน ]. (2554, 29 ก นยายน). แผนพ ฒนาการประก นภ ยฉบ บท 2 พ.ศ เข าถ งได จาก ส น ร ตน ท บท มอ อน, ว ระ ไชยศร ส ข และเพ ญศร แซ เต ยว. (2554, กรกฎาคม ธ นวาคม). การพ ฒนาท กษะ การค ด. วารสารว ชาการ มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเทร น. 8, ส พาน สฤษฎ วาน ช. (2549). พฤต กรรมองค กรสม ยใหม. กร งเทพฯ : คณะพาณ ชยศาสตร และการบ ญช มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร. ส ว มล ต รกาน นท. (2548). ระเบ ยบว ธ ว จ ยทางส งคมศาสตร : แนวทางส การปฏ บ ต. (พ มพ คร งท 5). กร งเทพมหานคร : ส ำน กพ มพ แห งจ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย. อด ศร ไชยค ปต. (2554, ธ นวาคม 12). ได ก ำหนดย ทธศาสตร ไว หลายด านและในย ทธศาสตร ด านท 4. [ออนไลน ]. เข าถ งได จาก Bennett, J. K. and O Brien, M. J. (1994). The building block of the learning organization. Training. Vol.31 (No.6). Collison, C. and Parcell, G. (2004). Practical knowledge management from leading and learning organization. West Sussex. England : Capstone. Fahy, J. (2000). The Resource-based view of the Firm : Some Stumbling-blocks on the Road to Understanding Sustainable Competitive Advantage. Journal of European Industrial Training. 24(2/3/4), Garvin, D.A. (2000). Learning in action : A Guide to putting the learning organization to work. Boston : Harvard Business School Press. Hersey, P. and Blanchard, K.H. (1988). Management of Organizational Behavior : Utilizing human resources. (5th ed). New Jersey : Englewood cliffs. Prentice-Hall. Hoy W.K. and Miskel, C.G. (2008). Educational Administration : Theory, Research and Practice. New York: McGraw - Hill, Inc. Kaiser, S. M. (2000). Mapping the learning organization : Exploring a model of organizational learning. A Dissertation for the Doctor of Philosophy of the Louisiana State University. Katz, D., Kahn, R.L The social psychology of organization. New York: Willey. Lunenburg, Fred C. & Ornstein, Allan C. (2004). Educational Administration : Concepts and Practices. (4th ed). Belmont, CA. : Thomson Wadsworth. Marquardt, M. J. & Michael, J. (1996). Building the learning organization : A systems approach to quantum improvement and global success. New York : McGraw-Hill. Marquardt, M.J. (2002). Building the learning organization : Mastering the 5 elements for corporate learning (2nd ed.). New York : Palo Alto. Ca : Davies-Black Publishing. Marquardt, M.J., & Reynolds, A. (1994). The global learning organization. New York : Irwin. Medori D. and steeple D. (2000). A Framework for Auditing and Enhancing Performance Measure ment Systems. International Journal of Operations and Production Management. pp Nonaka, I and Takeuchi, H. (1995). The knowledge-creating company : How Japanese Companies Create the Dynamics of Innovation. New York : Oxford University Press. Rehan, Asif. (2003). Impact of IT Investment on Revenue and Productivity of SMEs in Pakistan. Journal of Business Review, 4(4) ; 3-16 (January) Senge, Peter M. (1990). The fifth discipline : The art & practice of the learning organization. New York : Doubleday. Takeuchi, H. and Nonaka, I. (2004). Hitotsabashi on knowledge management. Clementi Loop, Singapore : John Wiley & Son (Asia). Ubben, C.G., Hughes, L.W. and Norris, C.J. (2001). The Principle: Creative Leadership for Effect Schools. (4th ed). Boston: Allyn & Bacon.

79 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 75 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 บทความปร ท ศน (ก.ค. ธ.ค. 57) การว เคราะห โครงสร างความย ดม นผ กพ นในงาน อรพ นทร ช ชม, สถาบ นว จ ยพฤต กรรมศาสตร มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ, กร งเทพมหานคร [email protected], โทร บทค ดย อ บทความปร ท ศน น น าเสนอการว เคราะห โครงสร างความย ดม นผ กพ นในงานตามแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงานของ ชอยเฟล และคณะ (Schaufeli et al., 2002) ความย ดม นผ กพ นในงานเป นสภาวะทางจ ตทางบวกท ส มพ นธ ก บงานท ประกอบด วย ค ณล กษณะ 3 ประการได แก 1) ความกระต อร อร น 2) การท มเทอ ท ศ และ 3) ความจดจ อใส ใจ การว เคราะห คร งน แสดงให เห นถ ง ความแตกต างระหว างความย ดม นผ กพ นในงานก บโครงสร างอ นท ม ล กษณะใกล เค ยงก น พร อมก บม การประมวลและว เคราะห เคร อง ม อว ดความย ดม นผ กพ นในงาน รวมท งข อเสนอแนะแนวทางในการว จ ยต อไป คำาสำาค ญ : ความย ดม นผ กพ นในงาน, การว เคราะห, โครงสร าง, ผลการปฏ บ ต งาน Abstract REVIEW ARTICLE AN ANALYSIS OF WORK ENGAGEMENT CONSTRUCT Oraphin Choochom, Behavioral Science Research Institute Srinakharinwirot University, Bangkok [email protected], Tel This review article presents an analysis of work engagement constructs based on the concept of work engagement by Schaufeli et al (2002). Work engagement is an active, positive work related state of mind that consists of 3 dimensions 1) vigor 2) dedication and 3) absorption. The analysis is to point out conceptual differences between work engagement and other related constructs. Measures of work engagement are also reviewed and synthesized. Moreover, the direction of future research is recommended. Keywords: work engagement, analysis, construct, work performance การท างานไม ว าองค การใด ส งส าค ญของท กองค การค อต องการให บ คคลท ท างานในองค การท างานอย างเต มก าล ง ความ สามารถ ใช ศ กยภาพท ม อย อย างเต มท และม ความส ขในการท างาน ค ณล กษณะด งกล าวน สอดคล องก บแนวค ดความย ดม นผ กพ นใน งาน เพราะความย ดม นผ กพ นในงานเป นสภาวะทางจ ตในทางบวกท เก ยวข องก บงานท แสดงถ งล กษณะความกระต อร อร นในการท างาน การอ ท ศ ท มเท พล งกาย พล งใจ พล งป ญญา ให ก บงาน ม ความเป นอ นหน งอ นเด ยวและล นไหลในการท างาน (Schaufeli et al., 2002; Bakker & Demeroni, 2008) บทความน ได ม การน าเสนอน ยามและแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงาน ม การว เคราะห เปร ยบ เท ยบความย ดม นผ กพ นในงานก บโครงสร างอ นท คล ายคล งก น ม การประมวลและส งเคราะห เอกสารงานว จ ยท เก ยวข องก บความย ด ม นผ กพ นในงาน รวมท งเสนอแนะแนวทางในการท าว จ ยท เก ยวข องก บความย ดม นผ กพ นในงานตามล าด บ ความหมายของความย ดม นผ กพ นในงาน คานห (Kahn, 1990) เป นบ คคลแรกคนหน งท ให แนวค ดเก ยวก บความย ดม นผ กพ นในงาน โดยระบ ว าพน กงานท ม ความย ด ม นผ กพ นในงานจะปฏ บ ต งานตามบทบาทท ตนได ร บอย างเต มท ท งทางด านร างกาย การร ค ด และอารมณ ความย ดม นผ กพ นจ งหมาย ถ งการใช พล งม งตรงไปย งเป าหมายขององค การ เช นเด ยวก บท มาสลาช ชอยฟ ล และล เทอร (Maslach, Schaufeli & Leiter, 2001) ได น ยามความย ดม นผ กพ นว าเป นสภาวะท พน กงานม พล งใจในการท างาน อยากท างาน ชอบท จะเก ยวข องอย ก บงาน และพน กงานร ส ก ว าตนเองม ความสามารถในการท างานให ประสบความส าเร จได ก ลลอพ (Gallup, 2013) ได ให ความหมายความย ดม นผ กพ นว าเป นการท พน กงานร ส กม ส วนร วมในงาน ปฏ บ ต งานอย างเต ม ท และม ความกระต อร อร นในงานท ได ร บมอบหมาย และได แบ งประเภทความความย ดม นผ กพ นออกเป น 3 ล กษณะค อ 1) ย ดม นผ กพ น (engaged) หมายถ งการท างานด วยความม งม นและม ความร ส กผ กพ นก บงานและน าจะม ส วนเสร มสร างในทางบวกให ก บองค การ 2) ไม ย ดม นผ กพ น (not engaged) หมายถ ง การขาดแรงจ งใจในการท างาน ม ความม งม นพยายามน อยท จะบรรล เป าหมายหร อผลล พธ ขององค การ และ 3) แสดงออกถ งความไม ย ดม นผ กพ นอย างเด นช ด (actively disengaged) หมายถ ง การไม ม ความส ขในการท างาน

80 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 76 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 และไม ม ผลผล ตในการท างาน แล วย งแผ ขยายพฤต กรรมท ไม พ งประสงค ออกมาย งเพ อนร วมงานด วย และจากการส ารวจของก ลลอพ ในช วงป พบว าประเทศไทยม พน กงานจ านวนมากประมาณ 84% ไม ม ความย ดม นผ กพ น ในงาน และม เพ ยง 14% ท ม ความย ดม นผ กพ นในงาน น กว ชาการหลายท านม การน ยามความย ดม นผ กพ นไว หลากหลาย แต ชอยฟ ล และคณะ ((Schaufeli et al., 2002) ได เสนอน ยามความย ดม นผ กพ นในงานท ใช ก นมากในงานว จ ย โดยความย ดม นผ กพ นในงาน (work engagement) หมายถ ง สภาวะ ทางจ ตทางบวกท ส มพ นธ ก บงานท ประกอบด วยค ณล กษณะ 3 ประการ ได แก 1) ความกระต อร อร น (vigor) หมายถ งการม พล งในการ ท างานและย ดหย นทางจ ตใจส งในขณะท างาน เต มใจท จะใช ความพยายามในการท างาน และม ความเพ ยรพยายามในการท างาน แม จะเผช ญอ ปสรรค 2) การท มเทอ ท ศ (dedication) หมายถ งความร ส กเต มใจ ภ ม ใจ ม แรงบ นดาลใจ และร ส กท าทายในการท างาน และ 3) ความจดจ อใส ใจ (absorption) หมายถ งความร ส กม งม นและเป นส ขในการท างาน ยากท จะถอนต วออกจากงาน เหม อน เวลาผ านไปอย างรวดเร ว นอกจากน ย งม การเท ยบเค ยงองค ประกอบท ง 3 ม ต ของความย ดม นผ กพ นในงานข างต นก บองค ประกอบความย ดม น ผ กพ นในงาน ของเมย และคณะ (May et. al, 2004) ได แก องค ประกอบทางกาย (physical component) องค ประกอบทางอารมณ (emotional component) และองค ประกอบทางการร ค ด (cognitive component) น นสอดคล องก บท ระบ ว าความย ดม นผ กพ น ในงานประกอบด วยองค ประกอบความกระต อร อร น การท มเทอ ท ศ และความจดจ อใส ใจตามล าด บ ถ งแม จะใช ช อท แตกต างก น (Schaufeli & Salanova, 2008) กล าวโดยสร ป พน กงานท ม ความย ดม นผ กพ นในงานน น ม พล งในการท างานส ง ม ความกระต อร อร นในการท างาน และม งม นท มเทให งานอย างเต มท และความย ดม นผ กพ นในการท างาน ไม ใช ล กษณะการเสพต ดการท างาน (workaholics) เน องจาก การเสพต ดการท างานน นม แนวโน มท จะท างานหน กมากเก นไป ถ กครอบง าด วยงาน และค ดเก ยวก บงานตลอดเวลาถ งแม ไม ได ท างาน (Schaufeli, Taris & Van Rhenen, 2008) แต คนท ย ดม นผ กพ นในงานม สภาวะทางจ ตในทางบวกท เก ยวข องก บงาน ม ความส ข และ สน กในการท างาน อาจกล าวได ว าความย ดม นผ กพ นในงานเก ยวข องก บการท มเททางกาย ป ญญา และจ ตใจอย างเต มท ในการปฏ บ ต งาน การเปร ยบเท ยบความย ดม นผ กพ นในงานก บโครงสร างอ นท ม ล กษณะใกล เค ยงก น ความย ดม นผ กพ น (engagement) ความท มเท (involvement) และความผ กพ น (commitment) ม กจะเป นค าท ก อให เก ดความส บสนในการใช และบางคร งใช แทนก นในความหมายเด ยวก นในการศ กษาว จ ยและในทางปฏ บ ต แต อย างไรก ตามความย ดม น ผ กพ นในงาน (work/job engagement) ความท มเทในงาน (work/job involvement) และความผ กพ นในองค การ (organizational commitment) ม แนวค ดท ม ความเฉพาะแต ละอ นแตกต างก น ถ งแม ว าค ณล กษณะความย ดม นผ กพ นในงาน ความท มเทในงาน และ ความผ กพ นในองค การ ต างเป นค ณล กษณะท อ งความผ กพ นทางบวกท ม ต องาน นอกจากน การศ กษาว จ ยท เก ยวข องก บการท างาน/ องค การ ควรพ จารณาก าหนดให ความท มเทในงานเป นต วแปรอ สระ ในขณะท ความย ดม นผ กพ นในงานและความผ กพ นในองค การ ควรเป นต วแปรตาม (Hallberg & Schaufeli, 2006) ผลจากการศ กษาว จ ยในการตรวจสอบโครงสร างความย ดม นผ กพ นในงาน ความ ท มเทในงาน และความผ กพ นในองค การ ก บกล มต วอย างท เป นท ปร กษาทางเทคโนโลย ส อสารข อม ล จ านวน 186 คน โดยใช การ ว เคราะห องค ประกอบเช งย นย น พบว า ความย ดม นผ กพ นในงาน ความท มเทในงาน และความผ กพ นในองค การ ม โครงสร างท แยก จากก น และสะท อนให เห นด านท แตกต างก นของความผ กพ นในงาน (work attachment) นอกจากน ผลการว จ ยย งแสดงให เห นว า ความย ดม นผ กพ นในงานม ความส มพ นธ ส งก บความผ กพ นในองค การ มากกว าความส มพ นธ ระหว างความย ดม นผ กพ นในงานก บความ ท มเทในงาน (Hallberg & Schaufeli, 2006) เช นเด ยวก บผลการศ กษาว จ ยของแซคส (Saks, 2006) และ คานส ท (Kanste, 2011) ท สน บสน นว าความย ดม นผ กพ นในงานม โครงสร างท แตกต างจากความผ กพ นในงาน และความผ กพ นในองค การ แต โครงสร างเหล าน ม ความส มพ นธ ก นและเสร มซ งก นและก น เช นเด ยวก บงานว จ ยของเกต นภ ส เมธ กส ว ฒน (2555) ท พบว าความผ กพ นท มเทต องานม ความส มพ นธ ในท ศทางเด ยวก บความผ กพ นท มเทต อองค การ ความย ดม นผ กพ นในงานม โครงสร างท เป นเอกล กษณ เฉพาะต วต างจากความท มเทในงานและความผ กพ นในองค การ โดยความย ดม นผ กพ นในงานตามแนวค ดของ ชอยฟ ล และคณะ (Schaufeli et al, 2002) เป นสภาวะทางจ ตท เน นข อสมมต ในการ ท างานให ม ศ กยภาพส งส ดในร ปของส ขภาวะของบ คคล โดยท ความย ดม นผ กพ นในงานเป นต วค นกลางท เช อมระหว างป จจ ยการท างาน- ป จจ ยส วนบ คคลและผลล พธ การท างาน องค ประกอบของความย ดม นผ กพ นในงานได แก ความกระต อร อร น การท มเทอ ท ศ และความ จดจ อใส ใจ ม ล กษณะท เด นเฉพาะในแต ละม ต และม ความเก ยวข องก น ข อค นพบจากการว จ ยหลายเร องได สน บสน นแนวค ดน เช น งานว จ ยของ อรพ นทร ช ชม (2557) ศ กษาป จจ ยเช งเหต และผลของความย ดม นผ กพ นในงานของข าราชการคร พบว า ทร พยากรบ คคล (ค ณล กษณะทางจ ตใจในทางบวกของบ คคลได แก ภ ม ค มก นทางจ ต และแรงจ งใจภายใน ) และทร พยากรงาน (ล กษณะงานด านกายภาพ ด านส งคม หร อด านองค การท อาจช วยในการท างานให บรรล เป าหมาย ได แก การร บร ความย ต ธรรมจากการท างาน ส มพ นธภาพก บ น กเร ยน การสน บสน นจากพ อนร วมงาน และการสน บสน นจากผ บ งค บบ ญชา) เป นป จจ ยเช งสาเหต ท ม อ ทธ พลส งผลต อความย ดม น ผ กพ นในงานท งท เป นอ ทธ พลหล กจากแต ละแหล งทร พยากร และอ ทธ พลรวมจากท งสองแหล งทร พยากร รวมท งพบว าข าราชการคร ท ม ความย ดม นผ กพ นในงานเป นคร ท ม พฤต กรรมการท างานตามสายว ชาช พคร มาก แล วย งม พฤต กรรมการเป นสมาช กท ด ขององค การ มากด วย ข อค นพบจากงานว จ ยน ย งย นย นว า การย ดม นผ กพ นในงานเป นต วค นกลางท ร บอ ทธ พลจากป จจ ยบ คคล-งานแล วส งผลต อ ผลการปฏ บ ต งาน สอดคล องก บผลการว จ ยของขน ษฐา ล อนาม (2554) ท พบว าความเหน อยหน ายในงาน การสน บสน นทางส งคม และป จจ ยส วนบ คคลส งผลโดยตรงความผ กพ นในงานของพยาบาลว ชาช พ และป ญจมาส ทว ชาตานนท และน าช ย ศ ภฤกษ ช ยสก ล (2556) พบว าป จจ ยบ คคลได แก ท นพล งใจทางบวกม อ ทธ พลทางบวกต อความย ดม นผ กพ นในงานของเจ าหน าท องค กรไม แสวงหาผล

81 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 77 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ก าไรท ปฏ บ ต งานด านเอดส ในขณะท ความต องการจากงานและการสน บสน นจากเพ อนร วมงานม ม อ ทธ พลทางลบต อความย ดม นผ กพ น ในงาน โดยเฉพาะอ ทธ พลการสน บสน นจากเพ อนร วมงานท ม ต อความย ดม นผ กพ นในงานของเจ าหน าท จะย งน อยลงเม ออย ในองค กร ท ม การสน บสน นจากองค กรส งเช นเด ยวก บผลการว จ ยหลายเร องในต างประเทศ จากการการประมวลงานว จ ยท เก ยวข องก บความย ด ม นผ กพ นในงานของ เบคเกอร (Bakker, 2009) พบผลเช นเด ยวก นว าทร พยากรงานและทร พยากรบ คคลต างม ความส มพ นธ ทางบวก ก บความย ดม นผ กพ นในงานในกล มพน กงานบร ษ ทประก นภ ยชาวด ชท คร และบ คคลากรส ขภาพชาวฟ นแลนด พน กงานธนาคารชาว ต รก และเบคเกอร ย งรายงานข อค นพบจากการว จ ยว าป จจ ยส วนบ คคล เช นบ คล กภาพห าองค ประกอบน น องค ประกอบบางต วของ บ คล กภาพห าองค ประกอบได แก บ คล กภาพหว นไหว บ คล กภาพกล าแสดงออก และบ คล กภาพม สต ร บผ ดชอบ ม ความส มพ นธ ก บ ความย ดม นผ กพ นในงาน โดยท ข อค นพบจากการว จ ยส วนใหญ ใช การว จ ยเช งส ารวจแบบภาคต ดขวาง (cross-sectional survey) และ ต วแปรท ใช ศ กษาในทร พยากรงาน และทร พยากรบ คคล/ป จจ ยส วนบ คคลต างม ความหลากหลาย นอกจากน เบคเกอร ได ประมวลข อ ค นพบจากหลายเร องท แสดงให เห นว า ความย ดม นผ กพ นในงานส งผลต อการปฏ บ ต งานตามบทบาทและนอกเหน อบทบาท ส าหร บความท มเทในงานเป นพ นธะผ กพ นของบ คคลท ม ต องาน เป นการร ค ดท จะตอบสนองความสามารถในการท างาน และย ดต ดก บภาพพจน ของตนเองท จะให ค ณค าและความส าค ญต องาน (May et al., 2004) อาจกล าวได ว าบ คคลท ม ความท มเทใน งานมากน นเห นว างานน นเป นส วนส าค ญมากส วนหน งในช ว ต ท าให ตนเองม ค ณค า ในขณะท ความย ดม นผ กพ นในงานเก ยวข องก บ การใช ท งอารมณ และพฤต กรรม นอกเหน อจากป ญญาในการปฏ บ ต งาน และความย ดม นผ กพ นในงานไม ใช เร องท ศนคต แต เป นเร อง ท บ คคลม ความใส ใจ ท มเท กระต อร อร น อ ท ศตนในการปฏ บ ต งานตามบทบาทท ระบ ไว ด งน นความผ กพ นในองค การจ งม แนวค ดแตก ต างจากความย ดม นผ กพ นในงาน ในล กษณะท ความผ กพ นในองค การเป นท ศนคต และความผ กพ นของบ คคลท ม ต อองค การ (Saks, 2006) กล าวค อความผ กพ นในองค การหมายถ งท ศนคต ทางบวกท บ คคลม ต อองค การและต อค าน ยมขององค การ แสดงออกมาในร ป แบบของอารมณ การร บร และพฤต กรรม และผลจากการว จ ยพบว าความย ดม นผ กพ นในงานม อ ทธ พลทางตรงในทางบวกต อความ ผ กพ นในองค การและม อ ทธ พลทางอ อมในทางลบต อความต งใจลาออกจากองค การโดยผ านต วค นกลางค อความผ กพ นในองค การ (เก ต นภ ส เมธ กส ว ฒน, 2555) การว ดความย ดม นผ กพ นในงาน ชอยฟ ล และคณะ (Schaufeli et al., 2002) ได พ ฒนาแบบว ดความย ดม นผ กพ นฉบ บเต มท ม ช อ Utrecht Work Engagement Scale (UWES) เป นแบบว ดมาตราประเม นค าจ านวน ประกอบด วย 7 ระด บจาก ไม เคยเลย ถ ง ตลอดเวลา/ท กว น แบบว ดด งกล าวประกอบด วยมาตราย อย 3 ด าน ได แก 1) ความกระต อร อร น ม จ านวน 6 ข อ 2) การท มเทอ ท ศ ม จ านวน 5 ข อ และ 3) ความจดจ อใส ใจ ม จ านวน 6 ข อ เบคเกอร (Bakker, 2009) ได รายงานว าแบบว ด UWES ได ม การตรวจสอบค ณสมบ ต ทางการว ด ในหลายประเทศได แก ประเทศจ น ฟ ลแลนด กร ซ แอฟร กาใต สเปน และเนเทอร แลนด ผลจากการว เคราะห องค ประกอบเช งย นย น ต างสน บสน นว าแบบว ดด งกล าวม โครงสร าง 3 องค ประกอบ ตามแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงาน และม ค าความเช อม นอย ในระด บ ด ต อมาชอยฟ ล เบคเกอร และ สาลาโนวา (Schaufeli, Bakker & Salanova, 2006) ได พ ฒนาแบบว ด UWES ฉบ บส น ประกอบ ด วยข อค าถาม 9 ข อ แต ละองค ประกอบม จ านวน 3 ข อและได ม การตรวจสอบความเท ยงตรงเช งโครงสร างจากประเทศต าง ๆ ข าม ชาต พบผลเช นเด ยวก นว าแบบว ดน ม 3 องค ประกอบและม ความส มพ นธ ซ งก นและก น ส าหร บการศ กษาว จ ยในประเทศไทยเก ยวก บ ความย ดม นผ กพ นในงาน งานว จ ยหลายเร องได ม การน าแบบว ด UWES ท งฉบ บเต ม (17 ข อ) และฉบ บส น (9 ข อ) มาใช และพบว า แบบว ดน เม อใช ในประเทศไทย ม ค าความเช อม นอย ในระด บด ม ค ามากกว า.80 ข นไป และม ความเท ยงตรงเช งโครงสร างและย นย น ว าแบบว ดน ม 3 องค ประกอบตามแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงาน (ป ญจมาส ทว ชาตานนท, 2555; อรพ นทร ช ชม, 2557) แบบว ด UWES ได ถ กน าไปใช แพร หลายในการศ กษาว จ ยท เก ยวข องก บความย ดม นผ กพ นในงาน แต เบคเคอร (Bakker, 2009) ว เคราะห แบบว ด UWES ม ข อเส ยหน งอย างในค ณสมบ ต ทางการว ดได แก ข อค าถามต าง ๆ ในมาตราย อยแต ละมาตรา เป น ข อค าถามท ไปในท ศทางเด ยวก นค อทางบวก มาตราว ดท ม ท ศทางเด ยวน นถ อว าเป นข อด อยในค ณสมบ ต การว ดมากกว ามาตราว ดท ประกอบด วยข อค าถามท งทางบวกและทางลบ ฮ ลเทลล และก สทาฟส น (Hultell & Gustavsson, 2010) ได ว เคราะห ว าน ยามของ ความย ดม นผ กพ นในงานว าเป นสภาวะทางจ ตใจน นแต ข อค าถามต าง ๆ ท ใช ว ดโครงสร างความย ดม นผ กพ นในงานของแบบว ด UWES ท ใช อย น นน าจะเป นการประเม นค ณล กษณะทางจ ตใจ (psychological traits) มากกว าสภาวะทางจ ตใจ (psychological states) ท งน เน องจากสภาวะน นม ล กษณะช วคราวและอ งบร บท ในขณะท ค ณล กษณะเป นส งท ถาวรและเป นอ สระจากบร บท ถ งแม ว าชอย เฟล และสาลาโนวา (Schaufeli & Salanova, 2008) กล าวว าความย ดม นผ กพ นในงานเป นมากกว าสภาวะท ม ล กษณะเฉพาะช วคราว กล าวค อเป นสภาวะความร ส ก-การร ค ดท วไปท คงทนกว าท ไม เน นไปท ว ตถ เหต การณ บ คคล หร อพฤต กรรมใดๆท เฉพาะ จากข อจ าก ด ของแบบว ด UWES ฮ ลเทลล และก สทาฟส น (Hultell & Gustavsson, 2010) ได พ ฒนาแบบว ดสภาวะทางอารมณ ของความย ดม น ผ กพ นในงานท ม ช อเร ยกว า Scale of Work Engagement and Burnout (SWEBO) แบบว ด SWEBO ในส วนท ว ดความย ดม น ผ กพ นในงานม ท งหมด 9 ข อประกอบด วย 3 ม ต แต ละม ต ถ กว ดได ได โดยใช ค าค ณศ พท 3 ค าท แสดงสภาวะทางอารมณ ผลจากการ ประเม นค ณสมบ ต ทางการว ดของแบบว ด SWEBO พบว าม ค ณสมบ ต ทางการว ดท งความเท ยงตรงเช งโครงสร างและความเช อถ อได แนวค ดการว ดความย ดม นผ กพ นในงานน นได ม การพ ฒนาแบบว ดความผ กพ นในงานท ใช ว ดโดยใช ว ดองค ประกอบ 3 ด านได แก 1) ด าน กายภาพ 2) ด านอารมณ และ 3) ด านร ค ด (May, Gilson & Harter, 2004) จากการว เคราะห พบว าเน อหาของข อค าถามจ านวน 13 ข อจาก 3 องค ประกอบน ม ความสอดคล องก บการว ดจากแบบว ด UWES ด านความกระต อร อร น ด านการท มเทอ ท ศ และด านความ จดจ อใส ใจ ตามล าด บ (Schaufeli & Salanova, 2008) นอกจากน ย งม การพ ฒนาแบบว ดความย ดม นผ กพ นในงานในล กษณะเฉพาะ ท ว ดองค ประกอบใดองค ประกอบหน งท คล ายก บองค ประกอบบางด านชองแบบว ด UWES เช น แบบว ดช อ Shiroms Malemed

82 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 78 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 Vigor Measure (SMVM) ใช ว ดเฉพาะองค ประกอบความกระต อร อร น ท ประกอบด วย 3 ด านได แก ความแข งแกร งทางกายภาพ 2) พล งทางอารมณ และ 3) ความม ช ว ตช วาทางการร ค ด (Shirom, 2003) การว ดความย ดม นผ กพ นในงานท อ งแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงานของ ชอยฟ ล และคณะ (2002) ได ม การพ ฒนาแบบ ว ดความย ดม นผ กพ นในงานออกมาหลายร ปแบบ เป นการว ดองค ประกอบใดองค ประกอบหน งของความย ดม นผ กพ นในงาน หร อว ด ท ง 3 องค ประกอบตามแนวค ดหล กของความย ดม นผ กพ นในงาน พบว าแบบว ดความย ดม นผ กพ นในงานส วนใหญ ม ล กษณะเป นมาตรา ประเม นค า และม การตรวจสอบความเท ยงตรงเช งโครงสร างโดยใช การว เคราะห องค ประกอบเช งย นย น แต ย งม การศ กษาท ค อนข าง น อยในการตรวจสอบความเท ยงตรงเช งจ าแนก (discriminant validity) และความเท ยงตรงเช งเอกน ย (convergent validity) แนวทางในการว จ ยเก ยวก บโครงสร างความย ดม นผ กพ นในงาน จากการประมวลเอกสารงานว จ ยท เก ยวข องก บความย ดม นผ กพ นในงาน พบว าความย ดม นผ กพ นในงานส วนใหญ เป นการ ศ กษาความย ดม นผ กพ นในงานในระด บบ คคล ย งขาดองค ความร ท ช ดเจนในเร องความย ดม นผ กพ นในงานในระด บกล ม/องค การ ไม ว าจะเป นเร อง น ยาม การว ด โครงสร างของความย ดม นผ กพ นในงานในระด บกล ม นอกจากน การว ดความย ดม นผ กพ นในงานควรม การพ ฒนาแบบว ดความย ดม นผ กพ นในงานต อไป ให สามารถว ดได สอดคล องก บน ยามหล กของความย ดม นผ กพ นในงานของชอยฟ ล และคณะ (2002) และม การตรวจสอบความเท ยงตรงในเช งโครงสร างในหลายร ปแบบ นอกเหน อจากความเท ยงตรงเช งโครงสร าง โดยการใช การว เคราะห องค ประกอบเช งย นย น เช น ความเท ยงตรงเช งจ าแนก และความเท ยงตรงเช งเอกพ นธ รวมท งควรม การตรวจ สอบความเท ยงตรงของแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงานท ม ข อสมมต ว าความย ดม นผ กพ นในงานส งผลต อผลการปฏ บ ต งาน ข อสมมต ด งกล าวน ส วนใหญ ได ร บการตรวจสอบจากข อค นพบเช งประจ กษ ท ย นย นข อสมมต น จากแบบการว จ ยแบบภาคต ดขวาง เช นเด ยวก บ ข อสมมต ท ระบ ว าป จจ ยงานและป จจ ยบ คคลท เป นทร พยากรทางบวกเอ อต อความย ดม นผ กพ นในงานได ร บการสน บสน นจากการศ กษา ว จ ยเช งส ารวจท ม การเก บข อม ลต วแปรต าง ๆ ในระยะเวลาเด ยวก น และศ กษาเช อมโยงต วแปรเหล าน ในร ปความส มพ นธ ด งน นจ งม ความจ าก ดในการอ างอ งสาเหต และผลของความย ดม นผ กพ นในงาน การว จ ยต อไปจ งควรเป นการศ กษาระยะยาว และต ดตามผลอ ย างต อเน องก บกล มต วอย างท ม ความหลากหลายร ปแบบการท างานว ชาช พและองค การ หร อใช แบบแผนการว จ ยเช งทดลอง เพ อ สามารถตรวจสอบความเท ยงตรงของแนวค ดความย ดม นผ กพ นในงานได อย างสมบ รณ และเหมาะสมย งข นในการอ างอ งสาเหต และ ผลของความย ดม นผ กพ นในงาน รายการอ างอ ง เกต นภ ส เมธ กส ว ฒน. (2555). ความส มพ นธ ของความผ กพ นท มเทของพน กงานท ม ต องานและองค การก บความต งใจ ลาออกของ พน กงานในธ รก จโรงแรม จ งหว ดนครราชส มา. ว ทยาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ส รนาร ขน ษฐา ล อนาม. (2554). ร ปแบบโครงสร างความส มพ นธ เช งสาเหต ของป จจ ยท ม อ ทธ พลต อความผ กพ น ในงานของพยาบาล ว ชาช พ โรงพยาบาลส งก ดกระทรวงกลาโหมในเขตร งเทพมหานคร. ปร ญญาน พนธ ปร ญญามหาบ ณฑ ตไม ได ต พ มพ มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ. ป ญจมาส ทว ชาตานนท และน าช ย ศ ภฤกษ ช ยสก ล. (2556, มกราคม ม ถ นายน). ป จจ ยพห ระด บ ท ส งผลต อความย ดม น ผ กพ นในงานของเจ าหน าท องค กรไม แสวงหาผลก าไรท ปฏ บ ต งานด านเอดส. วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการ จ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น. 10, อรพ นทร ช ชม. (2557). ร ปแบบความส มพ นธ เช งเหต และผลของความย ดม นผ กพ นในงานของคร : รายงานการว จ ย. กร งเทพฯ: สถาบ นว จ ยฤต กรรมศาสตร มหาว ทยาล ยศร นคร นทรว โรฒ Bakker, A.B., & Demerouti, E. (2008). Towards a model of work engagement. Career Development International, 13(2) Bakker, A.B. (2009). Building engagement in the workplace. In R. J. Burke & C.L. Cooper (Eds.), The peak performing organization (pp ). Oxonian, UK: Routledge. Gallup. (2013). State of the global workplace. Washington DC: The Gallup Headquarters. Hallberg, U. E., & Schaufeli, W. E. (2006). Can work engagement be discriminated from job involvement and orga nizational commitment. European Psychologist, 11(2), Hultell, D., & Gustavsson, J. P. (2010). A psychometric evaluation of the Scale of Work Engagement and Burn out (SWEBO). Work, 37(3), Kahn, W.A. (1990). Psychological conditions of personal engagement and disengagement at work. Academy of Management Journal, 33, Kanste, O. (2011). Work engagement, work commitment and their association with well-being in health care. Scandinavian Journal of Caring Sciences, 25, Maslach, C., Schaufeli, W.B., & Leiter, M.P. (2001). Job burnout. Annual Review of Psychology, 52, May, D.R., Gilson, R.L., & Harter, L.M. (2004). The psychological conditions of meaningfulness, safety and avail ability and the engagement of the human spirit at work. Journal of Occupational and Organizational Psychology, 77, Rich, B.L., Lepine, J.A., & Crawford, E., R. (2010). Job engagement : Antecedents and effects on job performance. Academy of Management Journal, 53 (3),

83 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 79 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 Saks, A. M. (2006). Antecedents and consequences of employee engagement. Journal of Managerial Psychology, 21(7), Schaufeli, W.B., et al. (2002). The measurement of engagement and burn out: A two-sample confirmatory fac tor analytic approach. Journal of Happiness Studies, 3, Schaufeli, W.B., Bakker, A.B., & Salanova, M. (2006). The measurement of work engagement with a short questionnaire: A cross- national study. Journal of Educational and Psychological Measurement, 66(4), Schaufeli, W.B., & Salanova, M. (2008). Enhancing work engagement through the management of human resources, in Naswall, K., Hellgren, J. & Snerks, M. (Eds.), The Individual in the changing working life, pp Cambridge: Cambridge University Press. Schaufeli, W.B., Taris, T. W., & Van Rhenen, W. (2008). Workaholism, burnout and work engagement: Three of a kind or three different kinds of employee well-being? Applied Psychology: An International Review, 57, Shirom, A. (2003). Feeling vigorous at work? The cost of vigor and the study of positive affect in Organization. In D. Ganster & P.L. Perrewe (Eds.), Research in organization stress and well- being (Vol. 3, pp ). Greenwich, CN: JAI Press.

84 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 80 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 บทความว ชาการ (ก.ค. ธ.ค. 57) การว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งอน มาน ว ระศ กด จ นาร ตน มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น อ บลราชธาน 3400, อ เมล : [email protected], โทร บทค ดย อ บทความน ม ว ตถ ประสงค เพ อน าเสนอผล กการพ นฐานของการว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งเช งอน มาน ประกอบด วย สหส มพ นธ การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยว และการว เคราะห ความแปรปรวนพห ค ณท จะท าให ผ อ านเก ดความร และความเข าใจ ในหล กการพ นฐานของสถ ต เช งอน มานประเภทต างๆ นอกจากน ผ เข ยนย งได น าเสนอต วอย างการว เคราะห ข อม ลเพ อเป นแนวทางแก ผ อ านในการน าสถ ต เช งอน มานไปใช ประโยชน คำาสำาค ญ : การว เคราะห ข อม ล, สถ ต เช งอน มาน Received August 10, 2014; Accepted October 20, 2014 DATA ANALYSIS BY INFERENTIAL STATISTIC Veerasak Jinarat, The University of Management and Technology, Ubon Ratchathani 3400, [email protected], Tel ABSTRACT This paper is aimed at presenting the principles of data analysis using inferential statistics, viz., correlation, one-way analysis of variance (one-way ANOVA), and multivariate analysis of variance (MANOVA), that will help readers to know and understand the principles of these different inferential statistics. Moreover, the author illustrates examples of data analysis so as to be guidelines for the readers in using these inferential statistics. Keywords : data nalysis, inferential statistics คำาขอบค ณ : ได ร บการสน บสน นจากมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น บทนำา สถ ต เป นศาสตร เก ยวก บการเก บรวบรวมและการว เคราะห ข อม ล เพ อหาข อสร ปจากข อม ลท เก ยวข องแล วน ามาอธ บาย ปรากฏการณ หน ง หร อตอบค าถามหร อประเด นป ญหาท สนใจ โดยอาศ ยข อม ลท ได จากการเก ดซ าๆ ของปรากฏการณ น นๆ สถ ต แบ ง เป น 2 ประเภท ค อ สถ ต เช งพรรณนา(Descriptive Statistic) และสถ ต เช งอน มาน (Inferential Statistic) โดยสถ ต เช งพรรณนา ค อ การว เคราะห ข นต นเพ ออธ บายล กษณะกว าง ๆ ของข อม ลช ดน น และสถ ต เช งอน มาน ค อ การว เคราะห ข อม ลท เก บรวบรวมได จากต วอย างเพ ออ างอ งไปถ งข อม ลท งหมด บทความน จะน าเสนอเฉพาะสถ ต เช งอน มาน กล าวค อ บทความน ม ว ตถ ประสงค เพ อน า เสนอหล กการพ นฐานของสถ ต เช งอน มาน เน องจากสถ ต เช งอน มานได น ามาใช ประโยชน ในการตอบค าถามว จ ยเช งปร มาณหร อทดสอบ สมมต ฐานการว จ ยเป นจ านวนมาก ด งน น ความร ความเข าใจเก ยวก บหล กการพ นฐานของสถ ต เช งอน มานจ งม ความส าค ญและเป น ประโยชน ต อน กว จ ยท ท าว จ ยในเช งปร มาณเป นอย างมาก นอกจากน บทความน ย งม ว ตถ ประสงค เพ อน าเสนอต วอย างการว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งอน มานท จะเป นประโยชน ต อผ อ านท จะน าสถ ต เช งอน มานไปใช ประโยชน ต อไป โดยบทความน จะครอบคล ม เน อหาเก ยวก บความหมายและล กษณะของสถ ต เช งอน มาน ความส าค ญของสถ ต เช งอน มาน การว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งอน มาน และต วอย างการว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งอน มาน ความหมายและล กษณะของสถ ต เช งอน มาน สถ ต เช งอน มาน เป นการน าผลข อม ลท เก บมาได จากกล มต วอย าง ไปใช อ างอ งหร ออธ บายกล มประชากร ได แก การประเม น ค าพาราม เตอร ในประชากร (Estimation) และการทดสอบสมม ต ฐาน (Hypothesis Testing) แบ งออกเป น Parametric และ Non parametric statistics

85 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 81 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ความสำาค ญของสถ ต เช งอน มาน ในการรวบรวมข อม ลท ม ข อจ าก ดในด านเวลาและทร พยากรอ นท ม ในสถานการณ ต าง ๆ ท าให ไม สามารถท จะจ ดเก บข อม ล จากข อม ลท งหมดได ข อม ลท สามารถน ามาว เคราะห จ งเป นข อม ลต วอย างซ งเป นส วนย อยของประชากร เช น ข อม ลท เก ยวก บความ ค ดเห นของประชากรกร งเทพมหานครเก ยวก บนโยบายหน งของกร งเทพมหานคร หากต องการข อม ลท งหมด ย อมหมายความว า จะต องเก บรวบรวมข อม ลจากประชาชนท กคนในกร งเทพมหานคร ซ งจะต องใช เวลา แรงงาน และค าใช จ ายจ านวนมาก โดยเฉพาะ อย างย งเวลาท ต องใช อาจท าให ผลท ได ร บไม ท นก บความต องการ จ งม ความจ าเป นท จะต องเก บข อม ลเพ ยงบางส วนท เป นต วอย างแล ว น ามาว เคราะห ข อม ลในล กษณะสถ ต เช งอน มานเพ ออธ บายถ งสภาพของประชากรท งหมด การว เคราะห ข อม ลด วยสถ ต เช งอน มาน แม ว าสถ ต เช งอน มานจะม อย หลายต ว แต บทความน จะน าเสนอเฉพาะหล กการพ นฐานของสหส มพ นธ การว เคราะห ความ แปรปรวนแบบทางเด ยว และการว เคราะห ความแปรปรวนพห ค ณ 1. สหส มพ นธ (Correlation) สหส มพ นธ (Correlation) เป นสถ ต ท ใช เพ อหาค าความส มพ นธ เช งเส นตรง(Linear Correlation) ระหว างสองต วแปร โดยความส มพ นธ เช งเส นตรง หมายความว า สมการท แต ละพจน ม เพ ยงค าคงต ว หร อเป นผลค ณระหว างค าคงต วก บต วแปรยกก าล ง หน ง ซ งจะม ด กร ของพห นามเท าก บ 0 หร อ 1 Hafner (1998) กล าวว าความเข มข นของความส มพ นธ แบบเป นเส นตรงท ปรากฏระหว างสองต วแปรจะอธ บายถ งค า ส มประส ทธ สหส มพ นธ ซ งส ญล กษณ ท ใช แทนค อ rค าสหส มพ นธ เช งอ ดมคต ท ปรากฏจะถ กแสดงโดยค า r = หร อ r = ซ งท งค ม ความเข มข นเท าก น - ค าสหส มพ นธ เช งบวก (positive correlation) ระหว างต วแปร เม อค าสหส มพ นธ เป นไปในทางบวก (r>0) หมายความ ว าขณะท ค าของต วแปรหน งเพ มข น ค าของอ กต วแปรก เพ มข นด วย - ค าสหส มพ นธ เช งลบ (negative correlation) ระหว างต วแปร แสดงว าผ ตอบแบบสอบถามท ม คะแนนส งในส วนของ ต วแปรอ สระ จะม แนวโน มท จะได คะแนนต าในส วนของต วแปรตาม (Hafner, 1998) - ถ าค าของ r อย ระหว าง ก จะม ความส มพ นธ ก นน อยหร อไม ม ความส มพ นธ ถ าค าของ r อย ระหว าง หมายความว าม ความส มพ นธ ปานกลาง ถ าค าของ r อย ระหว าง แทนความส มพ นธ ระด บปานกลางถ งระด บด ถ าค าของ r อย ระหว าง อธ บายความส มพ นธ ในระด บมากถ งมากส ด ค าส มประส ทธ สหส มพ นธ แบบเพ ยร ส น (Pearson correlation coefficient)จะถ กใช เพ อว ดระด บและท ศทางของความ ส มพ นธ แบบเส นตรงระหว างต วแปร (Gravetter & Wallnau, 2001) ว ธ การอ งพาราม เตอร น จะใช มาตรการว ดระด บช วง (interval scale) หร อมาตราอ ตราส วน (ratio scale) ซ งไม ได เป นการว ดความส มพ นธ ระหว างเหต ก บผล (causation) แต ให เคร องย นย นของ ความส มพ นธ สหส มพ นธ หมายถ งความส มพ นธ ก นหร อระด บท สองต วแปรสอดคล องก น (Hafner, 1998) ความส มพ นธ แบบเส นตรง หมายความว าไปด วยก นในแนวเส นตรงค าส มประส ทธ สหส มพ นธ เป นต วเลขท สร ปท ศทางและความใกล เค ยง หร อขนาดของความส มพ นธ แบบเป นเส นตรงระหว างสองต วแปร โดยท วไปค าส มประส ทธ สหส มพ นธ ม กจะหมายถ งค าส มประส ทธ สหส มพ นธ เพ ยร ส นโปรด คโมเมนต (the PearsonProduct-Moment Correlation Coefficient) ค าส มประส ทธ สหส มพ นธ อาจม ค าระหว าง -1 ถ ง 1 (ผ าน 0) ด งในต วอย าง ร ปแบบทางความค ดข างล าง ภาพประกอบ 1 การกำาก บด แลก จการท ด (good corporate governance) การกำาก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ (good governance at functional level) การว ดค าการก าก บด แลก จการท ด ได แก ส ทธ ของผ ถ อห น นโยบายการก าก บด แล การปฏ บ ต การก าก บด แล การปฏ บ ต ด านการเป ดเผยข อม ล และการตรวจสอบ ต วแปรของการก าก บด แลท ด ท ระด บปฏ บ ต การ ได แก การทบทวน ประส ทธ ผล ความน า เช อถ อ การส อสาร การม ส วนร วม การท าให เป นระเบ ยบแบบแผน และความย ดหย น (Jinarat, 2002) 2. การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยว (One-Way analysis of variance) จ ดม งหมายของ ANOVA ค อ เพ อเปร ยบเท ยบค าเฉล ย (mean) ของต วแปรอ สระท ม ต งแต สองค าหร อมากกว าสองค าก บต วแปรตาม หน งต วเพ อให เห นว าม กล มค าเฉล ยท แตกต างก นอย างม น ยส าค ญหร อไม (Urdan, 2005) Urdan ได กล าวถ งว ธ การใช ANOVA เม อ ก) จ านวนเฉล ยของความแตกต างหร อความแปรปรวนระหว างคะแนนของสมาช กกล มต วอย างท แตกต างก นน นม มากหร อม น อยเปร ยบเท ยบก บจ านวนเฉล ยของแปรผ นในแต ละกล มต วอย างหากม ความแตกต างหร อความแปรปรวนน เก ดข นเร ยกว า การคลาด เคล อนแบบส ม (random error)

86 ค าสถ ต ท งสองค าได แล ว เราต องหาอ ตราส วนของท งสองค าน โดยการหารค าMSB ด วย MSE จากอ ตราส วนน เราจะได วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ค า F และเม อเราม ค า F แล ว เราก สามารถตรวจด หมวดหม ของต วสถ ต ส าหร บการทดสอบสมมต ฐานอาศ ยการแจกแจง 82 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 เอฟ(F-distribution) เพ อท จะด ว าความแตกต างระหว างกล มน นม น ยส าค ญทางสถ ต หร อไม (Urban 2005, p. 101) ข) การท จะตอบค าถามน ม สามส งท เราต องก าหนด หน งค อเราต องค านวณจ านวนเฉล ยของความแตกต างภายในแต ละ กล มต วอย างของเรา 3. การว เคราะห ความแปรปรวนพห ค ณ เร ยกว า ค าก าล งสองเฉล ยภายในกล ม (Multivariate (Mean of Square analysis for of Within variance Groups (MANOVA)) (MSW)) หร อค าความคลาดเคล อน ก าล งสองเฉล ย (the mean square error (MSE)) สองค อเราต องหาจ านวนเฉล ยของความแตกต างระหว างกล ม เร ยกว า ค าก าล ง สองเฉล ยระหว างกล ม ใช เพ อตรวจสอบความส มพ นธ เช งเหต และผล (Mean Square for between (causal Groups relationship) (MSB))และเม อเราหาค าสถ ต ท งสองค าได แล ว ระหว างกล มต วแปรต น (ต วแปรอ สระ) เราต องหาอ ตราส วน ก บต วแปรตาม ของท งสองค าน โดยการหารค าMSB การว เคราะห ความแปรปรวนพห ค ณใช เม อม ต วแปรตามมากกว าหน งต ว(Hair ด วย MSE จากอ ตราส วนน เราจะได ค า F, และเม อเราม ค า Anderson, Tatham, F แล ว and เราก สามารถตรวจด หมวด Black, 1998) การ หม ของต วสถ ต ส าหร บการทดสอบสมมต ฐานอาศ ยการแจกแจงเอฟ(F-distribution) เพ อท จะด ว าความแตกต างระหว างกล มน นม น ย ส าค ญทางสถ ต หร อไม ว เคราะห สหส มพ นธ ระหว างการก าก บก จการท ด (Urban 2005, p. 101) (ต วแปรต น) ก บการก าก บท ด ในระด บปฏ บ ต การ (ต วแปรตาม) ตามภาพประกอบ 1 น น ในกรณ น ต วแปรตามได ถ กก าหนดด วยการว เคราะห ป จจ ยซ งประกอบด วยการทบทวน, ประส ทธ ผล, ความน าเช อถ อ, การ 3. การว เคราะห ความแปรปรวนพห ค ณ (Multivariate of analysis of variance (MANOVA)) ใช เพ อตรวจสอบความส มพ นธ เช งเหต และผล ส อสาร, การม ส วนร วม, การท าให เป นระเบ ยบแบบแผน, (causal relationship) และความย ดหย น ระหว างกล มต วแปรต น ต วแปรต นประกอบด วยส ทธ ของผ ถ อห น, (ต วแปรอ สระ) ก บต วแปรตาม นโยบายการ การ ว เคราะห ความแปรปรวนพห ค ณใช เม อม ต วแปรตามมากกว าหน งต ว(Hair ก าก บด แล, การปฏ บ ต การก าก บด แล, การปฏ บ ต ด านการเป ดเผยข อม ล และการตรวจสอบ, Anderson, Tatham, ซ งเร ยกว า and ต วแปรร วม Black, 1998) (covariates) การว เคราะห สหส มพ นธ ระหว างการก าก บก จการท ด (ต วแปรต น) ก บการก าก บท ด ในระด บปฏ บ ต การ (ต วแปรตาม) ตามภาพประกอบ 1 น น ใน กรณ น ต วแปรตามได ถ กก าหนดด วยการว เคราะห ป จจ ยซ งประกอบด วยการทบทวน, ในข นต อไปในการตรวจสอบผลล พธ ของการก าก บด แลก จการท ด (นโยบายการก าก บด แล) ประส ทธ ผล, ความน าเช อถ อ, ในแต ละมาตรว ดการก าก บ การส อสาร, การ ม ส วนร วม, ด แลท ในระด บปฏ บ ต การ การท าให เป นระเบ ยบแบบแผน, จะต องท าแบ งแยกการว เคราะห การถดถอย และความย ดหย น ต วแปรต นประกอบด วยส ทธ ของผ ถ อห น, (separate regression analysis) นโยบายการก าก บด แล, ผลของการว เคราะห การ ปฏ บ ต การก าก บด แล, การปฏ บ ต ด านการเป ดเผยข อม ล และการตรวจสอบ ซ งเร ยกว า ต วแปรร วม (covariates) ในข นต อไปในการตรวจสอบผลล พธ ของการก าก บด แลก จการท ด สามารถสร ปได ในตาราง 1 ความน าเช อถ อ การส อสาร และความย ดหย นจะได ร บผลกระทบทางบวกจากนโยบายการก าก บด แล (นโยบายการก าก บด แล) ในแต ละมาตรว ดการก าก บด แลท ในระด บ ปฏ บ ต การ ซ งสามารถสร ปได ว าในกล มต วแปรท ง จะต องท าแบ งแยกการว เคราะห การถดถอย 7 ต วเก ยวก บการก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ (separate regression analysis) ม เพ ยงความน าเช อถ อ ผลของการว เคราะห สามารถสร ปได ใน การส อสาร และ ตาราง 1 ความน าเช อถ อ การส อสาร และความย ดหย นจะได ร บผลกระทบทางบวกจากนโยบายการก าก บด แล ซ งสามารถสร ปได ว า ในกล มต วแปรท ง ความย ดหย นเท าน นท ม ผลกระทบอย างม น ยส าค ญในแง ม มบางด านเก ยวก บการก าก บด แลก จการท ด 7 ต วเก ยวก บการก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ ม เพ ยงความน าเช อถ อ การส อสาร และความย ดหย นเท าน นท ม ผลกระทบอย างม น ยส าค ญในแง ม มบางด านเก ยวก บการก าก บด แลก จการท ด ตาราง 11 การว เคราะห การถดถอยของนโยบายการกำาก บด แลในเร องการกำาก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ การว เคราะห การถดถอยของนโยบายการก าก บด แลในเร องการก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ (n (n = = 71) 71) การก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ(Good ค าส มประส ทธ ท ปร บมาตรฐานแล ว ค าน ยส าค ญ (Significance) Governance at the Functional Level) (Standardized Coefficient) 5 ความน าเช อถ อ (Reliability) การส อสาร การว เคราะห เส นทาง (Communication) (path analysis) โดยธรรมชาต แล วใช เพ อศ กษาความส มพ นธ เช งสาเหต ก บผลระหว างต วแปรของ ท ง 3 แนวค ด ความย ดหย น ในภาพประกอบ (Flexibility) 2 ด านล างจะแสดงให เห นถ งสองข นตอนของการก าก บด แลก จการและการก าก บด แลท ด ในระด บ ปฏ บ ต การ และระหว างการก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การและการบรรล ผลของก จการ (corporate performance)ใน ความส มพ นธ เหล าน การว เคราะห เส นทาง การก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ(good (path analysis) โดยธรรมชาต แล วใช เพ อศ กษาความส มพ นธ เช งสาเหต ก บผลระหว างต วแปรของท ง governance at the functional level) ถ อเป นต วแปร 3 แนวค ด ในภาพประกอบ สอดแทรก (intervening 2 ด านล างจะแสดงให เห นถ งสองข นตอนของการก าก บด แลก จการและการก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ variable)ระหว างการก าก บด แลก จการและแนวค ดด านการด าเน นการก จการ ในการท จะว เคราะห และระหว างการก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การและการบรรล ผลของก จการ ความส มพ นธ สองข นอย างท เป นอย โดยไม แบ งแยกความส มพ นธ ท งสองออกจากก น (corporate เราต องใช กลว ธ การว เคราะห เส นทาง performance)ในความส มพ นธ เหล าน และเป น การก าก บด แลท ด ในระด บปฏ บ ต การ(good ปฏ บ ต การโดยใช แบบจ าลองสมการเช งโครงสร าง(structural governance at the equation functional modeling) level) โปรแกรมซอฟท แวร ท ถ กน ามาใช ส าหร บ ถ อเป นต วแปรสอดแทรก (intervening variable) ระหว างการก าก บด แลก จการและแนวค ดด านการด าเน นการก จการ เคร องม อน ค อโปรแกรมLISREL 8.3 ในการท จะว เคราะห ความส มพ นธ สองข นอย างท เป นอย โดยไม แบ ง แยกความส มพ นธ ท งสองออกจากก น เราต องใช กลว ธ การว เคราะห เส นทาง และเป นปฏ บ ต การโดยใช แบบจ าลองสมการเช งโครงสร าง (structural equation modeling) ภาพประกอบ โปรแกรมซอฟท แวร ท ถ กน ามาใช ส าหร บเคร องม อน ค อโปรแกรมLISREL 2 ความส มพ นธ ระหว างการก าก บด แลก จการ การก าก บด แลในระด บปฏ บ ต การ 8.3 และการบรรล ผลของก จการ ภาพประกอบ 2 ความส มพ นธ ระหว างการกำาก บด แลก จการ การกำาก บด แลในระด บปฏ บ ต การ และการบรรล ผลของก จการ ต วอย างการน าเสนอผลการว เคราะห ข อม ลจากผลการว จ ย สถ ต เช งพรรณนา (descriptive statistics) ได แก ค าเฉล ย (mean) และค าเบ ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ของการส งเกตการณ ในแต ละม ต และแนวค ดรวมท งหมดน นจะต องม การบอกออกมาเป นข อม ล ต วอย างเช น ร ปแบบภาวะผ น าจะ ถ กแบ งออกเป นสองม ต เช น พฤต กรรมม งงาน และพฤต กรรมม งคน

87 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 83 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 ต วอย างการน าเสนอผลการว เคราะห ข อม ลจากผลการว จ ย สถ ต เช งพรรณนา (descriptive statistics) ได แก ค าเฉล ย (mean) และค าเบ ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ต วอย างการนำาเสนอผลการว เคราะห ข อม ลจากผลการว จ ย ของการส งเกตการณ ในแต ละม ต และแนวค ดรวมท งหมดน นจะต องม การบอกออกมาเป นข อม ล สถ ต เช งพรรณนา (descriptive statistics) ได แก ค าเฉล ย (mean) และค าเบ ยงเบนมาตรฐาน ต วอย างเช น (standard ร ปแบบภาวะผ น าจะ deviation) ของการส งเกตการณ ในแต ละม ต และแนวค ดรวมท งหมดน นจะต องม การบอกออกมาเป นข อม ล ถ กแบ งออกเป นสองม ต เช น พฤต กรรมม งงาน และพฤต กรรมม งคน ต วอย างเช น ร ปแบบภาวะผ น าจะถ ก แบ งออกเป นสองม ต เช น พฤต กรรมม งงาน และพฤต กรรมม งคน ตาราง ตาราง 2 คะแนนของต วแปรในร ปแบบภาวะผ นำา 2 คะแนนของต วแปรในร ปแบบภาวะผ น า (n = (n 119) = 119) ม ต ค าเฉล ย (Mean) ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน (SD) พฤต กรรมม งงาน(Initiating Structure) พฤต กรรมม งคน(Consideration) รวม จากจ านวนผ ตอบแบบสอบถาม 119 คน พบว าผ ตอบแบบสอบถามจ านวน 21 คน หร อค ดเป นร อยละ ใช ร ปแบบ จากจ านวนผ ตอบแบบสอบถาม 119 คน พบว าผ ตอบแบบสอบถามจ านวน 21 คน หร อค ดเป นร อยละ 19.3 ใช ร ปแบบภาวะผ น า แบบบอกท กอย าง (telling) ผ ตอบแบบสอบถามจ านวน 27 หร อค ดเป นร อยละ 24.8 ใช ร ปแบบภาวะผ น าแบบเน นการท างานแบบ ภาวะผ น าแบบบอกท กอย าง (telling) ผ ตอบแบบสอบถามจ านวน 27 หร อค ดเป นร อยละ 24.8 ใช ร ปแบบภาวะผ น าแบบเน นการ ท างานแบบม ส วนร วม (participating) (participating) และผ ตอบแบบสอบถามจ านวน และผ ตอบแบบสอบถามจ านวน 21 คนหร อค ดเป นร อยละ 21 คนหร อค ดเป นร อยละ 19.3 ใช ร ปแบบภาวะผ น าแบบมอบหมาย 19.3 ใช ร ปแบบภาวะผ น าแบบ มอบหมายงานให ท า (delegating) ในตาราง 3 เป นการเสนอข อม ลสถ ต เช งพรรณนา โดยอธ บายเจาะจงร ปแบบภาวะผ น าท งส ม ต งานให ท า (delegating) ในตาราง 3 เป นการเสนอข อม ลสถ ต เช งพรรณนา โดยอธ บายเจาะจงร ปแบบภาวะผ น าท งส ม ต ตาราง ตาราง 33 ร ปแบบภาวะผ น า ร ปแบบภาวะผ น า 4 ม ต ม ต (n (n = = 119) 119) ม ต ความถ (Frequency) เปอร เซ นต (%) เปอร เซ นต ท ถ กต อง(Valid%) เปอร เซ นต สะสม (Cumulative%) ผ น าแบบบอกท กอย าง (Telling) ผ น าแบบขายความค ด (Selling) ผ น าท เน นการท างานแบบม ส วนร วม (Participating) ผ น าแบบมอบหมายงานให ท า (Delegating) Total สมมต ฐานงานว จ ย สมมต ฐานงานว จ ย การศ กษาน ได ทดสอบร ปแบบภาวะผ น า (บอกท กอย าง, ขายความค ด, เน นการท างานแบบม ส วนร วม, มอบหมายงาน ให ท า) และกรอบการต ดส นใจ การศ กษาน ได ทดสอบร ปแบบภาวะผ น า (ตามเหต ผล, หย งร, (บอกท กอย าง, พ งพา, ส ญชาตญาณ, ขายความค ด, หล กเล ยง) เน นการท างานแบบม ส วนร วม, ของผ บร หารในองค กรไม แสวงหาผลก าไรในร ฐ มอบหมายงานให ท า) เท กซ ส และกรอบการต ดส นใจ เพ อท จะก าหนดความส มพ นธ ท น าจะเป นระหว างสองต วแปร (ตามเหต ผล, หย งร, พ งพา, ส ญชาตญาณ, หล กเล ยง) ด งต วอย างของสมมต ฐานท จะได ม การน าเสนอต อไปน ของผ บร หารในองค กรไม แสวงหาผลก าไรในร ฐเท กซ ส เพ อท จะก าหนดความส มพ นธ ท น าจะเป นระหว างสองต วแปร 1. ไม ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญในร ปแบบภาวะผ น า ด งต วอย างของสมมต ฐานท จะได ม การน าเสนอต อไปน (บอกท กอย าง, ขายความค ด, เน นการท างานแบบม ส วนร วม, มอบหมายงานให ท า) 1. ไม ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญในร ปแบบภาวะผ น า และกรอบการต ดส นใจท ได เล อกใช (บอกท กอย าง, (ตามเหต ผล, ขายความค ด, หย งร, พ งพา, เน นการท างานแบบม ส วนร วม, ส ญชาตญาณ, หล กเล ยง) มอบหมาย งานให ท า) 2. และกรอบการต ดส นใจท ได เล อกใช ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญระหว างต วแปรการต ดส นใจ (ตามเหต ผล, หย งร, พ งพา, ส ญชาตญาณ, (ตามเหต ผล, หล กเล ยง) หย งร, พ งพาอาศ ย, หล กเล ยง, ส ญชาตญาณ) ในส วนของต วแปรเพศ 2. ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญระหว างต วแปรการต ดส นใจ (ตามเหต ผล, หย งร, พ งพาอาศ ย, หล กเล ยง, ส ญชาตญาณ) ในส วน ของต วแปรเพศ การทดสอบท เก ยวก บความเท าก นของค าเฉล ยน น ใช เพ อทดสอบว าม ความแตกต างอย างม น ยส าค ญในการร บร เก ยวก บร ป แบบภาวะผ น าหร อไม โดยใช เพศเป นต วแปรอ สระ ในตาราง 4 ได แสดงให เห นถ งร ปแบบภาวะผ น าการเปล ยนแปลง(Transformational Leadership Style) ภาวะผ น าแบบแลกเปล ยน(Transactional Leadership Style) และภาวะผ น าแบบตามสบาย(Laissez-faire Leadership การทดสอบท Style) โดยใช เพศเป นต วแปรอ สระ เก ยวก บความเท าก นของค าเฉล ยน น (T = 4.92*, ใช เพ อทดสอบว าม ความแตกต างอย างม น ยส าค ญในการร บร เก ยวก บ 4.81*, 3.47* ตามล าด บ) โดย p <.05 ค าเฉล ยของการร บร เก ยวก บร ปแบบภาวะผ น าการเปล ยนแปลงของเพศชายค อ 2.41 และเพศหญ งค อ 2.23 ค าเฉล ยของการร บร เก ยว ก บร ปแบบภาวะผ น าแบบแลกเปล ยนของเพศชายค อ ร ปแบบภาวะผ น าหร อไม โดยใช เพศเป นต วแปรอ สระ ในตาราง 2.17 และเพศหญ งค อ 4 ได แสดงให เห นถ งร ปแบบภาวะผ น าการเปล ยนแปลง 2.04 ค าเฉล ยของการร บร เก ยวก บร ปแบบภาวะผ น าแบบ ตามสบายของเพศชายค อ (Transformational Leadership 1.50 และเพศหญ งค อ Style) ภาวะผ น าแบบแลกเปล ยน(Transactional 1.36 ซ งสามารถสร ปได ว าเพศหญ งม แนวโน มท จะแสดงการร บร เก ยวก บภาวะผ น า Leadership Style) และภาวะผ น าแบบตาม ท งสามแบบได น อยกว าเพศชาย สบาย(Laissez-faire Leadership ปรากฏผลด งตาราง Style) โดยใช เพศเป นต วแปรอ สระ 4 (T = 4.92*, 4.81*, 3.47* ตามล าด บ) โดย p <.05 ค าเฉล ยของการร บร เก ยวก บร ปแบบภาวะผ น าการเปล ยนแปลงของเพศชายค อ 2.41 และเพศหญ งค อ 2.23 ค าเฉล ยของการร บร เก ยวก บร ปแบบภาวะผ น าแบบแลกเปล ยนของเพศชายค อ 2.17 และเพศหญ งค อ 2.04 ค าเฉล ยของการร บร เก ยวก บร ปแบบภาวะ ผ น าแบบตามสบายของเพศชายค อ 1.50 และเพศหญ งค อ 1.36 ซ งสามารถสร ปได ว าเพศหญ งม แนวโน มท จะแสดงการร บร เก ยวก บ

88 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 84 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 ตาราง 4 การทดสอบท ส าหร บการตรวจสอบความแตกต างอย างม น ยส าค ญในการร บร ถ งร ปแบบภาวะผ น า โดยใช เพศเป นต วแปร ตาราง 4 การทดสอบท ส าหร บการตรวจสอบความแตกต างอย างม น ยส าค ญในการร บร ถ งร ปแบบภาวะผ น า จ านวน(N) ค าเฉล ย SD โดยใช เพศ เป นต วแปร ชาย หญ ง ชาย หญ ง ชาย หญ ง T P ภาวะผ น าการเปล ยนแปลง *.001 (Transformational Leadership Style) 7 ภาวะผ น าแบบแลกเปล ยน (Transactional Leadership Style) ภาวะผ น าแบบตามสบาย (Laissez-faire Leadership Style) * *.001 *p *p < < ปร บมาจาก Lin Lin (2003) 3. ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญระหว างต วแปรการต ดส นใจ (ตามเหต ผล, หย งร, พ งพาอาศ ย, หล กเล ยง, ส ญชาตญาณ) และอาย ซ งม การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยว (one-way analysis of variance (one-way ANOVA)) และได น าเสนอในตาราง 7 ซ ง กรอบการต ดส นใจท ง 3. ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญระหว างต วแปรการต ดส นใจ 5 ต วแปรไม ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญก บการร บร ของกล มอาย (ตามเหต ผล, หย งร, พ งพาอาศ ย, โดยการต ดส นใจแบบตามเหต ผล หล กเล ยง, ส ญชาตญาณ) (rational) และ จะแสดงค า อาย ซ งม การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยว F เท าก บ.532, P เท าก บ 661 การต ดส นใจแบบหย งร (one-way analysis (intuitive) of variance แสดงค า (one-way F เท าก บ ANOVA)).817, P และได น าเสนอในตาราง เท าก บ.448 การต ดส น ใจแบบพ งพาแสดงค า F เท าก บ.295, P เท าก บ.829 การต ดส นใจแบบหล กเล ยงแสดงค า F เท าก บ 1.407, P เท าก บ.245 และการ 8 ต ดส นใจโดยส ญชาตญาณแสดงค า 7 ซ งกรอบการต ดส นใจท ง 5 ต วแปรไม ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญก บการร บร ของกล มอาย F เท าก บ.897, P เท าก บ.445 โดยการต ดส นใจแบบตามเหต ผล (rational) จะแสดงค า F เท าก บ.532, P เท าก บ 661 การต ดส นใจแบบหย งร (intuitive) แสดงค า F เท าก บ.817, P เท าก บ 5 การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยวในหลากหลายม ต ของกรอบการต ดส นใจของผ บร หารในองค กรไม แสวงหาผลก าไร.448 ตาราง การต ดส นใจแบบพ งพาแสดงค า 5 การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยวในหลากหลายม ต ของกรอบการต ดส นใจของผ บร หารในองค กรไม แสวงหาผลก าไร F เท าก บ.295, P เท าก บ.829 การต ดส นใจแบบหล กเล ยงแสดงค า F เท าก บ 1.407, P เท าก บ กรอบการต ดส นใจ.245 และการต ดส นใจโดยส ญชาตญาณแสดงค า ผลบวกก าล งสอง องศาแห งความ F เท าก บ.897, ค าก าล งสองเฉล ย P เท าก บ.445 ค าสถ ต ทดสอบ ค า Sig. (p-value) (SS) เป นอ สระ(df) (MS) สมมต ฐาน(F) ระหว างกล ม ตามเหต ผล หย งร พ งพา หล กเล ยง ส ญชาตญาณ หมายเหต N N = = ความแตกต างของค าเฉล ยระหว างกล มม น ยส าค ญท ระด บ ความแตกต างของค าเฉล ยระหว างกล มม น ยส าค ญท ระด บ ปร บมาจาก Uzonwanne (2007) (2007) 4. ม ความแตกต างอย างม น ยส าค ญระหว างร ปแบบภาวะผ น า (บอกท กอย าง, ขายความค ด, เน นการท างานแบบม ส วนร วม, มอบหมายงานให ท า) และความหลากหลายม ต ของกล มทางประชากรศาสตร (เพศและอาย ) โดยอ งม ต ท แตกต างก นของการ

89 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 85 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม ม ความแตกต างอย างม น ยส าค ญระหว างร ปแบบภาวะผ น า (บอกท กอย าง, ขายความค ด, เน นการท างานแบบม ส วนร วม, มอบหมาย งานให ท า) และความหลากหลายม ต ของกล มทางประชากรศาสตร (เพศและอาย ) โดยอ งม ต ท แตกต างก นของการต ดส นใจ (ตามเหต ผล, หย งร, พ งพาอาศ ย, ส ญชาตญาณ, และหล กเล ยง) ในตาราง 6 เป นการแสดงค า p-value ของร ปแบบภาวะผ น าและการต ดส นใจตาม เหต ผลม น ยส าค ญโดยค า p เท าก บ.006 ค า p-value ของอาย และการต ดส นใจตามเหต ผล เท าก บ.284 ขณะท ค า p-value ของ อาย และร ปแบบภาวะผ น าและการต ดส นใจแบบตามเหต ผลไม ม น ยส าค ญทางสถ ต ม ค าเท าก บ.000 บทสร ป สถ ต เช งอน มาน ค อสถ ต ท ใช ในการสร ปอ างอ งค าสถ ต ต างๆท เก ดข นในกล มต วอย างท ศ กษาไปย งกล มประชากรของกล ม ต วอย างน น ซ งจ าเป นจะต องม การส มต วอย างท ถ กต องและม ขนาดกล มต วอย างท เหมาะสม ก อนน าไปอ างอ งกล มประชากรต องม การ ทดสอบทางสถ ต ก อนท กคร ง จ งจะสามารถอ างอ งประชากรได อย างม ประส ทธ ภาพ การว เคราะห ความแปรปรวนทางเด ยว (One- Way analysis of variance (one-way ANOVA)) ใช เพ อทดสอบความส มพ นธ ระหว างต วแปรอ สระหร อต วแปรควบค มหน งต วแปร และของต วแปรตามหน งค า ในขณะท การว เคราะห ความแปรปรวนสองทาง (Two-Way ANOVA) ใช เพ อทดสอบความส มพ นธ ระหว าง กล มต วแปรตามสองต วก บต วแปรอ สระสองต วแปรด งท ได น าเสนอไว ข างต น รายการอ างอ ง Gravetter, F. J., and Walnau, L. B. (2001) Essentials of statistics for the behavioral sciences (4thed.) Pacific Grove, CA: Wadsworth Hafner, A. W. (1998). Descriptive statistical techniques of librarians (2nded.) American library Association, IL: Chicago Hair, J. F., Anderson, R. E., Tatham, R. L., and Black, W. C. (1998), Multivariate Data Analysis, Fifth edition, Prentice-Hall Jinarat, V. (2002), The Relationship Between Corporate Governance and Performance of Organizations: A Study of Listed Companies after the Asian Crisis in Thailand, Unpublished Dissertation, Asian Institute of Technology, Thailand Lin, yu-tsu, (2003), The Effects of Employees Perceptions of Leader s Leadership Styles on the Job Satisfaction of Employees at Small and Medium Enterprises in Taiwan, Unpublished Dissertation, Spalding University Urdan, T. C. (2005), Statistics in plain English, Lawrence Erlbaum Associates, Incorporated. Mahwah, NJ, USA. Retrieved September 27, 2006, from ebrary.com/lib/capella/doc?= &ppg=105 Uzonwanne, F. C. (2007), Leadership Style and Decision-Making Models Among Corporate Leaders in Non-Profit Organizations, Dissertation, Capella University

90 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 86 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557 มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น แบบขอส งบทความเพ อพ จารณานำาลงวารสารว ชาการ ส งท ผ เข ยนต องส งให แก บรรณาธ การ ได แก บทความท ผ านการประเม นจากผ ตรวจ พร อมก บแบบขอส งบท ความฯ และแผ นบ นท กข อม ล โดยช ดแรกระบ ช อและท ท างานของผ เข ยนท กคน อ ก 2 ช ด ไม ระบ ช อผ เข ยน ข าพเจ า...ขอส ง บทความว จ ย บทความทางว ชาการ เร อง ช อผ เข ยนท กคน, ท ท างาน (ไทย, อ งกฤษ) หมายเลขโทรศ พท อ เมล ท อย ท สามารถต ดต อได สะดวก เลขท...หม ท...ซอย...ถนน... อ าเภอ...จ งหว ด...รห สไปรษณ ย... โทรศ พท บ าน...โทรสาร... อ เมล... ข าพเจ าขอร บรองว าบทความน ย งไม เคยลงต พ มพ ในวารสารใดมาก อน และจะไม ส งไปเพ อพ จารณา ลง ต พ มพ ในวารสารอ นก อนม หน งส อแจ งบรรณาธ การ ลงช อ... ว นท...

91 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 87 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวามคม 2557 มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ใบบอกร บเป นสมาช กวารสารว ชาการ สม ครเป นสมาช ก ต ออาย สมาช ก ช อผ สม คร... ท อย (ส าหร บส งทางไปรษณ ย ) ขอสม ครเป นสมาช กวารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ร บ 2 ป รายป โดยเร มต งแต ป ท...เด อน ท...ถ งป ท...เด อนท... พร อมน ได ส ง เง นสด ธนาณ ต เช ค ต วแลกเง นไปรษณ ย จ านวนเง น...บาท (...) โอนเข าบ ญช สะสมทร พย ธนาคารกร งเทพ สาขาอ บลราชธาน บ ญช เลขท มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 749/1 ถ.ชยางก ร ต.ในเม อง อ.เม อง จ.อ บลราชธาน ช อบ ญช มหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น ค าสม ครสมาช ก บอกร บ 1 ป 300 บาท บอกร บ 2 ป เส ยค าสมาช ก 500 บาท ผ สม ครลงช อ... (...) (โปรดใช ถ ายเอกสาร)

92 วารสารว ชาการมหาว ทยาล ยการจ ดการและเทคโนโลย อ สเท ร น 88 ป ท 11 ฉบ บท 2 กรกฎาคม - ธ นวาคม 2557

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชาคอมพ วเตอร ระด บช น ม ธยมศ กษาป ท 1 80 ช วโมง ศ กษา ว เคราะห ข นตอนการท างานโดยท าตามล กษณะข นตอนท วางไว กระบวนการกล ม เป น ว

More information

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ การพ ฒนาสถานศ กษาพอเพ ยง ส มาตรฐาน สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ และ ศ นย การเร ยนร ตามหล กปร ชญา ของเศรษฐก จพอเพ ยง ด านการศ กษา กระทรวงศ กษาธ การได กาหนด นโยบาย ภายในป ๒๕๕๔ ให สถาน ศ กษาในส งก ดท กแห ง จ ดการเร

More information

รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553)

รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553) รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการ ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553) ล าด บ ก จกรรมการจ ดการ ต วช ว ด เป าหมาย ผลการด าเน นงาน 1 การบ งช จ ดประช มเพ อทบทวนแผนการจ ดการ

More information

แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร

แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร (แบบน เทศการสอน 1) แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร คร ผ สอน...ช น...กล มสาระการเร ยนร... หน วย/เร อง... ว นท ประเม น... โรงเร ยน... อาเภอ...จ งหว ด... คาช แจง ประเม นตามสภาพจร งตามรายการและให ระด บค ณภาพตามคาอธ

More information

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สาย ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ 0 RT-KM1 การจาแนกองค ความร จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร

More information

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด

More information

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๒ จ ดกระบวนการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ โดยส งเสร มให ผ เร ยนได พ ฒนาตนเองตามธรรมชาต

More information

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ล กษณะงานโดยท วไป สายงานน คล มถ งตาแหน งต างๆ ท ปฏ บ ต งานกาก บ แนะนา ตรวจสอบการปฏ บ ต งาน บร หารงานอาคารสถานท ซ งม ล กษณะงานท ปฏ บ ต เก

More information

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง แผนการจ ดการของ แบบฟอร มท ๑ การจ าแนกองค ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของ ช อ : ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค ต วช ว ด (KPI) เป าหมายของ ประเด นย ทธศาสตร การ พ ฒนาการท องเท ยวเช งอน ร กษ (Opjective)

More information

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท ปก.12/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 12 สถานศ กษาม การประก นค ณภาพภายในของสถานศ กษา ตามท กาหนดในกฎกระทรวง ***************************************

More information

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ.

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. 2553 โดย นายเร งจ ตร ม ลาภสม กรรมการผ ทรงค ณว ฒ ในคณะกรรมการประก นค

More information

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม (ร าง) เอกสารประกอบการจ ดทากลย ทธ ต วช ว ด และโครงการตามว ส ยท ศน พ นธก จ และย ทธศาสตร ------------------------------------------- ว ส ยท ศน เป นองค กรหล กท อน ร กษ ส บสานและสร างสรรค โดยการม ส วนร วมของท

More information

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา ๒๓๑ แนวค ด กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษาเป นหน วยงานท สร างความเข มแข ง การบร หารด านว ชาการ ด านงบประมาณ ด านการบร

More information

รายละเอ ยดของรายว ชา หมวดท 1 ข อม ลท วไป

รายละเอ ยดของรายว ชา หมวดท 1 ข อม ลท วไป รายละเอ ยดของรายว ชา ช อมหาว ทยาล ย ว ทยาเขต/คณะ/ภาคว ชา มหาว ทยาล ยราชภ ฏสวนส น นทา คณะคร ศาสตร หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1 รห สและช อรายว ชา EDU104 Innovation and Information Technology in Education จ านวนหน

More information

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า แผนการท : 1 ประเด นย ทธศาสตร : ความเป นเล ศด านการว จ ยและนว ตกรรม องค ท จ าเป น : องค ด านงานว จ ยและนว ตกรรม แผนการ คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า 1.การบ งช 2.การสร างและ แสวงหา การประช มจ ดการประช

More information

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ แนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ การจ ดท าแนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ เป นการต อเน องมาจากแนวทาง แผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๓ ซ งย งคงเป นการตาม พ.ร.ฎ.ว าด วยหล กเกณฑ ว ธ การบร หาร ก

More information

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล มคอ. ๕ รายงานผลการด าเน นการ ของรายว ชา (Course Report) โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล หน าท 1 รายงานผลการด าเน นการของรายว ชา (Course Report) หมายถ ง รายงานผลการจ ดการเร ยนการสอนของอาจารย ผ สอนแต ละรายว ชาเม

More information

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... มคอ.5 รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1. รห สและช อรายว ชา รห สว ชา ช อว ชาภาษาไทย (ช อว ชาภาษาอ งกฤษ) 2. รายว

More information

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร. 5 นโยบายด านการศ กษาของ ทบ. ป 2555-2559 นโยบายเฉพาะก ำหนดให รร.เหล า/สายว ทยาการของ ทบ.ท กแห งให พ จารณาเป ดการสอน หล กส ตรต าง ๆ ตามล ำด บด งน หล กส ตรการผล ตก ำล งพล หล กส ตรตามแนวทางร บราชการส ำหร บก

More information

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน โดย : อ ญชนา กล นเท ยน กระบวนการวางแผนงาน การด าเน นการก อนการวางแผน การประเม นผล/ปร บปร งแผน และวางแผนใหม การปฏ บ ต ตามแผน การว เคราะห ป ญหา การก าหนดแผนงาน/โครงการ การก าหนดค าใช จ าย การก าหนดว ตถ ประสงค

More information

เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต

เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต องใช เคร องม อประกอบการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน

More information

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ.

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-1 ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-2 4-3 มาตรฐานท 1 มาตรฐานด านค ณภาพบ ณฑ ต ต วบ งช อ างอ งผลการด าเน นงานในต วบ งช ของ สกอ. ต วบ งช ร วม ต วบ งช 1.1 ร อยละของบ ณฑ ตระด บปร ญญาตร

More information

ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ มหาว ทยาล ยราชภ ฏจ นทรเกษม

ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ มหาว ทยาล ยราชภ ฏจ นทรเกษม ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ เม อว นท 22 ม ถ นายน 2544 ในขณะน นส งก ดส าน กงาน สภาสถาบ น ราชภ ฏ กระทรวงศ กษาธ การ ได ตกลงร วมม อก บโรงเร ยนม นบ ร โปล เทคน ค ในการด าเน นการจ ดต งศ

More information

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ ผลการว เคราะห ข อม ล ผลการว เคราะห ข อม ลแบบสารวจความร เจตคต ต องานประก นค ณภาพการศ กษาของกาล งพล รร.ร.ศร โดยการจ ดทาแบบสารวจ On line ม ผ ตอบแบบสารวจจานวน 146 นาย จากจานวนท งหมด 583 นาย ค ดเป นร อยละ 25.04

More information

รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา

รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา ต าแหน ง. ว ทยฐานะ.. กล มสาระการเร ยนร. โรงเร ยนสตร ท งสง ส าน กงานเขตพ นท การศ กษาม ธยมศ กษา เขต 12 กระทรวงศ กษาธ การ 255.. 2 บ

More information

ห วข อการประกวดแข งข น

ห วข อการประกวดแข งข น ช อโครงการ การประกวดแข งข นท กษะด านเทคโนโลย คอมพ วเตอร ห วข อการประกวดแข งข น เทคโนโลย สร างสรรค หน วยงานท ร บผ ดชอบ บร ษ ท สงขลาฟ น ชช ง จาก ด ล กษณะโครงการ ประกวดแข งข นช งท นการศ กษา ระยะเวลาดาเน นการ

More information

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๔ จ ดสถานท เร ยน สถานท ฝ กปฏ บ ต งาน สถานท ศ กษาค นคว า ให เหมาะสมก บสาขาว ชาท งในสถานศ

More information

ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและปราบปรามการท จร ตและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.

ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและปราบปรามการท จร ตและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ย ทธศาสตร ย ทธศาสตร ท 1 เสร มสร างจ ตส าน กและ ค าน ยมให หน วยงาน บร หารงานตาม หล

More information

แผนพ ฒนาบ คลากร ศ นย การศ กษาว ทยาล ยทองส ข พ ษณ โลก ป งบประมาณ 2555

แผนพ ฒนาบ คลากร ศ นย การศ กษาว ทยาล ยทองส ข พ ษณ โลก ป งบประมาณ 2555 แผนพ ฒนาบ คลากร ศ นย ว ทยาล ยทองส ข พ ษณ โลก ป งบ 2555 กลย ทธ โครงการ/ก จกรรม และการงบ 2555 เป าประสงค ต วช ว ด กลย ทธ โครงการ/ก จกรรม 1.พ ฒนาสมรรถนะ และท กษะของ บ คลากรตาแหน ง ท สามารถ ตอบสนอง ย ทธศาสตร

More information

แผนการจ ดการความร สถาบ นการพลศ กษา ว ทยาเขตส โขท ย ประจ าป การศ กษา 2555

แผนการจ ดการความร สถาบ นการพลศ กษา ว ทยาเขตส โขท ย ประจ าป การศ กษา 2555 1 แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2555 2 แผนการจ ดการความร : การจ ดการความร เก ยวก บการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ พ นธก จ : การผล ตบ ณฑ ต กลย ทธ ท 1.2 : การพ ฒนาการเร ยนการสอนเพ อพ ฒนาค ณภาพน

More information

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ การจ ดการความร (Knowledge Management) เร อง เทคน คการแปลง file word โดยใช โปรแกรม Word to FlippingBook (กรณ แปลงเอกสาร น กศ กษา และ นทน.หล กส ตรต างๆ) จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ ค าน า

More information

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ แผนงานการประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗... แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ หน วยร บผ ดชอบ ส าน กงานประก นค ณภาพการศ กษา กอศจ.ยศ.ทบ.

More information

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 งานศ นย การจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร 2 แผนท 1 กล มเป าหมาย

More information

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net)

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net) 1 แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา () การประเม นการบร หารจ ดการศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาระด บสถานศ กษา เพ อให การด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาม ประส ทธ ภาพย งข น และน าไปส การพ ฒนาค

More information

แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา

แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา ศ กษา / ปฏ บ ต............... โดย............. เพ อ.............. สาระ...............

More information

แผนการจ ดการความร ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช

แผนการจ ดการความร ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช แผนการจ ดการ ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช A1 เป าหมาย เป าหมาย ต วช ว ด เกณฑ ป 2556 จานวนประด นท สาขาว ชาศ กษาศาสตร กาหนด ครอบคล

More information

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การเตร ยมการสอนรายว ชา...รห ส... ระด บช นม ธยมศ กษาป ท... ภาคเร ยนท... โครงสร างรายว ชา... รห ส... โดย คร... กล มสาระการเร ยนร... โรงเร ยนปท มธาน น นทม

More information

2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย

2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย 1.ว ตถ ประสงค การแข งข นการใช โปรแกรมสาน กงาน ( MS-Office 2010 ) งานน ทรรศการเป ดบ านว ชาช พ คร งท 4 ป การศ กษา 2557 ว นท แข งข น 12 ก มภาพ นธ 2558 ณ ว ทยาล ยอาช วศ กษาออมส นอ ปถ มภ ระด บม ธยมศ กษาตอนต

More information

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ ค ำน ำ การจมน ำเป นสาเหต การเส ยช ว ตอ นด บหน งของเด กไทยกล มอาย ต ำกว า ๑๕ ป โดยเฉล ยป ละเก อบ ๑,๓๐๐ คน การเส ยช ว ตจากการตกน ำ จมน ำของเด กไทยม แนวโน มเพ มส งข นอย างต อเน องต งแต ป ๒๕๔๒-๒๕๔๘ และเร มม

More information

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ว ชา คอมพ วเตอร เพ มเต ม ๓ ช นม ธยมศ กษาป ท ๕ รห สว ชา ง๓๐๒๐๓ เวลาเร ยน ๔๐ ช วโมง/

More information

ปก.8/1 ข อม ลพ นฐานของผ ประเม น ผ ประเม น ผ บร หารสถานศ กษา คร คณะกรรมการสถานศ กษา น กเร ยน ผ ปกครอง ผ ท เก ยวข อง...

ปก.8/1 ข อม ลพ นฐานของผ ประเม น ผ ประเม น ผ บร หารสถานศ กษา คร คณะกรรมการสถานศ กษา น กเร ยน ผ ปกครอง ผ ท เก ยวข อง... ปก.8/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 8 ผ บร หารปฏ บ ต งานตามบทบาทหน าท อย างม ประส ทธ ภาพและเก ดประส ทธ ผล ***************************************

More information

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง แบบฟอร มท 1 การจาแนกองค ความร ท จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของสถาบ นอ ดมศ กษา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา : ศ นย บร การว ชาการ มหาว ทยาล ยขอนแก น หน าท 1/3 ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค (Objective) ต

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. RT-KM1 การจ าแนกองค ความร ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของส วนราชการ ช อหน วยงาน ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค

More information

แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2554 ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม

แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2554 ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม ช อโครงการ การพ ฒนาเว บไซต E-Learning รายว ชาการใช โปรแกรมน

More information

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร รายงานแผนปร บปร งองค กร จ งหว ดระยอง แบบฟอร มท 7 แบบฟอร มแสดงหล กฐานส าค ญประกอบการด าเน นการในแต ละหมวด หมวด หล กฐานส าค ญ ม ไม ม หมายเหต 1 การน าองค กร 1.ว ส ยท

More information

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม.

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. รายงานประจ าป ของสถานศ กษา การจ ดท ารายงานประจ าป ของ สถานศ กษาเป นข นตอนท 7 ของการ ประก นค ณภาพภายในระด บการศ กษา ข นพ นฐาน ตามกฎกระทรวงว าด

More information

สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา)

สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา) 458 สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา) จ ดประสงค เฉพาะ 1. เพ อให ผ ศ กษาเก ดความร ความเข าใจทฤษฎ และหล กการของการบร หารการศ กษา สามารถ ประย กต ทฤษฎ การบร หารไปใช

More information

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และ มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘) แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา ๒๕๕๗ (๑ ม ถ นายน พ.ศ.

More information

แผนการจ ดการความร มหาว ทยาล ยเจ าพระยา (Knowledge Managements) ป การศ กษา 2556

แผนการจ ดการความร มหาว ทยาล ยเจ าพระยา (Knowledge Managements) ป การศ กษา 2556 แผนการจ ดการความร มหาว ทยาล ยเจ าพระยา (Knowledge Managements) ป การศ กษา 2556 ค าน า มหาว ทยาล ยเจ าพระยา ตระหน กและให ความส าค ญก บการพ ฒนาสถาบ นส สถาบ นเร ยนร ว ตถ ประสงค เพ อให ท กคนในสถาบ นฯ สามารถ

More information

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ สาน กว ชาการและมาตรฐานการศ กษา สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐาน กระทรวงศ กษาธ

More information

1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย )

1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย ) 1 ประกาศองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย เร อง ร บสม ครสอบค ดเล อกพน กงานส วนต าบล เพ อเปล ยนสายงาน ในสายงานผ ปฏ บ ต เป นสายงานผ บร หารในต าแหน งน กบร หารงานท วไป ระด บ 6... ด วยองค การบร หารส วนต าบลธารน

More information

แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร

แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กสตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร *จ าเป น ตอนท ข อม ลท วไป ค าช แจง กรณาเล อกในช องท ตรงก บความเป นจร งของท าน สถานภาพ * ค าช แจง อาจารย ประจ าหล กส

More information

ค ณสมบ ต ของผ สม คร และรายละเอ ยดว ชาท สอบ (พน กงานภายใน และบ คคลภายนอก) สอบข อเข ยน ความร ท วไป ความร เฉพาะตาแหน ง

ค ณสมบ ต ของผ สม คร และรายละเอ ยดว ชาท สอบ (พน กงานภายใน และบ คคลภายนอก) สอบข อเข ยน ความร ท วไป ความร เฉพาะตาแหน ง ค ณสมบ ต ของผ สม คร และรายละเอ ยดว ชาท สอบ ( และบ คคลภายนอก) ตาแหน ง ค ณสมบ ต เฉพาะตาแหน ง 1. ผ ตรวจสอบ ระด บ 4 (ด าน IT) / หญ ง ปร ญญาตร ทางด านคอมพ วเตอร ตามท กพ. ร บรอง - ผ ม ประสบการณ ในการตรวจสอบ

More information

การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development

การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development พ มพ คร งท 2 พฤศจ กายน 2552 การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development เร ยบเร ยงโดย ผศ.ดร.ส ราษฎร พรมจ นทร ภาคว ชาคร ศาสตร เคร องกล คณะคร ศาสตร อ ตสาหกรรม มหาว ทยาล ยเทคโนโลย พระจอมเกล าพระนครเหน อ พ

More information

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ระบบการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา กฎกระทรวงศ กษาธ การ การพ

More information

หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น

หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น (สมรรถนะท 2 การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น) (เวลา 55 ช วโมง) แนวค ด เป นหล กส ตรท จ ดข นเพ อให ความร ในการบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น เม อเก ดป ญหาเพ ยงเล

More information

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก... 1. หล กส ตร ประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นส ง (ปวส.) พ ทธศ กราช 2545 ( ปร บปร ง 2546 ) 2. ช อรายว

More information

แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร

แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552 กรมพ ฒนาธ รก จการค า จ ดท าโดย กล มการเจ าหน าท ส าน กเลขาน การกรม แผนพ ฒนาข ดสมรรถนะของบ คลากร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552 กรมพ ฒนาธ รก จการค า ในป

More information

ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ

ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ แผนจ ด แผนท...1... แบบฟอร มท 2 แผนจ ด (KM Action Plan) ช อหน วยงาน : โรงนครพนมราชนคร นทร หน าท : 1/ 5 ประเด นย ทธศาสตร : ย ทธศาสตร ท 3 ว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย ด แลผ ป วยจ ตเภท องค ท จ าเป น (K) : พ ฒนาระบบด

More information

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม กล มว ชาการศ กษา ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 9 1. ว ตถ ประสงค 1.1 เพ อส งเสร มพ ฒนาการเร ยนร และประสบการณ

More information

รายงานการอบรมคร หล กส ตรพ ฒนาศ กยภาพคร ในการจ ดกระบวนการเร ยนร โดยใช ส อ ETV คร งท ๖ คร งท ๖ ว นท ๑๐ ม ถ นายน ๒๕๕๘ กศน.อาเภอนาตาล

รายงานการอบรมคร หล กส ตรพ ฒนาศ กยภาพคร ในการจ ดกระบวนการเร ยนร โดยใช ส อ ETV คร งท ๖ คร งท ๖ ว นท ๑๐ ม ถ นายน ๒๕๕๘ กศน.อาเภอนาตาล รายงานการอบรมคร หล กส ตรพ ฒนาศ กยภาพคร ในการจ ดกระบวนการเร ยนร โดยใช ส อ ETV คร งท ๖ คร งท ๖ ว นท ๑๐ ม ถ นายน ๒๕๕๘ กศน.อาเภอนาตาล ท สถานท ร บชม เน อหาก จกรรม ภาพประกอบ ๑ กศน. อำเภอนำตำล หล กส ตรพ ฒนาศ

More information

บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน

บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน สาระการเร ยนร : ประโยชน แท แก มหาชน 1 บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน หล กการ ร ศ กยภาพ ร จ นตนาการ ร ประโยชน สาระการเร ยนร เร ยนร การว เคราะห ศ กยภาพของป จจ ยศ กษา จ นตนาการเห นค ณ สรรค สร างว ธ การ

More information

แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร

แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย หน วยการเร ยนร ท 2 ข อม ลและสารสนเทศ ช นม ธยมศ กษาป ท 1 ห วข อเร อง การ เวลา 1 ช วโมง ว นท ใช แผน 12 พฤศจ กายน 2557 ผ ใช แผน

More information

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร 19 สนว. แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน ก มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร องค ประกอบ จ ดแข ง แนวทางเสร มจ ดแข ง จ ดท ควรพ ฒนา ข อเสนอแนะในการปร บปร ง หล กฐาน/โครงการ

More information

แผนพ ฒนาบ คลากรกองกลาง ส าน กงานอธ การบด มหาว ทยาล ยนครพนม ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552-2562

แผนพ ฒนาบ คลากรกองกลาง ส าน กงานอธ การบด มหาว ทยาล ยนครพนม ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552-2562 แผนพ ฒนาบ คลากรกองกลาง ส าน กงานอธ การบด มหาว ทยาล ยนครพนม ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2552-2562 1. เก ยวก บกองกลาง ส าน กงานอธ การบด เม อว นท 21 กรกฎาคม 2551 ได ม ประกาศกระทรวงศ กษาธ การ ให แบ งส วนราชการในมหาว

More information

ช อโครงการ : เร อง หล กส ตรการใช โปรแกรมไมโครซอฟต ออฟฟ ต 2007 (ล ขส ทธ ) ระด บเบ องต น

ช อโครงการ : เร อง หล กส ตรการใช โปรแกรมไมโครซอฟต ออฟฟ ต 2007 (ล ขส ทธ ) ระด บเบ องต น 1 สร ปรายงาน โครงการอบรมเช งปฏ บ ต การการเผยแพร สารสนเทศ เร อง ว นท 23 ม นาคม 2554 ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ ช อโครงการ : เร อง หล กการและเหต ผล ป จจ บ นคอมพ วเตอร ได เข ามาม ส วนส าค ญมากต

More information

ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.

ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1. ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.1 ค ณธรรม และจร ยธรรมในการดาเน นช ว ต 3.8 1.2 ม จ ตสาธารณะ 3.9 1.ผลรวมด านค ณธรรม

More information

แนวปฏ บ ต การแข งข นท กษะว ชาการ งานศ ลปห ตถกรรมน กเร ยน คร งท 62 ป การศ กษา 2555...

แนวปฏ บ ต การแข งข นท กษะว ชาการ งานศ ลปห ตถกรรมน กเร ยน คร งท 62 ป การศ กษา 2555... แนวปฏ บ ต การแข งข นท กษะว ชาการ งานศ ลปห ตถกรรมน กเร ยน คร งท 62 ป การศ กษา 2555... จากการประช มคณะกรรมการกาหนดนโยบายการจ ดงานศ ลปห ตถกรรม คร งท 62 ป การศ กษา 2555 ท สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐานแต

More information

สร ปผลโครงการ KM ร ปแบบการเข ยนโครงงานสหก จศ กษา ว นศ กร ท 19 กรกฎาคม 2557 ณ มหาว ทยาล ยราชพฤกษ

สร ปผลโครงการ KM ร ปแบบการเข ยนโครงงานสหก จศ กษา ว นศ กร ท 19 กรกฎาคม 2557 ณ มหาว ทยาล ยราชพฤกษ สร ปผลโครงการ KM ร ปแบบการเข ยนโครงงานสหก จศ กษา ว นศ กร ท 19 กรกฎาคม 2557 ณ มหาว ทยาล ยราชพฤกษ ผ ร บผ ดชอบโครงการ โครงการสหก จศ กษาและแนะแนวอาช พ ประจ าป การศ กษา 2556 สารบ ญ สร ปผลโครงการ 1 1. ช อโครงการ

More information

สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ

สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ คำนำ หน งส อการบ ญช เพ อการจ ดการเล มน ผ เข ยนได ทำการเร ยบเร ยงและแต งข นเพ อ ใช ในการเร ยนว ชา การบ ญช เพ อการจ ดการ ตามหล กส ตรปร ญญาตร สาขาต างๆ โดยนำการวางร ปแบบการนำเสนอเน อหาในแต ละบทให อ านและเข

More information

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author หล กการและเหต ผล หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author ตามนโยบายของส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐานและส าน กงานเขตพ นท การศ กษา ขอนแก น เขต 2 ท ต องการพ ฒนาบ คลากรให ม ความร ด าน ICT

More information

มาตรฐานท 15 สถานการศ กษาม การจ ดก จกรรมส งเสร มค ณภาพเด กอย างหลากหลาย

มาตรฐานท 15 สถานการศ กษาม การจ ดก จกรรมส งเสร มค ณภาพเด กอย างหลากหลาย ด านท 1 ด านการบร หารจ ดการสถานศ กษา -โรงเร ยนนาหล กปร ชญามา ข บเคล อนในสถานศ กษาให เหมาะสมก บ สภาพและบร บทของสถานศ กษาโดยก าหนด เป นนโยบายในร ปแบบของว ส ยท ศน ค อ โรงเร ยนคงคาราม เป นโรงเร ยน มาตรฐานสากล

More information

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน หล กการและเหต ผล โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน สหกรณ ภาคการเกษตรเป นสหกรณ ท เก ดจากการรวมต วของเกษตรกรร วมก นด าเน นธ รก จท

More information

แผนการจ ดการความร (KM Action Plan) : ก จกรรมการบ รณาการจ ดการความร ก บการด าเน นงานตามพ นธก จต างๆ

แผนการจ ดการความร (KM Action Plan) : ก จกรรมการบ รณาการจ ดการความร ก บการด าเน นงานตามพ นธก จต างๆ แผนการจ ดการความร (KM Action Plan) : ก จกรรมการบ รณาการจ ดการความร ก บการด าเน นงานตามพ นธก จต างๆ ช อหน วยงาน : คณะพยาบาลศาสตร มหาว ทยาล ยมห ดล เป าหมาย KM (Desired State) : 1. เพ อบ รณาการจ ดการความร

More information

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก โดย น ศานาถ ต ณฑ ยย น กว ชาการผล ตภ ณฑ อาหารช านาญการ กองตรวจสอบร บรองมาตรฐานค ณภาพส ตว น าและผล ตภ ณฑ ส ตว น า กรมประมง 1 1 ข นตอนในการจ

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2556 / ป งบประมาณ 2557 (SU KM 010) หน วยงาน คณะด ร ยางคศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2556 / ป งบประมาณ 2557 (SU KM 010) หน วยงาน คณะด ร ยางคศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร แผน ประจ าป การศ กษา 2556 / ป งบประมาณ (SU 010) หน วยงาน คณะด ร ยางคศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร ขอบเขต 3 การรวบรวมแนวปฏ บ ต ท ด จากการเร ยนการสอนรายว ชาเคร องม อเอก กล มเป าหมาย คณาจารย และน กศ กษา เป าหมาย

More information

การบร หารความร และการเร ยนร VII

การบร หารความร และการเร ยนร VII สารบ ญ สารบ ญ สารบ ญ VII สารบ ญร ป XII แถลงการณ แบบอย างท ด เย ยมด านการบร หาร 1 1. หล กการ 7 1.1 อนาคตของบร ษ ทข นอย ก บความร ความสามารถของพน กงาน 8 (ก) บร ษ ทเต บใหญ ได ไม เก นความร ความสามารถของพน กงานท

More information

3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน

3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน คณะผ บร หารการคล งประจ าจ งหว ดน าน โครงการเพ มประส ทธ ภาพการคล งท องถ นด านรายจ ายและการบร หารจ ดการหน หล กส ตร เพ มประส ทธ ภาพการคล งท องถ นด านการบร หารจ ดการหน 1. หล กการและเหต ผล ตามท ท มเฉพาะก จวาย

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด

แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด กระบวนการจ ดการความร (Knowledge Management process) 1.การบ งช ความร บ งช ความร ท จ าเป

More information

แผนปฏ บ ต การพ ฒนาสถาบ นครอบคร วจ งหว ดประจวบค ร ข นธ ประจาป พ.ศ. 2558. (Action Plan) ม.ค. 58 ธ.ค. 57 พ.ย. 57 ก.พ. 58

แผนปฏ บ ต การพ ฒนาสถาบ นครอบคร วจ งหว ดประจวบค ร ข นธ ประจาป พ.ศ. 2558. (Action Plan) ม.ค. 58 ธ.ค. 57 พ.ย. 57 ก.พ. 58 แผนปฏ บ ต การพ ฒนาสถาบ นครอบคร วจ งหว ดประจวบค ร ข นธ ประจาป พ.ศ. 25 ย ทธศาสตร ท 1 พ ฒนาศ กยภาพของครอบคร ว เป าหมาย 1. ครอบคร วม ศ กยภาพ และส มพ นธภาพท ด สามารถทาบทบาทหน าท ได อย างเหมาะสม 2. สมาช กของครอบคร

More information

แผนการสอน ว ชา การบร หารการพ ฒนา

แผนการสอน ว ชา การบร หารการพ ฒนา แผนการสอน ว ชา การ ๑. ช อรายว ชา : การ ช อภาษาอ งกฤษ : Development Administration ๒. รห สว ชา : ๔๐๑ ๔๒๓ จานวนหน วยก ต : ๓ (๓-๐-๖) ๓. ผ บรรยาย : ดร, ฤทธ ช ย แกมนาค ศศบ.(ร ฐศาสตร ) MA(Pol.Sc.),Ph.D.(Soc.Sc.)

More information

การพ ฒนาผลส มฤทธ ทางการเร ยนว ชาคอมพ วเตอร ช นประถมศ กษาป ท 4 โดยใช ว ธ ท หลากหลาย

การพ ฒนาผลส มฤทธ ทางการเร ยนว ชาคอมพ วเตอร ช นประถมศ กษาป ท 4 โดยใช ว ธ ท หลากหลาย โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม ว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา 2557 การพ ฒนาผลส มฤทธ ทางการเร ยนว ชาคอมพ วเตอร ช นประถมศ กษาป ท 4 โดยใช ว ธ ท หลากหลาย โดย ม สปท ตตา ต งพรถ รก ล กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย

More information

มหาว ทยาล ยคร สเต ยน แบบประมวลรายว ชา

มหาว ทยาล ยคร สเต ยน แบบประมวลรายว ชา 1 มหาว ทยาล ยคร สเต ยน แบบประมวลรายว ชา รห สว ชา TACC 3214 ช อรายว ชา การบ ญช ข นต น จ านวนหน วยก ต 3(2-2-5) บรรยาย 2 ช วโมง 10 นาท /ส ปดาห ภาคการศ กษาท 2 ปฏ บ ต 2 ช วโมง 10 นาท /ส ปดาห ป การศ กษา 2556

More information

โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา...2557...

โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา...2557... วช.022_1 ไม เต มร ปแบบ โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา...2557... ช องานว จ ย การพ ฒนาการจ ดการเร ยนร แบบร วมม อท ม ผลต อผลส มฤทธ ทางการเร ยนว ชาคอมพ วเตอร เร อง การค านวณและการใช

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2556 บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยราชธาน

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2556 บ ณฑ ตว ทยาล ย มหาว ทยาล ยราชธาน ว ส ยท ศน ม งการจ ดการความร ด านการผล ตบ ณฑ ตท ม ประส ทธ ภาพ พ นธก จ จ ดการความร ด านการเร ยนการสอนและการว จ ย ข นตอนการจ ดการความร 1. การระบ ความร ท จ าเป น 2. การสร างและแสวงหาความร 3. การจ ดการความร

More information

หน า ๔๓ เล ม ๑๓๐ ตอนพ เศษ ๑๕๖ ง ราชก จจาน เบกษา ๑๒ พฤศจ กายน ๒๕๕๖

หน า ๔๓ เล ม ๑๓๐ ตอนพ เศษ ๑๕๖ ง ราชก จจาน เบกษา ๑๒ พฤศจ กายน ๒๕๕๖ หน า ๔๓ ประกาศคณะกรรมการค ร สภา เร อง สาระความร สมรรถนะและประสบการณ ว ชาช พของผ ประกอบว ชาช พคร ผ บร หารสถานศ กษา ผ บร หารการศ กษา และศ กษาน เทศก ตามข อบ งค บค ร สภา ว าด วยมาตรฐานว ชาช พ พ.ศ. ๒๕๕๖ อาศ

More information

รายงานการจ ดการความร เร อง ประสบการณ การต พ มพ ผลงานว จ ยในวารสารว ชาการ โดย ส ทธาน นท ก ลกะ จ ราพร อ ดมก จพ พ ฒน

รายงานการจ ดการความร เร อง ประสบการณ การต พ มพ ผลงานว จ ยในวารสารว ชาการ โดย ส ทธาน นท ก ลกะ จ ราพร อ ดมก จพ พ ฒน รายงานการจ ดการความร เร อง ประสบการณ การต พ มพ ผลงานว จ ยในวารสารว ชาการ โดย ส ทธาน นท ก ลกะ จ ราพร อ ดมก จพ พ ฒน ว ทยาล ยพยาบาลบรมราชชนน ส ราษฎร ธาน สถาบ นพระบรมราชชนก ส าน กงานปล ดกระทรวง กระทรวงสาธารณส

More information

แผนปฏ บ ต งานโครงการพ ฒนาระบบบร หารจ ดการคล งข อสอบและการทดสอบมาตรฐานฝ ม อแรงงาน ด วยระบบอ เล กทรอน กส (Test Bank for e-testing System)

แผนปฏ บ ต งานโครงการพ ฒนาระบบบร หารจ ดการคล งข อสอบและการทดสอบมาตรฐานฝ ม อแรงงาน ด วยระบบอ เล กทรอน กส (Test Bank for e-testing System) 1 จ ดเตร ยมข อสอบมาตรฐานฯ 10 สาขา เพ อใช สาหร บนาร อง การทดลองระบบฯ พร อมจ ดทาโครงการฯ และแต งต ง ฝ ม อแรงงาน และศ นย เทคโนโลย กองแผนงานและ 2 ประช ม จ ดทาแผนปฏ บ ต งาน กาหนดร ปแบบฐานข อม ล การ ออกแบบหน

More information

ความร บ คลากรด าน งบประมาณ การเง น และพ สด ม.ย.-ต.ค. 53 เก ยวก บการจ ดการความร ของหน วยงาน

ความร บ คลากรด าน งบประมาณ การเง น และพ สด ม.ย.-ต.ค. 53 เก ยวก บการจ ดการความร ของหน วยงาน สร ปผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร รอบ 6 เด อน (ม ถ นายน พฤศจ กายน 2553) ล าด บ ก จกรรมการจ ดการความร ระยะเวลา ต วช ว ด เป าหมาย กล มเป าหมาย ผลการด าเน นงาน 1 การบ งช ความร ประเด นการจ ดการ 1 ประเด

More information

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report)

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ตอนท 1 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน ค ม อผ ร บผ ดชอบด านพล งงาน(อาคาร) พ.ศ.2553 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ความส าค ญ พ.ร.บ. การส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน

More information

How To Get A Free Photobook From Thatoomhsp.Com.Com

How To Get A Free Photobook From Thatoomhsp.Com.Com LOGO ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ โรงพยาบาลท าต ม www.thatoomhsp.com เร อง พ ฒนาระบบรายงานโปรแกรม HOSxP สมาช ก ประกอบด วยเจ าหน าท ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ 2 คน นายธราท พย พรหมบ ตร ห วหน าศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ

More information

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า คร งท 1 ( 1 ต.ค..- 31 ม.ค.. ) คร งท 2 (1 เม.ย..- 30 ก.ย.....) ช อผ ร บการประเม น..... ต าแหน ง หมวด.... ค าจ าง....ส งก ด. หน าท ความร บผ

More information

สร ปแบบประเม นผลการส มมนา งานว จ ย ก าวไกล ม งส ศตวรรษใหม กรมทางหลวง ระหว างว นท ๒๗-๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมด ส ตปร นเซส อ าเภอเม อง จ งหว ดนครราชส มา

สร ปแบบประเม นผลการส มมนา งานว จ ย ก าวไกล ม งส ศตวรรษใหม กรมทางหลวง ระหว างว นท ๒๗-๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมด ส ตปร นเซส อ าเภอเม อง จ งหว ดนครราชส มา สร ปแบบประเม นผลการส มมนา งานว จ ย ก าวไกล ม งส ศตวรรษใหม กรมทางหลวง ระหว างว นท ๒๗-๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมด ส ตปร นเซส อ าเภอเม อง จ งหว ดนครราชส มา การจ ดส มมนาและส งอ านวยความสะดวก 9 8 เหมาะสม ควรปร

More information

How To Read A Book

How To Read A Book แผนพ ฒนาองค การประจ าป งบประมาณ พ.ศ. กรม: เจ าท า ประเภทกรม : ด านนโยบาย ด านบร การ กระทรวง คมนาคม ช อแผนพ ฒนาองค การ: การบร หารทร พยากรบ คคล หมวด : 5 การม งเน นทร พยากรบ คคล โอกาสในการปร บปร ง : เม อเท

More information