บทท 6 ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง (Vehicle Routing Problems :VRP)
|
|
|
- นริศา บราวน์
- 10 years ago
- Views:
Transcription
1 บทท 6 ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง (Vehicle Routing Problems :VRP) 6.1 บทนาเร องป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง (Vehicle routing problems: VRP) เป นป ญหาท ม ล กษณะคล ายก บ ป ญหา TSP ในบทท 5 ท ได บรรยายไปก อนหน าน แล ว และย งม ความส มพ นธ ก บป ญหา p-median ป ญหาการหาทาเลท ต งท เหมาะสมและป ญหาอ นๆ ในหน งส อเล มน อย พอสมควร เช น ในบทท 3 และ บทท 4 เก ยวก บการหาทาเลท ต งและการมอบหมายงาน การมอบหมายงานให ศ นย กระจายส นค าส ง ให ก บล กค าน นจะทาการส งตรงจากศ นย กระจายส นค าส ล กค าเร ยกการส งส นค าแบบน ว าการส งส นค า ตรงให ล กค า (direct shipping) ล กษณะการส งส นค าแบบน จะเหมาะสมหร บล กค าท ม ความต องการ ปร มาณมาก ๆ หากขนท ละน อยจะเก ดท ว างบนรถแต ต องกล บมาร บของท ศ นย กระจายส นค าใหม แล วไป ส งล กค ารายอ นๆ ท าแบบน ไปเร อยๆ เร ยกว าการส งตรงให ล กค า แต ป ญการจ ดเส นทางการขนส ง อาจจะมองว าเป นการต อยอดมาจากการหาท าเลท ต งท เหมาะสมเม อจ ดงานและมอบหมายล กค า เร ยบร อยมาพ จารณาจ ดเส นทางท เหมาะสมตามศ กยภาพของรถอ กคร งหน งว าควรจะขนส นค าข นรถ จานวนเท าไหร รถค นน นจะไปส งส นค าให ก บล กค าใดบ างใช เส นทางใด หร อถ าจะมองว าป ญหาการจ ด เส นทางการขนส งม ล กษณะคล ายป ญหาการเด นทางของพน กงานขายก พ จารณาได เช นก น เม อจ ด เส นทางการเด นทางของพน กงานขาย พน กงานขายน ารถขนส นค าไปด วย หากส นค าหมดพน กงานขาย ก จะต องเด นทางกล บมาท เม องเร มต นท ม ส นค าอย และไปส งส นค าท เหล อ ก จะเก ดป ญหาการจ ดเส นทาง การขนส งจากป ญหาการเด นทางของพน กงานขายเช นเด ยวก น Danzig et al (1954) น าเสนอการแก ป ญหาการเด นทางของพน กงานขาย หร อ TSP จากน นก ได ม การน าป ญหาน ไปแก หาว ธ แก ไขอย างกว างขวางจนม งานว จ ยหร อบทความว จ ยท ต พ มพ เก ยวก บ ป ญหา TSP จานวนมาก Clark and Wright (1964) ได น าเสนอการแก ป ญหา TSP กรณ ท พาหนะขนส ง มากกว า 1 ค นและน นก เป นคร งแรกท ป ญหา VRP เก ดข นคร งแรกในงานว จ ยท ได ร บการต พ มพ แต อย างไรก ตาม Clark and Wright ก ไม ได น าเสนอศ พย คาว าการจ ดเส นทางการขนส ง (vehicle routing) ในงานของพวกเขา คาว า vehicle routing ถ กน ามาใช ในการเข ยนบทความว จ ยคร งแรกในป 1972 โดย Golden, Magnati, and Nguyan และหล งจากน นได ม น กว จ ยจานวนมากให ความสนใจในการพ ฒนา ว ธ การเพ อแก ป ญหา VRP โดยป ญหา VRP ท ได ร บความสนใจน ได ม การเพ มข อจาก ดต างๆ เข าไปตาม
2 กรณ ศ กษาหร อตามเหต การณ จร งท เก ดข นในการดารงช ว ตประจาว นของน กว จ ยท ได พบเห นหร อส มผ ส เช น Solomon (1983) ได น าเสนอป ญหาการจ ดเส นทางการขนส งกรณ ท ม ข อจาก ดเร องเวลาในการ ร บส ง ( vehicle routing problem with time windows) ซ งเป นข อจาก ดของล กค าแต ละรายว าจะร บ ส นค าได ภายในเวลาใด ซ งทาให ป ญหา VRP ม ความย งยากซ บซ อนมากย งข น ป ญหา VRP โดยปกต อาจจะเป นการวางแผนไปร บหร อไปส งส นค าเท าน นบางคร งป ญหา VRP อาจจะม การไปร บและไปส ง ส นค าในคราวเด ยวก นเช น Nagy and Salhi (2005) น าเสนองานว จ ยท กล าวถ งการจ ดเส นทางการ ขนส งกรณ ท ม การร บและส งส นค าในเวลาเด ยวก น ระยะทางในการขนส งท พ จารณาในการจ ดเส นทาง การขนส งน อาจจะม ท งแบบท ทราบค าและไม ทราบหร อหากทราบค าอาจจะม ล กษณะเป นทราบค าท แน นอนหร อไม แน นอนเช น Fu (2002), Ahn and Shin (1991), Rego and Roucairol (1995). จาก การดาเน นการว จ ยท หลากหลายและมากมายของป ญหา VRP จ งม ผ พยายามจ ดกล มของป ญหา VRP เป นประเภทต างๆ มากมายเช น Bodin (1975), Bodin and Golden (1981), Min et al.(1998), Powell and Shapiro (1999), Laporte and Osman (1995), Burak Eksioglu et al. (2009). ซ ง จากการแบ งกล มป ญหา VRP อาจจะพอสร ปประเภทของป ญหา VRP ได ด งน 1. จ ดกล มตามว ธ การแก ป ญหาของป ญหา VRP 1.1. ว ธ การแม นตรง (exact method) ว ธ การการน จะไช พ นฐานจากการโปรแกรมเช งเส นตรง การ โปรแกรมจ านวนเต ม หร อว ธ การอ น ท จะท าให ได ค าท ด ท ส ด เช น ว ธ การ ต ดแบบระนาบ (cutting plane method), ว ธ บรานซ แอนด บาว (branch and bound method) งานว จ ยท เป น ผ น าทางด านว ธ แม นตรงได แก Laporte and Nobert (1982) 1.2. ว ธ การฮ วร สต กส (heuristics) เป นว ธ การท เม อด าเน นการเสร จเร ยบร อยจะได ค าท ด ไม สามารถร บประก นได ว าจะได คาตอบท ด ท ส ด แต จะใช เวลาส นกว าว ธ การแบบแม นตรงสาหร บ ป ญหาท ม ขนาดใหญ ต วอย างเช น ว ธ การเจนเนต กส (genetic algorithm), ว ธ การระบบมด (Ant system algorithm), ว ธ การหาค าท ด ท ส ดด วยฝ งอน ภาค (particle swarm optimization) เช น Laporte et al. (1999), Nagy and Salhi(2005) 1.3. การจ าลองแบบป ญหา (simulation) ใช การจ าลองแบบป ญหาส วนใหญ จะใช ก บป ญหาท ม ความไม แน นอนเก ดข นเช น ความต องการไม แน นอน ระยะเวลาในการให บร การไม แน นอน ต วอย างงานว จ ยท เด น ๆในการจาลองแบบป ญหาได แก Kim et al (2005) 2. จ ดกล มตามล กษณะของความต องการของล กค า 2.1. ค าความต องการของล กค าทราบค าและแน นอน (deterministic demand) งานว จ ยจานวน หน งดาเน นการภายใต ความต องการท ทราบและแน นอนของล กค า โดยม การเก บข อม ลอาจจะ เป นความต องการท แน นอนโดยม การส งส นค าก อนและจ ดเส นทางการขนส ง หร อท าการ
3 ประมาณค าจากการใช ค าเฉล ยหร อค าทางสถ ต อย างใดอย างหน งต วอย างงานว จ ยท ม ความ ต องการแบบทราบและแน นอนได แก Laporte et al. (1999), Toth and Vigo (1999) 2.2. ค าความต องการของล กค าทราบค าแต ไม ทราบค าท แน นอน (stochastic demand) ในกล มน ความต องการของล กค าจะทราบค าแต อาจจะม ความไม แน นอนซ งจะทาให ต องใช เทคน คในการ แก ป ญหาท ต างออกไปจากข อ 2.1 ต วอย างงานว จ ยท ความต องการของล กค าไม ทราบค าท แน นอนได แก Rego and Roucairol (1995),Tradeau and Dror(1992) 2.3. ไม ทราบความต องการของล กค า ซ งเป นความต องการท ไม ทราบค าขณะวางแผนแต ทราบเม อ ไปถ งล กค าต วอย างงงานว จ ยในกล มน ได แก Fleischmann et al (2004) และ Chuah and Yingling(2005) 3. จ ดกล มตามข อจาก ดด านเวลา (time windows) ซ งเป นข อจาก ดท ม ความสาค ญก บการจ ดเส นทาง เน องจากบางคร งเวลาให บร การล กค า หร อเวลาในการเด นทางจะม ผลต อเส นทางท ได จากการจ ด ด วยว ธ การต างๆ สามารถแบ งกล มได ด งน 3.1. แบบไม ม ข อจาก ดด านเวลา (no time windows) ในกล มน งานว จ ยจะไม คาน งถ งข อจาก ดด าน เวลาต าง ๆโดยจะท าการจ ดเฉพาะเส นทางการเด นทางต วอย างของงานว จ ยในกล มน ได แก Laporte et al. (1999), Toth and Vigo (1999), 3.2. แบบม ข อจาก ดด านเวลาแบบไม เคร งคร ด (soft time windows) ในกล มน จะม ข อจาก ด ทางด านเวลาแต ไม เคร งคร ดมากน กสามารถส งส นค าช าหร อเร วกว ากาหนดได บ าง แต อย างไร ก ตามข อจาก ดด านเวลาน จะม ผลต อการจ ดเส นทางเช นเด ยวก น ต วอย างงานว จ ยของกล มน ได แก Fleischmann et al (2004) 3.3. แบบม ข อจาก ดด านเวลาแบบเคร งคร ด (stick time windows) กล มน การจ ดเส นทางจะ คาน งถ งระยะเวลาในการเด นทางและระยะเวลาในการให บร การอย างเคร งคร ดหากเด นทางผ ด เวลาหร อไปถ งล กค าผ ดเวลาจะทาให เส นทางน นเป นเส นทางท ไม ถ กต องไม สามารถให บร การ ล กค าได ต วอย างของงานว จ ยในกล มน ได แก Rego and Roucairol (1995) 3.4. แบบม ข อจาก ดด านเวลาท ม ท งเคร งและไม เคร ง (Mixed) งานว จ ยบางงาน เช น Nagy and Salhi(2005) จะม ล กค าท งท เคร งคร ดเร องเวลาท มาถ งของรถบรรท ก หร อเวลาในการ ให บร การ และไม เคร งคร ดเร องเวลาในป ญหาเด ยวก น ซ งจะทาให การดาเน นการด วยว ธ การ ต างๆ ม ความแตกต างก นออกไปและม ผลต อการจ ดเส นทางเช นเด ยวก น 4. จ ดกล มตามเวลาในการวางแผนการเด นทาง (Time horizon) ในกล มน จะเน นการจ ดกล มแบบการ จ ดแบบคร งเด ยวในการวางแผนหน งคร งเช น การเด นทางส งส นค าท กว นจะเด นทางด วยเส นทาง เด ยวก น และการจ ดแบบหลายคร งเช นวางแผนเป นเด อนหร อป โดยในแต ละว นอาจจะม การเด นทาง ท ไม เหม อนก น
4 4.1. แบบคาบเวลาเด ยว (single period) กล มน จะวางแผนคร งเด ยวและดาเน นการเช นเด ยวก นใน ท กคาบเวลา ต วอย างงานว จ ยในกล มน ได แก Fu (2002) 4.2. แบบหลายคาบเวลา (muti period) เป นการวางแผนแบบหลายคาบเวลาและม เส นทางการ เด นทางท แตกต างก นไปในแต ละคาบเวลา ต วอย างงานว จ ยในกล มน ได แก Letchford and Eglese (1998) 5. จ ดกล มตามจานวนของจ ดเร มต น (Number of Origin points) จ ดเร มต นท แตกต างก นจะทาให ได ระยะทางในการเด นทางท แตกต างก นไป การวางแผนการจ ดเส นทางบางคร งอาจจะม จ ดเร มต น เด ยว บางคร งจะต องวางแผนให ก บศ นย กระจายส นค าหลายจ ดไปพร อม ๆก น สามารถแบ งกล ม ตามจานวนของจ ดเร มต นได เป น 5.1. ม จ ดเร มต นเด ยว (single origin/depot) การเร มต นของท กเส นทางจะเร มต นจากจ ดกระจาย ส นค าเพ ยงแห งเด ยว ต วอย างของงานว จ ยในกล มน ได แก Laporte et al. (1999), Toth and Vigo (1999) 5.2. ม จ ดเร มต นหลายจ ด (multiple origin/depot) ในกล มน จะต องวางแผนให ม ศ นย กระจาย ส นค าหลายแห ง โดยท าการจ ดเส นทางไปพร อมๆ ก นต วอย างงานว จ ยใน กล มน ได แก Fleischmann et al (2004) นอกจากการจ ดกล มท ง 5 แบบท ได กล าวไปแล วข างต นย งอาจจะสามารถจ ดกล มตามล กษณะอ น ๆ ได อ กเช น ล กษณะของการส ง หร อ ร บอย างเด ยวหร อม ท งการส งและการร บ, จานวนพาหนะท ใช, ข อจาก ดด านระยะทางส งส ด หร อจานวนล กค าส งส ดท เด นทางไปได เป นต น ในช วงแรกท ป ญหา VRP ได ร บการเผยแพร น นว ธ การท ใช แก ป ญหา VRP ส วนใหญ จะเป นว ธ การ แบบแม นตรงหร อ exact method เช น Clarke and Wright (1964), Laporte and Nobert (1987), Letchford and Eglese (1998), Malandraki and Daskin (1992) แต ช วงหล งของการพ ฒนาว ธ การท น ามาแก ป ญหา VRP น กว จ ยจะเร มห นมาสนใจก นพ ฒนาว ธ การเมตาฮ วร สต กส เพ อช วยในการแก ป ญหา ท ม ขนาดใหญ ของ VRP เช น Nagy and Salhi (2005), Brandao and Mercer (1997), Gendreau et al.(1998) ซ งว ธ การท น ยมก ได แก ว ธ การเช งพ นธ กรรม, ว ธ การตาบ เชร ช, ว ธ การระบบมด ซ งใน หน งส อเล มน จะได ทาการอธ บายว ธ การเช งพ นธ กรรม ว ธ การหาค าท ด ท ส ดด วยฝ งอน ภาคและว ธ การ ว ว ฒนาการผลต าง ซ งจะได อธ บายในลาด บถ ดไป
5 ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง สามารถแสดงเป นภาพได ด งแสดงในร ปท 6.1 ร ปท 6.1 ต วอย างภาพการจ ดเส นทางการขนส ง จากร ปท 6.1 เส นทางการขนส งเร มจากศ นย กระจายส นค าหน ง จากน นเด นทางเป น 3 เส นทาง ม 2 เส นทางท ม การเด นทางผ านเม องหร อล กค า 4 เม อง และม หน งเส นทางเด นทางผ านล กค า จานวน 3 รายและท กเส นทางจะต องกล บมาท ศ นย กระจายส นค า ต วอย างท 6.1 บร ษ ทหน งต องการส งพน กงานขายจานวน 3 คน เด นทางไปเพ อน าเสนอส นค าก บ ล กค า 7 ราย ระยะทางระหว างล กค าแต ละรายแสดงได ด งตารางท 6.1 โดยท เม องท 0 ค อเม องท บร ษ ท แห งน ต งอย โดยท บร ษ ทแห งน ออกแบบการเด นทางสาหร บพน กงานขาย 3 คน 2 เส นทางด วยก นด ง แสดงในตารางท 6.2 เส นทางใดค อเส นทางท ม ระยะทางในการเด นทางต าท ส ด ตารางท 6.1 ระยะทางระหว างล กค าแต ละรายตามต วอย าง 6.1 i/j
6 ตารางท 6.2 เส นทางการเด นทางท ง 2 เส นทางของพน กงานขายท ง 3 คน เส นทาง พน กงานขายคนท 1 พน กงานขายคนท 2 พน กงานขายคนท ว ธ ทา เส นทางท 1 ม การเด นทางด งน , , ซ งม ระยะทางในการ เด นทางสาหร บพน กงานขายคนท 1 เป น 209 ก โลเมตร พน กงานขายคนท สอง 201 ก โลเมตร และ พน กงานขายคนท 3 เป น 115 ก โลเมตร ด งน นรวมระยะทางการเด นทาง 525 ก โลเมตร เส นทางท 2 ม การเด นทางด งน , , ซ งม ระยะทางในการ เด นทางสาหร บพน กงานขายคนท 1 เป น 168 ก โลเมตร พน กงานขายคนท สอง 181 ก โลเมตร และ พน กงานขายคนท 3 เป น 163 ก โลเมตร ด งน นรวมระยะทางการเด นทาง 522 ก โลเมตร ด งน นจะเห นว าเส นทางท 2 ควรเป นเส นทางท บร ษ ทแห งน จะเล อกใช ซ งท าให ประหย ด ระยะทางได 3 ก โลเมตร 6.2 ต วแบบทางคณ ตศาสตร สสาหร บป ญหาการการจ ดเส นทางการขนส ง สมม ต ว าม เซตของล กค า N= {1,2, n} ซ งกระจายอย ตามพ ก ดต าง ๆและม ระยะทางระหว าง เม อง i ไป j แตกต างก นออกไปเป น d ij หร อเวลาท ใช ในการเด นทาง t ij เม อ i และ j อย ในเซต N และ i j ถ า d ij =d ji จะเร ยกว าป ญหาการจ ดเส นทางการขนส งแบบสมมาตร หาก d ij d ji จะเร ยกว าป ญหาการ จ ดเส นทางการขนส งแบบไม สมมาตร สมม ตให q i เม อ i=1,2,..,n เป นปร มาณความต องการ ของ ล กค า i และ i=0 เม อ i เป นศ นย กระจายส นคล ากลางหร อจ ดส งส นค า รถยนต หร อยานพาหนะหร อพน กงานขายจะเด นทางออกจากเม อง 0 หร อศ นย กระจายส นค า และเด นทางไปร บส นค าหร อส งส นค าตามจ ด i และจะเด นทางกล บมาท จ ด 0 อ กคร งหน ง โดยรถแต ละ
7 ค นม จ านวนส นค าท ขนได จ าก ดตามศ กยภาพของรถแต ละค น สมม ต ให ม รถจ านวน V ค น ซ ง V={1,2,..,V} สมม ต ให รถค นท k สามารถส งส นค าได แตกต างก นโดยกาหนดให จานวนท สามารถส ง ส นค าได ม ค าเป น a k สมม ต ให R k ={r k (1),,r k (n k )} แทนเส นทางท ม การเด นทางของรถค นท k, r k (j) แทนเม องท j ท รถหร อเส นทางท k เด นทางผ าน n k ค อจานวนเม องท ม การเด นทางผ านโดยรถหร อ เส นทางท k และสมม ต ให ท กเส นทางจะต องส นส ดการเด นทางท ศ นย กระจายส นค า 0 หร อ r k (n k +1)=0 ด ชน i,j ล กค ารายท i หร อ j i,j =1.N k ยานพาหนะ/พน กงานขาย/ ค น/รายท k=1 K พาราม เตอร D ij ต นท นในการเด นทางจากล กค า i ไปล กค า j L จานวนล กค า q i ความต องการส นค า ณ จ ด i a k ความจ ของยานพาหนะท k ต วแปรต ดส นใจ เม อยานพาหนะ ม การเด นทางจาก ไป { เม อยานพาหนะ ไม ม การเด นทางจาก ไป ค าต วแปรต ดส นใจเพ อกาจ ดเส นทางเด นวนรอบไม ครบ หร อท วร ย อย (subtour) เม อ ล กค ารายท ถ กเด นทางผ านโดยยานพาหนะ { ล กค ารายท ไม ถ กเด นทางผ านโดยยานพาหนะ สมการเป าหมาย (6.1)
8 สมการขอบข าย (6.2), (6.3) (6.4) (6.5) (6.6) ( ( )) เม อ (6.7) (6.8) (6.9) (6.10) สมการท (6.1) ต นท นการเด นทางจากเม อง i ไปเม อง j โดยยานพาหนะ k สมการท (6.2) เป น การประก นว า ยานพาหนะ k จะเด นทางออกจากศ นย กระจายส นค า 0 และเด นทางไปย งล กค า j อย าง น อย 1 ราย สมการท (6.3) เป นสมการท ร บประก นว าล กค ารายหน งๆ จะเด นทางเข าและออกเท าก น (1 คร ง) สมการท (6.4) เป นการร บประก นว าเม องหน งๆ จะได ร บการเด นทางผ านจากยานพาหนะ อย างน อย 1 ค น สมการท (6.5) เป นการประก นว ายานพาหนะใด ๆ จะขนส นค าไปส งให ก บล กค าไม เก นจานวนท สามารถบรรท กได สมการ (6.6) ร บประก นว าการเด นทางเข าเม อง i ได ก ต อเม อ ยานพาหนะ k เด นทางผ านเม อง i จากเส นทางของเม อง j เม องใดเม องหน งเท าน น และสมการ (6.7) ร บประก นว าเม อง j ใด ๆ จะได ร บการเด นทางผ านโดยยานพาหนะใดใด อย างน อย 1 คร งโดยใช เส นทางท ผ านมากจาเม อง i ใด ๆ สมการท 6.8 ถ ง 6.10 สมการเพ อป องก นไม ให เก ดท วร ย อย (subtour)
9 สมการท 6.1 ถ ง 6.7 แสดงแบบจาลองทางคณ ตศาสตร ของป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง กรณ ท รถแต ละค นม ข อจาก ดด านจานวนส นค าท สามารถขนได และรถแต ละค นม ข อจาก ดไม เหม อน หร อไม เท าก น (capacitated vehicle routing problem) จากต วอย างท 6.1 หากน าโปรแกรมทางคณ ตศาสตร ไปเข ยนโปรแกรมล งโก จะได โปรแกรมล ง โกด งแสดงในร ปท 6.2 โดยจะได ระยะทางท ส นท ส ดค อ 356 และได เส นทางด งแสดงในตารางท 3 โดย ในต วอย างท 6.1 กาหนดให ม รถหร อพน กงานขาย 4 คน ความต องการส นค าของล กค าแต ละรายเป น 100,200,150,170,250,140 และ 190 ช นตามลาด บ และรถแต ละค นสามารถบรรท กส นค าได 600,500, 450 และ 460 ช นตามลาด บ ตามร ปท 6.2 เม อน าไปประมวลผลจะได เส นทางท ม ระยะทางส นท ส ดค อ รถค นท 1 ม เส นทางด งน รถค นท 2 เส นทาง รถค นท 3 ไม ม การเด นทาง รถค นท 4 ม เส นทาง ตามลาด บและได ระยะทางรวม 356 ก โลเมตร ผ อ านสามารถน าเอาโปรแกรมล งโกไปประย กต ใช ได ก บป ญหาการจ ดเส นทางท วๆ ไป ได แต ป ญหาการจ ดเส นทางเป นป ญหาท ม ความยากป ญหาท แก ได ในเวลาท พอเหมาะในโปรแกรมล งโก หากม ล กค าประมาณ รายย งพอจะแก ป ญหาได แต ถ าเป นป ญหาท ใหญ กว าน นจะใช เวลานานมากใน การแก ป ญหาด งน นการแก ป ญหาด วยว ธ การการว ว ฒนาการโดยใช ผลต างจ งเป นว ธ การท ได คาตอบท ด และใช เวลาในการประมวลผลน อย
10 MODEL: SETS: CITY/1..8/:Q; VEHICLE/1..4/:A; CXC(CITY, CITY): D; KXCC(VEHICLE,CITY, CITY):X; KXC(VEHICLE,CITY):Y,U; ENDSETS DATA: D= ; Q= ; A= ; J#NE#I #AND# @FOR(KXCC(K,I,J):@BIN(X(K,I,J))); END ร ปท 6.2 โปรแกรมล งโกท ใช แก ป ญหาการจ ดเส นทางตามโจทย ข อ 6.1 และม รายละเอ ยดพาราม เตอร ตามท ระบ เบ องต น 6.3 ว ธ ว ว ฒนาการว ว ฒนาการโดยใช ผลต างสาหร บการแก ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง ข นตอนท วๆ ไปของว ธ การการว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง ได แสดงไว ในร ป 3.1 ซ งว ธ การ การ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง สาหร บแก ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง แสดงได ด งไปน
11 สร างเวคเตอร เร มต นสาหร บป ญหาการจ ดเส นทางขนส ง การประย กต ใช ว ธ การการว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง ก บป ญหาการเด นทางของพน กงานขายจะม ว ธ การเหม อนก บท ได แสดงไว ในร ป 3.3 ค อจะต องม การสร างเวคเตอร เร มต น จากน นน าไปผ าน กระบวนการปร บเปล ยนค าภายในองค ประกอบของเวคเตอร แลกเปล ยนค าองค ประกอบภายในของ เวคเตอร และการค ดเล อกเวคเตอร ซ งกระบวนเหล าน เป นกระบวนการข นพ นฐานของว ธ การการ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง การให รห สเวคเตอร สาหร บป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง แบบท 1 การออกแบบเวคเตอร สาหร บป ญหาการจ ดเส นทางการขนส งสามารถด าเน นการได ท งหลาย ร ปแบบ ตามท ได แสดงต วอย างไว ในบทท 5 แล วแต ต วแปรต ดส นใจสาหร บป ญหาการจ ดเส นทางการ ขนส งประกอบด วยด ชน จานวน 3 ด ชน ได แก i,j และ k ซ งเด มในบทท 5 น นม เพ ยง 2 ด ชน ได แก i และ j ด งน นเวคเตอร แบบตรงจะต องม 3 ม ต ตามล กษณะของต วแปร เช นสมม ต ว าม พน กงานขายหร อ พน กงานข บรถหร อรถจานวน 4 คน จะต องทาการสร างเมตร กจานวนจร งขนาด i J จานวน k เมตร ก เพ อใช แทนต วแปรให ครบตามค าของต วแปร จากน นจ งดาเน นการถอดรห สเวคเตอร เพ อให ได ค า ของ ตามท ต องการตามแบบจาลองทางคณ ตศาสตร ของป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง ต วอย าง ของเวคเตอร ในกรณ ท ม k=4,i=8 (0-7), J=7(1-7 ไม รวมศ นย กระจายส นค าเน องจากการเล อก เด นทางจากเม องใด ๆ ไปศ นย กระจายส นค าจะดาเน นการโดยอ ตโนม ต เม อรถบรรท กส นค าได บรรท ก ส นค าเต มจานวนและส งของให ก บล กค าท กรายในเส นทางแล ว), NP=5 ในตารางท 6.3 จะแสดง เฉพาะเวคเตอร ท 1 จากจานวน 5 เวคเตอร เท าก บจานวน NP ตารางท 6.3 ก. เวคเตอร จานวนจร งแทนคาตอบในป ญหา VRP เม อ K=1 I J
12 ตารางท 6.3 ข. เวคเตอร จานวนจร งแทนคาตอบในป ญหา VRP เม อ K=2 I J ตารางท 6.3 ค. เวคเตอร จานวนจร งแทนคาตอบในป ญหา VRP เม อ K=3 I J ตารางท 6.3 ง.เวคเตอร จานวนจร งแทนคาตอบในป ญหา VRP เม อ K=4 I J
13 ตารางท 6.3 ก ถ ง 6.3 ง เป นตารางท แสดงเวคเตอร ท 1 จากจานวน 5 เวคเตอร ตามจานวน NP ท กาหนดไว ล วงหน า เพ อให ได คาตอบท ต องการค อเส นทางการเด นทางของรถแต ละค นจะต อง ดาเน นการถอดรห ส กระบวนการถอดรห สเวคเตอร สาหร บป ญหาการจ ดเส นทางการขนส งแบบท 1 สมม ต ให ความต องการส นค าของล กค าแต ละรายเป น 100,200,150,170,250,140 และ 190 ช นตามลาด บ และรถแต ละค นสามารถบรรท กส นค าได 600,500, 450 และ 460 ช นตามลาด บ จะสามารถถอรห สได ด วยลาด บข นตอนต อไปน ข นตอนในการถอดรห ส 1) ต งค า K=1 2) เร มต นเส นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกเด นทางไปย งเม องท ม ค าในพ ก ดใน เวคเตอร ท น อยท ส ดก อนให ตาแหน งเม องในพ ก ดน นเป น P 3) ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า P ว าเก นจานวนส นค าท สามารถบรรจ ในรถค นท K ได หร อไม หากสามารถบรรจ ได ทาการเปล ยนค า =1 จากน นดาเน นการข นตอนท 3 อ พเดท ค าความจ ของรถค นท K โดยท 4) หาตาแหน งล กค าท ม ค าในพ ก ดท น อยท ส ดในจากตาแหน ง P สมม ต ให เป นตาแหน ง T 5) ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า T หากม ค าน อยกว า เปล ยนค า =1 จากน น อ พเดทค า และเปล ยนค า =0 เม อ h ค อล กค ารายอ น ๆท ไม ใช T 6) ดาเน นการซ า ข นตอนท 4-5 จนกระท งล กค าท กรายถ กเด นทางผ านด วยรถ 1 คร ง 7) หากความต องการส นค าของล กค า T มากกว า ให อ พเดทค า K=K+1 และทาการมอบหมาย 8) ดาเน นการซ าข อ 2-7
14 จากข นตอนข างต นสามารถดาเน นการได ด งน 1) ต งค า K=1 2) เร มต นเด นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกค าในพ ก ดท น อยท ส ด ค าในพ ก ดใน แต ละตาแหน งของเม องศ นย ม ค าเป น 0.83,0.86,0.29,0.66,0.66,0.82 และ 0.13 พบว า เม องท 7 ค อเม องท ม ค าในพ ก ดน อยท ส ดซ งม ค าเป น ) จากน นทาการตรวจสอบค าความต องการของเม อง 7 พบว าม ความต องการ 190 ซ งม ค าน อย กว าค า ซ งม ค าเป น 600 และทาการปร บค า = =410 และมอบหมายค า =1 4) จากน นพ จารณาค าในพ ก ดของตาแหน งล กค าต างๆ ต อจากเม อง 7 จะพบว าตาแหน งต าง ๆ (ยกเว นตาแหน งของศ นย กระจายส นค า) ม ค าในพ ก ดด งน 0.46,0.23,0.40,0.73,0.65 และ 0.08 ตามลาด บ ด งน นเม องท เด นทางต อจากเม อง 7 ค อเม องท 6 ด งน นได เส นทาง ) ตรวจสอบความต องการของเม อง 6 ม ค าเป น 140 ด งน นค า มอบหมายค า =1 และ,,,,, = 0; 6) ดาเน นการซ าข นตอนท 2-5 จนกระท งท กเม องถ กเด นทางผ าน ข นตอนท 4-6 รอบท 2 สาหร บ k = 1 = = 270 จากน น ในขณะน ม เม องท เด นทางผ านแล วค อเม องท 7และ 6 ย งขาดเม องท ย งไม ถ กเด น ทางผ านอ กจานวน 5 เม องได แก เม องท 1-5 เม อ K=1 ; เม องส ดท ายท เด นทางผ านค อเม องท 6 จากน นทาการตรวจสอบค าในพ ก ดของเม องท 6 พบว าเม องท 1,2,3,4 และ 5 ม ค าในพ ก ด เป น 0.42,0.17,0.88,0.56 และ 0.02 ตามลาด บด งน นค าในพ ก ดท น อยท ส ดค อ 0.02 ซ ง เป นค าของเม องท 5 จากน นตรวจสอบความต องการของเม อง 5 ม ค าเป น 250 ด งน นค า = = 20 จากน นมอบหมายค า =1 และ,,,,,, = 0; พบกว าจานวนส นค าท เหล อสาหร บรรจ ลงในรถบรรท กค นท 1 เหล อเพ ยง 20 ก โลเมตรเท าน นด งน นไม ม เม องใดเลยในเม องท 1-4 ไม ม เม องใดเลยม ความต องการน อยกว า 20 ก โลเมตรเลย ด งน นจ งอ พเดทค า k=k+1=1+1=2 ข นตอนท 4-6 รอบท 2 ในขณะน ม เม องท เด นทางผ านแล วค อเม องท 7,6และ 5 ย งขาดเม องท ย งไม ถ กเด น ทางผ านอ กจานวน 4 เม องได แก เม องท 1-4 K=1 ; เม องส ดท ายท เด นทางผ านค อเม องท 1 จากน นทาการตรวจสอบค าในพ ก ดของเม องท 5 พบว าเม องท 1,2,3 และ 4 ม ค าในพ ก ดเป น 0.83,0.80,0.58 และ 0.25 ตามลาด บด งน นค าในพ ก ดท น อยท ส ดค อ 0.25 ซ งเป นค าของ
15 เม องท 4 จากน นตรวจสอบความต องการของเม อง 4 ม ค าเป น 170 ซ งมากกว าค า ซ งม ค า เป น 20 ด งน นไม สามารถมอบหมายล กค ารายท 2 ในเส นทางท 1 ได ด งน น K=1+1=2; และ มอบหมาย ข นตอนท 2 รอบท 2 =1 ด งน นเส นทางสาหร บรถค นท 1 เป น ) K=2 2) ขณะน เม องท เด นทางผ านไปแล วค อ 7,6 และ 5 เร มต นเด นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกค าในพ ก ดท น อยท ส ด โดยไม พ จารณา ค าในพ ก ดของเม อง 7,6 และ 5 ด งน นค าในพ ก ดของเม องท 1,2,3 และ 4 ม ค าในพ ก ดในแต ละตาแหน งเป น 0.83,0.86,0.29 และ 0.66 พบว าเม องท 4 ค อเม องท ม ค าในพ ก ดน อยท ส ด ซ งม ค าเป น ) จากน นทาการตรวจสอบค าความต องการของเม อง 3 พบว าม ความต องการ 150 ซ งม ค าน อย กว าค า ซ งม ค าเป น 500 และทาการปร บค า = =350 และมอบหมายค า =1 4) จากน นพ จารณาค าในพ ก ดของตาแหน งล กค าต างๆ ต อจากเม อง 3 จะพบว าตาแหน งเม องท 1,2 และ 4 ม ค าในพ ก ดเป น 0.84,0.87 และ 0.63 ตามลาด บ ด งน นเม องท เด นทางต อจาก เม อง 3 ค อเม องท 4 ด งน นได เส นทาง เพราะม ค าในพ ก ดน อยท ส ดค อ ) ตรวจสอบความต องการของเม อง 4 ม ค าเป น 170 ด งน นค า มอบหมายค า =1 และ,,,,, = 0; 6) ดาเน นการซ าข นตอนท 2-6 จนกระท งท กเม องถ กเด นทางผ าน ข นตอนท 2-6 รอบท 2 สาหร บ K=2 = = 180 จากน น ในขณะน ม เม องท เด นทางผ านแล วค อเม องท 7,6,5,3 และ 4 ย งขาดเม องท ย งไม ถ ก เด นทางผ านอ กจานวน 2 เม องได แก เม องท 1 และ 2 เม อ K=2 ; เม องส ดท ายท เด นทางผ าน ค อเม องท 5จากน นทาการตรวจสอบค าในพ ก ดของเม องท 5 พบว าเม องท 1,2 ม ค าในพ ก ด เป น 0.70 และ 0.24 ตามลาด บด งน นค าในพ ก ดท น อยท ส ดค อ 0.24 ซ งเป นค าของเม องท 2 จากน นตรวจสอบความต องการของเม อง 2 ม ค าเป น 200 ซ งมากกว าค า ซ งม ค าเป น 180 ด งน นไม สามารถมอบหมายล กค ารายท 2 ในเส นทางท 2 ได ด งน น K=2+1=3; และ มอบหมายค า =1 ในเส นทางท 2 น ได เส นทางเป น
16 ข นตอนท 2 รอบท 3 1) K=3 2) ขณะน เม องท เด นทางผ านไปแล วค อ 3,4,5,6 และ 7 เร มต นเด นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกค าในพ ก ดท น อยท ส ด โดยไม พ จารณา ค าในพ ก ดของเม อง 3,4,5,6 และ 7 ด งน นค าในพ ก ดของเม องท 1 และ 2 ม ค าในพ ก ดในแต ละตาแหน งเป น 0.83 และ 0.86 พบว าเม องท 1 ค อเม องท ม ค าในพ ก ดน อยท ส ดซ งม ค าเป น ) จากน นทาการตรวจสอบค าความต องการของเม อง 1 พบว าม ความต องการ 100 ซ งม ค าน อย กว าค า ซ งม ค าเป น 450 และทาการปร บค า = =350 และมอบหมายค า =1 4) จากน นพ จารณาค าในพ ก ดของตาแหน งล กค าต างๆ ต อจากเม อง 1 จะพบเหล อเพ ยงตาแหน ง เด ยวท ย งไม ได เด นทางผ านค อตาแหน งของเม องท 2 และเม องท 2 ม ความต องการ 200 ก โลเมตรซ งน อยกว า ด งน นจะได เส นทางท 3 เป น ด งน นสามารสร ปเส นทางการเด นทางพร อมระยะทางของการเด นทางในแต ละเส นทางด งตาราง ท 6.4 ตารางท 6.4 เส นทางการเด นทางตามตารางการขนส งของเวคเตอร ท 1 ในตาราง 6.3 ก. เส นทางท เส นทาง ระยะทาง รวม 479 จากกระบวนการข างต นน าไปประย กต ใช ก บตารางท 6.3 ข ถ ง 6.3 ง จะได เส นทางรวมและ ระยะทางของแต ละเวคเตอร ได ด งตารางท 6.5 ก ถ ง 6.5 ค ตารางท 6.5 ก เส นทางการเด นทางตามตารางการขนส งของเวคเตอร ท 2 ในตาราง 6.3 ข เส นทางท เส นทาง ระยะทาง รวม 513
17 ตารางท 6.5 ข เส นทางการเด นทางตามตารางการขนส งของเวคเตอร ท 3 ในตาราง 6.3 ค. เส นทางท เส นทาง ระยะทาง รวม 471 ตารางท 6.5 ค เส นทางการเด นทางตามตารางการขนส งของเวคเตอร ท 4 ในตาราง 6.3 ง. เส นทางท เส นทาง ระยะทาง รวม การให รห สเวคเตอร สาหร บป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง แบบท 2 โดยปกต ป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง คาตอบท ต องการค อเส นทางขนส งต างๆ ท เร มต นจาก ศ นย กระจายส นค าเด นทางไปส งส นค าแล วกล บมาท ศ นย กระจายส นค า โดยจ านวนล กค าในแต ละ เส นทางน นข นอย ก บปร มาณความต องการของล กค าแต ละรายโดยแต ละเส นทางท เด นทางไปน นจะขน ส นค าข นยานพาหนะได เท าก บความจ ของรถแต ละค น ตามท ได แสดงต วอย างให ด แล วในข นการให รห ส และถอดรห สแบบตรง เช นในตารางท 6.5 ก น นม เส นทางสามเส นทางได แก , และ ด งน นการออกแบบเวคเตอร แทนคาตอบก อาจจะไม ต องการเวคเตอร ท ม ขนาด k I J แต อาจจะทาให ม ขนาดเพ ยง 1 J ซ งสามารถแสดงได ด งตารางท 6.6 ตารางท 6.6 เวคเตอร แทนคาตอบของการให รห สเวคเตอร แบบอ อม เวคเตอร ซ งเวคเตอร ในตารางท 6.6 สามารถถอดรห สเพ อให ได คาตอบด งข นตอนต อไปน
18 6.3.4 กระบวนการถอดรห สเวคเตอร สาหร บป ญหาการจ ดเส นทางการขนส ง แบบท 2 ตามท ได กล าวไปแล วเบ องต นว าสมม ต ให ความต องการส นค าของล กค าแต ละรายเป น 100,200,150,170,250,140 และ 190 ช นตามลาด บ และรถแต ละค นสามารถบรรท กส นค าได 600,500, 450 และ 460 ช นตามลาด บ จะสามารถถอรห สได ด วยลาด บข นตอนต อไปน ข นตอนในการถอดรห ส 1) สมม ต ให เวคเตอร ขนาด 1 I เป นเวคเตอร Ω 2) ต งค า K=1 3) เร มต นเส นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกเด นทางไปย งเม องท ม ค าในพ ก ดใน เวคเตอร Ω ท น อยท ส ดก อนให ตาแหน งเม องในพ ก ดน นเป น P 4) ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า P ว าเก นจานวนส นค าท สามารถบรรจ ในรถค นท K ได หร อไม หากสามารถบรรจ ได ทาการเปล ยนค า =1 จากน นดาเน นการข นตอนท 3 และ อ พเดทค าความจ ของรถค นท K โดยท 5) หาตาแหน งล กค าท ม ค าในพ ก ดท น อยท ส ดถ ดจากตาแหน ง P สมม ต ให เป นตาแหน ง T 6) ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า T หากม ค าน อยกว า เปล ยนค า =1 จากน น อ พเดทค า และเปล ยนค า =0 เม อ h ค อล กค ารายอ น ๆท ไม ใช T และทาซ าข นตอนท 5-6 หากค าความต องการของล กค า T มากกว า ให อ พเดทค า K=K+1 และทาการมอบหมาย และทาซ าข นตอนท 3-6 จากข นตอนข างต นสามารถดาเน นการได ด งน ข นตอนท 1. สมม ต ให เวคเตอร ขนาด 1 I เป นเวคเตอร Ω จากตาราง 6.6 ด งน น เวคเตอร Ω ={0.83,0.86,0.29,0.66,0.66,0.82,0.13} ข นตอนท 2. ต งค า K=1 ข นตอนท 3. เร มต นเส นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกเด นทางไปย งเม องท ม ค าในพ ก ด ในเวคเตอร Ω ท น อยท ส ดก อนให ตาแหน งเม องในพ ก ดน นเป น P ค าในพ ก ดท น อยท ส ดค อ 0.13 ซ งเป นตาแหน งของเม องท 7 ด งน น P=7
19 ข นตอนท 4. ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 7 ว าเก นจานวนส นค าท สามารถบรรจ ในรถค นท 1 ได หร อไม หากสามารถบรรจ ได ทาการเปล ยนค า =1 จากน นดาเน นการข นตอนท 3 และ อ พเดทค าความจ ของรถค นท K โดยท ค าความต องการส นค าของล กค ารายท 7 ม ค าเป น 190 และค า ล กค ารายท 7 ได ด งน นค า ม ค าเป น 600 ด งน นจ งสามารถน าส นค าส งจากศ นย กระจายส นค าไปให =1 และทาการอ พเดทค า ข นตอนท 5. หาตาแหน งล กค าท ม ค าในพ ก ดท น อยท ส ดถ ดจากตาแหน ง P สมม ต ให เป นตาแหน ง T ค าในพ ก ดท น อยเป นลาด บถ ดไปของเวคเตอร Ω ค อ 0.29 ซ งเป นค าของล กค ารายท 3 ด งน นค า T=3 ข นตอนท 6. ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า T หากม ค าน อยกว า เปล ยนค า =1 จากน น อ พเดทค า และเปล ยนค า =0 เม อ h ค อล กค ารายอ น ๆท ไม ใช T แต หากค าความต องการของล กค า T มากกว า ให อ พเดทค า K=K+1 และทาการมอบหมาย ค าความต องการของล กค ารายท 3 ค อ 150 ทาการอ พเดทค า ด งน นมอบหมายค า =1 และค า,,, =0 ดาเน นการซ า ข นตอนท 5-6 จนกระท งล กค าท กรายถ กเด นทางผ านด วยรถ 1 คร ง ดาเน นการซ าข นตอนท 5-6 รอบท 1 ข นตอนท 5 เม องส ดท ายท เด นทางบนเส นทาง ค อเม องท 3 และป จจ บ นเหล อ ด งน นพ จารณาค าในพ ก ดใน Ω ท ไม น บรวมค าในพ ก ดของเม องท 7 และ 3 พบว าค าในพ ก ดท น อยท ส ดลาด บถ ดไปค อ 0.66 แต ม ค าเท าก น 2 เม องค อเม องท 4 และ 5 ด งน นเล อกเด นทาง จากเม องท 3 ไปเม องท 4 หร อ 5 ก ได สมม ต ว าเล อกเด นทางจากเม องท 3 ไปเม องท 5 ด งน น T=5 ข นตอนท 6 ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 5 พบว าม ความต องการ 250 ซ งม ค าน อยกว า ป จจ บ นซ งม ค าเท าก บ 260 ด งน นจ งทาการเปล ยนค า =1 จากน น อ พเดทค า =10 และเปล ยนค า,,, =0
20 ดาเน นการซ าข นตอนท 5-6 รอบท 2 ข นตอนท 5 เม องส ดท ายท เด นทางบนเส นทาง ค อเม องท 5 และป จจ บ นเหล อ ด งน นพ จารณาค าในพ ก ดใน Ω ท ไม น บรวมค าในพ ก ดของเม องท 7,3 และ 5 พบว าค าในพ ก ด ท น อยท ส ดลาด บถ ดไปค อ 0.66 ซ งเป นค าในพ ก ดของเม องท 4 ด งน นเล อกเด นทางจากเม อง ท 5 ไปเม องท 4 ด งน น T=4 ข นตอนท 6 ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 4 พบว าม ความต องการ 170 ซ งม ค ามากกว า ป จจ บ นซ งม ค าเท าก บ 10 ด งน นจ งท าการเปล ยนค า =1 จากน นท าการอ พเดทค า k=1+1=2 และเร มต นข นตอนท 3-6 โดยเส นทางของเส นทางท 1 ค อ ข นตอนท 3-6 รอบท 2 เม อ k=2; ข นตอนท 3. เร มต นเส นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกเด นทางไปย งเม องท ม ค าใน พ ก ดในเวคเตอร Ω ท น อยท ส ดก อนให ตาแหน งเม องในพ ก ดน นเป น P ป จจ บ นค าในพ ก ดท น อยท ส ดค อ 0.66 ซ งเป นค าในพ ก ดของเม อง 4 (ไม พ จารณาค าในพ ก ดของ เม องท เด นทางผ านโดยรถค นท 1 แล ว ค อเม องท 7,3 และ 5 ด งน น P=4 ข นตอนท 4. ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 4 พบว าค าความต องการส นค าของล กค ารายท 7 ม ค าเป น 170 และค า ม ค าเป น 500 ด งน นจ งสามารถน าส นค าส งจากศ นย กระจายส นค าไป ให ล กค ารายท 4 ได ด งน นค า =1 และทาการอ พเดทค า ข นตอนท 5 ค าในพ ก ดท น อยเป นลาด บถ ดไปของเวคเตอร Ω ค อ 0.82 ซ งเป นค าของล กค ารายท 6 ด งน นค า T=6 ข นตอนท 6. ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 6 พบว าม ค าเป น 140 ซ งม ค าน อยกว า 330 ( ด งน นทาการ เปล ยนค า =1 จากน น อ พเดทค า เปล ยนค า =190 และ,,, =0 ดาเน นการซ า ข นตอนท 5-6 จนกระท งล กค าท ก รายถ กเด นทางผ านด วยรถ 1 คร ง ป จจ บ นได เส นทาง สาหร บ k=2;
21 ดาเน นการซ าข นตอนท 5-6 รอบท 1 k=2; ข นตอนท 5 เม องส ดท ายท เด นทางบนเส นทาง ค อเม องท 6 และป จจ บ นเหล อ ด งน นพ จารณาค าในพ ก ดใน Ω ท ไม น บรวมค าในพ ก ดของเม องท 7,3,5,4 และ 6 พบว าค าใน พ ก ดท น อยท ส ดลาด บถ ดไปค อ 0.83 ซ งเป นพ ก ดของเม องท 1 ด งน นเล อกเด นทางจากเม องท 6 ไปเม องท 1 ด งน น T=1 ข นตอนท 6 ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 1 พบว าม ความต องการ 100 ซ งม ค าน อยกว า ป จจ บ นซ งม ค าเท าก บ 190 ด งน นจ งทาการเปล ยนค า =1 จากน น อ พเดทค า =90 และเปล ยนค า,,, =0 ดาเน นการซ าข นตอนท 5-6 รอบท 2 ข นตอนท 5 เม องส ดท ายท เด นทางบนเส นทาง ค อเม องท 1 และป จจ บ นเหล อ ด งน นพ จารณาค าในพ ก ดใน Ω ท ไม น บรวมค าในพ ก ดของเม องท 7,3,5,4,6 และ 1 พบว าค า ในพ ก ดท น อยท ส ดลาด บถ ดไปค อ 0.86 ซ งเป นค าในพ ก ดของเม องท 2 ด งน นเล อกเด นทาง จากเม องท 2 ไปเม องท 2 ด งน น T=2 ข นตอนท 6 ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 2 พบว าม ความต องการ 200 ซ งม ค ามากกว า ป จจ บ นซ งม ค าเท าก บ 90 ด งน นจ งทาการเปล ยนค า =1 จากน นทาการอ พเดทค า k=2+1=3 และเร มต นข นตอนท 3-6 รอบท 3 โดยท เส นทางของเส นทางท 2 ค อ ข นตอนท 3-6 รอบท 3 เม อ k=3 ข นตอนท 3. เร มต นเส นทางจากศ นย กระจายส นค า (0) จากน นเล อกเด นทางไปย งเม องท ม ค าใน พ ก ดในเวคเตอร Ω ท น อยท ส ดก อนให ตาแหน งเม องในพ ก ดน นเป น P ป จจ บ นค าพ ก ดท น อยท ส ดค อ 0.86 ซ งเป นค าในพ ก ดของเม อง 2 (ไม พ จารณาค าในพ ก ดของ เม องท เด นทางผ านโดยรถค นท 1 แล ว ค อเม องท 7,3,5,4,6 และ 1 ด งน น P=2
22 ข นตอนท 4. ตรวจสอบความต องการส นค าของล กค า 2 พบว าค าความต องการส นค าของล กค า รายท 2 ม ค าเป น 200 และค า ม ค าเป น 450 ด งน นจ งสามารถน าส นค าส งจากศ นย กระจาย ส นค าไปให ล กค ารายท 4 ได ด งน นค า =1 และทาการอ พเดทค า ข นตอนท 5 เน องจากเม องท 2 เป นเม องส ดท ายท ถ กเด นทางผ านด งน นส นส ดว ธ การถอดรห ส ด งน นเส นทางท 3 ได เส นทาง และจากการดาเน นการตามข นตอน 1-6 ได เส นทางท งส น 3 เส นทางตามแสดงในตารางท 6.7 ตารางท 6.7 สร ปผลเส นทางการถอดรห สเวคเตอร ด วยว ธ ทางอ อม เส นทางท เส นทาง ระยะทาง รวม 541 จากตารางท 6.6 พบว าเส นทางท 1 ม ระยะทาง 226 ก โลเมตรเส นทางท 2 ม ระยะทาง 255 ก โลเมตรและเส นทางท 3 ม ระยะทาง 60 ก โลเมตร โดยม ระยะทางรวม 541 ก โลเมตร จากต วอย างข างต นเป นการแสดงต วอย างเพ ยงเวคเตอร เด ยว สมม ต ให NP =5 หร อจานวน เวคเตอร ท ต องการเท าก บ 5 ตามกระบวนการของ ว ธ การการว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง ท แสดงต วอย าง การดาเน นการไว ในป ญหาการจ ดเส นทางของพน กงานขาย ในบทท 5 สามารถน ามาประย กต ใช งานได แต ใช ว ธ การให รห สและถอดรห สท แตกต างก นด งแสดงไว ก อนหน าน ส วนว ธ การปร บเปล ยนค าในพ ก ด การแลกเปล ยนค าในพ ก ด การค ดเล อกเวคเตอร ย งคงดาเน นกาเช นเด มด วยสมการ 3.3,3.4 และ 3.5 หากกาหนดค า NP=5 จะต องสร างเวคเตอร เร มต นขนาด 1 I จานวน 5 เวคเตอร ด งแสดงในตารางท 6.8 ตารางท 6.8 ค าในพ ก ดในเวคเตอร 5 เวคเตอร กรณ ท ม ค า NP=5; เวคเตอร \I
23 จากตารางท 6.8 ค าพ ก ดในแต ละเวคเตอร สามารถน าไปหาเส นทางตามกรรมว ธ ในการ ถอดรห สเวคเตอร เพ อให ได เส นทางท ต องการซ งผลการหาเส นทางของเวคเตอร ท ง 5 แสดงได ด งตาราง ท 6.9 ตารางท 6.9 ผลการจ ดเส นทางของเวคเตอร ในตารางท 6.8 เวคเตอร เส นทาง ระยะทางรวม เวคเตอร ในตารางท 6.8 ค อเวคเตอร ท ได มาจากการส มต วเลขท ต องการซ งเป นข นต นของการ ดาเน นการตามกระบวนการของว ธ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง หร อ ด อ (DE) ซ งม ข นตอนสาหร บป ญหา การจ ดเส นทางการขนส ง ด งแสดงได ตามร ปท 6.3
24 เร มต น ต งค าพาราม เตอร ท จาเป น เช น จานวนเวคเตอร เร มต น ค า CR,F จานวนรอบการวนซ า สร างเวคเตอร เร มต นจานวน NP เวคเตอร (Target vector) เม อเง อนไขการวนซ าย งไม ครบ (จานวนรอบ/เวลา) ให ดาเน นการ การปร บเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร (mutation: Mutant Vector) การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร (recombination : Trial vector) การค ดเล อกเวคเตอร (selection: new target vector) ใช กระบวนการถอดรห สและเปร ยบเท ยบระหว าง target vector ก บ trail vector หย ดการวนซ า หย ดกระบวนการ ว ธ การการว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง ร ปท 6.3 แสดงรห สเท ยมท ใช เพ อหาคาตอบตามว ธ การของว ธ การว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง จากร ปท 6.3 สามารถดาเน นการได ด งต วอย างท 6.1 ต วอย างท 6.1 จากข อม ลของการส งส นค าท แสดงในตารางท 6.1 ซ งเม องท 0 ค อศ นย กระจายส นค า และเม องท 1-7 ค อ ล กค า ในตารางท 6.1 แสดงระยะทางท ใช ในการเด นทางระหว างเม องต างๆ และ เม องท 1=7 ม ปร มาณความต องการส นค าเป น 100,200,150,170,250,140 และ 190 ก โลเมตร ตามลาด บ โดยท ศ นย กระจายส นค าม รถอย 4 ค นโดยท รถแต ละค นม ความจ 600,500,450 และ 460 ก โลเมตรตามลาด บให ใช รห สเท ยมตามท แสดงในร ป 6.4 ในการหาเส นทางการเด นทางการขนส ง ส นค าท ประหย ดต นท นมากท ส ด เร มต น ต ง NP=10, CR=0.7, F=2 รอบจานวนการวนซ าเท าก บ 3 (iterations) สร างเวคเตอร เร มต นจานวน 10 เวคเตอร (Target vector) เม อจานวนรอบของการวนซ า ต ากว าหร อเท าก บ 3 ให ดาเน นการ การปร บเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยสมการท 3.3 การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วย สมการ 3.4 การค ดเล อกเวคเตอร ด วยสมการท 3.5 หย ดการวนซ า หย ดกระบวนการ ว ธ การการว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง ร ปท 6.4 รห สเท ยมของว ธ การว ว ฒนาการโดยใช ผลต างสาหร บใช ในต วอย างท 6.1
25 จากร ป 6.4 สามารถดาเน นการได ตามลาด บข นต อไปน เร มต น ต ง NP=10, CR=0.7, F=2 รอบจานวนการวนซ าเท าก บ 3 (iterations) สร างเวคเตอร เร มต นจานวน 10 เวคเตอร (Target vector) สร างเวคเตอร ขนาด 1 I จานวน 10 เวคเตอร โดยการส มต วเลขจานวนจร งท ม ค าต งแต 0 ถ ง 1 แสดงผลได ด งตารางท 6.10 ตารางท 6.10 ต วเลขส มของเวคเตอร เป าหมายเร มต น 10 เวคเตอร เวคเตอร \i เม อจานวนรอบของการวนซ า ต ากว าหร อเท าก บ 3 ให ดาเน นการ วนซ ารอบท 1 ดาเน นการปร บเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยสมการท 3.3 โดยกาหนดให F=2; สมม ตให ต วเลขส ม r1,r2 และ r3 ม ค าแสดงได ในตารางท 6.11 ตารางท 6.11 ผลการส มเวคเตอร ท จะใช ในการปร บเปล ยนค าในพ ก ด เวคเตอร r1 r2 r
26 จากตารางท 6.11 เม อน าเวคเตอร r1,r2 และ r3 ไปดาเน นการตามสมการท 6.1 จะได ผลการ ปร บเปล ยนแสดงในตารางท 6.12 ตารางท 6.12 ผลการปร บเปล ยนค าในพ ก ดในเวคเตอร ตามสมการ 6.1 เวคเตอร \i จากน นดาเน นการในข นถ ดไปของว ธ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยว ธ ไบโนเม ยล ซ งข นตอนน สามารถ ดาเน นการได โดยการน าเอาค าในตารางท 6.10 (target vector) และตารางท 6.12 (mutant vector) มาแลกเปล ยนก นโดยใช สมการท 6.2 { ถ า ถ าเป นอย างอ น หร อ 6.2 จากสมการท 2 ค าในพ ก ดของไทรอ ลเวคเตอร ตาแหน งหน งจะได มาจากการส มค า มาค าหน งและทาการเปร ยบเท ยบค าน นก บค า CR ท ต งไว หากค า ม ค าน อยกว าค า CR ค าใน
27 พ ก ดของไทรอ ลเวคเตอร ตาแหน งน นจะม ค าเท าก บม วแทนต เวคเตอร แต หาก ม ค ามากกว า CR ค าในพ ก ดของไทรอ ลเวคเตอร ตาแหน งน นน นจะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมาย หร ออ กอย างหน งให ทาการส มค า n ข นมาหน งค าเร ยกว า ซ ง ม ค าเป นจานวนเต มท ม ค าต งแต 1 ถ ง I เม อ I ค อขนาดของเวคเตอร หร อจานวนล กค า หากค า ม ค าเท าก บค า n หร อตาแหน ง n ของพ ก ด ในม วแทนต เวคเตอร ค าไทรอ ลเวคเตอร ในตาแหน งน นจะม ค าเท าก บม วแทนต เวคเตอร ในตาแหน งน น แต ปกต แล วเง อนไขน จะไม ได ใช มากน กเน องจากเง อนไขแรกก สามารถท าให ค าใดค าหน งในไทรอ ล เวคเตอร ม ค าเท าก บม วแทนต เวคเตอร โดยส วนใหญ เง อนไขท 2 จะถ กใช ก ต อเม อค าไทรอ ลเวคเตอร ท ได ม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมายท กตาแหน งพ ก ด เม อดาเน นการตามสมการท 6.2 โดยใช ค าเลขส มท แสดงในตารางท 6.13 (ส มใหม ท กตาแหน ง) จะได ค าไทรอ ลเวคเตอร ด งแสดงได ด งตารางท 6.14 ตารางท 6.13 เลขส มท ใช เปร ยบเท ยบก บค า CR เพ อหาค าในพ ก ดในไทรอ ลเวคเตอร เวคเตอร \i จากน นน าค าในตารางท 6.13 ไปเปร ยบเท ยบก บค า CR ซ งม ค าเท าก บ 0.7 เช นพ ก ดท 1 ของ เวคเตอร ท 1 ม ค าเลส มเป น 0.78 ซ งมากกว า 0.7 ด งน นไทรอ ลเวคเตอร ของพ ก ดท 1 ของเวคเตอร ท 1 ม ค าเท าก บค าในพ ก ดท 1 ของเวคเตอร ท 1 ของเวคเตอร เป าหมายซ งม ค าเป น 0.66 ดาเน นการ เช นเด ยวก นน จะได ผลการหาไทรอ ลเวคเตอร ท แสดงไว ในตารางท 6.14 ตารางท 6.14 ไทรอ ลเวคเตอร รอบท 1 ของเวคเตอร เป าหมายในตารางท 6.10 และม วแทนต เวคเตอร ในตาราง 6.12 โดยใช เลขส มท แสดงในตาราง 6.13 เวคเตอร \i
28 จากตารางท 6.14 น าค าไทรอ ลเวคเตอร ท ปรากฏในตารางไปถอดรห สเพ อทาการหาค าสมการ เป าหมายหร อต นท นในการขนส ง จากน นจ งทาการเปร ยบเท ยบก บค าสมการเป าหมายของเวคเตอร เป าหมายในตารางท 6.10 ก อนจะทาการน าไทรอ ลเวคเตอร ในตารางท 6.14 ไปถอดรห สอาจจะทา การปร บค าในพ ก ดในตารางท 6.14 ให อย ในช วง 0 ถ ง 1 โดยใช สมการท 6.3 (6.3) เม อ MaxP และ MinP ค อค าส งส ดและต าส ดท ต งไว (ต งไว ต าส ด 0 ส งส ด 1) MaxU และ MinU ค อค าส งส ดและต าส ดของค า จากสมการท 6.3 น าไปปร บค าไทรอ ลเวคเตอร ใน ตารางท 6.14 จะได ผลแสดงในตารางท 6.15 ตารางท 6.15 ค าไทรอ ลเวคเตอร ของตารางท 6.14 หล งการปร บค าให อย ในช วง 0 ถ ง 1 เวคเตอร \i
29 จากน นน าค าในพ ก ดต างๆ ของเวคเตอร เป าหมายและไทรอ ลเวคเตอร ไปหาเส นทางและระยะทางใน การเด นทางแล วน าไปผ านกระบวนการค ดเล อกเวคเตอร ตามสมการท 6.4 { ถ า ถ าเป นอย างอ น (6.4) เม อ ค อค า target vector ในรอบถ ดไป ค อค า trail vector ในรอบป จจ บ น ค อค า target vector ในรอบป จจ บ น ของ trail vector รอบป จจ บ น และ vector รอบป จจ บ น ค าสมการเป าหมายหร อฟ ตเนสฟ งก ช น ค าสมการเป าหมายหร อฟ ตเนสฟ งก ช นของ target ผลการประย กต ใช สมการท 6.4 จะได ผลด งแสดงในตารางท 6.17 ซ งเป นตารางท แสดงเวคเตอร เป าหมายในรอบท 2 ตารางท 6.16 แสดงการค ดเล อกเวคเตอร ในรอบท 1 ของการวนซ า เวคเตอร ค าสมการเป าหมาย
30 จากตารางท 6.16 จะได ค าเวคเตอร เป าหมายท ใช ในรอบท 2 ด งแสดงในตารางท 6.17 โดยค า เวคเตอร เป าหมายในรอบท 2 ท จะม ค าเท าก บไทรอ ลเวคเตอร ค อ เวคเตอร 1,3,5,6, และ 8 ส วน เวคเตอร อ นๆ จะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมายในรอบท 1 ด งแสดงรายละเอ ยดในตารางท 6.17 ตารางท 6.17 ค าเวคเตอร เป าหมายในรอบท 2 เวคเตอร \i วนซ ารอบท 2 ดาเน นการปร บเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยสมการท 6.1 สมม ต ให ต วเลขส ม r1,r2 และ r3 ม ค าแสดงได ในตารางท 6.18 ตารางท 6.18 ผลการส มเวคเตอร ท จะใช ในการปร บเปล ยนค าพ ก ด เวคเตอร r1 r2 r
31 จากตารางท 6.18 เม อน าเวคเตอร r1,r2 และ r3 ไปดาเน นการตามสมการท 6.1 จะได ผล การปร บเปล ยนค าเวคเตอร เป าหมายท แสดงในตารางท 6.17 ได ด งท แสดงไว ในตารางท 6.19 ตารางท 6.19 ผลการปร บเปล ยนค าในพ ก ดในเวคเตอร ตามสมการ 6.1 เวคเตอร \i จากน นดาเน นการในข นถ ดไปของว ธ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยว ธ ไบโนเม ยล ซ งข นตอนน สามารถ ดาเน นการได โดยการน าเอาค าในตารางท 6.17 (target vector) และตารางท 6.19 (mutant vector) มาแลกเปล ยนก นโดยใช สมการท 6.2 โดยใช ค าเลขส มท แสดงในตารางท 6.20 จะได ค าไทรอ ล เวคเตอร ด งแสดงได ด งตารางท 6.20 ตารางท 6.20 เลขส มท ใช เปร ยบเท ยบก บค า CR เพ อหาค าในพ ก ดในไทรอ ลเวคเตอร เวคเตอร \i
32 จากน นน าค าในตารางท 6.20 ไปเปร ยบเท ยบก บค า CR ซ งม ค าเท าก บ 0.7 เช นพ ก ดท 1 ของ เวคเตอร ท 1 ม ค าเลส มเป น 0.61 ซ งน อยกว า 0.7 ด งน นไทรอ ลเวคเตอร ของพ ก ดท 1 ของเวคเตอร ท 1 ม ค าเท าก บค าในพ ก ดท 1 ของเวคเตอร ท 1 ของม วแทนต เวคเตอร ซ งม ค าเป น 1.33 และดาเน นการ เช นเด ยวก นน จะได ผลการหาไทรอ ลเวคเตอร ท แสดงไว ในตารางท 6.21 ตารางท 6.21 ไทรอ ลเวคเตอร รอบท 2 ของเวคเตอร เป าหมายในตารางท 6.17 และม วแทนต เวคเตอร ในตาราง 6.19 โดยใช เลขส มท แสดงในตาราง 6.20 เวคเตอร \i จากตารางท 6.21 น าค าไทรอ ลเวคเตอร ท ปรากฏในตารางไปถอดรห สเพ อทาการหาค าสมการ เป าหมายหร อต นท นในการขนส ง จากน นจ งทาการเปร ยบเท ยบก บค าสมการเป าหมายของเวคเตอร เป าหมายในตารางท 6.17 ซ งก อนจะทาการน าไทรอ ลเวคเตอร ในตารางท 6.21 ไปถอดรห สอาจจะทา การปร บค าในพ ก ดในตารางท 6.21 ให อย ในช วง 0 ถ ง 1 โดยใช สมการท 6.3 จะได ผลแสดงในตาราง ท 6.22
33 ตารางท 6.22 ค าไทรอ ลเวคเตอร ของตารางท 6.20 หล งการปร บค าให อย ในช วง 0 ถ ง 1 เวคเตอร \i จากน นน าค าในพ ก ดต างๆ ของเวคเตอร เป าหมายและไทรอ ลเวคเตอร ไปหาเส นทางและระยะทางใน การเด นทางแล วน าไปผ านกระบวนการค ดเล อกเวคเตอร ตามสมการท 6.4 ผลการประย กต ใช สมการท 6.4 จะได ผลด งแสดงในตารางท 6.23 ซ งเป นตารางท แสดงเวคเตอร เป าหมายในรอบท 3 ตารางท 6.23 แสดงการค ดเล อกเวคเตอร ในรอบท 2 ของการวนซ า เวคเตอร ค าสมการเป าหมาย
34 จากตารางท 6.23 จะได ค าเวคเตอร เป าหมายท ใช ในรอบท 2 ด งแสดงในตารางท 6.24 โดยค า เวคเตอร เป าหมายในรอบท 3 ท จะม ค าเท าก บไทรอ ลเวคเตอร ค อ เวคเตอร 2,4,5,7,8 และ 9 ส วน เวคเตอร อ นๆ จะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมายในรอบท 2 ด งแสดงรายละเอ ยดในตารางท 6.24 ตารางท 6.24 ค าเวคเตอร เป าหมายในรอบท 3 เวคเตอร \i ซ งค าสมการเป าหมายของท ง 10 เวคเตอร ม ค าเป น 494, 514, 509, 408, 532, 536, 503, 501, 525 และ 450 ตามลาด บ จากน นดาเน นการในรอบท 3 การวนซ ารอบท 3 ดาเน นการปร บเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยสมการท 6.1 สมม ต ให ต วเลขส ม r1,r2 และ r3 ม ค าแสดงได ในตารางท 6.25 ตารางท 6.25 ผลการส มเวคเตอร ท จะใช ในการปร บเปล ยนค าในพ ก ด เวคเตอร r1 r2 r
35 จากตารางท 6.25 เม อน าเวคเตอร r1,r2 และ r3 ไปดาเน นการตามสมการท 6.1 จะได ผล การปร บเปล ยนค าเวคเตอร เป าหมายท แสดงในตารางท 6.24 ได ด งท แสดงไว ในตารางท 6.26 ตารางท 6.26 ผลการปร บเปล ยนค าในพ ก ดในเวคเตอร ตามตาราง 6.24 โดยใช สมการ 6.1 หร อม ว แทนต เวคเตอร ในรอบท 3 เวคเตอร \i จากน นดาเน นการในข นถ ดไปของว ธ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร ด วยว ธ ไบโนเม ยล ซ งข นตอนน สามารถ ดาเน นการได โดยการน าเอาค าในตารางท 6.24 และตารางท 6.26 มาแลกเปล ยนก นโดยใช สมการท 6.2 โดยใช ค าเลขส มท แสดงในตารางท 6.20 จะได ค าไทรอ ลเวคเตอร ด งแสดงได ด งตารางท 6.21 ตารางท 6.27 เลขส มท ใช เปร ยบเท ยบก บค า CR เพ อหาค าในพ ก ดในไทรอ ลเวคเตอร
36 เวคเตอร \i จากน นน าค าในตารางท 6.27 ไปเปร ยบเท ยบก บค า CR ซ งม ค าเท าก บ 0.7 เช นพ ก ดท 1 ของ เวคเตอร ท 1 ม ค าเลส มเป น 0.60 ซ งน อยกว า 0.7 ด งน นไทรอ ลเวคเตอร ของพ ก ดท 1 ของเวคเตอร ท 1 ม ค าเท าก บค าในพ ก ดท 1 ของเวคเตอร ท 1 ของม วแทนต เวคเตอร ซ งม ค าเป น 0.68 และดาเน นการ เช นเด ยวก นน จะได ผลการหาไทรอ ลเวคเตอร ท แสดงไว ในตารางท 6.28 ตารางท 6.28 ไทรอ ลเวคเตอร รอบท 3 ของเวคเตอร เป าหมายในตารางท 6.24 และม วแทนต เวคเตอร ในตาราง 6.26 โดยใช เลขส มท แสดงในตาราง 6.27 เวคเตอร \i
37 จากตารางท 6.28 น าค าไทรอ ลเวคเตอร ท ปรากฏในตารางไปถอดรห สเพ อทาการหาค าสมการ เป าหมายหร อต นท นในการขนส ง จากน นจ งทาการเปร ยบเท ยบก บค าสมการเป าหมายของเวคเตอร เป าหมายในตารางท 6.24 ซ งก อนจะทาการน าไทรอ ลเวคเตอร ในตารางท 6.28 ไปถอดรห สอาจจะทา การปร บค าในพ ก ดในตารางท 6.28 ให อย ในช วง 0 ถ ง 1 โดยใช สมการท 6.3 จะได ผลแสดงในตาราง ท 6.29 ตารางท 6.29 ค าไทรอ ลเวคเตอร ของตารางท 6.28 หล งการปร บค าให อย ในช วง 0 ถ ง 1 เวคเตอร \i จากน นน าค าในพ ก ดต างๆ ของเวคเตอร เป าหมายและไทรอ ลเวคเตอร ไปหาเส นทางและ ระยะทางในการเด นทางแล วน าไปผ านกระบวนการค ดเล อกเวคเตอร ตามสมการท 6.4 ผลการ ประย กต ใช สมการท 6.4 จะได ผลด งแสดงในตารางท 6.30 ซ งเป นตารางท แสดงผลการเล อก เวคเตอร ในรอบท 3 ตารางท 6.30 แสดงการค ดเล อกเวคเตอร ในรอบท 2 ของการวนซ า เวคเตอร ค าสมการเป าหมาย
38 จากตารางท 6.30 จะได ค าเวคเตอร เป าหมายท ใช ในรอบท 3 ด งแสดงในตารางท 6.30 โดยค า เวคเตอร เป าหมายในรอบท 4 ท จะม ค าเท าก บไทรอ ลเวคเตอร ค อ เวคเตอร 1,6 และ 9 ส วนเวคเตอร อ นๆ จะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมายในรอบท 3 ด งแสดงรายละเอ ยดในตารางท 6.31 ตารางท 6.31 ค าเวคเตอร เป าหมายในรอบท 4, ซ งค าสมการเป าหมายของท ง 10 เวคเตอร ม ค าเป น 376, 514, 509, 408, 532, 450, 503, 501,498 และ 450 ตามลาด บ จากรห สเท ยมท แสดงในร ป 6.4 ดาเน นการท งส น 3 รอบซ งได ดาเน นการครบแล ว จ งสามารถสร ป ได ว าเส นทางท ส นท ส ดม ระยะทาง 376 ก โลเมตรซ งได เส นทางด งสร ปในตารางท 6.32 ตารางท 6.32 ผลการจ ดเส นทางของเส นทางท ส นท ส ดจากการวนซ า 3 รอบ เส นทางท เส นทาง ระยะทางรวม (191) (72) (113)
39 จากต วอย างท 6.1 จะส งเกต ว าเน องจากความจ ของรถแต ละค นไม เท าก น ซ งหากเร ยงลาด บ ของรถบรรท กส นค าท ต างก นอาจจะทาให ได คาตอบท ไม เหม อนก นและม ผลต อคาตอบในทางท ด และไม ด ซ งหากเก ดป ญหาเช นน ผ อ านอาจจะต องด าเน นการสร างเวคเตอร แทนค าตอบข นมาเพ อช วย แก ป ญหาด งกล าว และใช เวคเตอร น นในการวางแผนการเล อกรถบรรท กก อน เช นจากต วอย างท 6.1 ม รถจานวน 4 ค นและม ล กค าจานวน 7 ราย ด งน นจากเวคเตอร แทนคาตอบท แสดงในต วอย างท 6.1 ม ขนาดเป น 1 7 สามารถทาการขยายขนาดของเวคเตอร เป น 1 (4+7) หร อ 1 (11) ในตาแหน ง 4 ตาแหน งแรกน นจะเป นการจ ดลาด บของรถบรรท กส วนตาแหน งท 5 ถ ง 11 จะเป นจ ดลาด บของเม องด ง แสดงได ในต วอย างท 6.2 ต วอย างท 6.2 จากต วอย างท 6.1 ให แสดงการให รห สและถอดรห สคาตอบกรณ ท ขยายขนาดของ เวคเตอร จาก 1 7 เป น 1 (4+7) ว ธ ทา สมม ต ทาการส มค าเวคเตอร เป าหมาย 1 เวคเตอร ได ผลด งแสดงในตารางท 6.32 ตารางท 6.33 เวคเตอร แทนคาตอบของต วอย างท 6.2 i\j จากตารางท 6.33 ส ตาแหน งแรกจะเป นการจ ดลาด บรถท จะใช ในการจ ดเส นทางก อนหล ง ด งน นการเร ยงลาด บจากมากไปหาน อยจะดาเน นการแบ งเป น 2 ช วงค อช วง 1-4 และช วง 5-11 โดย จะทาให ได เวคเตอร ใหม ม ล กษณะด งแสดงในตารางท 6.34 ตารางท 6.34 ผลการแยกกล มของเวคเตอร 6.33 i\j จากน นทาการ เร ยงลาด บของค าในพ ก ดของเวคเตอร จากน อยไปหากมาก โดยทาการจ ดลาด บท ละกล ม ได ผลด งแสดงในตารางท 6.35
40 ตารางท 6.35 ผลการจ ดลาด บค าในพ ก ดของเวคเตอร กล มท 1 กล มท 2 i\j จากน นท าการจ ดลาด บรถในการเด นทางตามลาด บท จ ดในกล มท 1 และจ ดลาด บล กค าตามการ จ ดลาด บในกล มท 2 เช นเร มมอบหมายในรถค นท 2 จ ดเส นทางก อน ด งน นรถค นท 2 จะต องขนส นค า ให ก บล กค ารายท 3 และ 5 ด งน นเส นทาง โดยม การขนส นค าท งหมด 400 ช น ถ ดจากน น รถค นท 3 จะถ กมอบหมายจะได เส นทาง ม การขนส นค าท งส น 310 ช นและค นท 1 ส ง ส นค าให ก บล กค า 7,1,2 โดยได เส นทาง ม การขนส นค า 490 ช น รวมระยะทางการ ขนส งของเวคเตอร น เป น 467 ก โลเมตร 6.4 ว ธ การเล อกใช ค าพาราม เตอร ต าง ๆของว ธ การว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง Qin et al.(2009) ได กล าวไว ว า NP, F และ CR เป นพาราม เตอร ท ม ผลก บคาตอบท ต องการ ของแต ละป ญหา และแต ละป ญหาอาจจะม ค าพาราม เตอร ท งสามค าท แตกต างก น การทดสอบค า NP จะต องทดสอบเม อใช เวลาในการประมวลผลเท าก น ด งน นผ เข ยนจะทาการหาค า F และ CR ท เหมาะสม ก อน จากน นจ งค อยทดลองหาค าของ NP เน องจากค า F และ CR ท ทดสอบจะใช จานวนรอบในการวน ซ าของว ธ การว ว ฒนาการโดยใช ผลต างเป นเง อนไขในการหย ดวนซ า แต ค า NP จะทาการทดสอบโดยใช เวลาท ประมวลผลเป นเง อนไขในการหย ดวนซ า ผ เข ยนได พ ฒนาว ธ การว ว ฒนาการเช งพ นธ กรรมโดยใช Borland C++ และได ทดลองก บ ป ญหาต วอย างท พบใน OR-library ท พบในเวบไซต โดยทดลองก บป ญหาท ม จานวนเม อง 101 พ อใช ในการหาค า F และ CR ท เหมาะสมสาหร บป ญหา VRP โดยปกต ในป ญหาอ นๆ น นได กาหนดค า CR อย ในช วง 0-1 แต โดยปกต จะอย ในช วง และค า F อย ในช วง ด งน นเราจะทาการ ทดสอบค าพาราม เตอร ด วยว ธ response surface method ร วมก บว ธ การ steepest descent โดยได ค าท เหมาะสมค อค า CR=0.7 และ F = 2.34 ซ งเป นผลจากการพ จารณาจากว ธ การ response surface method ท แสดงผลส ดท ายในร ปท 6.5
41 Surface Plot of C7 vs F, CR 3000 C CR F ร ปท 6.5 กราฟพ นผ วท แสดงผลการหาค า CR และ F ท เหมาะสมท ส ดในป ญหาต วอย างขนาด 101 ลาด บถ ดไปผ เข ยนจะทาการทดสอบจานวนประชากรท เหมาะสมโดยออกแบบการทดลองให ทดสอบก บป ญหาเด มท ม ขนาด 101 เม อง จากน นดาเน นการกาหนดเวลาในการประมวลผลคงท ท ต ง ไว 1 นาท และทดสอบค า NP หร อจานวนประชากรเป น 4 ค าค อ N, N/2, N/4,N/6 เม อ N ค อจานวน เม องท ใช ในการประมวลผล แต ละค า NP ม การทดลองซ าจานวน 4 คร ง จากค าสถ ต พบกว าจานวน NP ท แตกต างก นทาให ต นท นในการขนส งแตกต างก นซ งสามารถแสดงกราฟค าเฉล ยของต นท นในการขนส ง ได ด งร ปท 6.6
42 Mean 2600 Main Effects Plot for Cost Data Means N N/2 NP N/4 N/6 ร ปท 6.6 ผลกระทบของการเปล ยน NP เม อประมวลผลด วยเวลาเท าก น จากร ปท 6.6 พบว าการประมวลผลโดยใช NP ม ค าเป น N/4 จะได ต นท นต าท ส ดซ งผ พ ฒนา ว ธ การว ว ฒนาการโดยใช ผลต างสามารถประย กต ใช ค า NP เท าก บ N/4 เม อ N ค อจานวนเม องท ต องการจ ดเส นทางการขนส ง การเพ มประส ทธ ภาพของว ธ การว ว ฒนาการโดยใช ผลต าง 6.5 การประย กต ใช ว ธ การแลกเปล ยนค าในพ ก ดแบบเอกซ โปเนนเช ยล จากสมการท 6.2 ซ งเป นการแลกเปล ยนค าในพ ก ดแบบไบโนเม ยล ภาณ ภ ณฑ และระพ พ นธ (2556) และ กนกกาญจน และ ระพ พ นธ (2556)ได น าเสนอการแลกเปล ยนค าในพ ก ดแบบเอกซ โพเนนเช ยล แบบ 1 จ ดและ 2 จ ดสาหร บการประย กต ใช ในป ญหาการจ ดสมด ลย สายการประกอบสาหร บการ แลกเปล ยนค าในพ ก ดแบบเอกซ โพเนนเช ยงแบบ 1 จ ดสามารถแสดงได ด งสมการ 6.11, 6.12 และ แบบ 2 จ ดสามารถแสดงได ด งสมการ 6.13 { ถ า ถ าเป นอย างอ น (6.11)
43 เม อ ค อเลขจานวนเต มท ส มอย ในช วง [1,N] เม อ N ค อจานวนเม องเช นหากม จานวนเม อง เป น 8 เม อง จะม เวคเตอร ท ม ขนาด 1 8 เม อทาการส มต วเลขท อย ในช วง 1-8 มาได เลขใดเลขหน ง เช นทาการส มได เลข 5 ค าไทรอ ลเวคเตอร จะม ค าเท าก บค าม วแทนต เวคเตอร ต งแต ตาแหน งท 1-5 ส วนตาแหน งท เหล อจะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมาย หร ออาจจะเข ยนสมการ 6.11 ในร ปของการใช ค า CRได ด วยการเข ยนแทนด วยสมการ 6.12 และด งสมการ 6.13 { เม อ ม ค าต งแต เม อ ค อตาแหน งแรกท พบ ถ าเป นอย างอ น (6.12) สมการท 6.12 จะทาการหาค า ตามปกต ด งตารางท 6.25 จากน นในแต ละเวคเตอร พ จารณาค าแรกท พบว า ม ค ามากกว า CR สมม ตให เป นตาแหน ง R ค าในพ ก ดในไทรอ ล เวคเตอร ของเวคเตอร น นจะม ค าเท าก บค าในพ ก ดของม วแทนต เวคเตอร ในตาแหน งใดใดก อนหน า R รวมถ งต าแหน ง R ด วยส วนต าแหน งท เหล อค าในพ ก ดในไทรอ ลเวคเตอร จะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมาย เช นหากดาเน นการหาไทรอ ลเวคเตอร ของรอบท 3 ในต วอย างท 6.1 ซ งเป นการพ จารณา การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร เป าหมายในตาราง 6.24 ก บม วแทนต เวคเตอร ในตาราง 6.26 โดยใช ค าเลขส ม ในตาราง 6.27 จะได ค าไทรอ ลเวคเตอร ใหม ด งแสดงในตารางท 6.36 ตาราง 6.36 ค าในพ ก ดของไทรอ ลเวคเตอร ในการแลกเปล ยนเวคเตอร เป าหมายในตาราง 6.24 ก บม ว แทนต เวคเตอร ในตาราง 6.26 โดยใช เลขส มในตาราง 6.27 ด วยว ธ ตามสมการ 6.12 เวคเตอร \i
44 จากตารางท 6.27 เลขส มสาหร บเวคเตอร แรกไม ม ต วเลขใดมากกว า CR(0.7) ด งน นค าใน พ ก ดในไทรอ ลเวคเตอร ท 1 จะม ค าเท าก บม วแทนต เวคเตอร ส วนในเวคเตอร ท 2 เลขส มในตาแหน ง R=4 ซ งม ค าเป น0.95 ค อตาแหน งแรกท ม ค ามากกว า CR ด งน นค าในพ ก ดในไทรอ ลเวคเตอร ท 2 ตาแหน งท 1-4 จะม ค าเท าก บม วแทนต เวคเตอร ส วนตาแหน งท 5-7 จะม ค าเท าก บเวคเตอร เป าหมาย ส วนว ธ การแลกเปล ยนค าในพ ก ดของเวคเตอร แบบเอกซ โปเนนเช ยลสองจ ดน นสามารถดาเน นการได ด ง สมการท 6.13 { เม อ ม ค าต งแต ถ ง เม อ ค อตาแหน งแรกท พบ และตาแหน ง ถ ง เม อ ค อตาแหน งแรกท พบ ท อย ถ ดจากตาแหน ง ถ าเป นอย างอ น 6.13) ตาราง 6.37 ค าในพ ก ดของไทรอ ลเวคเตอร ในการแลกเปล ยนเวคเตอร เป าหมายในตาราง 6.24 ก บม ว แทนต เวคเตอร ในตาราง 6.26 โดยใช เลขส มในตาราง 6.27 ด วยว ธ ตามสมการ 6.12 โดยใช ว ธ เอกซ โปเนนเช ยลแบบสองจ ด เวคเตอร \i จากตารางท 6.37 ต วอย างท เห นการเปล ยนแปลงของการใช ว ธ แลกเปล ยนค าในพ ก ดแบบ เอกซ โปเนนเช ยลแบบหน งจ ดและสองจ ดได ช ดท ส ดค อเวคเตอร ท 4 พบว าค าเลขส มค าแรกท มากกว า 0.7(CR) ค อตาแหน งพ ก ดท 2 (R1) ซ งม ค า 0.9 และตาแหน งท สองท ม ค าในพ ก ดมากกว าหร อเท าก บ CR ค อตาแหน งพ ก ดท 5(R2) ซ งม ค า 0.82(เลขส มจากตาราง 6.27) ด งน นค าในพ ก ดของไทรอ ล
45 เวคเตอร ในตาแหน งท 1 ถ ง 2 และ ตาแหน งท 5 ถ ง 7 จะม ค าเท าก บม วแทนต เวคเตอร ส วนตาแหน ง 3 และ 4 จะม ค าในพ ก ดเท าก บเวคเตอร เป าหมาย ผลการทดลองก บ 3 ป ญหาต วอย างสาหร บการประย กต ใช โดยประย กต ใช ก บป ญหาท ม ล กค า จานวน 38,101 และ 151 รายแต ละแบบม การทดลองจานวน 5 คร งผลแสดงได ด งตารางท 6.38 ตารางท 6.38 ต นท นในการขนส งเม อใช ว ธ การแลกเปล ยนค าในพ ก ดท แตกต างก น จานวนเม อง คร งท ทาการทดลอง ว ธ การแลกเปล ยนค าในพ ก ด ไบโนเม ยล เอกซ โปเนน เช ยล 1 จ ด เอกซ โปเนน เช ยล 2 จ ด Min Mean Max Min Mean Max Min Mean Max
46 Mean จากตารางท 6.38 เม อน าไปทดสอบด วยการทดสอบทางสถ ต ด วยโปรแกรม minitab v.16 พบ กว า ป ญหาท ม เม อง 101 และ 151 เม องไม ม ความแตกต างอย างม น ยสาค ญ เม อใช ว ธ การแลกเปล ยน ค าในพ ก ดในเวคเตอร ท แตกต างก น ด วยค า p-value 0.08 และ แต ป ญหาขนาดเล กท ม เม อง 38 เม องม ความแตกต างก นท ระด บน ยสาค ญ 0.05 โดยม กราฟแสดงค าความแตกต างของการใช ว ธ แลกเปล ยนค าในพ ก ดด งแสดงในร ปท Main Effects Plot for C2 Data Means C1 3 ร ปท 6.7 กราฟเมนเอฟเฟกซ ของป ญหาต วอย างท ม เม อง 38 เม อง จากการทดสอบสมมต ฐานสามารถสร ปได ว าการใช ว ธ การแลกเปล ยนค าในพ ก ดท แตกต างก น อาจจะม ผลหร อไม ม ผลต อคาตอบก ได ข นอย ก บป ญหาแต ละป ญหาด งน นในการดาเน นการพ ฒนาว ธ การ ว ว ฒนาการโดยใช ผลต างน ควรจะม การทดสอบว าหากใช ว ธ การแลกเปล ยนค าในพ ก ดจะม ผลต อคาตอบ หร อไม เพ อให ได ว ธ การท ด ท ส ดก อนการทาการทดสอบก บป ญหาต วอย างหร อป ญหากรณ ศ กษา
47 แบบฝ กห ดท ายบทท 6 1. ให อธ บายความแตกต างระหว างป ญหาการจ ดเส นทางการขนส งก บป ญหาการเด นทางของ พน กงานขาย 2. จากต วอย างท 6.1หากความจ ของส นค าเท าก นค อ 500 ช น จะม ผลอย างไรก บคาตอบท ได จาก การดาเน นการตามกระบวนการท แสดงในร ป 6.3 ให แสดงกระบวนการตามท แสดงในต วอย าง ท ให ดาเน นการประย กต ใช กระบวนการตามแสดงในร ป 6.4 ก บป ญหาท แสดงในตารางท 6.39 โดยกาหนดให NP=20, CR=0.8,F=1.5, IT=5 และกาหนดให ความจ ของรถบรรท กส นค าแต ละ ค นเท าก นค อ 1200 ช น ตารางท 6.39 แสดงระยะทางระหว างล กค าแต ละรายและความต องการส นค าของล กค า i\j ความต องการ ให ทดลองใช โปรแกรมล งโกในร ปท 6.2 ในการแก ป ญหาตามแบบฝ กห ดข อ 3 และ ให ว เคราะห ความเหม อนและแตกต างของเส นทางการเด นทาง 5. จากแบบฝ กห ดข อ 3 หากเปล ยนค า CR จาก 0.8 เป น 0.2 จะม ผลก บคาตอบหร อไม อย างไร 6. จากแบบฝ กห ดข อ 3 หากเปล ยนค า F จาก 1.5 เป น 2.5 จะม ผลก บคาตอบหร อไม อย างไร 7. จากแบบฝ กห ดข อ 3 ให ทดลองออกแบบว ธ การให รห สและถอดรห สเวคเตอร ท ไม เหม อนก บ ต วอย างท 6.1
บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร
บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร ประกอบด วย 4 ข นตอน 1. การว เคราะห และกาหนดรายละเอ ยดของป ญหา 2. การวางแผนในการแก ป ญหา 3. การดาเน นการแก ป ญหา 4. การตรวจสอบและปร บปร ง ว เคราะห ป ญหาหร อความต องการ
โดย : อ ญชนา กล นเท ยน
โดย : อ ญชนา กล นเท ยน กระบวนการวางแผนงาน การด าเน นการก อนการวางแผน การประเม นผล/ปร บปร งแผน และวางแผนใหม การปฏ บ ต ตามแผน การว เคราะห ป ญหา การก าหนดแผนงาน/โครงการ การก าหนดค าใช จ าย การก าหนดว ตถ ประสงค
แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า
แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า คร งท 1 ( 1 ต.ค..- 31 ม.ค.. ) คร งท 2 (1 เม.ย..- 30 ก.ย.....) ช อผ ร บการประเม น..... ต าแหน ง หมวด.... ค าจ าง....ส งก ด. หน าท ความร บผ
เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป
เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป 1 สารบ ญ 1.จ ดการเอกสาร... 3 1.1 ส งเอกสาร.3 1.2 เอกสารร บเข า..10 1.3 เอกสารส งออก...17 2. บ นท กเอกสาร...22 2.1 บ นท กเอกสารเข า...22 2.2 บ
แผนบร หารการสอนประจาว ชา รห สว ชา 7134901 รายว ชา การว จ ยดาเน นงาน 3(2-2-5) คาอธ บายรายว ชา ว ตถ ประสงค ท วไป เน อหา. Operation Research
แผนบร หารการสอนประจาว ชา รห สว ชา 7134901 รายว ชา การว จ ยดาเน นงาน 3(2-2-5) Operation Research คาอธ บายรายว ชา หล กการเบ องต นเก ยวก บโครงสร างและแบบจ าลองทางคณ ตศาสตร ทฤษฎ การต ดส นใจ การ เล ยนแบบทางสถ
4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ
4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ 4.1 ความหมายของโปรแกรมตารางค านวณ ภาพท 4.1 ต วอย างหน าจอภาพโปรแกรมตารางค านวณ Microsoft Excel โปรแกรมตารางค านวณ (Spreadsheet) เป นโปรแกรมท ม ความสามารถและ เหมาะส าหร บใช
ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ
ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ เมน การใช งาน แบ งตามกล มผ ใช งานได ด งน. เมน การใช งานสาหร บผ กาหนดองค ประกอบ. เมน การใช งานสาหร บผ จ ดการองค ประกอบ.
ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร
ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชาคอมพ วเตอร ระด บช น ม ธยมศ กษาป ท 1 80 ช วโมง ศ กษา ว เคราะห ข นตอนการท างานโดยท าตามล กษณะข นตอนท วางไว กระบวนการกล ม เป น ว
เอกสารประกอบการเร ยน เร อง คอมพ วเตอร น าร
เอกสารประกอบการเร ยน เร อง คอมพ วเตอร น าร ร จ กคอมพ วเตอร ป จ บ นคอมพ วเตอร เป นอ ปกรณ เทคโนโลย สารสนเทศท น ยมใช ก นอย างแพร หลาย โดยท วไปเราจะน าคอมพ วเตอร มาใช ในการท างานต าง ๆ เช นการค ดค านวณ การพ
คาอธ บายรายว ชา จ ดประสงค รายว ชา 1. ม ความเข าใจโปรแกรมประมวลผลคา 2. ม ท กษะในการใช โปรแกรมประมวลผลคา 3. เห นถ งความสาค ญของโปรแกรมประมวลผลคา
คาอธ บายรายว ชา จ ดประสงค รายว ชา 1. ม ความเข าใจโปรแกรมประมวลผลคา 2. ม ท กษะในการใช โปรแกรมประมวลผลคา. เห นถ งความสาค ญของโปรแกรมประมวลผลคา มาตรฐานรายว ชา 1. อธ บายความหมาย หน าท และส วนประกอบของโปรแกรมประมวลผลคา
๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท
๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ล กษณะงานโดยท วไป สายงานน คล มถ งตาแหน งต างๆ ท ปฏ บ ต งานกาก บ แนะนา ตรวจสอบการปฏ บ ต งาน บร หารงานอาคารสถานท ซ งม ล กษณะงานท ปฏ บ ต เก
การเช อมโยงภาพน ง ว ธ สร างการเช อมโยง
27 การเช อมโยงภาพน ง บางคร งเราไม ต องการเสนอภาพตามล าด บ แต ต องการน าเสนอในล กษณะสล บไปมา หร อ ต องการแสดงข อม ลบนอ นเทอร เน ต หร อ แม แต เร ยกใช งานโปรแกรมอ น ๆ เช น CAI หร อ โปรแกรมประย กต อ น ๆ ก
การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM
Chapter 8 การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM 1 เน อหา ล กษณะของ Activity Diagram ร ปแบบการใช Activity Diagram การระบ ส วนของข อม ลให แก ก จกรรม การจ ดระเบ ยบข อม ล การสร างท พ ก/เก บข อม ล การแบ
ËÅÑ Êٵà Managing and Reporting Sales Data with Excel 2010
ËÅÑ Êٵà Managing and Reporting Sales Data with Excel 2010 0 Course ID Course Name Time IT001 1 ว น หล กการและเหต ผล งานขายเป นห วใจของการด าเน นธ รก จ No Selling No Business ค ากล าวน คงไม ต องการค าอธ
ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม
ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม กล มว ชาการศ กษา ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 9 1. ว ตถ ประสงค 1.1 เพ อส งเสร มพ ฒนาการเร ยนร และประสบการณ
BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน
BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาศ กยภาพบ คลากรผ เก ยวข องให ม ความร ความเข าใจ ความส าค ญในการก าหนดข อม ลพ นฐาน (Master File) และข อม ล พ นฐานท พ ฒนาข นมาใหม ในโปรแกรม BMS INVENTORY เพ
ส วนเจ าหน าท ผ บทท 1 ส าน กบร หารงานกลาง น าเข าข อม ล ท วไป จ งเล อนเง นเด อนน ก ไขข อม ลผลการ ดรอบการประ ม น 2. เล อกป งบประมาณ 1-1 โดย บร ษ ท
บทท 1 ส วนเจ าหน าท ผ น าเข าข อม ล ส าน กบร หารงานกลาง 1-1 ประกอบด วยผ ใช งานท เก ยวข อง 3 ส วนค อ ส วนเจ จ าหน าท ผ น าเข าข อม ล ส าน กบร หารงานกลาง ส วนผ ใช งานน ท วไป ได แก ข าราชการท กคนของส าน กงานฯ
ล าด บเลข ระด บ 1 ล าด บเลข ระด บ 2 ห วเร อง 1 ห วเร อง2
การใช Word ส าหร บท าว ทยาพนธ หร อ รายงานต างๆ ส วนแรกมาท าความร จ กก บ ล าด บเลข และ ห วเร อง ก อน ท ง 2 ส วนน จะสามารถท าไปใช ในการ สร าง สารบ ญ แบบอ ตโนม ต ได ล าด บเลข ระด บ 1 ล าด บเลข ระด บ 2 ห วเร
โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา...2557...
วช.022_1 ไม เต มร ปแบบ โรงเร ยนอ สส มช ญแผนกประถม งานว จ ยในช นเร ยน ป การศ กษา...2557... ช องานว จ ย การพ ฒนาการจ ดการเร ยนร แบบร วมม อท ม ผลต อผลส มฤทธ ทางการเร ยนว ชาคอมพ วเตอร เร อง การค านวณและการใช
จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ
ค ม อการใช งาน ระบบระบบสารสนเทศเพ อการบร หารงานว จ ยและฐานข อม ลงานว จ ย มหาว ทยาล ยพะเยา จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ ศ นย บร การเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร มหาว ทยาล ยพะเยา คานา ป จจ บ น มหาว ทยาล
ค ม อระบบรายงานผลการดาเน นงานรายเด อน ความร เบ องต นในการใช โปรแกรม
ค ม อระบบรายงานการดาเน นงานรายเด อน (version 2.0) 1 ค ม อระบบรายงานผลการดาเน นงานรายเด อน ความร เบ องต นในการใช โปรแกรม 1. เป นป มท ใช เพ อล างค าของข อม ลท ใช ในการกาหนดเง อนไขในการค นหาของแต ละเมน 2.
แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ
ค ำน ำ การจมน ำเป นสาเหต การเส ยช ว ตอ นด บหน งของเด กไทยกล มอาย ต ำกว า ๑๕ ป โดยเฉล ยป ละเก อบ ๑,๓๐๐ คน การเส ยช ว ตจากการตกน ำ จมน ำของเด กไทยม แนวโน มเพ มส งข นอย างต อเน องต งแต ป ๒๕๔๒-๒๕๔๘ และเร มม
บทท 4 ต วแบบการมอบหมายงาน (Assignment Model)
บทท ต วแบบการมอบหมาย (Assigmet Model) ต วแบบการมอบหมาย เป นต วแบบท ใช ในแก ป ญหาการมอบหมายให ก บ พน ก หร อจ ดเพ อไปท าท เคร องจ กร หร อป ญหาอ น ๆ ท ม ล กษณะเหม อนก น ต วแบบการ มอบหมายน เป นแบบท ม ต องท
เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ
เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ (๕.๑) ความสามารถในการประย กต ใช ตรรกะคณ ตศาสตร และสถ ต ในการพยาบาล ความสามารถในการประย กต ใช ตรรกะคณ ตศาสตร และสถ ต ในการพยาบาล
ค ม อการใช งาน สาหร บคร ผ สอน,คร ท ปร กษา
ค ม อการใช งาน สาหร บคร ผ สอน,คร ท ปร กษา www.ats.co.th บร ษ ท อย ธยาเทคโนโลย เซอร ว ส จ าก ด ( - ) EDR / 1 / 2 3 / 1.1 3.1 / 1.2 / / 3.2 / ค ม อการเข าใช งานระบบ การเข าใช งานระบบซอฟแวร บร หารจ ดการศ
สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ
คำนำ หน งส อการบ ญช เพ อการจ ดการเล มน ผ เข ยนได ทำการเร ยบเร ยงและแต งข นเพ อ ใช ในการเร ยนว ชา การบ ญช เพ อการจ ดการ ตามหล กส ตรปร ญญาตร สาขาต างๆ โดยนำการวางร ปแบบการนำเสนอเน อหาในแต ละบทให อ านและเข
รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ
ต วอย าง รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสว สด การส งคม เร อง ความปลอดภ ยในการท างานของล กจ าง แบบ จป. (ว) เข ยนท ว นท เด อน พ.ศ. 1. ข าพเจ
ค ม อการใช งานโปรแกรมระบบจ ดการคล งข อสอบส วนกลาง
ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบจ ดการคล งข อสอบส วนกลาง (เอกสารประกอบการประช มปฏ บ ต การช แจงและซ กซ อมความเข าใจการสร างข อสอบ Online) สาน กงานเขตพ นท การศ กษาม ธยมศ กษา เขต 5 :ส งห บ ร :ลพบ ร :ช ยนาท:อ างทอง:
ค ม อการใช งาน ระบบจ ดส งรายช ออาจารย ผ สอนผ านเคร อข ายอ นเตอร เน ต
ค ม อการใช งาน ระบบจ ดส งรายช ออาจารย ผ สอนผ านเคร อข ายอ นเตอร เน ต ระบบจ ดส งรายช ออาจารย ผ สอนผ านเคร อข ายอ นเตอร เน ต จ ดท าข นเพ ออ านวยความสะดวกให ก บ ภาคว ชาและคณะได ท าการจ ดอาจารย ผ สอนลงตามคาบเวลาตามท
งานสถ ต และรายงาน. (Statistic & Reporting Module) ค ม อการใช งานระบบห องสม ดอ ตโนม ต สพฐ. เวอร ช น 3 1
งานสถ ต และรายงาน (Statistic & Reporting Module) ค ม อการใช งานระบบห องสม ดอ ตโนม ต สพฐ. เวอร ช น 3 1 งานสถ ต และรายงาน แบ งออกเป น 2 ส วน ส วนแรกอย หน าหล กเป นเมน การเก บสถ ต ผ เข าใช บร การ ห องสม ด
ระบบจ ดการข อม ลของโรงพยาบาลเพ อการพ ฒนาโดยว ธ เปร ยบเท ยบ Benchmarking & KPI Dictionary
www.thaihosclub.com ระบบจ ดการข อม ลของโรงพยาบาลเพ อการพ ฒนาโดยว ธ เปร ยบเท ยบ Benchmarking & KPI Dictionary ข นตอนในการสม ครสมาช ก ในการสม ครสมาช ก ม ด วยก นอย 6 ข นตอนด งน 1. กรอกรห สโรงพยาบาล Hospcode
ต วอย างการใช งาน โปรแกรมกฎหมายส งแวดล อม ความปลอดภ ยและ การประเม นความสอดคล อง
ต วอย างการใช งาน โปรแกรมกฎหมายส งแวดล อม ความปลอดภ ยและ การประเม นความสอดคล อง 1 ต วอย างการใช งานโปรแกรม 1. เม อผ ใช งานเป ดโปรแกรมข นมา ระบบจะให ท าการลงทะเบ ยนเพ อจะท าการบ นท กข อม ลลงระบบ ซ งท าให
หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ
หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ ส วนท ๑ การร บหน งส อ หน งส อร บ ค อ หน งส อได ร บเข ามาจากภายนอก ให เจ าหน าท ของหน วยงานสารบรรณ กลางปฏ บ ต ตามท ก าหนดไว ในส วนน ๑. จ ดล าด บความส าค ญและความเร งด วนของหน
แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร
(แบบน เทศการสอน 1) แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร คร ผ สอน...ช น...กล มสาระการเร ยนร... หน วย/เร อง... ว นท ประเม น... โรงเร ยน... อาเภอ...จ งหว ด... คาช แจง ประเม นตามสภาพจร งตามรายการและให ระด บค ณภาพตามคาอธ
โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล
มคอ. ๕ รายงานผลการด าเน นการ ของรายว ชา (Course Report) โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล หน าท 1 รายงานผลการด าเน นการของรายว ชา (Course Report) หมายถ ง รายงานผลการจ ดการเร ยนการสอนของอาจารย ผ สอนแต ละรายว ชาเม
User Manual Editor Tool Proposal V1.0
KMIT-GROUP CO., LTD. User Manual Editor Tool Proposal V1.0 2 User Manual Editor Tool Table of Content 1. ส วนเคร องม อท ไว ส าหร บ จ ดการข อม ล Content ท เป นข อความ.. 3 2. ส วนเคร องม อพ เศษ ไว ส าหร
วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.
5 นโยบายด านการศ กษาของ ทบ. ป 2555-2559 นโยบายเฉพาะก ำหนดให รร.เหล า/สายว ทยาการของ ทบ.ท กแห งให พ จารณาเป ดการสอน หล กส ตรต าง ๆ ตามล ำด บด งน หล กส ตรการผล ตก ำล งพล หล กส ตรตามแนวทางร บราชการส ำหร บก
คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒
เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ สาน กว ชาการและมาตรฐานการศ กษา สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐาน กระทรวงศ กษาธ
ตอนท 3 การนาเข าข อม ล
Page 27 ตอนท 3 การนาเข าข อม ล 3.1 การเร ยกเมน สาหร บกรอกรายงาน การกรอกรายงาน จาเป นต อง Login เข าส ระบบก อน เพ อเป นการตรวจสอบส ทธ การใช งาน (ด ห วข อการ Log in เข าส ระบบ) โดยการกรอกรายงานสามารถดาเน
KingdomofThailand EDICTOFGOVERNMENT±
KingdomofThailand EDICTOFGOVERNMENT± Inordertopromotepubliceducationandpublicsafety,equal justiceforal,abeterinformedcitizenry,theruleoflaw, worldtradeandworldpeace,thislegaldocumentishereby madeavailableonanoncommercialbasis,asitistherightof
บทท 3 ระบบการแจ งข าวสารประชาส มพ นธ อ เล กทรอน กส
บทท 3 ระบบการแจ งข าวสารประชาส มพ นธ อ เล กทรอน กส 3-1 บทท 3 ระบบการแจ งข าวสารประชาส มพ นธ อ เล กทรอน กส 3.1 ร จ กระบบการแจ งข าวสารประชาส มพ นธ อ เล กทรอน กส ระบบการแจ งข าวประชาส มพ นธ ค อ โปรแกรมระบบงานท
หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น
หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น (สมรรถนะท 2 การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น) (เวลา 55 ช วโมง) แนวค ด เป นหล กส ตรท จ ดข นเพ อให ความร ในการบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น เม อเก ดป ญหาเพ ยงเล
การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน
การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การเตร ยมการสอนรายว ชา...รห ส... ระด บช นม ธยมศ กษาป ท... ภาคเร ยนท... โครงสร างรายว ชา... รห ส... โดย คร... กล มสาระการเร ยนร... โรงเร ยนปท มธาน น นทม
เทคน คการตรวจสอบความถ กต องของ ข อม ล. Error Detection and Correction
เทคน คการตรวจสอบความถ กต องของ ข อม ล Error Detection and Correction กล าวน า การร บส งข อม ลส งท เป นห วใจในการด าเน นการค อ ความถ กต องตรงก น ของข อม ล ซ งในว ธ การร บส งไม ว าจะเป นแบบแอนะล อกหร อแบบด
ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก
ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก โดย น ศานาถ ต ณฑ ยย น กว ชาการผล ตภ ณฑ อาหารช านาญการ กองตรวจสอบร บรองมาตรฐานค ณภาพส ตว น าและผล ตภ ณฑ ส ตว น า กรมประมง 1 1 ข นตอนในการจ
CryptBot e-office/e-document Alert TM
CryptBot e-office/e-document Alert TM (ระบบแจ งเต อนเอกสารอ เล กทรอน กส ) สามารถแจ งเต อนเม อได ร บเอกสารอ เล กทรอน กส เข าใหม ผ านทางหน าจอ Desktop ได โดยไม ต อง Logon หร อ เป ด ระบบe-Office ค างไว หร
แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net)
1 แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา () การประเม นการบร หารจ ดการศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาระด บสถานศ กษา เพ อให การด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาม ประส ทธ ภาพย งข น และน าไปส การพ ฒนาค
ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ
ผลการว เคราะห ข อม ล ผลการว เคราะห ข อม ลแบบสารวจความร เจตคต ต องานประก นค ณภาพการศ กษาของกาล งพล รร.ร.ศร โดยการจ ดทาแบบสารวจ On line ม ผ ตอบแบบสารวจจานวน 146 นาย จากจานวนท งหมด 583 นาย ค ดเป นร อยละ 25.04
ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการ/ปฏ บ ต งาน ตอนท
ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการปฏ บ ต งาน ตอนท 1 ข อม ลของผ ร บการประเม น (เจ าหน าท บ คคลหร อเจ าหน าท ท เก ยวข องเป นผ กรอก) ตอนท 2 ภาระงานท ได ปฏ บ ต ในช วงระยะเวลาประเม น (ผ ร บการประเม นเป นผ
เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖
เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ว ชา คอมพ วเตอร เพ มเต ม ๓ ช นม ธยมศ กษาป ท ๕ รห สว ชา ง๓๐๒๐๓ เวลาเร ยน ๔๐ ช วโมง/
เร อง การออกแบบงานนาเสนอ และ เทคน คการจ ดการภาพน ง
194 เร อง การออกแบบงานนาเสนอ และ เทคน คการจ ดการภาพน ง การออกแบบงานนาเสนอ การสร างงานนาเสนอท แตกต างก บงานของผ อ นน น จะทาให งานนาเสนอด เป นเอกล กษณ ของผ สร างเอง และเป นการเพ มความน าสนใจให ก บงานนาเสนอน
รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด
130 ง31101 การงานอาช พและเทคโนโลย 1 กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ช นม ธยมศ กษาป ท 4 ภาคเร ยนท 1 เวลา 20 ช วโมง จานวน 0.5 หน วยก ต ศ กษา ว เคราะห อธ บาย ว ธ การทางานและท กษะกระบวนการทางานเพ
ค ม อการใช งานระบบ รายงานการต ดตามความพ งพอใจล กค า ภายหล งส งมอบรถใหม 3 ว น ออนไลน (Courtesy call online)
ค ม อการใช งานระบบ รายงานการต ดตามความพ งพอใจล กค า ภายหล งส งมอบรถใหม 3 ว น ออนไลน (Courtesy call online) Courtesy call online ว ธ การอ พโหลดรายงานเข าส ระบบ 1. เม อท านเข าส ระบบ http://mazdaelearning.com/
การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557
การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 งานศ นย การจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร 2 แผนท 1 กล มเป าหมาย
รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553)
รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการ ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553) ล าด บ ก จกรรมการจ ดการ ต วช ว ด เป าหมาย ผลการด าเน นงาน 1 การบ งช จ ดประช มเพ อทบทวนแผนการจ ดการ
แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ
แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สาย ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ 0 RT-KM1 การจาแนกองค ความร จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร
ท างานก บข อม ล การเล อนต าแหน ง
17 ท างานก บข อม ล การเล อนต าแหน ง งานเอกสารม กจะม ปร มาณของงานเป นจ านวนมาก ด งน นการเล อนต าแหน ง เพ อ ไปย งจ ดท ต องการได อย างรวดเร ว จะท าให การท างานเอกสารน น ๆ เก ดผลส าเร จ อย างรวดเร วตามไปด
2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย
1.ว ตถ ประสงค การแข งข นการใช โปรแกรมสาน กงาน ( MS-Office 2010 ) งานน ทรรศการเป ดบ านว ชาช พ คร งท 4 ป การศ กษา 2557 ว นท แข งข น 12 ก มภาพ นธ 2558 ณ ว ทยาล ยอาช วศ กษาออมส นอ ปถ มภ ระด บม ธยมศ กษาตอนต
การว เคราะห ความแปรปรวน
การว เคราะห ความแปรปรวน อาจารย ผ องอาไพ เสนแสง อาจารย ผ สอน เบอร โทร : 084-809-0022 E-mail : [email protected] การว เคราะห ความแปรปรวน Analysis of Variance หร อ ANOVA การว เคราะห ความแปรปรวน ค อ เทคน
แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔
แนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ การจ ดท าแนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ เป นการต อเน องมาจากแนวทาง แผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๓ ซ งย งคงเป นการตาม พ.ร.ฎ.ว าด วยหล กเกณฑ ว ธ การบร หาร ก
ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบฐานข อม ล อปพร.. ( ระด บกรม ด บกรม)) กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย กระทรวงมหาดไทย
ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบฐานข อม ล อปพร.. ( ระด บกรม ด บกรม)) กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย กระทรวงมหาดไทย จ ดท าโดย นางสาวพ ไลพรรณ โพธ สม ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย ค ม อการใช
1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย )
1 ประกาศองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย เร อง ร บสม ครสอบค ดเล อกพน กงานส วนต าบล เพ อเปล ยนสายงาน ในสายงานผ ปฏ บ ต เป นสายงานผ บร หารในต าแหน งน กบร หารงานท วไป ระด บ 6... ด วยองค การบร หารส วนต าบลธารน
ก จกรรมท 2.1 ทบทวนการใช งานโปรแกรมระบบปฏ บ ต การ Windows 95 และการเร ยกใช งานโปรแกรมเอ กเซล
ก จกรรมท 2.1 ทบทวนการใช งานโปรแกรมระบบปฏ บ ต การ Windows 95 และการเร ยกใช งานโปรแกรมเอ กเซล 1. จงบอกถ งว ธ การเข าส โปรแกรมระบบปฏ บ ต การ Windows 95 2. Icon (ส ญร ป) ค ออะไรม หน าท ในการท างานอย างไร 3.
ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา
ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ระบบการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา กฎกระทรวงศ กษาธ การ การพ
ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ
ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ ฝ ายบร หารงานท วไป ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 4 1. ว ตถ ประสงค ค ม อกระบวนการร บ ส ง หน งส อราชการอเล
หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author
หล กการและเหต ผล หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author ตามนโยบายของส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐานและส าน กงานเขตพ นท การศ กษา ขอนแก น เขต 2 ท ต องการพ ฒนาบ คลากรให ม ความร ด าน ICT
ค ม อการใช งาน ระบบรายงานผลการด าเน นงานค มครองผ บร โภคด านผล ตภ ณฑ ส ขภาพในส วนภ ม ภาค (แบบรายงาน คบส.)
ค ม อการใช งาน ระบบรายงานผลการด าเน นงานค มครองผ บร โภคด านผล ตภ ณฑ ส ขภาพในส วนภ ม ภาค (แบบรายงาน คบส.) 1 หน า 1. การเข าส ระบบรายงานผลการด าเน นงาน คบส. 2 2. Menu การใช งานระบบรายงาน คบส. 5 3. การรายงานผลการด
ค ม อการใช งาน ส าหร บ ใช งานระบบ (จ งหว ด/ศ นย /กล ม) โครงการพ ฒนาระบบงานบร หารและจ ดการโครงการ กรมส งเสร มสหกรณ บร ษ ท บ ซโพเทนเช ยล จ าก ด
ส าหร บ ใช งานระบบ (จ งหว ด/ศ นย /กล ม) โครงการพ ฒนาระบบงานบร หารและจ ดการโครงการ กรมส งเสร มสหกรณ บร ษ ท บ ซโพเทนเช ยล จ าก ด สารบ ญ เร อง ค ม อการใช งาน หน า 1. รายงานความก าวหน า... 2 1.1 รายงานผลงาน/
รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...
มคอ.5 รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1. รห สและช อรายว ชา รห สว ชา ช อว ชาภาษาไทย (ช อว ชาภาษาอ งกฤษ) 2. รายว
การจ ดการก บแฟ มข อม ล จ ดเก บเอกสาร (Save)
12 การจ ดการก บแฟ มข อม ล จ ดเก บเอกสาร (Save) ใช ไอคอน แทนการเร ยกเมน File, Save ได เม อสร างงานด วย Word ควรท าการจ ดเก บงานน นไว ในฮาร ดด สก จากน นจ งค อย ท าการค ดลอก (Copy) หร อย าย (Move) ไปไว ในแผ
แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.
แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. RT-KM1 การจ าแนกองค ความร ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของส วนราชการ ช อหน วยงาน ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค
บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report)
ตอนท 1 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน ค ม อผ ร บผ ดชอบด านพล งงาน(อาคาร) พ.ศ.2553 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ความส าค ญ พ.ร.บ. การส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน
ต วอย างมาตรฐานข นตอนการปฏ บ ต งานคร วเพ อป องก นการร วไหล
ต วอย างมาตรฐานข นตอนการปฏ บ ต งานคร วเพ อป องก นการร วไหล 1 ต วอย างมาตรฐานข นตอนการปฏ บ ต งานคร วเพ อป องก นการร วไหล ห วข อ: ข นตอนมาตรฐานการตรวจร บว ตถ ด บ ว ธ ปฏ บ ต 1. ห วหน าคร ว จะเช คสต อคว ตถ
Life's Advantages and Disadvantages of Licensing
แผนการจ ดการเร ยนร ท 1 หน วยการเร ยนร ท 2 เร อง การบร หารและพ ฒนาตามหล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง รห สว ชา ส32102 รายว ชา ส งคมศ กษา ช นม ธยมศ กษาป ท 5 กล มสาระการเร ยนร ส งคมศ กษา ศาสนาและว ฒนธรรม ภาคเร
ค ม อการใช งาน การใช งานโปรแกรมท าเน ยบส วนราชการ CONTROL MENU INFORMATION PORT
ค ม อการใช งาน การใช งานโปรแกรมท าเน ยบส วนราชการ โปรแกรมท าเน ยบส วนราชการ (Provincial-directory: P-dir) เป นโปรแกรมส าหร บแสดง รายช อ/ส บค นข อม ลหน วยงาน และรายช อห วหน าส วนราชการภายในจ งหว ด การท
การตรวจสอบการต ดต งโปรแกรมสแกนเอกสารและการด ภาพสแกน ค ม อทางด านเทคน ค
เพ อให การใช งานระบบงานสารบรรณและระบบจ ดเก บเอกสารอ เล กทรอน กส สามารถใช งานได อย างม ประส ทธ ภาพส งส ด ผ ใช งานระบบจาเป นจะต องเตร ยมความพร อมของเคร องคอมพ วเตอร ท จะใช งานระบบระบบงาน สารบรรณและระบบจ
E Office ส าน กงานเขตพ นท การศ กษานครราชส มา เขต 6
E Office ส าน กงานเขตพ นท การศ กษานครราชส มา เขต 6 ความเป นมา ส าน กงานอ ตโนม ต เก ดจากความพยายามขององค กร ท จะท าให งาน ขององค กรถ กต อง รวดเร ว ตรวจสอบได และเจ าหน าท ขององค กร ไม ม ข อจ าก ดด านสถานท
โปรแกรมขายหน าร านและบร หารส นค าคงคล ง
หน า 1 จาก 15 การทางานของโปรแกรม โปรแกรมขายหน าร านและบร หารส นค าคงคล ง 1. ควบค มบ ญช เจ าหน ระบบสามารถรายงานให ทราบว าท านค างช าระเจ าหน รายใดบ าง จ านวนก บ ล และม เจ าหน รายใดท ย ง ไม ครบก าหนดช าระ
รายละเอ ยดเน อหาว ชาและการจ ดการเวลาเร ยน
แผนบร หารการสอน รายว ชา การบ ญช เพ อการจ ดการ รห สว ชา 3524301 จ านวน 3 หน วยก ต 3 ช วโมง ว ชาท ต องเร ยนมาก อน : 3521101 (การเง นธ รก จ) และ 3521102 (การบ ญช 2) ค าอธ บายรายว ชา ศ กษาเก ยวก บการพ ฒนาและว
ค ม อการน าเข า Personal Information ของ โปรแกรม A1 V 0.5
ค ม อการน าเข า Personal Information ของ โปรแกรม A1 V 0.5 1 1. การใส ข อม ลเข าโปรแกรม A1 แบบ manual a) การใส Organization setting i. เป ดโปรแกรม A1 แล วเข าไปท Personnel Information -> Organization setting
เป นเมน ท ใช ในการจ ดการภาพเอกกสาร โดยม รายละเอ ยดด งน
ค าอธ บายส ญล กษณ ในการใช งานโปรแกรมเสร มส าหร บจ ดการภาพ เน องจากระบบจ ดเก บเอกสารอ เล กทรอน กส น ต องม การน าเข าภาพเอกสาร ซ งในระบบจะม โปรแกรมเสร มส าหร บจ ดการภาพเอกสาร ซ งรายละเอ ยดในการต ดต งสามารถด
มหาว ทยาล ยราชภ ฏส ราษฎร ธาน ระบบการประเม นค ณภาพการบร หารงาน มหาว ทยาล ยราชภ ฏส ราษฎร ธาน ม ข!นตอนการใช
1 ค ม อการใช งานระบบการประเม นค ณภาพการบร หารงาน (AQS) มหาว ทยาล ยราชภ ฏส ราษฎร ธาน งานด งต อไปน! ระบบการประเม นค ณภาพการบร หารงาน มหาว ทยาล ยราชภ ฏส ราษฎร ธาน ม ข!นตอนการใช 1. ท านสามารถเข าส ระบบการประเม
เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง
แบบฟอร มท 1 การจาแนกองค ความร ท จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของสถาบ นอ ดมศ กษา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา : ศ นย บร การว ชาการ มหาว ทยาล ยขอนแก น หน าท 1/3 ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค (Objective) ต
ค ม อ โปรแกรมระบบบร หารส นทร พย
ค ม อ โปรแกรมระบบบร หารส นทร พย บร ษ ท นากาอ นโนเวช น เทคโนโลย จาก ด (Naga Innovation Technology co., ltd.) 269/20 ถ.พระองค ขาว ต.ในเม อง อ.เม อง จ.พ ษณ โลก 65000 โทร. 055-304803, 081-2837653, 084-3802944
งานอาช พ 2. อธ บายส วนประกอบของหน าต างโปรแกรม ในหน วยท 4 โครงสร างของเน อการ ค นคว า และการม ส วนร วมใน (5 ส ปดาห )
แผนการจ ดการเร ยนร ระด บ ปวช. ปวส. รห สว ชา 2001-0001 ว ชา คอมพ วเตอร เพ องานอาช พ จานวน 2 หน วยก ต เวลา 3 ช วโมง / ส ปดาห รวม 54 ช วโมง / ภาคเร ยน หน วยท สาระการเร ยนร จ ดประสงค การเร ยนร ก จกรรมการเร
การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document)
โครงการอบรมเช งปฏ บ ต การส าหร บพ ฒนาบ คลากรป 2552 1 การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document) เน อหา : ส วนท 1 บทน า การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document) ส วนท 2 การใช งานโปรแกรม Adobe Acrobat
การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต
การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต การประเม นผลการส มมนา การประเม นผลการส มมนา หมายถ ง กระบวนการในการจ ดเก บข อม ล และจ ดกระท าข อม ลเพ อให ทราบว า การดาเน นงานจ ดส มมนาตาม โครงการ ได บรรล ว
ค ม อการใช งาน WAC TIME STAMP
ค ม อการใช งาน WAC TIME STAMP ระบบบ นท กเวลาด วยลายน วม อ -ENROLL OFFICE- บร ษ ท แวค ร เส ร ช จ าก ด โทร. 025381038, 025399352, 025303809 Fax. 025383098 E-mail : [email protected] www.wacinfotech.com
แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน
แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน การรายงานผลการตรวจสอบและ ป ดงานตรวจสอบ การรายงานผลการตรวจสอบและป ดงานตรวจสอบ โครงสร างของรายงานผลการตรวจสอบ 1. บทสร ปส าหร บผ บร หาร (Executive Summary) 2. ตารางสร ปประเด
ใบความร ช ดท 1 กระดาษ ค านวณ หน วยการเร ยนร ท 4 เร มต นร จ กก บโปรแกรมไมโครซอฟท เอ กเซล เร อง ความร เบ องต นเก ยวก บโปรแกรมไมโครซอฟท เอ กเซล
ใบความร ช ดท หน วยการเร ยนร ท 4 เร มต นร จ กก บโปรแกรมไมโครซอฟท เอ กเซล เร อง ความร เบ องต นเก ยวก บโปรแกรมไมโครซอฟท เอ กเซล เวลา 0 นาท ล กษณะและความเป นมาของโปรแกรมไมโครซอฟท เอ กเซล โปรแกรมไมโครซอฟท เอ
ร ปท 5.1.1 หน าจอ การค นหาการจ ดสรรอาคารบ านพ ก
1. 2. 3. 4. 5. งานสว สด การบ านพ ก เป นระบบท จ ดสรรอาคารบ านพ ก ให ก บเจ าหน าท ภายในทบ. โดยจ ดสรรอาคารให แต ละหน วย และ แต ละหน วย จะจ ดสรรอาคารให ก บเจ าหน าท ภายใน หน วย 5.1. ข นตอนค นหาอาคารบ านพ ก
แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท
ปก.12/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 12 สถานศ กษาม การประก นค ณภาพภายในของสถานศ กษา ตามท กาหนดในกฎกระทรวง ***************************************
การแก ไขข อม ลอ ตราใน ท าเน ยบก าล งพลอ เล กทรอน กส ปร บปร ง เม อ 12 ก.ย. 57
การแก ไขข อม ลอ ตราใน ท าเน ยบก าล งพลอ เล กทรอน กส ปร บปร ง เม อ 12 ก.ย. 57 1. ผ ใช งานเข าส ระบบ PDX ท pdx.rta.mi.th เพ อเข าส หน า LOGIN ด งภาพด านล าง 2. เม อเข าส ระบบแล ว ไปท เมน ด านซ าย คล กท แล
การบร หารความร และการเร ยนร VII
สารบ ญ สารบ ญ สารบ ญ VII สารบ ญร ป XII แถลงการณ แบบอย างท ด เย ยมด านการบร หาร 1 1. หล กการ 7 1.1 อนาคตของบร ษ ทข นอย ก บความร ความสามารถของพน กงาน 8 (ก) บร ษ ทเต บใหญ ได ไม เก นความร ความสามารถของพน กงานท
จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ
การจ ดการความร (Knowledge Management) เร อง เทคน คการแปลง file word โดยใช โปรแกรม Word to FlippingBook (กรณ แปลงเอกสาร น กศ กษา และ นทน.หล กส ตรต างๆ) จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ ค าน า
แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ
แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ ช อส วนราชการ กรมการบ นพลเร อน ช อผ หล ก/หน วยงาน กล มพ ฒนาระบบบร หาร แผนพ ฒนาบ คลากร ประจาป งบประมาณ พ.ศ. 2556 แผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค
บทท 3 การบร หารจ ดการ ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน
ค ม อผ ด แลระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน บทท 3 การบร หารจ ดการระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชนระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน - ๑ บทท 3 การบร หารจ ดการ ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน เจ าหน าท ผ ใช งานระบบสารสนเทศภ
