การบร หารและการพ ฒนาหล กส ตร

Size: px
Start display at page:

Download "การบร หารและการพ ฒนาหล กส ตร"

Transcription

1 1 การบร หารและการพ ฒนาหล กส ตร อาจารย ดร.ร ตนา ดวงแก ว เค าโครงเน อหา ตอนท 5.1 แนวค ดพ นฐานเก ยวก บหล กส ตร ความหมายของหล กส ตร ปร ชญาการศ กษาก บการพ ฒนาหล กส ตร ประเภทของหล กส ตร ตอนท 5.2 การพ ฒนาหล กส ตร ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตร การออกแบบหล กส ตร กระบวนการพ ฒนาหล กส ตร ทร พยากรท ใช ในการพ ฒนาหล กส ตร ตอนท 5.3 บทบาทของผ บร หารในการบร หารจ ดการหล กส ตร การวางแผนหล กส ตรและการนาหล กส ตรไปใช การน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร การประเม นหล กส ตร ตอนท 5.4 การบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐาน สภาพป จจ บ น ป ญหา และแนวโน มของการบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐาน การพ ฒนาหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร การบร หารจ ดการหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานพ ทธศ กราช การประย กต ใช หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานสาหร บกล มเป าหมายเฉพาะ

2 2 แนวค ด 1. หล กส ตรม ความหมายและจ ดเน นแตกต างก นไปตามความเช อหร อปร ชญาการศ กษาของน กพ ฒนา หล กส ตรในแต ละย คสม ย หล กส ตรโดยท วไปเป นหล กส ตรท ระบ ไว อย างเป นทางการ สาหร บ หล กส ตรท ไม ได ระบ ไว อย างเป นทางการเร ยกว า หล กส ตรแฝงซ งเป นหล กส ตรท ม อ ทธ พลต อการจ ด การศ กษาเพราะทาให เก ดการถ ายทอด ค าน ยม ความเช อ และระเบ ยบแบบแผนท ย ดเป นแนวปฏ บ ต หร อเป นพฤต กรรมของส งคมต อมา 2. ปร ชญาการศ กษาถ อว าเป นแนวค ดหร อความเช อท น กการศ กษานามาใช เป นฐานค ดหร อเป นหล กย ด ในการจ ดการศ กษาโดยแสดงให เห นถ งความหมาย ความสาค ญและเป าหมายของการจ ดการศ กษา และแสดงให เห นถ งความส มพ นธ ของการศ กษาก บส งคมในขณะน น สาหร บการพ ฒนาหล กส ตร ปร ชญาการศ กษาในแต ละปร ชญาได สะท อนให เห นจ ดเน นด านการเร ยนการสอน เน อหาของ หล กส ตร กลว ธ การสอน และธรรมชาต ของผ เร ยนตามแนวค ดน นอย างสอดคล องก น 3. การพ ฒนาหล กส ตรเป นกระบวนการออกแบบและจ ดทาหล กส ตรอย างเป นระบบเพ อให ม ความ เหมาะสมก บว ถ ช ว ต ป ญหาและความต องการของผ เร ยน และส งคมซ งม การเปล ยนแปลงไปอย าง รวดเร ว การพ ฒนาหล กส ตรท ด ต องอาศ ยต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรซ งเปร ยบเสม อนพ มพ เข ยว (Blueprint) ท จะช วยให ผ บร หารและคณะกรรมการพ ฒนาหล กส ตรได ใช ในการสร างหล กส ตรอย างม ท ศทาง ม ความถ กต องเหมาะสมและสะดวกรวดเร ว กระบวนการพ ฒนาหล กส ตรอาจสร ปได ว า ประกอบด วยข นตอนหล ก 4 ข นตอน ค อ 1) การศ กษาบร บทหร อสภาวะแวดล อม 2) การวางแผน 3) การนาไปใช และ 4) การประเม นผล ซ งต องดาเน นการอย างเป นกระบวนการ โดยไม แยกส วน และใน การดาเน นการผ บร หารควรสน บสน นป จจ ยท เอ อต อกระบวนการพ ฒนาหล กส ตร 4. การบร หารจ ดการหล กส ตรเป นบทบาทหน าท สาค ญของผ บร หารสถานศ กษาท ต องดาเน นการให การ พ ฒนาและการใช หล กส ตรของสถานศ กษาม ประส ทธ ภาพและเก ดประส ทธ ผลส งส ด ซ งควร ครอบคล มท งในเร องการวางแผนหล กส ตรและการนาหล กส ตรไปใช การน เทศต ดตามหล กส ตร และการประเม นหล กส ตร ซ งการดาเน นการในแต ละเร องผ บร หารและผ นาหล กส ตรต องม แนวค ด หร อทฤษฎ รองร บ ในป จจ บ นน ได ม การพ ฒนาต อยอดแนวค ดแต ละเร องอย างกว างขวางเพ อช วยให การบร หารจ ดการหล กส ตรเป นไปตามเจตนารมณ ของหล กส ตร 5. ในการบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐานท ผ านมาประสบป ญหาสาค ญหลายประการอ นส งผลให ค ณภาพของผ เร ยนท งในด านว ชาการและค ณล กษณะท พ งประสงค ย งไม เป นไปตามมาตรฐานท กาหนดไว แนวโน มป จจ บ นของการบร หารและการพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐานเน นการพ ฒนา หล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร โดยม การบร หารหล กส ตรข นพ นฐานต งแต ระด บชาต ระด บ ท องถ น และระด บสถานศ กษา ซ งเป นไปตามหล กการของการกระจายอานาจทางการศ กษาและการ บร หารจ ดการโดยใช โรงเร ยนเป นฐาน

3 3 ว ตถ ประสงค เม อศ กษาหน วยท 5 จบแล ว น กศ กษาสามารถ 1. อธ บายความหมายและความสาค ญของหล กส ตรโดยท วไปและหล กส ตรแฝงได 2. อธ บายความหมายและความสาค ญของปร ชญาการศ กษาได 3. บอกล กษณะของปร ชญาการศ กษาตามแนวทางต างๆ ได 4. ว เคราะห เช อมโยงแนวค ดของปร ชญาการศ กษาต างๆ ก บหล กส ตรป จจ บ นได 5. อธ บายล กษณะเด นของแต ละต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรได 6. ว เคราะห ความส มพ นธ ระหว างต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร ว ช ย วงษ ใหญ และว กก นส และแม คไท 7. แสดงข นตอนในการบร หารจ ดการหล กส ตรของผ บร หารสถานศ กษา 8. ว เคราะห หล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร และกาหนดกรอบการพ ฒนาหล กส ตรแบบอ ง มาตรฐานได

4 4 ตอนท 5.1 แนวค ดพ นฐานเก ยวก บหล กส ตร ห วเร อง เร องท ความหมายของหล กส ตร เร องท ปร ชญาการศ กษาก บการพ ฒนาหล กส ตร เร องท ประเภทของหล กส ตร แนวค ด 1. หล กส ตรม ความหมายหลากหลายแตกต างก น ในความหมายท แคบหร อเฉพาะเจาะจง หล กส ตร หมายถ งรายว ชาท สอน และความหมายท กว าง หล กส ตร ค อ มวลประสบการณ ท งหลายท จ ดให ก บ ผ เร ยนท งภายในและภายนอกห องเร ยน 2. ปร ชญาการศ กษาพ นฐานท เป นหล กในการพ ฒนาหล กส ตร ม 3 แนวค ดสาค ญ ค อ ปร ชญาสาร ตถ น ยม ปร ชญาพ พ ฒนน ยม และปร ชญาอ ตน ยม 3. หล กส ตรแบ งได เป น 2 ประเภท ค อ หล กส ตรท เป นทางการ และหล กส ตรท ไม เป นทางการหร อ หล กส ตรแฝง โดยหล กส ตรแฝงเป นหล กส ตรท ม อ ทธ พลต อการถ ายทอดค าน ยม ความเช อ และ ระเบ ยบแบบแผนท ย ดเป นแนวปฏ บ ต หร อเป นพฤต กรรมของส งคมซ งส งผลท งด านบวกและด าน ลบต อน กเร ยน ว ตถ ประสงค เม อศ กษาตอนท 5.1 จบแล ว น กศ กษาสามารถ 1. อธ บายความแตกต างระหว างหล กส ตรท เป นทางการและหล กส ตรแฝงได 2. อธ บายล กษณะของปร ชญาการศ กษาท ม ผลต อการพ ฒนาหล กส ตรได 3. เสนอแนวทางในการประย กต ใช ปร ชญาการศ กษาในการบร หารจ ดการหล กส ตรได 4. ว เคราะห ม มมองเช งบวกและเช งลบของหล กส ตรแฝงได 5. เสนอแนวทางการพ ฒนาค ณล กษณะท พ งประสงค ของน กเร ยนโดยใช หล กส ตรแฝงได เร องท ความหมายของหล กส ตร ในการศ กษาเก ยวก บการบร หารและการพ ฒนาหล กส ตรจาเป นต องเข าใจความหมายของหล กส ตรรอส โชว (Rossow, 1990) กล าวว า การให ความหมายของหล กส ตรเป นภาระงานท ย งยากเน องจากผ เช ยวชาญด าน หล กส ตรม ความเห นแตกต างก นไปตามความเช อหร อปร ชญาของแต ละบ คคล ซ งจะเห นได จากความหมายของ หล กส ตรม หลากหลาย และม จ ดเน นท ไม ค อยจะตรงก น โดยบางคนกล าวว า หล กส ตรเป นเน อหาสาระของการ เร ยนการสอน เป นแนวการสอน เป นหน งส อหร อตาราท ใช สอน เป นว สด อ ปกรณ ท คร ใช เพ อการสอนผ เร ยน

5 5 หร อมองว า หล กส ตร และ การสอน เป นคาท ใช สล บก นไปมาได ซ งเป นความค ดท ค อนข างล าสม ย อย างไรก ตาม ในการทาความเข าใจล กษณะและแนวโน มของความหลากหลายของหล กส ตร ควรจะทาความเข าใจคา จาก ดความท ม มาแต อด ตและเช อมโยงส ป จจ บ น ซ งจะเป นประโยชน อย างมากในการพ จารณาหล กส ตรซ งกล ท ทอน (Glatthorn and others, 2006: 4-5) ได รวบรวมไว ต วอย างเช น หล กส ตร ค อ ความสาเร จของประสบการณ และการประกอบการซ งม ความคล ายคล งก บช ว ตของผ เร ยน เป นอย างมาก ทาให ผ เร ยนท พ ฒนามากท ส ดเน องจากช วยให น กเร ยนเผช ญก บสภาพการณ และควบค มได ในการ ดาเน นช ว ต (Rugg, 1927) หล กส ตรประกอบด วยข อความท เป นจ ดม งหมายและจ ดประสงค เฉพาะ ซ งช บ งให เห นถ งการเล อกและ การจ ดการเน อหา และย งบอกให ทราบถ งแบบร ปเฉพาะของการเร ยนร และการสอนท ายท ส ด หล กส ตรย งรวม โปรแกรมการประเม นผลล พธ ด วย (Taba, 1962) หล กส ตร ค อ ลาด บก อนหล งของเน อหาหน วยการเร ยนท จ ดเตร ยมในว ธ ท ท จะทาให การเร ยนแต ละ หน วยการเร ยนบรรล ผลสาเร จ ทาให น กเร ยนรอบร ตามสมรรถนะท ระบ ไว ในแต ละหน วยการเร ยน (ตามลาด บ ข น) (Gagne, 1967) หล กส ตร ค อ ผลล พธ ของกระบวนการพ ฒนาหล กส ตรท ต งใจสาหร บใช การวางแผนการสอนให เป น ประโยชน (Schiro, 1978) หล กส ตร ค อ แผนการจ ดโอกาสการเร ยนร เพ อให มน ษย ได ร บการศ กษา (Saylor, Alexander และ Lewis, 1981) หล กส ตร ค อ ขอบข ายประสบการณ ท งปวงท งโดยตรงและโดยอ อมเพ อเป ดไปส ความสามารถ ของแต ละบ คคล หร อหล กส ตรเป นช ดของความสามารถทางป ญญาท โรงเร ยนใช ในการพ ฒนาผ เร ยนให ม ความ สมบ รณ และประสบความสาเร จในช ว ต (Bobbit, 1981) หล กส ตรไม ใช ผลผล ตท เป นร ปธรรม แต เป นการปฏ ส มพ นธ ของน กเร ยน คร ความร และส งแวดล อม รอบต วในช ว ตประจาว นปกต (Cornbleth, 1990) หล กส ตรเป นการอธ บายองค ความร และว ธ การต างๆ ท จะใช ในการส อสาร (Block, 1998) อย างไรก ตาม บ ช และไรน ฮาร ทซ (Beach and Reinhartz 2000) ได รวบรวมความหมายของหล กส ตร ในม มมองท กว างข น ช ดเจนข น และย งคงท นสม ย ด งน หล กส ตร หมายถ ง มวลประสบการณ ท งหลายท จ ดให ผ เร ยนท งภายในและภายนอกโรงเร ยน เพ อให ผ เร ยนได บรรล ผลการเร ยนร ท คาดหว ง (Tyler, 1957) หล กส ตรเป นแผนท ใช เป นแนวการเร ยนการสอน (Glatthorn, 1987) หล กส ตรเป นแผนการทางานท ครอบคล มท งเน อหาสาระและกลว ธ การเร ยนการสอน (English, 1992) หล กส ตรเป นการจ ดการความร และประสบการณ ใหม ภายใต ข อเสนอแนะของโรงเร ยนเพ อ เสร มสร างการเร ยนร (Tanner and Tanner, 1995)

6 6 หล กส ตรเป นแผนการสอนท ย ดหย นท เหมาะสมก บความต องการของผ เร ยนพร อมท งเป ด โอกาสสาหร บสถานการณ อ นๆ ท สอนได (Reinhartz and Beach, 1997) จากท กล าวมาน จะเห นได ว า หล กส ตรม ความส มพ นธ เก ยวข องเช อมโยงก บผลล พธ หร อมาตรฐาน (Outcomes/Ends) โดยม การสอนเป นว ธ การหร อหนทาง (Means) ท จะนาไปส ผลล พธ ด วยเหต น หล กส ตรจ ง ไม ใช เป นเพ ยงแค ผลล พธ และแยกออกจากการสอนแต ท งสองส วนจะต องประกอบก นเป นหน งเด ยว ซ งจะทาให ม พล งมากกว ามองผลท ได แบบแยกส วน (Beach and Reinhartz, 2000) นอกจากน ย งม แนวค ดร วมสม ยท เสนอโดยว นก นส และแม คไท (Wiggins และ McTighe 2005: 6) ผ ซ งเสนอแนวค ดเก ยวก บการออกแบบการเร ยนร แบบย อนกล บ (Backward Design) ได กล าวว า หล กส ตร หมายถ ง the course to be run ซ งอาจกล าวได ว าหล กส ตรเป นแผนการหร อพ มพ เข ยว (Blueprint) ท ม ล กษณะเฉพาะเพ อการเร ยนร และเป นแผนท กาหนดผลการเร ยนร ท คาดหว ง (เป นมาตรฐานการเร ยนร ท กาหนด โดยหน วยงานกลางด านการศ กษาของร ฐ) จากความหมายน หล กส ตรไม ใช เป นเพ ยงแค แนวการจ ดการเร ยนการ สอนหร อการแสดงผ งเช อมโยงห วข อและเน อหาสาระ แต ต องประกอบด วยประสบการณ หร อก จกรรม การ กาหนดงานของผ เร ยน และการประเม นผลท ม ความเหมาะสมและสอดคล องก นท ส ด เพ อให บรรล เป าหมายท กาหนดไว ท งว นก นส และแม คไท (Wiggins และ McTighe) ม ความเห นว า หล กส ตรท ด ท ส ดจะต องเข ยนมา จากม มมองของผลการเร ยนร ท คาดหว ง โดยแสดงให เห นว าผลการเร ยนร ท คาดหว งค ออะไรและว ธ ท จะบรรล ได ควรทาอย างไร ไม ใช เพ ยงแค บรรจ รายการของเน อหาและก จกรรมเท าน น จากประมวลความหมายของหล กส ตรด งกล าว จะเห นได ว าความหมายของหล กส ตรท เหมาะสมก บ หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2551ซ งเป นหล กส ตรท เป นทางการน นสอดคล องก บ ความหมายของหล กส ตรในม มมองท กว างและครอบคล ม ค อ ประกอบด วยผลล พธ ท ต องการหร อมาตรฐานการ เร ยนร ของหล กส ตร เน อหาสาระ ประสบการณ การเร ยนร และว ธ การสอนท จะนาไปส ผลล พธ ท คาดหว ง และ การประเม นผล ซ งจะเห นได ว าเป นไปตามความหมายท กาหนดโดยไทเลอร ว นก นส และแม คไท เร องท ปร ชญาการศ กษาก บการพ ฒนาหล กส ตร กระบวนการพ ฒนาหล กส ตรต องอาศ ยระบบความเช อหร อปร ชญาเพ อกาหนดบร บทสาหร บการเร ยน การสอน จะเห นได ว าไม ว าหล กส ตรจะม งเน นในเร องอะไร เช น การเร ยนร วม การเร ยนแบบร วมม อ หร อการ เร ยนแบบโครงงาน ความเช อหร อม มมองของผ บร หารและคร ม ส วนสาค ญท จะสน บสน นหร อไม สน บสน น เจตนารมณ ของหล กส ตรได ความเช อหร อม มมองด งกล าวก ค อปร ชญาทางการศ กษาท ผ บร หารและคร นามาใช เป นเคร องนาทางและหร อเป นหล กย ดในการจ ดการศ กษาน บต งแต การกาหนดจ ดม งหมายการศ กษา เป าหมาย ท วไปและจ ดประสงค ของหล กส ตร และการจ ดการเร ยน การสอน

7 7 ด วยเหต น ผ บร หารควรอานวยความสะดวกหร อจ ดสภาพแวดล อมให คร ร ส กได ถ งการได ร บความ เก อหน นและการได ร บโอกาสให สะท อนแนวค ดเก ยวก บเน อหาและว ธ การสอน ซ งจะเป นการพ ฒนาคร ให เร ยนร และเข าใจเก ยวก บปร ชญาการศ กษา อ นจะส งผลให คร เข าใจความหมายของการจ ดการศ กษา และบทบาท หน าท ของตนได ถ องแท สามารถค ดอย างไตร ตรองในการเล อกเน อหาและว ธ การสอนของตนให เหมาะสม และ สามารถพ ฒนาว ส ยท ศน ของตนได กระจ างช ด ในทางปฏ บ ต ว ธ การบร หารจ ดการช นเร ยนของคร สะท อนได ว า คร ม ปร ชญาความเช ออย างไร ในทางตรงก นข าม ถ าคร ไม ร ว าปร ชญาการศ กษาส งผลกระทบต อการเร ยนการ สอนอย างไรแล ว คร อาจจะหว นไหวต อแรงกดด นจากส งคมซ งเป นกระแสความเช อตามย คสม ยเก ยวก บการจ ด การศ กษา ซ งไม ใช เหต ผลท ถ กต องตามหล กว ชา ด งน น คร จ งต องม ระบบความเช อของตนเองเพ อเป นแนวทาง ในการจ ดการเร ยนร ให สอดคล องก บจ ดม งหมายของหล กส ตร สาหร บเร องน จะนาเสนอปร ชญาการศ กษาใน 3 แนวความค ด ได แก ปร ชญาสาร ตถน ยม (Essentialism) ปร ชญาพ พ ฒนน ยม (Progressivism) และปร ชญาอ ตน ยม (Existentialism) ตามการว เคราะห ของบ ช และไรน ฮาร ทซ (2000) ซ งแสดงให เห นว า ปร ชญาเหล าน ได ให แนวทางและจ ดเน นแก หล กส ตรอย างไร จากตารางท 5.1 ได แสดงถ งปร ชญาการศ กษาพร อมด วยว ตถ ประสงค ของการศ กษา ธรรมชาต ของหล กส ตร กลว ธ การสอน และธรรมชาต ของผ เร ยน ตารางท 5.1 ปร ชญาการศ กษาก บการพ ฒนาหล กส ตร ปร ชญา สาร ตถน ยม พ พ ฒนน ยม อ ตน ยม จ ดเน นด านการเร ยน การ สอน เน นความเป นอ ดมคต การเก บเก ยวความร และ การแสวงหาความเป น เล ศทางว ชาการ เน นการเร ยนร แบบ ร วมม อร วมใจ และการ แก ป ญหาโดยใช ประสบการณ เน นการค นหา ความหมายของต วเอง หล กส ตร กลว ธ การสอน ธรรมชาต ของ ผ เร ยน เน นเน อหาว ชาตาม ใช การทบทวนและ เน นการค ด การหา ศาสตร ต างๆ เช น การฝ กปฏ บ ต เหต ผลเพ อการ ศ ลปศาสตร ความจา การเข ยน เร ยนร คณ ตศาสตร เร ยงความ การ ว ทยาศาสตร เป น เข ยนรายงาน ต น ม ล กษณะเป น สห ว ชาและเน นการ แก ป ญหา เป นการเล อก เน อหาให เหมาะ ใช การทางานเป น กล ม การสะท อน ความค ด และ โครงการกล ม ใช ศ นย การเร ยนร และการเร ยนแบบ เป นผ ม ความ ร บผ ดชอบ ม มน ษยส มพ นธ สนใจแก ป ญหา ของมน ษยชาต เป นผ ท กาหนด ทางเล อกในการ

8 8 และการพ ฒนาต วเอง ก บตนเอง อ สระหร อใช แผนการเร ยน เฉพาะตน เร ยนร ของตนเอง ปร ชญาสาร ตถน ยม (Essentialism) เป นปร ชญาท ม งถ ายทอดมรดกทางว ฒนธรรมและค าน ยม เพราะ เช อว าเป นส งท ได ร บการทบทวนตรวจสอบและพ จารณาอย างรอบรอบว าเป นส งท ด และสมควรท จะจดจาและ ร กษาไว เพ อส บทอดให คนร นหล ง ด งน น การศ กษาตามปร ชญาสาขาน จ งเน นเน อหาสาระท เก ยวก บความร พ นฐานหร อความร ท วไป ซ งเป นท กษะเช งป ญญาหร อศ ลปศาสตร (liberal arts)ในสาขาต างๆ ได แก ภาษา ประว ต ศาสตร คณ ตศาสตร ว ทยาศาสตร และว ชาหล กอ นๆ ท ม เน อหาเก ยวก บศ ลปว ฒนธรรม เพราะเป นความร ท มาจากการศ กษาค นคว าและปร บปร งแก ไขมาอย างต อเน อง จ งม ค ณค ามากกว าความร ท มาจากแหล งอ น เช น ศ ลปะการแสดง อาช วศ กษา และพลศ กษา การศ กษาในแนวน จ งม งพ ฒนาผ เร ยนให ม สต ป ญญาท เฉล ยวฉลาด ขย นหม นเพ ยร ม ระเบ ยบว น ย และม ความประพฤต ท ด งาม มากกว าความสนใจของผ เร ยน และคร ก ม บทบาทสาค ญท จะเป นผ กาหนด ต ดส นใจและ ดาเน นการเก ยวก บการจ ดการเร ยนการสอน ซ งเน นทางทฤษฎ มากกว าการปฏ บ ต พร อมท งประเม นผลความร ของผ เร ยนด วยการทดสอบความร ความจาด วยแบบทดสอบเป นหล ก ผลท ตามมาค อ คร นาคะแนนมาจ ดกล ม ตามความสามารถของผ เร ยน และน กเร ยนต องเร ยนหน กมากเพ อให ม ความร ตามความคาดหว งของคร เพ อท จะ สามารถนาไปถ ายทอดต อไปได หล กส ตรในแนวน จ งเป นหล กส ตร ท เน นว ชาการ (subject-centered curriculum) ด งได กล าวมาแล ว จากแนวค ดของปร ชญาการศ กษากล มน สะท อนให เห นว าบทบาทของผ บร หารในการนาสถานศ กษาให เป นเล ศได อย ท การสร างความเข มแข งด านว ชาการ โดยเฉพาะการสร างว น ยทางป ญญาของผ เร ยน ผ บร หารจ ง ต องใช แรงจ งใจท งด านให ค ณและให โทษเพ อบ งค บให คร ทาหน าท สอนของตนอย างม ประส ทธ ภาพ ปร ชญาพ พ ฒนน ยม (Progressivism) เป นปร ชญาท ม พ นฐานแนวค ดมาจากปร ชญาประสบการณ น ยม (Experimentalism) และปร ชญาปฏ บ ต น ยม (Pragmatism) ท เช อว ามน ษย เป นน กค ดท สามารถแก ป ญหาส งคมได จ งเน นท การกระทามากกว าความร อย างเด ยว ซ งรวมถ งพ ฒนาการในท กๆ ด าน ได แก ด านร างกาย อารมณ -จ ตใจ ส งคม และสต ป ญญา ซ งจะทาให ผ เร ยนอย ในส งคมได อย างเป นส ข และจอห น ด วอ เป นผ นาปร ชญาน ลงส โรงเร ยน เน องจากโรงเร ยนเปร ยบเสม อนส งคมท เด กต องเร ยนร ท จะปร บต วเม ออย ในสภาพแวดล อมจร ง ด งน น เม อผ เร ยนม ปฏ ส มพ นธ ก บสภาพแวดล อมในโรงเร ยน ผ เร ยนจะเก ดประสบการณ การเร ยนร ด วยเหต น การ จ ดการศ กษาจ งม จ ดม งหมายเพ อพ ฒนาท กษะการแก ป ญหาของผ เร ยน และ โครงสร างของหล กส ตรจ งต อง สอดคล องก บความต องการของช ว ตจร งท เด กได เร ยนร จากห องเร ยนแล วสามารถนาไปประย กต ใช ในการ แก ป ญหาของตนเองและช มชนได ท งน น กการศ กษาในปร ชญาน เช อว า การเร ยนร เป นกระบวนการท ม ช ว ตช วา และผ เร ยนจะเก ดการเร ยนร ได คร ต องจ ดสภาพแวดล อมให ผ เร ยนได ม ส วนร วมอย างแท จร ง

9 9 การศ กษาในแนวน จ งม บรรยากาศการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นสาค ญ โดยคร ม บทบาทเป นเพ ยงผ อานวย ความสะดวก ผ ให แนวทาง หร อเป นผ กาก บโครงงาน ไม ใช ผ ถ ายโอนเน อหาว ชาให ผ เร ยนด งเช นการจ ด การศ กษาในแนวปร ชญาสาร ตถน ยม ด งน น คร จ งน ยมใช แนวทางการอ ปน ย (inductive approach) ในการจ ด ก จกรรมการเร ยนร มากกว าใช แนวทางการน รน ย (deductive approach) ค อจ ดประสบการณ ให ผ เร ยนได ค นหา คาตอบด วยต วเอง มากกว าจะบอกคาตอบให ก อนและหาทางย นย นในคาตอบน น พร อมท งให ความสาค ญก บ การทางานร วมก นเป นท มเพ อให เด กเร ยนร ท จะปร บต วด านส งคม หล กส ตรในแนวน จ งเป นหล กส ตร childcentered curriculum หร อ problem-solving curriculum ท เน นการจ ดการเร ยนการสอนตามความสนใจและความ แตกต างของผ เร ยน จากแนวค ดของปร ชญาการศ กษากล มน สะท อนให เห นว าบทบาทของผ บร หารค อส งเสร มสน บสน นให คร สามารถทาหน าท การสอนได ถ กต องค อ การเตร ยมการ การแนะนา และให คาปร กษาผ เร ยนเป นหล กสาค ญ และให อ สระในทางว ชาการเพ อให คร จ ดประสบการณ ได เหมาะสมสอดคล องก บความต องการของผ เร ยน โดย ม งเน นความร วมม อในว ถ ประชาธ ปไตยมากกว าการแข งข น ปร ชญาอ ตน ยม (Existentialism) เป นปร ชญาท เห นค ณค าของความเป นป จเจกบ คคล โดยเช อว า การศ กษาค อการให เสร ภาพแก ผ เร ยนในการเล อกต ดส นใจตามความต องการของผ เร ยน ด วยเหต น โรงเร ยนต อง ช วยให ผ เร ยนได เข าใจต วเองร ถ งจ ดอ อนและจ ดแข งของต วเอง เข าใจโลก และเห นความสาค ญของการดารงอย พร อมท งกาหนดทางเล อกในการเร ยนร อย างหลากหลายและเหมาะสมแก ผ เร ยนเพ อท ผ เร ยนจะสามารถเผช ญก บ ป ญหาต างๆ ได อย างชาญฉลาด ด งน น จ ดม งหมายของการศ กษาตามแนวปร ชญาน ค อ ช วยให ผ เร ยนสามารถ พ ฒนาตนอย างเต มศ กยภาพ สามารถค ดพ จารณาส งต างๆ รอบต วอย างม ว จารณญาณ เพ อต ดส นให ค ณค าและ นามาส การปฏ บ ต ได อย างเหมาะสม การจ ดการศ กษาในแนวน จ งให ความสาค ญแก ผ เร ยนเป นรายบ คคล ให ผ เร ยนได ศ กษาว ชาพ นฐานของ หล กส ตรท บ รณาการท งด านศ ลปะ วรรณกรรม และส งคมศ กษา ไม ใช เร ยนแบบแยกเป น รายว ชา สาหร บว ธ การ จ ดการเร ยนการสอนจะไม กาหนดแบบแผนตายต วให น กเร ยนปฏ บ ต ตาม แต สามารถดาเน นการได หลายร ปแบบ เช น ให น กเร ยนเป นผ ร บผ ดชอบโปรแกรมการเร ยนของตน การเร ยนโดยใช ช ดการเร ยน การเร ยน โดยใช คอมพ วเตอร ช วยสอน การเร ยนโดยใช แผนการจ ดการศ กษาเฉพาะบ คคล และการเร ยนโดยใช ศ นย การเร ยน เป น ต น โดยคร เป นผ คอยช วยเหล อส งเสร มสน บสน นและกระต นให ผ เร ยนแต ละคนได พ ฒนาความร ความสามารถ ได ด วยตนเองพร อมก บม ว น ยในตนเอง อ กท งคอยช วยผ เร ยนในการต ดส นใจ ช วยให ผ เร ยนม ความม นใจใน ต วเอง และยอมให ผ เร ยนได ค นหาเอกล กษณ และความหมายด วยต วเอง หล กส ตรในแนวน จ งเป นหล กส ตร thematic or integrated curriculum ท เน นการเช อมโยงหร อบ รณาการรายว ชาต างๆ ให เป นแก นเร อง จากแนวค ดของปร ชญาการศ กษากล มน สะท อนให เห นว าบทบาทของผ บร หารค อ การสร างบรรยากาศ แห งเสร ภาพท งในและนอกห องเร ยนพร อมท งเน นเร องศ ลธรรมและจรรยาท งในระด บคร ผ สอน และระด บ ผ เร ยน อ กท งต องม ว ส ยท ศน ท กว างไกลและเห นความสาค ญของการม ส วนร วมของช มชนในการจ ดการศ กษา เพ อเป นการระดมทร พยากรท งต วบ คคลและป จจ ยต างๆ ในการส งเสร มให ผ เร ยนได เร ยนร เต มศ กยภาพ

10 10 เร องท ประเภทของหล กส ตร การแบ งประเภทของหล กส ตรม หลากหลายความค ดข นอย ก บการร บร และความค ดเห นของ น กพ ฒนาหล กส ตรเป นสาค ญ สาหร บในเอกสารน จะขอแบ งประเภทของหล กส ตรเป น 2 ประเภท ค อ หล กส ตร ท เป นทางการ (official curriculum) และหล กส ตรแฝง (hidden curriculum ) โดยหล กส ตรท เป นทางการ เป น หล กส ตรท ม ร ปแบบช ดเจนเป นลายล กษณ อ กษรอย ในร ปของเอกสาร การจ ดทาหล กส ตรประเภทน ข นอย ก บ ว ตถ ประสงค ของชาต และม มมองของน กว ชาการและผ เช ยวชาญในสาขาว ชาต างๆ เป นสาค ญ หล กส ตรประเภท น ประกอบด วยขอบเขตและลาด บของการวางแผน สาระสาค ญ คาแนะนาของหล กส ตร โครงสร างรายว ชา และ การกาหนดผลการเร ยนร ท คาดหว ง โดยม จ ดประสงค เพ อใช เป นแนวทางในการวางแผนการจ ดการเร ยนร และ ประเม นผลผ เร ยนของคร ด ง ด งเช น หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2551 สาหร บหล กส ตร แฝง เป นหล กส ตรท แตกต างจากหล กส ตรท เป นทางการ เพราะไม ได กาหนดไว เป นลายล กษณ อ กษรในร ป เอกสารอย างเป นทางการ แต ม อ ทธ พลต อผ เร ยนเพราะทาให ผ เร ยนเก ดการเร ยนร ได ด วยตนเองซ งอาจเป น ท ศนคต ค าน ยม หร อพฤต กรรมท งเช งบวกและเช งลบ ซ งในเอกสารน จะกล าวถ งเฉพาะหล กส ตรแฝงโดยส งเขป ด งต อไปน ความหมายของหล กส ตรแฝง หล กส ตรแฝง (Hidden curriculum) ม ความหมายหลายน ยะข นอย ก บการร บร ของผ ท สนใจศ กษา ปรากฏการณ น ด งเช น ข อม ลจากเว บไซต ว ก พ เด ย กล าวถ งแนวค ดของโรแลนด เมอ น (Roland Meighan, 1981) ซ งเป นแนวค ดร วมสม ย โดยเมอ นม ความเห นว า หล กส ตรแฝงเป นส งท ถ กสอนโดยโรงเร ยนไม ใช โดยคร ซ ง ส งผลให ผ เร ยนนามาใช ในช ว ตประจาว นหร อเป นประโยชน ต อการเร ยนร ของตนเอง ซ งสอดคล องก บแนวค ด ของไมเค ล ฮาราแลมบารส (Michael Haralambous, 1991) ท ระบ ว า หล กส ตรแฝงประกอบด วยส งต างๆ ท ผ เร ยน เร ยนร ผ านประสบการณ ในขณะท มาโรงเร ยนมากกว าเร ยนตามจ ดประสงค การเร ยนร ท คร กาหนด เช นเด ยวก บ ว ช ย วงษ ใหญ (2549 ข: 222) ท กล าวว า หล กส ตรแฝง เป นหล กส ตรท ไม เป นทางการ (unofficial curriculum) ในโรงเร ยนท ม อ ทธ พลต อพฤต กรรมของผ เร ยน อาจกล าวได ว า หล กส ตรแฝงหมายถ ง ผลล พธ ท เก ดข นโดยไม ได คาดหว งหร อเป นผลพลอยได อ น เน องมาจากการจ ดการศ กษาของโรงเร ยนหร อในบร บทอ นๆ ท ไม ใช โรงเร ยน แต ส วนใหญ แล วน กการศ กษาให ความสาค ญก บหล กส ตรแฝงท เก ดข นในโรงเร ยนเป นหล กและม กเป นน ยะเช งลบท แสดงถ งความไม เท าเท ยมก น ในด านต างๆ ท น กเร ยนได ร บอ นเน องมาจากภ ม หล งด านชนช นและสถานภาพทางส งคม แนวค ดเร องน ปรากฏอย างช ดเจนข น เม อสหร ฐอเมร กาประกาศพ นธส ญญาท ต องส งเสร มสน บสน น ประชาธ ปไตยในโรงเร ยน เพ อให ผ เร ยนท กคนได ร บการศ กษาอย างเท าเท ยมก น แต เป าหมายด งกล าวย งไม

11 11 ประสบความสาเร จเพราะได ร บอ ปสรรคจากบทเร ยนท จ บต องไม ได ซ งก ค อหล กส ตรแฝง ด วยเหต น อาจกล าว ได ว า หล กส ตรแฝงเป นต วเสร มแรงท ทาให เก ดความไม เท าเท ยมก นในส งคมและย งคงม อย ในระบบการศ กษาท จ ดการเร ยนการสอนผ านก จกรรมและเน อหาโดยคาน งถ งความแตกต างทาง ชนช นและสถานภาพทางส งคม ของผ เร ยน เช นเด ยวก บความไม เท าเท ยมในเร องต นท นเช งว ฒนธรรม (cultural capital) ท เด กมาจากครอบคร วท เป นผ ม ช อเส ยงไม ว าจะเป นด านการศ กษา การก ฬา ดนตร หร อ ศ ลปะ ส งคมย อมให โอกาสทางการศ กษา มากกว าเด กอ นๆ ไม ว าจะเป นการเข าโรงเร ยนท ม ช อเส ยงหร อการได ท นการศ กษา เป นต น จ งเห นได ว า หล กส ตรแฝงอาจหมายถ ง การถ ายทอดค าน ยม ความเช อ และระเบ ยบแบบแผนท ย ดเป นแนวปฏ บ ต ของส งคม ผ านกลไกการส อสารในโรงเร ยนไม ว าจะเป นเน อหาหล กส ตร การจ ดก จกรรมการเร ยนการสอน และการ ปฏ ส มพ นธ ในโรงเร ยน โดยท โรงเร ยนไม ได ต งใจกาหนดข น แหล งท มาของหล กส ตรแฝง น กว ชาการส วนใหญ ม ความเห นว า หล กส ตรแฝงท เก ดข นในระบบโรงเร ยนม แหล งท มาหลากหลาย แหล ง ได แก จากการฝ กปฏ บ ต ข นตอนการทางาน กฎระเบ ยบการทางาน การปฏ ส มพ นธ โครงสร างทางส งคม ในช นเร ยน การแสดงอานาจของคร กฎระเบ ยบท ย ดถ อปฏ บ ต ระหว างคร และผ เร ยน การกาหนดมาตรฐานการ เร ยนร การใช ภาษาของคร ตาราเร ยน โสตท ศน ปกรณ การว ดประเม นผล ตารางสอน ระบบการต ดตามนโยบาย ด านก จกรรมและว น ยน กเร ยน และการกาหนดความสาค ญของหล กส ตร เม อพ จารณาระบบโรงเร ยนของไทย อาจกล าวได ว า ท มาของหล กส ตรแฝง ได แก โครงสร างของโรงเร ยน บรรยากาศของโรงเร ยน และปฏ ส มพ นธ ระหว างผ สอนก บผ เร ยน (ว ช ย วงษ ใหญ 2549 ข) ท ย งให ความสาค ญก บการบร หารองค การแบบศ นย รวมอานาจ หร อแบบควบค ม ซ งสะท อนได จากการจ ดการเร ยนการสอนท เน นคร เป นศ นย กลางมากกว าเน นท ผ เร ยน หร อ การจ ดก จกรรมล กเส อเนตรนาร ท งๆ ท ม จ ดประสงค เพ อเพ อพ ฒนาตนเองให ม ระเบ ยบว น ย ม ความซ อส ตย บาเพ ญตนเพ อสาธารณประโยชน ก อาจม ประเด นแฝงโดยไม ได ต งใจค อ การปล กฝ งการใช อานาจของผ ท เหน อกว า หร อการส งเสร มการดาเน นช ว ตท อย ในกรอบ ในกฎระเบ ยบ เป นต น ด วยเหต น ผ ท ม ส วนเก ยวข อง ต องตระหน กว า แหล งท มาต างๆ เหล าน ของหล กส ตรแฝงอาจก อให เก ดความไม เท าเท ยมก นทางชนช นและ สถานภาพทางส งคม ท งน เพ อป องก นไม ให เก ดความไม เสมอภาคในการศ กษาและเพ อใช หล กส ตรแฝงในการ พ ฒนาผ เร ยนให เต มศ กยภาพด วย บทบาทหน าท ของหล กส ตรแฝง หล กส ตรแฝงช วยให ผ เร ยนเก ดการเร ยนร ได อย างมากมายท งทางบวกและทางลบ ท งๆ ท ไม ได ร บการ สอนโดยตรงและส วนใหญ จะเป นพฤต กรรมและเจตคต ท ม ค ณค าหากคร จะใส ใจท จะส อสารก บผ เร ยนในเช ง บวก ต วอย างเช น น กเร ยนช นม ธยมปลายเร ยนร ว าการเค ยวหมากฝร งและทาเส ยงด งในขณะท คร สอนเป น พฤต กรรมท ไม ส ภาพ และถ ากล าลองทาต วเองจะต องเด อดร อน จ งหล กเล ยงท จะไม ทา อย างไรก ตาม ถ า หล กส ตรแฝงม ส วนเก ยวข องก บความแตกต างก นทางชนช นหร อสถานภาพทางส งคมก จะส งผลในเช งลบได

12 12 เสมอ ด งเช นป แอร (Pierre Bourdieu) น กส งคมว ทยาท ม ช อเส ยงชาวฝร งเศสได กล าวย นย นว า ต นท นท เก ยวข อง ก บการศ กษา (education-related capital) จะช วยสน บสน นให เก ดผลส มฤทธ ทางว ชาการ ด วยเหต น ประส ทธ ภาพของโรงเร ยนจ งม ข อจาก ดถ าต นท นในร ปแบบน ย งกระจายไม ท วถ งภายในโรงเร ยน (เน องจากม หล กส ตรแฝง) หน าท ของหล กส ตรแฝงย งรวมถ ง การปล กฝ งค าน ยมความเช อ การข ดเกลาทางส งคม การเม อง การส ง สอนอบรมให เช อฟ ง การดารงสถานภาพทางส งคมของตน และการทาให ความไม เท าเท ยมย งคงอย ในส งคม ต อไป ด งจะเห นได จาก โรงเร ยนหลายแห งได กาหนดภาระงานบางอย างให ผ เร ยนแตกต างก นไปตามชนช นและ สถานภาพทางส งคม ว ธ การลดผลกระทบจากหล กส ตรแฝง ก ด วยการท คร ผ สอน ผ บร หารจะต องออกแบบ หล กส ตรให สอดคล องตลอดแนว (curriculum alignment) (Glatthorn, 2008) ต งแต หล กส ตรสถานศ กษา หล กส ตรของกล มสาระ แผนการจ ดการเร ยนร ก จกรรมต างๆ ท งในห องเร ยน ในโรงเร ยน และช มชน การบ ร ณาการความต องการของผ เร ยน ครอบคร ว ส งคม ให สอดคล องก นในหล กส ตร โดยเฉพาะการกาหนด ว ฒนธรรมการปฏ บ ต ท เป นต วแบบท ด ของผ เร ยน คร และครอบคร วภายในโรงเร ยน จะช วยลดป ญหาความไม เท าเท ยมก นในการปฏ บ ต ของคร และบ คลากรท ม ต อผ เร ยนในโรงเร ยนได บทสร ป หล กส ตรม ความหมายและจ ดเน นแตกต างก นไปตามความเช อหร อปร ชญาการศ กษาของน กพ ฒนา หล กส ตรในแต ละย คสม ย หล กส ตรโดยท วไปเป นหล กส ตรท ระบ ไว อย างเป นทางการ สาหร บหล กส ตรท ไม ได ระบ ไว อย างเป นทางการเร ยกว า หล กส ตรแฝงซ งเป นหล กส ตรท ม อ ทธ พลต อการจ ดการศ กษาเพราะทาให เก ด การถ ายทอด ค าน ยม ความเช อ และระเบ ยบแบบแผนท ย ดเป นแนวปฏ บ ต หร อเป นพฤต กรรมของส งคมต อมา และเป นปรากฎการณ ท ม กถ กละเลยซ งอาจส งผลให เป าหมายของหล กส ตรท ใช เป นแนวปฏ บ ต ถ กเบ ยงเบ ยนได ปร ชญาการศ กษาถ อว าเป นแนวค ดหร อความเช อท น กการศ กษานามาใช เป นฐานค ดหร อเป นหล กย ดใน การจ ดการศ กษาโดยแสดงให เห นถ งความหมาย ความสาค ญและเป าหมายของการจ ดการศ กษา และแสดงให เห นถ งความส มพ นธ ของการศ กษาก บส งคมในขณะน น สาหร บการพ ฒนาหล กส ตร ปร ชญาการศ กษาในแต ละ ปร ชญาได สะท อนให เห นว า จ ดเน นด านการเร ยนการสอนควรเป นอย างไร เน อหาของหล กส ตรควรม ล กษณะ อย างไร กลว ธ การสอนควรเป นอย างไร และประเด นสาค ญค อธรรมชาต ของผ เร ยนตามแนวค ดน นๆ เป นอย างไร ความเข าใจท มาของการพ ฒนาหล กส ตรอย างถ องแท และถ กต องจะช วยให การบร หารจ ดการหล กส ตรเก ด ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลได ส งส ด

13 13 ตอนท 5.2 การพ ฒนาหล กส ตร ห วเร อง เร องท ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตร เร องท การออกแบบหล กส ตร เร องท กระบวนการพ ฒนาหล กส ตร เร องท ทร พยากรท ใช ในการพ ฒนาหล กส ตร แนวค ด 1. ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรเป นส งสาค ญ เปร ยบเสม อนพ มพ เข ยว (Blueprint) ท จะช วยให คณะกรรมการพ ฒนาหล กส ตรออกแบบหล กส ตรได อย างช ดเจน 2. ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรท น าสนใจม 3 ต วแบบ ได แก (1) ต วแบบของไทเลอร เน นเก ยวก บ จ ดประสงค การเร ยนร ว าเป นส งท กาหนดการเล อกเน อหาสาระ การจ ดประสบการณ การเร ยนร และการว ดประเม นผล (2) ต วแบบของว ช ย วงษ ใหญ เน นความส มพ นธ ระหว างการพ ฒนา หล กส ตรก บการออกแบบการสอน และ (3) ต วแบบหล กส ตรย อนกล บของว กก นส และแม คโท เน นผลล พธ ท ต องการ หล กฐานท ว ดประเม นได และการวางแผนจ ดการเร ยนร ซ งสอดคล องก บ หล กส ตรอ งมาตรฐาน และสามารถใช ได ท งระด บมหภาคและจ ลภาค 3. การออกแบบหล กส ตรม 6 ว ธ สาค ญ ได แก การออกแบบหล กส ตรท เน นรายว ชา เน นผ เร ยนเป น สาค ญ เน นหมวดว ชา เน นการแก ป ญหา เน นแก นเร องหร อบ รณาการ และเน นการออกแบบหล กส ตรย อนกล บ 4. กระบวนการพ ฒนาหล กส ตรอย างเป นระบบม ข นตอนค อ การศ กษาและว เคราะห บร บทหร อ สภาพแวดล อม การวางแผน การนาแผนไปปฏ บ ต และการประเม นการเร ยนการสอน 5. การพ ฒนาหล กส ตรต องอาศ ยทร พยากรสาค ญ 2 รายการ ค อ เอกสารหล กส ตร และเอกสาร ประกอบหล กส ตรเพ อช วยให คร และท กฝ ายท เก ยวข องม ความเข าใจท ช ดเจนตรงก นเก ยวก บ หล กส ตรและเข าใจถ งบทบาทหน าท ความร บผ ดชอบในการนาหล กส ตรส การปฏ บ ต ว ตถ ประสงค เม อศ กษาตอนท 5.2 แล ว น กศ กษาสามารถ 1. อธ บายล กษณะเด นของแต ละต วแบบได 2. บอกความเหม อนและความแตกต างของการออกแบบหล กส ตรแต ละ ล กษณะได 3. ว เคราะห ความส มพ นธ ระหว างต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร และว ช ย วงษ ใหญ

14 14 4. ว เคราะห ความส มพ นธ ระหว างต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร และการออกแบบหล กส ตร ย อนกล บของว กก นส และแม คโท 5. อธ บายข นตอนสาค ญในกระบวนการพ ฒนาหล กส ตรได 6. บอกทร พยากรสาค ญท ใช ในการพ ฒนาหล กส ตรได เร องท ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตร ต งแต อด ตจนถ งป จจ บ น จะเห นได ว า หล กส ตรม การเปล ยนแปลงอย างต อเน องตลอดมาเพ อให สอดคล องก บสภาพความเป นจร งของส งคมและความต องการจาเป น อ กท งผลการว จ ยจากนานาว ทยาการ โดยเฉพาะความร ท เก ดจากการว จ ยทางด านสมองท ม ผลต อการเร ยนร ว ธ การเร ยนร และการนาความร ไปใช ซ ง น บว าเป นต วเร งสาค ญท ทาให เก ดให เก ดการพ ฒนาหล กส ตรต อๆ มา การพ ฒนาหล กส ตรเป นกระบวนการออกแบบและจ ดทาหล กส ตรข นมาอย างเป นระบบเพ อให ม ความ เหมาะสมก บว ถ ช ว ตและป ญหาของผ เร ยนและส งคม ซ งม การเปล ยนแปลงไปอย างรวดเร วท งด านเศรษฐก จ การเม อง ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ด วยเหต น ในการพ ฒนาหล กส ตรจ งต องอาศ ยต วแบบการพ ฒนาหล กส ตร ซ งเปร ยบเสม อนพ มพ เข ยว (Blueprint) ท จะช วยให ผ บร หารและคณะกรรมการพ ฒนาหล กส ตรได ใช ในการ สร างหล กส ตรอย างม ท ศทาง ม ความถ กต องเหมาะสมและสะดวกรวดเร ว สาหร บต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรท ได นาเสนอต อไปน เป นต วแบบของน กพ ฒนาหล กส ตรท เป นหล กในอด ตและต วแบบของน กพ ฒนาหล กส ตรใน ป จจ บ น จานวน 3 ต วแบบ ได แก 1) ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร 2) ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของ ว ช ย วงษ ใหญ และ3) ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรแบบย อนกล บของว กก นส และแม คไทซ งจะกล าวโดยส งเขป ด งน ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของTyler ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร เป นต วแบบท ได ร บการยอมร บอย างกว างขวาง ถ งแม ว าจะม ม มมองของน กพ ฒนาหล กส ตรแนวใหม ๆ ท ม ความเห นบางอย างไม สอดคล องก บไทเลอร บ าง แต ต วแบบของ ไทเลอร ก ย งเป นหล กอ างอ งให ก บน กพ ฒนาหล กส ตรต งแต อด ตจนถ งป จจ บ น ท งน เป นเพราะว า ต วแบบของไท เลอร ได ช วยให เห นภาพรวมของการจ ดการศ กษา (หล กส ตร) ท งในระด บโรงเร ยนและในระด บช นเร ยน ต อไปน จะได กล าวถ งต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร ท พ ฒนามาจากหล กการและเหต ผลซ งครอบคล ม องค ประกอบหล กๆ ด งแสดงในภาพท 5.1

15 15 แหล งท มาของหล กส ตร ส งคม น กเร ยน ผ เช ยวชาญ เน อหา จ ดม งหมายของหล กส ตร แหล งข อม ลท ใช พ จารณากล นกรอง จ ดประสงค การเร ยนร ปร ชญาการศ กษา ทฤษฎ การเร ยนร จ ดประสงค การเร ยนร ภาพท 5.1 ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร แหล งท มา: ปร บจากLawrence F.Rossow. (1990). The Principalship: Dimensions in instructional leadership. New Jersey: Printice-Hall, Inc. 1. จ ดม งหมายของหล กส ตร ต วแบบของไทเลอร เป นเคร องม อสาค ญในการวางแผนการจ ดการเร ยนการสอน โดยเฉพาะช วยให คร สามารถกาหนดเน อหาของหล กส ตรได ท งหมดและย งเป นจ ดเร มต นท ช วยให ผ น เทศได ทางานก บคร ในการ กาหนดจ ดม งหมาย (goals) และแปลจ ดม งหมายเหล าน นให เป นจ ดประสงค เช งพฤต กรรมหร อจ ดประสงค การ เร ยนร พร อมท งช วยให คร พ ฒนาก จกรรมท ช วยน กเร ยนได เร ยนร บรรล ตามจ ดม งหมายท กาหนด แต ท งน ไท เลอร ได ระบ ให ผ ท เก ยวข องในการพ ฒนาหล กส ตรตอบคาถามพ นฐาน 4 ประการ ด งน 1) โรงเร ยนควรกาหนดจ ดม งหมายของหล กส ตรอย างไรจ งจะเหมาะสม 2) โรงเร ยนควรจ ดประสบการณ ทางการศ กษาอะไรบ างเพ อช วยให บรรล จ ดม งหมายท กาหนดไว 3) โรงเร ยนจะจ ดประสบการณ ทางการศ กษาเหล าน นอย างไร จ งจะช วยให การสอนม ประส ทธ ภาพ 4) โรงเร ยนจะประเม นผลประส ทธ ภาพของประสบการณ การสอนอย างไร จ งจะต ดส นได ว าบรรล จ ดม งหมายท กาหนดไว

16 16 คาถามเหล าน ช วยให โรงเร ยนวางแนวทางกระบวนการพ ฒนาหล กส ตร ซ งจะช วยให คร สามารถระบ ผล การเร ยนร ท คาดหว ง พ ฒนาเทคน คหร อกลว ธ การสอน รวมท งกาหนดเกณฑ การประเม นและว ธ การประเม นการ เร ยนร ของผ เร ยน 2. แหล งท มาของหล กส ตร ในการพ ฒนาหล กส ตรบ ช และไรน ฮาร ทซ (Beach and Reinhartz 2000) กล าวว า โดยท วไป ม แหล งท มาของหล กส ตรท สาค ญ 3 แหล ง ได แก ค าน ยมของส งคม ความสนใจและความต องการของผ เร ยน และ ข อม ลจากผ เช ยวชาญด านเน อหาว ชา แหล งท มาเหล าน เป นแหล งข อม ลท สาค ญและช วยกาหนดจ ดม งหมาย การศ กษาท โรงเร ยนต องดาเน นการให บรรล นอกจากน ย งช วยแนะแนวทางให น กพ ฒนาหล กส ตรได มองเห น บร บทท ส งผลกระทบต อหล กส ตรพร อมท งให แนวทางในการตอบคาถาม 5 ประเด น ด งน 1) เม อใช หล กส ตรน โรงเร ยนคาดว าจะบรรล จ ดม งหมายของหล กส ตรในประเด นใดบ าง 2) ความร และท กษะอะไรท ต องการใช ในการเตร ยมน กเร ยนเพ อการทางานท งในสภาพป จจ บ นและ อนาคต 3) โรงเร ยนสามารถจ ดหาโปรแกรม/แผนการเร ยนสาหร บน กเร ยนท ม ความแตกต างก นท งในด านความ สนใจ ท กษะการเร ยน ว ธ การเร ยนและความสามารถได อย างไร 4) การออกแบบหล กส ตรได ม การจ ดเร ยงลาด บเน อหา ความยากง าย หร อ ม การเช อมโยงบ างหร อไม และจะนาความร และท กษะจากกล มสาระว ชาต างๆ มาบ รณาการก นได อย างไร 5) การออกแบบหล กส ตรท เน นแก นเร องของหน วย (Thematic approach) จะช วยให น กเร ยนมองเห น ความเช อมโยงของความร ได อย างไร คาตอบของคาถามเหล าน เหล าน เป นเร องท ซ บซ อน แต การใช ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรเช นของไท เลอร จะช วยให มองเห นแนวทางการตอบได เพราะว าต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรจ ดว าเป นข นตอนแรกในการ กาหนดขอบเขตของหล กส ตรและจ ดม งหมายท วไปของการศ กษา และจ ดม งหมายน จะเป นต วกาหนดเน อหา สาระ เทคน คการสอน/ก จกรรม และการว ดและประเม นผล โดยท วไป เป าหมายเหล าน เป นส วนหน งของพ นธ ก จในระด บนโยบายและระด บเขตพ นท การศ กษา 3. แหล งข อม ลท ใช กล นกรองหล กส ตร จากท กล าวมาแล วว า จ ดม งหมายหร อเป าหมายการศ กษาท กาหนดไว ในหล กส ตรได มาจากแหล ง 3 แหล งค อ จากส งคม ผ เร ยน และผ เช ยวชาญเน อหา แต การท จะแปลงจ ดม งหมายหร อเป าหมายการศ กษาลงส การ ปฏ บ ต ได บราด (Brady, 1990) เสนอว า ผ นาหล กส ตรต องพ จารณาจากแหล งข อม ลอย างน อย 3 สาขาว ชา ได แก ปร ชญาการศ กษา จ ตว ทยาการเร ยนร และส งคมว ทยา มาพ ฒนาประกอบก น ด งน 1) สาขาปร ชญาการศ กษา ช วยให ผ นาหล กส ตรเข าใจความหมาย (meaning) ของความร และม ความ เข าใจอย างถ องแท (understanding) เพราะความร ม องค ประกอบมากกว าข อเท จจร งเน องจากรวมถ งร ว าจะทาส ง

17 17 ต างๆ อย างไรด วย อ กท งช วยในการต ดส นว าคนท ม ความร มากกว าจะทาให คนน นม ค ณค ามากกว าผ อ นหร อไม ม เกณฑ อะไรท จะทาให ประสบการณ เร ยนร ม ค ณค ามากข น อ นจะทาให หล กส ตรม ความเหมาะสมและม ความ พ เศษเฉพาะบ คคล รวมท งจะทาให คนเก ดความเข าใจความแตกต างของกระบวนการค ด เก ดความร ส ก ร บผ ดชอบ สามารถนาตนเองได และม การต ดส นใจเหมาะสมก บพ ฒนาการ เป นต น 2) สาขาจ ตว ทยาการเร ยนร ช วยให ผ นาหล กส ตรม ข อม ลสารสนเทศและว ธ การต างๆ ในการต งคาถาม หร อตรวจสอบพฤต กรรมมน ษย ท เช อมโยงไปส หล กส ตร ความร ในสาขาน ท จาเป นต อการวางแผนหล กส ตร ได แก ความร เก ยวก บค ณล กษณะของน กเร ยน กระบวนการค ด การเล อกประสบการณ การเร ยนร ทฤษฎ การ เร ยนร สถานการณ การเร ยนร การจ งใจ ว ธ การสอน ความแตกต างระหว างบ คคล บ คล กภาพ และประส ทธ ภาพ ของคร เป นต น ด งน น ในการวางแผนหล กส ตร จ งควรตรวจสอบความครอบคล มแนวค ดทางจ ตว ทยาท จะ นาไปส การจ ดก จกรรมท เป นประโยชน และม ความหมาย ด งเช น แนวค ดการมองตนเอง (self-concept) ความต องการจาเป น (needs) ความสามารถ (ability) ความร ส ก (feeling) ความก าวร าว (aggression) พห ป ญญา (multiple intelligences) ความว ตกก งวล (anxiety) ภาษา (language) ความถน ด (aptitude) ความสนใจ (interest) เจตคต (attitude) การร บร (perception) การทาต วให เข าก บผ อ น (conformity) บ คล กภาพ (personality) การค ดร เร มสร างสรรค (creative thinking) การปฏ บ ต (practice) ค ณล กษณะ (character) ความพร อม (readiness) ความร ส กไว (sensitivity) การค ด (thinking) ความจา (memory) ล ลาการเร ยนร (learning styles) ล ลาการสอน (teaching style) ความกดด น (stress) การถ ายโอนความร (transfer) อารมณ (emotion) ภาษาท าทาง (non-verbal communication) บทบาททางเพศ (sex role) ฯลฯ สาหร บทฤษฎ การเร ยนร ท ผ นาหล กส ตรส วนใหญ นามาประย กต ใช ในช นเร ยนม หลายทฤษฎ ท เก ยวข องก บพ ฒนาการของเด ก การเร ยนร การสอน และแรงจ งใจ แต ในท น จะนาเสนอ 3 ทฤษฎ สาค ญ ค อ (1) ทฤษฎ การเร ยนร กล มพฤต กรรมน ยม (Behaviorism หร อ S-R (Stimulus-Response) theory) (2) ทฤษฎ การ เร ยนร กล มพ ทธ น ยม (Cognitive-field หร อ Gestalt theory) และ(3) ทฤษฎ การเร ยนร กล มมน ษยน ยม (Humanist theory) หร อกล มแรงจ งใจ (Motivation theory) (Beach and Reinhartz, 2000) (1) ทฤษฎ การเร ยนร กล มพฤต กรรมน ยม (Behaviorism หร อ S-R theory) เป นทฤษฎ ท กล าวว า มน ษย เร ยนร โดยผ านเง อนไข ซ งหมายถ ง ถ ามน ษย ตอบสนองต อส งเร าได ถ กต องและได ร บการ เสร มแรงก จะทาให เก ดการเร ยนร ด งน น การเสร มแรงช วยสร างความแข งแกร งให ก บความ

18 18 เช อมโยงระหว างส งเร า (คาถาม/ป ญหา) ก บการตอบสนอง (คาตอบ/การแก ป ญหา) ซ งส งผลให ม นใจก บการเร ยนร มากข น ต วอย างเช น ถ าการตอบคาถามของผ เร ยนได ร บการเสร มแรงจากคร ทางบวก ผ เร ยนก จะม พฤต กรรมท เหมาะสมต อไป และการเร ยนร ส วนใหญ อาศ ยทฤษฎ การเร ยนร น และก จกรรมหลายก จกรรมก อย ในข นความร -ความจา-ความเข าใจในทฤษฎ ของBloom ซ งไม ย งยากซ บซ อนเป นการเสร มแรงใน การเร ยนร ต วอย างการประย กต ใช ทฤษฎ การเร ยนร กล มพฤต กรรมน ยมในช นเร ยนม ด งน การสอนให ม งม น (assertive discipline) เป นการเสร มแรงหร อให รางว ลพฤต กรรมท แสดงออกอย างเหมาะสมด วยการให เวลาอ สระแก ผ เร ยน เทคน คการปร บพฤต กรรม เป นการเสร มแรงพฤต กรรมท เหมาะสมด วยการยกย อง ชมเชย เทคน คการใช คาถาม ใช คาถามในระด บความร -ความจา-ความเข าใจซ งจะช วยให ผ เร ยนม โอกาสตอบถ กได ส ง การใช เบ ย (token) ใช เบ ยหร อแต มก บพฤต กรรมท ต องการ ซ งน กเร ยนนาไปแลก รางว ลได ภายหล ง การใช คอมพ วเตอร ช วยสอน ใช คอมพ วเตอร ในการจ ดหาคาถาม ย นย นคาตอบ และม เทคน คในการเสร มแรงด วย กลว ธ ในการจ งใจ ให รางว ลแก ผ เร ยนท ทางานได เสร จสมบ รณ การใช พ นธส ญญา (เข ยนคาส ญญาซ งระบ รางว ลหร อการเสร มแรงสาหร บพฤต กรรมท พ งประสงค ) (2) ทฤษฎ การเร ยนร กล มพ ทธ น ยม (Cognitive-field หร อ Gestalt theory) เป นทฤษฎ การเร ยนร ท ใช อธ บายว าผ เร ยนเร ยนร ได อย างไรอ กแนวหน ง โดยแนวน เช อว า การเร ยนร ของบ คคลเป นผลของกระบวนการค ด เช งเหต ผล ความเข าใจ การร บร ส งเร าท มากระต น ผสมผสานก บประสบการณ ในอด ตท ผ านมา ซ งการ ผสมผสานระหว างประสบการณ ท ได ร บในป จจ บ นก บประสบการณ ในอด ต จาเป นต องอาศ ยกระบวนการทาง ป ญญาเข ามาม อ ทธ พลในการเร ยนร ด วย ทฤษฎ กล มน จ งเน นกระบวนการทางป ญญา (cognitive process) มากกว าการ วางเง อนไขเพ อให เก ดพฤต กรรม การประย กต ใช ทฤษฎ การเร ยนร กล มน ในช นเร ยน ได แก กลว ธ การสอนแบบการแก ป ญหา การเร ยนร จากความผ ดพลาด การวางแผนการสอนแบบบ รณาการ ก จกรรมเก ยวก บการพ ฒนาแนวค ดในการมองตน (selfconcept) การใช คาถามเพ อพ ฒนาความค ดระด บส ง (เช น การประย กต ใช การว เคราะห การส งเคราะห และการ ประเม นค า) และการใช ผ งความค ด (mind map) เป นต น (3) ทฤษฎ การเร ยนร กล มมน ษยน ยม (Humanist theory) หร อกล มแรงจ งใจ (Motivation theory) เป น ทฤษฎ การเร ยนร ท ให ความสาค ญก บความเป นมน ษย โดยมองว า มน ษย เก ดมาพร อมก บความด ม อ สระสามารถ นาตนเองและพ งตนเองได เป นผ ท ม ความค ดสร างสรรค ทาประโยชน ให ส งคม มน ษย จ งม อ สระท จะเล อกทาส ง

19 19 ต างๆ โดยย ดการเร ยนร จากแรงจ งใจเป นหล ก ในแนวค ดน จ งไม ยอมร บว าการเร ยนร เก ดจากการกาหนด เง อนไขและกลไกต างๆ ซ งล กษณะของการจ ดการเร ยนการสอนตามแนวค ดน จะเน นท ผ เร ยนเป นศ นย กลาง (child - centered) และเน นการเสร มสร างค ณค าในตนเอง (self-esteem) ให เก ดก บผ เร ยน 3) สาขาส งคมว ทยาช วยให ผ นาหล กส ตรม ข อม ลในการวางแผนหล กส ตรท เก ยวก บท ศทางการ เปล ยนแปลงของส งคม กระบวนการส งสอนอบรมของคนในส งคม แนวโน มของอนาคตเก ยวก บการ เปล ยนแปลงของประชากรและครอบคร ว บทบาทของเพศหญ ง ว ฒนธรรมต างๆ ป ญหาการเปล ยนแปลงทาง เศรษฐก จ การเม อง เทคโนโลย และการม ส วนร วมทางการศ กษา เป นต น 4. การกาหนดจ ดประสงค การเร ยนร จากต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร การกาหนดจ ดประสงค การเร ยนร จะเป นข นส ดท ายของต ว แบบท คร หร อผ ท เก ยวข องต องแปลงเป าหมายการศ กษาให เป นจ ดประสงค การเร ยนร ในช นเร ยนโดยอาศ ยการ พ จารณากล นกรองจากปร ชญาการศ กษาและจ ตว ทยาการเร ยนร ด งท กล าวมาแล ว เพ อช วยให การเข ยน จ ดประสงค การเร ยนร ม ความกระจ างช ด ม ความหมาย และให แนวทางสาหร บการวางแผนการสอน การกาหนด เน อหา การเล อกว ธ สอน และการว ดประเม นผล จ งอาจกล าวได ว า ในข นตอนน คร ม บทบาทสาค ญอย างย ง เพราะต องเข ยนจ ดประสงค การเร ยนร ให สอดคล องก บเป าหมายการศ กษา โดยสามารถระบ พฤต กรรมการเร ยนร ของผ เร ยนท ม งว ดหร อส งเกตได อย างช ดเจนหล งจากม การเร ยนการสอนแล ว ด วยเหต น คร จ งต องให ความสาค ญก บจ ดประสงค การเร ยนร เพ อเต อนตนเองว า ในการสอนแต ละคร ง ผ เร ยนควรเร ยนร อะไรและ สามารถทาอะไรได บ าง อ นจะนามาส การต ดส นใจกาหนดขอบเขตและลาด บของเน อหา พร อมท งพ จารณา ความค ดรวบยอด (concept) และท กษะท สาค ญท ผ เร ยนต องเร ยนร ตามลาด บก อนหล ง (Beach and Reinhartz, 2000) ในการเข ยนจ ดประสงค เช งพฤต กรรมเมเกอร (Mager อ างถ งใน Beach and Reinhartz, 2000) ได ให เทคน คการเข ยนไว 3 ประการ ค อ 1) ระบ พฤต กรรมท ต องการว ดหร อส งเกตอย างช ดเจนว าน กเร ยนสามารถทา อะไรได บ างหล งจากการเร ยนการสอน 2) กาหนดสถานการณ หร อเง อนไขท จะทาให ผ เร ยนเก ดพฤต กรรมท คาดหว ง และ3) กาหนดเกณฑ เพ อระบ ถ งระด บความสามารถของพฤต กรรมท แสดงออกในข นต าส ดท จะ ยอมร บได ว าผ เร ยนเก ดการเร ยนร จร ง แนวทางการเข ยนด งกล าวเป นท ยอมร บก นอย างกว างขวาง และช วยให คร ม ความม นใจว า การสอนของตนจะช วยให ผ เร ยนบรรล จ ดประสงค การเร ยนร ได อย างไร และจะม นใจได อย างไร ว าผ เร ยนเก ดการเร ยนร จร ง 5. ประเภทและระด บของจ ดประสงค การเร ยนร เม อคร ได เข ยนจ ดประสงค การเร ยนร แล ว ข นต อไปค อ การระบ ว าจ ดประสงค น นๆ ว ดพฤต กรรมด าน ใด และในระด บใด การกระทาเช นน ช วยให คร ประเม นจ ดประสงค การเร ยนร ได แม นยาข น ซ งใน Bloom s Taxonomy of Educational Objectives (Beach and Reinhartz, 2000) ได กล าวถ งจ ดประสงค การเร ยนร ท คาดหว ง

20 20 ว า โดยท วไป แบ งออกเป น 3 ด าน ค อ พ ทธ พ ส ย (cognitive) จ ตพ ส ย (affective) และท กษะพ ส ย (psychomotor) โดยแต ละด านม ระด บพฤต กรรมการเร ยนร ท แตกต างก น ซ งจะกล าวพอส งเขปต อไปน จ ดประสงค การเร ยนร ด านพ ทธ พ ส ย เป นจ ดประสงค ท เก ยวก บท กษะด านสต ป ญญา ซ งครอบคล มต งแต ความจาหร อการลอกเล ยนแบบไปส การค ดระด บส ง ได แก การให เหต ผล การแก ป ญหา การส งเคราะห และการประเม นค า จ ดประสงค ด านน สามารถว ดพฤต กรรมการแสดงออกได 6 ระด บ จาก พฤต กรรมท ง ายๆ ไปส พฤต กรรมท ย งยากซ บซ อน ด งน 1) ความร (knowledge) ระล กได ถ งการเร ยนร ท ผ านมา หร อจาข อเท จจร งได 2) ความเข าใจ (comprehension) แปลข อม ลจากร ปแบบหน งไปส อ กร ปแบบหน งปราศจากความร ความเข าใจอย างแท จร ง 3) การประย กต ใช (application) ใช ข อม ลสารสนเทศหร อส งท เป นความร ความค ด ได แก กฎ ระเบ ยบ หล กการ ทฤษฎ ฯลฯ ในสถานการณ ใหม 4) การว เคราะห (analysis) จาแนกแยกแยะข อม ลสารสนเทศหร อความร เพ อให สามารถมองเห น โครงสร างและความส มพ นธ ของส งน น 5) การส งเคราะห (synthesis) สร างสรรค หร อนาเอาองค ประกอบย อยๆ ของส งน นมารวมก นเพ อ ก อให เก ดส งใหม 6) การประเม นค า (evaluation) ต ดส นความร หร อข อม ลสารสนเทศโดยใช หล กเกณฑ จากภายนอกท ม ผ อ นค ดเกณฑ ให หร อหล กเกณฑ จากภายในท มาจากต วบ คคลน นท เป นผ ต ดส น จ ดประสงค การเร ยนร ด านจ ตพ ส ย เป นจ ดประสงค ท ม งเน นเร องค ณค า ความร ส ก และเจตคต พฤต กรรม ท แสดงออกในด านน ครอบคล มจากพฤต กรรมท แสดงออกถ งความสนใจหร อใส ใจ ไปส พฤต กรรมท แสดงออก ได สอดคล องก บค ณค าท บ คคลน นกาหนดไว ซ งกร ธโวห ล และคณะ (Krathwohl and others 1964 อ างถ งใน Beach and Reinhartz, 2000) ได กาหนดระด บพฤต กรรมของด านน เป น 5 ระด บ ด งน 1) การร บร เป นความร ส กท ม ต อส งเร าภายนอกและให ความสนใจต อส งเร าน น 2) การตอบสนอง แสดงการตอบโต ต อส งเร าน น 3) การให ค ณค า- ม ความประท บใจหร อให ความสาค ญก บส งน นซ งเป นปรากฏการณ หร อ พฤต กรรม 4) การจ ดระเบ ยบ ให ค ณค าและพ ฒนาระบบค ณค าเพ อใช ช วยกระต น/ปร บพฤต กรรมการ แสดงออก 5) การม ค ณล กษณะตามค ณค าท กาหนด ประพฤต หร อปฏ บ ต ตามระบบค ณค าท ได สร างไว จ ดประสงค การเร ยนร ด านท กษะพ ส ย เป นจ ดประสงค ท ม งเน นท กษะท เป นด านกล ามเน อ หร อ กล ามเน อก บประสาทส มผ ส ซ งแฮร โรว (Harrow, 1972 อ างถ งใน Beach and Reinhartz, 2000) ได กาหนดระด บ พฤต กรรมท เป นท กษะการปฏ บ ต เป น 6 ระด บ ด งน (1) การเคล อนไหวอ ตโนม ต เป นการเคล อนไหวท เป นไปตามกลไกของธรรมชาต (ส ญชาต ญาณ)

21 21 (2) การเคล อนไหวพ นฐาน เป นการเคล อนไหวตามพ ฒนาการ เช น การกระด บ ค บ คลาน ซ งจะ พ ฒนาเป นการเคล อนไหวท ซ บซ อนข น (3) ความสามารถในการร บร เป นการบ รณาการความสามารถด านร างกายก บการร บร ผ านประสาท ส มผ ส เช น การตอบโต ของระบบประสาทส มผ สก บกล ามเน อในขณะท ร บล กบอล (4) ความสามารถด านกายภาพ เป นการแสดงความแข งแกร ง ความสมบ รณ ความทนทานของ กล ามเน อซ งจะช วยให ม ท กษะการเคล อนไหวท ด (5) การเคล อนไหวท ใช ท กษะ เป นการเคล อนไหวร างกายท ผ านการซ กซ อมหร อการฝ กปฏ บ ต จน เก ดเป นท กษะ เช น การเต นร า การเล นก ฬา เป นต น (6) การส อสารด วยภาษากาย เป นการแสดงออกทางส หน าท าทางไปจนถ งการเคล อนไหวร างกายท ใช ท าทางการร ายราเพ อส อสาร รวมท ง การนาเอาประสบการณ การการเร ยนร ท ผ านมาท งหมดมาส อสารด วย ภาษากาย จ ดประสงค การเร ยนร ในด านเหล าน รวมท งระด บต างๆ ท ปรากฏจะช วยให ผ บร หารและผ น เทศม ความร ความเข าใจและสามารถน เทศและกระต นให คร ใช เป นกรอบการทางานเพ อตรวจสอบจ ดประสงค การ เร ยนร ท งน ในท กบทเร ยนควรม จ ดประสงค การเร ยนร ครบท ง 3 ด านและแต ละด านควรเข ยนให ม ระด บท แตกต างก น เพ อพ ฒนาความสามารถในการเร ยนร ของผ เร ยนให เต มศ กยภาพ ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของว ช ย วงษ ใหญ การพ ฒนาหล กส ตรของว ช ย วงษ ใหญ (2549 ก: 79) ได อาศ ยหล กการและแนวค ดของน กพ ฒนา หล กส ตรในอด ต โดยเฉพาะไทเลอร รวมท ง ประสบการณ การทางานเก ยวก บการพ ฒนาหล กส ตรท ผ านมา ซ ง สะท อนว าร ปแบบการพ ฒนาหล กส ตรของว ช ย วงษ ใหญ เป นแบบแนวค ดเช งระบบ (system approach) ด งแสดง ในภาพท 5.3 ซ งอธ บายข นตอนและกระบวนการในการพ ฒนาหล กส ตรพอสร ปได ด งน 1. การกาหนดจ ดม งหมาย หล กการ และโครงสร างของหล กส ตร เพ อเป นการออกแบบหล กส ตร โดย คณะกรรมการพ ฒนาหล กส ตรม หน าท ศ กษาว เคราะห สภาพป ญหาความต องการของส งคมและกล มเป าหมาย เพ อกาหนดท ศทางและความคาดหว งของส งคมท จะบ งช การกาหนดจ ดม งหมายของหล กส ตร ร วมก บ น กจ ตว ทยา น กการศ กษา น กว ชาการ และน กพ ฒนาหล กส ตร 2. การยกร างเน อหาสาระของหล กส ตรในแต ละกล มประสบการณ แต ละรายว ชา และแต ละหน วยการ เร ยน โดยการทางานร วมก นระหว างคณะกรรมการพ ฒนาหล กส ตรและผ เช ยวชาญในแต ละสาขาว ชารวมท ง น กจ ตว ทยา เพ อกาหนดจ ดประสงค การเร ยนร การวางแผนการจ ดการเร ยนร การจ ดลาด บก จกรรมการเร ยนร การกาหนดเทคน คการสอน การผล ตส อการเร ยนการสอน และการประเม นผลการเร ยนร ในข นตอนน ครอบคล มถ งการประเม นร างหล กส ตรและปร บปร งก อนนาไปทดลองใช โดยม ว ตถ ประสงค เพ อตรวจสอบความ สอดคล องก นขององค ประกอบของหล กส ตรและความเหมาะสมก บผ เร ยน

22 22 3. การทดลองใช หล กส ตรท ได พ ฒนา ในข นตอนน ม ว ตถ ประสงค เพ อตรวจสอบค ณภาพของหล กส ตร ก อนนาไปใช จร งในโรงเร ยนร วมพ ฒนา โดยคณะกรรมการพ ฒนาหล กส ตร ใช ข อม ลท ได จากการทดลองทาการ ปร บปร งแก เน อหาสาระ ก จกรรมการเร ยนร เทคน คการสอน และส อการเร ยนการสอนให เหมาะสม โดย ปร กษาหาร อผ เช ยวชาญเฉพาะสาขาว ชา 4. การอบรมคร ผ บร หารท กระด บ และบ คลากรทางการศ กษา เพ อใช หล กส ตรท ได พ ฒนาข น ท งน ม ว ตถ ประสงค เพ อเสร มสร างความร ความเข าใจให ก บผ ท เก ยวข องก บหล กส ตร โดยเฉพาะคร ผ สอนจะได ใช หล กส ตรใหม ได อย างถ กต องเหมาะสมและม ความหมาย ตามเจตนารมณ ของหล กส ตร สาหร บผ บร หาร และ ผ เก ยวข องอ นๆ เช น ศ กษาน เทศก และน กว ชาการ จะได เข าใจและให การสน บสน นคร ผ ใช หล กส ตรได อย าง เหมาะสม 5. การนาหล กส ตรไปใช ปฏ บ ต การสอนท โรงเร ยน เป นข นตอนของการประกาศใช หล กส ตรท ได พ ฒนา อย างเป นทางการ และครอบคล มก จกรรมการใช หล กส ตร 4 ประการค อ 5.1 การแปลงหล กส ตรไปส การสอน เป นการจ ดทาเอกสารหล กส ตรและส ออ ปกรณ การสอน เพ อใช ประกอบการเร ยนการสอน 5.2 การบร หารหล กส ตร เป นก จกรรมท ม ความสาค ญย งเพราะการเตร ยมความพร อมในด าน ต างๆ ได แก ด านบ คลากรท งคร และฝ ายพ ฒนาหล กส ตร ด านป จจ ยอานวยความสะดวก เช น ว สด อ ปกรณ ห องเร ยน ห องปฏ บ ต การต างๆ ห องสม ด และแหล งเร ยนร ภายในโรงเร ยน รวมท งด านงบประมาณสน บสน น ด านว ชาการ เพ อให ความสะดวกและช วยเหล อคร ให สามารถใช หล กส ตรได อย างม ประส ทธ ภาพ 5.3 การสอน เป นหน าท ของคร ประจาการท ต องปฏ บ ต การสอนให บรรล ตามจ ดม งหมายของ หล กส ตร 5.4 การประเม นผล เป นการประเม นผลการเร ยนร ของผ เร ยนท งระหว างเร ยนและประเม น ปลายภาคเร ยน รวมท งการประเม นเพ อปร บปร งแก ไขข อบกพร องของหล กส ตรและการจ ดก จกรรมการเร ยน การสอน ซ งเป นการดาเน นการท เป นระบบและต อเน องเพ อให ท นก บสภาพการเปล ยนแปลงของส งคม เร องท การออกแบบหล กส ตร ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรด งกล าว ได แสดงให เห นถ งความสอดคล องเช อมโยงระหว างเป าหมายของ หล กส ตรท มาจากช มชน น กเร ยน และน กการศ กษาและจ ดประสงค การเร ยนร โดยเฉพาะจ ดประสงค การเร ยนร ต องอาศ ยการกล นกรองด วยปร ชญาการศ กษาและจ ตว ทยาการเร ยนร เพ อนามาใช ในการกาหนดพฤต กรรมของ ผ เร ยนท เปล ยนไปอ นเน องมาจากเก ดการเร ยนร แต ท งน การกาหนดจ ดประสงค การเร ยนร เพ อให เก ดพฤต กรรม ด งกล าวจะต องเหมาะสมสอดคล องก บก จกรรมการเร ยนร ซ งน กออกแบบหล กส ตรจะต องต ดส นใจว า ควร

23 23 ออกแบบหล กส ตร (curriculum design) แบบใดจ งจะเหมาะสม ซ งม หลายว ธ สาหร บในท น จะนาเสนอ 6 ว ธ ด งน 1. การออกแบบหล กส ตรท เน นรายว ชา (subject-centered หร อ discipline-based curriculum design) เป นการออกแบบการเร ยนร ท เน นเน อหาว ชาเป นหล กและแยกเป นรายว ชาโดยไม เน นการบ รณาการความร ท วไปหร อท กษะรายว ชาน นๆ ข ามกล มสาระการเร ยนร ซ งจะเห นได ท วไปในโรงเร ยนต งแต ระด บอน บาล จนถ งม ธยมศ กษา น บว าเป นการออกแบบหล กส ตรท ย ดหล กปร ชญาสาร ตถน ยม (Essentialism) ท สน บสน นเน อ สาระของรายว ชา 2. การออกแบบหล กส ตรท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ (a student- or learner-centered curriculum design) เป นการออกแบบการเร ยนร ท ให ความสาค ญก บผ เร ยนและเน นระด บพ ฒนาการ ความต องการ และความสนใจ ของน กเร ยน ด วยเหต น ในการออกแบบการเร ยนร จ งต องนาความร เก ยวก บความเจร ญเต บโตและพ ฒนาการ ของน กเร ยนมาใช ในการกาหนดเน อหา ก จกรรมท เด กม ส วนร วม และว ธ การสอนของคร ให เหมาะสมก บ พ ฒนาการของผ เร ยนท ง 4 ด าน ได แก ด านร างกาย อารมณ -จ ตใจ สต ป ญญา และส งคม การออกแบบการเร ยนร ในล กษณะน สอดคล องก บปร ชญาพ พ ฒนน ยม (Progressivism) ท เน นผ เร ยนเป นสาค ญและปร ชญาอ ตน ยม (Existentialism) ท สน บสน นการให ผ เร ยนแต ละคนม โปรแกรมการเร ยนท ม ล กษณะเฉพาะของตน น บว าเป น การออกแบบหล กส ตรท ก าวหน าไปอ กหน งข น 3. การออกแบบหล กส ตรท เน นหมวดว ชา (a broad-field curriculum design) เป นการออกแบบการ เร ยนร ท เน นหมวดว ชาโดยนาศาสตร ท เก ยวข องส มพ นธ ก นมารวมไว ด วยก น เช น นาว ชาประว ต ศาสตร เศรษฐศาสตร ส งคมว ทยา ร ฐศาสตร ภ ม ศาสตร และมน ษยศาสตร มารวมก นเป น 1 หมวดว ชา ค อ ส งคมศาสตร หร อ social studies จ งกล าวได ว า การออกแบบหล กส ตรเช นน เป นการบ รณาการเน อหาท ม ความสอดคล องก น อย างสมเหต สมผล 4. การออกแบบหล กส ตรท เน นการแก ป ญหา (a problem-solving curriculum design) เป นการออกแบบ หล กส ตรท เน นการแก ป ญหา ให ความสาค ญก บการออกแบบก จกรรมท งก จกรรมเด ยวและก จกรรมกล ม รวมท ง การจ ดทาโครงงานท ให เด กม ส วนร วมในการแก ป ญหา การออกแบบก จกรรมในล กษณะน ช วยการกระต นการ ค ดในระด บส ง เช นการว เคราะห การส งเคราะห การค ดอย างม ว จารณญาณการประเม นค า รวมท ง การกาหนด ป ญหา การกาหนดทางเล อก การต ดส นใจ และการพ ฒนาแผนการจ ดการเร ยนร ต วอย างเช น คร ว ทยาศาสตร ต องการให ผ เร ยนค ดหาว ธ การเฉล มฉลองส ปดาห ว ทยาศาสตร อย างสร างสรรค โดยให ผ เร ยนร วมค ดร วมทาเป น กล มแบบร วมม อร วมใจ (cooperative Group) โดยให แต ละกล มเสนอความค ดอย างน อย 3 แนวค ดเพ อ แลกเปล ยนเร ยนร ก นท งช น พร อมท งร วมก นต ดส นใจเล อกก จกรรมท ด ท ส ดเพ อดาเน นการต อไป รวมท งให ผ เร ยนเล อกว ธ ท จะประชาส มพ นธ งานพร อมท งเข ยนบทความหร อข อความเพ อประชาส มพ นธ 5. การออกแบบหล กส ตรท เน นแก นเร องหร อการบ รณาการ (a thematic-or integrated curriculum design) เป นการออกแบบการเร ยนร ท เช อมโยงก บห วเร อง (topic) หร อประเด นหล ก (theme) โดยการบ รณาการ เน อหาจากหลากหลายว ชา (interdisciplinary) ต วอย างเช น คร ออกแบบการเร ยนร ในห วเร อง การอน ร กษ แหล ง

24 24 น า เพ อต องการให น กเร ยนช นม ธยมศ กษาตอนปลายเร ยนร การป องก นและแก ไขแม น าลาคลองในช มชนจาก มลพ ษ ในช วโมงว ทยาศาสตร น กเร ยนเร ยนร ร วมก นผ านก จกรรมท หลากหลาย เช น นาต วอย างน าจากแม น าลา คลองมาตรวจสอบว เคราะห หาค า ออกซ เจน ไนเตรท ฟอสเฟส และระด บความเป นกรด ในช วโมงการส อสาร น กเร ยนเตร ยมข อม ลเพ อเผยแพร ประชาส มพ นธ ให คณะกรรมการเร องน าของเขตพ นท หร อในการประช ม ทางด านส งแวดล อม นอกจากน ให น กเร ยนวางแผนและนาเสนอว ด โอให เห นว าน าเน าเส ยได อย างไร ในช วโมง ภ ม ศาสตร น กเร ยนเร ยนเก ยวก บสถานท ต ง ประว ต ความเป นมา ล กษณะพ นท เป นท ราบส งหร อท ราบต า ปร มาณ น าฝนโดยเฉล ยต อป ช วงเวลาท น าไหลเช ยว จากต วอย างท กล าวมาน จะเห นได ว าได ม การนาหลายๆ ว ชามาถ ก ทอก นเป นประเด นเก ยวก บน เวศว ทยาเร อง การอน ร กษ แหล งน า ด งได กล าวมาแล ว 6. การออกแบบหล กส ตรแบบย อนกล บของว กก นส และแม คไท แม คไทและว กก นส (McTighe and Grant Wiggins, 2004) ได นาเสนอหล กการเร อง การ ออกแบบการเร ยนร ย อนกล บ (backward design) ซ งค ดค นเม อป พ.ศ (ค.ศ. 1998) ไว ในหน งส อเร อง Understanding by Design โดยได ให ความหมายของ การออกแบบการเร ยนร ย อนกล บ ว า เป นการออกแบบการ เร ยนร ท เร มต นจากปลายทางซ งเป นผลผล ตท ต องการหร อเป นผลล พธ ท คาดหว ง (Desired results) โดยนาการว ด ประเม นผลมาเป นหล กในการออกแบบหล กส ตรและแผนการเร ยนการสอนไม ใช ก จกรรมการเร ยนร ท งน ได อาศ ยต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร มาเป นฐานค ดในการศ กษาว จ ยเก ยวก บการออกแบบการเร ยนร ย อนกล บ ซ งจะกล าวพอส งเขป ด งน ข นตอนการออกแบบการเร ยนร ย อนกล บ ม 3 ข นตอน ค อ ข นตอนท 1 กาหนดความร ความสามารถของน กเร ยนท ต องการให เก ดข น (identify desired results) ซ งต องพ จารณาว า น กเร ยนต องม ความร ความเข าใจเร องอะไร ต องม ความสามารถทาอะไรได (big ideas) และสาระ/ความร และความสามารถอะไรท ควรเป นความเข าใจท ย งย น (enduring understanding) อะไรค อ คาถามสาค ญท ใช ในการส บสอบความค ดหล ก (big ideas) และอะไรค อความร และท กษะเฉพาะท เป นเป าหมาย ของการเร ยนร และเป นท ต องการเพ อให น กเร ยนแสดงความสามารถอย างม ประส ทธ ภาพ ซ งข อม ลในข นตอนน คร ผ สอนว เคราะห มาจากหลายแหล ง เช น มาตรฐานการเร ยนร ของหน วยการเร ยนร ท ออกแบบ พ นธก จ เป าประสงค และค ณล กษณะท พ งประสงค ของหล กส ตร เป นต น ในข นตอนน แม คไทและว กก นส (McTighe and Wiggins, 2004: 41) ได เสนอแนะว า ห วใจของการสอน เพ อให เก ดความเข าใจอย างแท จร งก ค อ การพ ฒนาหล กส ตรท จาแนกความร และท กษะให เห นอย างช ดเจนใน 3 ล กษณะค อ 1) ความร และท กษะใดม ค ณค าและน าร (worth being familiar with) 2) ความร และท กษะใดท ผ เร ยน จาเป นต องร และปฏ บ ต ได (important to know and do) และ 3) ความร และท กษะใดท เป นความร ความเข าใจท ล ม ล กและย งย น (big idea/enduring understanding) ข นตอนท 2 กาหนดหล กฐานท ยอมร บได ว าผ เร ยนม ความร ความเข าใจอย างแท จร ง (Determine acceptable evidence) ซ งคร ผ สอนต องสอบถามต วเองว า ร ได อย างไรว าผ เร ยนได บรรล ผลล พธ ท คาดหว ง

25 25 (desired results) หร อมาตรฐานการเร ยนร ท กาหนดไว ร ได อย างไรว าผ เร ยนเข าใจความค ดหล ก (big ideas) อย าง แท จร ง ผ เร ยนควรแสดงออกอย างไรจ งจะเป นหล กฐานท แสดงว า ม ความร และท กษะตามท ระบ ไว ในข นตอนท 1 ด วยเหต น คร ผ สอนจ งต องประเม นผลการเร ยนร โดยการตรวจสอบพฤต กรรมการแสดงออกของผ เร ยนด วย ว ธ การท หลากหลาย เช น ใช โครงงานหร อการลงม อปฏ บ ต ในสถานการณ จร ง หร อใช แบบทดสอบต างๆ เพ อจะ ได แน ใจว าผ เร ยนม ความร และท กษะท สาค ญอย างแท จร ง แม คไทและว กก นส เสนอว า การสอนเพ อให เก ดความเข าใจท ล มล กต องเน นให น กเร ยนใช ท งความร (ได แก ข อเท จจร ง ความค ดรวบยอด หล กเกณฑ กฎ ทฤษฎ แนวค ดหล ก และกฎหมาย) และท กษะกระบวนการ อย างม ความหมาย ซ งผ เร ยนท ม ความเข าใจอย างแท จร งจะแสดงออกให เห นถ งความสามารถใน 6 ม ต ด งน ก. ความสามารถในการอธ บาย (explanation) ซ งหมายถ ง ผ เร ยนสาธ ต พรรณนา ออกแบบ เช อมโยง ให เหต ผล หร อพ ส จน ข อม ลโดยใช หล กฐานประกอบ ข. ความสามารถในการแปลความ (interpretation) ซ งหมายถ ง ผ เร ยนสร างสรรค ส งใหม จาก ความร เด ม รวมท งสามารถว พากษ ว จารณ อ ปมาอ ปม ย อ างอ ง สร างความหมาย แปลความ ทานาย และ ต งสมมต ฐานได อย างสมเหต ผล ตรงประเด น และกระจ างช ด ค. ความสามารถในการนาไปประย กต ใช (application) ซ งหมายถ ง ผ เร ยนใช ความร ท ม อย ใน สถานการณ ใหม หร อบร บทใหม ท ม ล กษณะเฉพาะและไม ได คาดการณ ล วงหน ามาก อน รวมท งสร าง ประด ษฐ พ ฒนา ปฏ บ ต ผล ต แก ป ญหา และทดสอบ ง. ความสามารถท ม ม มมองหลากหลายหร อมองเห นทางเล อกอ นๆ (perspective) ซ งหมายถ ง ผ เร ยนสามารถว เคราะห และสร ปเร องราวหร อสถานการณ ในม มมองท แตกต างไปจากผ อ นอย างน าเช อถ อและ เป นไปได จ. ความสามารถในการเข าใจความร ส กของผ อ น (empathy) ซ งหมายถ ง ผ เร ยนใช จ นตนาการ ของตนท จะมองเห นและร บร อารมณ -ความร ส กของผ อ น จ งสามารถอธ บายอารมณ ความร ส ก รวมท งว เคราะห และร เหต ผลของการกระทาของผ อ นได อย างเข าใจและเห นใจ ฉ. ความร จ กตนเอง (self-knowledge) ซ งหมายถ ง ผ เร ยนสารวจตนเอง พ จารณาไตร ตรอง ประเม นตนเองและสะท อนม มมองของตนได อย างแม นยา โดยเฉพาะอย างย งสามารถกาก บต ดตามและปร บ ความเข าใจหร อการร บร ของตนท ม ต อข อม ลและสภาพเหต การณ ให ถ กต องเหมาะสม การออกแบบการประเม นผลการปฏ บ ต ของผ เร ยนตามข นตอนท 2 เพ อย นย นว าน กเร ยนม ความร ความเข าใจอย างแท จร ง คร ควรใช หล กการการประเม นโดยใช photo album [อาจเร ยกว า Portfolio ของ ผ เร ยน] มากกว าหล กการว ดและประเม นแบบด งเด มซ งไม ล มล ก (เป นแบบ snapshot) นอกจากน คร ต องกาก บ ต ดตามความก าวหน าของผ เร ยนอย างม ประส ทธ ภาพ โดยใช ว ธ การปฏ บ ต ท หลากหลาย ด งน

26 26 ก) ใช แบบสอบและการทดสอบย อยๆ ท เน นการเข ยนคาตอบส นๆ ท เน นการปฏ บ ต (performance based items) เช น เข ยนความเร ยง เข ยนกราฟ เข ยนภาพประกอบการอธ บาย และเข ยนตาราง มากกว าเป นข อสอบปรน ยท วไป เช น ถ ก-ผ ด เต มคาในช องว าง เล อกตอบ เป นต น ข) ใช การประเม นผลแบบสะท อนค ด (reflective assessment) เช น การเข ยนบ นท ก ก จกรรม ฟ ง-ค ดคนเด ยว-ค ดเป นค (listen-think-pair share activities) การส มภาษณ การประเม นตนเอง และกระบวนการ กล ม เป นต น ค) ใช การว ดความพร อมเช งว ชาการ (academic prompts) ซ งเป นการประเม นความสามารถใน การเร ยนร ของผ เร ยนในท นท ท นใดโดยใช การเข ยนตอบคาถามปลายเป ดส นๆ ง) ใช การประเม นโครงงานรวบยอด ซ งให โอกาสผ เร ยนได เล อกศ กษาผลงานหร อช นงานอย าง อ สระ การประเม นล กษณะน เน นการปฏ บ ต จร ง และโครงงานท ใช เป นหล กฐานสาค ญว าผ เร ยนเก ดการเร ยนร ท แท จร งควรครอบคล มองค ประกอบหล ก 6 ประการ ค อ GRASPS ด งน G=Goals ค อ จ ดม งหมาย/เป าหมายของโครงการท มาจากความเป นจร งของส งคม (the real world) R=Roles ค อ บทบาทของผ ม ส วนเก ยวข อง (ผ เร ยน) ในสถานการณ ท เป นจร ง A=Audiences ค อ กล มเป าหมายท ผ เร ยนต องนาเสนอผลงานเม อโครงงานส นส ด S=Situations ค อ สถานการณ ท เป นป ญหาและต องการการแก ไข P=Products/Performances ค อ ผลงานหร อช นงานท เป นความร รวบยอดจากการศ กษา S=Standards ค อ มาตรฐานหร อเกณฑ ท ใช ประเม นผลงานหร อช นงานท ได จากการศ กษา โครงงาน ข นตอนท 3 ออกแบบการเร ยนร หล งจากท คร ผ สอนได กาหนดผลล พธ ท คาดหว งและหล กฐาน ท ยอมร บได ว าผ เร ยนม ความร ความเข าใจอย างแท จร งหร อความเข าใจท ย งย น (enduring understanding) ไว ใน ข นตอนท 1และ2 ด งกล าวแล ว ข นตอนต อไปค อ คร ผ สอนออกแบบก จกรรมการเร ยนร โดยคาน งว า ถ าต องการ ให ผ เร ยน ม ความร ความเข าใจและท กษะตามท กาหนด และม หล กฐานท ยอมร บได เน อหาใดจ งจะม ความ เหมาะสม และควรสอนอย างไร ลาด บก จกรรมท เหมาะสมควรเป นอย างไร โดยแม คไทและว กก นส ได เสนอว า ในการออกแบบก จกรรมการเร ยนร ให บรรล ตามข นตอนท 1และ2 อย างม ประส ทธ ภาพควรพ จารณาจาก องค ประกอบ 7 ต ว ค อ WHERETO และองค ประกอบเหล าน ก จะเป นหล กฐานท แสดงว าผ เร ยนม ความร ความ เข าใจท แท จร ง ด งน W=คร ควรช วยให ผ เร ยนได ร บร ว าเป าหมายของการเร ยนร ในแต ละหน วยการเร ยนร อย ท ไหน หร อเรากาล งจะไปท ไหน (Where) ม เหต ผลอะไร (Why) และผ เร ยนจะถ กประเม นอย างไร เพ อม นใจว าได บรรล เป าหมายท กาหนดไว (What ways) H=คร ควรตร งผ เร ยน (Hook) และโน มน าวความสนใจและความกระต อร อร นของผ เร ยนโดย ผ านก จกรรมท กระต นความค ดในขณะนาเข าส บทเร ยน

27 27 E=คร ควรจ ดหาประสบการณ ท เหมาะสมเพ อช วย (Equip)ให ผ เร ยนม ความพร อมท จะแสวงหา ความร ความเข าใจในสถานการณ โลกท แท จร งและช วยให ผ เร ยนท กคนบรรล ว ตถ ประสงค ของหน วยการเร ยนร น นๆ R=คร ควรช วยให ผ เร ยนได สะท อนค ด (Reflect) ทบทวน (Revisit) ปร บปร ง (Revise) และค ด ใหม (Rethink) เพ อให เก ดการเร ยนร ท แท จร ง E=คร ควรช วยให ผ เร ยนได แสดงออก (Express) ถ งความเข าใจท แท จร ง และม ส วนร วมในการ ประเม นตนเอง (Self-evaluation)โดยไม ม อคต T=คร ควรจ ดการเร ยนการสอนให เหมาะสม (Tailor) ก บความแตกต างของผ เร ยน เป น รายบ คคล O=คร ควรออกแบบการจ ดประสบการณ /ก จกรรม (Organize) การเร ยนร โดยเปล ยนจากท คร ใช การช แนะไปส ก จกรรมท ผ เร ยนประย กต ใช ความร ความเข าใจของตนเองอย างอ สระ ซ งจะเป นการสะท อนให เห นว าผ เร ยนจะได ร บการพ ฒนาส แนวค ดของการสร างความเข าใจท แท จร ง บราวน (Brown, 2004) ได ทาการว จ ยสารวจเช งล กเพ อต ดตามการนาหล กการการออกแบบการ เร ยนร ย อนกล บลงส การปฏ บ ต จร ง กล มต วอย างของงานว จ ยน ได แก ผ บร หารการศ กษาระด บนโยบาย ผ บร หาร โรงเร ยน และคร ท ทางานใกล ช ดก บแม คไทและว กก นส ท งในประเทศสหร ฐอเมร กาและแคนาดา พบว า การ ออกแบบการเร ยนร ย อนกล บได เสร มสร างสถานศ กษาให เป นองค การแห ง การเร ยนร และเป นช มชนน กปฏ บ ต ท ทางานแบบร วมม อร วมใจ (collaborative community) ด งจะเห นได จากม ก จกรรมการสนทนาแลกเปล ยนเร ยนร ของคร น กปฏ บ ต ในหลากหลายร ปแบบ ด งน ก. ก จกรรมเพ อนช วยช แนะ (peer coaching) เป นการช วยเหล อเก อก ลด านว ชาช พของเพ อน ร วมงาน เช น ช วยเหล อก นออกแบบหน วยการเร ยนร และเข ยนเค าโครงบทเร ยน ช วยก นให ข อม ลย อนกล บ และ ช วยแนะนาเก ยวก บการสอนเพ อให เป นแนวทางเด ยวก น ข. ก จกรรมกล มศ กษา (study groups) เป นก จกรรมท คร และเพ อนร วมงานช วยก นศ กษาเอกสาร ตาราและบทความทางว ชาการเพ อเป นการแลกเปล ยนความร และประสบการณ ช วยก นสะท อนความค ด และ แบ งป นแหล งทร พยากรเพ อเสร มสร างความเข าใจท แท จร งของหม คณะ ค. ก จกรรมท มส บสอบ (inquiry team) เป นก จกรรมท คร และเพ อนร วมงานพ ดค ยแลกเปล ยน ประสบการณ ซ งก นและก นเพ อหาแนวทางการแก ป ญหาหร อพ ฒนา โดยม งเน นเฉพาะเร องซ งอาจเป นประเด น เก ยวก บผลส มฤทธ ของน กเร ยนหร อการบร หารจ ดการของสถานศ กษา เป นต น ง. ก จกรรมกล มว จ ยปฏ บ ต การ (action research cohorts) เป นก จกรรมท คร และเพ อนร วมงาน รวมกล มก นทาว จ ยปฏ บ ต การ โดยร วมก นกาหนดป ญหาในการว จ ย ต งสมมต ฐาน ต งคาถาม การว จ ย เก บ รวบรวมข อม ล ว เคราะห ข อม ล นาเสนอข อม ล พ ฒนาแผนปฏ บ ต การ และนาแผนไปใช รวมท งประเม นผลและ ปร บแผนเพ อพ ฒนาการทางานอย างต อเน อง

28 28 เร องท กระบวนการการพ ฒนาหล กส ตร กระบวนการพ ฒนาหล กส ตรท จะกล าวต อไปน เป นแนวทางการพ ฒนาตามต นแบบของไทเลอร ซ ง แสดงข นตอนท สาค ญ ด งต อไปน (Beach and Reinhartz, 2000: 200) ข นตอนท 1 การวางแผนการจ ดการเร ยนร เป นข นตอนท ต องพ จารณาความร และท กษะเด มของผ เร ยน รวมท งการกาหนดผลการเร ยนร ท คาดหว งและการทบทวนทร พยากร เอกสาร หน งส อ ตารา ส ออ ปกรณ การ เร ยน และเทคโนโลย นอกจากน การวางแผนหล กส ตรย งหมายถ งการทบทวนแหล งท มาของหล กส ตรไม ว าจะ เป นค าน ยมของส งคม ความต องการของผ เร ยน และความค ดเห นของผ เช ยวชาญท เก ยวข อง แผนท ได จ งเป น พ มพ เข ยวให คร นาไปใช และในระหว างท ดาเน นการสอนคร ก สามารถปร บแผนให เหมาะสมก บผ เร ยนได บ ช และไรน ฮาร ทซ (Beach and Reinhartz, 2005) ได พ ดถ งคร ท เช ยวชาญการสอนม กมองว าการวางแผนเป นเร อง ส วนต วมากและเห นว าไม ม ว ธ ท ด ท ส ดในการวางแผน ซ งหมายถ งคร ท กคนไม จาเป นต องเร มต นการวางแผนการ สอนด วยการกาหนดจ ดประสงค การเร ยนร เหม อนก น บางคนอาจเร มต นจากการค ดหาเทคน คการสอนและ ก จกรรม หร อเร มต นจากการประเม นการเร ยนร โดยออกแบบการเร ยนร ย อนกล บตามแนวค ดของว กก นส และ แมคทาย ด วยเหต น การวางแผนการสอนจ งควรพ จารณาให ครอบคล มใน 6 ประเด น ค อ (1) เทคน คการสอน และก จกรรม (2) ต วผ เร ยน (3) การว ดและประเม นผล (4) ผลการเร ยนร ท คาดหว งและจ ดประสงค การเร ยนร (5) ป จจ ยต างๆ และ (6) เน อหาว ชาน นๆ แต เป นเร องยากท จะระบ ลาด บความสาค ญของประเด นด งกล าว เพราะ ข นก บประสบการณ และความเช อเก ยวก บการเร ยนการสอนของคร แต ละคน ซ งผ น เทศการเร ยนการสอน สามารถช วยคร พ จารณาทบทวนแผนการสอนของตนให เหมาะสมได รวมท งพ จารณาเก ยวก บขอบเขตเน อหา ความซ บซ อน ลาด บการนาเสนอเน อหาและก จกรรม และความร และท กษะเด มเพ อต อยอดเป นความร และท กษะ ใหม ข นตอนท 2 การนาแผนไปปฏ บ ต เป นข นตอนท คร นาแผนท วางไว ในข นท 1 ไปใช พ จารณาออกแบบ หน วยการเร ยนร และเข ยนแผนการจ ดการเร ยนร ประจาว น ในข นตอนน จ งเก ยวข องก บก จกรรมหล กๆ 4 ก จกรรม ค อ (1) การสอนตามบทเร ยนท ได กาหนดไว (2) การใช เทคน คการสอนและก จกรรมท หลากหลาย (3) การเล อกเน อหาสาระ/ก จกรรม/ส อให เหมาะสม และ(4) การกาก บต ดตามความก าวหน าของผ เร ยน อาจกล าวได ว า ข นตอนน ได สน บสน นความหมายของหล กส ตรท ว า หล กส ตรไม ใช เป นเพ ยงแค แผนการจ ดประสบการณ ให ผ เร ยนหร อเป นโครงสร างทางความค ด (mental construct) แต รวมถ งว ธ การท จะนาไปส ผลล พธ ท คาดหว ง ในขณะท คร ดาเน นการสอนตามก จกรรมหล กท ได ระบ ไว เม อจาเป นคร สามารถปร บปร งแผนการสอนของตน ให เหมาะสมสอดคล องก บความต องการและความสามารถทางสต ป ญญาของผ เร ยนให ย งข น ข นตอนท 3 การประเม นผลการเร ยนการสอน เป นข นตอนท นาเสนอว ธ การว ดความสาเร จของของการ สอน คร ใช กระบวนการว ดและประเม นท งระหว างสอนและหล งสอน เพ อพ จารณาว าคร ได บรรล ตามมาตรฐาน และต วช ว ดท กาหนดไว ในหล กส ตรหร อไม โดยพ จารณาว าเด กเร ยนร อะไรจากเน อหาท กาหนดให (ว ดความร )

29 29 และสามารถปฏ บ ต งานท ได ร บมอบหมายอย ในระด บใด (ว ดท กษะ) พร อมท ง ส งเกตค ณล กษณะต างๆ ท ต องการให เก ดก บเด ก ถ าเด กแสดงความจาก ดท งในเร องความร ท กษะการปฏ บ ต และค ณล กษณะท พ งประสงค คร จะต องปร บปร งแผนการจ ดการเร ยนร และนามาสอนใหม พร อมท งปร บเทคน คการสอนให แตกต างไปจาก เด ม การว ดและประเม นผลท ด และม ความเหมาะสมควรม ล กษณะแบบองค รวม (a holistic approach)ค อใช ว ธ ว ด และประเม นอย างหลากหลายว ธ เพ อช วยให เก ดความแม นยาในการอธ บายผลการเร ยนร ของผ เร ยน ด งต วอย าง เช น การนาเสนอช นงาน/ผลงานด วยปากเปล าในช นเร ยน การเข ยนเร องราว บทความ โคลงกลอน และรายงานการทดลอง การสาธ ตการปฏ บ ต งานท ได ร บมอบหมาย การบ นท กข อม ลท สะท อนความค ดเห น การผล ตส อประเภทต างๆ การจ ดทาแฟ มผลงานท ม ต วอย างผลงานท ด ประกอบ จากท กล าวมาแล วอาจสร ปได ว ากระบวนการพ ฒนาหล กส ตรน นไม ว าจะใช ต วแบบของไทเลอร ของว ช ย วงษ ใหญ หร อของว กก นส และแม คไท (Wiggins and McTighe) ต างก พ จารณาการออกแบบหล กส ตรท งใน ระด บกว าง (macro)และในระด บลงส ห องเร ยน (micro) พร อมท งประเม นหล กส ตรท งระบบ ซ งในระด บกว าง เป นการศ กษาบร บทหร อสภาพความต องการของส งคมไทยและส งคมโลก และต องใช แนวค ดทางปร ชญา จ ตว ทยา และส งคมว ทยาท สามารถปฏ บ ต ได จร งมาช วยกล นกรอง เพ อได ท ศทางของการกาหนดจ ดม งหมายของ การศ กษาหร อของหล กส ตร อ นจะนาไปส การกาหนดโครงสร างเน อหาและรายว ชาต อไป ส วนในระด บลงส ห องเร ยนเป นการออกแบบหน วยการเร ยนร ของแต ละรายว ชาซ งอย างน อยควรครอบคล มผลการเร ยนร ท คาดหว ง เน อหาสาระ ก จกรรมการเร ยนร และการว ดประเม นผล เร องท ทร พยากรท ใช ในการพ ฒนาหล กส ตร ในการพ ฒนาและใช หล กส ตรจะประสบความสาเร จได ผ บร หารต องบร หารจ ดการหล กส ตรอย างม ประส ทธ ภาพ โดยการช วยเหล อสน บสน นในเร องป จจ ยเก อหน นต างๆ ท จะช วยคร และท กฝ ายท เก ยวข องให ม ความเข าใจท ช ดเจนตรงก นเก ยวก บหล กส ตร รวมถ งเข าใจถ งบทบาทหน าท และปฏ บ ต หน าท ได อย างม ประส ทธ ภาพ ซ งในท น จะกล าวใน 2 ประเด นพอส งเขป ค อ (1) เอกสารหล กส ตรและ(2) เอกสารประกอบ หล กส ตร เอกสารหล กส ตรเป นเอกสารท จ ดทาข นโดยหน วยงานการศ กษาระด บนโยบาย (กระทรวงศ กษาธ การ) เพ อให เขตพ นท การศ กษา หน วยงานระด บท องถ น และสถานศ กษาได ใช เป นกรอบและท ศทางการพ ฒนา หล กส ตร ซ งโดยท วไปประกอบด วยการกาหนดว ส ยท ศน จ ดม งหมาย สมรรถนะสาค ญของผ เร ยน ค ณล กษณะท

30 30 พ งประสงค มาตรฐานการเร ยนร และต วช ว ดเพ อเป นท ศทางในการจ ดทาหล กส ตร การเร ยนการสอนในแต ละ ระด บ การกาหนดโครงสร างเวลาเร ยนพ นฐานของแต ละกล มสาระการเร ยนร ในแต ละช นป รวมท งกระบวนการ ว ดและประเม นผลการเร ยนร ซ งจะช วยให คร ต ดส นใจกาหนดขอบเขตเน อหา และลาด บข นตอนการนาเสนอ บทเร ยน รวมท งหน วยการเร ยนร เอกสารประกอบหล กส ตร เป นเอกสารท ส วนใหญ ผล ตโดยหน วยงานกลาง หร อเขตพ นท การศ กษา โดย ความร วมม อของผ ทรงค ณว ฒ ผ เช ยวชาญในแต ละสาขาว ชา คร ท ชานาญการสอน ศ กษาน เทศก ผ บร หาร สถานศ กษา รวมท งน กว ชาการของสาน กงานท เก ยวข อง เป นเอกสารท ช วยให ผ บร หาร คร และผ เก ยวข องในแต ละระด บได เข าใจหล กส ตรและการสอนอย างช ดเจน ตรงก น รวมท งร วมก นร บผ ดชอบ และทางานร วมก นอย าง เป นระบบ ซ งเอกสารประกอบหล กส ตร อาจประกอบด วยเอกสาร 3 เล มในแต ละเล มม เน อหาสาระต างก นด งน 1) เอกสารแนวทางการบร หารจ ดการหล กส ตร เป นเอกสารท ให ข อม ลเก ยวก บ กระบวนการพ ฒนาและใช หล กส ตรในท กช นป แนวทางการจ ดการเร ยนร และการว ดประเม นผลช นเร ยน รวมท งการส อสารให หน วยงานท เก ยวข องได เข าใจถ งบทบาทหน าท ความร บผ ดชอบในการส งเสร มสน บสน น ตลอดจนกาก บด แลต ดตามให การนาหล กส ตรไปใช น บว าเป นเอกสารท ช วยให ผ บร หารสถานศ กษาได เห น ภาพรวมของหล กส ตรและการสอนและบทบาทหน าท ของตนในการส งเสร มสน บสน น และกาก บต ดตามการ นาหล กส ตรไปใช เพ อให บรรล ตามจ ดม งหมายของหล กส ตร 2) เอกสารแนวทางการจ ดการเร ยนร หร อ curriculum guides เป นเอกสารท ให ข อม ลเก ยวก บ แนวค ดการจ ดการเร ยนร ท ให สอดร บก บมาตรฐานท กาหนด การจ ดทาคาอธ บายรายว ชา การจ ดทาหน วยการ เร ยนร แนวทางการจ ดประสบการณ /ก จกรรมการเร ยนร และส อการจ ดการเร ยนร โดยม จ ดม งหมายเพ อให ผ เร ยนม ค ณภาพตามมาตรฐานการเร ยนร และอาจสอดแทรกข อม ลเก ยวก บรายการเอกสาร หน งส อ ตารา บทความ ต วอย างการจ ดก จกรรมและเทคน คการสอน หร อแหล งข อม ลตามเว บไซต ท เช อถ อได รวมท งแหล ง เร ยนร ภายนอกโรงเร ยน น บว าเป นเอกสารท ช วยให คร วางแผนการจ ดการเร ยนร ได อย างม ประส ทธ ภาพ 3) เอกสารแนวปฏ บ ต การว ดและประเม นผลการเร ยนร เป นเอกสารท ให ข อม ลเก ยวก บ ระเบ ยบ ว าด วยการว ดและประเม นผลการเร ยนร ของสถานศ กษา แนวการปฏ บ ต ท ถ กต องเหมาะสมในการว ดและ ประเม นผล และการว ดประเม นผลท ให ความสาค ญก บความแตกต างของแต ละบ คคล ซ งจะเป นเอกสารท ช วยให คร ผ สอนพ ฒนาผ เร ยนได เต มศ กยภาพ บทสร ป การพ ฒนาหล กส ตรเป นกระบวนการท ซ บซ อนและแปรเปล ยนได และเป นพ นฐานสาค ญของการสอน ท ม ประส ทธ ภาพ ซ งจะเห นได ว าการพ ฒนาหล กส ตรเป นกระบวนการท เก ยวข องก บการวางแผนอย างครอบคล ม ม รายละเอ ยด และดาเน นการอย างเป นระบบ โดยอาศ ยการอ างอ งต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของน กการศ กษาท ได ดาเน นการศ กษาทดลองจนเช อถ อได โดยเฉพาะต วแบบของไทเลอร ได ร บการยอมร บก นอย างกว างขวางว า ได ช วยให ผ บร หารสถานศ กษา คร และผ ท น เทศการเร ยนการสอนม ความเข าใจถ งแหล งท มาของหล กส ตร การ

31 31 กาหนดจ ดม งหมายของการศ กษาท ต องอาศ ยการกล นกรองจากปร ชญาการศ กษาและทฤษฎ การเร ยนร พร อมท ง แปลจ ดม งหมายเหล าน ให เป นเป าหมายของหล กส ตร และจ ดประสงค การเร ยนร ตามลาด บ เพ อช วยให คร นาไปส การเร ยนการสอนในห องเร ยนได แท จร ง การออกแบบหล กส ตรเป นการกาหนดความสาค ญหร อจ ดเน นของหล กส ตร ม หลายแนวความค ด ซ งแต ละความค ดก เช อมโยงก บปร ชญาการศ กษาท น กพ ฒนาหล กส ตรม ความเช อ โดยเฉพาะการออกแบบหล กส ตรท เน นผ เร ยนเป นสาค ญ ซ งครอบคล มท งการออกแบบท เน นการแก ป ญหา และการบ รณาการ ได ร บความน ยมอย าง กว างขวางในป จจ บ น เพราะเช อว าจะช วยให ผ เร ยนเช อมโยงแนวค ดหล กท ได เร ยนร ได อย างรวดเร วและเป น ความเข าใจท คงทน สาหร บกระบวนการพ ฒนาหล กส ตรอาจสร ปได ว าประกอบด วยข นตอนหล กๆ 4 ข นตอน ค อ 1) การศ กษาบร บทหร อสภาวะแวดล อม 2) การวางแผนหล กส ตร 3) การนาหล กส ตรไปปฏ บ ต และ 4) การ ประเม นผลหล กส ตร ซ งน กพ ฒนาหล กส ตรต องดาเน นการท ง 4 ข นตอนอย างเป นกระบวนการ โดยไม แยกส วน ทาท ละข นตอน และในการดาเน นการผ บร หารควรสน บสน นป จจ ยท เอ อต อกระบวนการพ ฒนาหล กส ตร เพ อ ช วยให ผ ท เก ยวข องม ความร ความเข าใจ และร วมม อก นทางานตามบทบาทหน าท ของตนอย างเต มท เพ อช วยให บรรล จ ดม งหมายของหล กส ตร ตอนท 5.3 บทบาทของผ บร หารในการบร หารจ ดการหล กส ตร ห วเร อง แนวค ด เร องท การวางแผนหล กส ตรและการนาหล กส ตรไปใช เร องท การน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร เร องท การประเม นหล กส ตร 1. การวางแผนหล กส ตร เป นบทบาทท ผ บร หารจะต องดาเน นการกาหนดรายละเอ ยดและการ จ ดลาด บความส าค ญของการสอนและการเร ยนร พร อมท งระบ ข อกาหนดต างๆ ท เป นพ นฐาน ประสบการณ การเร ยนร ของน กเร ยนไว ล วงหน า เพ อให หล กส ตรในภาพรวมม ความต อเน อง สอดคล องส มพ นธ ก นตลอดหล กส ตร อ นจะทาให ผ ม ส วนได ส วนเส ยเก ดความม นใจว าหล กส ตรม ประส ทธ ภาพและเก ดประส ทธ ผล 2. การน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร เป นกลไกส าค ญย งของผ นาทางว ชาการใน การบร หารและ จ ดการหล กส ตรให ประสบความสาเร จ พร อมท งช วยส งเสร มให คร สามารถนาตนเองในการพ ฒนา หล กส ตรและยกระด บค ณภาพการเร ยนการสอนในฐานะเป นคร ม ออาช พ

32 32 3. การประเม นหล กส ตรเป นบทบาทส าค ญท ผ บร หารต องดาเน นการต งแต การเก บรวบรวมและ ศ กษาข อม ล รวมถ งการว เคราะห ข อม ลเพ อตรวจสอบหล กส ตรและต ดส นใจเก ยวก บค ณค าและการ บรรล เป าหมายท กาหนดไว จ งน บได ว าการประเม นหล กส ตรของผ บร หารเป นกระบวนการท นาไปส การพ ฒนาหล กส ตร ว ตถ ประสงค เม อศ กษาตอนท 5.3 จบแล ว น กศ กษาสามารถ 1. กาหนดองค ประกอบการวางแผนหล กส ตร และกาหนดรายละเอ ยดการนาหล กส ตรไปใช ตาม บทบาทหน าท ของผ เก ยวข องในการใช หล กส ตร 2. กาหนดแนวทางการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรในสถานการณ ของตนเองได 3. ต ดส นใจเล อกร ปแบบการประเม นหล กส ตรและออกแบบการประเม นหล กส ตรได ความน า การบร หารจ ดการหล กส ตรเป นบทบาทสาค ญของผ บร หารสถานศ กษาในฐานะผ นาทางการเร ยนการ สอนท จะต องดาเน นการให การพ ฒนาและใช หล กส ตรของสถานศ กษาม ประส ทธ ภาพ โดยให ท กฝ ายท เก ยวข อง ม ความร ความเข าใจตรงก นอย างช ดเจนเก ยวก บหล กส ตร รวมท งเข าใจบทบาทหน าท ของตนและสามารถปฏ บ ต หน าท ได อย างม ประส ทธ ภาพ การบร หารจ ดการหล กส ตรจ งม ความหมายกว างครอบคล มการดาเน นงานหลาย ด าน เก ยวข องก บบ คคลหลายฝ าย และต องอาศ ยป จจ ยเก อหน นต างๆ มากมาย สาหร บในท น บทบาทการบร หาร จ ดการหล กส ตรของผ บร หารสถานศ กษาจะเน นเฉพาะประเด นสาค ญในเร อง 1) การวางแผนหล กส ตรและการ นาหล กส ตรไปใช 2) การน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร และ3) การประเม นหล กส ตร เร องท การวางแผนหล กส ตรและการน าหล กส ตรไปใช ในการวางแผนหล กส ตรผ บร หารควรดาเน นการน บต งแต การกาหนดรายละเอ ยดและจ ดลาด บ ความสาค ญของส งท จะต องต ดส นใจเก ยวก บหล กส ตรในอนาคต (Glatthorn, et al., 2006: 129) ให เป นร ปธรรม และสามารถปฏ บ ต ได จร ง โดยครอบคล มการนาเสนอรายละเอ ยดการสอน และการเร ยนร ท ม ความต อเน อง สอดคล องส มพ นธ ก น รวมท งข อม ลพ นฐานของน กเร ยนเป นรายบ คคลได แก สมรรถนะสาค ญในการเร ยนร ล ลา การเร ยนร (learning styles) ความสามารถในการอ านและความต องการของผ เร ยนเฉพาะบ คคลท ควรได ร บการ ส งเสร มพ ฒนา การวางแผนหล กส ตรจะประสบความสาเร จได ถ าผ บร หารและผ นาหล กส ตรคนอ นๆ ได กาหนดเป าหมายไว อย างน อย 2 ประการค อ (1) จะไม ทาให เวลาในการจ ดการเร ยนการสอนส ญไปโดยเปล า ประโยชน และ(2) จะต องเล อกกลว ธ การสอนท ด ท ส ดท จะส งเสร มการม ส วนร วมในการเร ยนร ของน กเร ยน ผ บร หารสามารถวางแผนหล กส ตรและนาหล กส ตรไปใช โดยจะต องม ประส ทธ ภาพ ความร ความเข าใจ เก ยวก บต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรเพ อท จะสามารถว เคราะห จ ดแข ง และจ ดอ อนองแต ละต วแบบได และนาไป

33 33 ประย กต ให เหมาะสมก บบร บทของตน และท จะกล าวต อไปน จะสร ปเฉพาะต วแบบของไทเลอร และการ ประย กต ต วแบบโดยบราด ด งรายละเอ ยดของต วแบบต างๆ ได กล าวแล วในห วข อท ต วแบบการพ ฒนาหล กส ตรของไทเลอร ด งกล าวมาแล วว าม พ นฐานมาจากคาถามพ นฐาน 4 ข อ ซ งอาจ กล าวได ว าเป นข นตอน 4 ข นของกระบวนการวางแผนหล กส ตรแบบม งจ ดประสงค (The Objectives Model) ด ง แสดงข นตอนด งน (Brady, 1990: 58) การกาหนดจ ดประสงค การเล อกประสบการณ การเร ยนร การจ ดระบบระเบ ยบประสบการณ การเร ยนร การประเม น จะเห นได ว า ร ปแบบของไทเลอร ม จ ดแข งอย ท การกาหนดจ ดประสงค เพราะทาให ม ท ศทางและแนวทาง ท ช ดเจน สะดวกต อการนาไปส การปฏ บ ต และทาให การวางแผนเป นเหต เป นผลต อเน องก น ส วนจ ดอ อน ค อ ร ปแบบน ไม สามารถอธ บายได อย างช ดเจนว าจ ดประสงค มาจากท ใด ไม ย ดหย นก บผลล พธ การเร ยนร ท ม ความ ซ บซ อนและหลากหลาย การวางแผนตามร ปแบบน จะเห นได ว า จ ดหมายปลายทาง และว ธ การเร ยนร แยกจากก น ไม ได ว ดผลการเร ยนร บางอย างท เก ดข นโดยไม ได คาดหว ง และใส ใจความส มพ นธ ระหว างเน อหาสาระของว ชา ก บจ ดประสงค ท กาหนดไว น อย บทบาทของผ บร หารในการวางแผนและน าหล กส ตรไปใช สาหร บผ บร หารการศ กษาท ต องการดาเน นการวางแผนหล กส ตรและนาส การปฏ บ ต ได อย างเป น ร ปธรรมน น สามารถประย กต ใช แนวค ดของออนสไตน และฮ นก นส (Ornstein and Hunkins, 1998) ซ งได เสนอแนะข นตอนต างๆ 10 ข นตอน ด งน 1) ศ กษาบร บทท เก ยวข องก บการพ ฒนาหล กส ตรก อนเร มดาเน นการเพ อช วยให บ คลากรเขตพ นท เก ด ความม นใจในความพร อมของการดาเน นการ 2) ประเม นป ญหาความต องการจาเป น ซ งส วนมากจะม งไปส รายบ คคลอาจจะเป นต วผ เร ยนและ บางคร งก เป นคร ไม บ อยน กท จะประเม นความต องการจาเป นของโรงเร ยนในภาพรวม 3) ระบ ป ญหาและความต องการจาเป น พร อมท งกาหนดขอบเขตล กษณะท เช อมโยงก บจ ดม งหมายของ หล กส ตร ในกระบวนการวางแผนไม จาเป นจะต องระบ ป ญหาและความต องการจาเป นท กอย าง เพราะจะม ปรากฏในข นตอนการปฏ บ ต ก จกรรม

34 34 4) ทบทวนจ ดม งหมายหร อเป าหมายของหล กส ตร ซ งจะทาให ป ญหาและความต องการจาเป นปรากฏ เป นร ปเป นร างช ดเจนข น 5) ประกาศข อเสนอแผนหล กส ตรท จะนาไปส การปฏ บ ต และการประเม น ในข นน เป น การ พ จารณาป ญหาและความต องการจาเป นสาค ญและว ธ การท จะนาไปส การแก ป ญหา ด วยการพ จารณาจ ดม งหมาย ท วไปและเป าหมายท เหมาะสมก บโรงเร ยน 6) เตร ยมออกแบบด วยการเล อกต วแบบซ งม หลายว ธ ด งได กล าวไว แล วในห วข อ ในข นน ต อง ทบทวนส อ ว สด อ ปกรณ และว ธ การสอน รวมท งให ข อเสนอแนะไว ด วย 7) จ ดระบบการทางานในการสร างหล กส ตรและนาหล กส ตรส การปฏ บ ต ให ช ดเจนเป นร ปธรรม 8) น เทศต ดตามกระบวนการวางแผนและการนาแผนไปใช เพ อให การวางแผนดาเน นไปอย างราบร น กระบวนการวางแผนจะต องได ร บการบร หารและการน เทศควบค ก นไป นโยบายการน เทศอาจจะควบค มจาก ส วนกลางหร อเขตพ นท แต ตามปกต แล วควรจะดาเน นการโดยผ นาหล กส ตรในระด บโรงเร ยน 9) ใช ประโยชน จากผลผล ตของการวางแผน หากคร ท กคนม ส วนร วมในกระบวนการวางแผน ซ งจะทา ให คร เก ดการยอมร บ และร ส กสบายใจในการทางานก บโครงการหล กส ตรใหม 10) นาว ธ การประเม นไปประย กต ใช เพ อตรวจสอบประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ตามแผน และ ตรวจสอบประส ทธ ผลว าผลท ได ร บสอดคล องก บจ ดม งหมาย เป าหมาย และจ ดประสงค ของหล กส ตรหร อไม จะเห นได ว า บทบาทของผ บร หารในการวางแผนตามข นตอนด งกล าวจะสามารถนามาใช ได ในระด บ ต างๆ ท เก ยวข องก บการศ กษา โดยเป ดโอกาสให ผ ม ส วนได เส ยในการศ กษาเข าไปม ส วนร วม เช น คร ศ กษาน เทศก ผ บร หาร คณะกรรมการสถานศ กษา คณะกรรมการเขตพ นท การศ กษา เป นต น และบ คลากรเหล าน ควรม ส วนร วมในการวางแผนหล กส ตรได หลายระด บตามความเหมาะสม เร องท การน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร การน เทศการศ กษาเป นกลไกสาค ญย งของการบร หารและจ ดการหล กส ตรให ประสบความสาเร จ ม งานว จ ยจานวนมากท ช ให เห นความจาเป นของการน เทศท งในโรงเร ยนและในห องเร ยน ท งในด านการพ ฒนา หล กส ตร การยกระด บค ณภาพการเร ยนการสอน และการพ ฒนาคร เน องจากม การปฏ ร ปการศ กษาและจะต อง ปร บเปล ยนกระบวนท ศน ทางการศ กษา โดยนาช มชนเข ามาม ส วนร วมจ ดการศ กษา ในขณะเด ยวก นการศ กษาก จะต องม บทบาทในหลายม ต เช น ม ส วนในช ว ตของช มชน ธรรมชาต และส งแวดล อม การให บร การแก มน ษยชาต ความเสมอภาคและโอกาสทางการศ กษา ว ธ การมองช ว ตและโลก การปร บแนวค ดในการดาเน นช ว ต ท ม ใช เป นแค สมาช กของช มชนเล กๆ แต ในฐานะพลโลก การสะท อนผลการถ ายโอนความร ส ห องเร ยนท จะต อง ครอบคล มความเสมอภาคทางการศ กษา รวมท งการจะต องรายงานความสาเร จหร อความล มเหลวในการจ ด การศ กษาส สาธารณะ ซ งความสาเร จในการปฏ บ ต ภารก จต างๆ การน เทศการศ กษาจะเข ามาม บทบาทท จะ

35 35 ส งเสร มสน บสน นให คร สามารถจะปฏ บ ต งานได ครอบคล มและประสบความสาเร จในการสร างค ณภาพผ เร ยนส อนาคต (Gough, 1989 อ างถ งใน Sergiovanni and Starratt, 1993) ความส าค ญและความจ าเป นของการน เทศ จากการว จ ยและประสบการณ ของทอมล นส นและวอลเบอร ก (Tomlinson and Walberg, 1986 อ างถ ง ใน Sergiovanni and Starratt, 1993: ) ช ให เห นว าการปฏ บ ต ร วมก นของคร และผ น เทศ นอกจากจะ สะท อนผลการปฏ บ ต งานของคร แล ว การน เทศย งช วยให ก จกรรมต างๆ ท คร ปฏ บ ต เก ดความสมบ รณ ในบทบาท หน าท ของคร ม ออาช พ ด งน 1. ใช ว ธ การสอนท หลากหลาย ไม เก ดความเบ อหน ายในการทาก จกรรม ผ เร ยนม โอกาสท จะปฏ บ ต พฤต กรรมท สอดคล องก บมาตรฐานการเร ยนร ของหล กส ตร 2. จ ดก จกรรมการสอนได สอดคล องก บหล กส ตร ซ งผ น เทศจะช วยส งเกตและสะท อนให คร เล อกว ธ การ สอนท สร างประสบการณ การเร ยนร ท ด ท ส ดให ก บผ เร ยนและสอดคล องก บหล กส ตร เช น คร จ ดโอกาส ให ผ เร ยนได เร ยนร ในบรรยากาศท กระต นให เก ดการว เคราะห ส งเคราะห ข อม ลอย างแท จร งเพ อเป นการ พ ฒนาท กษะการค ดเช งเหต ผล 3. พ ฒนาผ เร ยนอย างต อเน อง ผ น เทศสามารถสะท อนข อม ลจากผลส มฤทธ ของน กเร ยนท ได จากการ ประเม นด วยเคร องม อต างๆ เพ อนาไปส การว เคราะห ป ญหาในช นเร ยน การหานว ตกรรมในการ แก ป ญหาการเร ยนการสอนซ งอ นจะส งผลต อการพ ฒนาน กเร ยนอย างต อเน องและนาไปส การยกระด บ ค ณภาพอย างย งย น 4. ตระหน กถ งความสาค ญของหล กส ตรแฝงหร อหล กส ตรท ซ อนเร น (Hidden curriculum) ผ น เทศจะ ช ให เห นถ งหล กส ตรท ซ อนเร นหร อไม เป นทางการ และว ธ การท คร จะเข าไปม ส วนร วม 5. ออกแบบหน วยการเร ยนร ตามหล กส ตรได สอดคล องก นตลอดแนวก บจ ดม งหมายของกล มสาระและ โรงเร ยน ให น กเร ยนได เข ามาม ส วนร วมในการเร ยนร ซ งบทบาทของผ น เทศจะช วยให คร เก ดความ ตระหน กในการพ ฒนาผ เร ยนให เก ดความเจร ญงอกงามท งด านการค ด ค ณธรรมและส งคม ฝ กให เด กได ฝ กท กษะ แสดงความค ด สร างความส มพ นธ เช อมโยง ท งความร และเหต ผล สร างหล กการ กฎเกณฑ ด วยตนเอง ม โอกาสท จะเร ยนร การเผช ญสถานการณ ใช ความร ต างๆ ในการแก ป ญหา ท งด วยตนเอง และเป นกล มร วมก บเพ อนน กเร ยนท งว ยเด ยวก นและต างว ย 6. เตร ยมความพร อมของน กเร ยนปกต และผ เร ยนท ม ความต องการพ เศษ ซ งคร จะได ร บการน เทศให พ ฒนาหล กส ตรให สอดคล องเหมาะสมและเช อมโยงก บพ ฒนาการและแผนพ ฒนาผ เร ยนเป นรายบ คคล ร วมก บว ชาช พอ นๆ อาท แพทย น กจ ตว ทยา น กกายภาพบาบ ด เป นต น 7. จ ดประสบการณ ท เช อมโยงก บช ว ตจร ง การน เทศจะสามารถเช อมโยงและให ต วอย างปฏ บ ต ท หลากหลายจากคร อ นๆ สร างการแลกเปล ยนเร ยนร ระหว างคร เพ อให เก ดการแลกเปล ยนประสบการณ รวมท งให ต วอย างการจ ดประสบการณ การเร ยนร ท เป นนว ตกรรมแก คร

36 36 สคร ฟเวน (Scriven, 1988 อ างถ งใน Sergiovanni and Starratt, 1993: ) ได สร ปบทบาทหน าท หน วยท 8 การน เทศในสถานศ กษาคร ม ออาช พท ผ น เทศสามารถใช เป นเกณฑ ในการน เทศกาก บต ดตามการ พ ฒนาหล กส ตรและใช พ ฒนาคร ส การเป นคร ม ออาช พ ซ งเกณฑ เหล าน สามารถเช อมโยงไปส การว ดสมรรถนะ ของคร ด งน 1) ความร เก ยวก บหน าท ในความร บผ ดชอบท คร จะต องปฏ บ ต ท งหมด 2) ความร เก ยวก บโรงเร ยนและช มชน คร ควรจะม ความร ความเข าใจเก ยวก บค ณล กษณะพ เศษต างๆ ของ โรงเร ยน ผ เร ยน และส งแวดล อมรอบๆ โรงเร ยน และสามารถนาไปส การปฏ บ ต โดยการปร บก จกรรม การเร ยนร ให สนองตอบค ณล กษณะต างๆ เหล าน น 3) ความร เก ยวก บเน อหาสาระท สอน คร ควรม ความร และเช ยวชาญในเน อหาสาระท สอนอย างเพ ยงพอ และม ความท นสม ยเพ อท จะถ ายทอดความร ให แก ผ เร ยนในรายว ชาท ตนร บผ ดชอบอย างกระจ างช ดและ แม นยาและสามารถเช อมโยงความร ส รายว ชาอ นตลอดหล กส ตรได เช น สามารถบ รณาการท ง ภาษาอ งกฤษ ท กษะคอมพ วเตอร และท กษะการอ าน ค ด ว เคราะห และเข ยน เป นต น 4) การออกแบบการเร ยนร คร ควรสามารถพ ฒนาแผนการจ ดการเร ยนร รายว ชา เล อกหร อสร างส อว สด อ ปกรณ การเร ยนร ประเม นผลกระทบของหล กส ตรท ม ต อน กเร ยน และพร อมท จะช วยเหล อน กเร ยนท ม ป ญหาการเร ยนได ท นท วงท รวมท งช วยเหล อน กเร ยนท ม ความต องการพ เศษ เช น น กเร ยนท ม ข อจาก ด ด านการเร ยนร หร อน กเร ยนท มาจากชนกล มน อยท ใช ภาษาถ นของตน เป นต น 5) การเก บรวบรวมข อม ลท เก ยวก บการเร ยนร ของน กเร ยน คร ควรม การเก บรวบรวมและว เคราะห ข อม ล คะแนนการทดสอบและการประเม นผลการปฏ บ ต รวมท งข อม ลค ณล กษณะท พ งประสงค ของน กเร ยน อย างเป นระบบและสามารถนาไปใช ประโยชน เพ อวางแผนการพ ฒนาค ณภาพของผ เร ยนให เหมาะสม เป นรายบ คคล 6) การให ข อสนเทศเก ยวก บผลการเร ยนร ของผ เร ยน ท งแก ผ เร ยน ผ บร หาร พ อแม ผ ปกครอง และผ ม หน าท เก ยวข อง 7) การม ท กษะในช นเร ยน คร ต องม ท กษะการส อสารรวมถ งสามารถนาเสนอส อเทคโนโลย ประกอบการเร ยนร ได อย างช ดเจนและม ประส ทธ ภาพ สามารถด งความสนใจน กเร ยนไว ได ตลอดการ สอน โดยเฉพาะอย างย ง คร ควรม ท กษะในการบร หารจ ดการช นเร ยน โดยร ว ธ การควบค มสถานการณ ในช นเร ยนได อย างม ประส ทธ ภาพ 8) การม ค ณล กษณะส วนตนท ด งาม ท งเจตคต ต อว ชาช พคร ประพฤต ตนตามจรรยาบรรณ มาตรฐาน ว ชาช พ และสอนอย างม ออาช พ ม การพ ฒนาความก าวหน าทางว ชาช พ กระต อร อร นท จะประเม นตนเอง และแสวงหาว ธ การพ ฒนาตนเองท เช อมโยงส การเพ มพ นการเร ยนร ของน กเร ยน 9) การให บร การทางว ชาช พ คร ต องม ความร เก ยวก บว ชาช พคร ตามมาตรฐานว ชาช พ พร อมท งร วม ก จกรรมและให บร การทางว ชาช พอย างสม าเสมอ

37 37 ฮอยและฟอร ส ช (Hoy and Forsyth, 1986: 47) ให ความเห นว า กระบวนการน เทศจะประสบความสาเร จ ได ท งผ น เทศและคร จะต องม องค ประกอบท แสดงถ งความร วมม อร วมใจและสร างบรรยากาศทางว ชาช พให ปรากฏอย างน อย 3 องค ประกอบ ค อ (1) การเป ดเผย (open) การเป ดเผยจะสร างความไว วางใจ (Trust) ม งานว จ ยของโกวและชม ดท (Kaul and Schmidt, 1971 อ างถ งใน Brammer, 1988) ท ช ให เห นถ งอ ทธ พลของความไว วางใจท ผ น เทศ แสดงออกด วยการให ความสนใจแก ผ ร บการน เทศอย างจร งใจ ให การน บถ อ ใส ใจในความต องการและ ความร ส กของผ ร บการน เทศ จะทาให เก ดการยอมร บน บถ อในต วของผ น เทศ ด งน น ในฐานะผ นาการ น เทศจะต อง สร างความไว วางใจและร กษาไว ซ งความไว วางใจ (Kouzes and Posner, 2002: 245) (2) การเข าร วมก จกรรมการน เทศโดยสม ครใจ (participatory) ซ งในการน จะเก ดข นได ก ต อเม อ ผ น เทศ ต องแสดงให เห นว ากระบวนการน เทศม ความหมายและม ค ณค าต อการปฏ บ ต หน าท ของคร ในการ ยกระด บการเร ยนการสอนให ม ประส ทธ ภาพอ นจะส งผลต อค ณภาพของหล กส ตรและผ เร ยน (3) การสร างบรรยากาศทางว ชาช พให ปรากฏ (professional climate) ผ น เทศจะต องม ท กษะการน เทศ ได แก การร จ กท จะต งคาถาม (questioning) การให คาปร กษาแนะนา (advisement) การร จ กท จะสงบ วาจา (silence) การแปลความหมาย (interpretation) และการเป ดเผยตนเอง (self-disclosure) เป นต น รวมถ งการสร างความส มพ นธ อย างท เป นทางการและไม เป นทางการ ซ งอาจแสดงออกด วยการพ ดหร อ ใช ภาษาท าทาง ท งน ความส มพ นธ ระหว างผ น เทศและผ ร บการน เทศควรเน นท ความร ส กด านจ ตใจเป น สาค ญ ซ ล แวนแกรนซ (Sullivan and Glanz, 2005: 27) เห นว าการน เทศเปร ยบเสม อนเคร องม อท จะยกระด บ การสอน ท งน ข นอย ก บความสามารถของผ บร หารท จะใช การน เทศให สามารถสนองตอบความต องการจาเป น ของคร และน กเร ยนได เพ ยงไร ซ งสอดคล องก บท ศนะของน กการศ กษาหลายท านท มองว าการน เทศเป น จ ด ศ นย รวมของการยกระด บการสอน การน เทศเป นกระบวนการท จะนาคร ให เข าร วมหาแนวทางพ ฒนาการสอน เพ อยกระด บท งการสอนและผลส มฤทธ ของน กเร ยน ด วยเหต น ผ นาการศ กษาต องเข าใจ การเปล ยนแปลงและ ว ว ฒนาการของการน เทศตามย คสม ยท เปล ยนแปลงไปและพร อมท จะพ ฒนาองค ความร ท กษะท จาเป นพ นฐาน ในการปฏ บ ต การน เทศให ม ประส ทธ ภาพมากย งข น ร ปแบบการน เทศ การน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรม ความจาเป นอย างย ง เน องจาก ผ นาหล กส ตร ผ บร หาร หร อผ น เทศไม สามารถได ข อม ลท แท จร งว าความสาเร จหร อความล มเหลวในการนาหล กส ตรส ห องเร ยนม สาเหต อย ท ใดหากผ ท เก ยวข องด งกล าวดาเน นการเพ ยงการประช มสอบถาม หร อการกาก บต ดตามอย างห างๆ หร อการเด นผ าน ห องเร ยนเท าน น การต ดตามการใช หล กส ตรของผ น เทศจะช วยให ได คาตอบว า ม อะไรเก ดข นและดาเน นไป ภายในห องเร ยนแต ละห อง ผลการปฏ บ ต ในห องเร ยนควรจะเป นอย างไร เหต การณ และก จกรรมท ได กาหนดไว เป นอย างไร และควรจะเป นอย างไรตามล กษณะสภาพแวดล อมของห องเร ยน ม ความหมายต อคร ต อ

38 38 น กเร ยน และบ คคลท เก ยวข องอย างไร (Sergiovanni and Starratt, 1993: ) ว ธ การน เทศเพ อท จะให ได คาตอบด งกล าวข างต น ม ว ธ การน เทศหลากหลายร ปแบบ เช น การน เทศแบบคล น คซ งเป นการน เทศเพ อ ยกระด บการสอนอย างเป นวงจรและอย างเป นระบบ น บต งแต การวางแผน การส งเกตและการว เคราะห ผลการ ปฏ บ ต การสอนคร อย างล กซ งเพ อช วยให คร สามารถนาตนเองในการเปล ยนแปลงการสอน หร อ การน เทศแบบ เพ อนช วยเพ อน ซ งเป นการน เทศระหว างเพ อนคร ด วยก นเพ อแลกเปล ยนเร ยนร และสะท อนการจ ดการเร ยนการ สอนซ งก นและก นเพ อยกระด บค ณภาพการสอน หร อ การน เทศแบบว จ ยปฏ บ ต การซ งเป นว ธ การน เทศท คร ใช พ ฒนาการเร ยนการสอนได ด วยต วเอง (Sullivan and Glanz, 2005) ร ปแบบเหล าน ได กล าวไว อย างละเอ ยดแล ว ในหน วยท 8 การน เทศในสถานศ กษา ส วนในหน วยน จะกล าวเพ มเต มเฉพาะการน เทศแนวใหม ท สอดร บก บ หล กส ตรแบบอ งมาตรฐาน ค อ การน เทศห องเร ยนแบบอ งมาตรฐาน (Standards-based walk-through) การน เทศห องเร ยนแบบอ งมาตรฐาน เป นการน เทศท ม จ ดม งหมายเพ อช วยให คร เร ยนร ท จะ ค นหาและเช อมโยงส งท คร คนอ นปฏ บ ต ในแต ละห องเร ยน การ walk-through ก ค อ เป นร ปแบบการน เทศท ได กาหนดกระบวนการท จะเป ดห องเร ยนให ผ อ นส งเกตและเร ยนร ว าจะเก ดอะไรข นในแต ละห องเร ยน ว ธ การน เก ดจากแนวค ดของ Roberts และPruitt (2003 อ างถ งใน Sullivan and Glanz, 2005:135) ซ งม งให คร ส งเกต การจ ดการเร ยนการสอนของเพ อนคร โดยย ดมาตรฐานการเร ยนร ในหล กส ตรเป นแนวทางในการส งเกต โดยโรงเร ยนจะต องกาหนดท มน เทศท จะเย ยมและส งเกตช นเร ยน ผ ส งเกตจะต องบ นท กการส งเกตในเร องต างๆ ได แก หล กฐานร องรอย (evidences) ท แสดงผลการปฏ บ ต ของน กเร ยนและก จกรรมท เช อมโยงก บมาตรฐานการ เร ยนร ก จกรรมการสอนของคร ส อว สด อ ปกรณ ท คร สร างข นเพ อใช ในการสอน ศ นย การเร ยน ท กษะการค ด การจ ดช นเร ยน เอกสารต างๆ ท ปรากฏในช นเร ยนท เป นประโยชน ต อการเร ยนร ของน กเร ยน รวมท งบรรยากาศ ในห องเร ยนและบรรยากาศในการสอน การน เทศห องเร ยนแบบอ งมาตรฐานน บว าเป นว ธ การน เทศท ใช เพ อส งเสร มว ฒนธรรมการเร ยนร แบบร วมม อร วมใจ ซ งม ประโยชน อย างมากต อการพ ฒนาว ชาช พท งของคร และผ น เทศ เพราะเป นการให โอกาส เพ อนร วมว ชาช พในการเร ยนร การปฏ บ ต งานซ งก นและก น โดยข นตอนการปฏ บ ต น เทศพอส งเขปม ด งน 1) กาหนดให คร และผ น เทศประช มร วมก นเพ อพ จารณาหาทางเล อกในการเย ยมและส งเกต ห องเร ยน 2) แจ งจ ดประสงค การน เทศให ทราบโดยท วก น 3) สร างและร กษาความไว วางใจซ งก นและก น 4) สร างความร วมม อและเร ยนร อย างม ออาช พ 5) พ ฒนาจ ดประสงค ในการน เทศต อเน อง 6) พ ฒนาแบบฟอร มท ใช เป นแนวทางการน เทศ (ท งน ข นอย ก บจ ดม งหมายการน เทศแต ละคร ง) 7) กาหนดเวลาและเร องท จะน เทศ 8) เตร ยมห องเร ยนสาหร บการน เทศและการส งเกต คร สามารถท จะนาเสนอเอกสารแผนการ จ ดการเร ยนร ส ออ ปกรณ ฯลฯ ให ผ น เทศแสดงความค ดเห น

39 39 9) วางแผนก อนการน เทศและการสะท อนประสบการณ ซ งก นและก น 10) พ ฒนาแผนปฏ บ ต ร วมก นในการน เทศคร งต อไป บทบาทของผ บร หารในการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร เน องจากการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรม ว ตถ ประสงค สาค ญค อ ช วยตรวจสอบให แน ใจว าผ เร ยนท ก คนจะได ร บประโยชน ส งส ดจากการศ กษาของตน โดยเป าหมายท วไปก เพ อให ผ เร ยนได ใช ความร และท กษะท พวกเขาได เร ยนร ท งหมดนาไปใช ช วยเหล อและร บผ ดชอบต อส งคมอย างม ความหมายและเป นประโยชน ส งส ด ด งน นผ บร หารสถานศ กษาตลอดจนผ ท ม ส วนได ส วนเส ยในระด บเขตพ นท การศ กษาจะต องร วมม อก นน เทศ กาก บต ดตามหล กส ตรอย างเต มความสามารถเพ อให การนาหล กส ตรไปใช ได บรรล ว ตถ ประสงค ของหล กส ตร และการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรให ประสบความสาเร จ ผ บร หารสถานศ กษาซ งเป นบ คคลสาค ญและ เก ยวข องโดยตรงควรม บทบาทด งน 1. ต องม ความเข าใจอย างกระจ างช ดเก ยวก บกระบวนการหล กส ตรด งได กล าวมาแล วเก ยวก บการ ออกแบบหล กส ตรและการนาหล กส ตรลงส การปฏ บ ต น นค อ ร ว าหล กส ตรเป นส วนสาค ญในระบบ การศ กษาท ช วยให ผ เร ยนเก ดความร และท กษะในสภาพแวดล อมของโรงเร ยน ถ าจะกล าวอย าง เฉพาะเจาะจงก จะเห นว า หล กส ตรหมายถ งส งท กล าวออกมาเป นลายล กษณ อ กษรว าจะสอนและ ทดสอบอะไรในต วผ เร ยนท แตกต างก นไปตามระด บช นและระด บว ชา และหล งจากการประเม นผลการ ทดสอบแล ว ผ บร หารสถานศ กษาและคร สามารถได พ จารณาว า ว ธ การใดม ประส ทธ ภาพส งส ดสาหร บ การให ความร แก ผ เร ยน ในข นตอนน ปร ชญาการศ กษาและแนวค ดทฤษฎ ต างๆ เก ยวก บการเร ยนร สามารถนามาพ จารณา ส วนการใช หล กส ตรน น ผ บร หารต องฝ กอบรมคร เพ อให พวกเขาสามารถนา หล กส ตรลงส การปฏ บ ต ในล กษณะท จะเป นประโยชน ต อผ เร ยนมากท ส ด 2. เป ดโอกาสให คร คณะกรรมการสถานศ กษา และผ ปกครองได ม ส วนร วมในการประเม นผลเก ยวก บ ประส ทธ ผลของหล กส ตร น นหมายถ ง ผ ท จะสามารถสะท อนค ณภาพของหล กส ตรได ต องม ความร ว า เน อหาหล กส ตรต องม ความสอดคล องก นน บต งแต กระบวนการเข ยนหล กส ตร การจ ดการเร ยนการ สอน และการทดสอบในแต ละระด บช นและแต ละเน อหาว ชา หล กส ตรจ งต องระบ เป าหมายการเร ยนร ท คาดหว งอย างช ดเจน ระบ ว ธ การสอน และทร พยากรท ผ บร หารต องจ ดหามาเพ อให การเร ยนการสอน บรรล เป าหมาย โดยปกต หล กส ตรจะม แนวทางการประเม นการเร ยนร ของผ เร ยนน กเร ยน ซ งจะเป นต ว ท สะท อนถ งค ณค าของหล กส ตร 3. ช วยแนะนาให คร นาหล กส ตรส การปฏ บ ต ห องเร ยนอย างม ประส ทธ ภาพ น บต งแต การช วยให คร สามารถออกแบบหน วยการเร ยนร การเข ยนแผนการสอน การใช กลว ธ การสอน และการว ด ประเม นผลท สอดคล องตลอดแนวของหล กส ตร ซ งแนวทางการดาเน นการด งกล าว ผ บร หารสามารถ เล อกใช ร ปแบบการน เทศ ซ งม ความหลากหลายให เหมาะสมก บป ญหาและความต องการของคร เช น การน เทศแบบคล น ก การน เทศแบบเพ อนช วยเพ อน การน เทศแบบว จ ยปฏ บ ต การ และการน เทศ

40 40 ห องเร ยนแบบอ งมาตรฐาน (Standards-based walk-through) ซ งอ านเพ มเต มเก ยวก บร ปแบบการน เทศ ได ในหน วยท 8 การน เทศในสถานศ กษา 4. นาผลส มฤทธ ของผ เร ยนซ งเป นผลล พธ ของหล กส ตรไปใช ในการปร บปร งการเร ยนการสอนให ม ประส ทธ ภาพตามท หล กส ตรกาหนด หร อนาไปส การปร บปร งและพ ฒนาหล กส ตรสถานศ กษาต อไป 5. อธ บายความสาค ญและความจาเป นของหล กส ตรได อย างช ดเจน เพ อให เก ดความศร ทธาในการนา หล กส ตรส การปฏ บ ต ในห องเร ยนได อย างม ประส ทธ ภาพ โดยผ บร หารต องม กลย ทธ ด งน 5.1 ส งเกตการเร ยนการสอนในห องเร ยนเป นประจาและตรวจสอบแผนการสอนเพ อเป นการ กาก บต ดตามว าคร สามารถนาหล กส ตรไปส การเร ยนการสอนได อย างแท จร งหร อไม อย างไร 5.2 ส มภาษณ และประช มร วมก บคร เป นประจาท งเป นรายบ คคลหร อเป นกล มคณะเพ อต ดตาม ป ญหาและอ ปสรรคในการนาหล กส ตรลงส ห องเร ยน 5.3 ประช มร วมก บเจ าหน าท ด านหล กส ตรและการเร ยนของสาน กงานเขตพ นท การศ กษาเพ อ ร วมอภ ปรายหาแนวทางแก ป ญหาและพ ฒนาหล กส ตรให ม ประส ทธ ภาพย งข น 5.4 จ ดการประช มปฏ บ ต การภายในสถานศ กษา (school-based training) เก ยวก บการจ ดทา แผนการสอน กลว ธ การสอน และการน เทศการสอน เพ อสร างความม นใจในการพ ฒนาการ เร ยนการสอนของคร 5.5 เป ดโอกาสให คร ปร กษาหาร อและแลกเปล ยนความค ดและกลย ทธ ในการสอนเป นประจา 5.6 ปร บปร งแผนพ ฒนาโรงเร ยนให ท นสม ยอย เสมอเพ อสน บสน นการใช หล กส ตรให ม ประส ทธ ภาพ 5.7 ประช มช แจงพ อแม ผ ปกครองให ม ความร ความเข าใจเก ยวก บหล กส ตรและตระหน กถ ง บทบาทของตนในการสน บสน นการเร ยนร ของผ เร ยนตามท กาหนดไว ในหล กส ตร 5.8 รายงานความก าวหน าทางการเร ยนของน กเร ยนให ผ ปกครองทราบอย างสม าเสมอโดยใช ร ปแบบการรายงานท เข าใจง าย 5.9 ม ส วนร วมการฝ กอบรมท จ ดโดยหน วยงานท เก ยวข องเพ อช วยพ ฒนาให ผ บร หารปฏ บ ต หน าท ในการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรด อย างม ประส ทธ ภาพ 5.10 ออกแบบการพ ฒนาท มงานและนาไปปฏ บ ต เพ อเตร ยมความพร อมของบ คลากรในการ จ ดการเร ยนการสอนอย างม ประส ทธ ภาพและการกาก บต ดตามหล กส ตรท กาหนด 6. ดาเน นการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรอย างเป นระบบเพ อให ม นใจว า การจ ดก จกรรมการเร ยนร ของ คร น นสอดคล องก บการออกแบบหล กส ตร โดยควรครอบคล มประเด นต างๆ สร ปได ด งน 6.1 ให ม การจ ดทาแผนการน เทศกาก บต ดตามหล กส ตร โดยกาหนดว ตถ ประสงค ของการ ดาเน นอย างช ดเจน ม เป าหมายท เป นร ปธรรม กาหนดต วช ว ดท สามารถว ดได ม ก จกรรมการ น เทศกาก บต ดตามท หลากหลายท สอดคล องก บเป าหมายท กาหนดไว ระบ ระยะเวลาการ ดาเน นการ และกาหนดผ ร บผ ดชอบท ช ดเจน ท งน ใช หล กการบร หารจ ดการแบบม ส วนร วม

41 สน บสน นงบประมาณและทร พยากรอ นในการดาเน นการอย างเหมาะสม พร อมท งม แนว ทางการเสร มสร างขว ญและกาล งใจในการดาเน นงานของบ คลากรท เก ยวข อง 6.3 ดาเน นการตามแผนท กาหนดไว 6.4 รายงานผลการดาเน นงานน เทศกาก บต ดตามหล กส ตรให ผ ท เก ยวข องได ร บทราบเป น ระยะเพ อการปร บปร งหล กส ตรและการสอนให เหมาะสม เร องท การประเม นหล กส ตร การประเม นหล กส ตรเป นกระบวนการท นาไปส การพ ฒนาหล กส ตร ซ งการประเม นครอบคล มถ งการ ต ดส นเก ยวก บผลการปฏ บ ต ของน กเร ยนและต วหล กส ตร การประเม นหล กส ตรจ งเป นกระบวนการท ดาเน น อย างต อเน อง เป นกระบวนการท เป นส วนหน งท บ รณาการก บการเร ยนการสอนและการบร หารโรงเร ยน ไม ใช เน นแค จ ดหมายปลายทางของการพ ฒนาเท าน น ซ งสะท อนให เห นว า การประเม นเป นส งท ม ค ณค าไม เพ ยงแต จะ ช วยปร บปร งค ณภาพการเร ยนการสอนในป จจ บ นเท าน นแต ย งต อเน องไปส อนาคต ด งน น ผ บร หารซ งเป นผ นา หล กส ตรจ งต องทาความเข าใจในแนวค ดการประเม นเพ อจะสามารถกาหนดแนวทางดาเน นการประเม น หล กส ตรและนาผลการประเม นไปใช ในการพ ฒนาหล กส ตรได อย างม ประส ทธ ภาพ ส งผลต อค ณภาพของ ผ เร ยน ความหมายของการประเม นหล กส ตร การประเม นหล กส ตรโดยท วไป หมายถ ง การเก บรวบรวมและศ กษข อม ล รวมถ งการว เคราะห ข อม ล เพ อตรวจสอบหล กส ตรและต ดส นใจว าหล กส ตรม ค ณค าและบรรล เป าหมายท กาหนดไว หร อไม (ว ช ย วงษ ใหญ 2549 ค: 6) ซ งสอดคล องก บน ยามของ Phi Delta Kappa ท กล าวว า การประเม นหล กส ตรเป นกระบวนการของ การอธ บายอย างละเอ ยด การได มาและการจ ดหาข อสนเทศท เป นประโยชน สาหร บการต ดส นใจทางเล อกต างๆ (Brady, 1990: 152) แต ท งน บราด (Brady, 1990) ได กล าวว า ว ธ การประเม นม ความแตกต างก นหลายว ธ แต การ จะต ดส นใจเล อกใช ว ธ ใดให เหมาะสมก บการประเม นหล กส ตรควรครอบคล มประเด นสาค ญอย างน อย 2 ประการค อ 1) การประเม นหล กส ตรต องรวมถ งการพรรณนาหล กส ตรและการดาเน นการต ดส นเก ยวก บ หล กส ตร และ 2) การประเม นหล กส ตรต องช ให เห นความแตกต างระหว างการประเม นและการว จ ย เพราะโดย ความเป นจร ง การประเม นและการว จ ยม ความแตกต างท ช ดเจนใน 6 ประการ ค อ ตารางท 5.2 เปร ยบเท ยบความแตกต างระหว างการว จ ยและการประเม น การว จ ย การประเม น 1. น กว จ ยเป นผ กาหนดป ญหาการว จ ย 1. บร บทของการประเม นเป นต วกาหนดป ญหาการ ประเม นไม ใช น กประเม น

42 42 2. น กว จ ยทดสอบสมมต ฐาน 3. น กว จ ยสามารถทาว จ ยซ าเพ อหาข อสร ปได 4. การว จ ยเก ยวข องก บต วแปรควบค มและ ต ว แปรจ ดกระทา 5. ข อม ลท เก บรวบรวมได มาจากสมมต ฐาน และป ญหา 6. น กว จ ยม งส จ ดประสงค ของการว จ ย 2. น กประเม นจะเก ยวข องก บการทดสอบข อสร ป/ ข อค นพบจากการประเม น 3. การประเม นม เอกล กษณ เฉพาะต ว 4. การประเม นไม ม ต วแปรควบค มและต วแปร จ ดกระทาแต ม เฉพาะต วแปรท สนใจศ กษา 5. ข อม ลถ กกาหนดโดยส งท สามารถจ ดการได 6. น กประเม นให ค ณค าก บท กข นตอนการประเม น จะเห นได ว า การประเม นหล กส ตรเป นกระบวนเป นการหาคาตอบว าหล กส ตรส มฤทธ ผลตามท กาหนด ไว ในจ ดม งหมายหร อไม มากน อยเพ ยงใดและอะไรเป นสาเหต โดยม จ ดประสงค ค อ เพ อด ว า หล กส ตรเม อ นาไปปฏ บ ต จร งได ผลเพ ยงใด บรรล ว ตถ ประสงค หร อไม เพ อหาทางปร บปร งหล กส ตรถ าพบส งบกพร อง เพ อ หาข อด ข อเส ยในว ธ การจ ดประสบการณ การเร ยนและเพ อช วยการต ดส นใจของผ บร หารว าควรจะใช หล กส ตร ต อไปอ กหร อไม (ว ช ย วงษ ใหญ 2530 อ างถ งใน ว ณา นนทพ นธาวาทย 2549: 11) ด วยเหต น การประเม น หล กส ตรจ งเป นงานสาค ญและม ขอบเขตกว างขวาง ผ ประเม นจาเป นต องวางแผนการประเม นไว ล วงหน าและผล การประเม นต องเช อถ อได โดยอาศ ยกระบวนการว จ ย ในการส บค นข อเท จจร งอย างเป นระบบเพ อนามาต ดส น ค ณค า ในการประเม นหล กส ตรจ งต องประเม นเป นระยะๆ ต งแต ก อนนาหล กส ตรไปใช ในขณะทดลองใช และ ต ดตามเม อประกาศใช แล ว และการประเม นหล กส ตรควรดาเน นอย างต อเน องเพ อการปร บปร งพ ฒนาหล กส ตร ให ม ค ณภาพด ท ส ด ในการประเม นหล กส ตรโรงเร ยนจะประเม นหล กส ตรส วนใดก ได แต ถ าหากโรงเร ยนต องการให การ พ ฒนาหล กส ตรดาเน นไปอย างม ระบบ ก ควรจะมองภาพการประเม นให ครบถ วนโดยการจ ดทาเป น แผนท หล กส ตร (curriculum mapping) ว าจะประเม นส วนใด อย างไร โดยใคร และเม อใด ก จะส งผลให หล กส ตร ได ร บการพ ฒนาอย างต อเน อง อาท การประเม นหล กส ตรอาจจะแบ งเป นระยะๆ เช น การประเม นหาความ ต องการจาเป นก อนการสร างหล กส ตร หร อการประเม นก อนการนาหล กส ตรไปใช หร อการประเม นเม อม ผล การใช หล กส ตร ก ค อเม อม ผ สาเร จการศ กษาตามหล กส ตร หร อการประเม นผลภาพรวมของหล กส ตร ซ งเป นการ ประเม นผลท งหมดของหล กส ตร และท สาค ญในการประเม นหล กส ตรไม ว าจะประเม นส วนใดส วนหน งของ หล กส ตร หร อ ประเม นในท กระยะของหล กส ตรก จะต องวางอย บนมาตรฐานการประเม น 4 ประการ ค อ 1) ประโยชน ใช สอย (utility) 2) ความเป นไปได (feasibility) 3) ความเหมาะสม (propriety) และ4) ถ กต องตรงก บ ความเป นจร ง (accuracy) (Olivia, 2009: 449) เน องจากการประเม นหล กส ตรม ความสาค ญด งกล าวมาแล ว ว ช ย วงษ ใหญ (2549 ค: 6) จ งได เสนอว า ผ บร หารควรม ว ส ยท ศน การประเม นหล กส ตร เพ อให สามารถบร หารจ ดการก บหล กส ตรได บรรล ว ตถ ประสงค ท กาหนดไว ด งน

43 43 1. การประเม นหล กส ตรเป นการว ดระด บความสามารถของน กเร ยนโดยเปร ยบเท ยบก บจ ดประสงค การ เร ยนของหล กส ตร 2. การประเม นหล กส ตรเป นการเปร ยบเท ยบความสามารถของน กเร ยนก บเกณฑ มาตรฐานหล กส ตรท กาหนดไว 3. ในการประเม นหล กส ตร สารสนเทศท ได เป นการอธ บายและช วยให การพ จารณาต ดส นหล กส ตรม ความช ดเจน 4. สารสนเทศในการประเม นหล กส ตรเป นการจาแนกขอบเขตการต ดส นใจ การเล อก การว เคราะห ข อม ล เพ อนาไปส การต ดส นใจเก ยวก บหล กส ตร 5. การประเม นหล กส ตรเป นการแสดงถ งศ กยภาพของของผ บร หารในกระบวนการบร หารว ชาการ เก ยวก บการนาหล กส ตรไปใช และปร บปร งหล กส ตรเพ อให การจ ดการศ กษาม ประส ทธ ภาพและค ณภาพ บทบาทของผ บร หารในการประเม นหล กส ตร ถ งแม ว าผ บร หารจะให ความหมายและม ว ธ การประเม นหล กส ตรแตกต างก นไปตามต วแบบท ตนสนใจ แต บทบาทของผ บร หารในการประเม นหล กส ตรโดยภาพรวมไม แตกต างก น ซ งบราด (Brady, 1990) ได เสนอไว ด งน 1. กาหนดจ ดเน นในการประเม นหล กส ตร ด วยการน ยามการประเม นหล กส ตร การจ ดทาแผนท การ ประเม นหล กส ตร (curriculum mapping) 2. เตร ยมการประเม นด วยการกาหนดเทคน คว ธ การประเม นและการสร างเคร องม อ 3. ดาเน นการประเม นด วยการเก บรวบรวมข อม ลด วยเคร องม อท ได เตร ยมไว 4. ว เคราะห ข อม ล 5. รายงานการประเม น ซ งม องค ประกอบโดยท วไป ด งน 5.1 เป าหมายการประเม น 5.2 บ คคลท เก ยวข องในการประเม น 5.3 ปร ชญาหร อท ศทาง (orientation) ของหล กส ตรท จะประเม น 5.4 หล กการและจ ดหมายของหล กส ตร 5.5 เน อหา ว ธ การ และรายละเอ ยดข นตอนการประเม นท จะใช ในการประเม นหล กส ตร 5.6 ทร พยากร 5.7 ว ธ การหร อต วแบบการประเม น 5.8 บ คลากร เวลา ค าใช จ าย และเจตคต ของผ ประเม น 5.9 แหล งข อม ลและการเก บรวบรวมข อม ล 5.10 เคร องม อท ใช ในการเก บรวบรวมข อม ล

44 เทคน คการว เคราะห ข อม ล 5.12 ผลท เก ดข น ผลล พธ 5.13 สร ป ข อเสนอแนะ 5.14 ป ญหาท พบระหว างการประเม น ในการประเม นหล กส ตรสถานศ กษาม ประเด นคาถามท นาไปส การพ จารณาข อจาก ดของโครงการการ ประเม น ค อ เวลาท ใช ในการประเม นและเวลาท จะดาเน นการแล วเสร จ บ คลากร งบประมาณท จะต องจ ดเตร ยม ไว ม จานวนเท าใด จะประเม นอะไรบ าง และส วนประกอบของการประเม น โดยเฉพาะผ ปกครอง ผ แทนช มชน และน กเร ยนท เก ยวข อง เอกสารต างๆ ท จาเป นและเก ยวข องก บหล กส ตรท จะประเม น อย างไรก ด กล ทธอน และคณะ (Glatthorn and others, 2006: ) ได เสนอประเด นต างๆ ในการประเม น ซ งจ ดไว ใน 8 องค ประกอบ ซ งผ บร หารหล กส ตรสามารถเล อกไปใช ในการสารวจ หร อส มภาษณ ผ ม ส วนได เส ยใน การ พ ฒนาหล กส ตรด งน 1) เป าหมาย ก. เป าหมายของว ชาระบ ไว ช ดเจน และพร อมสาหร บนาไปใช อ างอ งได ข. เป าหมายสอดคล องก บหล กส ตรของเขตพ นท การศ กษา ค. เป าหมายสอดคล องก บข อเสนอแนะของผ เช ยวชาญในแต ละสาขาว ชา ง. ผ ปกครองเข าใจเป าหมายและให การสน บสน น จ. ผ บร หารโรงเร ยน คร ผ สอน และผ เร ยนเข าใจและให การสน บสน น 2) ขอบข ายและลาด บก อนหล งของระด บว ตถ ประสงค ก. ม การว เคราะห เป าหมายตามระด บช น (หร อระด บส มฤทธ ผล) ว เคราะห จ ดประสงค ออกเป นแนวค ด ท กษะและเจตคต ท สาค ญท สามารถบรรล ได ข. ระด บของจ ดประสงค เพ ยงพอต อความเข าใจท จะสะท อนเป าหมายของว ชา น นๆ ค. จ ดประสงค ของระด บช นสะท อนองค ความร ท เป นป จจ บ นในการพ ฒนา ผ เร ยน และม ความเหมาะสม ง. จ ดประสงค ของระด บช นเหมาะสมและม ความยากง ายส มพ นธ ก บผ เร ยน ในระด บช น 3) แนวการสอนรายว ชา ก. ครอบคล มท กระด บช น ข. คาอธ บายรายว ชาพร อมท จะให ผ บร หาร คร และผ ปกครองนาไปใช อ างอ งได ค. คาอธ บายรายว ชาแนะว ธ การท จะนาจ ดประสงค ไปส หน วยการเร ยนร ง. คาอธ บายรายว ชาเสนอแนะก จกรรมการเร ยนการสอน จ. คาอธ บายรายว ชาเสนอแนะการประเม นท เหมาะสม

45 45 ว ชา 4) ส อว สด ก. ม ปร มาณเพ ยงพอก บจานวนผ เร ยน ข. จ ดประสงค การเร ยนร ของส อการสอนสอดคล องก บคาอธ บายรายว ชา ค. ส อว สด สะท อนความร ท ท นสม ยของว ชาน นๆ ง. ส อทาให เก ดความลาเอ ยง ด านเพศ เช อชาต ศาสนา จ. ส อม ความเหมาะสมก บระด บความยากง าย ฉ. ส อได ร บการออกแบบและจ ดการในล กษณะท อานวยความสะดวกแก คร ในการนาไปใช ช. ส อสะท อนผลการเร ยนร ท เหมาะสม ให แรงจ งใจ เสร มแรง เพ มพ นความร 5) การพ ฒนาบ คลากร ก. จ ดให ม การพ ฒนาคร ในการใช หล กส ตร ข. จ ดให ม การพ ฒนาคร ในการสอนการค ด ค. จ ดให ม การพ ฒนาคร ในการใช เทคน คการสอนแบบต างๆ ง. จ ดให ม การพ ฒนาคร ในการประเม นผลการเร ยนร ตามสภาพจร ง/ร บ ค ฯลฯ 6) การสอน ก. คร แบ งเวลาตามแนวทางของของเขตพ นท การศ กษา ข. คร สอนตามมาตรฐานการเร ยนร และต วช ว ด ค. ว ธ สอนสะท อนความร ท ท นสม ย 7) การเร ยน ก. ผ เร ยนเช อว าการเร ยนร ม ประโยชน และม ความหมาย ม ค ณค า ข. ผ เร ยนบรรล ว ตถ ประสงค ในระด บท น าพ งพอใจ ค. ผลล พธ การเร ยนร ท ไม ได กาหนดไว ม หล กฐานอธ บายได ง. ผ เร ยนม ส วนร วมในการเร ยน และการสอน 8) การทดสอบ ก. เขตพ นท การศ กษาม การทดสอบตามมาตรฐานการเร ยนร ของหล กส ตรท สะท อนจ ดประสงค ข. ม ว ธ การว ดผลการปฏ บ ต ค. ม ข อทดสอบมาตรฐานท สามารถสะท อนจ ดประสงค การเร ยนร ในแต ละรายว ชา บทสร ป การบร หารจ ดการหล กส ตรเป นบทบาทหน าท สาค ญของผ บร หารสถานศ กษาท ต องดาเน นการให การ พ ฒนาและการใช หล กส ตรของสถานศ กษาม ประส ทธ ภาพและเก ดประส ทธ ผลส งส ด ซ งควรครอบคล มท งใน เร องการวางแผนหล กส ตรและการนาหล กส ตรไปใช การน เทศต ดตามหล กส ตร และการประเม นหล กส ตร ใน

46 46 การวางแผนหล กส ตร ม ฐานความค ดมาจากต วแบบการพ ฒนาหล กส ตร ซ งม หลากหลายแนวค ด ซ งแต ละ แนวค ดได ม การพ ฒนาต อยอดเพ อให การวางแผนหล กส ตรม ประส ทธ ภาพมากท ส ด สาหร บแนวโน มป จจ บ น เน นการม ส วนร วมของผ ท ม ส วนได ส วนเส ยในการวางแผนหล กส ตรในแต ละระด บ ในเร องการน เทศกาก บ ต ดตามหล กส ตรซ งถ อว าเป นเคร องม อสาค ญของผ บร หารในการบร หารจ ดการหล กส ตร ผ บร หารและผ นา หล กส ตรควรร แนวทางการน เทศท ม หลากหลายร ปแบบและเล อกใช ให เหมาะสมก บสภาพป ญหาความต องการ ของผ ร บการน เทศตลอดจนบร บทของสถานศ กษา นอกจากน นว ตกรรมทางด านการน เทศได เสนอแนวทางการ น เทศห องเร ยนท อ งมาตรฐานการเร ยนร อ นจะช วยให ผ บร หารและผ นาหล กส ตรใช ในการกาก บต ดตามหล กส ตร สถานศ กษาได อย างม ประส ทธ ภาพ สาหร บการประเม นหล กส ตร ซ งเป นกระบวนการสาค ญท จะนาไปส การ ปร บปร งและพ ฒนาหล กส ตรได ม แนวค ดทฤษฎ ว าด วยการประเม นหลายแนวค ดท ผ บร หารและผ นาหล กส ตร สามารถนาไปประย กต ใช ให เหมาะสมก บสภาพป ญหาและความต องการในการประเม นของแต ละสถานศ กษา ตอนท 5.4 ป ญหาและแนวโน มของการบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐาน ห วเร อง เร องท สภาพป จจ บ น ป ญหา และแนวโน มของการบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐาน เร องท การพ ฒนาหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร เร องท การบร หารจ ดการหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2551 เร องท การประย กต ใช หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานสาหร บ กล มเป าหมายเฉพาะ แนวค ด 1. ในการบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐานท ผ านมาประสบป ญหาสาค ญหลายประการ อ น ส งผลให ค ณภาพของผ เร ยนท งในด านว ชาการและค ณล กษณะท พ งประสงค ย งไม เป นไปตาม มาตรฐานท กาหนดไว แนวโน มป จจ บ นของการบร หารและการพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐานเน นการ พ ฒนาหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร โดยม การบร หารหล กส ตรข นพ นฐานต งแต ระด บชาต ระด บท องถ น และระด บสถานศ กษา ซ งเป นไปตามหล กการของการกระจายอานาจทางการศ กษา และการบร หารจ ดการโดยใช โรงเร ยนเป นฐาน

47 47 2. การพ ฒนาหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร เป นกระบวนการในการเปล ยนแปลงหร อ ปร บปร งหล กส ตร อย างเป นว ฏจ กร (cycle) ด วยการม ส วนร วมของท กภาคส วน ในการว เคราะห หล กส ตร การออกแบบหล กส ตร การนาหล กส ตรไปส การปฏ บ ต หร อการบร หารจ ดการหล กส ตร และการประเม นหล กส ตร 3. การบร หารจ ดการหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานพ ทธศ กราช 2551 ม การดาเน นงาน ต งแต ระด บชาต ระด บท องถ น และระด บสถานศ กษา ตามบทบาทหน าท และความร บผ ดชอบใน การพ ฒนา สน บสน น ส งเสร มการใช และพ ฒนาหล กส ตร 4. การประย กต ใช หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน สาหร บกล มเป าหมายเฉพาะ (ตามท ศธ. กาหนด) เป นการนาหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน ไปปร บใช ตามความเหมาะสมก บ สภาพและบร บท ในการศ กษาเฉพาะทาง การศ กษาส าหร บผ ม ความสามารถพ เศษ การศ กษา ทางเล อก การศ กษาสาหร บผ ด อยโอกาส และการศ กษาตามอ ธยาศ ย ว ตถ ประสงค เม อศ กษาตอนท 5.4 จบแล ว น กศ กษาสามารถ 1. อธ บายสภาพป จจ บ น ป ญหา และแนวโน มของการบร หารและพ ฒนาหล กส ตรข นพ นฐาน 2. ว เคราะห หล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร และกาหนดกรอบ (framework) การพ ฒนา หล กส ตรแบบอ งมาตรฐาน 3. วางแผนการบร หารจ ดการหล กส ตรตามบทบาทหน าท ของผ เก ยวข องท กภาคส วนท งระด บเขต พ นท และระด บสถานศ กษา 4. นาเสนอแนวทางในการพ ฒนาหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานพ ทธศ กราช 2551 ท ประย กต ใช ก บกล มเป าหมายเฉพาะ ได อย างน อย 1 กล มเป าหมาย เร องท สภาพป จจ บ น ป ญหา และแนวโน มของการบร หารและการพ ฒนาหล กส ตร ข นพ นฐาน น บต งแต ป พ.ศ.2546 ถ งป พ.ศ รวมเป นเวลา6 ป ท กระทรวงศ กษาธ การได ประกาศใช หล กส ตร การศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2544 เป นหล กส ตรแกนกลางของประเทศโดยกาหนดจ ดม งหมาย มาตรฐาน การเร ยนร เป นเป าหมาย และม กรอบท ศทางการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยนเพ อให เป นคนด คนเก ง ม ค ณภาพช ว ตท ด และม ความส ข และม ข ดความสามารถในการแข งข นในเวท โลก พร อมท งได ปร บกระบวนการพ ฒนาหล กส ตร ให สอดคล องก บเจตนารมณ ของพระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ และท แก ไขเพ มเต ม (ฉบ บท 2)

48 48 พ.ศ ท ม งเน นการกระจายอานาจทางการศ กษาให ท องถ นและสถานศ กษาได ม บทบาทและม ส วนร วมใน การพ ฒนาหล กส ตร เพ อให สอดคล องก บสภาพความต องการของท องถ น (กระทรวงศ กษาธ การ 2551) อย างไรก ตาม ในช วงระยะ 6 ป ท ผ านมา กระทรวงศ กษาธ การ (2551: 1-3) ได ม ข อม ลสน บสน นถ งความ จาเป นในการปร บปร งและพ ฒนาหล กส ตรด งกล าวจาก 3 แหล งสาค ญ ด งน 1. จากข อม ลการว จ ยของหน วยงานต างๆ ท เก ยวข อง พบว า หล กส ตรการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2544 เป นหล กส ตรท ม ท งส วนด และส วนท เป นป ญหา ส วนด ได แก ส งเสร มการกระจายอานาจทางการศ กษา ทา ให ท องถ นและสถานศ กษาม ส วนร วมในการพ ฒนาหล กส ตรให สอดคล องความต องการของท องถ น และม แนวค ดและหล กการในการพ ฒนาผ เร ยนแบบองค รวมอย างช ดเจน สาหร บส วนท เป นป ญหา ได แก ความไม ช ดเจนของกระบวนการหล กส ตรน บต งแต เอกสารหล กส ตร กระบวนการนาหล กส ตรส การปฏ บ ต และผลผล ต ของการใช หล กส ตรว าจะเห นได จากรายงานของสาน กงานเลขาธ การสภาการศ กษา (2553: 7) ท ระบ ว าค ณภาพ ผ เร ยนและสถานศ กษาในภาพรวมย งม ป ญหาอย างมาก ม สถานศ กษาข นพ นฐานจานวนมากท ย งไม ได มาตรฐาน ตามเกณฑ ประเม นของ สมศ. ในรอบแรก และพบว าส มฤทธ ผลของผ เร ยนในว ชาหล ง ได แก ภาษาอ งกฤษ คณ ตศาสตร ว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร ม ค าเฉล ยต ากว าร อยละ 50 ผ สาเร จอาช วศ กษาและอ ดมศ กษาย งไม สอดคล องก บความต องการของผ ใช ขาดท กษะความร พ นฐานท จาเป น และในการประเม นของ สมศ. รอบสอง พบว าสถานศ กษาท จ ดการศ กษาข นพ นฐานจานวน 22,425 แห ง ม ถ งร อยละ 79.7 ท ได มาตรฐานและร อยละ 20.3 ท ต องได ร บการพ ฒนา 2. จากแผนพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต ฉบ บท 10 (พ.ศ ) พบว า แผนน ให ความสาค ญก บ การพ ฒนาคนไทยให ม ค ณธรรม ม ความรอบร อย างเท าท น ม ความสมบ รณ ท งด านร างกาย สต ป ญญา อารมณ และ ศ ลธรรม พร อมสามารถก าวท นการเปล ยนแปลงและนาส งคมไทยไปส ส งคมฐานความร อย างย งย น ด งน น แนวทางการเตร ยมเด กและเยาวชนของชาต จ งม งเน นการพ ฒนาพ นฐานของจ ตใจท ด งาม ม จ ตสาธารณะ ม สมรรถนะ ท กษะ และความร พ นฐานท จาเป นในการดารงช ว ต 3. จากนโยบายการพ ฒนาเยาวชนของชาต เข าส โลกย คศตวรรษท 21 ของกระทรวงศ กษาธ การ พบว า ม จ ดเน นค อ การพ ฒนาให ผ เร ยนม ค ณธรรม ร กความเป นไทย ม ท กษะการค ดว เคราะห ค ดสร างสรรค ม ท กษะด าน เทคโนโลย สามารถทางานร วมก บผ อ น และอย ร วมก บผ อ นได อย างส นต จากข อม ลด งกล าว กระทรวงศ กษาธ การพร อมก บหน วยงานท เก ยวข องได เร มทบทวนหล กส ตร การศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2544 ให ม ความเหมาะสมมากย งข น โดยได ม การกาหนดว ส ยท ศน จ ดหมาย สมรรถนะสาค ญของผ เร ยน ค ณล กษณะอ นพ งประสงค มาตรฐานการเร ยนร และต วช ว ดอย างช ดเจน เพ อใช เป น ท ศทางการพ ฒนาหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2551 ซ งเป นหล กส ตรแบบอ งมาตรฐาน การเร ยนร โดยจะกล าวเพ มเต มในต อไปน

49 49 เร องท การพ ฒนาหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร การกระจายอานาจทางการศ กษาในประเทศไทยได เร มอย างเป นทางการน บต งแต ได ประกาศใช พระราชบ ญญ ต การศ กษาแห งชาต พ.ศ และส งผลให โรงเร ยนสามารถบร หารจ ดการตนเองได ซ งเร ยกว า การบร หารโดยใช โรงเร ยนเป นฐาน (School-Based Management, SBM) โดยเช อว าโรงเร ยนจะ พ ฒนาค ณภาพได ด ท ส ดถ าให บ คคลท ใกล ช ดก บน กเร ยนม อานาจในการต ดส นใจ (Moore, 2001) ในหล กการ ของการบร หารจ ดการโดยโรงเร ยนเป นฐาน โรงเร ยนจะม คณะกรรมการสถานศ กษาท ประกอบด วยผ ท ม ส วนได ส วนเส ยในการจ ดการศ กษาซ งได แก พ อแม คร ผ บร หาร ผ แทนหน วยงานภาคร ฐ และเอกชนในช มชน เพ อทา หน าท ต ดส นใจหร อให คาปร กษาเก ยวก บหล กส ตรสถานศ กษา โครงการ และทร พยากรต างๆ ของโรงเร ยน โดยเฉพาะในเร องหล กส ตรน นคณะกรรมการสถานศ กษาต องม ความเข าใจเก ยวก บแนวค ดหล กส ตรแบบอ ง มาตรฐานการเร ยนร เพราะเป นแนวค ดพ นฐานของการพ ฒนาหล กส ตรสถานศ กษา ท ท กโรงเร ยนจะต องใช เป น แนวปฏ บ ต ในการจ ดการเร ยนการสอนเพ อให เก ดผลต อผ เร ยนและเป นหล กประก นค ณภาพของตน 1. หล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร แนวค ดการพ ฒนาหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร ได พ ฒนามาจากการกระจายอานาจทาง การศ กษา ในประเทศสหร ฐอเมร กาโดยให โรงเร ยนม ส วนในการต ดส นใจ หร อท เร ยกว า School-based curriculum development ซ งได แผ ขยายไปท วโลก ต งแต ป 1970 เป นต นมา (Kellough, 2000) หล กส ตรอ งมาตรฐานค ออะไร เป นคาถามท ม กจะถามมาจากสาธารณะ การเข าใจหล กส ตร อ ง มาตรฐานจะต องเข าใจคาว า มาตรฐาน-Standards ก อนว กก นส และแม คไท (Wiggins and McTighe, 2005) กล าวว า การถามว ามาตรฐานค ออะไร ก ค อการถามว าน กเร ยนจะต องปฏ บ ต ได ด อย างไร ในภาระงานใด และ ข นอย ก บเน อหาสาระอะไร ซ งต องครอบคล มมาตรฐาน 3 ชน ด ค อ มาตรฐานเน อหาสาระ (content standards) มาตรฐานการปฏ บ ต (performance standards) และมาตรฐานการออกแบบการเร ยนร (design standards) มาตรฐานม ประโยชน หลายระด บ เช น ในระด บผ กาหนดนโยบาย มาตรฐานเป นเคร องม ออ างอ ง ท เหม อนก น และเป นเคร องม อในการกาหนดกรอบการทดสอบระด บชาต ใช ในการจ ดระบบเน อหาสาระของ หล กส ตรการสอนและการประเม น ในระด บผ ปฏ บ ต มาตรฐานจะช วยคร ออกแบบหล กส ตร ออกแบบการสอน และการประเม น และย งช วยคร ให สามารถกาหนดผลการเร ยนร ท คาดหว งเพ อพ ฒนาการเร ยนร ของน กเร ยนได ช ดเจน สาหร บระด บน กเร ยน มาตรฐานจะกาหนดผลการปฏ บ ต ท คาดหว ง ช วยให น กเร ยนเข าใจส งท น กเร ยน จาเป นจะต องปฏ บ ต เพ อให บรรล ตามมาตรฐาน และสาหร บผ ปกครอง บ ดามารดา มาตรฐานจะเป นการส อสาร ให ผ ปกครองม ส วนช วยกาหนดความคาดหว งในการเร ยนร ให ผ ปกครองได ร บร ความก าวหน าในการศ กษาของ บ ตรหลานด วย

50 50 ท งน เพ อให เข าใจมาตรฐานในการศ กษา กระทรวงศ กษาธ การ (2551) ได กาหนดล กษณะสาค ญของ หล กส ตรอ งมาตรฐาน ไว ด งน 1. มาตรฐานเป นจ ดเน นของการพ ฒนาหล กส ตรในท กระด บ 2. องค ประกอบของหล กส ตรเช อมโยงก บมาตรฐาน 3. หน วยการเร ยนร ค อห วใจของหล กส ตร 4. กระบวนการและข นตอนการจ ดทาหล กส ตรม ความย ดหย น 5. การประเม นผลสะท อนมาตรฐานอย างช ดเจน จากล กษณะสาค ญด งกล าว กระทรวงศ กษาธ การได นามาใช พ ฒนาหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข น พ นฐาน พ ทธศ กราช 2551 ซ งจะได กล าวถ งต อไปน 2.หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช2551 หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน พ ทธศ กราช 2551 ซ งกระทรวงศ กษาธ การได ประกาศใช เม อ ว นท 11 กรกฎาคม พ.ศ.2551 เป นหล กส ตรแบบอ งมาตรฐานการเร ยนร และม ว ส ยท ศน ด งน หล กส ตร แกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน ม งพ ฒนาผ เร ยนท กคน ซ งเป นกาล งของชาต ให เป นมน ษย ท ม ความสมด ลท งด าน ร างกาย ความร ค ณธรรม ม จ ตสาน กในความเป นพลเม องไทยและเป นพลโลก ย ดม นในการปกครองตามระบอบ ประชาธ ปไตยอ นม พระมหากษ ตร ย ทรงเป นประม ข ม ความร และท กษะพ นฐาน รวมท ง เจตคต ท จาเป นต อ การศ กษาต อ การประกอบอาช พและการศ กษาตลอดช ว ต โดยม งเน นผ เร ยนเป นสาค ญบนพ นฐานความเช อว า ท กคนสามารถเร ยนร และพ ฒนาตนเองได เต มศ กยภาพ หล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน ม หล กการท สาค ญ ด งน 1. เป นหล กส ตรการศ กษาเพ อความเป นเอกภาพของชาต ม จ ดม งหมายและมาตรฐานการเร ยนร เป นเป าหมายสาหร บพ ฒนาเด กและเยาวชนให ม ความร ท กษะ เจตคต และค ณธรรมบนพ นฐานของความเป น ไทยควบค ก บความเป นสากล 2. เป นหล กส ตรการศ กษาเพ อปวงชน ท ประชาชนท กคนม โอกาสได ร บการศ กษาอย างเสมอ ภาคและม ค ณภาพ 3. เป นหล กส ตรการศ กษาท สนองการกระจายอานาจ ให ส งคมม ส วนร วมในการจ ดการศ กษา ให สอดคล องก บสภาพและความต องการของท องถ น 4. เป นหล กส ตรการศ กษาท ม โครงสร างย ดหย นท งด านสาระการเร ยนร เวลาและการจ ดการ เร ยนร 5. เป นหล กส ตรการศ กษาท เน นผ เร ยนเป นสาค ญ 6. เป นหล กส ตรการศ กษาสาหร บการศ กษาในระบบ นอกระบบ และตามอ ธยาศ ย ครอบคล ม ท กกล มเป าหมาย สามารถเท ยบโอนผลการเร ยนร และประสบการณ

51 51 จากหล กการของหล กส ตรแกนกลางกาหนดว าหล กส ตรแกนกลางม จ ดม งหมายและมาตรฐานการ เร ยนร เป นเป าหมายสาหร บพ ฒนาหล กส ตรเพ อพ ฒนาค ณภาพของผ เร ยน หล กส ตรจ งกาหนดจ ดหมายเพ อให เก ดก บผ เร ยนเม อจบการศ กษาข นพ นฐาน ด งน 1) ม ค ณธรรม จร ยธรรม และค าน ยมท พ งประสงค เห นค ณค าของตนเอง ม ว น ยและปฏ บ ต ตนตาม หล กธรรมของพระพ ทธศาสนา หร อศาสนาท ตนน บถ อ ย ดหล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง 2) ม ความร ความสามารถในการส อสาร การค ด การแก ป ญหา การใช เทคโนโลย และม ท กษะช ว ต 3) ม ส ขภาพกายและส ขภาพจ ตท ด ม ส ขน ส ย และร กการออกกาล งกาย 4) ม ความร กชาต ม จ ตสาน กในความเป นพลเม องไทยและพลโลก ย ดม นในว ถ ช ว ตและการปกครอง ตามระบอบประชาธ ปไตยอ นม พระมหากษ ตร ย ทรงเป นประม ข 5) ม จ ตสาน กในการอน ร กษ ว ฒนธรรมและภ ม ป ญญาไทย การอน ร กษ และพ ฒนาส งแวดล อมม จ ต สาธารณะท ม งทาประโยชน และสร างส งท ด งามในส งคม และอย ร วมก นในส งคมอย างม ความส ข สาหร บมาตรฐานการเร ยนร ตามหล กการของหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน ระบ ส งท ผ เร ยน พ งร ปฏ บ ต ได ม ค ณธรรมจร ยธรรม และค าน ยมท พ งประสงค เม อจบการศ กษาข นพ นฐาน ซ งจะสะท อนให ร ว า หล กส ตรต องการอะไร คร จะสอนอย างไร จะประเม นอย างไร และย งเป นเคร องม อตรวจสอบเพ อการประก น ค ณภาพการศ กษา นอกจากน มาตรฐานการเร ยนร ย งเป นกลไกสาค ญในการข บเคล อนการพ ฒนาการศ กษาท ง ระบบ มาตรฐานการเร ยนร ในหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานพ ทธศ กราช 2551 ม จานวนท งส น 67 มาตรฐาน ซ งปรากฏใน 8 กล มสาระการเร ยนร ค อ กล มสาระการเร ยนร ภาษาไทย จานวน 5 สาระ 5 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร คณ ตศาสตร จานวน 6 สาระ 14 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร ว ทยาศาสตร จานวน 8 สาระ 13 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร ส งคมศ กษา ศาสนาและว ฒนธรรม จานวน 5 สาระ 11 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร ส ขศ กษาและพลศ กษา จานวน 5 สาระ 6 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร ศ ลปะ จานวน 3 สาระ 6 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย จานวน 4 สาระ 4 มาตรฐาน กล มสาระการเร ยนร ภาษาต างประเทศ จานวน 4 สาระ 8 มาตรฐาน ในการพ ฒนาผ เร ยนให ม ค ณภาพตามมาตรฐานการเร ยนร ด งกล าวข างต น 67 มาตรฐาน ใน 8 กล มสาระ การเร ยนร ซ งหล กส ตรแกนกลางเช อว า จะช วยให ผ เร ยนเก ดสมรรถนะสาค ญ 5 ประการ และค ณล กษณะอ นพ ง ประสงค 8 ประการ ด งน สมรรถนะสาค ญของผ เร ยน 5 ประการ ค อ 1) ความสามารถในการส อสาร เป นความสามารถในการร บและส งสาร ม ว ฒนธรรมในการใช ภาษาถ ายทอดความค ด ความร ความเข าใจ ความร ส ก และท ศนะของตนเองเพ อแลกเปล ยนข อม ลข าวสารและ ประสบการณ อ นจะเป นประโยชน ต อการพ ฒนาตนเองและส งคม รวมท งการเจรจาต อรองเพ อขจ ดและลดป ญหา

52 52 ความข ดแย งต างๆ การเล อกร บหร อไม ร บข อม ลข าวสารด วยหล กเหต ผลและความถ กต องตลอดจนการเล อกใช ว ธ การส อสาร ท ม ประส ทธ ภาพโดยคาน งถ งผลกระทบท ม ต อตนเองและส งคม 2) ความสามารถในการค ด เป นความสามารถในการค ดว เคราะห การค ดส งเคราะห การค ด อย างสร างสรรค การค ดอย างม ว จารณญาณ และการค ดเป นระบบ เพ อนาไปส การสร างองค ความร หร อสาระ สนเทศเพ อการต ดส นใจเก ยวก บตนเองและส งคมได อย างเหมาะสม 3) ความสามารถในการแก ป ญหา เป นความสามารถในการแก ป ญหาและอ ปสรรคต างๆ ท เผช ญได อย างถ กต องเหมาะสมบนพ นฐานของหล กเหต ผล ค ณธรรมและข อม ลสารสนเทศ เข าใจความส มพ นธ และการเปล ยนแปลงของเหต การณ ต างๆ ในส งคม แสวงหาความร ประย กต ความร มาใช ในการป องก นและ แก ไขป ญหา และม การต ดส นใจท ม ประส ทธ ภาพโดยคาน งถ งผลกระทบท เก ดข นต อตนเอง ส งคมและ ส งแวดล อม 4) ความสามารถในการใช ท กษะช ว ต เป นความสามารถในการนากระบวนการต างๆ ไปใช ใน การดาเน นช ว ตประจาว น การเร ยนร ด วยตนเอง การเร ยนร อย างต อเน อง การทางาน และการอย ร วมก นในส งคม ด วยการสร างเสร มความส มพ นธ อ นด ระหว างบ คคล การจ ดการป ญหาและความข ดแย งต างๆ อย างเหมาะสม การปร บต วให ท นก บการเปล ยนแปลงของส งคมและสภาพแวดล อม และการร จ กหล กเล ยงพฤต กรรมไม พ ง ประสงค ท ส งผลต อตนเองและผ อ น 5) ความสามารถในการใช เทคโนโลย เป นความสามารถในการเล อก และใช เทคโนโลย ด าน ต างๆ และม ท กษะกระบวนการทางเทคโนโลย เพ อการพ ฒนาตนเองและส งคม ในด านการเร ยนร การส อสาร การทางาน การแก ป ญหาอย างสร างสรรค ถ กต อง เหมาะสม และม ค ณธรรม ค ณล กษณะอ นพ งประสงค 8 ประการค อ (1) ร กชาต ศาสน กษ ตร ย (2) ซ อส ตย ส จร ต (3) ม ว น ย (4) ใฝ เร ยนร (5) อย อย างพอเพ ยง (6) ม งม นในการทางาน (7) ร กความเป นไทย (8) ม จ ตสาธารณะ ในการนาหล กส ตรแกนกลางส การปฏ บ ต ในโรงเร ยน และห องเร ยน ซ งจะช วยให ผ เร ยน เร ยนร ผ าน สาระการเร ยนร ท ง 8 กล มสาระ และ 67 มาตรฐาน โดยย ดหล กว าผ เร ยนสาค ญท ส ด ผ เร ยนท กคนม ความสามารถเร ยนร และพ ฒนาตนเองได โดยอาศ ยกระบวนการเร ยนร ท หลากหลายเป นเคร องม อ ด งเช น กระบวนการเร ยนร แบบบ รณาการ กระบวนการสร างความร

53 53 กระบวนการค ด กระบวนการทางส งคม กระบวนการเผช ญสถานการณ และแก ป ญหา กระบวนการเร ยนร จากประสบการณ จร ง กระบวนการปฏ บ ต ลงม อทาจร ง กระบวนการจ ดการ กระบวนการว จ ย กระบวนการเร ยนร การเร ยนร ของตนเอง กระบวนการพ ฒนาล กษณะน ส ย กระบวนการเร ยนร ด งกล าวข างต น คร และผ นาหล กส ตรจะใช เป นแนวทางในการจ ดการเร ยนร ให ผ เร ยนได ร บการฝ กฝน พ ฒนา ด วยการนากระบวนการเร ยนร ไปว เคราะห ให สอดคล องก บมาตรฐานการเร ยนร ต วช ว ด สมรรถนะสาค ญของผ เร ยน ค ณล กษณะอ นพ งประสงค และสาระการเร ยนร ท เหมาะสมก บผ เร ยน เพ อ ออกแบบการเร ยนร กาหนดว ธ การว ดและประเม นผลการเร ยนร ท งการประเม นเพ อพ ฒนาผ เร ยนและเพ อต ดส น ผลการเร ยน โดยสถานศ กษาจะต องจ ดทาระเบ ยบว าด วยการว ดและประเม นผลการเร ยนของสถานศ กษา เพ อให คร และผ เก ยวข องถ อปฏ บ ต ในการว ดและประเม นผลการเร ยนร ในหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐานพ ทธศ กราช 2551 แบ ง ออกเป น 4 ระด บ ค อ 1) การประเม นระด บช นเร ยน ซ งคร ผ สอนจะเป นผ ประเม น หร อเป ดโอกาสให ผ เร ยน ผ ปกครองม ส วน ร วม การประเม นระด บช นเร ยน คร ผ สอนจะต องดาเน นการเป นปกต และสม าเสมอ ใช เทคน ค และเคร องม อท หลากหลาย โดยประเม นตามต วช ว ดในแต ละมาตรฐานการเร ยนร เพ อตรวจสอบความก าวหน าในการเร ยนร และผ สอนใช ผลการประเม นในการสอนซ อมเสร ม กรณ ไม ผ านต วช ว ด และใช เป นข อม ลปร บปร งการสอนของ ตนเองด วย 2) การประเม นระด บสถานศ กษา เป นการประเม นเพ อต ดส นผลการเร ยน เป นการประเม นการอ านค ด ว เคราะห และเข ยน ค ณล กษณะอ นพ งประสงค และก จกรรมพ ฒนาผ เร ยน เป นรายป /รายภาค ผลการประเม น ระด บสถานศ กษาจะใช เป นข อม ลในการพ ฒนาหล กส ตรของสถานศ กษา นโยบายการจ ดการศ กษาของโรงเร ยน โครงการหร อว ธ การจ ดการเร ยนการสอน และย งสามารถใช ในการเปร ยบเท ยบเกณฑ ระด บชาต ได ด วย ในการต ดส นผลการเร ยนของกล มสาระการเร ยนร การอ านค ดว เคราะห และเข ยน ค ณล กษณะอ นพ ง ประสงค และก จกรรมพ ฒนาผ เร ยน ซ งผ สอนจะต องคาน งถ งการพ ฒนาผ เร ยนแต ละคนโดยเก บรวบรวมข อม ล ผ เร ยนท กคนท กด านสม าเสมอต อเน องแต ละภาคเร ยน (กระทรวงศ กษาธ การ 2551: 25) ด งน

54 54 ตารางท 5.5 การต ดส นผลการเร ยนระด บประถมศ กษาและระด บม ธยมศ กษา ระด บประถมศ กษา ระด บม ธยมศ กษา 1. ผ เร ยนต องม เวลาเร ยนไม น อยกว าร อยละ 1. ต ดส นผลการเร ยนเป นรายว ชา ผ เร ยนต อง 80 ของเวลาเร ยนท งหมด ม เวลาเร ยนตลอดภาคเร ยนไม น อยกว าร อยละ 80 ของเวลาเร ยนท งหมดในรายว ชาน นๆ 2. ผ เร ยนต องได ร บการประเม นท กต วช ว ด 2. ผ เร ยนต องได ร บการประเม นท กต วช ว ด และผ านตามเกณฑ ท สถานศ กษากาหนด และผ านตามเกณฑ ท สถานศ กษากาหนด 3. ผ เร ยนต องได ร บการต ดส นผลการเร ยนท ก 3. ผ เร ยนต องได ร บการต ดส นผลการเร ยนท ก รายว ชา รายว ชา 4. ผ เร ยนต องได ร บการประเม นและม ผลการ 4. ผ เร ยนต องได ร บการประเม นและม ผลการ ประเม นผ านตามเกณฑ ท สถานศ กษากาหนด ประเม นผ านตามเกณฑ ท สถานศ กษากาหนด ในการอ าน ค ดว เคราะห และเข ยน ค ณล กษณะ ในการอ านค ดว เคราะห และเข ยน ค ณล กษณะ อ นพ งประสงค และก จกรรมพ ฒนาผ เร ยน อ นพ งประสงค และก จกรรมพ ฒนาผ เร ยน ท งน หากผ เร ยนไม ผ านรายว ชาจานวนมากและม แนวโน มจะเป นป ญหาต อการเร ยนในระด บข นท ส งข น สถานศ กษาอาจต งคณะกรรมการพ จารณาให เร ยนซ าช นได ท งน ให คาน งถ งว ฒ ภาวะและความร ความสามารถ ของผ เร ยนเป นสาค ญ 3) การประเม นระด บเขตพ นท การศ กษา เพ อท จะใช เป นข อม ลพ นฐานในการพ ฒนาค ณภาพการศ กษา ของเขตพ นท การศ กษา ตามมาตรฐานการเร ยนร ตามหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน อาจจะโดยเขต พ นท การศ กษาดาเน นการจ ดสอบเองหร อร วมม อก บหน วยงานต นส งก ด ป จจ บ นม การประเม นในระด บช น ป.2 ป.5 ม.2 และม.5 4) การประเม นระด บชาต ซ งท กสถานศ กษาต องจ ดให ผ เร ยนท กคนท เร ยนในช น ป.3 ป.6 ม.3 และม.6 เข าร บการประเม น โดยสถาบ นทดสอบทางการศ กษาแห งชาต (สทศ.) เป นผ ประเม นผลการประเม นระด บชาต ซ งเร ยกว าการสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test) นอกจากจะทาให ม สารสนเทศเก ยวก บ ค ณภาพผ เร ยนในระด บชาต ตามมาตรฐานการเร ยนร ตามหล กส ตรแกนกลางการศ กษาข นพ นฐาน แล วย ง สามารถใช เป นข อม ลในการวางแผนยกระด บค ณภาพการจ ดการการศ กษา การเท ยบเค ยงค ณภาพการศ กษาใน ระด บต างๆ รวมท งใช เป นข อม ลการต ดส นใจนโยบายระด บประเทศ ต วอย าง การว เคราะห ผลการประเม นผลส มฤทธ ทางการเร ยนของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 3 ในการ ทดสอบระด บชาต (O-NET) จากภาพท 5.15 ท งระด บเขตพ นท การศ กษาและระด บ โรงเร ยนสามารถนาผลการ สอบ O-NETมาว เคราะห เปร ยบเท ยบผลการสอบของน กเร ยนในแต ละกล มสาระการเร ยนร ต งแต ป การศ กษา 2547 ถ ง 2550 และสามารถเปร ยบเท ยบได ว ากล มสาระการเร ยนร ใดท ต องการ การช วยเหล อและพ ฒนามาก

55 55 น อยเพ ยงไร การนาผลการสอบO-NETมาว เคราะห เช นน จะช วยให ผ ท เก ยวข องมองเห นจ ดแข งและจ ดอ อนของ การเร ยนการสอนในแต ละระด บช นได อย างเป นร ปธรรม ภาพท 5.15 คะแนนเฉล ยผลการประเม นผลส มฤทธ ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 3 ในสพท.กทม.1 ท มา: ว ณา นนทพ นธาวาทย ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ สพท.กทม.เขต1

แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร

แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร (แบบน เทศการสอน 1) แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร คร ผ สอน...ช น...กล มสาระการเร ยนร... หน วย/เร อง... ว นท ประเม น... โรงเร ยน... อาเภอ...จ งหว ด... คาช แจง ประเม นตามสภาพจร งตามรายการและให ระด บค ณภาพตามคาอธ

More information

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชาคอมพ วเตอร ระด บช น ม ธยมศ กษาป ท 1 80 ช วโมง ศ กษา ว เคราะห ข นตอนการท างานโดยท าตามล กษณะข นตอนท วางไว กระบวนการกล ม เป น ว

More information

แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา

แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา แผนการจ ดก จกรรมการเร ยนร กล มสาระการเร ยนร...รห สว ชา... รายว ชา...ช น...ป การศ กษา... จ านวน...ช วโมง...หน วยก ต ค าอธ บายรายว ชา ศ กษา / ปฏ บ ต............... โดย............. เพ อ.............. สาระ...............

More information

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ล กษณะงานโดยท วไป สายงานน คล มถ งตาแหน งต างๆ ท ปฏ บ ต งานกาก บ แนะนา ตรวจสอบการปฏ บ ต งาน บร หารงานอาคารสถานท ซ งม ล กษณะงานท ปฏ บ ต เก

More information

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท ปก.12/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 12 สถานศ กษาม การประก นค ณภาพภายในของสถานศ กษา ตามท กาหนดในกฎกระทรวง ***************************************

More information

เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต

เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต เคร องม อการน เทศส งเกตการสอน ในการด าเน นการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน ผ น เทศเม อปฏ บ ต การน เทศตามข นตอน การน เทศการสอนในแต ละข น จ าเป นต องใช เคร องม อประกอบการน เทศการสอนด วยว ธ การส งเกตการสอน

More information

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน โดย : อ ญชนา กล นเท ยน กระบวนการวางแผนงาน การด าเน นการก อนการวางแผน การประเม นผล/ปร บปร งแผน และวางแผนใหม การปฏ บ ต ตามแผน การว เคราะห ป ญหา การก าหนดแผนงาน/โครงการ การก าหนดค าใช จ าย การก าหนดว ตถ ประสงค

More information

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ.

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. 2553 โดย นายเร งจ ตร ม ลาภสม กรรมการผ ทรงค ณว ฒ ในคณะกรรมการประก นค

More information

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การเตร ยมการสอนรายว ชา...รห ส... ระด บช นม ธยมศ กษาป ท... ภาคเร ยนท... โครงสร างรายว ชา... รห ส... โดย คร... กล มสาระการเร ยนร... โรงเร ยนปท มธาน น นทม

More information

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม.

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. รายงานประจ าป ของสถานศ กษา การจ ดท ารายงานประจ าป ของ สถานศ กษาเป นข นตอนท 7 ของการ ประก นค ณภาพภายในระด บการศ กษา ข นพ นฐาน ตามกฎกระทรวงว าด

More information

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ การพ ฒนาสถานศ กษาพอเพ ยง ส มาตรฐาน สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ และ ศ นย การเร ยนร ตามหล กปร ชญา ของเศรษฐก จพอเพ ยง ด านการศ กษา กระทรวงศ กษาธ การได กาหนด นโยบาย ภายในป ๒๕๕๔ ให สถาน ศ กษาในส งก ดท กแห ง จ ดการเร

More information

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล มคอ. ๕ รายงานผลการด าเน นการ ของรายว ชา (Course Report) โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล หน าท 1 รายงานผลการด าเน นการของรายว ชา (Course Report) หมายถ ง รายงานผลการจ ดการเร ยนการสอนของอาจารย ผ สอนแต ละรายว ชาเม

More information

ผลการเร ยนร ข อท 6 พ ฒนาโครงงานคอมพ วเตอร โดยการเข ยนโปรแกรมภาษา Basic ได

ผลการเร ยนร ข อท 6 พ ฒนาโครงงานคอมพ วเตอร โดยการเข ยนโปรแกรมภาษา Basic ได แบบบ นท กหน วยการเร ยนร หน วยการเร ยนร ท 5 เร องโครงคอมพ วเตอร รห สว ชา ง32212 ช อว ชาการเข ยนโปรแกรมข นส ง กล มสาระการเร ยนร การอาช พและเทคโนโลย ช นม ธยมศ กษาป ท 5 ภาคเร ยนท 2 เวลา 8 ช วโมง ผ สอน นายณ

More information

คาช แจงสาหร บการใช งานเอกสารประกอบการเร ยน เร อง อย อย างพอ ตามรอยพ อ

คาช แจงสาหร บการใช งานเอกสารประกอบการเร ยน เร อง อย อย างพอ ตามรอยพ อ 1 คาช แจงสาหร บการใช งานเอกสารประกอบการเร ยน เร อง อย อย างพอ ตามรอยพ อ เอกสารประกอบการเร ยน เร อง อย อย างพอ ตามรอยพ อ ประกอบด วย เอกสารประกอบการเร ยนท งหมด 8 เล ม ค อ เล มท 1 เร ยนร เศรษฐก จพอเพ ยง เล

More information

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด

More information

ห วข อการประกวดแข งข น

ห วข อการประกวดแข งข น ช อโครงการ การประกวดแข งข นท กษะด านเทคโนโลย คอมพ วเตอร ห วข อการประกวดแข งข น เทคโนโลย สร างสรรค หน วยงานท ร บผ ดชอบ บร ษ ท สงขลาฟ น ชช ง จาก ด ล กษณะโครงการ ประกวดแข งข นช งท นการศ กษา ระยะเวลาดาเน นการ

More information

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ แนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ การจ ดท าแนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ เป นการต อเน องมาจากแนวทาง แผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๓ ซ งย งคงเป นการตาม พ.ร.ฎ.ว าด วยหล กเกณฑ ว ธ การบร หาร ก

More information

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ สาน กว ชาการและมาตรฐานการศ กษา สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐาน กระทรวงศ กษาธ

More information

ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.

ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1. ผลประเม นตาม Learning Outcomes หมวดว ชาศ กษาท วไป (สาหร บผ ประสาน) ภาคเร ยนต น ป การศ กษา 2555 ผลการเร ยนร ผลการประเม น 1.1 ค ณธรรม และจร ยธรรมในการดาเน นช ว ต 3.8 1.2 ม จ ตสาธารณะ 3.9 1.ผลรวมด านค ณธรรม

More information

ปก.8/1 ข อม ลพ นฐานของผ ประเม น ผ ประเม น ผ บร หารสถานศ กษา คร คณะกรรมการสถานศ กษา น กเร ยน ผ ปกครอง ผ ท เก ยวข อง...

ปก.8/1 ข อม ลพ นฐานของผ ประเม น ผ ประเม น ผ บร หารสถานศ กษา คร คณะกรรมการสถานศ กษา น กเร ยน ผ ปกครอง ผ ท เก ยวข อง... ปก.8/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 8 ผ บร หารปฏ บ ต งานตามบทบาทหน าท อย างม ประส ทธ ภาพและเก ดประส ทธ ผล ***************************************

More information

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๒ จ ดกระบวนการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ โดยส งเสร มให ผ เร ยนได พ ฒนาตนเองตามธรรมชาต

More information

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง แผนการจ ดการของ แบบฟอร มท ๑ การจ าแนกองค ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของ ช อ : ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค ต วช ว ด (KPI) เป าหมายของ ประเด นย ทธศาสตร การ พ ฒนาการท องเท ยวเช งอน ร กษ (Opjective)

More information

แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร

แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร แผนการจ ดการเร ยนร ท 2 ว ชาคอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย หน วยการเร ยนร ท 2 ข อม ลและสารสนเทศ ช นม ธยมศ กษาป ท 1 ห วข อเร อง การ เวลา 1 ช วโมง ว นท ใช แผน 12 พฤศจ กายน 2557 ผ ใช แผน

More information

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ แผนงานการประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗... แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ หน วยร บผ ดชอบ ส าน กงานประก นค ณภาพการศ กษา กอศจ.ยศ.ทบ.

More information

รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา

รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา รายงานการใช แผนการจ ดการเร ยนร ว ชา..รห ส.. ช น.. ภาคเร ยนท. ป การศ กษา ต าแหน ง. ว ทยฐานะ.. กล มสาระการเร ยนร. โรงเร ยนสตร ท งสง ส าน กงานเขตพ นท การศ กษาม ธยมศ กษา เขต 12 กระทรวงศ กษาธ การ 255.. 2 บ

More information

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา ๒๓๑ แนวค ด กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษาเป นหน วยงานท สร างความเข มแข ง การบร หารด านว ชาการ ด านงบประมาณ ด านการบร

More information

รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553)

รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553) รายงานผลการต ดตามผลการด าเน นงานตามแผนการจ ดการ ประจ าป งบประมาณ 2553 (1 ต ลาคม 2552 30 ก นยายน 2553) ล าด บ ก จกรรมการจ ดการ ต วช ว ด เป าหมาย ผลการด าเน นงาน 1 การบ งช จ ดประช มเพ อทบทวนแผนการจ ดการ

More information

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... มคอ.5 รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1. รห สและช อรายว ชา รห สว ชา ช อว ชาภาษาไทย (ช อว ชาภาษาอ งกฤษ) 2. รายว

More information

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สาย ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ 0 RT-KM1 การจาแนกองค ความร จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร

More information

รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด

รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด 130 ง31101 การงานอาช พและเทคโนโลย 1 กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ช นม ธยมศ กษาป ท 4 ภาคเร ยนท 1 เวลา 20 ช วโมง จานวน 0.5 หน วยก ต ศ กษา ว เคราะห อธ บาย ว ธ การทางานและท กษะกระบวนการทางานเพ

More information

สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา)

สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา) 458 สายเทคน คการศ กษา โปรแกรมว ชาการบร หารการศ กษา ระด บปร ญญาตร (หล งอน ปร ญญา) จ ดประสงค เฉพาะ 1. เพ อให ผ ศ กษาเก ดความร ความเข าใจทฤษฎ และหล กการของการบร หารการศ กษา สามารถ ประย กต ทฤษฎ การบร หารไปใช

More information

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 งานศ นย การจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร 2 แผนท 1 กล มเป าหมาย

More information

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ ค ำน ำ การจมน ำเป นสาเหต การเส ยช ว ตอ นด บหน งของเด กไทยกล มอาย ต ำกว า ๑๕ ป โดยเฉล ยป ละเก อบ ๑,๓๐๐ คน การเส ยช ว ตจากการตกน ำ จมน ำของเด กไทยม แนวโน มเพ มส งข นอย างต อเน องต งแต ป ๒๕๔๒-๒๕๔๘ และเร มม

More information

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร. 5 นโยบายด านการศ กษาของ ทบ. ป 2555-2559 นโยบายเฉพาะก ำหนดให รร.เหล า/สายว ทยาการของ ทบ.ท กแห งให พ จารณาเป ดการสอน หล กส ตรต าง ๆ ตามล ำด บด งน หล กส ตรการผล ตก ำล งพล หล กส ตรตามแนวทางร บราชการส ำหร บก

More information

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า คร งท 1 ( 1 ต.ค..- 31 ม.ค.. ) คร งท 2 (1 เม.ย..- 30 ก.ย.....) ช อผ ร บการประเม น..... ต าแหน ง หมวด.... ค าจ าง....ส งก ด. หน าท ความร บผ

More information

แผนการจ ดการความร สถาบ นการพลศ กษา ว ทยาเขตส โขท ย ประจ าป การศ กษา 2555

แผนการจ ดการความร สถาบ นการพลศ กษา ว ทยาเขตส โขท ย ประจ าป การศ กษา 2555 1 แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2555 2 แผนการจ ดการความร : การจ ดการความร เก ยวก บการเร ยนการสอนท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ พ นธก จ : การผล ตบ ณฑ ต กลย ทธ ท 1.2 : การพ ฒนาการเร ยนการสอนเพ อพ ฒนาค ณภาพน

More information

และจ ดเก บเอกสารให เป นระบบ

และจ ดเก บเอกสารให เป นระบบ 1. ว ตถ ประสงค เพ อให ว ทยาล ยม ระบบค ณภาพและบ คลากรท กฝ ายร วมก นต งปณ ธาน ความม งหว งท จะพ ฒนาว ทยาล ยไปส ความสาเร จ โดยร วมก นระดมพล งป ญญา และแรง บ นดาลใจสร างภาพท พ งประสงค ของว ทยาล ย โดยร วมก นกาหนด

More information

แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ

แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ แบบฟอร มท 2 แผนพ ฒนาบ คลากรและแผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค การ ช อส วนราชการ กรมการบ นพลเร อน ช อผ หล ก/หน วยงาน กล มพ ฒนาระบบบร หาร แผนพ ฒนาบ คลากร ประจาป งบประมาณ พ.ศ. 2556 แผนพ ฒนาปร บปร งว ฒนธรรมองค

More information

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง แบบฟอร มท 1 การจาแนกองค ความร ท จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของสถาบ นอ ดมศ กษา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา : ศ นย บร การว ชาการ มหาว ทยาล ยขอนแก น หน าท 1/3 ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค (Objective) ต

More information

การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM

การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM Chapter 8 การจ ดก จกรรมต างๆ โดยใช ACTIVITY DIAGRAM 1 เน อหา ล กษณะของ Activity Diagram ร ปแบบการใช Activity Diagram การระบ ส วนของข อม ลให แก ก จกรรม การจ ดระเบ ยบข อม ล การสร างท พ ก/เก บข อม ล การแบ

More information

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ระบบการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา กฎกระทรวงศ กษาธ การ การพ

More information

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และ มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘) แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา ๒๕๕๗ (๑ ม ถ นายน พ.ศ.

More information

เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ

เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ (๕.๑) ความสามารถในการประย กต ใช ตรรกะคณ ตศาสตร และสถ ต ในการพยาบาล ความสามารถในการประย กต ใช ตรรกะคณ ตศาสตร และสถ ต ในการพยาบาล

More information

มาตรฐานท 15 สถานการศ กษาม การจ ดก จกรรมส งเสร มค ณภาพเด กอย างหลากหลาย

มาตรฐานท 15 สถานการศ กษาม การจ ดก จกรรมส งเสร มค ณภาพเด กอย างหลากหลาย ด านท 1 ด านการบร หารจ ดการสถานศ กษา -โรงเร ยนนาหล กปร ชญามา ข บเคล อนในสถานศ กษาให เหมาะสมก บ สภาพและบร บทของสถานศ กษาโดยก าหนด เป นนโยบายในร ปแบบของว ส ยท ศน ค อ โรงเร ยนคงคาราม เป นโรงเร ยน มาตรฐานสากล

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. RT-KM1 การจ าแนกองค ความร ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของส วนราชการ ช อหน วยงาน ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค

More information

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ ผลการว เคราะห ข อม ล ผลการว เคราะห ข อม ลแบบสารวจความร เจตคต ต องานประก นค ณภาพการศ กษาของกาล งพล รร.ร.ศร โดยการจ ดทาแบบสารวจ On line ม ผ ตอบแบบสารวจจานวน 146 นาย จากจานวนท งหมด 583 นาย ค ดเป นร อยละ 25.04

More information

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net)

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net) 1 แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา () การประเม นการบร หารจ ดการศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาระด บสถานศ กษา เพ อให การด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาม ประส ทธ ภาพย งข น และน าไปส การพ ฒนาค

More information

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม กล มว ชาการศ กษา ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 9 1. ว ตถ ประสงค 1.1 เพ อส งเสร มพ ฒนาการเร ยนร และประสบการณ

More information

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร รายงานแผนปร บปร งองค กร จ งหว ดระยอง แบบฟอร มท 7 แบบฟอร มแสดงหล กฐานส าค ญประกอบการด าเน นการในแต ละหมวด หมวด หล กฐานส าค ญ ม ไม ม หมายเหต 1 การน าองค กร 1.ว ส ยท

More information

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ.

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-1 ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-2 4-3 มาตรฐานท 1 มาตรฐานด านค ณภาพบ ณฑ ต ต วบ งช อ างอ งผลการด าเน นงานในต วบ งช ของ สกอ. ต วบ งช ร วม ต วบ งช 1.1 ร อยละของบ ณฑ ตระด บปร ญญาตร

More information

แผนการจ ดการเร ยนร ท

แผนการจ ดการเร ยนร ท แผนการจ ดการเร ยนร ท ว ชา...รห สว ชา...ช น... หน วยการเร ยนร ท...เร อง...เวลา...ช วโมง หน วยการเร ยนร ย อยท...เร อง...เวลา...ช วโมง บ รณาการในงานด านต าง ๆ ของโรงเร ยน หล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง งานสวนพฤกษศาสตร

More information

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author หล กการและเหต ผล หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author ตามนโยบายของส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐานและส าน กงานเขตพ นท การศ กษา ขอนแก น เขต 2 ท ต องการพ ฒนาบ คลากรให ม ความร ด าน ICT

More information

หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น

หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น หล กส ตร การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น (สมรรถนะท 2 การบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น) (เวลา 55 ช วโมง) แนวค ด เป นหล กส ตรท จ ดข นเพ อให ความร ในการบ าร งร กษาคอมพ วเตอร เบ องต น เม อเก ดป ญหาเพ ยงเล

More information

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ การจ ดการความร (Knowledge Management) เร อง เทคน คการแปลง file word โดยใช โปรแกรม Word to FlippingBook (กรณ แปลงเอกสาร น กศ กษา และ นทน.หล กส ตรต างๆ) จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ ค าน า

More information

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก... 1. หล กส ตร ประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นส ง (ปวส.) พ ทธศ กราช 2545 ( ปร บปร ง 2546 ) 2. ช อรายว

More information

การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต

การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต การประเม นผลการส มมนา การประเม นผลการส มมนา หมายถ ง กระบวนการในการจ ดเก บข อม ล และจ ดกระท าข อม ลเพ อให ทราบว า การดาเน นงานจ ดส มมนาตาม โครงการ ได บรรล ว

More information

แผนการจ ดการความร ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช

แผนการจ ดการความร ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช แผนการจ ดการ ประจาป งบประมาณ 2556 (1 ต ลาคม 2555 30 ก นยายน 2556) สาขาว ชาศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยส โขท ยธรรมาธ ราช A1 เป าหมาย เป าหมาย ต วช ว ด เกณฑ ป 2556 จานวนประด นท สาขาว ชาศ กษาศาสตร กาหนด ครอบคล

More information

การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development

การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development พ มพ คร งท 2 พฤศจ กายน 2552 การพ ฒนาหล กส ตร รายว ชา Course Development เร ยบเร ยงโดย ผศ.ดร.ส ราษฎร พรมจ นทร ภาคว ชาคร ศาสตร เคร องกล คณะคร ศาสตร อ ตสาหกรรม มหาว ทยาล ยเทคโนโลย พระจอมเกล าพระนครเหน อ พ

More information

ค ม อการใช งานโปรแกรมระบบจ ดการคล งข อสอบส วนกลาง

ค ม อการใช งานโปรแกรมระบบจ ดการคล งข อสอบส วนกลาง ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบจ ดการคล งข อสอบส วนกลาง (เอกสารประกอบการประช มปฏ บ ต การช แจงและซ กซ อมความเข าใจการสร างข อสอบ Online) สาน กงานเขตพ นท การศ กษาม ธยมศ กษา เขต 5 :ส งห บ ร :ลพบ ร :ช ยนาท:อ างทอง:

More information

แผนปฏ บ ต การประจาป การศ กษา 2557(ต นป ) คณะว ทยาศาสตร และเทคโนโลย มหาว ทยาล ยห วเฉ ยวเฉล มพระเก ยรต

แผนปฏ บ ต การประจาป การศ กษา 2557(ต นป ) คณะว ทยาศาสตร และเทคโนโลย มหาว ทยาล ยห วเฉ ยวเฉล มพระเก ยรต แผนปฏ บ ต การประจาป การศ กษา 2557(ต นป ) คณะว ทยาศาสตร และเทคโนโลย มหาว ทยาล ยห วเฉ ยวเฉล มพระเก ยรต 1. ช อแผนงาน แผนงานระบบอาจารย ท ปร กษา 2. ว ตถ ประสงค 1) ส งเสร มให อาจารย ท ปร กษาสามารถปฏ บ ต หน าท

More information

งานว จ ยในช นเร ยน เร อง ส ารวจความต องการในการเร ยนว ชาการงานอาช พ ของน กเร ยนระด บประถมศ กษาป ท 1-2 ผ ว จ ย ม สร ชน วงศ เสวต

งานว จ ยในช นเร ยน เร อง ส ารวจความต องการในการเร ยนว ชาการงานอาช พ ของน กเร ยนระด บประถมศ กษาป ท 1-2 ผ ว จ ย ม สร ชน วงศ เสวต งานว จ ยในช นเร ยน เร อง ส ารวจความต องการในการเร ยนว ชาการงานอาช พ ของน กเร ยนระด บประถมศ กษาป ท 1-2 ผ ว จ ย ม สร ชน วงศ เสวต กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พอาช พและเทคโนโลย ป การศ กษา 2553 โรงเร ยนอ สส

More information

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม (ร าง) เอกสารประกอบการจ ดทากลย ทธ ต วช ว ด และโครงการตามว ส ยท ศน พ นธก จ และย ทธศาสตร ------------------------------------------- ว ส ยท ศน เป นองค กรหล กท อน ร กษ ส บสานและสร างสรรค โดยการม ส วนร วมของท

More information

แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน

แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน แผนภาพแสดงข นตอนการปฏ บ ต งาน การรายงานผลการตรวจสอบและ ป ดงานตรวจสอบ การรายงานผลการตรวจสอบและป ดงานตรวจสอบ โครงสร างของรายงานผลการตรวจสอบ 1. บทสร ปส าหร บผ บร หาร (Executive Summary) 2. ตารางสร ปประเด

More information

กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย

กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและ ทาไมต องเร ยนการงานอาช พและ กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเป นกล มสาระท ช วยพ ฒนาให ผ เร ยน ม ความร ความเข าใจ ม ท กษะพ นฐานท จาเป นต อการด ารงช ว ต และร เท าท นการเปล

More information

ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ

ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ เมน การใช งาน แบ งตามกล มผ ใช งานได ด งน. เมน การใช งานสาหร บผ กาหนดองค ประกอบ. เมน การใช งานสาหร บผ จ ดการองค ประกอบ.

More information

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก โดย น ศานาถ ต ณฑ ยย น กว ชาการผล ตภ ณฑ อาหารช านาญการ กองตรวจสอบร บรองมาตรฐานค ณภาพส ตว น าและผล ตภ ณฑ ส ตว น า กรมประมง 1 1 ข นตอนในการจ

More information

ค ม อการบร หารจ ดการหล กส ตรการผล ตคร อย างม ประส ทธ ภาพ ดร.พรศร ฉ มแก ผ อา นวยการส าน กมาตรฐานว ชาช พ

ค ม อการบร หารจ ดการหล กส ตรการผล ตคร อย างม ประส ทธ ภาพ ดร.พรศร ฉ มแก ผ อา นวยการส าน กมาตรฐานว ชาช พ ค ม อการบร หารจ ดการหล กส ตรการผล ตคร อย างม ประส ทธ ภาพ ดร.พรศร ฉ มแก ผ อา นวยการส าน กมาตรฐานว ชาช พ สาระความร และ ประสบการณ ว ชาช พของผ ประกอบ ว ชาช พ และประสบการณ วช าช พของผ ประกอบว ชาช พคร ผ บร หาร

More information

สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ

สารบ ญ หน า บทท 1 ความร ท วไปเก ยวก บบ ญช เพ อการจ ดการ คำนำ หน งส อการบ ญช เพ อการจ ดการเล มน ผ เข ยนได ทำการเร ยบเร ยงและแต งข นเพ อ ใช ในการเร ยนว ชา การบ ญช เพ อการจ ดการ ตามหล กส ตรปร ญญาตร สาขาต างๆ โดยนำการวางร ปแบบการนำเสนอเน อหาในแต ละบทให อ านและเข

More information

โครงการสอน (Course Outline) สาระการเร ยนร รายว ชา การงานอาช พและเทคโนโลย รห ส ง32101

โครงการสอน (Course Outline) สาระการเร ยนร รายว ชา การงานอาช พและเทคโนโลย รห ส ง32101 โครงการสอน (Course Outline) สาระการเร ยนร รายว ชา การงานอาช พและเทคโนโลย รห ส ง32101 คร ผ สอน ม สจ รฐา ก จเจร ญ ระด บช น ประถมศ กษาป ท. ม ธยมศ กษาป ท 5 ภาคเร ยนท 1 /2557 ล กษณะว ชา สาระพ นฐาน สาระเพ มเต

More information

บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร

บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร บทท หล กการแก ป ญหาด วยคอมพ วเตอร ประกอบด วย 4 ข นตอน 1. การว เคราะห และกาหนดรายละเอ ยดของป ญหา 2. การวางแผนในการแก ป ญหา 3. การดาเน นการแก ป ญหา 4. การตรวจสอบและปร บปร ง ว เคราะห ป ญหาหร อความต องการ

More information

เคร องม อประเม น สถานศ กษาแบบอย างการจ ดก จกรรมการเร ยนร และการบร หารจ ดการตามหล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง (สถานศ กษาพอเพ ยง) ป 2554 2556

เคร องม อประเม น สถานศ กษาแบบอย างการจ ดก จกรรมการเร ยนร และการบร หารจ ดการตามหล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง (สถานศ กษาพอเพ ยง) ป 2554 2556 ตอนท 1 ข อม ลท วไป เคร องม อประเม น สถานศ กษาแบบอย างการจ ดก จกรรมการเร ยนร และการบร หารจ ดการตามหล กปร ชญาของ (สถานศ กษาพอเพ ยง) ป 2554 2556 ************************************* 1. ช อสถานศ กษา... ส

More information

อ สลามว ทยาล ยแห งประเทศไทย. ประมวลรายว ชา (course syllabus)

อ สลามว ทยาล ยแห งประเทศไทย. ประมวลรายว ชา (course syllabus) 1 อ สลามว ทยาล ยแห งประเทศไทย ประมวลรายว ชา (course syllabus) ว ชา คอมพ วเตอร เพ องานอาช พ ง 347 จานวน 1.0 หน วยก ต ( คาบ/ส ปดาห ) ระด บม ธยมศ กษาตอนปลาย ระด บช นม ธยมศ กษาป ท 5 กล มสาระการงานอาช พและเทคโนโลย

More information

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ว ชา คอมพ วเตอร เพ มเต ม ๓ ช นม ธยมศ กษาป ท ๕ รห สว ชา ง๓๐๒๐๓ เวลาเร ยน ๔๐ ช วโมง/

More information

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๔ จ ดสถานท เร ยน สถานท ฝ กปฏ บ ต งาน สถานท ศ กษาค นคว า ให เหมาะสมก บสาขาว ชาท งในสถานศ

More information

การประเม นค ณภาพการศ กษาภายใน ระด บหล กส ตร

การประเม นค ณภาพการศ กษาภายใน ระด บหล กส ตร การประเม นค ณภาพการศ กษาภายใน ระด บหล กส ตร 1 การประเม นหล กส ตร ประเม นโดย สกอ. ท กๆ 3 ป ม 11 สาขา ท ม มคอ. 1 จะถ กประเม นโดย สกอ. สาขาท เหล อให มหาว ทยาล ยหาผ ประเม นเอง โดยมหาว ทยาล ยเป นผ แต งต ง และอบรมผ

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด

แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด แผนการจ ดการความร ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.2550 จ าแนกตามกระบวนการตามกรอบแนวทางการจ ดการความร ท ส าน กงาน ก.พ.ร.ก าหนด กระบวนการจ ดการความร (Knowledge Management process) 1.การบ งช ความร บ งช ความร ท จ าเป

More information

แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น

แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น ส วนท ๑ ข อม ลท วไป ช อต าแหน งในการบร หารงาน เจ าพน กงานธ รการ ช อต าแหน งในสายงาน เจ าพน กงานธ รการ ช อหน วยงาน (ส าน ก/กอง) กองคล ง ช อส วนงาน/กล มงาน/ฝ

More information

แผนบร หารการสอนประจาว ชา รห สว ชา 7134901 รายว ชา การว จ ยดาเน นงาน 3(2-2-5) คาอธ บายรายว ชา ว ตถ ประสงค ท วไป เน อหา. Operation Research

แผนบร หารการสอนประจาว ชา รห สว ชา 7134901 รายว ชา การว จ ยดาเน นงาน 3(2-2-5) คาอธ บายรายว ชา ว ตถ ประสงค ท วไป เน อหา. Operation Research แผนบร หารการสอนประจาว ชา รห สว ชา 7134901 รายว ชา การว จ ยดาเน นงาน 3(2-2-5) Operation Research คาอธ บายรายว ชา หล กการเบ องต นเก ยวก บโครงสร างและแบบจ าลองทางคณ ตศาสตร ทฤษฎ การต ดส นใจ การ เล ยนแบบทางสถ

More information

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report)

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ตอนท 1 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน ค ม อผ ร บผ ดชอบด านพล งงาน(อาคาร) พ.ศ.2553 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ความส าค ญ พ.ร.บ. การส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน

More information

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน หล กการและเหต ผล โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน สหกรณ ภาคการเกษตรเป นสหกรณ ท เก ดจากการรวมต วของเกษตรกรร วมก นด าเน นธ รก จท

More information

แผนการจ ดการเร ยนร ม งเน นสมรรถนะอาช พ และบ รณาการปร ชญาเศรษฐก จพอเพ ยง

แผนการจ ดการเร ยนร ม งเน นสมรรถนะอาช พ และบ รณาการปร ชญาเศรษฐก จพอเพ ยง แผนการจ ดการเร ยนร ม งเน นสมรรถนะอาช พ และบ รณาการปร ชญาเศรษฐก จพอเพ ยง รห สว ชา 3000-0101 ว ชาการพ ฒนางานด วยระบบค ณภาพและเพ มผลผล ต สาขาว ชาการขายและการตลาด หล กส ตรประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นส ง (ปวส.)

More information

BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน

BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาศ กยภาพบ คลากรผ เก ยวข องให ม ความร ความเข าใจ ความส าค ญในการก าหนดข อม ลพ นฐาน (Master File) และข อม ล พ นฐานท พ ฒนาข นมาใหม ในโปรแกรม BMS INVENTORY เพ

More information

โครงการสอน ภาคเร ยนท...1...ป การศ กษา...2557... คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

โครงการสอน ภาคเร ยนท...1...ป การศ กษา...2557... คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก โครงการสอน ภาคเร ยนท...1...ป การศ กษา...2557... คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก 1. หล กส ตร ประกาศน ยบ ตรว ชาช พ (ปวช.) 2. ช อรายว ชา คอมพ วเตอร และสารสนเทศเพ องานอาช พ

More information

คำช แจง เคร องม อว ดและประเม นควำมสำมำรถและท กษะ ตำมจ ดเน นกำรพ ฒนำค ณภำพผ เร ยน กำรใช เทคโนโลย เพ อกำรเร ยนร

คำช แจง เคร องม อว ดและประเม นควำมสำมำรถและท กษะ ตำมจ ดเน นกำรพ ฒนำค ณภำพผ เร ยน กำรใช เทคโนโลย เพ อกำรเร ยนร คำช แจง เคร องม อว ดและประเม นควำมสำมำรถและท กษะ ตำมจ ดเน นกำรพ ฒนำค ณภำพผ เร ยน กำรใช เทคโนโลย เพ อกำรเร ยนร ช นม ธยมศ กษำป ท ๑ สำน กว ชำกำรและมำตรฐำนกำรศ กษำ สำน กงำนคณะกรรมกำรกำรศ กษำข นพ นฐำน กระทรวงศ

More information

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า แผนการท : 1 ประเด นย ทธศาสตร : ความเป นเล ศด านการว จ ยและนว ตกรรม องค ท จ าเป น : องค ด านงานว จ ยและนว ตกรรม แผนการ คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า 1.การบ งช 2.การสร างและ แสวงหา การประช มจ ดการประช

More information

บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน

บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน สาระการเร ยนร : ประโยชน แท แก มหาชน 1 บทปฏ บ ต การ : ประโยชน แท แก มหาชน หล กการ ร ศ กยภาพ ร จ นตนาการ ร ประโยชน สาระการเร ยนร เร ยนร การว เคราะห ศ กยภาพของป จจ ยศ กษา จ นตนาการเห นค ณ สรรค สร างว ธ การ

More information

งานอาช พ 2. อธ บายส วนประกอบของหน าต างโปรแกรม ในหน วยท 4 โครงสร างของเน อการ ค นคว า และการม ส วนร วมใน (5 ส ปดาห )

งานอาช พ 2. อธ บายส วนประกอบของหน าต างโปรแกรม ในหน วยท 4 โครงสร างของเน อการ ค นคว า และการม ส วนร วมใน (5 ส ปดาห ) แผนการจ ดการเร ยนร ระด บ ปวช. ปวส. รห สว ชา 2001-0001 ว ชา คอมพ วเตอร เพ องานอาช พ จานวน 2 หน วยก ต เวลา 3 ช วโมง / ส ปดาห รวม 54 ช วโมง / ภาคเร ยน หน วยท สาระการเร ยนร จ ดประสงค การเร ยนร ก จกรรมการเร

More information

แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร

แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กส ตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร แบบประเม นความพ งพอใจของอาจารย ประจ าหล กสตรและอาจารย ผ สอน ต อการบร หารจ ดการหล กส ตร *จ าเป น ตอนท ข อม ลท วไป ค าช แจง กรณาเล อกในช องท ตรงก บความเป นจร งของท าน สถานภาพ * ค าช แจง อาจารย ประจ าหล กส

More information

4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ

4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ 4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ 4.1 ความหมายของโปรแกรมตารางค านวณ ภาพท 4.1 ต วอย างหน าจอภาพโปรแกรมตารางค านวณ Microsoft Excel โปรแกรมตารางค านวณ (Spreadsheet) เป นโปรแกรมท ม ความสามารถและ เหมาะส าหร บใช

More information

สร ปผลโครงการ KM ร ปแบบการเข ยนโครงงานสหก จศ กษา ว นศ กร ท 19 กรกฎาคม 2557 ณ มหาว ทยาล ยราชพฤกษ

สร ปผลโครงการ KM ร ปแบบการเข ยนโครงงานสหก จศ กษา ว นศ กร ท 19 กรกฎาคม 2557 ณ มหาว ทยาล ยราชพฤกษ สร ปผลโครงการ KM ร ปแบบการเข ยนโครงงานสหก จศ กษา ว นศ กร ท 19 กรกฎาคม 2557 ณ มหาว ทยาล ยราชพฤกษ ผ ร บผ ดชอบโครงการ โครงการสหก จศ กษาและแนะแนวอาช พ ประจ าป การศ กษา 2556 สารบ ญ สร ปผลโครงการ 1 1. ช อโครงการ

More information

ขอบเขตการน เทศและต ดตามการจ ดการศ กษาว ทยาล ยช มชนสระแก ว ประจ าภาคเร ยนท ๑/๒๕๕๗

ขอบเขตการน เทศและต ดตามการจ ดการศ กษาว ทยาล ยช มชนสระแก ว ประจ าภาคเร ยนท ๑/๒๕๕๗ ขอบเขตการน เทศและต ดตามการจ ดการศ กษาว ทยาล ยช มชนสระแก ว ประจ าภาคเร ยนท ๑/๒๕๕๗ จากการประช มเช งปฏ บ ต การพ ฒนาเคร องม อน เทศและต ดตามการจ ดการศ กษา ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๒ ท ประช มม มต ให ม การปร บเคร

More information

ค ม อการใช งาน สาหร บคร ผ สอน,คร ท ปร กษา

ค ม อการใช งาน สาหร บคร ผ สอน,คร ท ปร กษา ค ม อการใช งาน สาหร บคร ผ สอน,คร ท ปร กษา www.ats.co.th บร ษ ท อย ธยาเทคโนโลย เซอร ว ส จ าก ด ( - ) EDR / 1 / 2 3 / 1.1 3.1 / 1.2 / / 3.2 / ค ม อการเข าใช งานระบบ การเข าใช งานระบบซอฟแวร บร หารจ ดการศ

More information

ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการ/ปฏ บ ต งาน ตอนท

ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการ/ปฏ บ ต งาน ตอนท ค าอธ บายแบบประเม นผลการปฏ บ ต ราชการปฏ บ ต งาน ตอนท 1 ข อม ลของผ ร บการประเม น (เจ าหน าท บ คคลหร อเจ าหน าท ท เก ยวข องเป นผ กรอก) ตอนท 2 ภาระงานท ได ปฏ บ ต ในช วงระยะเวลาประเม น (ผ ร บการประเม นเป นผ

More information

2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย

2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย 1.ว ตถ ประสงค การแข งข นการใช โปรแกรมสาน กงาน ( MS-Office 2010 ) งานน ทรรศการเป ดบ านว ชาช พ คร งท 4 ป การศ กษา 2557 ว นท แข งข น 12 ก มภาพ นธ 2558 ณ ว ทยาล ยอาช วศ กษาออมส นอ ปถ มภ ระด บม ธยมศ กษาตอนต

More information

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ ฝ ายบร หารงานท วไป ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 4 1. ว ตถ ประสงค ค ม อกระบวนการร บ ส ง หน งส อราชการอเล

More information

รายละเอ ยดของรายว ชา หมวดท 1 ข อม ลท วไป

รายละเอ ยดของรายว ชา หมวดท 1 ข อม ลท วไป รายละเอ ยดของรายว ชา ช อมหาว ทยาล ย ว ทยาเขต/คณะ/ภาคว ชา มหาว ทยาล ยราชภ ฏสวนส น นทา คณะคร ศาสตร หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1 รห สและช อรายว ชา EDU104 Innovation and Information Technology in Education จ านวนหน

More information

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร 19 สนว. แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน ก มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร องค ประกอบ จ ดแข ง แนวทางเสร มจ ดแข ง จ ดท ควรพ ฒนา ข อเสนอแนะในการปร บปร ง หล กฐาน/โครงการ

More information

ม ต ท 3 ม ต ด านประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ราชการ

ม ต ท 3 ม ต ด านประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ราชการ ม ต ท 3 ม ต ด านประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ราชการ KPI ผ ร บผ ดชอบ ประเด นการพ จารณา ผลการด าเน นงาน 5.1 ร อยละของอ ตราการ เบ กจ ายเง นงบประมาณ รายจ ายลงท น ทส.สบย. ผลการเบ กจ ายงบลงท น เท ยบก บ วงเง นงบประมาณท

More information

2. สาระส าค ญ/ความค ดรวบยอด

2. สาระส าค ญ/ความค ดรวบยอด แผนการจ ดการเร ยนร ท 1 หน วยการเร ยนร ท 2 เร อง การบร หารและพ ฒนาตามหล กปร ชญาของเศรษฐก จพอเพ ยง รห สว ชา ส32102 รายว ชา ส งคมศ กษา ช นม ธยมศ กษาป ท 5 กล มสาระการเร ยนร ส งคมศ กษา ศาสนาและว ฒนธรรม ภาคเร

More information

ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ มหาว ทยาล ยราชภ ฏจ นทรเกษม

ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ มหาว ทยาล ยราชภ ฏจ นทรเกษม ประว ต ของศ นย การศ กษาจ นทรเกษม-เศรษฐบ ตรบ าเพ ญ เม อว นท 22 ม ถ นายน 2544 ในขณะน นส งก ดส าน กงาน สภาสถาบ น ราชภ ฏ กระทรวงศ กษาธ การ ได ตกลงร วมม อก บโรงเร ยนม นบ ร โปล เทคน ค ในการด าเน นการจ ดต งศ

More information