Proceedings The Second National Conference on Medical Informatics NCMedInfo2013

Size: px
Start display at page:

Download "Proceedings The Second National Conference on Medical Informatics NCMedInfo2013"

Transcription

1 Proceedings The Second National Conference on Medical Informatics NCMedInfo2013 November 27-29, 2013 Miracle Grand Convention Hotel, Bangkok, Thailand Organized by : สมาคมเวชสารสนเทศไทย ศ นย เทคโนโลย ศ นย เทคโนโลย อ เล กทรอน กส และคอมพ วเตอร แห งชาต ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต คณะแพทยศาสตร มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธ บด คณะท นตแพทยศาสตร มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร คณะว ศวกรรมศาสตร มหาว ทยาล ยเกษตรศาสตร คณะว ศวกรรมศาสตร มหาว ทยาล ยธ รก จบ ณฑ ตย คณะเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยมห ดล คณะเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยศร ปท ม คณะเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยร งส ต คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร คณะเวชศาสตร เขตร อน มหาว ทยาล ยมห ดล คณะเภส ชศาสตร จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย คณะสาธารณส ขศาสตร มหาว ทยาล ยมห ดล

2 คณะกรรมการจ ดการประช ม Conference Committees 1 นพ.ช ษณะ มะกรสาร 2 นพ.บ ญช ย ก จสนาโยธ น 3 นพ.ถาวร สก ลพาน ช 4 ผศ.นพ.วรรษา เปาอ นทร 5 พญ.จามร เช อเพชระโสภณ 6 ดร.มะล ว ลย ย นยงส วรรณ 7 นพ.ส ธ ท ว ร ตน 8 ดร.สาธ ต ว ทยากร 9 นพ.ประส ทธ หาญพ น จศ กด 10 รศ.นพ.น พ ฐ พ รเวช 11 ค ณศร ณย ชเนศร 12 ดร.ส ธ ผ เจร ญชนะช ย 13 ค ณอ านาจ ค าศ ร ว ชรา 14 ดร.นพ.บด นทร ทร พย สมบ รณ 15 นพ.ยลศ ลป ส ชนวน ช 16 นพ.น พนธ อ ปมานรเศรษฐ 17 นพ.พ น จ ฟ าอ านวยผล 18 ดร.บ ญธรรม หาญพาณ ชย 19 นพ.อาท ตย อ งกานนท 20 รศ.ทพญ.ดร.ศ ร วรรณ ส บน การณ 21 ผศ.ภก.ดร.อน ช ย ธ ระเร องไชยศร ii

3 คณะกรรมการจ ดการประช ม (ต อ) Conference Committees (cont.) 22 ดร. อ ศน ย ก อตระก ล 23 ดร. ธนา ส ขวาร 24 ผศ. ดร. ม.ล. ก ลธร เกษมส นต 25 ดร. ส ดสงวน งามส ร ยโรจน 26 รศ. ดร. สมพร ก นทรด ษฎ เตร ยมช ยศร 27 รศ. ดร. ปกรณ เสร มส ข 28 รศ. ดร. เยาวด เต มธนาภ ทร 29 ผศ. ดร. จร งแสง ล กษณบ ญส ง 30 ดร. ช ยพร เขมะชาตะพ นธ 31 ผศ. ดร. จรณ ต แก วก งวาล iii

4 คณะกรรมการว ชาการ Scientific Program Committees 1. ผศ. ดร. นพ. วรรษา เปาอ นทร 2. ดร. นพ. บ ญช ย ก จสนาโยธ น 3. รศ. ดร. ทพญ. ศ ร วรรณ ส บน การณ 4. ดร. นพ. บด นทร ทร พย สมบ รณ 5. รศ. ดร. อ ศน ย ก อตระก ล 6. ดร. มะล ว ลย ย นยงส วรรณ 7. อ. ดร. อ านาจ ค าศ ร ว ชรา 8. ผศ. ดร.ม.ล. ก ลธร เกษมส นต 9. ผศ. ดร.สมชาย เล กเจร ญ 10. ดร. ธนา ส ขวาร 11. อ. ดร. ส รศ กด ม งส งห 12. รศ. ดร. สมพร ก นทรด ษฏ เตร ยมช ยศร 13. รศ. ดร. เดชาว ธ น ตยส ทธ 14. อ. ว นว สาข ศร ส เมธช ย 15. รศ. ดร. พ นธ ป ต เป ยมสง า 16. ผศ. ดร. พ รว ฒน ว ฒนพงศ 17. ดร. ส ดสงวน งามส ร ยโรจน 18. ดร. บ ญส ทธ ย มวาสนา 19. ดร. ห ชท ย ชาญเลขา 20. ดร. นพ. นวนรรน ธ ระอ มพรพ นธ 21. ผศ. ดร. ทรงศ กด รองว ร ยะพาน ช 22. ดร. ส ก ญญา ช ตโนทยานนท 23. ดร. ทศน ย ช มว ฒนะ 24. ดร. ปร ชา ต งเกร ยงก จ 25. ผศ. ดร. ปานใจ ธารท ศนวงศ 26. ดร. วรพล พงษเพ ชร iv

5 27. ดร. ทศน ย ช มว ฒนะ 28. ผศ. ดร. สมชาย เล กเจร ญ 29. ดร. น เวศ จ ระว น ตช ย คณะกรรมการว ชาการ (ต อ) Scientific Program Committees (cont.) v

6 vi

7 สารจากประธานคณะกรรมการว ชาการ การประช มว ชาการด านเวชสารสนเทศระด บชาต คร งท 2 ได จ ดข นโดยสมาคมเวชสารสนเทศไทย ซ งเป นองค กรท จ ดต งเพ อการสน บสน นการใช เทคโนโลย สารสนเทศ เพ อประโยชน ในการพ ฒนาทาง การแพทย และสาธารณส ขไทย โดยเร มจากการจ ดต งเป นชมรม ด าเน นก จกรรมส งเสร ม สน บสน น พ ฒนา และเผยแพร ความร และการใช งานด านเทคโนโลย สารสนเทศส ขภาพอย างต อเน องมานานกว า 20 ป ม องค กรเคร อข ายร วมจ ดประช มหลายองค กร เช น NECTEC และ สปสช. เป นต น โดยม แพทย พยาบาล ท นตแพทย เภส ชกร และบ คลากรด านส ขภาพและเทคโนโลย สารสนเทศเข าร วมประช มเป นจ านวนมาก ท กๆป หล งจากการประช มว ชาการด านสารสนเทศระด บชาต คร งท 1 ท จ ดในป พ.ศ ได ประสบ ความส าเร จเป นอย างด ในป น สมาคมขยายขอบเขตภาค เคร อข ายเพ มข นอ ก 3 แห ง รวมเป น 16 แห ง จ ดเป นงานประช มว ชาการระด บชาต ด านเวชสารสนเทศคร งท 2 ร วมก บงานประช มว ชาการประจ าป สมาคมเวชสารสนเทศไทย TMI-NCMedInfo2013 ม น กว ชาการส งผลงานมาน าเสนอท งส น 23 ผลงาน ซ งเม อผ านกระบวนการ peer review แล วทางคณะกรรมการว ชาการได ค ดเล อกผลงาน 21 ผลงานมา น าเสนอในรวมบทความฉบ บน ขอขอบค ณ คณะกรรมการจ ดการประช ม คณะกรรมการว ชาการ น กว ชาการท ส งผลงานเข าร วม และร วมในกระบวนการ peer review และหว งว าผลงานว จ ยท เผยแพร ในคร งน จะส งผลให เก ด แนวความค ดใหม ท จะน าผลงานไปว จ ยต อยอด หร อประย กต ใช ให เก ดประโยชน ต อวงการเวชสารสนเทศ ไทยต อไป ผศ. ดร. นพ. วรรษา เปาอ นทร ประธานคณะกรรมการว ชาการ vii

8 NCMedInfo Peer Review Procedures - All manuscripts will be review by three scientific committees or domain experts assigned by the scientific committee. - At least two scientific committee must accept the manuscript before it be presented in NCMedInfo conference. - All manuscripts must be edited according to reviewers comments and suggestion to be included in the conference proceeding. - At least one of the authors of the manuscript must registered before presenting the paper in the conference. viii

9 สารบ ญ การจ บค รห สมาตรฐานสากลการตรวจทางห องปฏ บ ต การก บรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น ว นชนะ พลทองมาก, บ ญช ย ก จสนาโยธ น และ อาร ร ตน ร ตนประด ษฐ การเช อมต อทะเบ ยนมะเร งของโรงพยาบาลไปย งสถาบ นมะเร งแห งชาต ผ านทาง Web Service Somkheart Kraisin and Poompis Pattaranutaporn การน าระบบสาธารณส ขทางไกลมาใช ในการปร กษาแผนการร กษาโรคท โรงพยาบาล จ ฬาภรณ Jakrin Charoensub, Thanakorn Inthanu and Soranutt Khamsribush การประเม นระบบทะเบ ยนราษฎร และสถ ต ช พของประเทศไทย Kanet Sumputtanon, Boonchai Kijsanayatin and Pianghatai Ingun การประย กต ใช บาร โคดสองม ต เพ อเก บข อม ลระบ เอกสารส าหร บระบบสแกนเอกสาร Natchanon Charoenyuenyao, Soranutt Khamsribush and Poompis Pattaranutaporn หน า การพยากรณ การเก ดภาวะคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด โดยเทคน คเหม องข อม ล Rangsan Malajumpee and Jiratta Phuboonob การพ ฒนากระบวนการเร ยนร เร องส ส าหร บเด กออท สต กโดยใช ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมและ ศ ลปะ จ ระศ กด เล ศช ยย ทธพงษ, Kanisorn Jeekratok และ ไพศาล ดาแร การพ ฒนาระบบเทคโนโลย สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร ธ ร นทร เกต ว ช ต และ ส รศ กด ม งส งห การพ ฒนาระบบพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา แบบก งอ ตโนม ต Nantapon Kantathut, Soranutt Khamsribush and Poompis Pattaranutaporn การพ ฒนาออนโทโลย เพ อการจ ดการความร ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย รณรงค แก วประเสร ฐ, ศศ พร อ ษณวศ น และ ส รศ กด ม งส งห ix

10 สารบ ญ (ต อ) การว เคราะห ฐานข อม ลอ เล กทรอน กส ของผ ป วยนอกในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า ว นชนะ พลทองมาก และ บ ญช ย ก จสนาโยธ น หน า 63 การศ กษาการใช ทฤษฎ Fuzzy Signature เพ อว เคราะห คาดการณ การเก ดโรคไตในผ ป วย อ มพล หล าเบ ญส ะ, ผศ. ดร. ม.ล.ก ลธร เกษมส นต และ ดร.ทศน ย ช มว ฒนะ Applied Data Mining Technique to Diagnosis Classification for ICD 10 Sasima Monthasuwan and Panjai Tantatsanawong Design and Implementation of Medicine Refilling System Sudsanguan Ngamsuriyaroj, Panissara Tontuyanupont, Jumpol Vanichapiwong and Thamachat Chinvarapon Development of a short messaging reminder system for Patients with Parkinson s Disease Lalita Kaewwilai, Dechavudh Nityasuddhi, Tassanee Rawiworrakul, Pannawish Wongwiwattananon and Chaweewon Boonshuyar Development of Acquistion and Analysis System for Chronic Non- Communicable Diseases: A Case Study of Health Promoting Hospital Tambon Samkwaipuak ผศ.ดร.ปานใจ ธารท ศนวงศ, สาว กา บ ญย นด และ เส ยงพ ณ ช างเทศ Ethics and E-Health in Thailand Suttisak Jantavongso GPSS: Health Information System for Genetic Prognosis Support Adison Wichiencharoen, Boonsit Yimwadsana, Charnyote Pluempitiwiriyawej and Apirak Hoonlor Logical Observation Identifiers Names and Codes (LOINC) for Hematology Data Dictionary : Exemplified in Thai University Hospitals Wanchana Pontongmak, Piangchan Rojanavipart, Boonchai Kijsanayotin and Chukiat Viwatwongkasem Personal Authentication by Brainwave Preecha Tangkraingkij x

11 สารบ ญ (ต อ) Surveillance and Prevention Information System of Diabetes and Hypertension นงเยาว ในอร ณ, พรรณ ส ทธ เดช และ อภ ชาต ว ส ทธ วงษ 122 xi

12 xii

13 การจ บค รห สมาตรฐานสากลการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย ก บรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น ว นชนะ พลทองมาก วท.บ. ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย จ.นนทบ ร บ ญช ย ก จสนาโยธ น พบ., Ph.D. ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย จ.นนทบ ร อาร ร ตน ร ตนประด ษฐ วท.บ. ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย จ.นนทบ ร บทค ดย อ - ท มาและความส าค ญ: ในย คโลกาภ ว ตน ส าหร บระบบส ขภาพแล ว การแลกเปล ยนข อม ลทางส ขภาพ (Health Information Exchange HIE) เป นส งท จ าเป นอย างย ง โดยท ประโยชน ของการแลกเปล ยนข อม ลน น ครอบคล มไปถ ง การเพ มค ณภาพในการด แลร กษาผ ป วย การเบ กจ ายค า ร กษาพยาบาล การรายงานทางระบาดว ทยา การบร หารจ ดการทร พยากรใน องค กร จ ดการบร หารระบบประก นส ขภาพและการเง นการคล ง และ ประโยชน ด านอ นๆ มาตรฐานข อม ลส ขภาพเป นส งส าค ญท ช วยให เก ดการ แลกเปล ยนข อม ลก นได ของสถานพยาบาลและหน วยงานท เก ยวข องก บ ส ขภาพต างๆ ประเทศไทยก าล งก าหนดรห สมาตรฐานส าหร บการตรวจทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย เพ อท าให ข อม ลทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย ของหน วยงานต างๆ สามารถแลกเปล ยนก นได โดยม ความหมายตรงก น สถาบ นว จ ยระบบสาธารณส ขได แนะน า Logical Observation Identifier Names and Codes (LOINC) พ ฒนาโดยสถาบ น Regenstief แห งประเทศ สหร ฐอเมร กา ซ งเป นมาตรฐานการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย และการตรวจทางคล น ก ระบบบร การส ขภาพไทยได ต ดส นใจน า LOINC มา ใช ในระบบของการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ไทย ซ ง LOINC ท ม ความครอบคล มเก อบท งหมดของรายการตรวจทางห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย และม การใช งานในหลายประเทศ ท งน รายการตรวจทางเคม คล น กเป นรายการตรวจท ม ความส าค ญ ซ งโดยท วไปจะม การตรวจเป น ประจ าเม อม การส งตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย การศ กษาความ ครอบคล มของมาตรฐานสากลการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย (LOINC) ก บรายการตรวจเคม คล น กท องถ นจ งม ความส าค ญ ว ตถ ประสงค : ศ กษาความครอบคล มของรห สมาตรฐาน LOINC ก บรายการ ตรวจทางเคม คล น กท องถ นของไทย อ ปกรณ และว ธ การศ กษา: รายการการตรวจทางเคม คล น กได จาก 3 แหล งค อ บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น กของโรงพยาบาลรามาธ บด บ ญช รายการ ตรวจทางเคม คล น กของโรงพยาบาลศ ร ราช และ บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น กของโรงพยาบาลจ ฬาลงกรณ โดยท ใช โปรแกรม Regenstrief LOINC Mapping Assistant (RELMA) ช วยในการจ บค รห สมาตรฐานก บรายการ ตรวจท องถ น โดยน กเทคน คการแพทย ผลการทดลอง: รายการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางเคม คล น กสามารถจ บค ก บรห สมาตรฐาน LOINC ได มากกว า 95% ซ งในจ านวนน แบ งเป นหน ง รายการตรวจท องถ นจ บค ก บรห ส LOINC ได หน งรห ส 46.92% และหน ง รายการตรวจท องถ นจ บค ได มากกว าหน งรห ส 48.43% อภ ปรายและสร ปผล: รห สมาตรฐานสากลการตรวจทางห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย LOINC ม ความครอบคล มรายการตรวจทางเคม คล น กของ 3 โรงพยาบาลใหญ ของไทย ซ งม รายการตรวจทางเคม คล น กเก อบครอบคล ม รายการตรวจท งประเทศ โดยท เปอร เซ นต การจ บค มากกว า 95% ช ให เห นว า มาตรฐาน LOINC ม ความเหมาะสมและสามารถน ามาปร บใช ก บระบบข อม ล รายการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ด านเคม คล น กของไทย ค าส าค ญ- LOINC; RELMA; มาตรฐานข อม ลส ขภาพ; ห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย ; รายการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย 1

14 บทน า การแลกเปล ยนข อม ลทางส ขภาพ (Health Information Exchange HIE) ระหว างหร อภายในหน วยงานทางด านส ขภาพ ต างๆ เป นส งท จ าเป นในโลกย คป จจ บ น [1] อ นเน องมาจากความ ต องการในการใช ข อม ลท มากข น ไม ว าจะเป นท งผ ให บร การทาง ส ขภาพหร อผ ร บบร การ ต วอย างของประโยชน ท ได ร บจากการท หน วยงานทางด านส ขภาพต างๆ สามารถแลกเปล ยนข อม ลก นได อย างไร รอยต อ ได แก การวางแผนนโยบายด านส ขภาพของภาคร ฐ การรวบรวมข อม ลส าหร บการท างานว จ ย โดยเฉพาะอย างย ง การ ด แลผ ป วยอย างต อเน อง (continuity of care) และการด แลความ ปลอดภ ยของผ ป วย (patient safety) มาตรฐานข อม ลส ขภาพเป นองค ประกอบส าค ญของระบบ ข อม ลข าวสารส ขภาพ ท ช วยเก อหน นการท างานร วมก นของระบบ ข อม ลข าวสารส ขภาพ (Interoperability) การใช ข อม ลร วมก น รวม ไปถ งการแลกเปล ยนข อม ลทางส ขภาพก นได อย างไร รอยต อ [2-4] ในป 2552 กล มน กว ชาการด านส ขภาพสนเทศของไทยได ม การประเม นสถานการณ ehealth ของประเทศ และได ให ข อเสนอแนะ 5 ข อได แก 1) ประเทศไทยควรม องค กรระด บประเทศท ท าหน าท ก าหนดท ศทางการพ ฒนา ก าหนดย ทธศาสตร วางนโยบายและ แผนหล กการพ ฒนาระบบสารสนเทศและเทคโนโลย สารสนเทศ ส ขภาพของประเทศ องค กรหร อหน วยงานกลางน ควร ประกอบด วยผ คนจากท กหน วยงานท เก ยวข องก บระบบ สารสนเทศและเทคโนโลย สารสนเทศส ขภาพท งภาคร ฐ และ เอกชน 2) ด านนโยบาย ควรบรรจ กรอบและย ทธศาสตร การ พ ฒนาระบบสารสนเทศและเทคโนโลย สารสนเทศส ขภาพของ ประเทศ เป นส วนหน งของกรอบนโยบายและย ทธศาสตร ด าน เทคโนโลย สารสนเทศของประเทศในทศวรรษหน า (National ICT 2020 Framework) ควบค ไปก บย ทธศาสตร และการพ ฒนา egovernment, eeducation, eindustry, esociety and ecommerce 3) ด าเน นการออกกฎหมาย กฎระเบ ยบท เก ยวข องก บ การร กษาความปลอดภ ยและความล บส วนบ คคลของข อม ล ส ขภาพ โดยพ จารณาประโยชน ท งการป องก นส วนบ คคล และ ประโยชน ท เก ดข นก บส งคมในกรณ ท ต องละเม ดความเป นส วนต ว ของบ คคล 4) พ ฒนามาตรฐานข อม ลส ขภาพในท กม ต รวมถ งกลไก ในการด แลมาตรฐาน เพ อให ระบบสารสนเทศต างๆ ท างาน ร วมก นได สามารถแลกเปล ยนข อม ลก นได แบบไร รอยต อด วย ความปลอดภ ย และเป นประโยชน ในการด แลร กษาประชาชนท ม ค ณภาพ และม ประส ทธ ภาพ 5) พ ฒนากลไกอย างเป นระบบในการผล ตและพ ฒนาคน ท ท างานเก ยวข องก บระบบสารสนเทศและเทคโนโลย สารสนเทศ ส ขภาพท งระด บปฏ บ ต การ และระด บบร หารจ ดการ ให เพ ยงพอ ก บการน าระบบสารสนเทศและเทคโนโลย สารสนเทศส ขภาพมา ใช งานอย างม ประส ทธ ภาพ [5] จากข อเสนอแนะ 5 ข อจะเห นได ว าหน งในน นม เร องการ พ ฒนามาตรฐานข อม ลส ขภาพ เน องจากประเทศไทยม มาตรฐาน ข อม ลส ขภาพไม เพ ยงพอท จะเก อหน นให เก ดระบบข อม ลข าวสาร ส ขภาพท สมบ รณ ได ท งน ย งไม ม มาตรฐานของรายการตรวจทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ในระด บชาต ซ งป จจ บ นแต ละระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย (Laboratory Information System LIS) ในสถานพยาบาลต างๆ ต างใช รห ส และช อรายการตรวจของตนเอง จ งไม สามารถแลกเปล ยนข อม ล ก นระหว างสถานพยาบาลและหน วยงานท เก ยวข องได สถาบ นว จ ยระบบสาธารณส ข (สวรส.) ได ศ กษาว จ ยมาตรฐาน ข อม ลส ขภาพของระบบสารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย และได ให ข อเสนอแนะว า มาตรฐาน LOINC เป นมาตรฐาน ท ม ความเหมาะสม ง าย และสามารถน ามาประย กต ใช ในระบบ บร การส ขภาพไทยได [6] Logical Observation Identifiers Names and Codes (LOINC) เป นมาตรฐานท ใช ระบ การตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย และการตรวจทางคล น กอย างเฉพาะเจาะจง (uniquely identify) ท ทางสถาบ น Regenstrief แห งประเทศสหร ฐอเมร กา ได พ ฒนาข น และบ าร งร กษาอย างต อเน อง ซ งท าให ระบบสารสนเทศทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ต างระบบก นสามารถท างานร วมก น ได อย างไร รอยต อ ซ งในป จจ บ นม มากกว า 150 ประเทศใช มาตรฐาน LOINC ส าหร บระบบสารสนเทศทางห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย [7-8] 2

15 ว ธ การศ กษา ข อม ลรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทย เก บรวบรวม จาก 3 แหล ง ได แก 1) บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น ก จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาล รามาธ บด 2) บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น ก จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาลศ ร ราช และ 3) บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น ก จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาล จ ฬาลงกรณ โดยท รายการตรวจทางเคม คล น กท ง 3 โรงพยาบาลม ว ตถ ประสงค เพ อใช ในงานบร การด านส ขภาพในแต ละ โรงพยาบาล เคร องม อท ใช ในการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น ก บรห สมาตราฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ค อ RELMA (Regenstrief LOINC Mapping Assistant) เวอร ช น 6.2 ในการจ บค ก บรห สมาตราฐานสากลทางห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย LOINC เวอร ช น 2.44 กระบวนการจ บค ม ท งหมด 6 ข นตอนด งน 1) การเตร ยมรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทย น าเข า รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นจากท ง 3 โรงพยาบาลเข าส โปรแกรม Microsoft Excel โดยท 3 โรงพยาบาลท เล อกน ามาท า การว จ ยในคร งน เป นโรงพยาบาลมหาว ทยาล ยขนาดใหญ ท น าจะม ความครอบคล มรายการตรวจทางเคม คล น กเก อบท งหมดใน ประเทศ ท งน โรงพยาบาลรามาธ บด และโรงพยาบาลศ ร ราช ได ใช ระบบสารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ระบบเด ยวก น ค อ HCLAB ของบร ษ ท Sysmex ท าให ม ต วแปรในฐานข อม ลท ใช ในการเก บรวบรวมข อม ลรายการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย เป นต วเด ยวก น โดยม ต วแปรส าค ญได แก รห สรายการตรวจ ช อรายการตรวจ หน วยในการว ด ชน ดของส งส งตรวจ ว ธ การ บ นท กผล (data type) และว ธ การตรวจ (ถ าม ) ส วนรายการตรวจ ทางเคม คล น กของระบบสารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย ของโรงพยาบาลจ ฬาลงกรณ น นม ต วแปรในฐานข อม ล 3 ต ว แปร ค อรห สรายการตรวจ ช อรายการตรวจ และชน ดของส งส ง ตรวจ โดยท ต องน าเข าให ต วแปรของแต ละโรงพยาบาลให ตรงก น ข นต อไปต องม การเปล ยนช อรายการตรวจท เป นภาษาไทยให เป น ภาษาอ งกฤษท งหมดเน องจากโปรแกรม RELMA ไม สามารถ เข าใจภาษาไทยได และบ นท กรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น ท งหมด โดยก าหนดร ปแบบไฟล ให เป น text tab delimited ตาม ร ปแบบท RELMA ก าหนด 2) การน าเข ารายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทย โปรแกรม RELMA ได ก าหนดว ธ การน าเข ารายการตรวจทาง ท องถ นไว 4 ว ธ ตามน 1. ลงข อม ลรายการตรวจท องถ นเข าไปใน Local Master Observation File (LMOF) โดยตรงท ละรายการ 2. สร างตารางรายการตรวจท องถ นท ม โครงสร างเหม อน Local Master Observation File (LMOF) ใน Microsoft access และน าไปแทนท ใน LMOF ของโปรแกรม RELMA 3. แปลงแฟ มข อม ลรายการตรวจท องถ นให เป นร ปแบบ delimited ASCII ซ งร ปแบบแฟ มข อม ลชน ดน สามารถแยกต วแปร ต างๆ ของรายการตรวจท องถ นได ด วยต ว tab delimiter และ delimiter อ นๆ 4. น าเข าโดยตรงโดยผ านมาตรฐานการส งข อม ล Health Level 7 (HL7) ซ งในตอนน ย งไม ม การใช อย างแพร หลายใน ประเทศไทย ในการศ กษาน ผ ท าการว จ ยได ใช ว ธ การแปลงแฟ มข อม ล รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยจาก Microsoft Excel เป น delimited ASCII ท ใช tab เป นต ว delimiter ท ใช แยกต วแปรต างๆ ออกจากก นเพ อใช ในการเป นแฟ มน าเข าส โปรแกรม RELMA 3) การแก ไขค าศ พท ในช อรายการตรวจท องถ นท โปรแกรม RELMA ไม สามารถเข าใจได โปรแกรม RELMA ม เคร องม อท ช วยในการแก ไขค าศ พท ท ผ ดอย 2 เคร องม อ ได แก 1) เคร องม อ แก ไขช อรายการตรวจท องถ น และ 2) เคร องม อแก ไขหน วยในการ ว ด โดยท ผ ท าการว จ ยได ใช ท ง 2 เคร องม อในการแก ไขข อม ล รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทย และโดยส วนใหญ ของ ค าศ พท ท โปรแกรม RELMA อ านไม เข าใจน นจะเป นรายการตรวจ ท สะกดค าผ ด 4) การจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยก บรห ส มาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ด วย โปรแกรม RELMA โดยท โปรแกรม RELMA จะแสดงข อม ล รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยท ละรายการก บรายการ ตรวจมาตรฐาน LOINC ท ม ความส มพ นธ ก บข อม ลรายการตรวจ 3

16 ท องถ นน นๆ โดยท ผ ท าการว จ ยต องเป นผ เล อกรายการตรวจ มาตรฐาน LOINC ท เหมาะสมก บรายการตรวจท องถ นน นๆ การจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยก บรห ส มาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC สามารถ แยกผลการจ บค ออกเป น 3 ชน ด ได แก 1) หน งรายการตรวจท องถ นไทยจ บค ก บ LOINC ได 1 รห ส (one to one) 2) หน งรายการตรวจท องถ นไทยจ บค ก บ LOINC ได มากกว า 1 รห ส (one to many) 3) รายการตรวจท องถ นไทยไม สามารถจ บค ก บรห ส LOINC ได (Unmapped) [ร ปท 1] 6) การตรวจสอบความถ กต องของผลการจ บค รายการตรวจ ทางเคม คล น กท องถ นไทยก บรห สมาตรฐานสากลทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ข นตอนน จะม น กเทคน ค การแพทย เป นผ ตรวจสอบผลการจ บค และม การแก ไขรายการ ตรวจท จ บค ไม ถ กต อง โดยเล อกรห ส LOINC รห สใหม ท เหมาะสมก บรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นน นๆ ผลการศ กษา ข อม ลรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยจ านวน 744 รายการ แบ งเป น 1) บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น ก จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาล รามาธ บด จ านวน 432 รายการ 2)บ ญช รายการตรวจทางเคม คล น ก จากระบบสารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของ โรงพยาบาลศ ร ราชจ านวน 222 รายการ และ 3) บ ญช รายการตรวจ ทางเคม คล น ก จากระบบสารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย ของโรงพยาบาลจ ฬาลงกรณ จ านวน 90 รายการ ผลของการ รวบรวมข อม ลรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยแสดงใน ตารางท 1 ตารางท 1 แสดงผลของการรวบรวมข อม ลรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น ไทย ร ปท 1 หล กการจ บค รห สท องถ นก บรห ส LOINC [9] 5) การส งออกผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น ก ท องถ นไทยก บรห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย LOINC เน องจากโปรแกรม RELMA ไม ม ระบบรองร บการ จ บค แบบ one to many จ งต องม การน าออกผลการจ บค ไปส โปรแกรม Microsoft Excel เพ อให สามารถจ บค แบบ one to many ได แหล งการเก บข อม ล รายการตรวจท องถ น จ านวน เปอร เซ นต โรงพยาบาลรามาธ บด โรงพยาบาลศ ร ราช โรงพยาบาลจ ฬาลงกรณ รวม ผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาล รามาธ บด ก บรห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย LOINC จะเห นได ว า 96.30% ของรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นสามารถจ บค ก บรห ส LOINC ได โดยท มากกว าคร ง ของรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นท งหมดจ บค ได แบบ One to One ซ งแสดงในตารางท 2 4

17 ตารางท 2 แสดงผลการจ บค ของรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาลรามาธ บด ก บ รห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ล กษณะของการจ บค ผลของการจ บค จ านวน เปอร เซ นต M Unmapped รวม ตารางท 4 แสดงผลการจ บค ของรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาลจ ฬาลงกรณ ก บ รห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ล กษณะของการจ บค ผลของการจ บค จ านวน เปอร เซ นต M Unmapped รวม ผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาลศ ร ราชก บรห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC จะเห นได ว า 88.29% ของรายการตรวจทางเคม คล น ก ท องถ นสามารถจ บค ก บรห ส LOINC ได โดยท มากกว าคร งของ รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นท งหมดจ บค ได แบบ One to One ซ งแสดงในตารางท 3 ตารางท 3 แสดงผลการจ บค ของรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาลศ ร ราชก บรห ส มาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ล กษณะของการจ บค ผลของการจ บค จ านวน เปอร เซ นต M Unmapped รวม ผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น จากระบบ สารสนเทศทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาล จ ฬาลงกรณ ก บรห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย LOINC จะเห นได ว ารายการตรวจทางเคม คล น กท องถ น ท งหมดสามารถจ บค ก บรห ส LOINC ได โดยท ส วนใหญ เป นการ จ บค แบบ One to Many ซ งแสดงในตารางท 4 ผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยก บรห ส มาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC จะเห น ได ว าเก อบ 95% ของรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นสามารถ จ บค ก บรห ส LOINC ได โดยท มากกว าคร งของรายการตรวจทาง เคม คล น กท องถ นท งหมดจ บค ได แบบ One to One ซ งแสดงใน ตารางท 5 ตารางท 5 แสดงผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยก บรห ส มาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย LOINC ล กษณะของการจ บค ผลของการจ บค จ านวน เปอร เซ นต M Unmapped รวม อภ ปรายและสร ปผล LOINC เป นมาตรฐานสากลของการตรวจทางห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย และการตรวจทางคล น กท ม ว ตถ ประสงค เพ อใช ส าหร บระบ รายการตรวจให ได อย างเฉพาะเจาะจง ซ งม การใช อย างแพร หลายและม ความครอบคล มรายการตรวจเก อบท งหมด ในป 2549 AgHa Khan ได ท าการปร บรายการตรวจทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ท องถ นของระบบบร การส ขภาพ 5 แห งในประเทศอ นเด ยให เป นรายการตรวจมาตรฐาน โดยการจ บค รายการตรวจท องถ นก บ LOINC ได ผลว า 81-94% ของรายการ ตรวจท องถ นสามารถจ บค ก บ LOINC ได [10] และในป

18 Martin Dugas ได ศ กษาความครอบคล มของ LOINC ต อรายการ ตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของระบบสารสนเทศทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ของโรงพยาบาลในประเทศเยอรม น พบว า 88% ของชน ดของกล มการตรวจสามารถจ บค ก บ รห สมาตรฐาน LOINC ได [11] และในป 2555 ผ ท าการว จ ยได ท าการศ กษาความครอบคล มของ LOINC ต อรายการตรวจทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ในระบบบร การส ขภาพไทย พบว า มากกว า 80% ของรายการตรวจท องถ นสามารถจ บค ก บ LOINC ได [9] จากท กล าวมาข างต นจะเห นได ว า LOINC เป นมาตรฐานท ใช ระบ รายการตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ท ม ความ ครอบคล มต อรายการตรวจท งหมดท ม ในโลกค อนข างมาก จากผลการจ บค รายการตรวจทางเคม คล น กใน 3 โรงพยาบาล มหาว ทยาล ยขนาดใหญ ในประเทศไทยพบว าเก อบ 95% สามารถ จ บค ก บ LOINC ได โดยท แบ งเป นการจ บค แบบ One to One ประมาณ 55% และ One to Many ประมาณ 40% เม อเท ยบก บการศ กษาคร งก อนพบว าม จ านวนการจ บค แบบ One to One เพ มข นมาก เน องจากข อม ลรายการตรวจท องถ นจาก 3 โรงพยาบาลม ความละเอ ยด (granularity) ของข อม ลค อนข างมาก ได แก ช อรายการตรวจ หน วยในการว ด ชน ดของส งส งตรวจ ว ธ การบ นท กผล (data type) และว ธ การตรวจ ซ งเม อเท ยบก บ 6 แกนหล กของมาตรฐาน LOINC ได แก component, property, timing, system, scale และ method จะเห นได ว าไม พบเพ ยงต วแปร เก ยวก บเวลา จ งเป นผลให ม จ านวนการจ บค แบบ One to One เป น จ านวนมาก อย างไรก ตามรายการตรวจทางเคม คล น กของ โรงพยาบาลจ ฬาลงกรณ ท ม ความละเอ ยดของข อม ลรายการตรวจ น อย ซ งม เพ ยง ช อรายการตรวจ ชน ดของส งส งตรวจ และว ธ การ ตรวจ ก ส งผลให การจ บค แบบ One to Many ม จ านวนมากด วย เช นก น นอกจากน ย งม ป จจ ยเร องชน ดของส งส งตรวจท LOINC ม ความครอบคล มมากกว า ซ งแสดงในตารางท 6 ตารางท 6 ต วอย างแสดงความส มพ นธ ของชน ดส งส งตรวจท องถ นก บชน ดส ง ส งตรวจของ LOINC ชน ดส งส งตรวจท องถ น ชน ดส งส งตรวจของ LOINC Blood Blood arterial Blood capillary Blood cord Blood- Mixed Venous Blood Blood peripheral Blood venous Blood filter paper Plasma Serum Serum/Plasma นอกจากน ชน ดส งส งตรวจอ นๆ (others) น นย งท าให เก ดการจ บค แบบ One to Many เป นจ านวนมาก เน องจากมาตรฐาน LOINC ม ว ตถ ประสงค เพ อให ระบ รายการตรวจได อย างเฉพาะเจาะจง จ งไม ม ชน ดส งส งตรวจอ นๆ (others) จ งท าให จ บค ได ก บท กชน ดส งส ง ตรวจรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยท ไม สามารถจ บค ก บ แบ งได เป น 4 กล มได แก 1) ไม ม รายการตรวจมาตรฐาน LOINC ท เหมาะสมก บ รายการตรวจท องถ น ซ งย งสามารถแบ งได อ กหลายกรณ ได แก 1) รห สรายการตรวจท องถ นท เป นกล มของรายการตรวจย อย (lab profile) ซ งทางโรงพยาบาลได จ ดกล มรายการตรวจไว เพ อความ สะดวกในการใช งานในว ตถ ประสงค เฉพาะของตน โดยท LOINC สามารถจ บค ก บรายการตรวจย อยได แต ไม สามารถจ บค ก บรห ส รายการตรวจรวมได เช น รายการตรวจ OGTT 3 tubes ซ ง ประกอบไปด วยการตรวจ Glucose 1 ช วโมง 2 ช วโมง และตรวจ ท นท ซ งแต ละรายการตรวจย อยสามารถจ บค ก บ LOINC ได แต รายการตรวจท เป นกล มไม สามารถจ บค ได 2) ไม ม รายการตรวจ มาตรฐาน LOINC ส าหร บรายการตรวจท องถ น ซ งเก ดจากรายการ ตรวจท องถ นม การตรวจท ละเอ ยดกว ามาตรฐาน LOINC ต วอย าง ของรายการตรวจท องถ นจ าพวกน ได แก การประเม นฮอร โมน 6

19 Estradiol หล งจากการท าการท าทาย 20 นาท 90 นาท 120 นาท ซ ง LOINC พบเพ ยง 30 นาท 60 นาท และตรวจท นท 2) รายการตรวจท เป นห ตถการ ซ งตามกรอบ ว ตถ ประสงค ของมาตรฐาน LOINC จะไม รวมรายการตรวจท เป น ห ตถการ โดยท ต วอย างของรายการตรวจท เป นห ตถการได แก DNA Extraction, PCR 1 Fragment และ Sequencing with Dye 1 Rxn ซ งเป นรห สท ใช ส งท าห ตถการ 3) การตรวจสารต างๆ ในส งส งตรวจท เป นยา (drug) ได แก การตรวจ Bioanalysis และ การตรวจ Steroid ในยา ซ ง LOINC ไม ม ชน ดส งส งตรวจท เป นยา 4) รห สรายการตรวจท เป นการแสดงความค ดเห น (comment) ซ ง LOINC ม รายการตรวจท ใช แสดงความค ดเห นค อ Services Comment 1 ถ ง Services Comment 80 แต ท งน เม อท าการ จ บค ก ไม สามารถท างานร วมก นก บสถานพยาบาลอ นได เน องจาก ไม ร ว าควรใช Services Comment หมายเลขใด ผ ท าการว จ ยจ งไม ท าการจ บค รายการตรวจท องถ นน ก บ LOINC จากผลการศ กษาความส มพ นธ ระหว างรายการตรวจทางเคม คล น กท องถ นไทยก บรห สมาตรฐานสากลทางห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย LOINC ซ งม เปอร เซ นต ท จ บค ส งเก อบ 95% ของ 3 โรงพยาบาลมหาว ทยาล ยขนาดใหญ ซ งเป นไปได ว าม ความ ครอบคล มรายการตรวจทางเคม คล น กท งหมดของประเทศไทย ท า ให ม ความเป นไปได ว ามาตรฐาน LOINC สามารถน ามาปร บใช ใน ระบบบร การส ขภาพไทยได แต ควรม การศ กษาเพ มเต มส าหร บ รายการตรวจท ไม สามารถจ บค และควรจะม การจ บค รายการตรวจ ทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ในสาขาอ นๆ เพ อตรวจสอบ ความครอบคล มของมาตรฐาน LOINC ส าหร บประโยชน ในการ น าไปปร บใช ในระบบบร การส ขภาพไทย เอกสารอ างอ ง [1] Shortliffe EH. Biomedical Informatics : Computer Applications in Health Care and Biomedicine 3rd ed: Springer Science+Business Media; 2009 [2] Hoyt RE. Medical Informatics practical guide for the healthcare professional. 3rd ed: Lulu.com; 2006 [3] Public Health Data Standards. USA: Minnesota Department of Health; 2006 [updated August 2006; cited 5 December 2011]; Available from: [4] Cormont S, Vandenbussche PY, Buemi A, Delahousse J, Lepage E, Charlet J. Implementation of a platform dedicated to the biomedical analysis terminologies management. AMIA Annu Symp Proc. 2011;2011: [5] Kijsanayotin B, Kasitipradith N, Pannarunothai S. ehealth in Thailand: the current status. Stud Health Technol Inform. 2010;160(Pt 1): [6] บ ญช ย ก จสนาโยธ น, ดาวฤกษ ส นธ วณ ชย. มาตรฐาน LOINC ก บระบบ ข อม ลส ขภาพไทย, ส าน กว จ ยระบบสาธารณส ข, สหพ ฒนไพศาล. นนทบ ร : 2555 [7] Mcdonald C, Huff S, Mercer K, Hernandez JA, Vreeman DJ. Logical Observation Identifiers Names and Codes (LOINC ) Users' Guide: Regenstrief Institute; [8] McDonald CJ, Huff SM, Suico JG, Hill G, Leavelle D, Aller R, et al. LOINC, a universal standard for identifying laboratory observations: a 5-year update. Clin Chem Apr;49(4): [9] Pontongmak W, Kijsanayotina B, editors. Mapping Thai Local Laboratory Codes with LOINC : the preliminary report. Proceedings of the National Conference on Medical Informatics; 2012: Thai Medical Informatics; 2012 [10] Khan AN, Griffith SP, Moore C, Russell D, Rosario AC, Jr., Bertolli J. Standardizing laboratory data by mapping to LOINC. J Am Med Inform Assoc May-Jun;13(3):353-5 [11] Dugas M, Thun S, Frankewitsch T, Heitmann KU. LOINC codes for hospital information systems documents: a case study. J Am Med Inform Assoc May-Jun;16(3):

20 การเช อมต อข อม ลทะเบ ยนมะเร งของโรงพยาบาลไปย งสถาบ นมะเร ง แห งชาต ผ านทาง Web Service Cancer registry submission to National Cancer Institute via Web Service นายสมเก ยรต ไกรส นธ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นพ. ภ ม พ ศ ภ ทรน ธาพร โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร บทค ดย อ -- การบ นท กข อม ลทะเบ ยนมะเร ง (Cancer Registry) เป นงานหน งท ส าค ญของโรงพยาบาลท เป ดให บร การในการร กษาโรคมะเร ง สถาบ นมะเร ง แห งชาต เป นหน วยงานผ ร บผ ดชอบในการทาข อม ลทะเบ ยนมะเร งของประเทศ ไทย และได พ ฒนาระบบการในลงทะเบ ยนมะเร งผ านทางเว บไซต เพ อให ศ นย มะเร งต างๆ ได ทาการลงทะเบ ยนมะเร งไปย งฐานข อม ลในส วนกลาง ข อม ลท จาเป นในการลงทะเบ ยนส วนใหญ ม กจะได ร บการบ นท กไว ในระบบสารสนเทศ ของโรงพยาบาลอย แล ว แต ไม สามารถท จะเช อมต อข อม ลโดยตรงก บสถาบ น มะเร งแห งชาต ได โดยตรง ทาให ต องม ภาระงานเพ มข นส าหร บการลงทะเบ ยน ผ านเว บไซต อ กคร งหน ง ซ งอาจเป นส วนหน งของอ ปสรรคการลงทะเบ ยน มะเร งของประเทศ การสามารถพ ฒนาระบบการเช อมต อข อม ลระหว างระบบ สารสนเทศของโรงพยาบาล ก บฐานข อม ลทะเบ ยนมะเร งของสถาบ นมะเร ง แห งชาต ผ านทาง Web Service สามารถลดภาระงานและเวลาท ใช ลงทะเบ ยน มะเร งลงได อย างม น ยส าค ญ คำส ำค ญ : ทะเบ ยนมะเร ง, กำรส งข อม ล, เวบเซอร ว ส Abstract Cancer registry is one of the most important tasks for all cancer centers. In Thailand, National Cancer Institute (NCI) is responsible for a national cancer registry. NCI has developed a portal website for collecting data but this website cannot connect directly to hospital information system which causes a significant workload to the hospital. Web Service technology can provide a better integration regardless of the hospital information system used. With this technology, the workload and time consumption for cancer registry are significantly decrease. Keywords-cancer registry; connection; submission; webservice; I. บทนา ป จจ บ นโรคมะเร งป ญหาทางสาธารณส ขท สาค ญอย างหน ง ของประเทศ โดยเป นโรคท ม ค าใช จ ายในการร กษาส ง และย งคงเป น สาเหต การตายอ นด บหน งของประเทศไทย ซ งส งผลกระทบต อการ พ ฒนาเศรษฐก จและส งคมของประเทศ ตามข อม ลจาก กระทรวง สาธารณส ข ในป พ.ศ ประเทศไทยม ผ ป วยเส ยช ว ตจาก โรคมะเร งท งหมด 61,082 ราย[1] โดยผ ป วยเหล าน ส วนใหญ ได ร บ การร กษาท ศ นย มะเร งต างๆ รพ.ระด บตต ยภ ม และรพ.มหาว ทยาล ย การบ นท กข อม ลทะเบ ยนมะเร ง (Cancer Registry)[2] ของ โรงพยาบาล หร อหน วยงานท ให บร การการร กษาโรคมะเร ง น บเป น งานท ม ความสาค ญอย างหน ง โดยข อม ลจากการทาทะเบ ยนมะเร งจะ ม ประโยชน ท งในการเป นต วช ว ดค ณภาพในการร กษา และเป น ข อม ลสาหร บการวางแผนการพ ฒนาการให บร การ รวมถ งการวาง แผนการป องก นโรคมะเร ง โดยการทาข อม ลทะเบ ยนมะเร งอาจแบ ง ได เป น ทะเบ ยนมะเร งของโรงพยาบาล (Hospital-based Cancer Registry) และ ทะเบ ยนมะเร งของกล มประชากร (Population-based Cancer Registry) ในประเทศไทย สถาบ นมะเร งแห งชาต เป นหน วยงานหล ก ท ทาหน าท ในการเก บรวบรวมข อม ลทะเบ ยนมะเร ง จากโรงพยาบาล และศ นย มะเร งต างๆ[3],[4] เพ อจ ดทาทะเบ ยนมะเร งของกล ม 8

21 ประชากรไทย ป จจ บ นสถาบ นมะเร งแห งชาต ได พ ฒนาระบบ ลงทะเบ ยนมะเร งผ านทางเว บไซต เพ อให โรงพยาบาลหร อสถาบ นมะเร งต างๆ ได ใช ในการลงทะเบ ยน มะเร ง และสามารถประมวลผลข อม ลทะเบ ยนในระด บโรงพยาบาล ได นอกจากน การลงทะเบ ยนมะเร งผ านทางระบบของสถาบ นมะเร ง แห งชาต ท เป นองค กรกลางในการรวบรวมข อม ลน น จะม ข อด ค อ สามารถท จะม การแบ งป นข อม ลระหว างโรงพยาบาล ท ร วมลงข อม ล ในระบบได ซ งจะทาให ทะเบ ยนมะเร งท งในระด บโรงพยาบาล และ ระด บประชากรน นม ความถ กต องสมบ รณ มากข นได ภาพท 1 แสดงเว บไซต สาหร บการทาทะเบ ยนมะเร งของสถาบ น มะเร งแห งชาต (http://www.thaicancerbase.com) ข อม ลโดยส วนใหญ สาหร บทะเบ ยนมะเร งน น โรงพยาบาล ต างๆ ม กจะม การบ นท กข อม ลในระบบสารสนเทศโรงพยาบาล(HIS) อย แล ว เช น ข อม ลพ นฐานผ ป วย, ผลตรวจทางพยาธ ว ทยา เป นต น แต การลงข อม ลผ านทาง ระบบเว บไซต ของสถาบ นมะเร งแห งชาต น น ไม สามารถท จะเช อมต อก บระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลได ทา ให ต องม การกรอกข อม ลใหม ผ านทางเวบไซต ซ งทาให เก ดภาระงาน ท เพ มข น และซ าซ อนก บงานประจาท ทาอย อ กท งย งม โอกาสท จะ กรอกข อม ลผ ดพลาด หร อไม ครบถ วน จ งทาให เก ดความต องการท จะพ ฒนาระบบทะเบ ยนมะเร ง ท สามารถเร ยกข อม ลจากฐานข อม ล โรงพยาบาล และสามารถเช อมต อก บระบบทะเบ ยนมะเร งของ สถาบ นมะเร งแห งชาต ได โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได เร มเป ดให บร การอย างเป นทางการ เม อป พ.ศ และได ม จานวนผ ป วยเพ มข นเป นลาด บ สาหร บการ ทาทะเบ ยนมะเร งน น ในช วงแรกย งไม ม ระบบการเก บข อม ลทะเบ ยน มะเร งโดยเฉพาะ จ งได เร มโครงการพ ฒนาระบบทะเบ ยนมะเร งในป พ.ศ เพ อให ระบบทะเบ ยนมะเร งของโรงพยาบาล ม ความ เช อมต อก บฐานข อม ลทะเบ ยนมะเร งของสถาบ นมะเร งแห งชาต จ ง ได ร วมม อก บสถาบ นมะเร งแห งชาต ในการพ ฒนาการเช อมต อข อม ล ด วย Web Service ข นมา II. กระบวนการพ ฒนา การพ ฒนาระบบการเช อมต อข อม ลทะเบ ยนมะเร ง ผ านทาง ระบบ Web Service น น โดยความร วมม อระหว างโรงพยาบาลจ ฬา ภรณ ก บสถาบ นมะเร งแห งชาต สามารถแบ งการพ ฒนาได เป น 2 ส วน ค อ ส วนล กข าย(Client) และ ส วนแม ข าย(Server) สาหร บเทคโนโลย ท ใช ในการพ ฒนาส วนล กข าย ได เล อกใช การพ ฒนาเป น Web Form โดยใช ภาษา ASP.NET ทางานบนระบบปฏ บ ต การ Microsoft Windows Server 2008 R2 และ IIS7 ม กรอบการพ ฒนาระบบ ด งต อไปน - ส วนล กข าย(Client) โรงพยาบาลจ ฬาภรณ เป นผ พ ฒนา พ ฒนาระบบเตร ยมข อม ลทะเบ ยนมะเร ง ข อม ลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ข อม ลเพ มเต มในส วนข อม ลท ย งไม สมบ รณ พ ฒนาระบบการอน ม ต ข อม ลโดยแพทย โดยด ง และกรอก พ ฒนา Web Service ในส วน Client เพ อทาการส ง ข อม ลไปย งสถาบ นมะเร งแห งชาต ระบบการออกรายงานเบ องต น - ส วนแม ข าย(Server) สถาบ นมะเร งแห งชาต เป นผ พ ฒนา พ ฒนา Web Service ในส วน Server เพ อทาการร บ ข อม ล, ตรวจสอบความถ กต อง และบ นท กข อม ลลง ฐานข อม ลท ส วนกลาง แจ งความถ กต อง และสถานะการบ นท ก ให ล กข าย 9

22 ตารางท 1 ตารางแสดงข นตอนการพ ฒนาระบบทะเบ ยนมะเร ง ก จกรรม ศ กษาและว เคราะห ความต องการ จ ดทา Flow และออกแบบระบบ ส ปดาห ท พ ฒนาโปรแกรม เร มทดลองใช งาน แก ไขและปร บปร งโปรแกรม ภาพท 2 แสดงแผนผ งการทางานของการบ นท กข อม ลทะเบ ยน มะเร ง โรงพยาบาลจ ฬาภรณ เจ าหน าท ทาการ เตร ยมข อม ล พยาบาลทาการ ตรวจสอบข อม ล เบ องต น ถ กต อง? ใช แพทย ทาการ ตรวจสอบข อม ล ไม ใช แก ไข ตารางท 2 แสดงข อม ลท จาเป นในการทาทะเบ ยนมะเร ง โดยแบ งเป น ข อม ลท ม อย แล วในระบบสารสนเทศโรงพยาบาล หร อต องทาการ กรอกเพ มเต ม ข อม ลท เร ยกใช ได โดยอ ตโนม ต - ช อ - นามสก ล - เลขบ ตรประชาชน - เลขท Passport - ว น/เด อน /พ.ศ.เก ด - เพศ - สถานะสมรส - ส ญชาต - เช อชาต - ศาสนา - ท อย - รห สและช อโรงพยาบาล - HN - ว นท ต ดต อล าส ด - สภาพท เป น อย ล าส ด - ว น/เด อน/พ.ศ.ท เส ยช ว ต - สาเหต การเส ยช ว ต ข อม ลท ต องกรอก หร อตรวจสอบเพ มเต ม - ว น/เด อน/พ.ศ. ว น จฉ ย - อาย ณ.ว นท ว น จฉ ย - ว ธ และสถานท ว น จฉ ย - ข อม ลการตรวจทางพยาธ ว ทยา - ตาแหน งอว ยวะท เป น, คร งท เป น และLaterality - ระยะและการแพร กระจายของโรค - ข อม ลโรงพบาบาลท Refer มาจาก/ไปย ง - ข อม ลว ธ การร กษา ภาพท 3 แสดงระบบทะเบ ยนมะเร งของโรงพยาบาลจ ฬาภรณ ท สามารถเร ยกข อม ลจากฐานข อม ลโรงพยาบาล(ในกรอบเส นปะ) และ จ ดทาทะเบ ยนมะเร งส งไปย งสถาบ นมะเร งแห งชาต ผ านทาง Web Service ถ กต อง? ใช บ นท กและส งไปย ง สถานบ นมะเร งฯ ไม ใช แก ไข 10

23 III. ผลล พธ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ และสถาบ นมะเร งแห งชาต ได พ ฒนาการเช อมต อด วย Web Service ในส วนของแม ข าย และล กข าย โดยเร มการพ ฒนาต งแต เด อนกรกฎาคม พ.ศ แล วเสร จ ประมาณเด อนต ลาคม พ.ศ จากการทดสอบการจ บเวลาท ใช ในการกรอกข อม ลทะเบ ยน มะเร งของผ ป วย จานวน 10 ราย พบว าการกรอกผ านทางเวบไซต ของ สถาบ นมะเร งแห งชาต ใช เวลาเฉล ย นาท ต อราย (ค า SD 1.688) และการกรอกผ านทางโปรแกรมท พ ฒนาใช เวลาเฉล ย นาท ต อ ราย (ค า SD 0.542) โดยโปรแกรมท พ ฒนา สามารถช วยลดเวลาท ใช ในการกรอกข อม ลทะเบ ยนและส งข อม ลไปย งสถาบ นมะเร งแห งชาต ลงได เฉล ย นาท ต อราย (95% CI , p<0.0001) หล งจากการพ ฒนาแล วเสร จ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได ม การ อบรมผ ใช งาน และเร มจ ดทาทะเบ ยนมะเร งอย างเป นระบบ เม อเด อน พฤษภาคม พ.ศ โดยเร มจากการจ ดทาทะเบ ยนมะเร งย อนหล ง ของผ ป วยใหม ท ได มาร บการร กษาต งแต ป พ.ศ จากข อม ลเม อ ว นท 31 กรกฎาคม พ.ศ ได ม จานวนข อม ลผ ป วยท ลงทะเบ ยน แล วท งหมด 1,095 ราย แบ งเป นผ ป วยท มาร บการร กษาในป พ.ศ ท งหมด 672 ราย (ค ดเป นร อยละ ของผ ป วยใหม ในป พ.ศ. 2554), ป พ.ศ 2555 ท งหมด 59 ราย (ค ดเป นร อยละ 4.78 ของผ ป วย ใหม ในป พ.ศ. 2555), ป พ.ศ ท งหมด 364 ราย (ค ดเป นร อยละ ของผ ป วยใหม ในป 2556 (ข อม ลถ งเด อนกรกฎาคม 2556)) ภาพท 4 แสดงแผนผ งการเช อมต อของระบบทะเบ ยนมะเร งผ านทาง Web Service IV. การอภ ปราย ป จจ บ นโรงพยาบาลต างๆ ได ม การนาระบบเทคโนโลย และสารสนเทศมาใช ในโรงพยาบาลมากข น ม การนาระบบ สารสนเทศโรงพยาบาล(HIS) มาใช ในการเก บข อม ลผ ป วย รวมถ ง ข อม ลในการร กษา และให หลายสถาบ นท ให การร กษาโรคมะเร ง ได ม การพ ฒนาระบบข อม ลทะเบ ยนมะเร ง ของแต ละโรงพยาบาลข นมา โดยไม ได ม การเช อมโยงก น ระบบทะเบ ยนมะเร งของสถาบ นมะเร งแห งชาต เป นระบบ ฐานข อม ลมะเร งท สามารถรวบรวมข อม ล จากหลายโรงพยาบาลเข า ด วยก น และสามารถท จะม การแบ งบ นข อม ลระหว างโรงพยาบาลได ทาให เก ดความเช อมโยงก นของข อม ล และทาให ได ข อม ลทะเบ ยน มะเร งท สมบ รณ มากข น แต ระบบทะเบ ยนมะเร งของสถาบ นมะเร ง แห งชาต ไม สามารถท จะเช อมโยงก บระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ได โดยตรง ทาให เก ดภาระงานท เพ มข นอย างมากในการลงทะเบ ยน มะเร ง การพ ฒนาการเช อมต อน จะเป นต วช วยให สามารถเช อมต อ ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ระบบทะเบ ยนมะเร งของโรงพยาบาล และระบบทะเบ ยนมะเร งของสถาบ นมะเร งแห งชาต เข าด วยก นได โดยใช เทคโนโลย Web Service ในการแลกเปล ยนข อม ลก นระหว าง ระบบ เทคโนโลย Web Service[5] เป นเทคโนโลย การแลกเปล ยน ข อม ล ท ออกแบบมาเพ อสน บสน นการแลกเปล ยนข อม ลผ านทาง ระบบเคร อข าย โดยไม ข นก บระบบปฏ บ ต การ, เทคโลโนย ท พ ฒนา โปรแกรม และเทคโนโลย ท ใช ในการเก บข อม ล โดยเทคโนโลย Web Service จะทาการแปลงข อม ลเป น XML จากน นจะทาการ แลกเปล ยนข อม ลผ านทางเทคโนโลย เคร อข าย เช น HTTP เป นต น นอกจากน ย งสามารถร กษาความปลอดภ ยของข อม ลได โดยการ เข ารห สข อม ลของการเช อมต อผ านเทคโนโลย เคร อข ายต างๆ จากการพ ฒนาระบบด งกล าว จะเห นได ว าสามารถลดภาระ งาน และเวลาท ใช ในการบ นท กทะเบ ยนมะเร งได อย างม น ยสาค ญ โดยเวลาเฉล ยท ใช ในการบ นท กข อม ลลดลง นาท ต อราย หร อ ค ดเป น 50.7% ท งน การว ดเวลาเฉล ยท ลดลงด งกล าว เก ดข นจากการ ท สามารถด งข อม ลบางส วนจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาลได โดย อ ตโนม ต ย งไม รวมถ งประโยชน ในแง ของการท สามารถออกแบบ 11

24 โปรแกรม ให สอดคล องก บกระบวนการทางานของโรงพยาบาลได ด วย V. บทสร ป การพ ฒนาระบบการส งข อม ลผ านทางระบบ Web Service ทาให โรงพยาบาลสามารถพ ฒนาระบบทะเบ ยนมะเร ง ท ม ความ เช อมต อก บสถาบ นมะเร งแห งชาต และสามารถลดภาระงานและเวลา ท ใช ลงทะเบ ยนมะเร งลงได อย างม น ยสาค ญ ในอนาคตทางผ พ ฒนา วางแผนท จะนาระบบการจ ดเก บ ข อม ลท เป นสากล เช น HL7 เป นต น มาปร บใช งาน เพ อให ระบบ สามารถแลกเปล ยนข อม ลก บระบบอ นๆ ได เป นสากลมากข น ก ตต กรรมประกาศ การพ ฒนาคร งน จะสาเร จไม ได หากไม ได ร บความร วมม อ เป นอย างด จาก งานทะเบ ยนมะเร ง กล มงานเทคโนโลย สารสนเทศ สถาบ นมะเร งแห งชาต, หน วยการวางแผนร กษาโรคมะเร ง และหน วย เวชระเบ ยน โรงพยาบาลจ ฬาภรณ เอกสารอ างอ ง [1] จานวน และอ ตราตายต อประชากร 100,000 คน จาแนกตามสาเหต ท สาค ญ พ.ศ , สาน กงานปล ดกระทรวงสาธารณส ข กระทรวงสาธารณส ข [2] National Cancer Registrars Association. Cancer Registry Management: Principles & Practice: Kendall/Hunt Publishing Company; [3] Accessed August 28 th,2013. [4] T. Khuhaprema, P. Attasara, H. Sriplung, et al. Cancer in Thailand Vol. VI, , National Cancer Institute, [5] Alonso G. Web Services: Concepts, Architectures and Applications: Springer;

25 การน าระบบสาธารณส ขทางไกลมาใช ในการปร กษาแผนการร กษาโรค ท โรงพยาบาลจ ฬาภรณ Implementation of Tele-Medicine for treatment consultation at Chulabhorn Hospital นายจ กร น เจร ญทร พย โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนก าแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นาย ธนากร อ นธน โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนก าแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นายก องเก ยรต ประสงค ว ฒนา โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนก าแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นายสรณ ฐ ข าศร บ ศย โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนก าแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร บทค ดย อ -- ระบบสาธารณะส ขทางไกล (Tele-medicine) หร อ การแพทย ทางไกลค อ น าเอาความก าวหน าทางด านการส อสาร โทรคมนาคมมาประย กต ใช ก บงานด านการแพทย โดยตรง โดยใช การส งส ญญาณผ านส อโทรคมนาคมอ นท นสม ยโดยแพทย ต นทาง และปลายทางสามารถต ดต อก นได ด วยภาพเคล อนไหวและเส ยง รวมถ งการแลกเปล ยนข อม ลของคนไข ระหว างหน วยงานได เช น ฟ ล มเอกซเรย และส ญญาณเส ยงจากเคร องม อแพทย ทางหน วยงานเทคโนโลย สารสนเทศ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ม งสร างระบบบร การท ม ความเป นเล ศระด บสากล อ นจะเป น ประโยชน ต อประชาชนท วประเทศ ท งในส วนกลาง ส วนในภ ม ภาค และระด บสากล จ งได ท าข อตกลงก บส าน กงานสาธารณส ขจ งหว ด ร อยเอ ด และโรงพยาบาลร อยเอ ด และได ร วมม อก นในก จกรรมต าง ๆ ท ม งเน นป ญหาท ส าค ญ ท งด านการบร การ การว จ ย และการ พ ฒนาบ คลากร แสดงให เห นว า ความร วมม อในการบร การทาง การแพทย ได ช วยให ประชาชนม โอกาสเพ มข นในการเข าถ งบร การท ม ความเป นเฉพาะทาง และการว จ ยท ใช ประชากรเป นฐาน สามารถ สร างองค ความร ใหม เก ยวก บป ญหาโรคมะเร งท พบในชนบท ความร วมม อด งกล าวน จะเป นประโยชน ได มาก และกว างขวางย งข น หากม ระบบการเช อมต อด วยเทคโนโลย สารสนเทศ ซ งช วยให การ ด าเน นการร วมก นม ประส ทธ ภาพย งข น ท งน ต องม สมรรถนะส งเป น พ เศษส าหร บส งข อม ลด จ ตอลขนาดใหญ จากการตรวจพ เศษ ทาง ร งส ว ทยา และทางพยาธ ว ทยา Abstract Telemedicine is the use of telecommunication and information technologies to be directly applied with medical or clinical health care at a distance. These technologies allow the medical information exchanged via electronic communications and transmission of medical imaging such as film x-ray and patients informatics data from one site to another or between working units. The Information Technology (IT) Unit, Chulabhorn Hospital, aims to create a service system of international excellence 13

26 that would be beneficial to Thai populations as a whole in all levels, centrally, regionally and internationally. The hospital has signed an MOU with Public Health Office, Roi-Et Province, and Roi-ET Hospital for several cooperation activities concerning important problems, which include service, research and personnel development. It is obvious that this medical cooperation can increase higher accessibility to various specialty services in Thai general individuals, along with new bodies of knowledge on frequent cancer problems in rural areas from population-based research. To fulfill and accomplish all these plans, an IT integrated system so called Telemedicine needs to be initiated for more effectiveness communication, especially with higher capacity of large-size digital data transmission of special radiology or pathology. I. บทน า ระบบสาธารณะส ขทางไกล ( Tele-medicine) หร อ การแพทย ทางไกลค อการน าเอาระบบ Video conference หร อการ ประช มทางไกลมาใช งานโดยระบบถ กออกแบบมาเพ อให คนหร อ กล มคนซ งอย ก นคนละสถานท สามารถต ดต อก นได ท งภาพและเส ยง โดยผ านทางจอภาพซ งอาจเป นคอมพ วเตอร หร อโทรท ศน ผ ชมท ฝ ง หน งจะเห นภาพของอ กฝ งหน งปรากฏอย บนจอโทรท ศน ของต วเอง และภาพของต วเองก จะไปปรากฏย งโทรท ศน ของฝ งตรงข าม เช นเด ยวก นค ณภาพของภาพและเส ยงท ได จะข นอย ก บความเร วของ ช องทางส อสารท ใช เช อมต อระหว างท งสองฝ งอ ปกรณ ท ต องม ใน ระบบประช มทางไกลน ก ได แก จอโทรท ศน หร อคอมพ วเตอร, ล าโพง, ไมโครโฟน, กล องและอ ปกรณ Codec ซ งเป นต วเข ารห สส ญญาณ ภาพและเส ยงท ได จากกล องและไมโครโฟนส งผ านเส นทางส อสาร ไปย งอ กฝ งหน งรวมถ งถอดรห สส ญญาณท ได ร บมาอ กฝ งให กล บ เป นส ญญาณภาพและเส ยงแสดงบนจอและล าโพงน นเองเส นทาง ส อสารขนาด 384 Kbps ข นไป ก สามารถให ค ณภาพภาพในระด บท ยอมร บได โดยอาจใช ผ านทางเคร อข ายอ นเทอร เน ต ISDN หร อ ATM เป นต น การส อสารในป จจ บ นช วยให การด าเน นช ว ตคนเราม ความ สะดวกสบายมากข นระบบเคร อข ายได ม ความส าค ญก บต วเรามากด ง จะเห นได ว าระบบเคร อข ายให ประโยชน ก บเราในการใช งาน อ นเทอร เน ต (Internet) หร ออ นทราเน ต (Intranet) ภายในองค กร รวมถ งการใช งาน Application ต างๆผ านระบบเคร อข ายสามารถท า ได ง ายในสม ยน เช นการใช งาน Application ผ านระบบเคร อข ายอาจ ถ กส งผ านระบบเคร อข ายท องถ น (Local Area Network)หร อ สามารถส งผ านข อม ลได ในระยะทางไกล (Wide Area Network) ด งน นเม อม ระบบเคร อข ายท สามารถใช งาน Application จ งได ม เทคโนโลย ใหม ๆมารองร บระบบเคร อข ายเสมอเช นเด ยวก บ เทคโนโลย ท เร ยกว าระบบการประช มแบบแสดงภาพและเส ยง (Video Conference System) กล าวค อระบบน สามารถท าการประช ม แบบแสดงภาพและเส ยงได เป นอย างด น นเอง Multipoint Control Unit (MCU) เป นอ ปกรณ ท าหน าท รวบรวม, ประมวลผลและควบค มการประช มท มากกว า 2 การ ประช มข นไปอ ปกรณ ชน ดน ม ท งแบบฮาร ดแวร และซอฟต แวร ซ ง โดยส วนใหญ MCU ท ใช Software base จะท างานบน ระบบปฏ บ ต การว นโดวส NT/2000 Server, Unixและ Linux ได ในป จจ บ นน MCU ท เป นล กษณะ Hardware base จะม ความสามารถส งกว า Software Base เช นค ณภาพของภาพและเส ยง ของ Hardware Base จะด กว ารวมท งความสามารถอ นๆท ม มากกว า เช นสามารถแบ งหน าจอในการท า Conference ได มากกว าและ รองร บ Session ในการท า Conference พร อมๆก นได มากกว าบางคร ง MCU ท เป นล กษณะ Hardware Base สามารถเช อมต อก บเน ตเว ร กได หลายแบบเช นเช อมต อก บระบบ Leased Line, ISDN PRI (ISDN ท ม 30 Channel) เป นต น รายละเอ ยดอ ปกรณ และซอฟต แวร ของ ระบบ Video conference ประกอบด วย 1. อ ปกรณ แสดงผลภาพ แบบ LCD 2. อ ปกรณ Video Conference ( Codec, HD Camera, microphone) 3. อ ปกรณ Multipoint control unit (MCU) 4. เคร องส ารองไฟฟ า (UPS) 5. อ ปกรณ วาง และต ดต งโทรท ศน LCD / LCD Wall Mount 6. โปรแกรมใช งาน Video Conference 7. อ ปกรณ อ นๆ ท ใช ประกอบระบบ 8. ระบบเคร อข าย IP-VPN, Leased Line Internet และระบบ ADSL Internet 14

27 II. กระบวนการพ ฒนา - ข นตอนด าเน นงาน 1. ศ กษาข อม ลระบบ Video Conference 2. ด าเน นการเก บ Requirement 3. จ ดท า Flow การด าเน นการ 4. ก าหนดค ณล กษณะเฉพาะ 5. ด าเน นการจ ดซ ออ ปกรณ ส ปดาห ด าเน นการปร บปร งสถานท 7. ต ดต งอ ปกรณ Video Conference 7. ด าเน นการทดสอบระบบ 8. เร มการใช งาน ร ปท 1 ตารางแสดงข นตอนการด าเน นงานในกระบวนการการพ ฒนาระบบ Video Conference - Diagram Network - ร ปท 2 ร ปภาพแสดง Diagram Network ของระบบ Conference 15

28 โปรแกรมท ใช ในการจ ดการประช มผ านระบบ Multipoint Control Unit (MCU) โปรแกรมสามารถสร างห องประช มได หลายห อง และย งสามารถประช มได ถ ง 12 จ ดพร อมก น ร ปท 3 ร ปภาพแสดงโปรแกรมท สามารถสร างห องประช มได หลายห อง - โปรแกรม Conference ME เป นโปรแกรมท Download ผ าน Link ท ใช ในการสนทนาแบบปลายทางท เข าร วมประช มไม เส ยค าใช จ าย ค ณภาพ ความคมช ด เส ยง จะข นอย ก บอ ปกรณ ท ใช ในการเช อมต อ และส ญญาณอ นเทอร เน ตในแต ละสถานท ด วย ร ปท 4 ร ปภาพ แสดงการเช อมต อระบบ Video Conference 16

29 - บรรยากาศการประช ม Video Conference III. ผลล พธ ร ปท 5 ร ปภาพแสดงบรรยากาศการประช มด วยระบบ Conference ร ปท 6 ตารางแสดงผลสถ ต การใช งานระบบ Video Conference เพ อการร กษา ร ปท 7 ตารางแสดงผลสถ ต การใช งานระบบ Video Conference เพ อการประช มว จ ย 17

30 IV. การอภ ปราย ระบบสาธารณะส ขทางไกล (Tele-medicine) หร อ การแพทย ทางไกลในป จจ บ นม การพ ฒนาอย างล าหน าท งน เพ อให ได ข อม ลต างๆท ท นสม ยรวดเร วและการต ดต อส อสารประเภทหน งท ก าล งได ร บความน ยมก ค อการประช มทางไกล(Video Conference) โดยอาศ ยอ ปกรณ ส อสารสม ยใหม การประช มทางไกลโดยการจ ด อ ปกรณ ให ผ เข าร วมประช มซ งอย คนละสถานท ก นสามารถประช ม แลกเปล ยนความค ดเห นระหว างก นได โดยใช อ ปกรณ ส อสารเราเร ยก การประช มแบบน ว า Teleconference ในกรณ ท การประช มน นม อ ปกรณ ท ท าให เห นภาพและได ย นเส ยงของผ เข าร วมประช มไป พร อมก นด วยเราเร ยก Video Conference ม อ ปกรณ ท ส าค ญค อกล อง ไมโครโฟนและจอร บภาพส าหร บประเทศไทยได ม หน วยงานท ง ภาพร ฐและเอกชนท ให บร การในล กษณะ Video Conference เช น การส อสารแห งประเทศไทยโรงแรมบางแห งและบร ษ ทผ ประกอบ ก จการด านโทรคมนาคมซ งจะท าให บร การประช มทางไกลท งใน ประเทศและระหว างประเทศโดยใช บร การส อสารร วมระบบด จ ตอล หร อ ISDN ซ งเป นเคร อข ายท พ ฒนาข นเพ อให อ ปกรณ ส อสารต างๆ เช นโทรศ พท โทรสารและคอมพ วเตอร ท ท างานก นคนละระบบ สามารถท างานร วมก นได อย างม ประส ทธ ภาพและสะดวกรวดเร วข น การประช มแบบจอภาพ Video Conference ผ านระบบเคร อข ายISDN จ งถ อว าเป นเทคโนโลย ท ท นสม ยสามารถต ดต อส อสารทางไกลก บ อ กซ กโลกหน งในล กษณะม ลต ม เด ยได อย างครบถ วนในเวลาเด ยวจ ง ช วยประหย ดค าใช จ ายและพ ฒนาธ รก จให ร ดหน าได เร วการกระจาย ข อม ลการประย กต ใช งานของระบบเคร อข ายคอมพ วเตอร บร การ แบบโต ตอบในเวลาเด ยวก นบร การแบบโต ตอบในเวลาเด ยวก น (synchronous) คล ายก บบร การแบบถ ายทอดสารสนเทศท ก าหนดให ผ ส อสารต องส งและร บสารในเวลาเด ยวก นอย างไรก ตามตามร ปแบบ ของบร การน การส อสารจะเป นแบบสมมาตร (symmetric)หร อ สามารถโต ตอบก นได (interactive) น นเองจะว าไปแล วการส อสาร แบบน คล ายก บการส อสารด วยการสนทนาในอด ตหากแต ไม ม ข อจ าก ดด านระยะทางเท าน นเราจ งม กพบค าท ช ถ ง "ระยะทางไกล" ในบร การประเภทน เช นการสาธารณส ขว ถ ไกล (telemedicine) การศ กษาว ถ ไกล (remote learning) หร อโทรส มมนา (teleconference)เป นต นในอนาคตบร การแบบน คงจะม ความส าค ญ มากข นเพราะลดข อจ าก ดด านระยะทางได แม จะย งคงม ข อจ าก ดใน ด านเวลาเป นไปได ว าบร การร ปแบบน จะใช มากในกรณ ท การส อสาร ต องการประส ทธ ภาพส งหร ออาจก อให เก ดความเข าใจผ ดหากค ส อสารไม ได ส อสารแบบโต ตอบในเวลาเด ยวก นต วอย างของ เทคโนโลย ท ใช ในบร การน ได แก โทรศ พท แบบมองเห นภาพ (video phone หร อ interactive video) เป นต น ทางเทคโนโลย สารสนเทศมองเห นถ งประโยชน ของระบบ Video Conference น จ งได ด าเน นการศ กษาและด าเน นการต ดต ง ระบบสาธารณะส ขทางไกล (Tele-medicine) หร อ การแพทย ทางไกล เพ อใช ประโยชน ทางด านการแพทย และย งสามารถ ประย กต ไปใช ในเร องทางด านการประช มว จ ย ก บต างประเทศได อ ก ด วย ซ งม ความสะดวกเป นอย างมาก ความสามารถท แตกต างและป ญหา ความสามารถท แตกต างระบบการแพทย ทางไกล และ เทคโนโลย อ นๆ ในป จจ บ นระบบท สามารถใช งานพ ดค ยหร อใช ประช มม อย เป นอย างมากท เป นซอฟต แวร ท งในเคร องคอมพ วเตอร หร อ ในโทรศ พท ม อถ อ อ ปกรณ อ นๆต างๆมากมาย อาท เช น Skype, Facetime, Tango เป นต น ความสามารถในการใช งานในแต ละ โปรแกรมก ม ความหลากหลายตามความสามารถของแต ละ โปรแกรม แต ย งท าได แค การพ ดค ยสนทนาแบบเห นหน า ม ภาพ เส ยง แถมย งสามารถส งข อม ลได แต ก ย งถ กจ าก ดความสามารถของ แต ละโปรแกรมท ใช เช น สามารถใช ได แต ในเคร องคอมพ วเตอร หร อในโทรศ พท ม อถ อเท าน น หร อ จะเป นการส งข อม ลท ถ กจ าก ด เป นต น ซ งต างจากระบบสาธารณส ขทางไกลท หน วยงานเทคโนโลย สารสนเทศ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได จ ดท าข น โดยข อแตกต าง ค อ สามารถส งข อม ลท ม ขนาดใหญ เช น ข อม ลภาพฟ ล มเอ กซเรย ซ งม ขนาดใหญ โดยจ ดท าการเช อมต อจากโรงพยาบาลร อยเอ ดให ส ง ข อม ลเข าระบบ PACS ของโรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได อ ตโนม ต เลย โดยไม ต องน าส งภาพท อย ในร ปแบบซ ด เพ อท จะต องน ามาอ มพอต เข าระบบเหม อนแต ก อน เพ อลดระยะเวลาในการอ านผลภาพได รวดเร ว ซ งจากแต ก อนอาจจะต องใช เวลาในการจ ดส ง 2-3 ว น โดยท จะเหล อแค ระยะเวลาในการส ง 1-2 ช วโมง เป นต น 18

31 V. บทสร ป - อ ปกรณ ระบบ Video Conference ในป จจ บ นย งม ราคาท ส ง ท าให เป นอ ปสรรคในการพ ฒนา เน องจากระบบน เป นการส อสารผ าน อ ปกรณ หร อม ช อเร ยกว า Codec ซ งในป จจ บ นม จ าหน ายหลายย ห อ ราคาจะแตกต างก นออกไปแล วแต ค ณสมบ ต ของแต ละเคร อง ซ ง ราคาในป จจ บ นราคาจะอย ระหว าง 50, ,000 บาท จ งท าให สถานท ปลายทางท เราจะสนทนาด วยไม ม อ ปกรณ ท ม ค ณภาพด หร อ ไม ม อ ปกรณ ในการสนทนา ท าให ในป จจ บ น ทางงานเทคโนโลย สารสนเทศได ท าการต ดต งอ ปกรณ ท เร ยกว า Multipoint Control Unit(MCU) จ งท าให ม ความสะดวกในการสนทนามากย งข น โดยจะ ทางเราจะส ง Link เพ อให ต ดต ง Software Conference เพ อเช อมโยง เข ามาสนทนาได อย างสะดวก โดยปลายทางไม ต องเส ยค าใช จ ายใน การสนทนาเลย - ระบบเคร อข ายอ นเทอร เน ต เป นอ ปสรรคท ส าค ญมากอ กหน งอย าง โดยถ าในสถานท ปลายทางไม ม ส ญญาณไปถ งเลยก จะไม สามารถ สนทนาได - เปร ยบเท ยบข อด ข อเส ย Video Conference ข อด ข อเส ย 1. ประหย ดเวลา ค าใช จ ายในการเด นทางและลดความเส ยงในการ 1. การใช อ ปกรณ ส อสารท ท นสม ยมากเก นไปบางคร งอาจเก ด เด นทางไปร วมประช ม ความบกพร องได เช นภาพและเส ยง อาจเก ดการข ดข อง อ น 2. ท าให การด าเน นงานสะดวก รวดเร ว ท นต อเหต การณ เน องมาจากระบบเคร อข ายข ดข องเป นต น ท าให การจ ดประช ม 3. เป นการส อสารสองทางท สามารถโต ตอบก นได ท นท ไม ต อเน องและความเข าใจระหว างก นอาจไม ถ กต องตรงก น 4. สามารถประช มร วมก นจากหลายๆ ท ในเวลาเด ยวก นพร อมก น 1-2. อ ปกรณ ราคาส ง 4 จ ด 3. การร บ-ส งส ญญาณต องม อ ปกรณ ท พร อมและม ประส ทธ ภาพ 5. สามารถส งภาพว ตถ หร อข อม ล ให แต ละสถานท ได พร อมก น ท ใกล เค ยงก น 6. สามารถน าไปประย กต ใช งานได หลากหลาย เช น ด านการศ กษา การแพทย ฯลฯ ร ปท 8 ตารางแสดงการเปร ยบเท ยบข อด ข อเส ยของระบบ Video Conference Multipoint Control Unit (MCU) ข อด ข อเส ย 1. ประหย ดเวลา ค าใช จ ายในการเด นทางและลดความเส ยงในการ 1. การใช อ ปกรณ ส อสารท ท นสม ยมากเก นไปบางคร งอาจเก ดความ เด นทางไปร วมประช ม บกพร องได เช นภาพและเส ยง อาจเก ดการข ดข อง อ นเน องมาจาก 2. ท าให การด าเน นงานสะดวก รวดเร ว ท นต อเหต การณ ระบบเคร อข ายข ดข องเป นต น ท าให การจ ดประช มไม ต อเน องและ เป นการส อสารสองทางท สามารถโต ตอบก นได ท นท ความเข าใจระหว างก นอาจไม ถ กต องตรงก น 3. สามารถประช มร วมก นจากหลายๆ ท ในเวลาเด ยวก นพร อมก น 2. อ ปกรณ ราคาส งมาก 1-12 จ ด 3. การร บ-ส งส ญญาณต องม อ ปกรณ ท พร อมและม ประส ทธ ภาพท 4. สามารถส งภาพว ตถ หร อข อม ล ให แต ละสถานท ได พร อมก น ใกล เค ยงก น 19

32 5. สามารถน าไปประย กต ใช งานได หลากหลาย เช น ด านการศ กษา การแพทย ฯลฯ 4. การประช มท ใช งาน Software Conference ร วมจะต องม ค ณสมบ ต ทางโปรแกรมท ส ง และอ ปกรณ การเช อมต อ เช น กล อง เส ยงท ม ระบบต ดส ญญาณรบกวน จ งจะท าให การประช มม ประส ทธ ภาพ ร ปท 9 ตารางแสดงการเปร ยบเท ยบข อด ข อเส ยของระบบ Multipoint Control Unit (MCU) การเด นทางเข าร วมประช ม ข อด ข อเส ย 1.ได พบปะ ท กทายก บผ ร วมประช มจร ง สร างความส มพ นธ ก น 1. เส ยเวลาและค าใช จ ายในการเด นทาง 2. ผ ประช มสามารถซ กถามข อสงส ย และขอรายละเอ ยดได ท นท 2. ม ความเส ยงในการเด นทาง 3. ต องรอการน ดเพ อเข าร วมประช ม เน องจากแต ละสถานท เวลาไม ตรงก น 4. การจ ดหาสถานท และอาหาร เคร องด มในการประช มเพ อรองร บ ผ เข าร วมประช ม ร ปท 10 ตารางแสดงการเปร ยบเท ยบข อด ข อเส ยของการเด นทางเข าร วมประช ม ก ตต กรรมประกาศ ในป จจ บ นการระบบสาธารณะส ขทางไกล (TELE-MEDICINE) หร อ การแพทย ทางไกลได น าไปใช หล กๆค อการประช มก บ โรงพยาบาลร อยเอ ดและ โรงพยาบาลพนมไพร ท ใช ในโครงการ โครงการความร วมม อระหว างโรงพยาบาลจ ฬาภรณ และกระทรวง สาธารณส ข เพ อผ ป วยโรคมะเร งเซลล ต บและผ ป วยมะเร งท อน าด และก าล งจะม โครงการใหม ท จะได ใช ระบบน ให เป นประโยชน ค อ โครงการบ าเพ ญพระก ศลค ดกรองมะเร งล าไล ใหญ และทวารหน ก เป นต น และระบบน ย งสามารถน าไปประย กต ใช ในด านการประช ม ว ชาการต างๆในโรงพยาบาลได หร อ เพ อใช ในด านการอบรมการ เร ยนการสอนต างๆได อ กด วย เอกสารอ างอ ง [1] ว ส ทธ วงศ เมธา เทคโนโลย เก ยวก บการท า VIDEO CONFERENCE [ออนไลน ]. เข าถ งจาก : [2] นางสาวอาร ย ญา โพธ กระส งข ท าไมต องใช VIDEO CONFERENCE [ออนไลน ]. เข าถ งจาก : [3] CISCO TELEPRESENCE: IN-PERSON EXPERIENCES FOR ALL [ออนไลน ]. เข าถ งจาก : [4] POLYCOM HD VIDEO CONFERENCING & TELEPRESENCE SYSTEMS [ออนไลน ]. เข าถ งจาก : [5] WIKIPEDIA VIDEOCONFERENCING [ออนไลน ]. เข าถ งจาก : 20

33 การประเม นระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พของประเทศไทย Rapid Assessment of National Civil Registration and Vital Statistics Systems: A case study of Thailand คเณศ ส มพ ทธานนท ศ.ม. ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย บ ญช ย ก จสนาโยธ น พบ., PhD. ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย เพ ยงหท ย อ นก น M.S. ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต บทค ดย อ สถ ต ช พ (Vital Statistics) เป นด ชน ช ว ดส าค ญในการต ดตามความส าเร จของ เป าหมายทางด านสาธารณส ข สถ ต ช พท ม ความถ กต อง เช อถ อได ช วยให ประเทศต ดตามความก าวหน าในการพ ฒนาด านส ขภาพ โดยการม ระบบ ทะเบ ยนราษฎร (Civil Registration) ท ม ประส ทธ ภาพจะเป นแหล งข อม ลท ส าค ญส าหร บจ ดท าสถ ต ช พของประเทศส าหร บการลดป ญหาส ขภาพและรองร บ การวางรากฐานระบบสาธารณส ขให ม การใช ทร พยากรอย างเหมาะสมในระยะ ยาว การประเม นระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พเบ องต นโดยตามแนว ทางการประเม นขององค การอนาม ยโลก (WHO) เพ อจ ดท าข อเสนอเช งนโยบาย ในการพ ฒนาระบบโดยผ านการประช มหาร อแลกเปล ยนความค ดเห น ผ แทน ขององค กรท ร บผ ดชอบหล ก ได แก ส าน กนโยบายและย ทธศาสตร กระทรวง สาธารณส ข, ส าน กบร หารการทะเบ ยน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, ส าน กงานพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต และความค ดเห นเพ มเต มจาก หน วยปฏ บ ต และหน วยงานว ชาการท เก ยวข องในประเทศ ผลการประเม น เบ องต นพบว า ประเทศไทย ม คะแนนเฉล ยค ดเป นร อยละ ซ งตกอย ในช วง Satisfactory หร อ ม ระบบท ท างานได เป นท น าพอใจ ซ งจะต องม การพ ฒนา เฉพาะบางเร องในบางประเด นท ม คะแนนต าส ด น นค อการปร บปร งสาเหต การตายท ให สาเหต ด วยตายแบบไม ทราบสาเหต ส วนระบบอ นๆ ควรพ ฒนาให ม มาตรฐานและความต อเน องต อไป ค าส าค ญ ระบบทะเบ ยนราษฎร; สถ ต ช พ; Rapid Assessment บทน า ระบบทะเบ ยนราษฎรเป นระบบทะเบ ยนท บ นท กข อม ลเหต การณ ส าค ญระด บบ คคลของประชากร (vital event) การเก ด (Live birth) การตาย (Death), ทารกตาย (Fetal death) สถานภาพการสมรส (Marriage status)การหย าร าง (Divorce) และทะเบ ยนอ นๆท กฎหมายก าหนด ซ งถ อได ว าเป นแหล งข อม ลส าค ญส าหร บการ พ ฒนาและวางแผนของประเทศ ในทางด านสาธารณส ขพบว าระบบ ทะเบ ยนราษฎรม ความส มพ นธ และเช อมโยงโดยน าข อม ลจาก ทะเบ ยนมาช วยหาข อม ลแสดงเก ดและการตาย เพ อประมวลผลเหต กาณ ต างๆ ในป จจ บ นพบว าระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พของ ประเทศก าล งพ ฒนาหลายๆ ประเทศ ม กจะย งไม ม ระบบทะเบ ยน ราษฎรและสถ ต ช พ หร อถ าม ก ม กจะย งไม ด พอ ส งผลให ม ข อม ลสถ ต ท ส าค ญเก ยวก บประชากร ภาวะเจร ญพ นธ และ การตาย ท ไม สมบ รณ ท งในแง ของความต อเน องของการเก บบ นท กทะเบ ยน และ ความครอบคล มประชากรส วนใหญ ของประเทศ ว ว ฒนาการของประเทศไทย ของระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พ ระบบทะเบ ยนราษฎรของประเทศไทยม ว ว ฒนาการมาอย าง ต อเน องน บต งแต การก อต งเม อศตวรรษท ผ านมา ในช วงสาม ทศวรรษท ผ านมา ระบบทะเบ ยนราษฎร ได พ ฒนาจากการเก บบ นท ก ลงกระดาษ มาส ระบบการจ ดเก บเข าระบบคอมพ วเตอร ผ าน อ นเตอร เน ต 21

34 ช วงก อนป พ.ศ เจ าหน าท กระทรวงสาธารณส ขรวบรวมสถ ต การเก ด / ตายจาก ร ปแบบกระดาษ จากอ าเภอ เทศบาล กระทรวงมหาดไทยของ ท องถ น กระบวนการตรวจสอบและค ดแยกข อม ลการเก ด / ตาย ระหว าง รายงานจากส าน กงานสาธารณส ขจ งหว ด และ จากระบบ ทะเบ ยนราษฎร จากส าน กบร หารการทะบ ยน กระทรวงมหาดไทย การออกรายงานสถ ต ช พ โดยกระทรวงสาธารณส ขม ความล าช า 2 3 ป เพราะการท างานท ใช แรงงานของเจ าหน าท ในการแปลง ข อม ลการ บรองการเก ด/ตาย เข าส ระบบสถ ต ช พ ส าน กบร หารการทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทย องค การปกครองส วนท องถ น กระทรวงมหาดไทย ร ปท 1 ระบบการส งข อม ลและออกรายงานสถ ต ช พช วงก อนป พ.ศ ช วงหล งป พ.ศ ในการปร บปร งกระบวนการท างานเก ยวก บการออกรายงาน สถ ต ช พ โดย กระทรวงสาธารณส ขได ลงนามในข อตกลงก บ กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย เพ อส งเสร มการใช ประโยชน จากข อม ลระบบทะเบ ยนราษฎรเพ อจะลดความ ซ าซ อนของข อม ลการเก ดและการตาย ม การโอน ข อม ลการเก ด การตาย รายบ คคล จากระบบทะเบ ยน ราษฎร เข าส ฐานข อม ลของกระทรวงสาธารณส ข เป นประจ าท ก เด อนเพ อให เจ าหน าท ามาว เคราะห ต อไป กระทรวงสาธารณส ขบ นท กเป นรห สสาเหต การตามระบบ ICD-10 และรายงานผลเพ อการวางแผนด านส ขภาพและ นโยบายในแต ละระด บต อไป ส าน กบร หารการทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทย ส งข อม ลการเก ดและข อม ลการ ตายนอกโรงพยาบาล ส งข อม ลการเก ดและข อม ลการตายนอก โรงพยาบาลระด บท องถ น กระทรวงสาธารณส ข ส งข อม ลท งจ งหว ด ส าน กงานสาธารณส ขจ งหว ด กระทรวงสาธารณส ข ออกรายงานสถ ตช พ ส งข อม ลการตาย โรงพยาบาล ออกรายงานสถ ตช พ ข อม ลบร การทางการแพทย เพ อการขอเบ กชดเชยค าบร การ ทางการแพทย ส าหร บกองท นประก นส ขภาพของภาคร ฐ ม ส วน ช วยในการใช ย นย นตรวจสอบข อม ลการตาย โดยม ท าข อตกลง ความร วมม อร วมก น ระหว างหน วยงานส ขภาพ เช น กระทรวง สาธารณส ขส าน กงานหล กประก นส ขภาพ ก บส าน กบร หารการ ทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทยในการส งข อม ลการตายเพ อท าให ตรวจสอบสถานนะการตายได อย างรวดเร ว ซ งสามารถน ามา ออกรายงานและประมวลผลได อย างรวดเร ว ส าน กบร หารการทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณส ข ส งข อม ลด วยการตายด วยระบบออนไลน ส าน กงานหล กประก นส ขภาพ ร ปท 3 ระบบการส งข อม ลการตายด วยระบบออนไลน ออกรายงาน ระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พของประเทศไทยม การ พ ฒนาและม ความเช อมโยงข อม ล ด งน นเม อระบบลงทะเบ ยน การบ นท กและการแลกเปล ยนข อม ล การใช ประโยชน ของข อม ลม ประส ทธ ภาพท ด จะสามารถน ามาจ ดรายงานสถ ต ช พได อย างแม นย า ซ งม ความสอดคล องก บองค การอนาม ยโลก (WHO) ส าหร บการ พ ฒนาข อม ลการเก ดและการตายโดยก าหนดข นตอนในการปร บปร ง ระบบจะต องม การทบทวนสถานะของระบบป จจ บ นเพ อระบ ส วน งานท จ าเป นต องปร บปร งรวมท งการจ ดล าด บความส าค ญแผนปฏ บ ต งานท เก ยวข อง โดยใช แบบประเม นร วมพ ฒนาข นระหว างองค การ อนาม ยโลกและมหาว ทยาล ย คว นส แลนด (UQ) เพ อสร างความ เข าใจก บประเทศต าง ๆ เก ยวก บการประเม นว าระบบทะเบ ยนราษฎร ของประเทศน นด เพ ยงพอจนสามารถผล ตระบบสถ ต ช พท ม ประโยชน ได อย างไร ซ งเป นท ม ของการศ กษาคร งน เพ อท จะทราบ สถานะระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ตช พของประเทศไทยโดยอาศ ย เคร องม อด งกล าว และน าผลการประเม นน าไปส การพ ฒนาระบบท เก ยวข องพร อมจ ดท าข อเสนอเช งนโยบายต อไป 22 ส งข อม ลด วยระบบข อม ล อ เล กทรอน กส ส งข อม ลกล บย ง ส าน กงานสาธารณส ขจ งหว ด ส งข อม ลการตายผ านระบบออนไลน โรงพยาบาล ร ปท 2 ระบบการส งข อม ลและออกรายงานสถ ต ช พช วงหล งป พ.ศ. 2539

35 ว ธ การศ กษา ระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พเป นระบบท ม ความเก ยวข อง ก บหลายหน วยงาน เน องจากประเทศไทยม การแบ งภารก จในการ ร บผ ดชอบ โดยท ระบบทะเบ ยนราษฎรอย ภายใต การด แลของ ส าน ก บร หารการทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทย และสถ ต ช พอย ภายใต การ ด แลของกระทรวงสาธารณส ข แต ม การท าข อตกลงความร วมม อ ร วมก นเพ อในการส งต อข อม ลบางส วนเพ อน ามาประมวลผลและ ออกรายงานสถ ต ช พ โดยการศ กษาคร งน เพ อประเม นระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พของประเทศไทยตามแนวทางการประเม นขององค การอนาม ย โลก (WHO) เพ อน าไปส การหาแนวทางหร อข อเสนอส าหร บการ พ ฒนาของประเทศไทย โดยการใช เคร องม อการประเม นระบบ ทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พเบ องต น (Rapid Assessment) ท พ ฒนา โดยองค การอนาม ยโลกร วมก บมหาว ทยาล ย คว นแลนด ประเทศ ออสเตรเล ย ประกอบด วยข อค าถาม 25 ข อ เก ยวก บการท างานของ ระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พของประเทศ ซ งสามารถจ ดกล มได 11 หมวดหล ก หมวดท 1 : กฎหมายและระเบ ยบส าหร บระบบทะเบ ยนราษฎรและ สถ ต ช พ (ข อ 1-3) หมวดท 2 : ทร พยากรและโครงสร างพ นฐานส าหร บระบบการ ลงทะเบ ยน (ข อ 4-6) หมวดท 3 : องค กร หน าท และการท างานของระบบสถ ต ช พ (ข อ 7-8) หมวดท 4 : ความครอบคล มของการลงทะเบ ยนการเก ดและการตาย (ข อ 9-10) หมวดท 5 : การเก บรวบรวมข อม ลและการถ ายทอดข อม ล (ข อ 11-12) หมวดท 6 : การให รห สโรคท สอดคล องก บมาตรฐานของรห ส ICD และการออกใบร บรองการตายท งภายในและภายนอกโรงพยาบาล (ข อ 13-14) หมวดท 7 : กระบวนการท างานท ม ผลกระทบต อค ณภาพข อม ล สาเหต การตาย (ข อ 15-16) หมวดท 8 : การปฏ บ ต ในการให รห ส ICD (ข อ 17) หมวดท 9 : การจ ดอบรมและค ณสมบ ต ของผ ให รห สโรครวมท ง ค ณภาพของการให รห ส (ข อ18-19) หมวดท 10 : การตรวจสอบค ณภาพและความน าเช อถ อของข อม ล (ข อ 20-21) หมวดท 11 : การเข าถ งข อม ล การใช และการเผยแพร ข อม ล (ข อ 22-25) ข นตอนและว ธ การประเม น 1) ระดมความค ดเห นจากผ ท เก ยวข องก บระบบทะเบ ยน ราษฎรและสถ ต ช พประช มให ความค ดเห น โดยเช ญผ เช ยวชาญ เจ าหน าท ท เก ยวข อง ประกอบด วย ส าน กบร หารการทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทย จ านวน 3 คน, ส าน กนโยบายและย ทธศาสตร กระทรวงสาธารณส ข จ านวน 2 คน, ส าน กงานสถ ต แห งชาต จ านวน 2 คน,ส าน กงานพ ฒนานโยบายส ภาพระหว างประเทศ จ านวน 1 คน, สถาบ นประชากรศาสตร มหาว ทยาล ยมห ดล จ านวน 2 คน, ส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาเศรษฐก จและส งคม แห งชาต จ านวน 2 คน, ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต จ านวน 1 คน และ ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย สถาบ นว จ ยระบบสาธารณส ข จ านวน 2 คน โดยว ธ การประเม นจะ ถามค าถามท ละข อค าถามในท ประช มและให ผ เข าร วมประช มท ก คนร วมให ความค ดเห นในแต ละข อพร อมก น จากน นฝ ายเลขาจะ สร ปความค ดเห นท งหมดและสร ปค าตอบในแต ละข อ ซ งได จ ดการประช ม 3 คร งเพ อมาทบทวนอ กคร งให ม ความช ดเจน ย นย นในค าตอบเพ อสร ปคะแนนของประเทศไทย ท สอดคล องก บ ระบบของประเทศไทยมากท ส ดโดยแต ละข อม ต วเล อกท งหมด 4 ข อและแต ละข อม ระด บคะแนน 4 ระด บด งน ค อ ระด บ A คะแนน 3, ระด บ B คะแนน 2, ระด บ C คะแนน 1 และ ระด บ D คะแนน 2) รวมผลของคะแนนในแต ละข อเพ อจ ดระด บตามข อเสนอ การจ ดระด บคะแนนและแนวทางการปฏ บ ต ท จ าเป นด งน ค อ 1. คะแนนน อยกว า <34% ค อม ความจ าเป นต องพ ฒนา ระบบอย างย งย นในท กหมวด % หลาย ๆ ส วนย งท างานได ไม ด พอ และย งม อย หลายประเด นท ต องได ร บความสนใจ % ม ระบบงานท ท างานได แต ย งม บางส วนท อาจจะย งท างานได ไม ด และต องได ร บความสนใจ และควรจะม การประเม นเช งล ก เพ อระบ จ ดอ อน เฉพาะของระบบ 23

36 % ค อระบบสามารถท าได ด แต ก อาจจะม บางส วนเท าน นท ควรได ร บการปร บปร งอ กเพ ยง เล กน อย 5. จ ดเวท ประช มร บฟ งความค ดเห นจากการผลการ ประเม นของน กว ชาการท เก ยวข องให ความเห น ต วแทน และเช ญผ เช ยวชาญในสาขาต างๆ มาร วมว พากย ในผลการประเม นและให ข อเสนอแนะ ประกอบด วยต วแทนจาก ทางด านส งคมจาก หน วยงานต างๆ เช น กระทรวงสาธารณส ข, ส าน ก ทะเบ ยน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, สถาบ นว จ ยเพ อการพ ฒนาประเทศไทย (ท ด อาร ไอ), สถาบ นประชากรศาสตร มหาว ทยาล ยมห ดล, United Nation Economics and Social Commission for Asia and the Pacific, ส าน กงานพ ฒนานโยบายส ภาพ ระหว างประเทศ, ส าน กงานสถ ต แห งชาต, ส าน กงาน หล กประก นส ขภาพแห งชาต และหน วยงานต างๆ ท เก ยวข อง จ านวน 50 คน 6. สร ปข อค ดเห นต างๆ และจ ดท าเป นข อเสนอนโยบาย ต อไป ผลการศ กษา ข อค าถาม ความค ดเห น ระด บคะแนน หมวดท 1 กฎหมายและระเบ ยบส าหร บระบบทะเบ ยนราษฎร 2.67 และสถ ต ช พ (ข อ 1 3) 1. ม การบ งค บใช กฎหมาย A. ม การบ งค บใช กฎหมาย ส าหร บการจดทะเบ ยนการ อย างช ดเจน โดยเร มต นจาก 3 เก ดและการตายในประเทศ การบ งค บให ม การ หร อไม ลงทะเบ ยนเก ด และตาย 2. ม กฎข อบ งค บก าหนดให สถานพยาบาลต องรายงาน ข อม ลการเก ด การตาย ใน ระยะเวลาท ก าหนดหร อไม 3. ม กฎหมายท ก าหนดให ต อง ระบ สาเหต การตายในการ ร บรองการตายหร อไม และม การก าหนดผ ท สามารถร บรอง สาเหต การตายหร อไม? A. ม กฎข อบ งค บ ก าหนดให รายการข อม ล ทางการแพทย (จากสถาน พยาลบาลภาคร ฐ/เอกชน หล กประก นส งคม อ นๆ) รายงานเหต การณ เหล าน ให ระบบสถ ต ช พในเวลาท ก าหนดไว B. ต องม การระบ สาเหต การ ตายในใบร บรองการตาย แต กฎหมายไม ได ระบ ว า ต องเป นแพทย เท าน นท สามารถให การร บรอง 3 2 ข อค าถาม ความค ดเห น ระด บคะแนน สาเหต การตาย หมวดท 2 ทร พยากรและโครงสร างพ นฐานระบบการ ลงทะเบ ยน (ข อ 4-6) 4. ประเทศม จ ดท ให บร การ A. ม เพ ยงพอส าหร บการจด งานทะเบ ยนราษฎรและม ทะเบ ยนการเก ดและตาย จ านวนเจ าหน าท ทะเบ ยน ท เพ ยงพอและครอบคล มท ว ประเทศหร อไม? 5. ส าน กงานทะเบ ยนราษฎรม จ านวนอ ปกรณ ส าน กงาน (เช น แบบฟอร ม, โทรศ พท, เคร องถ ายเอกสาร, คอมพ วเตอร และอ ปกรณ ด าน IT อ นๆ) ท เพ ยงพอส าหร บ การท างานหร อไม? 6. นายทะเบ ยนได ร บการ ฝ กอบรมตามหน าท เพ อปฏ บ ต หน าท หร อไม? A. ม ความครบถ วนท งว สด และอ ปกรณ ท จ าเป นท ก อย าง และม อย างเพ ยงพอ 3.00 A. นายทะเบ ยนได ร บการ ฝ กอบรมท เพ ยงพอ 3 หมวดท 3 องค กร หน าท และการท างานของระบบสถ ต ช พ (ข อ 7-8) หน วยงานของร ฐ (เช น กระทรวงสาธารณส ข ส าน ก บร หารการทะเบ ยน ส าน กงานสถ ต แห งชาต และ หน วยงานท เก ยวข อง) ท ม ส วนในระบบทะเบ ยนราษฎร และสถ ต ช พ ม การประสาน การท างานร วมก นได ด เพ ยงใด? B. ไม ม คณะกรรมการท เป น ทางการ แต หน วยงานท เก ยวข องม การประช มก น อย างสม าเสมอเพ อแก ไข ป ญหาการท างานร วมก น 2 8. ระบบสถ ต ช พสามารถผล ต รายงานเป นรายป ท งรายงาน ภาพรวมในระด บประเทศและ จ าแนกรายพ นท ได หร อไม? A. ม การรายงานสถ ต การ เก ด ตาย และสาเหต การตาย แยกตามเพศและอาย ท งใน ระด บประเทศและระด บ ท องถ นเป นประจ าท กป หมวดท 4 : ความครอบคล มของการลงทะเบ ยนการเก ดและ การตาย (ข อ 9-10)

37 ข อค าถาม ความค ดเห น ระด บคะแนน 9. จากการประเม นคร งล าส ด การลงทะเบ ยนการเก ดของ ประเทศม ความสมบ รณ มาก น อยเพ ยงใด? 10. จากการประเม นคร งล าส ด การลงทะเบ ยนการตาย ของ ประเทศม ความสมบ รณ มาก น อยเพ ยงใด? A. ในรอบ 10 ป ท ผ านมา ม การประเม น และผลการ ประเม นความสมบ รณ ใน การลงทะเบ ยนการเก ดส ง กว าหร อเท าก บ 90% (ระบ ช วงเวลา ว ธ การประเม น และหน วยงานท ท าการ ประเม น) A. ในรอบ 10 ป ท ผ านมา ม การประเม น และผล การประเม นความ สมบ รณ ในการ ลงทะเบ ยนการตายส ง กว าหร อเท าก บ 90% (ระบ ช วงเวลา ว ธ การ ประเม น และหน วยงาน ท ท าการประเม น) หมวดท 5 : การเก บรวบรวมข อม ลและการถ ายทอดข อม ล (ข อ 11-12) 11. ม การส งข อม ลการเก ดและ A. ข อม ลท งหมด การตายจากหน วยทะเบ ยนใน แลกเปล ยนทาง พ นท ส วนภ ม ภาคไปย ง อ เล กทรอน กส จาก ส าน กงานส วนกลางอย างไร ส าน กงานส วนท องถ นและ ส วนภ ม ภาคไปย งส าน กงาน ส วนกลาง 12. กระบวนการอะไรท ท าให ม นใจว าหน วยงานทะเบ ยนใน พ นท ส วนภ ม ภาคม การส ง ข อม ลไปย งส าน กงาน ส วนกลางภายในเวลาท ก าหนด A. ม ข อตกลงเป น ตารางเวลาในการรายงาน ข อม ลไปย งส าน กงาน ส วนกลางและโดยก าหนด ช วงเวลาท ช ดเจนและม การ ต ดตามความท นเวลาการส ง ข อม ลอย างเข มข นและอย าง ใกล ช ด (ม น อยคร งมากท ส วนกลางต องเต อนให ส ง ข อม ลให ท นเวลา) Iหมวดท 6 : การให รห สโรคท สอดคล องก บมาตรฐานของ รห ส ICD และการออกใบร บรองการตายท งภายในและ ภายนอกโรงพยาบาล (ข อ 13-14) ข อค าถาม ความค ดเห น ระด บคะแนน 13. ประเทศม การใช แบบฟอร มท เป น มาตรฐานสากล ในการ รายงานสาเหต การตายทางการ แพทย หร อไม 14. กรณ ท ไม สามารถระบ สาเหต การตายทางการแพทย ได ม การใช เคร องม อในการ สอบสวนสาเหต การตายด วย การส มภาษณ (Verbal autopsy) เพ อบอกสาเหต การ ตายเป นประจ าหร อไม? B. ม การใช แบบฟอร มน เม อ เก ดการตายภายใน โรงพยาบาล แต ไม ได ใช ส าหร บการตายนอก โรงพยาบาล B. เร มม การใช เคร องม อ (ข อค าถาม,)Verbal autopsy ท ได มาตรฐานสากล แต ย ง ไม ได ใช อย างแพร หลาย หมวดท 7 : กระบวนการท างานท ม ผลกระทบต อค ณภาพ ข อม ลสาเหต การตาย (ข อ 15-16) 15. ม การฝ กอบรมการระบ สาเหต การตายส าหร บแพทย หร อไม อย างไร 16. ส ดส วนของการสาเหต ของการตายท ระบ ว า ไม ทราบสาเหต ของการตาย ตามท ระบ ไว ในค ม อบทท 18 ของ ICD-101 (Ill-defined and unknown causes of mortality as defined in Chapter XVIII of ICD-101) ค ดเป นร อยละเท าใดใน ประเทศของท าน? B. ไม ม ว ชาเก ยวก บ ICD และว ธ การระบ สาเหต การ ตายท ถ กต องในหล กส ตร โรงเร ยนแพทย แต น กเร ยน แพทย ท งหมดได เร ยนร เก ยวก บ ICD และว ธ การ ระบ สาเหต การตายท ถ กต อง ในช วงฝ กงาน(internship) C % หมวดท 8 : การปฏ บ ต ในการให รห ส ICD (ข อ 17) 17. ม ค ม อการให สาเหต ของ การตายตามรห ส ICD ท พ ฒนาเป นภาษาของท าน (ภาษาไทย) หร อไม A. การให รห ส ICD ใช หน งส อค ม อ ICD ท เป น ภาษาประจ าชาต (ไทย) หร อ หน งส อค ม อ ICD ฉบ บ สากลขององค การอนาม ย โลก

38 ข อค าถาม ความค ดเห น ระด บคะแนน หมวดท 9 : การจ ดอบรมและค ณสมบ ต ของผ ให รห สโรค รวมท งค ณภาพของการให รห ส (ข อ18-19) ค ณสมบ ต ของผ ให รห ส สาเหต การตาย ท สอดคล อง ก บหล กการตามมาตรฐาน รห ส ICD ม อะไรบ าง? A. ผ ให รห สจะต องผ านการ ทดสอบอย างเป นทางการ ภายหล งจากการอบรมการ ให รห สภาคบ งค บท เข มข น และอาจได ร บการอบรม รห ส ICD ในหล กส ตร เพ มเต มอ นๆ ม ระบบประก นค ณภาพ ส าหร บตรวจสอบค ณภาพให รห สสาเหต การตายหร อไม? B. ม กระบวนการการ ตรวจสอบค ณภาพการให รห สในระด บประเทศ โดย การส มต วอย างการร บรอง การตายมาตรวจสอบ หมวดท 10 : การตรวจสอบค ณภาพและความน าเช อถ อของ ข อม ล (ข อ 20-21) 20. ม การตรวจสอบความ B. ม การตรวจสอบความ สอดคล องและความน าเช อถ อ สอดคล องภาวะเจร ญพ นธ ของข อม ลภาวะการเจร ญพ นธ และการตายในสถ ต ช พเป น และข อม ลการตายก อนการ ประจ า โดยการเปร ยบเท ยบ เผยแพร ข อม ลอย างไร? อ ตราภาวะเจร ญพ นธ และ การตายในช วงเวลาต างๆ 21. ม การตรวจสอบความ สอดคล องและความน าเช อถ อ ของข อม ลการตายและสาเหต การตายอย างไร? B. ม การตรวจสอบร ปแบบ แนวโน มสาเหต การตายเป น ประจ าต อเน อง เพ อให แน ใจว า กล มโรค และ ร ปแบบแนวโน มการตาย ของแต ละป ไม ได ผ นผวน จากป ท ผ านมา และถ าข อม ล แสดงถ งความเบ ยงเบนก สามารถอธ บายความผ น แปรน นได หมวดท 11 : การเข าถ งข อม ล การใช และการเผยแพร ข อม ล (ข อ 22-25) 22. ประเทศม รายงานประจ าป A. ม การเผยแพร ข อม ล ท เผยแพร ข อม ลการเก ด ท ม รายงานประจ าป การเก ดเป น การน าเสนอรายละเอ ยด ประจ า โดยจ าแนกตาม เพศ จ าแนกตาม เพศ อาย พ นท อาย พ นท หร อเขตการ หร อเขตการปกครอง หร อไม? ปกครอง (โปรดระบ ช อ รายงาน พร อมท ง เว บไซด ท สามารถเข าถ งข อม ลและ รายงานน ได ) ข อค าถาม ความค ดเห น ระด บคะแนน 23. ประเทศม รายงานประจ าป ท เผยแพร ข อม ลการตาย ท ม การน าเสนอรายละเอ ยด จ าแนกตาม เพศ อาย พ นท หร อเขตการปกครอง หร อไม? 24. ม ความล าช าของการออก รายงานสถ ต ช พของประเทศ เก ยวก บสาเหต การตาย ท จ าแนกตามเพศและอาย เพ อ เผยแพร ต อสาธารณชน เม อ เปร ยบเท ยบก บป ป จจ บ น? 25.ข อม ลสถ ต ถ กน าไปใช ใน ประกอบการก าหนดนโยบาย และการก าหนดว ตถ ประสงค ของแผนงานต างๆอย างไร? A. ม การเผยแพร ข อม ล รายงานประจ าป การตาย เป นประจ า โดยจ าแนกตาม เพศ อาย พ นท หร อเขตการ ปกครอง (โปรดระบ ช อ รายงาน พร อมท ง เว บไซด ท สามารถเข าถ งข อม ลและ รายงานน ได ) A. น อยกว า 2 ป A. ข อม ล การเก ด การตาย และสาเหต การตาย ได ถ ก น าไปใช ในการวางแผนการ พ ฒนาเศรษฐก จและส งคม และต ดตามสภาวะส ขภาพ ของประชากร อย าง กว างขวาง รวมถ งม การใช ข อม ลสาเหต การตาย ส าหร บการวางแผนงาน ด านสาธารณส ข คะแนนรวม: 63 คะแนนเฉล ย: 2.60 คะแนนการประเม น (%): ภาพรวมของระบบ CRVS ของประเทศไทย ม คะแนนเฉล ย ค ดเป นร อยละ ซ งตกอย ในช วง Satisfactory หร อ ม ระบบท ท างานได เป นท น าพอใจ ซ งองค การอนาม ยโลก ได ระบ แนวทาง ปฏ บ ต ท จ าเป นค อ ระบบสามารถท าได ด แต ก อาจจะม บางส วน เท าน นท ควรได ร บการปร บปร งอ กเพ ยงเล กน อย ข อจ าก ดของการศ กษาน ค อ เน องจากแบบประเม นน ใช ก บ หลายประเทศซ งข อค าถามบ างข ออาจจะไม สอดคล องก บบร บทของ ประเทศไทย และหน าท การร บผ ดชอบของแต ละประเทศต างก น เช น ต างประเทศม ส าน กงานสถ ต ร บผ ดชอบระบบทะเบ ยนราษฎรและ สถ ต ช พ ในขณะท ประเทศไทย ม ผ ร บผ ดชอบค อกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณส ข ด งน นถ าจะเท ยบเค ยงผลประเม นก บ ประเทศอ นๆ อาจจะต องม การศ กษาระบบหร อหน วยท ร บผ ดชอบท ม ล กษณะคล ายๆ ก นเพ อน าข อด มาพ ฒนาใช ก บประเทศไทย

39 ข อเสนอเช งนโยบาย 1. ต งคณะกรรมการประสานงานการด าเน นงานด านทะเบ ยน ราษฎรและสถ ต ช พ เพ อร วมก นพ ฒนาระบบทะเบ ยน ราษฎรและสถ ต ช พอย างเป นเอกภาพโดยให สอดคล องก น อย างม ประส ทธ ภาพรวมท งก าหนดนโยบายเพ อรองร บการ เปล ยนแปลงของประเทศในอนาคต อ กท งด าเน นการให ม การก าหนดนโยบายและสร างภาค เคร อข ายในการพ ฒนา อย างต อเน อง 2. เพ มบ คลากรท สามารถให สาเหต การตายในกล มท เส ยช ว ต นอกโรงพยาบาล 3. ส งเสร มการตรวจสอบค ณภาพและความน าเช อถ อของ ข อม ล 4. ก าหนดให ม การทบทวนหร อประเม นค ณภาพการให รห ส การตายอย างเป นระบบ และม กระบวนการส งข อเสนอแนะ ให ก บผ ให รห สทราบ เพ อการปร บปร งการให รห สให ม ค ณภาพ 5. ก าหนดให ม การบ าร งร กษาระบบให ม นคง และได ร บการ พ ฒนาอย างต อเน อง เช น พ ฒนาโครงสร างพ นฐานของ ระบบทะเบ ยนราษฎรและสถ ต ช พ โดยเฉพาะอย างย งเร อง การระบบการเช อมโยงข อม ลและส ารองเพ อป องก นป ญหา ระบบเก ดความข ดข องการให บร การ แก หน วยงานต างๆ (down time) 6. ส งเสร มให ม หล กส ตรการให ความร การให สาเหต การตาย และรห สโรคในหล กส ตรอย างแพร หลาย 7. น าเทคโนโลย ท เหมาะสมมาช วยเพ มค ณภาพสาเหต การตาย ได แก การใช Verbal Autopsy, การใช ข อม ลการป วยในเวช ระเบ ยนมาเสร มค ณภาพการระบ สาเหต การตาย 8. เพ มช องทางการให ข อม ลส าหร บการให สาเหต การตายใน หลายร ปแบบ เช น ระบบ tele-medicine เป นต นการกระต น ความส าค ญของระบบ โดยใช กระบวนการ การใช ประโยชน จากข อม ล ย ทธศาสตร กระทรวงสาธารณส ข ส าน กงานหล กประก นส ขภาพ แห งชาต ส าน กบร หารการทะเบ ยน กระทรวงมหาดไทย ส าน กงาน สถ ต แห งชาต สถาบ นประชากรศาสตร มหาว ทยาล ยมห ดล และ ส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต เอกสารอ างอ ง [1] Kijsanayotin B., Using health care service administrative data to improve national vital statistics: Thailand experiences, United Nations Expert Group Meeting on International Standards for Civil Registration and Vital Statistics Systems, New York, June 2011 [2] WHO, Rapid assessment of national civil registration and vital statistics system, 2010 [3] WHO, Improving the quality and use of birth, death and cause-of-death information: guidance for a standards-based review of country practices, 2010 [4] Ruangarreerat K., Strengthening of Thailand Birth and Mortality Information System. Bangkok, Thailand: Ministry of Public Health, Thailand; [5] Chandoevwit W, Kasitipradith N, Soranastaporn S, Vacharanukulkieti K, Wibulpolprasert. Using Multiple Data for Calculating the Maternal Mortality Ratioin Thailand. Thai Development Research Institute Quarterly Review Sep;22(3): ก ตต กรรมประกาศ ขอขอบพระค ณ น กว ชาการจากหน วยงานต างๆ ท ให ข อเสนอแนะและความค ดเห นในการศ กษาว จ ยคร งน ประกอบด วย ส าน กงานพ ฒนานโยบายส ภาพระหว างประเทศ ส าน กนโยบายและ 27

40 การประย กต ใช บาร โคดสองม ต เพ อเก บข อม ลระบ เอกสารสาหร บระบบ สแกนเอกสาร The application of 2D Barcode to store document identity for document scanning system นายณ ฐชนน เจร ญย นยาว โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นพ. ภ ม พ ศ ภ ทรน ธาพร โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นายสรณ ฐ ขาศร บ ศย โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร บทค ดย อ -- ป จจ บ นในงานเวชระเบ ยนม การนาระบบเวชระเบ ยนอ เล กทรอน กส มาใช อย างแพร หลายมากข น แต อย างไรก ตามม เอกสารส วนหน งท ย งคงเป น กระดาษอย จ งทาให ในหลายโรงพยาบาลต องม ระบบการสแกนเอกสาร เพ อ รวบรวมเอกสารท ย งคงเป นกระดาษ เข าก บระบบเวชระเบ ยนอ เล กทรอน กส โรงพยาบาลจ ฬาภรณ จ งได พ ฒนาระบบการสแกนเอกสาร และม การนาระบบ บาร โคดสองม ต (2D Barcode) มาประย กต ใช งานเพ อเก บข อม ลระบ เอกสาร เช น เลขประจาต วผ ป วย, รห สเอกสาร และชน ดของเอกสาร เป นต น พบว าการใช บาร โคดสองม ต สามารถใช งานได ด เก บข อม ลการระบ เอกสารได ละเอ ยด โดยใช พ นท บนกระดาษน อย และระบบการสแกนสามารถตรวจจ บบาร โคดได เป นอย างด คำส ำค ญ : เวชระเบ ยนอ เล กทรอน กส, เอกสำร, บำร โคดสองม ต Abstract Even Electronic Medical Record (EMR) has been widely implemented; many of medical documents still are in the paper. Document scanning system could combine the paper document to the electronic medical record. Chulabhorn hospital has developed our own document scanning system and integrates 2D Barcode to store patient and document information for sorting purpose. We found that 2D Code could excellently store the data while a small space is need and our system can detect the barcode easily. I. บทนา ในป จจ บ นได ม การนาระบบสารสนเทศ เข ามาใช ในการ ให บร การในโรงพยาบาลมากข น ระบบเวชระเบ ยนอ เล กทรอน กส (Electronic Medical Record, EMR)[1] เป นหน งในระบบท ได ม การ นามาใช งานอย างแพร หลาย การเปล ยนเวชระเบ ยนเป นระบบ อ เล กทรอน กส สามารถท จะช วยให การบร การผ ป วยม ความถ กต อง สมบ รณ และม ประส ทธ ภาพมากข น สามารถช วยในการลด กระบวนการและเวลาท ใช ในการให บร การผ ป วยได เช น ลดเวลาใน การส บค นเวชระเบ ยน เป นต น นอกจากน ย งอาจจะสามารถช วยลด จานวนแฟ มเวชระเบ ยนท ต องเก บร กษาได อย างไรก ตาม ในการให บร การทางการแพทย ย งคงม เอกสารอ กจานวนหน ง ท ย งคงม ความจาเป นท ทาให ไม สามารถทา เป นเอกสารอ เล กทรอน กส ได ท งหมด เช น เอกสารท ม ผลทาง กฏหมาย, เอกสารท ต องม การเซ นต ช อกาก บ หร อเอกสารท ได มาจาก โรงพยาบาลอ น เป นต น เพ อให เอกสารท เป นกระดาษเหล าน สามารถ Keywords-Medical Record; Document; 2D Barcode; QR Code 28

41 ผนวกรวมได ก บระบบเวชระเบ ยนอ เล กทรอน กส ระบบการสแกนเอกสารเข ามาใช งาน จ งได ม การนา เพ อให เอกสารท สแกน สามารถเก บบ นท กได ถ กต องก บ ผ ป วย และม การจ ดหมวดหม ของเอกสารเพ อให สะดวกในการ เร ยกใช งาน จะต องม การกรอกข อม ลต างๆ เช น เลขประจาต วผ ป วย, ชน ดของเอกสาร, ว นท ของเอกสาร เป นต น แต การกรอกข อม ลเหล าน จะเพ มภาระงาน และเวลาท ใช ในการสแกนเอกสาร ซ งจะเป น อ ปสรรคสาค ญ ท ทาให การนาระบบสแกนเอกสารมาใช ไม ประสบ ความสาเร จ ระบบสแกนเอกสารสาหร บเวชระเบ ยนท ม ใช และจาหน าย อย ในป จจ บ น (อ างอ งจากส วนเสร มของระบบคอมพ วเตอร โรงพยาบาล(HIS) ท โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ใช งาน) ม การนาบาร โคด แบบเส น หร อ 1 ม ต มาใช งานในการระบ ต วตนของเอกสาร แต บาร โคดแบบเส น ตามปกต ท ม การใช งานก นน น ม ข อจาก ดค อ สามารถ เก บข อม ลได น อย และหากต องการเก บข อม ลท มากข น จะต องเส ย พ นท สาหร บบาร โคดในขนาดใหญ ในป จจ บ นได ม การพ ฒนาบาร โคดแบบ 2 ม ต ข น เพ อให สามารถบ นท กข อม ลได มากข น โดยใช พ นท น อย โดยม ต วอย างการ ใช งานเช น การนาบาร โคด 2 ม ต มาเก บข อม ล Website URL เพ อให ผ ท สนใจสามารถส บค นข อม ลเพ มเต มจากการสแกนบาร โคด เป นต น โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ม การใช ระบบเวชระเบ ยน อ เล กทรอน กส อย แล ว แต ย งไม ม ระบบสแกนเอกสาร จ งม ความ ต องการท จะนาระบบสแกนเอกสารเข ามาใช งาน เพ อผนวกเอกสาร กระดาษ เข าก บระบบเวชระเบ ยนอ เล กทรอน กส เม อพ จารณาจาก ความต องการด งกล าวแล ว ทางโรงพยาบาลจ ฬาภรณ จ งได ม การ พ ฒนาระบบสแกนเอกสารข นมาใช งานเอง และได ม การประย กต ใช บาร โคด 2 ม ต ชน ด QR Codeในการเก บข อม ลระบ ต วตนเอกสาร II. กระบวนการพ ฒนา ระบบสแกนเอกสารของโรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได พ ฒนาบน เทคโนโลย.NET Framework และบ นท กข อม ลลงระบบฐานข อม ล SQL Server โดยม ความต องการในการพ ฒนาโปรแกรมด งต อไปน - สามารถแก ไขภาพเบ องต นได เช น การหม นภาพ เป นต น - สแกนเอกสารได คร งละหลายแผ น - จ ดเก บเอกสารให แยกผ ป วยแต ละรายได - แยกหมวดหม ของเอกสารได - กาหนดว นท ของเอกสารได - สามารถใส ข อม ลระบ ต วตนเอกสารได ท งแบบการตรวจจ บ บาร โคด และแบบการใส ข อม ลด วยตนเองกรณ ไม ม บาร โคด สาหร บระบบบาร โคดท เล อกใช ในการพ ฒนาในการเก บ ข อม ลอ างอ งเอกสาร เป นระบบบาร โคดสองม ต แบบ QR Code โดยม โครงสร างข อม ลท บ นท กในบาร โคดสองม ต จะม การเก บ เลข ประจาต วผ ป วย, เลขอ างอ ง, หมวดหม เอกสาร และว นท ของเอกสาร โดยบ นท กด งกล าวอย ในร ปแบบการเก บข อม ล JSON ในการสร าง และอ านบาร โคดสองม ต QR Code ได ใช การ พ ฒนาต อยอดจาก messagingtoolkit-qrcode ซ งเป น Open source.net Compoenent[2] { } "HN":" ", "UID":null, "Cat":"01.01", "Date":" T00:00:00" ภาพท 1 แสดงต วอย างข อม ล JSON ท บ นท กในบาร โคดสองม ต III. ผลล พธ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได เร มทาการพ ฒนาระบบสแกน เอกสารข นเพ อใช งานภายในโรงพยาบาล เม อเด อนมกราคม พ.ศ และเร มใช งานจร งเม อ 16 ก มภาพ นธ พ.ศ โดยต วระบบ จะสามารถแบ งได เป น 3 ส วนใหญ ด งต อไปน - ส วนพ มพ สต กเกอร และบาร โคดสองม ต - ส วนสแกนเอกสาร และจ ดเก บเอกสาร - ส วนแสดงเอกสารท แสดงเก บไว 29

42 ภาพท 4 แสดงส วนสแกนเอกสาร และจ ดเก บเอกสาร ซ งจะม การอ าน และแปลผลบาร โคด แบบ QR Code เพ อระบ ต วตนเอกสาร ภาพท 2 แสดงส วนพ มพ สต กเกอร และบาร โคดสองม ต ภาพท 3 ต วอย างสต กเกอร และบาร โคดสองม ต ท พ มพ ออกจากระบบ การใช งานระบบสแกนเอกสารท พ ฒนาข น ด งต อไปน 1. เข าส วนสแกนเอกสาร 2. ทาการสแกนเอกสาร โดยการกดป ม Scan จะม ข นตอน 3. กรณ ม QR Code ระบบจะทาการอ านข อม ลท ม การบ นท กไว ในQR Code และเต มข อม ลให โดยอ ตโนม ต ผ ใช ทาการ ตรวจสอบ และกรอกข อม ลเพ มเต ม กรณ ท ข อม ลใน QR Code ไม สมบ รณ 4. กรณ ไม ม QR Code ให ทาการกรอกข อม ลระบ ต วตนเอกสาร 5. กดป ม บ นท ก เพ อทาการบ นท กเอกสารท สแกน หล งจากการเร มใช งานระบบสแกนเอกสาร เม อว นท 16 ก มภาพ นธ พ.ศ จนถ งป จจ บ น (ว นท 5 ก นยายน พ.ศ. 2556) ม เอกสารได ร บการสแกนเก บในระบบท งหมด 53,174 รายการ ม อ บ ต การการบ นท กเอกสารผ ดพลาด ท งหมด 5 อ บ ต การ โดยอ บ ต การ ท เก ดข นท งหมด เป นการสแกนเอกสาร และระบ ต วตนเอกสาร โดย การกรอกด วยตนเองท งหมด จากการทดสอบจ บเวลาในการสแกนเอกสารเข าระบบ 20 รายการ ม เอกสารท งหมด 52 แผ น โดยเปร ยบเท ยบระหว างการระบ ต วตนเอกสารโดย QR Code ก บแบบกรอกด วยต วเอง เฉล ยสามารถ ลดเวลาในการเก บได 4 ว นาท ต อแผ น IV. การอภ ปราย เวชระเบ ยน หร อ Medical Record[3] หมายถ งเอกสารทาง การแพทย ท ใช บ นท กข อม ล และเก บรวบรวมเร องราวประว ต ต างๆ ของผ ป วย โดยข อม ลท ม การบ นท กในเวชระเบ ยน ยกต วอย างเช น ข อม ลพ นฐานของผ ป วย, ประว ต ส วนต ว, ประว ต ความเจ บป วย, ผล การตรวจต างๆ รวมถ งแบบบ นท กการย นยอมร บการร กษา เป นต น เน องจากเวชระเบ ยนม ข อม ลต างๆ ท สาค ญต อการร กษาผ ป วย จ งม ความสาค ญเป นอย างย ง ท จะต องม การเก บร กษาเวชระเบ ยน ให ม ความถ กต อง แม นยา และสามารถส บค นได อย างรวดเร ว ในป จจ บ นได ม การพ ฒนาร ปแบบของเวชระเบ ยน จากการ บ นท กเป นแฟ ม และกระดาษ พ ฒนาเป นระบบเวชระเบ ยน อ เล กทรอน กส หร อ Electronic Medical Record, EMR ซ งช วยให การ บร การผ ป วย และการใช งานเวชระเบ ยนม ประส ทธ ภาพมากข น แต อย างไรก ตามย งคงม ส วนประกอบของเวชระเบ ยนบางส วน ท ย งคงม ความจาเป นต องเก บในร ปแบบเอกสารกระดาษ เพ อให ระบบเวช ระเบ ยนอ เล กทรอน กส ม ความสมบ รณ จ งม การนาระบบสแกน เอกสารเข ามาใช งาน เพ อผนวกข อม ลเอกสารท เป นกระดาษเข าใน ระบบ นอกจากนน ย งม การนาเทคโนโลย บาร โคด มาใช ในการ ระบ ต วตนของเอกสาร เพ อให การจ ดเก บเอกสารเวชระเบ ยน เป นไป อย างถ กต อง และแม นยามากข น โดยบาร โคดท ม การใช มานานและ 30

43 แพร หลาย ค อ บาร โคดแบบเส น หร อแบบ 1 ม ต เป นรห สแท ง ประกอบด วยเส นม ด และเส นสว าง วางเร ยงก นเป นแนวด ง เป นรห ส แทนต วเลขและต วอ กษร ใช เพ ออานวยความสะดวกให เคร อง คอมพ วเตอร สามารถอ าน รห สข อม ลได ง ายข น โดยม มาตรฐานบาร โคดแบบเส นม หลายชน ด เช น UPC, EAN, Code 11, Code 39, Code 93 หร อ Code 128 เป นต น ม ขนาดการเก บข อม ลได หลากหลาย แต ม ข อเส ยค อหากข อม ลท จ ดเก บม ความยาวมากข น จะต องใช พ นท ของ บาร โคดมากข น[4] ต อมาได ม การพ ฒนาเทคโนโลย บาร โคด 2 ม ต ข น โดยเป น เทคโนโลย ท ก าวพ นข ดจาก ดของบาร โคดแบบเส น สามารถทาให เก บ ข อม ลได มากข น ในพ นท ขนาดจาก ด โดยในป จจ บ นม มาตรฐาน บาร โคด 2 ม ต เช น Data Matrix, MaxiCode, PDF415, QR Code เป นต น เทคโนโลย บาร โคด 2 ม ต ท โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได เล อกใช ในการพ ฒนา ในการเก บข อม ลระบ ต วตนของเอกสาร ค อ เทคโนโลย QR Code หร อ Quick Response Code[5] ซ งพ ฒนาโดย บร ษ ทส ญชาต ญ ป น ช อ Denso-Wave ในป ค.ศ ซ งเป นบร ษ ท ในเคร อของบร ษ ท Toyota ในช วงเร มต น ได พ ฒนามาเพ อใช ในแวด วงอ ตสาหกรรมรถยนต ต อมาได ม การอย างแพร หลาย ใน อ ตสาหกรรมต างๆ ท งในญ ป น และท วโลก โดย QR Code ม ข อด ด งต อไปน - QR Code สามารถเก บข อม ลขนาดใหญ ได โดยขนาดใหญ ท ส ดท สามารถเก บได ค อ 4,296 ต วอ กษร สาหร บ QR Code Version 40-L - ม ความสามารถ Error correction ค อ สามารถอ านข อม ลจาก บาร โคดได แม บาร โคดจะม ความเส ยหาย หร อไม สมบ รณ - ม ความสามารถในการเข ารห ส (Encryption) ได - QR Code สามารถใช งานได โดยไม ม ล ขส ทธ สาหร บข อม ลท จ ดเก บใน QR Code ทางผ พ ฒนาได เล อกใช ค อ เทคโนโลย JSON[6] หร อ JavaScript Object Notation ซ งเป น ร ปแบบในการเก บข อม ลท เป นต วอ กษร (Text-based) ท ม โครงสร าง การเก บข อม ลท ไม ซ บซ อน และม จ ดเด นค อม ขนาด Overhead ท เล ก เม อเท ยบก บการเก บข อม ลในร ปแบบอ นๆ เช น XML เป นต น อย างไรก ตาม ระบบสแกนเอกสารท พ ฒนาข น และการนา บาร โคด 2 ม ต มาประย กต ใช งาน ย งม ข อด อยและอ ปสรรค ท จาเป นต องม การพ ฒนาต อไป สร ปได ด งต อไปน - เอกสารท ใช ในโรงพยาบาล โดยส วนใหญ ไม ม QR Code ต ด ต ว จาเป นต องม การพ มพ สต กเกอร เพ อต ด QR Code ให เอกสาร - การทา QR Code ต ดเอกสารจาเป นต องม โปรแกรมจาเพาะ - เคร องอ านบาร โคดปกต ไม สามารถอ าน QR Code ได จาเป นต องม เคร องอ านเฉพาะ V. บทสร ป ระบบบาร โคด 2 ม ต แบบ QR Code สามารถนามา ประย กต ใช ในการเก บข อม ลระบ ต วตนเอกสารได ด และสามารถเก บ ข อม ลได สอดคล องก บความต องการ ระบบสแกนท พ ฒนาสามารถ อ านและประมวลผล QR Code ได เป นอย างด อย างไรก ตาม ย งต องม การพ ฒนาต อไป เพ อให เอกสารท เก ดข นในโรงพยาบาลม QR Code ต ดต ว อย างแพร หลายมากข น ก ตต กรรมประกาศ การพ ฒนาคร งน จะสาเร จไม ได หากไม ได ร บความร วมม อ เป นอย างด จาก หน วยเวชระเบ ยน, งานผ ป วยใน, งานผ ป วยนอก, แพทย และพยาบาล โรงพยาบาลจ ฬาภรณ เอกสารอ างอ ง [1] Carter JH, Medicine ACoP--ASoI. Electronic Medical Records: A Guide for Clinicians and Administrators: American College of Physicians- American Society of Internal Medicine; [2] Accessed September 6 th, [3] แสงเท ยน อย เถา, เวชระเบ ยน, มหาว ทยาล ยมห ดล ศาลายา นครปฐม, ๒๕๕๑. [4] Palmer RC. The Bar Code Book: A Comprehensive Guide to Reading, Printing, Specifying, Evaluating, and Using Bar Code and Other Machine-Readable Symbols: Trafford Publishing; [5] Waters J. QR Codes For Dummies: Wiley; [6] Brown TS. Dynamic Apache with Ajax and JSON: O'Reilly Media; 31

44 การพยากรณ การเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด โดยเทคน คเหม องข อม ล Prediction of Nausea and Vomit Symptom after Surgical with Data Mining Techniques ร งสรรค มาลาจ าป คณะว ทยาการสารสนเทศ มหาว ทยาล ยมหาสารคาม จ ร ฏฐา ภ บ ญอบ คณะว ทยาการสารสนเทศ มหาว ทยาล ยมหาสารคาม บทค ดย อ งานว จ ยน ม ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาการสร างต วแบบการพยากรณ การเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด โดยใช ข อม ลพ นฐานของผ ป วยท เข า ร บการร กษาโดยว ธ การผ าต ดในโรงพยาบาลยโสธร ต งแต ป พ.ศ จ านวน 11 ค ณล กษณะ และ 3,786 ระเบ ยน ซ งได น าเทคน คแบบจ าลองต นไม ต ดส นใจ มาใช ในการสร างต วแบบการพยากรณ และได น าเทคน คการส มต วอย าง ข อม ลมาท าการเล อกต วอย างโดยแบ งตามส ดส วนข อม ลแบบ 10-fold Cross Validation พบว าประส ทธ ภาพของต วแบบท ท าการจ าแนกข อม ลด วยว ธ ต นไม ต ดส นใจ โดยจากการว ดค าประส ทธ ภาพท ได ค อ ค าเฉล ย Correctly ได เท าก บ % ค าเฉล ย Incorrect ได เท าก บ % ค าเฉล ย MAE ได เท าก บ 0.25% และค าเฉล ย RMSE ได เท าก บ 0.35 % ค าส าค ญ : ภาวะแทรกซ อนหล งการผ าต ด, อาการคล นไส อาเจ ยน, ประย กต ใช เหม องข อม ลในทางการแพทย, การพยากรณ แบบต นไม ต ดส นใจ Abstract The purpose of this research is to developed model about predict incidence of nausea and vomiting after surgery in patients who admitted for surgical procedure in Yasothon Hospital since by using patients data of 11 attributes and 3, 786records. This research used tree model decision technique for build the model and used the data sampling technique to select the sample by ratio of 10-fold cross validation. In this research we found the efficiency of this model is Correctly 83.38%, Incorrect 16.62%, MAE 0.25%, RMSE 0.35%. Keywords- Nausea and Vomit, Complications after surgery, Application of data mining in medicine 1 บทน า การเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ดและการระง บ ความร ส ก น?นเป นอาการแทรกซ อนท เก ดข?นหล งการผ าต ด [1] ซ ง การเก ดอาการคล นไส และอาเจ ยนหล งการผ าต ดน?นส งผล ท าให ผ ป วยเก ดการขาดน?า ขาดเกล อแร และถ าเป นผ ป วยท มาร บบร การ ผ าต ดแบบผ ป วยนอก จะท าให กล บบ านได ช าลง ผ ป วยท ม อาการ อาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ดอาจท าให เก ดแรงต งท บร เวณ แผลผ าต ดเก ดอาการเล อดออกใต ช?นผ วหน งบร เวณแผลผ าต ด และย ง ม การส งผลให แผลผ าต ดม การปร แยกเส ยงต อภาวะแผลต ดเช?อ รวมถ งเพ มอ ตราความเส ยงในการส าล กเศษอาหารเข าหลอดลมถ า ผ ป วยย งไม ฟ?นจากฤทธ Iของยาสลบท ย งหลงเหล ออย ผ ป วยท ม อาการ คล นไส อาเจ ยนแทรกซ อนหล งการผ าต ด จะส งผลกระทบต อสภาพ จ ตใจของผ ป วย ท าให ผ ป วยม ความร ส กและท ศนคต ท ไม ด ต อการ ผ าต ด ป จจ บ นการให บร การผ าต ดแบบผ ป วยนอก (Same Day Surgery) [2] ได ร บความน ยมมากข?นเร อยๆเน องจากม ข อด ท?ง ทางด านภาวะสภาพจ ตใจโดยเฉพาะผ ป วยท เป นว ยเด ก ผ ป วยส งอาย ซ งม กม ป ญหาการปร บต วก บส งแวดล อม การลดป ญหาในด านความ แออ ดของโรงพยาบาล ช วยลดค าใช จ ายของการร กษา ลดอ ตราการ ต ดเช?อร นแรง ม การพ ฒนาการใช ยาและเทคน คในการวางยาสลบ เพ อให ผ ป วยฟ? นจากการสลบและกล บบ านได เร วข?น แต พบว าอาการ 32

45 คล นไส อาเจ ยน กล บเป นสาเหต ส าค ญซ งท าให ผ ป วยอย ในห องพ ก ฟ?นนานข?น ต องได ร บการด แลหล งการผ าต ดมากข?น เส ยค าใช จ ายใน ส วนน?เพ มข?น และเป นสาเหต ท ไม สามารถจ าหน ายผ ป วยกล บบ าน ได ในว นผ าต ดมากท ส ด ซ งม แนวทางในการด แลและใช ยาเพ อ ป องก นการเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด และการระง บ ความร ส กหลายอย าง แต อ บ ต การณ ในการเก ดอาการคล นไส อาเจ ยน หล งการผ าต ดไม สามารถทราบล วงหน าได ว าผ ป วยรายใดจะเก ด อาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด ด งน?นจ งไม สามารถใช แนว ทางการด แล และใช ยาป องก นการเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนในผ ป วย ท กราย เน องจากบางรายอาจจะไม ม อาการ ประกอบก บยาท ใช ใน ป จจ บ นอาจม ผลต อเทคน คว ธ การระง บความร ส ก นอกจากน?นยา ด งกล าวอาจม ผลข างเค ยง เช น ง วงนอน คอแห ง หร อการเคล อนไหว ท ผ ดปกต เป นต น ด งน?นการน าเทคโนโลย เข ามาช วยในการพยากรณ โอกาสท จะ เก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด จ งเป นอ กแนวทางหน งใน การสน บสน นการต ดส นใจ และวางแผนการร กษาของแพทย เพ อลด ผลข างเค ยงจากการระง บความร ส กหล งการผ าต ด ให ผ ป วยปลอดภ ย ย งข?น กล บบ านได เร วข?น ลดค าใช จ ายในการร กษาพยาบาลกรณ ท ผ ป วยมาท าการร กษาและใช บร การผ าต ดแบบผ ป วยนอก และผลด อ นๆท จะตามมา 2 ทฤษฎ ท เก ยวข องและว ธ การศ กษาว จ ย 2.1 เหม องข อม ล เหม องข อม ล ได ม การให ค าน ยามความหมายไว หลากหลาย กฤษณะ ไวยม ย [3] กล าวว า เหม องข อม ล เป นว ธ การค นหาความร ความส มพ นธ และภาพแบบท?งหมดท ถ กซ อนอย ในฐานข อม ลท ม ปร มาณข อม ลจ านวนมาก การท าเหม องข อม ลจะท าการส ารวจและ ว เคราะห อย างอ ตโนม ต จากข อม ลท ม อย แล วให อย ในภาพแบบท เต ม ไปด วยความหมายและอย ในภาพของกฎ ส วน LAROSE [4] กล าว ว า เหม องข อม ล ค อ เป นกระบวนการของการค นพบร ปแบบ ความส มพ นธ ใหม ท ม ความหมาย และแนวโน มโดยลอดผ านข อม ล จ านวนมากท เก บไว ในท เก บ โดยใช เทคโนโลย การจดจ าร ปแบบ เช นเด ยวก บเทคน คทางสถ ต และคณ ตศาสตร กล าวโดยสร ป เหม อง ข อม ล ค อ กระบวนการกล นกรองสารสนเทศจากฐานข อม ลขนาด ใหญ เพ อน าสารสนเทศท ได ไปใช ในการวางแผน ท านายแนวโน ม และพฤต กรรม โดยการอาศ ยข อม ลในอด ต ส าหร บทางการแพทย การท าเหม องข อม ล ม บทบาทหลาย ด าน ท?งในด านการว น จฉ ยโรค การพยากรณ โรค การร กษาโรค และ การศ กษากลไกของโรคการท าเหม องข อม ลม แนวโน มทางการแพทย ท เป นส วนบ คคลมากข?น ม งไปท การค นหาว ธ การร กษา และ มาตรการป องก นส วนบ คคล 2.2 เทคน คว ธ ต นไม ต ดส นใจ เทคน คต นไม ต ดส นใจ เป นว ธ ท ส าค ญในการสร างกฎหร อ จ าแนกกฎ โดยจะม ล กษณะเป นการท างานเหม อนโครงสร างต นไม ท แต ละโหนด (Node) แสดงค ณล กษณะ (Attribute) ท ใช ทดสอบ ข อม ล แต ละก งแสดงผลในการทดสอบและล ฟโหนด (Leaf Node) แสดงกล มหร อคลาส (Class) ท ก าหนดไว ซ งต นไม ต ดส นใจน?ง าย ต อการเข าใจและการปร บเปล ยนเป นกฎการจ าแนก (Classification Rules) ส าหร บการว จ ยในคร?งน?เล อกใช อ ลกอร ท ม C4.5 ในการ สร างแบบจ าลองการพยากรณ การเก ดอาการคล นไส อาเจ ยน หล งการ ผ าต ด ซ งเป นอ ลกอร ท มท ม พ?นฐานและพ ฒนามาจากอ ลกอร ท ม ID3 ถ กออกแบบโดย Quinlan [5] ซ งได เพ มความสามารถในการ หล กเล ยงการสร างโครงสร างต นไม ท ใหญ เก นไป เน องจากการท ม ข อม ลจ านวนมาก ซ งจะข?นอย ก บการก าหนดความล กเม อม การ เจร ญเต บโตของ Decision Tree ความผ ดพลาดลดลงเน องจากม การ ต ดทอนความผ ดพลาดออกไป (Pruning node) ม การสร างกฎหล ง การต ดทอนข อม ลท ผ ดพลาดออก และย งสามารถใช ก บข อม ลท ม ความต อเน อง (Continuous Attributes) ท เป นต วเลขได แสดงการ สร างต นไม โดยการใช Information Entropy ซ งหาได จากสมการ ด งต อไปน? ค า Information Entropy ด งสมการท (1) โดย n Info(S)=- i=1 P i log 2 (P i ) (1) Info(S) ค อ ค าค ณสมบ ต S S ค อ ช ดข อม ลท น ามาเป นต วอย างท?งหมด P i ค อ ค าความน าจะเป นท ได จากการส มต วอย าง สมการท 2 เป นการก าหนดค าให A ม n ค า {A1, A2,,An} จากน?นน าค า S ไปท าการหารท กค ณสมบ ต ย อยของ A 33

46 โดย S nj แทนค าช ดของข อม ลแต ละต วของค ณสมบ ต A จะได ด ง สมการท (2) โดย S nj n Info(S,A)= S 1j+S 2j +S nj j=1 Info(A) (2) ค อ ค าช ดข อม ลแต ละต วของค ณสมบ ต A Info(A) ค อ การสมม ต ค าค ณสมบ ต A ท ม n ค า {A1, A2,,An} S ค อ ช ดข อม ลท น ามาเป นต วอย างท?งหมด S ท 1 เป นข อม ลช ดทดสอบและข อม ลช ดท เหล อเป นข อม ลช ดเร ยนร ในการทดลองคร?งท 2 ข อม ลช ดท 2 เป นข อม ลช ดทดสอบและข อม ล ช ดท เหล อเป นข อม ลช ดเร ยนร ท าจนกระท งข อม ลท กช ดได ถ กน ามา เป นข อม ลช ดทดสอบและช ดเร ยนร ซ งจะม การทดลองท?งหมด K คร?ง ในงานว จ ยน?เล อกใช ค า K = 10 ในการแบ งช ดข อม ลเพ อการ ทดสอบและเร ยนร การแยกข อม ลออก (Split Information) ด งสมการท (3) n SplitInfoA= - S i i=1 log S 2 S i (3) S ค า Entropy ของแต ละค ณสมบ ต ของ A โดยจะต องท าการขจ ดค า โน มเอ ยงของค ณสมบ ต ด งสมการท (4) GainA=InfoS-Info(S,A) (4) และค ณสมบ ต ท ม ค ามากต?งเป นโหนดเร มต น และท ากระบวนการ เด มย อนกล บโดยใช ค า Information Entropy ร วมด วย จากน?น ค านวณค าของค ณสมบ ต A ด วยสมการท (5) Gain RatioA= Gain(A) SplitInfo(A) 2.3 การว ดประส ทธ ภาพ ประส ทธ ภาพของว ธ ต นไม ต ดส นใจ น?นไม ได อย ท การสร าง ต นไม ต ดส นใจ เพ อให ท จะสามารถจ ดการกล มข อม ลช ดฝ กได อย าง ถ กต องเท าน?น แต ต องย งสามารถท จะจ ดกล มข อม ลจากต วอย างใหม ท นอกเหน อจากช ดข อม ลฝ กได อย างถ กต องด วย ด งน?นในการสร าง ต นไม ต ดส นใจจ งควรม ช ดข อม ลส าหร บเร ยนร (Training Set) และ ข อม ลทดสอบ (Test Set) ท จะใช ตรวจสอบความถ กต องของต นไม ต ดส นใจด วย ส าหร บการว จ ยในคร?งน?เล อกใช ว ธ ส มข อม ลแบบความ เท ยงตรง K กล ม (K-fold Cross Validation) เป นการส มต วอย าง ข อม ล โดยเร มจากการแบ งช ดข อม ลออกเป นส วนๆ เท าๆ ก น น า ข อม ลบางส วนมาท าการเร ยนร และน าข อม ลบางส วนมาท าการ ทดสอบแบบจ าลองท ได จากการเร ยนร โดยในการท างานจะท าการ เล อกส มข อม ลออกเป น K ช ดเท าก น ในการทดลองคร?งแรกข อม ลช ด (5) ร ปท 1 ว ธ ส มข อม ลแบบ 10-Fold cross validation การว ดประส ทธ ภาพการพยากรณ กฎท ได จากแบบจ าลองท สร างข?น โดยจะใช ว ธ การว ดจากค าส มบ รณ ของค าคลาดเคล อนเฉล ย (Mean Absolute Error: MAE) ด งสมการท (6) โดย MAE = n i=1 e i n e i ค อ ผลต างระหว างค าข อม ลจร งและค าพยากรณ n ค อ ข อม ลในการพยากรณ ค าความคลาดเคล อนเฉล ยก าล งสอง (Root Mean Square Error: RMSE) เป นค าท แสดงค าความผ ดพลาดของต วแบบจ าลอง ด ง สมการท (7) โดย (6) RMSE= 1 n r n i-t 2 i=1 i (7) n ค อ จ านวนข อม ลน าเข าท?งหมด r i ค อ ค าของข อม ลจร งท ได จากการค านวณของข อม ลล าด บท i t i ค อ ค าข อม ลท ได จากการพยากรณ ของข อม ลล าด บท i 2.4 ท าความเข าใจป ญหา การให การร กษาและการด แลผ ป วย หล งการผ าต ดจะต องม การเฝ าระว งอาการของผ ป วย จากการเก ดภาวะแทรกซ อนอย าง 34

47 ใกล ช ด ซ งใน การด แลผ ป วยต องใช ข อม ลประกอบเช น เทคน คว ธ ใน การระง บความร ส ก ความด นโลห ต เพศ อาย น?าหน ก โรคประจ าต ว เป นต น การด แลผ ป วยต องน าข อม ลท?งหมดมาว เคราะห โดยแพทย และพยาบาล เพ อวางแผนในการร กษา ประเม นอาการผ ป วย ต องใช ความร ความช านาญ และข อม ลท ครบถ วนในการประเม น จากการ ส มภาษณ ว ส ญญ แพทย ม ความต องการให ม เคร องม อท ช วยในการ วางแผน การด แลร กษาผ ป วยหล งการผ าต ด เพราะผ ป วยหล งได ร บ การผ าต ด จะม ภาวะแทรกซ อนท แตกต างก นไป ภาวะแทรกซ อนท พบได บ อยค ออาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด ซ งต องให การ ด แลร กษาอย างใกล ช ด ด งน?นถ าสามารถทราบได ว าผ ป วยรายใด ม โอกาสท เก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด ท มว ส ญญ แพทย ว ส ญญ พยาบาล จะได ท าการปร บเปล ยนและวางแผนในกระบวนการ ระง บความร ส กและให การด แลหล งการผ าต ดอย างใกล ช ด 2.5 ท าความเข าใจข อม ล เป นการใช ข อม ลผ ป วยท ได เข าร บการร กษาด วยว ธ การผ าต ด ซ งจ ดเก บในระบบฐานข อม ล โดยได ม การบ นท กผ านโปรแกรม HOSxP การว เคราะห ข อม ลใช การท าเหม องข อม ล (Data Mining) ในการท าการว เคราะห ระบบฐานข อม ล 2.6 เตร ยมข อม ล 1) ค ดเล อกข อม ล โดยว เคราะห ความส มพ นธ ของแต ละแอททร บ วต ตารางท 1 แอททร บ วต หล งการค ดเล อกและค าอธ บาย Attribute Description Time ระยะเวลาท ใช ในการผ าต ด Age อาย BPS ความด นโลห ตต วบน BPD ความด นโลห ตต วล าง BW น?าหน ก HR อ ตราการเต นของห วใจ RR อ ตราการหายใจ โรคประจ าต ว Sex เพศ ชน ดการระง บความร ส ก ความเร งด วนในการผ าต ด การเก ดอาการแทรกซ อน Chronic_Disease Technique Emergency Target 2) การท าความสะอาดข อม ล หล งจากส ารวจข อม ลแล วพบว า ข อม ลย งม ค าผ ดปกต เช น ค าว าง (Missing Value) และม ส งรบกวน (Noisy Data) แก ไขโดยการแทนค าข อม ลท ผ ดปกต ด งกล าว ซ งหาก ค าข อม ลเป นต วเลข แทนค าโดยใส ค าเฉล ย 3) แปลงข อม ล เน องจากข อม ลม ท?งท เป นต วเลข ข อม ลเป นช วง และข อม ลท เป นต วอ กษร ไม อย ในร ปแบบท สามารถว เคราะห ได จ ง ต องท าการแทนค าข อม ลให อย ในร ปแบบท สามารถว เคราะห ได ตารางท 2 การแปลงข อม ล ข อม ล รห ส รายละเอ ยด 0 หญ ง Sex 1 ชาย Technique โรคประจ าต ว 1 GAB 2 GAI 3 GAU 4 TIVA 5 SB 6 SbcMO 7 EB 8 BB/IV Regional 9 RA Fail+GA 10 Combi GA+RA 11 Peripheral NB 12 MAC 13 IV Sedation 1 ปฏ เสธโรคประจ าต ว 2 โรคเบาหวาน 3 โรคความด นโลห ตส ง 4 โรคธ ยรอยด 5 โรคเบาหวานและโรคความด น 6 โรคเก าท 7 โรคว ณโรค 8 โรคอ มพาต 9 จ ตเวช 10 โรคร มาตอยด 11 โรคธาล สซ เม ย 12 โรคภ ม แพ 13 โรคหอบห ด 14 โรคต บแข ง 15 โรคห วใจ 16 โรคลมบ าหม 17 โรคกระเพาะ 18 โรคเบาหวานและโรคห วใจ 19 โรคความด นโลห ตส งและโรคห วใจ 35

48 ? ตารางท 2 (ต อ) ข อม ล รห ส รายละเอ ยด 20 โรคเบาหวานและโรคธ ยรอยด โรคประจ าต ว ความเร งด วน 2.7 การสร างแบบจ าลอง 21 โรคความด นโลห ตส งและโรคธ ยรอยด 22 โรคความด นโลห ตส งและโรคเก าท 23 โรคไต 24 โรคเบาหวานและโรคเก าท 25 อ นๆ 1 Emergency 2 Elective 3 Same day น าข อม ลมาท าว เคราะห โดยใช อ ลกอร ท ม C4.5 และก าหนด ร ปแบบในการทดสอบผลล พธ ตามว ธ k-fold cross validation ก าหนด k=10 ในโปรแกรม Weka การทดสอบแบบจ าลอง ทดสอบแบบจ าลอง โดยช ดข อม ลทดสอบ (Testing Data) โดยว ดประส ทธ ภาพด วยค าส มบ รณ ของค าคลาดเคล อนเฉล ย(MAE) และค าความคลาดเคล อนเฉล ยก าล งสอง (RMSE) 3 ผลการศ กษา ผลการทดลองข อม ลด วยอ ลกอร ท ม C4.5 ตารางท 3 แสดงค าประส ทธ ภาพของแบบจ าลอง 10 folds cross Correctly Incorrect MAE RMSE Average จากตารางท 3 เป นการแสดงผลการทดสอบประส ทธ ภาพของข อม ล โดยการใช ว ธ 10 k folds cross validation โดยการใช โปรแกรม Weak ในการประมวลผล ซ งผลในการจ าแนกประเภทข อม ล ด วยต นไม ต ดส นใจโดยใช อ ลกอร ท ม C4.5 สามารถเข ยนแสดงเป น กฎการต ดส นใจ IF THEN โดยในการว จ ยน?จะท าการค ดเล อก กฎท ม ผลการพยากรณ เฉพาะท เก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการ ผ าต ดเท าน?นมาแสดง โดยม รายละเอ ยดด งน กฎท 1 If Sex= 1 and BPS <= 114 and BPS > 105 Then Yes กฎท 2 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =13 and Time > 35 Then Yes กฎท 3 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =12 and Time > 26 Then Yes กฎท 4 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =11 Then Yes กฎท 5 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =10 and BPD <= 85 and Age <= 36 Then Yes กฎท 6 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique = 9 Then Yes กฎท 7 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =7 Then Yes กฎท 8 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique = 6 and Age > 39 Then Yes กฎท 9 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique = 6 and Age <= 39 and BPS <= 116 and BPS > 109 Then Yes กฎท 10 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =5 and Time > 37 Then Yes กฎท 11 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =5 and Time <= 37 and BPS<= 119 and BPS > 108 Then Yes กฎท 12 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =4 and Time > 26 Then Yes กฎท 13 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =3 and Time > 35 Then Yes กฎท 14 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =3 and Time <= 35 and Time >23 and Emergency_id = 1 and BW > 48 Then Yes กฎท 15 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =2 Then Yes กฎท 16 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =1 and Emergency_id = 2 and BW > 67.5 and Time <= 87 Then Yes กฎท 17 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =1 and Emergency_id = 2 and BW <= 67.5 and Age <= 23 Then Yes 36

49 ? กฎท 18 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique = 1 and Emergency_id = 1 and Age > 40 and Time <= 27 Then Yes กฎท 19 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique =1 and Emergency_id = 1 and Age <= 40 and Age > 14 Then Yes ซ งการอธ บายกฎท ได จากโครงสร างต นไม ต ดส นใจสามารถอธ บาย ได ด งน? เช น กฎข อท 1 If Sex= 1 and BPS <= 114 and BPS > 105 Then Yes หมายความว า ถ าผ ป วยเพศชาย และความด นโลห ตต วบน อย ระหว าง 106 ถ ง 114 ผลค อ เก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการ ผ าต ด กฎข อท 2 If Sex = 0 and Time <= 530 and Technique = 13 and Time > 35 Then Yes หมายความว า ถ าผ ป วยเพศหญ งและระยะเวลาการผ าต ดอย ระหว าง 36 นาท ถ ง 530 นาท และใช เทคน ค IV Sedation ในการ ระง บความร ส ก ผลค อ เก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด 4 ข อเสนอแนะและว จารณ โดยในการว จ ยคร?งน?เป นการน าข อม ลการผ าต ดของผ ป วยท ผ าต ดในโรงพยาบาลยโสธร ต?งแต ป พ. ศ พ. ศ จ านวน 11 ค ณล กษณะ และ 3,786 ระเบ ยน ซ งเป นข อม ลท ท?งม และไม ม ภาวะแทรกซ อนหล งการผ าต ด มาท าการว เคราะห เพ อท าการสร าง แบบจ าลองด วยเทคน คเหม องข อม ล โดยใช เทคน คว ธ ต นไม ต ดส นใจ มาใช ในการสร างแบบจ าลอง กฎการพยากรณ ท ได จากการว จ ยน? จะ เป นเคร องม อท ช วยในการสน บสน นการต ดส นใจของแพทย ในการ วางแผนการด แลร กษาผ ป วยหล งการผ าต ด เพ อเป นการป องก นการ เก ดอาการคล นไส อาเจ ยนท จะแทรกซ อนหล งการผ าต ด ผลด ต อ ผ ป วยค อ ผ ป วยได ร บการด แลร กษาท ด ท ส ด ผลด ต อแพทย ค อ ม เคร องม อช วยสน บสน นการต ดส นใจในการวางแผนการร กษา แนวทางการด าเน นการพ ฒนาในอนาคต ค อการเพ มข อม ลท เป นป จจ ยท เก ยวข องก บการผ าต ด น ามาท าการศ กษาและเปร ยบเท ยบ ประส ทธ ภาพการจ าแนกข อม ลด วยเทคน คเหม องข อม ล เช น เทคน ค ว ธ ต นไม ต ดส นใจ ก บเทคน คว ธ โครงข ายประสาทเท ยม เพ อหาป จจ ย ท ส งผลกระทบต อการเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด และ เพ อทราบว าเทคน คว ธ ใดม ความเหมาะสมก บข อม ลทางการแพทย 5 สร ปผลการว จ ย จากผลการศ กษาว จ ย พบว าข อม ลท ใช ในการสร างต วแบบ พยากรณ การเก ดอาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด โดยเทคน ค เหม องข อม ล ใช อ ลกอร ท ม C4.5 ในการสร างต วแบบและใช 10 k folds cross validation ในการแบ งข อม ลฝ กฝนและทดสอบ ค า MAE และ RMSE ในการว ดประส ทธ ภาพ ค าเฉล ย Correctly เท าก บ % ค าเฉล ย Incorrect เท าก บ % ค าเฉล ย MAE เท าก บ 0.25 % และค าเฉล ย RMSE เท าก บ 0.35 % ก ตต กรรมประกาศ ขอขอบค ณ ค ณอ ทธ พล สาระชาต ห วหน างานสารสนเทศ โรงพยาบาลยโสธร ท ให ความอน เคราะห ข อม ลในการว จ ยคร?งน เอกสารอ างอ ง [1] มาล น วงศ สว สด ว ฒน, อาการคล นไส อาเจ ยนหล งการผ าต ด, ศร นคร นทร เวชสาร, 2543, หน า [2] บวรศ ลป เชาวน ช น, การผ าต ดแบบผ ป วยนอก.? และท าอย างไร?, ศร นคร ทร เวชสาร, 2543, พ มพ คร?งท 15 ฉบ บพ เศษ, หน า [3] กฤษณะ ไวยม ย, ช ดชนก ส งศ ร, ธนาว นท ร กธรรมานนท, การใช เทคน ค ดาต าไมน น งเพ อพ ฒนาค ณภาพการศ กษาคณะว ศวกรรมศาสตร, NECTEC Technical, vol. 3, 2001, pp [4] T. Daniel, DISCOVERING KNOWLEDGE in DATA. A JOHN WILEY & SONS, INC, 2005 [5] John Ross Quinlan, C: 4.5programs for machine learning, England: London,

50 การพ ฒนากระบวนการเร ยนร เร องส สาหร บเด กออท สต ก โดยใช ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมและศ ลปะ The development of learning process about color for autism children by using Art Multimedia Game and training kits จ ระศ กด เล ศช ยย ทธพงษ สาขาว ชาว ทยาการคอมพ วเตอร และเทคโนโลย สารสนเทศ คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏอ ดรธาน คณ ศร จ กระโทก สาขาว ชาว ทยาการคอมพ วเตอร และเทคโนโลย สารสนเทศ คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏอ ดรธาน ไพศาล ดาแร สาขาว ชาว ทยาการคอมพ วเตอร และเทคโนโลย สารสนเทศ คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏอ ดรธาน บทค ดย อ -- งานว จ ยในคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาพ ฒนาการเด กออท สต ก ด านการจาแนกส ในช ว ตประจาว น เด กท เข ามาร บบร การท ศ นย การศ กษาพ เศษ ประจาจ งหว ดหนองคาย โดยการได ร บการฝ กสอนทางศ นย ตามปกต ควบค ก บใช การบ รณาเกมท นาเสนอเป นช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะท นาเสนอบน คอมพ วเตอร และแผนการสอนก จกรรมศ ลปะ ศ กษาการพ ฒนาสมองและ พฤต กรรมการเร ยนร ของเด กออท สต ก ผลการเฝ าส งเกตและการฝ กของเด กออท สต กโดยใช ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ และแผนการสอนก จกรรมศ ลปะ การเล อก กล มต วอย างแบบเจาะจงจานวน 10 คน ท เข าร บบร การในศ นย การศ กษาพ เศษ ประจาจ งหว ดหนองคาย โดยการฝ ก 7 ส ปดาห ควบค ก บใช การบ รณาเกมท นาเสนอด วยช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ และแผนการสอนก จกรรมศ ลปะ 7 ส ปดาห ว เคราะห โดยใช สถ ต พ นฐาน เปอร เซ น ต และค า t-test ผลการส งเกต พบว า เด กม ความสามารถในการบอกช อส ได ถ กต องมากข น ความสามารถใน การระบายส โดยให อย ในกรอบท กาหนด เด กสามารถทาได โดยระบายส ออกนอก กรอบน อยลง และความสามารถในการแยกความแตกต างระหว างส เข มและส อ อนเด กม พ ฒนาการด ข น โดยเด กผ หญ งจะม สมาธ ในการใช ช ดก จกรรมระบาย ส มากกว าเด กผ ชาย แต เด กผ ชายจะชอบก จกรรมในช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ มากกว า คำสำค ญ : เด กออท สต ก, ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ, ช ดก จกรรมศ ลปะ, ศ นย กำรศ กษำพ เศษประจำจ งหว ดหนองคำย Abstract This research aimed to study the development of children with autism to differentiate the different color on their daily life. Sample has been selected from the Special Education Nongkhai Center, with the normal instruction coupled with the integration of training kits (art multimedia game) which has been presented on computer and instructional plan of art activities. The study will help to study the development of brain functions and learning behaviors of children with autism. The result has gained from monitoring and training of children with autism by using training kit and instructional plan of art activity. Sample has been purposively selected for 10 persons from children who have studied at the Special Education Nongkhai Center. The training and monitoring has been conducted for 7 weeks coupled with the integration of training kits (art multimedia game) and instructional plan of art activity for 7 weeks as well. The statistical tests used to analyze the data were percent and t-test. The result has shown that children can improve an ability to differentiate color with more accuracy than before. They can color more properly by coloring out of the outline in the less quantity than ever. They have improved the ability to differentiate between dark and light colors. Girls will have the 38

51 more concentration on painting than boys. But boys preferred the art multimedia game than girls. Keywords-component; Children with autism; Art multimedia game training kits; Art activity; Special Education NongKhai Center. ก. บทนา โรคออท สต ก( Autistic Disorder) หร อออท สซ ม( Autism) เป นความบกพร องของพ ฒนาการร ปแบบหน งท ม ล กษณ เฉพาะ น บเป นเวลา 60 ป แล ว ท น กว ชาการร จ กโรคน และพยายามศ กษา รายละเอ ยดต างๆ ของโรค แต ย งไม สามารถหาสาเหต ของโรคได ช ดเจน[1] ออท สต ก(Autistic) เป นโรคทางจ ตเวชเด กท เก ดจากความ ผ ดปกต ของสมอง โดยเด กออท สต ก (Autistic) จ ดเป นเด กพ เศษกล ม หน งท จ ดอย ในกล มอาการท ม ความผ ดปกต ทางพ ฒนาการล าช าแบบ แผ กระจายหร อท เร ยกว าพ ด ด (Pervasive developmental disorder [PDD]) ทาให เก ดความผ ดปกต ด านพ ฒนาการอย างร นแรง โดยเฉพาะใน 3 ด านใหญ ๆ ค อ พ ฒนาการด านส อความหมายและ การส อสาร ด านการม ปฏ ส มพ นธ ทางส งคม และด านอารมณ และ พฤต กรรม โดยความผ ดปกต ในแต ละด านข นก บความร นแรงของ โรค[2] การขาดความร เก ยวก บโรคออท สต กในประเทศไทยโดยเฉพาะ ในชนบท ทาให เก ดผลด านการยอมร บของพ อแม และบ คคลใน ครอบคร ว การขาดความช วยเหล อด านคาแนะนาปร กษา และการ ไม ได ร บบร การทางการแพทย ท ถ กต องของส งคมไทยในสม ยก อน ส งผลต อความช วยเหล อเด กและกล มผ ปกครองเป นอย างมาก เพราะ ผ ปกครองไม ร ว ธ การจ ดการก บป ญหาท เก ดข นช ดเจน การลาด บ ความสาค ญของป ญหาและระยะเวลาของ แต ละว ธ การท ใช ช วยเหล อ จะส นส ดเม อใด [3] ความไม ร ด งกล าวส งผลต อความช วยเหล อเด ก และกล มผ ปกครองพ งจะได ร บเป นอย างมาก เช น โอกาสท จะได ร บ ส ทธ ในทางการแพทย และว ธ ในการปร บพฤต กรรมของล ก แต ใน ป จจ บ นจะพบเด กออท สต กมากข น เป นเพราะส งคมไทยร บร และม ความเข าใจมากข น [4] การพ ฒนาองค ความร และงานค นว จ ยใน ประเทศไทยเก ยวก บเด กออท สต ก จ งม การศ กษาอย างต อเน อง[5] เด ก ออท สต กน นจะม ความบกพร องทางพ ฒนาการโดยส วนมากจะพบว า เป นเด กผ ชายมากกว าเด กผ หญ ง แต อาการของเด กผ หญ งจะม อาการ หน กกว าเด กผ ชาย [6] อาการท พบส วนใหญ ได แก ม ความบกพร อง ทางภาษา เช น พ ดช า บางรายไม พ ด หร อ บางรายม ภาษาเฉพาะของ ตนเอง[7] เด กออท สต กจะม การร บร ทางประสาทส มผ สท ผ ดปกต ไม เข าใจท าทางของคนอ น ไม สามารถเช อมโยงความหมายหร อส บสน เม อม การใช คามากเก นไป[8] จ งทาให เด กกล มน ขาดโอกาสท จะได ไป โรงเร ยนเหม อนเด กปกต [9] เพราะเด กกล มน จาเป นต องได ร บการ ด แล และเวลาในการฝ กเพ อปร บเปล ยนพฤต กรรม ท งน ต องใช แรงกายแรงใจของพ อแม และบ คคลท เก ยวข องเป นอย างมาก เพ อท จะ ช วยสร างพ ฒนาการให ก บเด กกล มน [10] การปร บเปล ยนพฤต กรรม ของเด กน น อาจใช การออกกาล งกาย ดนตร ก จกรรมเข าจ งหวะ ศ ลปะ หร อการเร ยนการสอนเฉพาะต วบ คคลเข ามาเป นแนวทางใน การพ ฒนาส งเสร มให ก บเด ก[11] ศ นย การศ กษาพ เศษประจาจ งหว ดหนองคาย ใช ร ปแบบการสอน ตามโปรแกรม TEACCH (Treatment and Education of Autistic and related Communication handicapped CHildren) พ ฒนาโดย Dr. Eric Schopler เน นการสอนอย างม ระบบ ข นตอน และการจ ดสภาพแวดล อมให เหมาะสมก บเด ก เป น ห วใจสาค ญ โดยม การจ ดห องเร ยนให เป นระบบ จ ดของเป น หมวดหม จ ดตารางเวลาก จกรรมต างๆ เน นการใช ภาพมากกว าเส ยง ใช ส อของจร งในการสอนเด ก เช นการใช ล กบอลส ในการสอนให เด ก ร จ กเก บส งของให ถ กท และเป นการสอนให เด กร จ กส ต าง ๆ ใน ช ว ตประจาว น การฝ กหย บล กบอลจะเป นการช วยให เด กได พ ฒนา กล ามเน อม ดเล ก และเป นการบร หารสายตา[12] และพ ฒนาการเร ยนร ของเด กด วยร ปแบบมอนเตสซอร (Montessori) [13]ค อ หล กการท คาน งถ งเด ก ความต องการของเด กในการเร ยน ได ม การตระเตร ยม ส งแวดล อมให เด กได ทางานด วยตนเอง ส งแวดล อม และเคร องม อ อ ปกรณ ต างๆ น น ได จ ดระบบไว เพ อให เด กได พ ฒนาตนเอง โปรแกรมจ ดเอาไว ให เด กได เป นผ เร ยนท ม อ สระ การควบค มความ ผ ดพลาดในการทางานก ด วยการใช อ ปกรณ และส งแวดล อมท จ ด เอาไว ให น เองเป นต วท ทาให เด กม อ สระ ทางศ นย การศ กษาพ เศษ ประจาจ งหว ดหนองคายใช ร ปแบบการสอน โดยใช ประสาทส มผ ส และการเคล อนไหว ค อ การเร ยนปนเล น การบ รณาเกมท นาเสนอด วยบทเร ยนม ลต ม เด ย เป นก จกรรมเสร ม ข นเพ อพ ฒนา ซ งเป นเหม อนการสร างสภาพแวดล อมจาลองเพ อด ง เด กให เก ดความสนใจ [14] การใช เกมศ ลปะเพ อช วยส งเสร มการ ประสานก นระหว างสายตาและม อของเด ก ขณะจดจ ออย ก บเกม [15] และทาให เด กเก ดพ ฒนาการเพราะต องค ดและต ดส นใจในการเล อก ก จกรรมท เก ดข นในเกม และก จกรรมศ ลปะน นจะช วยทาให เด กม 39

52 สมาธ ช วยกล อมเกลาจ ตใจให เด กม ความละเอ ยดอ อน ใจเย น[16] ได ฝ กค ดก อนลงม อระบายส เป นการช วยในการสร างพ ฒนาการด าน สมอง และด านส งคมให ก บเด ก ใช แบบส งเกตพฤต กรรม แบบทดสอบในการจาแนกส ในช ว ตประจาว น ผลการศ กษาทาให ได ข อม ลท เป นแนวทาง และว ธ เพ อท จะนาไปพ ฒนาและช วยเหล อเด ก ออท สต กด านต างๆ ต อไป ข. ว ตถ ประสงค ของการว จ ย เพ อศ กษาความสามารถในการจาแนกส ต าง ๆ ในช ว ตประจาว น โดยใช ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะและแผนการสอนก จกรรมศ ลปะ โดยแบ งเป น 3 ด านได แก การบอกช อส การระบายส การแยกส ของกล มเด กท เข ามาร บการบาบ ดท ศ นย การศ กษาพ เศษประจา จ งหว ดหนองคาย ค. สมมต ฐานของการว จ ย เด กออท สต กท ได ร บการจ ดก จกรรมโดยใช ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกม ศ ลปะและ แผนการสอนก จกรรมศ ลปะในการฝ กท กษะม ความสามารถในการจาแนกส ต าง ๆ ในช ว ตประจาว นได ด ข น ง. การเก บรวบรวมข อม ล กล มต วอย าง ได แก เด กออท สต กท ผ ปกครองนามาร บการบาบ ดท ศ นย การศ กษาพ เศษประจาจ งหว ดหนองคาย จานวน 10 คน โดย ได ร บความสม ครใจเข าร วมกล มจากผ ปกครองเด ก เป น เด กผ ชาย 6 คน และเด กผ หญ ง 4 คน ม อาย ระหว าง 8-14 ป ทาก จกรรมโดย ช ดฝ ก ม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ และแผนการสอนก จกรรมศ ลปะ โดยทาก จกรรม เก ยวก บส ใน 2 ม ต ค อ โทนส แตกต างก นและโทนส ใกล เค ยงก น โดย ให เด กเล นเกมส ปดาห ละ 3 คร ง คร งละ 1 ช วโมง ควบค ก บ การใช แผนการสอนก จกรรมศ ลปะ โดยจ ดห องฝ กเฉพาะให เด ก เพ อเป นการ สร างสมาธ ให ก บเด ก ส งเกตพฤต กรรมโดยใช แบบส งเกตพฤต กรรม เด กจากผ ปกครอง คร ฝ ก และผ ว จ ย แบบทดสอบการบอกช อส การ ระบายส การแยกส ว เคราะห โดยใช สถ ต พ นฐาน เปอร เซ น ต และค า t-test ก อนฝ กเด กม พฤต กรรมท วไป สร ปได ด งน แสดงพฤต กรรมซ าและกระต นตนเองจากส งเร าภายในต ว เช น การแสดงท าทางแปลกๆ โยกต ว สะบ ดม อ ส งเส ยงร อง ในลาคอ ไม สามารถบอกช อส และแยกส ได ขาดความร บผ ดชอบในงานหร อก จกรรมท ได ร บมอบหมาย ทางานไม เป นระเบ ยบ จ. ผลการศ กษาความสามารถในการจาแนกส ต าง ๆ ในช ว ตประจาว นโดยใช ช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ และแผนการสอนก จกรรมศ ลปะ ผลการศ กษาเก ยวก บส แบ งการศ กษาเป น 3 ด าน ได แก 1.การ บอกช อส 2.การระบายส และ 3.การจาแนกโทนส โดยในการแยกส น นได แบ งออกเป น 2 ม ต ค อ ม ต ท 1 โทนส แตกต างก น และม ต ท 2 ส ใกล เค ยงก น โดยแสดงเป นค าร อยละ ก อนและหล งการใช บ รณาการ เกมท นาเสนอเป นช ดฝ กม ลต ม เด ยเกมศ ลปะ และแผนการสอน ก จกรรมศ ลปะ ผลการศ กษาความสามารถในการร จ กช อส การระบาย ส และด งตารางท 1 3 เด ก คนท ตารางท 1 เร องการบอกช อส โทนส แตกต างก นและ โทนส ใกล เค ยงก น แสดงเป นค าร อยละ และค า t-test ด งน เพศ โทนส แตกต างก น โทนส ใกล เค ยงก น ภาพรวม % ก อน กำรฝ ก % หล ง กำรฝ ก % ท พ ฒนำข น % ก อน กำรฝ ก % หล ง กำรฝ ก % ท พ ฒนำข น พ ฒนาการ A ช ต องปร บปร ง B ช ต องปร บปร ง C ญ พอใช D ช ต องปร บปร ง E ช พอใช F ญ ด ข น G ญ ด ข น H ญ ด ข น I ช พอใช J ช พอใช t-test 5.83** 7.44** ** P <.01 จากตารางท 1 ภาพรวมของการพ ฒนาการในเร องการบอกช อส ท แตกต างก นค ดเป น 16.67% % และโทนส ใกล เค ยงก นค ดเป น 16.67% % โดย เด กผ หญ งม พ ฒนาการเร องการบอกช อส ท แตกต างและโทนส ใกล เค ยงก นต าส ด 25% ส งส ด 58.33% เด กผ ชายม พ ฒนาการเร องการบอกช อส ท แตกต างและโทนส ใกล เค ยงก นต าส ด 16.67% ส งส ด 58.33% สร ปภาพรวมพ ฒนาการเด กในเร องการบอกช อส โทนส แตกต างก นและโทนส ใกล เค ยงก นม น ยสาค ญทางสถ ต ค าท (t-test) อย ท p <.01 กล มด ข น ม เด ก 3 คน เด กกล มน สามารถบอกช อส ได อย าง ถ กต องและสามารถแยกความต างระหว างส อ อนและส เข ม 40

53 เด ก คนท ได อย างช ดเจน ยกต วอย างเช น สามารถบอกส เข ยวอ อน ก บ ส เข ยวแก และไม ส บสนระหว างส แดงและส ส ม กล มพอใช ม เด ก 4 คน เด กกล มน สามารถบอกช อส ได แต ย งม บางคร งท เด กย งไม สามารถแยกความแตกต างระหว างส ได เช น บอกส ส ม เป นส แดง กล มต องปร บปร ง ม เด ก 3 คน เด กกล มน บอกช อส ได แต ย ง ไม สามารบอกได ถ กต องท งหมด และย งไม สามารถแยก ความแตกต างระหว างส อ อนและส เข มได อย างถ กต อง ตารางท 2 เร องการระบายโทนส แตกต างก นและ โทนส ใกล เค ยงก น แสดงเป นค าร อยละ และค า t-test ด งน เพศ โทนส แตกต างก น โทนส ใกล เค ยงก น ภาพรวม % ก อน กำรฝ ก % หล ง กำรฝ ก % ท พ ฒนำข น % ก อน กำรฝ ก % หล ง กำรฝ ก % ท พ ฒนำข น พ ฒนาการ A ช ต องปร บปร ง B ช พอใช C ญ ต องปร บปร ง D ช ต องปร บปร ง E ช ต องปร บปร ง F ญ พอใช G ญ พอใช H ญ พอใช I ช ด ข น J ช ด ข น t-test 5.59** 9.18** ** P <.01 จากตารางท 2 ภาพรวมของการพ ฒนาการในเร องการระบายส โทนส แตกต างก นค ดเป น 18.18% % และโทนส ใกล เค ยงก นค ดเป น 18.18% % โดย เด กผ หญ งและเด กผ ชายม พ ฒนาเพ มข นมากในเร องการร จ กช อส ท แตกต างต าส ด 18.18% ส งส ด 63.64% เด กผ หญ งม พ ฒนาเพ มข นมากในเร องโทนส ใกล เค ยงก น ต าส ด 18.18% ส งส ด 27.27% เด กผ ชายม พ ฒนาเพ มข นมากในเร องโทนส ใกล เค ยงก นต าส ด 18.18% ส งส ด 45.46% สร ปภาพรวมพ ฒนาการเด กในเร องการระบาย โทนส แตกต างก นและโทนส ใกล เค ยงก นม น ยสาค ญทางสถ ต ค าท (t-test) อย ท p <.01 กล มด ข น ม เด ก 2 คน เด กกล มน ม สมาธ ในการระบายส ได เป นอย างด สามารถบ งค บม อให ระบายส ให อย ในกรอบ และสามารถเล อกส ได ถ กต องตามแบบฝ กห ดท คร ฝ กนามา ทดสอบ กล มพอใช ม เด ก 4 คน เด กกล มน คร ย งต องคอยเต อนให สมาธ ในการระบายส แต เด กสามารถบ งค บม อให ระบายส ให อย ในกรอบได พอสมควร และสามารถเล อกหย บส ได ถ ก ในบางคร ง ตามแบบฝ กห ดท คร ฝ กนามาทดสอบ กล มต องปร บปร ง ม เด ก 4 คน เด กกล มน ย งไม สามารถ บ งค บม อให ระบายส ให อย ในกรอบได จะหย บส มาระบาย เด ก คนท โดยไม สนใจคาบอกของคร ฝ ก สมาธ ในการทางานย งไม ด พอ ตารางท 3 เร องการแยกส โทนส แตกต างก นและ โทนส ใกล เค ยงก น แสดงเป นค าร อยละ และค า t-test ด งน เพศ โทนส แตกต างก น โทนส ใกล เค ยงก น ภาพรวม % ก อน กำรฝ ก % หล ง กำรฝ ก % ท พ ฒนำข น % ก อน กำรฝ ก % หล ง กำรฝ ก % ท พ ฒนำข น พ ฒนาการ A ช ต องปร บปร ง B ช พอใช C ญ ต องปร บปร ง D ช พอใช E ช ด ข น F ญ ด ข น G ญ พอใช H ญ ด ข น I ช ต องปร บปร ง J ช พอใช t-test 8.41** 8.90** ** P <.01 จากตารางท 3 ภาพรวมของการพ ฒนาการในเร องการแยกส โทนส แตกต างก นค ดเป น33.34% - 50% และการแยกส โทนส ใกล เค ยงก นค ดเป น16.67% - 50% โดย เด กผ หญ งม พ ฒนาการเร องการแยกส โทนส แตกต างก นต าส ดค ดเป น33.34% ส งส ดค ดเป น 50% และโทนส ใกล เค ยงก นต าส ด 16.67% ส งส ด 33.34% เด กผ ชายม พ ฒนาการเร องการแยกส โทนส แตกต างก นต าส ดค ดเป น 16.67% ส งส ดค ดเป น 33.34% และโทนส ใกล เค ยงก นต าส ดค ดเป น 33.34% ส งส ดค ดเป น 50% สร ป ภาพรวมพ ฒนาการเด กในเร องการแยกส โทนส แตกต างก นและโทนส ใกล เค ยงก นม น ยสาค ญทางสถ ต ค าท (t-test) อย ท p <.01 กล มด ข น ม เด ก 3 คน เด กกล มน สามารถเร ยนร ความ แตกต างของส ได ด ข น และย งสามารถแยกความแตกต าง เช น ส แดง ก บส ส มได อย างช ดเจน กล มพอใช ม เด ก 4 คน เด กกล มน สามารถแยกส ระหว างส เข ยวอ อน ก บส เข ยวแก แต ย งคงม บางคร งท ส บสนระหว าง ส แดงและส ส ม กล มต องปร บปร ง ม เด ก 3 คน เด กกล มน ย งส บสนความ แตกต างของส เช น ส แดง ส ส ม และส น าตาล ซ งเด กย งคง บอกช อส แดงและส ส มว าเป น ส น าตาล ฉ. ข อจาก ดในงานว จ ย ในรายงานศ กษาว จ ยฉบ บน ไม ม ผลการต ดตามการศ กษาหล งจาก เด กผ านการทดสอบไปแล ว 7 ส ปดาห ผ ว จ ยไม สามารถทราบถ งผล พ ฒนาการในการบอกช อส และความสามารถในการแยกความ แตกต างระหว างส เข มและส อ อนของเด กเพราะหากเด กในกล ม ย าย ศ นย ฝ ก และไม ได ร บการพ ฒนาอย างต อเน องอาจส งผลให พ ฒนาการ ในเร องส ของเด กถดถอยหร อไม เก ดการพ ฒนาอย างต อเน องได 41

54 ช. อธ ปรายผล เม อเด กฝ กผ านไปได 7 ส ปดาห ปรากฏว าเด กม พ ฒนาการไป ในทางท ด ข น โดยเด กม ความสามารถในการบอกช อส ได ด ข น ความสามารถในการระบายส โดยให อย ในกรอบท กาหนด เด ก สามารถทาได เป นอย างด โดยระบายส ออกนอกกรอบน อยลง และ ความสามารถในการแยกความแตกต างระหว างส เข มและส อ อนเด ก สามารถทาได ด ข น หากพ จารณาแยกกล ม พบว า กล มเด กผ ชายจะ ชอบเล นเกม ในบทเร ยนม ลต ม เด ยมากกว าและกล มเด กผ หญ ง แต กล มเด กผ หญ งจะชอบใช แบบฝ กห ดในการระบายส และด น ทาน ม สมาธ ในการระบายส ด กว ากล มเด กผ ชาย การนาเทคโนโลย สารสนเทศเข ามาใช สามารถช วยอานวยความ สะดวกให ก บเด กกล มน ได โดยใช ข อม ล ภาพ เส ยง และข อความ เป น การด งความสนใจให เด กจดจ ออย ในก จกรรม[10] และก จกรรมศ ลปะ เช น การวาดภาพช วยทาให เด กม สมาธ มากข น [16] อ กท งย งสามารถ เป นต วกลางในการส อสารก บเด กแทนการสอน[17] และท สาค ญเวลา ท ใช ในการฝ ก ผ ปกครองควรม ส วนในการร บร กระบวนการ และ แบ งเวลาในการเร ยนร ว ธ การฝ กเพ อสามารถนากล บไปฝ กต อท บ าน ได อย างต อเน อง เป นการช วยให เด กทาซ าๆ[18] เพ อทาให เด กเก ดการ เร ยนร จดจา ในส งท คร ผ ฝ กได ทาการสอน เพ อทาให เก ดความคงทน ในความร ของต วเด กเอง และเป นส งท จาเป นต ออนาคตของต วเด กใน การดาเน นช ว ตในส งคมต อไปในอนาคต[19] ก ตต กรรมประกาศ ขอขอบค ณ ผ ปกครอง คณะคร ฝ กและเด กออท สต กประจาศ นย การศ กษาพ เศษประจาจ งหว ดหนองคายท กท านท สละเวลา ให ความ ร วมม อก บท มผ ว จ ย และขอบค ณ นางสาวธนภร ฤทธ แผลง ผ อานวยการ ศ นย การศ กษาพ เศษประจาจ งหว ดหนองคายเป นอย างส ง ท อานวยความสะดวกในการทางานให ก บท มผ ว จ ย อ างอ ง [1] รจนา ทรรทรานนท, 2527, เด กออท สต ก คาแนะนาสาหร บ บ ดามารดาและน กว ชาการ, กร งเทพมหานคร: เก ยรต ธ รก จ, หน า 15. [2] เพ ญแข ล มศ ลา, 2545, ออท ซ มในประเทศไทย : จากตาราส ประสบการณ, เอกสารประกอบการประช มว ชาการระด บชาต เร อง คร หมอ พ อแม : ม ต แห งการพ ฒนาศ กยภาพบ คคลออท สต ก, กร งเทพฯ: คณะศ กษาศาสตร มหาว ทยาล ยธรรมศาสตร. [3] R. Dewri, and N. Chakraborti. Simulating recrystallization through cellular automata and genetic algorithms. Modelling Simul. Mater. Sci. Eng (3): U. Tarangkhasombat. Help children with autism. Bankkok: Research and Family Development, [4] C. Chantha Ya Non. Small World of Autism[Online]. Available : [2012, September 28]. [5] S. Kaeokangwan. Modern Psychology of Exceptional Children. Bankkok:Thammasat University, [6] JA. Kientz, GR. Hayes, GD. Abowd and RE. Grinter. From the war room to the living room: decision support for homebased therapy teams. In: Proceedings of the CSCW Banff. Alberta, Canada [7] M. Van Ameringen, C. Mancini, and P. Farvolden. The impact of anxiety disorders on educational achievement. Journal of Anxiety Disorders , [8] A. Klin, W. Jones, R. Schultz, F. Volkmar and D. Cohn. Visual fixation patterns during viewing of naturalistic social situations as predictors of social competence in individuals with autism. Archives of General Psychiatry , [9] J. Barnard, A. Prior and D. Potter. Inclusion and autism: is it working? National Autistic Society., London [10] N. Borgers, E. de Leeuw, and J. Hox. Children as Respondents in Survey Research: Cognitive Development and Response Quality 1 Bulletin of Sociological Methodology. 66(1) DOI = / , [11] S. Rong But Si, Stimulate Development [Online]. Available : [2012, October 01] [12] N. Bunchu. The effects of teaching about the program TEACCH for students with autism. NongKhai: The Special Education NongKhai Center (Thailand), [13] Due to family matters [Online]. Available: [2012, September 14]. [14] N. Oudin O. Grynszpan, J.-C. Martin. Towards a methodology for the design of humancomputer interfaces for persons with autism. ACM Crossroads. Special Issue on Human-Computer Interaction, Winter [15] S. Bögels and C. Lamers. The causal role of self-awareness in blushing-anxious, socially-anxious and social phobic individuals. Behaviour Research and Therapy , [16] N. Yen Ya San, T. Toem Thong, N. Won Than Kun and C. Plueang Nut. The Effect Of Music And Arttherapy Program On Aggressive Behaviors Of Severe Intellectual And Developmental Disabilities Persosns In Rajanukul Nstitute, [17] D.L. Edyburn. A synthesis of the special education technology literature. Journal of Special Education Technology , [18] C. Tachechak. The initial period of assistance for children with autism, Child Development Institute of the Rajanagarindra. Faculty of Education Chiang Mai University, [19] J. Chano. The Development of a Communicative Instructional Model To Reduce Behavioral Problems in Preschool Autistic Children. Khon Kaen University,

55 การพ ฒนาระบบเทคโนโลย สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร Development of Information System for Referral of Patients between Hospitals ธ ร นทร เกต ว ช ต 1 สถาบ นว ทยาการสารสนเทศ มหาว ทยาล ยศร ปท ม ส รศ กด ม งส งห สถาบ นว ทยาการสารสนเทศ มหาว ทยาล ยศร ปท ม บทค ดย อ -- การว จ ยคร งน เป นการว จ ยเช งทดลอง ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาบร บทการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วย ระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ขท เป นอย ใน ป จจ บ น ปร บปร งและพ ฒนาระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ข ให ม ความท นสม ยและเหมาะสมมากข น และ เพ อประเม นระบบการ จ ดการสารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ด กระทรวงสาธารณส ข พ จารณาจากความพ งพอใจของบ คลากรด าน สาธารณส ขผ ท เก ยวข องท กฝ าย ผลการประเม นประส ทธ ภาพเช ง ค ณภาพของระบบแสดงให เห นว าระบบท พ ฒนาข นม ประส ทธ ภาพ เช งค ณภาพในระด บด มาก สามารถน าไปใช งานเพ อการส งต อผ ป วย ระหว างสถานพยาบาลได ว ธ การด าเน นงานว จ ย ว ธ การด าเน นงาน ออกเป น 7 ข นตอน ได แก การศ กษาระบบงานเด ม ความต องการของ ระบบงานใหม การว เคราะห และออกแบบระบบ การสร างและพ ฒนา ระบบ เคร องม อท ใช ในการประเม นประส ทธ ภาพของระบบ การ ทดสอบประส ทธ ภาพของระบบ และการว เคราะห ผลการว จ ยพบว า ประส ทธ ผลของการจ ดการระบบสารสนเทศในการจ ดระบบข อม ล ส ขภาพผ ป วยในพ นท ท เป นป จจ บ น สามารถเช อมโยงข อม ลส งต อ ผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ข และความ พ งพอใจของบ คลากรด านสาธารณส ขท เก ยวข อง ข อเสนอแนะ การ พ ฒนาระบบเทคโนโลย สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร ท าให การระบบข อม ลส ขภาพผ ป วยเป นป จจ บ น สามารถเช อมโยงข อม ลส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ด กระทรวงสาธารณส ขแบบไร รอยต อ ผ ป วยได ร บการส งต อและร กษา ท รวดเร ว และบ คลากรด านสาธารณส ขเก ดความพ งพอใจในการใช งาน การน าไปขยายส ท กภาคส วนของระบบบร การส ขภาพจะช วยให ระบบการบร การส ขภาพภายในประเทศม ค ณภาพได มาตรฐานมาก ย งข น ค าส าค ญ : การจ ดการ, ระบบส งต อ, ความพ งพอใจ, โรงพยาบาล, การเช อมโยง ข อม ล This research was an experimental research with three objectives: 1) to study the context of current management information system for referral of patients between hospitals under the Ministry of Health in the Northern Region; 2) to improve and develop a more modern and more appropriate management information system for referral of patients between hospitals under the Ministry of Health in the Northern Region, using ThaiRefer program; and 3) to assess user s satisfaction of the information management system for referral of patients between hospitals under the Ministry of Health in the Northern Region by all relevant personnel in public health departments. The assessment result found that the quality of the system was very good and useful for referral of patients between hospitals. Keywords-component; Management, Referral system, Satisfaction, Hospital, Data link 1. บทน า นโยบายของร ฐในการสร างหล กประก นส ขภาพถ วนหน า ก าหนดให สถานพยาบาลท กแห งม มาตรฐานการร กษา เพ อให ประชาชนได ร บบร การส ขภาพด วยความเสมอภาคและกระจายอย าง ท วถ ง หากเป นโรคท ซ บซ อนเก นข ดความสามารถของสถานพยาบาล จะต องม ระบบส งต อผ ป วยไปย งสถานพยาบาลท ม ศ กยภาพส งกว า และเม อผ ป วยได ร บการด แลร กษาจนม อาการคงท แล ว จะต องม ระบบ ส งผ ป วยกล บไปสถานพยาบาลต นทาง เพ อฟ นฟ สมรรถภาพ ร บการ ร กษาต อเน อง ในอด ตการร บส งต อผ ป วย พบประเด นท เป นป ญหาหล กใน ระบบการส งต อผ ป วย 2 ประเด กได แก ข นตอนการส งต อผ ป วย ท ไม เป นระบบม ผลให ผ ป วยได ร บการด แลท ส าช า ม อาการร นแรงมากข น และการส อสารข อม ลผ ป วย ข อม ลในใบส งต อไม เพ ยงพอ ไม ช ดเจน ความแตกต างในระบบข อม ลและรายงานแต ละสถานพยาบาล แตกต างก น ป จจ บ นได ม การน าเอาเทคโนโลย ด านคอมพ วเตอร และ ระบบเคร อข ายมาใช ในงานบร การส ขภาพ เพ อช วยการท างานให เก ด 1 น กว ชาการคอมพ วเตอร โรงพยาบาลล าปาง 43

56 ประส ทธ ภาพส งส ด แต การน ามาใช ในสถานพยาบาลแต ละแห งม ความหลากหลาย ม ความย งยากในการแลกเปล ยนและใช ข อม ล ร วมก นระหว างสถานพยาบาลในระบบส ขภาพ ด วยเหต ผลด งกล าวผ ว จ ยจ งม แนวค ดพ ฒนาพ ฒนาระบบ เทคโนโลย สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร ท เป นมาตรฐาน สามารถส อสารข อม ลระหว างสถานพยาบาลท ม ระบบข อม ลท หลากหลาย เป นส อกลางในการส อสาร เพ อให ม ระบบการส งต อท ม ประส ทธ ภาพ 2. ว ตถ ประสงค การว จ ย 1. เพ อศ กษาบร บทการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อการส งต อ ผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ข ท เป นอย ในป จจ บ น 2. เพ อปร บปร งและพ ฒนาระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ข ให ม ความท นสม ยและเหมาะสมมากข น 3. เพ อประเม นระบบการจ ดการสารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วย ระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ข พ จารณาจาก ความพ งพอใจของบ คลากรด านสาธารณส ขผ ท เก ยวข องท กฝ าย 3. เอกสารงานว จ ยท เก ยวข องและสมม ต ฐานของการว จ ย การส งต อผ ป วยและการจ ดการ กระทรวงสาธารณส ขฉบ บท 8 (ราชก จจาน เบกษา 2545) [5] ให ความหมายว า การส งต อผ ป วย หมายความว า การเคล อนย าย ผ ป วยจากสถานท หน งเพ อไปร กษาต อย งอ กสถานท หน งโดย สถานพยาบาลเป นผ น าส ง ระบบส งต อผ ป วยทางการแพทย และสาธารณส ขเป น ส งจ าเป นและม ความส าค ญอย างย งต อประส ทธ ภาพของระบบบร การ สาธารณส ขส วนภ ม ภาค ซ งม สถานบร การต างระด บเช อมโยงก นเป น เคร อข ายต งแต ระด บต าบล อ าเภอ จ งหว ด และศ นย เขต ในช วงท ไม ได ด าเน นการอย างเป นระบบท าให เก ดป ญหาผ ป วยไปร บบร การ จากโรงพยาบาลใหญ ๆ ก นเป นจ านวนมากโดยไม จ าเป น เพ อให หน วยบร การสาธารณส ขท ร บผ ป วยไว เข าใจความเป นมาของผ ป วย ตามสมควร สามารถให การด แลผ ป วยต อไปอย างสะดวกและถ กต อง เม อเสร จส นการด แลร กษาแก ผ ป วยก จะแจ งผลการร กษากล บไปย ง หน วยบร การสาธารณส ขท ส งผ ป วยมา เพ อการตรวจร กษาท ต อเน อง ให ผ ป วยได ร บการด แลอย างด และเหมาะสมท ส ด จากความหมายต างๆ สามารถสร ปได ว า การส งต อผ ป วย เป นการส งผ ป วยจากหน วยบร การสาธารณส ขแห งหน งไปย งอ กแห ง หน งท เหมาะสมกว า โดยม การน าส งท งข อม ลเก ยวก บป ญหาของ ผ ป วยและการด แลร กษาท ได ให แล วระหว างหน วยบร การเพ อ ร กษาพยาบาลตามป ญหาของผ ป วย จากการทบทวนวรรณกรรมท งจากต างประเทศและใน ประเทศ ม ป จจ ยท เก ยวข องก บ การส งต อผ ป วย วาร เรนและคณะ [1] ศ กษาแนวทางปฏ บ ต ส าหร บการส งต อผ ป วยฉ กเฉ นท งภายใน โรงพยาบาลและระหว างโรงพยาบาล ผลการศ กษาพบว า โรงพยาบาลควรวางแผนร ปแบบส าหร บการส งต อผ ป วยฉ กเฉ นท งใน โรงพยาบาลและระหว างโรงพยาบาลให ครอบคล มเร องของการ อ านวยความสะดวกและการส อสารก อนการส งต อ บ คลากร เคร องม ออ ปกรณ การด แลร กษาระหว างการส งต อ และเอกสารท เก ยวข อง ซ งการวางแผนการส งต อควรม การพ ฒนาอย างต อเน อง และควรประเม นผลและแก ไขเป นระยะๆ โดยอาศ ยกระบวนการ มาตรฐานการปร บปร งค ณภาพ การส งต อผ ป วยฉ กเฉ นท อาจท าให เก ดความเส ยงซ งสามารถสน บสน นให เก ดการส งต อท ปลอดภ ย เพ อ ส งเสร มให องค กรน าเช อถ อมากข น โทแมนและเฟอร ก ส น[2] ศ กษาการส อสารและการ ประสานงานอย างง ายในการส งต อผ ป วยภาวะว กฤต ผลการศ กษา พบว า ป จจ ยท ท าให การต ดต อส อสารและการประสานงานในการส ง ต อผ ป วยประสบผลส าเร จค อ ผ ให บร การม ส วนร วมในการก าหนด ว ส ยท ศน ท จะสร างความปลอดภ ย ความเช อม น และระบบการส งต อ ท ม ประส ทธ ภาพโดยย ดการด แลผ ป วยเป นศ นย กลาง กว นน ทและเกรย [3] ได ศ กษา การด แลผ ป วยภาวะว กฤตใน แผนกฉ กเฉ น: การส งต อผ ป วย ผลการศ กษาพบว า ส งจ าเป นใน กระบวนการส งต อผ ป วย ได แก มาตรฐานการส งต อ การป องก นความ เส ยงระหว างการส งต อผ ป วย ความเหมาะสมของบ คลากรในการส ง ต อผ ป วย เคร องม ออ ปกรณ และการต ดต อส อสาร การว จ ยคร งน ผ ว จ ยทบทวนวรรณกรรมพบว า จากแนวค ด ทฤษฎ และเอกสารงานว จ ยท เก ยวข องด งได กล าวมาแล ว จะเห นได ว า ในการจ ดการด านการส งต อผ ป วยน นม ป จจ ยหลายประการท เก ยวข องและส งผลถ งความพ งพอใจ ค นทซ และไวร ช [4] กล าวว า 44

57 ผ จ ดการเป นผ กระต นบ คลากรหร อผ ใต บ งค บบ ญชาให ปฏ บ ต งาน โดยม การประย กต ใช ป จจ ยภายในของมน ษย เช น ความต องการ ความปรารถนา ความประสงค และความคาดหว งมาเป นแรงจ งใจ ซ ง แรงจ งใจท ได ร บจะเป นแรงข บเคล อนให บ คคลม ความพยายามท จะ กระท าหร อแสดงพฤต กรรมตอบสนองความต องการท น าไปส เป าหมายของงานและองค การ ผ ว จ ยจ งม แนวค ดพ ฒนาพ ฒนาระบบ เทคโนโลย สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร โดยใช กรอบแนวค ดในการว จ ยการพ ฒนาระบบเทคโนโลย สารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร ร ปท 1 กรอบแนวค ดในการว จ ยการพ ฒนาระบบเทคโนโลย 2 สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยโดยใช โปรแกรมไทยร เฟอร 2. ว ธ การด าเน นการว จ ย Referral 2.1 ประชากรและกล มต วอย าง กระบวนการและว ธ การเล อกกล ม ต วอย าง ว ธ การด าเน นงานของการพ ฒนาระบบส งการจ ดการระบบ สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาล ผ ว จ ยได แบ ง ว ธ การด าเน นงานออกเป น 7 ข นตอน โดยม รายละเอ ยด ด งต อไปน 1. การศ กษาระบบงานเด ม 2. ความต องการของระบบงานใหม 3. การว เคราะห และออกแบบระบบ 4. การสร างและพ ฒนาระบบ 5. เคร องม อท ใช ในการประเม นประส ทธ ภาพของระบบ 6. การทดสอบประส ทธ ภาพของระบบ 7. การว เคราะห ข อม ลทางสถ ต การศ กษาระบบงานเด ม การศ กษาระบบงานเด ม เป นการศ กษาระบบการการจ ดการระบบ สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาล และระบบ ตอบกล บส งต อผ ป วย โดยการส มภาษณ เจ าหน าท ผ ปฏ บ ต งานด าน การร บ ส งต อผ ป วย ของโรงพยาบาลล าปาง เจ าหน าท โรงพยาบาล ช มชนในจ งหว ดล าปาง เพ อน าข อม ลมาว เคราะห และออกแบบระบบ ให ครอบคล มการท างานมากท ส ด จากการศ กษาระบบงานเด มสามารถว เคราะห ป ญหาต าง ๆ ได ด งต อไปน 1. ม ความซ าซ อนในการจ ดท าเอกสารการส งต อ เพราะ เจ าหน าท ต องบ นท กข อม ลเก ยวก บการรายละเอ ยดการส งต อลงใน ระบบคอมพ วเตอร จากน น ท าการเข ยนข อม ลลงในแบบฟอร มการส ง ต อผ ป วย ท าให ม ความล าช าในการจ ดท าเอกสารการส งต อ 2. ข อม ลในเอกสารการส งต อผ ป วย ไม ละเอ ยดเพ ยงพอใน การร กษาผ ป วยต อ ท าให ต องเส ยเวลาในการซ กประว ต ผ ป วยใหม 3. สถานพยาบาลท ร บส งต อผ ป วยจากโรงพยาบาล ไม ม รายละเอ ยดเก ยวก บประว ต เบ องต นผ ป วย เช น ประว ต การร กษา ประว ต การใช ยา อาการท ป วย เป นต น จากการศ กษาป ญหาระบบเด ม พบว าม ความซ าซ อนใน ข นตอนการจ ดท าเอกสารการส งต อ ผ ป วยต องรอร บเอกสารการส ง ต อนาน เม อไปถ งสถานพยาบาลท จะเข าร บการร กษาต อแล ว เจ าหน าท ต องท าการซ กประว ต ใหม กรณ ผ ป วยท ม อาการหน ก หร อไม ร ส กต ว บางรายอาจไม ม ญาต ไปด วยท าให เป นอ ปสรรคต อ การซ กประว ต ข นตอนการท างานต อไปจ ง เป นการว เคราะห และ ออกแบบระบบใหม เพ อแก ป ญหาของระบบงานเด ม ได ระบบงาน ใหม ท ตอบสนองความต องการ แก ผ ใช ม ความสะดวกและรวดเร วใน การใช งาน 2 ไทยร เฟอร (ThaiRefer) ค อโปรแกรมระบบสารสนเทศส าหร บ ก า รส งต อข อ ม ล ผ ป วย ร ะห ว า งส ถ าน พย าบ า ล เพ อเ พ ม ประส ทธ ภาพให การส งต อม ประส ทธ ภาพ รวดเร ว สะดวกต อการ ใ ช งาน เพ อประโยช น ส งส ดของผ ป วย พ ฒนาโดยศ น ย คอมพ วเตอร ร วมก บกล มงานเวชศาสตร ฉ กเฉ น โรงพยาบาล ล าปาง 45

58 ความต องการของระบบใหม ผ ว จ ยได น าเอาระบบเทคโนโลย สารสนเทศมาพ ฒนา ให เก ดประโยชน ส าหร บองค กรมากท ส ด ซ งจะท าให สถานพยาบาลอ น ท ร บส งต อผ ป วยจากโรงพยาบาลต นทาง สามารถทราบประว ต เบ องต นผ ป วย ประว ต การร กษา ประว ต การใช ยา ยาท แพ ผลการ ว น จฉ ยจากแพทย ข อม ลรายละเอ ยดเก ยวก บการร บ-ส งต อ และ รายละเอ ยดการตอบกล บส งต อผ ป วย ม ระบบรายงานท สามารถน า ข อม ลไปใช ในงานด านการบร หาร บร การ โดยผ ใช สามารถด ข อม ล ด งกล าวผ านทางโปรแกรม ท ม ระบบร กษาความปลอดภ ยของข อม ล ม การก าหนดส ทธ ในการเข าถ งข อม ลของผ ใช การว เคราะห และออกแบบระบบ การพ ฒนาระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อการส งต อ ผ ป วยระหว างสถานพยาบาล จะอ งก บระบบสารสนเทศท ม อย เด ม ม การน าฐานข อม ลจากระบบบร หารโรงพยาบาลมาใช และม การสร าง ฐานข อม ลเพ มบางส วน ผ ว จ ยได ศ กษาและน าเคร องม อต าง ๆ มาใช ในการว เคราะห และออกแบบระบบ การสร างและพ ฒนาระบบ หล งจากท าการว เคราะห และออกแบบระบบ โดยใช แผนผ งบร บทและแผนผ งกระแสข อม ล ท าให ทราบถ งภาพรวมและ ข นตอนการไหลของข อม ลท ม อย ในระบบท งหมด ข นตอนต อไป เป นการออกแบบหน าจอของระบบ จากน นท าการเข ยนโปรแกรม (Coding) ซ งเราต องเข ยนโปรแกรมให สามารถท างานตามท เราได ท า การออกแบบไว โดยโครงการสร างฐานข อม ลของระบบและในการ ออกแบบระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วย ระหว างสถานพยาบาล ผ ว จ ยได รวบรวมข อม ลต างๆ ท เก ยวข องก บ ระบบท งหมดตามท ได ว เคราะห ไว แล วข างต น โดยแบ งผ ใช ออกเป น 3 กล มด วยก น ค อ 1. ผ ด แลระบบ เป นการใช งานในส วนของผ ด แลระบบ ท สามารถเพ ม แก ไข ลบข อม ลและการก าหนดส ทธ ในการเข าถ งข อม ล ของผ ใช แต ละคน 2. เจ าหน าท โรงพยาบาล การใช งานในส วนน ผ ใช งาน สามารถด ข อม ลเก ยวก บประว ต เบ องต นผ ป วย ส ทธ การร กษา การใช ยา ยาท แพ ผลการว น จฉ ย ค าร กษา ข อม ลการร บ-ส งต อ ข อม ลการ ตอบกล บส งต อ ข อม ลผ ป วยโรงเร อร ง ผ ใช สามารถเล อกด ด ข อม ล ของผ ป วยท ม การร บ-ส งต อ หร อ การตอบกล บได ท กสถานพยาบาล สามารถเปล ยนรห สผ าน และ ม ระบบรายงาน 3. เจ าหน าท สถานพยาบาลอ น การใช งานในส วนน ผ ใช สามารถด ข อม ลเก ยวก บประว ต เบ องต นผ ป วย ส ทธ การร กษา การใช ยา ยาท แพ ผลการว น จฉ ย ค าร กษาพยาบาล ข อม ลการร บ-ส งต อ ข อม ลการตอบกล บส งต อ ข อม ลผ ป วยโรคเร อร ง ผ ใช สามารถเล อก ด ข อม ลของผ ป วยท ม การร บ-ส งต อ หร อการตอบกล บ ระบบจะ แสดงข อม ลตามรห สสถานพยาบาลท ใช งานได ลงทะเบ ยนการใช งาน ไว ไม สามารถด ข อม ลของถานพยาบาลอ นได สามารถเปล ยน รห สผ านและม ระบบรางาน 4.2 เคร องม อท ใช ในการเก บรวมรวมข อม ล หล งจากได ท าการพ ฒนาระบบแล ว เพ อประเม นหา ประส ทธ ภาพการท างานของระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาล ให สามารถท างานได ถ กต อง แม นย า และตรงตามความต องการของผ ใช จ งได จ ดท าแบบประเม น หาประส ทธ ภาพระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อการส งต อ ผ ป วยระหว างสถานพยาบาล โดยการทดสอบหาประส ทธ ภาพของ ระบบแบ งออกเป น 3 กล ม ค อ 1. ทดสอบโดยผ พ ฒนาระบบ ด วยการใช ว ธ ทดสอบแบบ Black Box Testing โดยการป อนข อม ลท ถ กต อง การป องข อม ลท ผ ดพลาด และการไม ป อนข อม ลท ผ ดพลาด และการไม ป อนข อม ล 2. ทดสอบโดยผ เช ยวชาญ 3. ทดสอบโดยผ ใช งาน โดยแบ งการประเม นระบบตามล กษณะการทดสอบระบบ ออกเป น 4 ด าน ด งต อไปน 1. ด าน Functional Requirements Test เป นการประเม นความ ถ กต อง และประส ทธ ภาพท ตรงตามความต องการของผ ใช 2.ด าน Function Test เป นการประเม นความถ กต อง ประส ทธ ภาพ ด านความสามารถในการท างาน 3.ด าน Usability Test เป นการประเม นความสามารถของ ระบบท ง ายต อการใช งาน 4.ด าน Security Test เป นการประเม นประส ทธ ภาพความ ม นคงปลอดของข อม ล 46

59 เกณฑ การยอมร บประส ทธ ภาพของระบบการจ ดการระบบ สารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาล ตารางท 1 ระด บเกณฑ การให คะแนน ระด บเกณฑ การให คะแนน เช งค ณภาพ เช งปร มาณ ความหมาย ด มาก ระด บท พ ฒนาม ประส ทธ ภาพในระด บด มาก ด ระด บท พ ฒนาม ประส ทธ ภาพในระด บด ปานกลาง ระด บท พ ฒนาม ประส ทธ ภาพในระด บด ปานกลาง น อย ระด บท พ ฒนาม ประส ทธ ภาพในระด บด น อย น อยมาก ระด บท พ ฒนาม ประส ทธ ภาพในระด บน อยมาก การทดสอบประส ทธ ภาพของระบบ การทดสอบประส ทธ ภาพของระบบโดยผ เช ยวชาญเป นผ ม ความร ด านโปรแกรมคอมพ วเตอร และระบบส งต อผ ป วย ม ข นตอนการ ปฏ บ ต งานด งน 1. ท าหน งส อเช ญเจ าหน าโรงพยาบาลช มชนในจ งหว ดล าปางให ทดสอบระบบการทดสอบประส ทธ ภาพของระบบ และท าแบบ ประเม นประส ทธ ภาพของระบบ แล วน ดว นทดสอบระบบ 2. ด าเน นการปร บปร งแก ไข หากเก ดข อผ ดพลาดของระบบและ ม ข อเสนอแนะต าง ๆ ในข นตอนการทดสอบระบบของผ เช ยวชาญ ผ ว น จฉ ยจะน าค าแนะน าและความเห น มาแก ไขปร บปร งระบบให ม ประส ทธ ภาพย งข น ผลท ได จาการท าแบบประเม น น ามาสร ปผลเพ อประเม นว า ระบบท ได พ ฒนาข นมาน นม ประส ทธ ภาพในด านต างๆอย ในระด บใด การว เคราะห ข อม ลทางสถ ต สถ ต ท ได ในการประเม น ค อ ค าเฉล ยเลขคณ ตและส วน เบ ยงเบนมาตรฐานค าเฉล ยเลขคณ ต (Mean) หมายถ ง ค าท ได จาการ น าข อม ลท งหมดมารวมก น แล วหารด วยจ านวนข อม ลท งหมด เข ยน เป นส ตรได ด งน (จ กรร นทร วรรณโพธ กลาง 2551 : 755) [6] x x= n เม อก าหนดให x แทนค าเฉล ยเลขคณ ต x แทนผลรวมของข อม ลท งหมด n แทนจ านวนข อม ลท งหมด ส วนเบ ยนแบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค อค าเฉล ย ของความแตกต างระหว างข อม ลแต ละต วจากค าเฉล ยเลขคณ ต เป น ค าท แสดงถ งการกระจายของข อม ลแต ละต วท เบ ยงเบนไปจากค าเฉล ย ซ งท าให ทราบว าโดยเฉล ยแล วข อม ลแต ละต วเบ ยนแบนไปจาก ค าเฉล ย เลขคณ ตเท าใดค านวณได จากส ตร SD = ( x x) N 1 เม อก าหนดให SD แทนท ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน x แทนท ส วนเฉล ยเลขคณ ต x แทนท ค าของข อม ล N แทนท จ านวนข อม ลท งหมด ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน จะบอกให ทราบถ งความแตกต าง ระหว างข อม ลในกล มว าม ข อม ลมากน อยเพ ยงใด ถ าส วนเบ ยงเบน มาตรฐานม ค ามาก แสดงว าข อม ลน นม ค าแตกต างก นมากไม เป นไป ในท ศทางเด ยวก น ค อ ม ท งค าต าและส ง ถ าส วนเบ ยงเบนมาตรฐานม ค าน อยแสดงว าข อม ลม ค าใกล เค ยงก นเป นส วนมาก และถ าส วน เบ ยงเบนมาตรฐานม ค าเป นศ นย แสดงว าข อม ล ท กต วม ค าเท าก น 3. ผลการว จ ย การว จ ยคร งน พบว าประส ทธ ผลของการจ ดการระบบสารสนเทศ ในการจ ดระบบข อม ลส ขภาพผ ป วยในพ นท ท เป นป จจ บ น สามารถ เช อมโยงข อม ลส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวง สาธารณส ข และความพ งพอใจของบ คลากรด านสาธารณส ขท เก ยวข อง จากการพ ฒนาระบบส งต อผ ป วย โดยผ พ ฒนาระบบท าการ ทดสอบ และให ผ เช ยวชาญ ผ ใช งานทดสอบการใช งาน แล วตอบแบบ ประเม นความค ดเห นจากน นน าผลการว เคราะห แบบประเม น ความค ดเป นมาปร บปร งการท างานของระบบให สอดคล องก บความ ต องการผ ใช มากท ส ด สามารถสร ปการท างานท ส าค ญได ด งน 1. ส วนของการแสดงข อม ลการร บ-ส งต อผ ป วย และการตอบ กล บส งต อผ ป วย ซ งเป นซอฟต แวร ท ใช พ ฒนาระบบส งต อผ ป วย เพ อ ช วยในการแสดงผลของข อม ล โดยรายละเอ ยดข อม ลในส วนของการ ส งต อผ ป วย ระบบสามารถแบ งระด บผ ใช งานเป น 3 ระด บ ค อ ระด บ ผ ด แลระบบ ระด บเจ าหน าท โรงพยาบาล และระด บเจ าหน าท สถานพยาบาลอ น ผ ด แลระบบม ส ทธ ในการเพ ม แก ไข ลบ ข อม ล ผ ใช งานระบบ 47

60 2. ส วนของการแสดงข อม ลรายละเอ ยดการตอบกล บส งต อผ ป วย น น ระบบแสดงข อม ลรายละเอ ยดการตอบกล บส งต อผ ป วยได ครบถ วน ม การแสดงข อม ลรายละเอ ยดของ ช อ-สก ลผ ป วย ส ทธ การ ร กษา การร กษาท ให การปฏ บ ต ต วของผ ป วย ผลการว น จฉ ยจาก แพทย สถานพยาบาลท ร บร กษาต อ และสถานพยาบาลท ส งต อ เป น ต น 3. ส วนของการค นหาข อม ลประว ต เบ องต นผ ป วยน นระบบแสดง ข อม ลรายละเอ ยดประว ต เบ องต นผ ป วยครบถ วนม การแสดง รายละเอ ยดของช อ-สก ลผ ป วย ส ทธ การร กษา ท อย อาย เพศ ว นท มา ร บบร การ อาการท ป วย ยาท ใช และผลการว น จฉ ย เป นต น 4. อภ ปรายผลการว จ ย การประเม นผลประส ทธ ภาพระบบการจ ดการระบบสารสนเทศ เพ อการส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาล โดยผ เช ยวชาญ และ ผ ใช งานท วไปใช แบบสอบถามมาตราส วนประเม นค า 5 ระด บ โดย ผลการประเม นสามารถอภ ปรายผลได ด งน 1. ผลการประเม นด าน Functional Requirements Test จาก ผ เช ยวชาญได ค าเฉล ยเท าก บ 5.00 และผลการประเม นประส ทธ ภาพ จากผ ใช งานได ค าเฉล ยเท าก บ 5.00 แสดงให เป นว า ระบบการจ ดการ ระบบสารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลม ความ ถ กต องและตรงตามความต องการของผ ใช งานอย ในระด บด มาก 2. ผลการประเม นด าน Function Test จากผ เช ยวชาญได ค าเฉล ย เท าก บ 5.00 และผลการประเม นประส ทธ ภาพจากผ ใช งานได ค าเฉล ย เท าก บ 5.00 แสดงให เป นว า ระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลม เมน ครอบคล มการท างาน ตามหน าท ท ม อย ในระบบ สามารถตอบสนองในการท างานได ใน ระด บด มาก 3. ผลการประเม นด าน Usability Test จากผ เช ยวชาญได ค าเฉล ย เท าก บ 4.91 และผลการประเม นประส ทธ ภาพจากผ ใช งานได ค าเฉล ย เท าก บ 4.85 แสดงให เป นว า ระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลม ความสามารถและสะดวกใน การใช งานอย ในระด บด มาก 4. ผลการประเม นด าน Security Test จากผ เช ยวชาญได ค าเฉล ย เท าก บ 5.00 และผลการประเม นประส ทธ ภาพจากผ ใช งานได ค าเฉล ย เท าก บ 5.00 แสดงให เป นว า ระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อ การส งต อผ ป วยระหว างสถานพยาบาลม ความม นคงปลอดภ ยส ง อย ในระด บด มาก หล งจากทราบผลการประเม นประส ทธ ภาพเช งค ณภาพของระบบ แต ละด านแล ว จ งได น าเอาผลการประเม นเช งค ณภาพในแต ละด าน ท งจากผ เช ยวชาญและผ ใช งานท วไป มาผ านระเบ ยบว ธ การทางสถ ต เพ อหาค าเฉล ย พบว าผลการประเม นจากผ เช ยวชาญได ค าเฉล ยเท าก บ 4.98 และค าส วนเบ ยงเบนมาตรฐานเท าก บ และผลการประเม น จากผ ใช งานท วไปได ค าเฉล ยเท าก บ 4.96 และค าส วนเบ ยงเบน มาตรฐานเท าก บ ด งน น แสดงให เห นว าระบบท พ ฒนาข นม ประส ทธ ภาพเช งค ณภาพในระด บด มาก สามารถน าไปใช งานได 5. ข อเสนอแนะ ผลการพ ฒนาระบบการจ ดการระบบสารสนเทศเพ อการส งต อ ผ ป วยระหว างสถานพยาบาล เป นข อม ลท ได จากการว เคราะห ออกแบบและพ ฒนาระบบ โดยม ผลการด าเน นงานพบว า ประส ทธ ผลของการจ ดการระบบสารสนเทศในการจ ดระบบข อม ล ส ขภาพผ ป วยในพ นท ป จจ บ น สามารถเช อมโยงข อม ลส งต อผ ป วย ระหว างสถานพยาบาลท ส งก ดกระทรวงสาธารณส ขแบบไร รอยต อ ผ ป วยได ร บการส งต อและร กษาท รวดเร ว และบ คลากรด าน สาธารณส ขเก ดความพ งพอใจในการใช งาน สามารถน าไปขยายส ท ก ภ า ค ส ว น ข อ ง ร ะ บ บ บ ร ก า ร ส ข ภ า พ เ พ อ ใ ห บ ร ก า ร ส ข ภ า พ ภายในประเทศม ค ณภาพได มาตรฐาน 6. ก ตต กรรมประกาศ ขอขอบค ณนายแพทย ธาน นทร โลเกศกระว ท ม ส วนร วมในการ พ ฒนาระบบระบบสารสนเทศเพ อการส งต อผ ป วยระหว าง สถานพยาบาลท าให เก ดความพ งพอใจให ก บผ ร บบร การ ตลอดจน ขอบค ณผ ทรงค ณว ฒ ท กล นกรองงานว จ ยให ม ความสมบ รณ มาก ย งข น ร ปท 2 ต วอย างระบบสารสนเทศการส งต อผ ป วย 48

61 7. เอกสารอ างอ ง [1] Warren, J., and others. (2004). Guideliness for the inter - hospital and intrahospital transport of Critically ill patients. [2] Toman, Ann., and Ferguson, Perry. (2004). How Communication and Co-operation Eased a Patient Transport Crisis. Healthcare Quarterly. 7, 4: [3] Dunn, M, J, G., Gwinnutt, C, L., and Gray, A, J. (2007). Critical care in the emergency department: patient transfer. Emergency Medicine Journal. 24, 1 (September): [4] Koontz, Harold, and Weihrich, Heinz. (1988). Management. 9th ed. Singapore: McGraw-Hill Book Co. [5] ประกาศกระทรวงสาธารณส ข พ.ศ (2545, 13 ก นยายน) ราชก จจาน เบกษาฉบ บประกาศท วไป, เล ม 119 ตอนพ เศษ 86 หน า 1-23 [6] กรร นทร วรรณโพธ กลาง (2551) ค มภ ร คณ ตศาสตร ฉบ บ สมบ รณ,กร งเทพฯ:พ.ศ.พ ฒนา.. [7] Dunn, M, J, G., Gwinnutt, C, L., and Gray, A, J. (2007). Critical care in the emergency department: patient transfer. Emergency Medicine Journal. 24, 1 (September):

62 การพ ฒนาระบบพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา แบบก งอ ตโนม ต Semi-automatic Medication Administration Record Sheet print-out system. นายน นทพล ข นธท ต โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นพ. ภ ม พ ศ ภ ทรน ธาพร โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร นายสรณ ฐ ขาศร บ ศย โรงพยาบาลจ ฬาภรณ 54 ถนนกาแพงเพชร 6 บางเขน หล กส กร งเทพมหานคร บทค ดย อ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ย งไม ได ม การนาระบบการบร หารยา อ เล กทรอน กส เข ามาใช งาน จ งทาให ต องม ค ดลอกคาส งการร กษาจากระบบ CPOE เพ อใช ในการบร หารยาให ผ ป วย ซ งอาจก อให เก ดความผ ดพลาดได จ งได ม การพ ฒนาระบบการพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา แบบก งอ ตโนม ต ข นมาใช งาน โดยม งหว งท จะลดความผ ดพลาดจากการบร หารยาในโรงพยาบาลฯ การ พ ฒนาโปรแกรมทาบนเทคโนโลย.NET Framewok เป นการนาฐานข อม ลใน ระบบ CPOE ท ใช งานอย มาสร างเป นแบบบ นท กการบร หารยา หล งจากเร มใช โปรแกรมด งกล าว พบว ารายงานอ บ ต การณ การบร หารยาผ ดพลาดจากการ ค ดลอกแบบบ นท กการบร หารยาผ ดพลาดลดลงจาก 6 เหต การณ ต อป เป น 0 เหต การณ ต อป คำส ำค ญ : แบบบ นท กกำรบร หำรยำ, ก งอ ตโนม ต, ระบบพ มพ Abstract since chulabhorn hospital has not implemented emar system yet, we need to manually transcribe the doctor's orders from CPOE system to MAR sheet which potentially causes medical errors. We attempt to reduce the error by developing semi-automatic MAR sheet print-out system. This system was developed using.net Framework and use the data from CPOE system to semi-automatically build MAR sheet. After we implemented this system, the incidence of drug administration error from incorrect data on MAR Sheet was reduced from 6 events/year to 0 events/year. Keywords-semi-automatic; MAR Sheet, Print-out I. บทนา ป จจ บ นโรงพยาบาลต างๆ ได ม การนาระบบคอมพ วเตอร และสารสนเทศโรงพยาบาลเข ามาใช งานมากข น โดยม จ ดประสงค เพ อเพ มประส ทธ ภาพและความปลอดภ ยของการให การร กษา ใน ส วนงานของระบบผ ป วยในน น ในป จจ บ นได ม การนาระบบการส ง การร กษาผ านคอมพ วเตอร (Computerized Physician Order Entry, CPOE) และม การใช ระบบบ นท กการบร หารยาอ เล กทรอน กส (electronic Medication Administration Record, emar) เพ อใช ใน การบ นท กการบร หารยาแก ผ ป วย โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได ม การนาระบบการส งการร กษา ผ านคอมพ วเตอร (CPOE) เข ามาใช งาน แต ย งไม ได ม การนา ระบบ บ นท กการบร หารยาอ เล กทรอน กส (emar) มาใช เน องจากย งต ดข ด ในส วนของงบประมาณท จะนาระบบด งกล าวมาใช งาน ซ งต องม การ จ ดหาท งซอฟแวร และอ ปกรณ เคร องคอมพ วเตอร พกพาต างๆ ทาให ต องม การพ มพ หร อค ดลอกคาส งการร กษาออกมา เป นแบบบ นท ก การบร หารยา เพ อใช ในการบ นท กการบร หารยาให ผ ป วย 50

63 แบบบ นท กการบร หารยา หร อ Medication Administration Record ( MAR)[1,2] น นถ อเป นส วนหน งของเวชระเบ ยนผ ป วย และ เป นเอกสารท ใช อ างอ งได ตามกฎหมาย ในกรณ ท คาส งใช ยาไม ตรง ก บบ นท กในแบบบ นท กการบร หารยา จะถ อว ายาท ผ ป วยได ร บค อยา ท ระบ ในแบบบ นท กการบร หารยา ด งน นจ งม ความความสาค ญเป น อย างมากท แบบบ นท กการบร หารยาจะต องถ กต อง เพ อป องก นการ เก ดความคลาดเคล อนในการบร หารยา ระบบคอมพ วเตอร ท โรงพยาบาลใช งานอย น น สามารถ พ มพ แบบบ นท กการบร หารยาออกมาได แต ไม สามารถท จะแก ไข ข อม ลบางอย างได เช น เวลาท ต องให ยาผ ป วย เป นต น ทาให ไม สอดคล องก บความต องการและไม สะดวกในการใช งาน ผ ใช จ งใช ว ธ ค ดลอกข อม ลลงแบบบ นท กการบร หารยาด วยต วเอง ซ งว ธ ด งกล าว เป นการเพ มภาระงาน และอาจก อให เก ดความผ ดพลาดได เพ อให การบร การผ ป วยเป นไปอย างม ประส ทธ ภาพ และม ความปลอดภ ยเพ มข น ในขณะท โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ย งไม ได ม การ นาระบบ emar มาใช งาน จ งได พ ฒนาระบบการพ มพ แบบบ นท ก การบร หารยา แบบก งอ ตโนม ต เพ อให ช วยลดโอกาสในความ ผ ดพลาดของค ดลอกแบบบ นท กการบร หารยาด วยต วเอง และ สามารถให ผ ใช สามารถปร บแก ไขข อม ลบางอย าง ได ตรงตามความ ต องการ ตารางท 1 แสดงประโยชน ของแบบบ นท กการบร หารยา 1. บอกภาพรวมของการใช ยาท งหมดของผ ป วยในขณะอย ร.พ. 2. ใช ตรวจสอบการได ร บยาของผ ป วย เพ อค นหาความคลาดเคล อน โดยเท ยบก บยาท เหล อ 3. ใช เป นเอกสารท ส งต อข อม ลยาท ผ ป วยได ร บคร งส ดท ายก อนย าย หอผ ป วยหร อก อนกล บบ าน 4. ใช ระบ เวลาแน นอนท ผ ป วยได ร บยาซ งเป นประโยชน ในการแปล ผลระด บยาในเล อด 5. การประเม นอาการไม พ งประสงค ของยา โดยเฉพาะหากได ร บยา หลายชน ด ซ งจะต องทราบเวลาท ให ยาและหย ดยาแต ละชน ด 6. ใช ต ดตามและสะท อนประส ทธ ภาพของระบบการกระจายยา ตารางท 2 แสดงข นตอนการพ ฒนาระบบพ มพ แบบบ นท กการบร หาร ยาแบบก งอ ตโนม ต ก จกรรม ศ กษาและว เคราะห ความต องการ จ ดทา Flow และออกแบบระบบ ศ กษาความเช อมต อก บ ระบบ CPOE ส ปดาห ท พ ฒนาโปรแกรม แก ไขและปร บปร งโปรแกรม เร มใช งานจร ง II. กระบวนการพ ฒนา ทางหน วยเทคโนโลย และสารสนเทศ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได ร บการปร กษาจากผ ใช งาน หน วยผ ป วยใน ถ งป ญหาของระบบใน ป จจ บ น และป ญหาท เก ดจากการค ดลอกแบบบ นท กการบร หารยา จ ง ได เก ดแนวค ดท จะพ ฒนา ระบบพ มพ แบบบ นท กการบร หารยาแบบ ก งอ ตโนม ต ข นมา โดยสร ปความต องการได ด งต อไปน - ม สามารถอ านคาส งการร กษาท บ นท กจากระบบ CPOE ได - สามารถเล อกพ มพ คาส งการร กษา หร อการให ยา และ เร ยงลาด บการให ยาได - ม การทาเคร องหมายคาส งการร กษาท เล อกพ มพ ไปแล ว - สามารถกาหนดเวลาท จะให ยาผ ป วยได เอง หล งจากน นทางหน วยเทคโนโลย และสารสนเทศ จ งได ดาเน นการพ ฒนาระบบด งกล าว โดยม เคร องม อท ใช ดาเน นงานพ ฒนา ระบบฯ ค อ Microsoft Visual Studio 2010,Programming Language C# โดยม Microsoft SQL Server 2008 เป น Database Server พ ฒนา บนระบบปฏ บ ต การ Microsoft Windows และ.NET Framework 4.0 โดยม ข นตอนในการพ ฒนาด งในตารางท 2 51

64 III. ผลล พธ ระบบการพ มพ แบบบ นท กการบร หารยาก งอ ตโนม ต เร ม พ ฒนาต งแต เด อนธ นวาคม พ.ศ และสามารถนามาเร มใช งาน ได จร ง เม อว นท 6 ก มภาพ นธ พ.ศ โดยโปรแกรมม ล กษณะ และข นตอนการใช งานโปรแกรมด งน 1. เข าโปรแกรม, กรอกช อผ ใช และรห สผ านในเข าโปรแกรม 2. เล อกผ ป วยท ต องการจากรายการผ ป วยทางด านซ ายม อ 3. คล กท ป ม MAR เพ อเข าส ส วนการพ มพ แบบบ นท กการ บร หารยา 4. เล อกชน ดของคาส งการร กษาว าเป น คาส ง One Day หร อ Continue 5. คล กท ช องท 2 หน าบรรท ดของคาส งการร กษาท ต องการพ มพ ออกมาในแบบบ นท กการบร หารยา คาส งการร กษาท ถ กเล อก แล วจะม แถบส ส ม 6. กรณ ท ไม ต องพ มพ คาส งการร กษา ออกมาในแบบบ นท ก บร หารยา คล กท ช องท 1 หน าบรรท ดของคาส งการร กษา เพ อ ทาส ญล กษณ ข ดฆ าบรรท ดด งกล าว 7. ทาการกาหนดเวลาท จะทาการบร หารยาท ช องทางด านขวาม อ ของรายการ 8. ถ าเป น High Alert Drug สามารถเล อกท ช อง HAD เพ อทา ส ญล กษณ HAD เม อพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา 9. กดป ม Print เพ อทาการพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา เม อเปร ยบเท ยบการพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา ด วย ระบบพ มพ แบบบ นท กการบร หารยาก งอ ตโนม ต เท ยบก บการ ค ดลอกแบบบ นท กการบร หารยาด วยตนเอง ในผ ป วย 23 ราย พบว า การในทาแบบบ นท กการบร หารยาด วยระบบพ มพ ฯ ใช เวลาเฉล ย 5.26 นาท ต อราย(SD=4.1617) เท ยบก บการค ดลอกด วยตนเองใช เวลา เฉล ย นาท ต อราย (SD= ) นอกจากน พบว าระบบพ มพ แบบบ นท การบร หารยา ก งอ ตโนม ต ย งช วยลดความผ ดพลาดของบร หารยาให แก ผ ป วย โดย พบว าจากสถ ต รายงานอ บ ต การณ ระหว าง เด อนก มภาพ นธ ป พ.ศ ถ ง เด อนมกราคม ป พ.ศ (1 ป ก อนเร มการใช งาน โปรแกรม( พบว าม การบร หารยาท ผ ดพลาด จากการค ดลอกแบบ บ นท กการบร หารยาท ผ ดพลาดถ ง 6 เหต การณ ในขณะท รายงาน อ บ ต การระหว าง เด อนก มภาพ นธ ป พ.ศ เด อนมกราคม ป พ.ศ (1ป หล งการใช งานโปรแกรม) ไม พบว าม การบร หารยาท ผ ดพลาดจากการท ม แบบบ นท กการบร หารยาท คลาดเคล อน[3] ภาพท 3 แสดงแบบบ นท กการบร หารยาท พ มพ ออกมาจากโปรแกรม IV. การอภ ปราย การนาระบบเทคโนโลย และสารสนเทศมาใช ในงาน โรงพยาบาล ม ประโยชน ในการช วยการทางานโรงพยาบาลม ประ ส ทธภาพ, ถ กต อง, ปลอดภ ย และตรวจสอบได มากข น โดยระบบท ม การนามาใช ม หลายระบบท เก ยวข องก นเช น ระบบการส งการร กษา ผ านคอมพ วเตอร (Computerized Physician Order Entry, CPOE), ระบบช วยในการต ดส นใจ (Clinical Decision Support System, CDSS) เป นต น ระบบการบร หารยาอ เล กทรอน กส (electronic Medication Administration Record, emar)[4] ก เป นหน งในระบบท นามาใช งาน โดยม จ ดประสงค หล กเพ อช วยให การบร หารยาสามารถ ทาได ถ กต อง แม นยา และม การบ นท กท ด มากข น 52

65 2 ภาพท 1 แสดงหน าจอหล กของโปรแกรม 3 ภาพท 2 แสดงหน าจอของส วนการพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา

66 ในหลายโรงพยาบาล ท ม การนาระบบสารสนเทศ โรงพยาบาลมาใช งาน อาจจะไม ได ม การนาระบบการบร หารยา อ เล กทรอน กส มาใช งานร วมด วย เน องจากการนาระบบด งกล าวมาใช งาน จะต องม การลงท นท ส งข น ท งการลงท นทางด านซอฟแวร และ ฮาร ดแวร เช นอ ปกรณ คอมพ วเตอร พกพาต างๆ เป นต น การขาดความ ต อเน องของการใช ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ในการส งคาส งการ ร กษาและการบร หารยาแก ผ ป วย อาจเป นอ ปสรรคหน งในนาระบบ สารสนเทศโรงพยาบาลมาใช งานในระบบงานผ ป วยใน โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ได นาระบบสารสนเทศโรงพยาบาล เข ามาใช โดยระบบด งกล าว สามารถท จะพ มพ แบบบ นท กการบร หาร ออกมาได แต ไม สามารถท จะแก ไขข อม ลได [5] เน องจากข อม ลใน แบบบ นท กการบร หารยา ส วนหน งจาเป นต องมาจากการต ดส นใจ ของผ ใช งาน เช น เวลาท จะให ยาแก ผ ป วย หร อบ นท กเพ มเต มเก ยวก บ การบร หารยา เป นต น จากความต องการของผ ใช ท ไม สอดคล องก บ ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ทาให ผ ใช ปฏ เสธการพ มพ แบบบ นท ก การบร หารยาออกมาจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล และเล อกท จะ ใช ว ธ การค ดลอกแบบบ นท กการบร หารยาด วยตนเอง ทาให ม ภาระ งานท เพ มข น และเพ มโอกาสท จะเก ดความคลาดเคล อนได การพ ฒนาระบบการพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา แบบ ก งอ ตโนม ต เม อพ จารณาจากล กษณะของโปรแกรมแล ว จะเห นได ว า การพ ฒนาโปรแกรมในล กษณะด งกล าวสามารถทาได ไม ยาก แต ความสาค ญของการพ ฒนาระบบด งกล าว ค อการออกแบบข นตอน การทางาน ให ได ตรงตามความต องการของผ ใช งานจร ง จะเห นได ว า เม อม การพ ฒนาระบบด งกล าว ท สอดคล องก บความต องการ และ ข นตอนการทางานแล ว สามารถท จะเพ มประส ทธ ภาพในการทางาน และลดโอกาสในการเก ดความผ ดพลาด ในการบร หารยาแก ผ ป วยได อย างม น ยสาค ญ V. บทสร ป การพ ฒนาโปรแกรมพ มพ แบบบ นท กการบร หารยา ก งอ ตโนม ต สามารถทางานได สอดคล องก บความต องการของผ ใช และสามารถลดความคลาดเคล อนของการค ดลอก แบบบ นท กการ บร หารยาด วยต วเองได สามารถเป นทางเล อกในการใช งานเพ อลด โอกาสในความผ ดพลาด ก อนท จะม การนาระบบการบร หารยาแบบ อ เล กทรอน กส (emar) มาใช ในโรงพยาบาลได REFERENCES [1] Heath HBM. Potter and Perry's Foundations in Nursing Theory and Practice: Mosby; [2] ศ รดา มาผ นต ะ, นฤมล บาร งสว สด. ประโยชน ของข อม ลแบบบ นท กการบร หาร ยา Medication Administration Record : A Simple Tool with Great Benefits. วารสารเภส ชกรรมโรงพยาบาล 2009; 19: [3] รายงานอ บ ต การณ โรงพยาบาลจ ฬาภรณ ป พ.ศ , ข อม ลภายใน โรงพยาบาล [4] [5] ข อกาหนดค ณล กษณะระบบสารสนเทศโรงพยาบาลจ ฬาภรณ. 54

67 การพ ฒนาออนโทโลย เพ อการจ ดการความร ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย Ontology Development for Medical Laboratory Processing Knowledge Management รณรงค แก วประเสร ฐ สถาบ นว ทยาการสารสนเทศมหาว ทยาล ยศร ปท ม ส รศ กด ม งส งห สถาบ นว ทยาการสารสนเทศมหาว ทยาล ยศร ปท ม ศศ พร อ ษณวศ น ภาคว ชาเทคโนโลย สารสนเทศ คอมพ วเตอร และการส อสาร สถาบ นเทคโนโลย นานาชาต ส ร ธร บทค ดย อ งานว จ ยน เป นการพ ฒนาต นแบบระบบออนโทโลย ของกระบวนการ ปฏ บ ต งานทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ในงานน เราได สร างฐานความร ออนโทโลย โดยน ยามแนวค ดจากกระบวนการปฏ บ ต งานของห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย ท ประกอบด วยกระบวนการหล ก 3 กระบวนการ กระบวนการ ก อนการตรวจว เคราะห กระบวนการตรวจว เคราะห และกระบวนการหล งการ ตรวจว เคราะห ในร ปของคลาส ความส มพ นธ และค าอ นสแตนท โดยใช โปรแกรมโปรท เจในการก าหนดแนวความค ดและความส มพ นธ เช งความหมาย ของออนโทโลย ฐานความร ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย สามารถถ ายโอน ออกในร ปแบบของไฟล OWL ซ งถ กใช เป นฐานความร ส าหร บการสร าง โปรแกรมประย กต อ นต อไป ออนโทโลย น สามารถน าไปใช ได ง ายในระบบ สารสนเทศท วไปใน อนาคตออนโทโลย สามารถน าไปใช ในการค นหาความร แบ งป นความร และน าความร กล บมาใช ใหม ซ งเป นกระบวนการท ส าค ญ ในการต อยอดพ ฒนาระบบผ เช ยวชาญ ระบบสน บสน นการต ดส นใจ ระบบ การให ค าแนะน า ออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย ประกอบด วย คลาส 214 คลาส และความส มพ นธ 213 ความส มพ นธ การประเม น ประส ทธ ภาพของออนโทโลย ได ร บการตรวจสอบโดยผ เช ยวชาญเฉพาะทางด าน เทคน คการแพทย พบว าม ความถ กต องอย ในระด บด ม ค าเฉล ยเท าก บ 4.30 ส วน เบ ยงเบนเท าก บ 0.41 และสามารถด าเน นการได อย างม ประส ทธ ภาพ ค าส าค ญ : การพ ฒนาออนโทโลย, ห องปฏ บ ต การด านการแพทย, กระบวนการด าเน นงาน Abstract This research presents the development of a prototype of medical laboratory ontology in a business process system. We built a knowledge base of medical laboratory ontology framework. A knowledge model that created concepts on classes and properties by defining pre-analysis process, analysis process and post-analysis process for the medical laboratory business process. An ontology editor, Protégé, was used to define concepts and relationships in the medical laboratory ontology. The medical laboratory knowledge base was exported in OWL format, which could be used as a knowledge base for building other applications. The medical laboratory ontology was also compatible to be used by other information systems. In addition, it would help in searching for knowledge sharing and knowledge reuse, which is the important process in expert system such as decision support system, recommendation system. As a result, the medical laboratory ontology contained 214 nodes and 213 relationships. The medical laboratory ontology was reviewed by medical technologist specialists and the evaluation result found that the mean value of accuracy was 4.30 (from the scale of 5.00) with standard deviation (SD) of 0.41, and it could be implemented effectively. Keywords- Ontology Development, Medical Laboratory, Business Process,, Knowledge Base 1. บทน า ป จจ บ นศาสตร ทางด านว ศวกรรมความร (Knowledge Engineering) เร มเข ามาม บทบาทในการพ ฒนาระบบสารสนเทศ อย างแพร หลาย โดยม กลไกในการน าความร จากมน ษย แปลงเป น ความร ท คอมพ วเตอร สามารถเข าใจได กระ บวนการในการแปลง 55

68 ความร ด งกล าวน นเร มม การพ ฒนา โดยป จจ บ นม ระบบท สามารถ สร างฐานความร เช งความหมาย เพ อใช ในระบบคอมพ วเตอร โดย เป นท ร จ กในช อของออนโทโลย ออนโทโลย เป นเทคโนโลย ทางด าน การพ ฒนาองค ความร ในร ปแบบภาษาเช งความหมายสม ยใหม โดย เป นภาษาท เคร องคอมพ วเตอร สามารถต ความหมายและท าตามค าส ง ได โดยล กษณะของออนโทโลย ค อการน ยามร ปแบบ (Model) ภายในขอบเขตขององค ความร เพ ออธ บายส งท สนใจ (Domain) ให ได ใจความและถ กต องมากท ส ด [1] ป จจ บ นม การสร างออนโทโลย ของความร ในด านต าง ๆ ในวง กว าง อาท เช น ด านการศ กษา การเกษตร รวมถ งด านการแพทย ท ม ผ พ ฒนาออนโทโลย เพ อเป นส วนหน งในการพ ฒนาระบบค นหา ความร เพ อให ผ ใช สามารถเป นฐานความร ในระบบสน บสน นการ ต ดส นใจ หร อเป นระบบท แนะน าความร ในด านต าง ๆ แต งานว จ ยใน ป จจ บ นการพ ฒนาฐานความร ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย ย งม อย น อย ผ ว จ ยจ งพ ฒนาฐานความร ออนโทโลย ท เก ยวข องก บการ กระบวนการด าเน นงานทางด านห องปฏ บ ต การทางการแพทย โดยย ง ไม ม งานว จ ยใดในอด ตท ม การพ ฒนาความร ในส วนน โดยออนโทโลย ท ได จากการพ ฒนา สามารถน าไปใช ซ าเพ อเป น ส วนหน งในการพ ฒนาระบบเพ อช วยต ดส นใจ หร อระบบแนะน าใน เร องท เก ยวข องน ให ก บผ พ ฒนาระบบต อไปในอนาคต บทความน ในห วข อท 2 จะกล าวถ งทฤษฎ และงานว จ ยท เก ยวข องท ใช เป น ฐานความร ในการพ ฒนางานว จ ย ห วข อท 3 เป นว ธ การด าเน น งานว จ ย ห วข อท 4 แสดงออนโทโลย ท ได ร บการพ ฒนา และผลการ ยอมร บจากผ เช ยวชาญ และห วข อท 5 น าเสนอบทสร ปของงานใน ภาพรวม 2. ทฤษฎ และงานว จ ยท เก ยวข อง 2.1 ห องปฏ บ ต การทางการแพทย (Medical Laboratory) ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ค อ ห องปฏ บ ต การส าหร บตรวจส ง ส งตรวจ (Specimen) ต างๆจากร างกายมน ษย [2] เช น เล อด ป สสาวะ อ จาระ เป นต น ของผ ร บบร การ ท งผ ป วย และผ ท ต องการตรวจหา ภาวะส ขภาพ เพ อให ได ข อม ลต าง ๆ เก ยวก บการต ดตามการร กษา การว น จฉ ยโรค การประเม นภาวะส ขภาพร างกาย ร วมก บการตรวจ ร างกาย อาการและการซ กประว ต ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ส วน ใหญ จะแบ งออกเป นหลายงาน เน องจากการตรวจส งส งตรวจแต ละ งานน น ม ข นตอนท แตกต างก น ประกอบด วยงานหล กด งต อไปน งานเคม คล น ก งานโลห ตว ทยาคล น ก งานจ ลทรรศน ศาสตร คล น ก งานจ ลช วว ทยาคล น ก งานภ ม ค มก นว ทยาคล น ก และงานธนาคาร เล อด 2.2 ออนโทโลย (Ontology) ออนโทโลย เป นร ปแบบแสดงโครงสร างความส มพ นธ ของ ฐานความร ทางด านใดด านหน ง หร อแสดงขอบเขตใด (Domain) ขอบเขตหน ง ซ งม แนวค ดและความเข าใจตรงก น ออนโทโลย ใช ในการอธ บายความหมายของส งต าง ๆ และสามารถจ ดหมวดหม ของความร ของข อม ลได ในขอบเขตความสนใจหน ง ๆ [3] ซ งใน ป จจ บ นออนโทโลย ได ถ กน ามาประย กต ใช ในงานมากย งข น สามารถ ประย กต ก บงานหลาย ๆ ด าน เช น ทางการศ กษา ทางการทหาร ทาง อ ตสาหกรรมทางการแพทย และงานอ นๆอ กหลากหลาย ออนโทโลย เป นการสแสดงโครงสร างของแนวค ดท บรรยาย ขอบเขตขององค ความร เร องใดเร องหน ง ออนโทโลย ประกอบไป ด วยการน ยามความหมายหร อแนวค ด (Concepts) ซ งเป นพ นฐาน ส าค ญในการสร างฐานความร โดยแนวค ดเหล าน จ ดเร ยงอย ในล าด บ ช นการถ ายทอดความส มพ นธ ประกอบไปด วย [4] แนวความค ด (Concepts) หมายถ ง ขอบเขตของความร ท สามารถท าการอธ บายรายละเอ ยดได ค ณสมบ ต (Properties) หมายถ ง ค ณสมบ ต ต างๆ ท น ามา อธ บายรายละเอ ยดของแนวความค ด ความส มพ นธ (Relationships) หมายถ ง ร ปแบบการแสดง ความส มพ นธ ระหว างแนวความค ด โดยม การะบ ความส มพ นธ ไว เป นแบบต างๆ ข อก าหนดในการสร างความส มพ นธ (Axioms) หมายถ ง เง อนไขหร อตรรกะในการสร างความส มพ นธ ระหว าง แนวความค ดก บแนวความค ด หร อแนวความค ดก บ ค ณสมบ ต เพ อให ได ความหมายท ถ กต อง ต วอย างข อม ล (Instances) หมายถ ง ค าศ พท ท ม การก าหนด ความหมายไว ในออนโทโลย เร องน นๆ 56

69 2.3 RDF (Resource Description Framework) Resource Description Framework หร อ RDF เป นภาษา มาตรฐานท อ งมาจากภาษา XML ส าหร บการอธ บายล กษณะของ ข อม ล ประกอบด วย 3 ส วนค อส วนส งท สนใจหร อทร พยากร (Subject) ส วนการบรรยายค ณล กษณะของว ตถ (Predicate) และส วน ค าของค ณล กษณะ (Object) 2.4 Ontology Language หร อ OWL ย อมาจาก Web Ontology Language ค อภาษาท ใช อธ บายถ ง ข อม ลในเว บไซต ในเช งความส มพ นธ ระหว างส งต างๆ โดยด จาก ความหมายของส งน นๆ ซ งถ อว า OWL เป นภาษากลางในการ ก าหนด Metadata ให ก บเว บไซต แต ละแห ง ท าให เพ มประส ทธ ภาพ ในการค นหาข อม ลในอ นเทอร เน ตได ม ประส ทธ ภาพมากข น 2.5 การจ ดการความร (Knowledge Management ) การจ ดการความร ค อ การรวบรวมองค ความร ท ม อย ซ งกระจ ด กระจายอย ในต วบ คคลหร อเอกสาร มาพ ฒนาให เป นระบบ เพ อให ท กคนในองค กรสามารถเข าถ งความร และพ ฒนาตนเองให เป นผ ร รวมท งปฏ บ ต งานได อย างม ประส ทธ ภาพส งส ด [9] ประกอบด วย ความร ช ดแจ ง (Explicit Knowledge) เป นความร ใน ร ปแบบเอกสาร ต ารา หร อส อ IT ต างๆ ท รวบรวมจ ดเก บ ไว อย างเป นระบบ จะเน นเคร องม อและเทคโนโลย 2T (Tool & Technology) ความร โดยน ย (Tacit Knowledge) เป นความร ท อย ในต ว บ คคล ม อย ประมาณ 90% เช น ประสบการณ ท กษะ ความค ด จะเน นคนและกระบวนการ ป จจ บ นม การน าออนโทโลย มาใช ในการสร างฐานความร ของ ระบบอ จฉร ยะในหลายด าน เช น ในด านการแพทย ม การน าไปพ ฒนา ฐานความร ในร ปแบบของออนโทโลย ออนโทโลย ของการร กษาโรค โรคมะเร งล าไส ใหญ ท ด งมาจากฐานข อม ล Medline และเป น ฐานความร ในร ปแบบของ OWL [6] ฐานความร ออนโทโลย pharmacogenetics เพ อสน บสน นการจ ดเก บข อม ลองค ความร เป น Internetbased และการด งข อม ลความร ออกมาใช (query data) [7] จะ เห นได ว าทางการแพทย ม การน าออนโทโลย มาใช อย างแพร หลาย นอกจากน ม การน าไปใช ทางด านการศ กษาม การพ ฒนาออนโทโลย ในโดเมนของ e-learning เพ อใช เป นฐานความร ในการเร ยนการสอน และน าไปใช ในระบบป ญญาประด ษฐ เช น ระบบผ เช ยวชาญ และ ระบบอ จฉร ยะ[8] ตลอดจนน าไปใช ในการสร างองค ความร ของ สม นไพรไทยในร ปแบบของออนโทโลย เพ อใช เป นฐานความร ของ พ ชสม นไพรไทย และข อม ลการใช สม นไพรไทยในการร กษาโรค ผ านทางระบบเว บแอพพล เคช น[9] แพทย ผ ป วย พน กงานว ทยาศาสตร น กเทคน คการแพทย ก อนการตรวจว เคราะห กระบวนการตรวจว เคราะห หล งการตรวจว เคราะห ค าส งตรวจ การเตร ยมต วก อน สอบถาม ถ กต อง เก บส งส งตรวจ ตรวจสอบ ถ กต อง น าส งส งส งตรวจ เตร ยมส งส งตรวจ ไม ถ กต อง ไม ถ กต อง ไม ถ กต อง ตรวจสอบ ถ กต อง 3. ว ธ การด าเน นการว จ ย 3.1 โปรแกรมในการพ ฒนาออนโทโลย (Protégé OWL editor v.3.4.4) การออกแบบพ ฒนาฐานความร ออนโทโลย ส าหร บงานว จ ยน ใช โปรแกรม Protégé OWL editor ท เป นซอฟแวร โอเพนซอร ส พ ฒนา โดยมหาว ทยาล ย Stanford University School of Medicine ซ งม ร ปแบบการสร างท ม ค วช วย (Plug in) หลากหลาย และง ายต อการน า ไปประย กต ใช 3.2 กรอบแนวค ดในการพ ฒนาออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การ ทาง การแพทย กระบวนการด าเน นงานทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ม 3 กระบวนการหล กค อ กระบวนการก อนการตรวจว เคราะห กระบวนการตรวจว เคราะห และกรบวนการหล งการตรวจว เคราะห ด งแสดงในร ปท 1 ร ปท 1 กระบวนการปฏ บ ต งานของห องปฏ บ ต การทางการแพทย ห องตรวจว เคราะห โลห ตว ทยา เคม คล น ก ภ ม ค มก นว ทยา การตรวจว เคราะห ตรวจสอบ ถ กต อง ไม ถ กต อง ว น จฉ ยโรค รายงานผลตรวจ ตรวจสอบ การเตร ยมเคร องม อ/ ผลตรวจเล อด กรอบแนวค ดในการพ ฒนาออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย ประกอบด วยกระบวนการหล ก 3 กระบวนการค อ ถ กต อง ไม ถ กต อง 57

70 การเตร ยมเก บรวบรวมข อม ลตามขอบเขตท ต องการ การสร างและ พ ฒนาออนโทโลย และการตรวจสอบความถ กต องของออนโทโลย ด งแสดงในร ปท 2 ( 1)การเตร ยมข อม ล (2) การสร างออนโทโลย (3) การตรวจสอบ ก าหนดค าศ พท ส าค ญ ก าหนดค าศ พท ความส มพ นธ เอกสาร, หน งส อ แหล งความร ต างๆ หน งส อ, งานว จ ย ประสบการการท างาน คลาส ความส มพ นธ ล าด บช นของคลาส ความส มพ นธ ข อม ลอ นสแตนท โปรท เจ ฐานความร ออนโทโลย ห องปฏ บ ต การทางการแพทย 3.3 ข นตอนการพ ฒนาออนโทโลย การออกแบบโครงสร างฐานข อม ลออนโทโลย ของ การตรวจทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ประกอบด วย[10] [11] การก าหนดขอบเขตของออนโทโลย ในการพ ฒนาต นแบบฐานความร ของห องปฏ บ ต การทาง การแพทย ม เน อหาครอบคล มกระบวนการหล ก 3 กระบวนการค อ กระบวนการก อนการตรวจว เคราะห กระบวนการตรวจว เคราะห และกระบวนการหล งการ ตรวจว เคราะห การก าหนดรายการค าศ พท ส าค ญ รวบรวมรายการค าศ พท ส าค ญท จะให ม ในออนโทโลย เพ อใช สร างค าอธ บาย ค ณสมบ ต ให ก บค าศ พท ก าหนดคลาส หร อล าด บช นของคลาส ก าหนดค ณสมบ ต หร อความส มพ นธ ของคลาส ก าหนดค าข อม ลอ นสแตนส 3.4 การตรวจสอบความถ กต องของออนโทโลย ผ เช ยวชาญประเม น ปร บปร งแก ไข/บ าร งร กษา ออนโทโลย น กเทคน คการแพทย องค ความร ห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย ร ปท 2 กรอบแนวค ดของการพ ฒนาออนโทโลย ขององปฏ บ ต การทางการแพทย ทดสอบฐานความร ออนโทโลย โดยพ จารณาจากขอบเขต ว ตถ ประสงคการว จ ย แบ งประเด นการทดสอบออกเป น 4 ด าน การ ส อความหมาย (Interpretability: I) ความถ กต อง (Accuracy: A) ความช ดเจน (Clarity:C) และ ความครอบคล ม (Comprehensiveness: O) ประเด นการตรวจสอบท ง 4 ด านผ านการพ จารณาประเม นผลโดย ผ เช ยวชาญ ซ งม ระด บคะแนนต งแต 0 คะแนน (เห นด วยน อยท ส ด) จนถ งระด บ 5 คะแนน (เห นด วยมากท ส ด) โดยผ เช ยวชาญจะ พ จารณาจากโครงสร างข อม ลแบบล าด บช น (Hierarchy) ท าการหา ผลการทดสอบโดยรวมจากการค านวณหาค าเฉล ย (Mean) และส วน เบ ยงเบนมาตรฐาน (SD) [12] โดยประเม นจากแบบสอบถามตาม โครงสร างและองค ความร ท ได 4. ผลการว จ ย ผลการพ ฒนาออนโทโลย ท ง 5 ข นตอน ม ด งต อไปน 4.1 ข นตอนการเตร ยมข อม ล เป นกระบวนการการสก ดค าศ พท ส าค ญ เร มจากการเก บ รวบรวมข อม ลความร จากแหล งความร ทางห องปฏ บ ต การทางการ แพทย เช น ต าราความร ทางด านห องปฏ บ ต การทางการแพทย และ แหล งข อม ลต างๆท ได จากงานว จ ยท เช อถ อได มาสก ดค าศ พท หล ก ออกมาโดยด ตามขอบเขตของงานว จ ย 4.2 น าข อม ลค าศ พท ท ได มาจ ดกล ม ข นตอนน เราจะต องแยกประเภทค าศ พท หล กท ได ท ม ความส มพ นธ ก นไว ในหมวดหม เด ยวก น ข นตอนน ต องม อ างอ ง และตรวจสอบก บฐานความร ทางห องปฏ บ ต การทางการแพทย ผล การจ ดกล มได 1 หมวดหม หล ก (MedicalLaboratory) และ ประกอบด วย 8หมวดหม ย อย (Informatics, Laboratory Equipment, LaboratoryProcess, LaboratoryReagent, LaboratorySafety, LaboratorySection, Personnel และ QualityManagement ด งแสดงในร ปท 3 และตารางท 1 แต ละ หมวดหม ย อย อาจประกอบไปด วยหมวดหม ย อยลงไปอ ก หร อ ประกอบด วยส วนอ นสแตนส จากน นท กๆหมวดหม และค า อ นสแตนส จะถ กน ามาใส ในโครงสร างข อม ลเช งล าด บช น (Hierarchical) และจะเข ามาในกระบวนการของการสร าง ความส มพ นธ ต อไป 58

71 ร ปท 3 รายช อคลาสในล าด บท 1 และ 2 ของออนโทโลย ตารางท 1 รายช อคลาสในล าด บท 2 และค าจ าก ดความ ช อคลาส ค าจ าก ดความ InformationTechnology ระบบสารสนเทศต างๆท ใช ในการตรวจ ทางห องปฏ บ ต การ LaboratoryEquipment เคร องม อ อ ปกรณ ต างๆ LaboratoryProcess กระบวนการท างานของการตรวจ LaboratoryReagent น ายา การด แล เก บร กษา LaboratorySafety ความปลอดภ ยทางห องปฏ บ ต การ LaboratorySection งานตรวจทางห องปฏ บ ต การ รายการ ตรวจ Personel เก ยวก บบ คลากร ผ ป วย ผ มาร บบร การ QualityManagement การจ ดการทางด านค ณภาพ 4.3 สร างความส มพ นธ หล กตามหมวดหม ของความส มพ นธ ค าศ พท หล กและกล มข นตอนน จะต องด าเน นการอย างถ กต อง ความส มพ นธ ท สร างจะข นอย ตามมาตรฐานของการสร าง ออนโทโลย การสร างความส มพ นธ ระหว างหมวดหม ม หลายร ปแบบ ท เป นมาตรฐานค อความส มพ นธ แบบ is-a, part-of หร อก าหนด ความส มพ นธ ข นเองท งร ปแบบของความส มพ นธ ระหว างหมวดหม ก บหมวดหม (Object property) และความส มพ นธ ระหว างหมวดหม ก บค าอ นสแตนส (Datatype property) ด งแสดงในตารางท 2 และ ตารางท 3 ตารางท 2 แสดงต วอย างความส มพ นธ แบบ Object property Object property ความส มพ นธ ระหว างคลาสก บคลาส hassection ความส มพ นธ ระหว างคลาส LaboratorySection ก บคลาส Chemistry, Hematology, Microscopy, Microbiology และ Immunology hasprocess ความส มพ นธ ระหว างคลาส LaboratoryProcess ก บคลาส PreAnalytical, Analytical และ PostAnalytical hasquality ความส มพ นธ ระหว างคลาส Analytical ก บ คลาส QualityControl ตารางท 3 แสดงต วอย างความส มพ นธ แบบ Datatype property Dataype property ความส มพ นธ ระหว างคลาสก บข อม ล hasspecimen ความส มพ นธ ระหว างคลาส SpecimenType ก บข อม ลชน ดของส งส งตรวจ Blood, Urine, Stool และ BodyFluid hasanticoagulant ความส มพ นธ ระหว างคลาส SpecimenTube ก บข อม ลชน ดของสารก นเล อดแข งต ว EDTA, NaF, Heparin และ Na Citrate hasnormalrange ความส มพ นธ ระหว างคลาส NormalValue ก บข อม ล ค าปกต ของแต ละรายการตรวจ 4.4 การว เคราะห ความถ กต องของออนโทโลย ผลจากการตรวจสอบความถ กต องของออนโทโลย และการ ตรวจสอบโครงสร างออนโทโลย ในร ปแบบของคลาส และ ความส มพ นธ แต ละข นตอนถ กตรวจสอบโดยผ เช ยวชาญทาง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย 10 คน ซ งปฏ บ ต งานอย ท งใน โรงพยาบาลช มชน โรงพยาบาลท วไป และโรงพยาบาลศ นย (น ก เทคน คการแพทย ช านาญการ และน กเทคน คการแพทย ช านาญการ พ เศษ) ด งแสดงในตารางท 4 59

72 ตารางท 4 ผลการประเม นฐานความร ออนโทโลย การทดสอบ ค าเฉล ย ส วน แปลผล เบ ยงเบน การส อความหมาย มาก ความถ กต อง มาก ความช ดเจน มาก ความครอบคล ม มาก ค าเฉล ย มาก จากผลการประเม นฐานความร ออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การ ทางการแพทย พบว าในภาพรวมผ เช ยวชาญให การยอมร บและเห นว า ม ความเหมาะสมตามเกณฑ ในระด บมาก ให ค าการตรวจสอบเฉล ย 4.30 และส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน 0.41 ท ง 4 ด าน ได แก การส อ ความหมาย (Interpretability: I) ความถ กต อง (Accuracy: A) ความ ช ดเจน (Clarity:C) และ ความครอบคล ม (Comprehensiveness: O) และน าผลการประเม นและค าแนะน าของผ เช ยวชาญมาปร บปร ง โครงสร างและความส มพ นธ ของข อม ลให เป นท ยอมร บมากท ส ด 4.5 ข นตอนการปร บปร งแก ไขออนโทโลย เป นข นตอนส ดท ายเม อน าออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การทาง การแพทย ท จะใช ในการเป นฐานความร น าผลประเม นประส ทธ ภาพ การท างานและความถ กต องของออนโทโลย จากความค ดเห นของ ผ เช ยวชาญ เห นสมควรต องปร บโครงสร างในหมวดหม ของของ กระบวนการควบค มค ณภาพ (QualityManagement) แยกออกมาจาก ท เคยอย ในหมวดหม (Subclass) ของกระบวนการปฏ บ ต งานทาง ห องปฏ บ ต การออกมาเป นคลาสล าด บท 1 และย ายส วนของการเก บ ส งส งตรวจ (SpecimenCollection) ท เคยเป นคลาสล าด บท 1 เป น คลาสล าด บท 3 ไปเป นคลาสล กของข นตอนก อนการตรวจว เคราะห (PreAnalytical) ออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย จะต องจะถ กถ าย โอนออกมาไว ในแฟ มเอกสาร OWL ด งแสดงในร ปท 4 ไฟล OWLน สามารถน าไปใช เป นฐานความร ในการค นหาความร เช งความหมาย และเป นฐานความร ของระบบอ จฉร ยะเช น ระบบสน บสน นการ ต ดส นใจ ระบบให ค าแนะน า ตลอดจนน าไปใช ในระบบสารสนเทศ อ นๆได และพบว าออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย ท ได ท าการพ ฒนาม จ านวนคลาสท งหมด 214 คลาส และม จ านวน ความส มพ นธ ท งหมด 213 ความส มพ นธ ด งแสดงต วอย างคลาสการ เก บส งส งตรวจและแสดงความส มพ นธ ด งร ปท 6 ร ปท 4 เอกสาร OWL ท ได จากออนโทโลย ของ ห องปฏ บ ต การทางการแพทย 4.6 การทดสอบการใช งานของออนโทโลย ทดลองเข ยนกฎเพ อด งองค ความร ท สร างข นมาแสดง เข ยนกฎ ด วยภาษา SWRL สามารถด งองค ความร ออกมาแสดงได ด งร ปท 5 ร ปท 5 ต วอย างการทดสอบการใช งานออนโทโลย 60

73 ร ปท 6 แสดงต วอย างหมวดหม ย อยของ LaboratoryProcess ประกอบด วยหมวดหม ย อยลงไปอ กระด บ ค อ PreAnalysis และหมวดหม ย อยลงไปอ กระด บเป นแผนภ ม ต นไม แสดงให เห นในร ปแบบของความส มพ นธ ร ปแบบต างๆ และแสดงค าอ นสแตนท 5. สร ปผลการว จ ย ว ตถ ประสงค ของการว จ ยน ค อการพ ฒนาต นแบบฐานความร ออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การทางการแพทย เพ อสน บสน นการ ค นหาความร เช งความหมาย และสามารถน าฐานความร ท ได ไปใช ก บ ระบบข อม ลอ นๆได สน บสน นการแบ งป นความร และการน าความร ท ได กล บมาใช ใหม ฐานความร ออนโทโลย ของห องปฏ บ ต การทาง การแพทย สามารถน าไปใช ประโยชน ในการแชร ความร ระหว าง ห องปฏ บ ต การทางการแพทย ออนโทโลย ท สร างได ร บการ ตรวจสอบโดยผ เช ยวชาญพบม ความถ กต องอย ในระด บด และ สามารถด าเน นการใช เป นฐานองค ความร ได อย างม ประส ทธ ภาพ ใน การพ ฒนาระบบในอนาคตเราจะม การปร บปร งแก ไข เพ มเต มใน ส วนของการสร างกฎเช งความหมาย (SWRL) และฐานความร ของ กฎเข าไปใน ออนโทโลย เพ อท สามารถส บค นข อม ลจากฐานความร ได อย างม ประส ทธ ภาพตรงตามความหมายมากข น และเพ อน าไปใช เป นฐานความร ในการให องค ความร ของข อม ลเช งความหมาย เพ อ น าไปประย กต ใช เป นฐานความร ในระบบสน บสน นต ดส นใจ ระบบ อ จฉร ยะ และระบบผ เช ยวชาญต างๆ ท ใช ในว น จฉ ยโรคต อไป 6. เอกสารอ างอ ง [1] A. Maedche and S. Staab, Semi-automatic engineering of ontologies from text, in Proceedings of the 12th international conference on software engineering and knowledge engineering, 2000, pp [2] K. L. Mukherjee and S. Ghosh, Medical Laboratory Technology; A Procedure Manual for Routine Diagnostic Tests. Tata McGraw-Hill Publishing Company, [3] D. L. McGuinness and F. Van Harmelen, OWL web ontology language overview, W3C recommendation, vol. 10, no , 2004, p. 10. [4] S. Bechhofer, F. Van Harmelen, J. Hendler, I. Horrocks, D. L. McGuinness, P. F. Patel-Schneider, and L. A. Stein, OWL web ontology language reference, W3C recommendation, vol. 10, 2004, pp [5] C. T. Small and A. P. Sage, Knowledge management and knowledge sharing: A review, Information, Knowledge, Systems Management, vol. 5, no. 3, 2006, pp [6] C. S. G. Khoo, J.-C. Na, V. W. Wang, and S. Chan, Developing an Ontology for Encoding Disease Treatment Information in Medical Abstracts, DESIDOC Journal of Library & Information Technology, vol. 31, no. 2, Feb

74 [7] D. E. Oliver, D. L. Rubin, J. M. Stuart, M. Hewett, T. E. Klein, and R. B. Altman, Ontology development for a pharmacogenetics knowledge base, Pac Symp Biocomput, 2002, pp [8] S. CAKULA and A.-B. M. SALEM, E-Learning Developing Using Ontological Engineering. WEAS TRANSACTIONS on INFORMATION SCIENCE and APPLICATION, Issue 1, vol. 10, January [9] T. Kato, N. Maneerat, R. Varakulsiripunth, Y. Kato, and K. Takahashi, Ontology-based e-health system with Thai herb recommendation, JCSSE2009, 2009, pp [10] Y. Sure, S. Staab, and R. Studer, Methodology for development and employment of ontology based knowledge management applications, ACM SIGMOD Record 31, no. 4 (2002): [11] R. Dieng-Kuntz et al., Building and using a medical ontology for knowledge management and cooperative work in a health care network, Computers in Biology and Medicine 36, no. 7-8 (2006): [12] J. Brank, M. Grobelnik, and D. Mladenic, A survey of ontology evaluation techniques, in Proceedings of the Conference on Data Mining and Data Warehouses (SiKDD 2005), 2005,

75 การว เคราะห ฐานข อม ลอ เล กทรอน กส ของผ ป วยนอก ในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า Analysis of electronic outpatient records in Universal Health Coverage Scheme คเณศ ส มพ ทธานนท ศ.ม. ศ นย พ ฒนามาตรฐานระบบข อม ลส ขภาพไทย ผศ. ดร. น ลวรรณ อย ภ กด ภ.บ., PhD. คณะเภส ชศาสตร มหาว ทยาล ยนเรศวร ศ.ดร.ศ ภส ทธ พรรณนาร โณท ย พบ., PhD. คณะแพทยศาสตร มหาว ทยาล ยนเรศวร บทค ดย อ ข อม ลส ขภาพถ อว าเป นทร พยากรส าค ญในการพ ฒนาระบบส ขภาพ การม ข อม ลส ขภาพท ด สามารถน ามาสน บสน นการวางแผนและจ ดท านโยบายส ขภาพ เพ อการให บร การส ขภาพและการด แลส ขภาพรายบ คคลในระบบส ขภาพ นอกจากน ข อม ลส ขภาพท ด ควรม ความถ กต องและน าเช อถ อ เน องจากสามารถ อน มานหร อคาดการณ ผลล พธ ทางส ขภาพท จะเก ดข นได อย างแม นย า ข อม ล บร การส ขภาพในประเทศไทยจ าแนกออกเป น 3 ประเภทบร การ ค อ ข อม ล บร การผ ป วยใน ข อม ลบร การผ ป วยนอก และข อม ลการสร างเสร มส ขภาพ โดยเฉพาะข อม ลบร การผ ป วยนอกในระบบหล กประก นส ขภาพท ม แนวโน มการ ใช บร การเพ มส งข น ในป 2556 ม การใช บร การประมาณ ล านคร ง ด งน นผ ท จะน าข อม ลบร การส ขภาพผ ป วยนอกมาใช ประโยชน จะต องม การจ ดการก บ ข อม ลด งกล าวเบ องต น เพ อให ข อม ลม ความน าเช อถ อมากท ส ด การว จ ยน ม ง เสนอแนวค ดพ นฐานในการจ ดการข อม ลผ ป วยนอกก อนการน าไปใช ประโยชน และเพ อให เห นความส าค ญของการจ ดการฐานข อม ลผ ป วยนอกก อนน ามา ว เคราะห ข อม ล โดยใช ข อม ลผ ป วยนอกส ทธ หล กประก นส ขภาพถ วนหน าท ใช บร การในป งบประมาณ 2554 จ านวน 4 จ งหว ด ประกอบด วยจ งหว ดเช ยงใหม จ งหว ดขอนแก น จ งหว ดล าปางและจ งหว ดสงขลา ท าการศ กษาผลล พธ ท เก ดจาก กระบวนการจ ดฐานข อม ลผ ป วยนอกจากเกณฑ ต างๆ ท ก าหนดข นในช วงของ ข อม ลท เป นไปได แล วน ามาจ ดการข อม ลเพ อเปร ยบเท ยบความสมบ รณ ของ ข อม ลก อนและหล งจากการผ านข นตอนการจ ดการเบ องต น พบว า ความสมบ รณ ของข อม ลของจ งหว ดเช ยงใหม ค ดเป นร อยละ 90.6 จ งหว ดขอนแก นค ดเป นร อย ละ 89.7 จ งหว ดล าปางค ดเป นร อยละ 94.1 และจ งหว ดสงขลาค ดเป นร อยละ 90.1 โดยภาพรวมข อม ลผ ป วยนอกท ถ กค ดกรองออกหล งจากการจ ดการข อม ล ประมาณร อยละ 5-11 ซ งจะต องให ความส าค ญก บความถ กต องของข อม ลโดย จะต องม การจ ดการฐานข อม ลก อนการว เคราะห เพ อให การน าไปว เคราะห หร อ วางแผนนโยบายม ความใกล เค ยงก บสถานการณ ท เก ดข นจร ง และส งเสร มให เก ดการใช ข อม ลส ขภาพ เพ อน ามาเป นเกณฑ ในการก าหนดการจ ดการ ฐานข อม ลเบ องต นต อไป บทน า ข อม ลสารสนเทศเป นองค ประกอบ 1 ใน 6 องค ประกอบ ของการพ ฒนาระบบส ขภาพตามแนวทางขององค การอนาม ยโลก 1 โดยการพ ฒนาระบบข อม ลสารสนเทศให ด น นถ อว าเป นส งส าค ญ เน องจากการม ข อม ลส ขภาพท ด จะสามารถน ามาสน บสน นการ วางแผนและจ ดท านโยบายส ขในภาพรวมของระบบส ขภาพ และการ ม ข อม ลส ขภาพท ด น ามาใช ประโยชน ในการจ ดบร การส ขภาพและ การด แลส ขภาพรายบ คคล การน าข อม ลส ขภาพมาใช ส าหร บการ ด าเน นงานม หลากหลายว ตถ ประสงค ตามบาทหน าหน าท ของแต ละ องค ท ร บผ ดชอบ เช น กระทรวงสาธารณส ขใช ข อม ลส ขภาพในการ จ ดท านโยบายส ขภาพภาพรวมของประเทศ กรมบ ญช กลางใช ข อม ล ส ขภาพส าหร บการเบ กจ ายและจ ดช ดส ทธ ประโยชน ให ก บประชาชน ท ม ส ทธ ร กษาพยาบาลของข าราชการ ส าน กงานประก นส งคมใช ข อม ลส ขภาพส าหร บการเบ กจ ายและจ ดช ดส ทธ ประโยชน ให ก บ ผ ประก นตนท อย ภายใต ส ทธ ประก นส งคม และส าน กงาน หล กประก นส ขภาพแห งชาต (สปสช.) ม หน าท หล กในการ ร บผ ดชอบส ทธ ประโยชน และบร การส ขภาพของประชาชนท อย ใน ส ทธ หล กประก นส ขภาพถ วนหน าน าข อม ลส ขภาพท ประชาชนมาใช บร การส ขภาพเพ อของบประมาณสน บสน นจากร ฐบาล และจ ดสรร งบประมาณให ก บผ ท อย ในหล กประก นส ขภาพถ วนหน า ซ งระบบ หล กประก นส ขภาพถ วนเป นระบบหล กประก นภาคร ฐท ม ความ ครอบคล มประชาชนมากท ส ดค อ 47.3 ล านคนหร อค ดเป นร อยละ ของประชากรท งหมด 2 จากความครอบคล มประชากรของ ประเทศท ส ง ท าให ม ปร มาณการใช บร การส ขภาพม จ านวนส ง ค าส าค ญ: การจ ดการฐานข อม ล, ผ ป วยนอก, data cleansing 63

76 เช นก น โดยเฉพาะอย างย งข อม ลผ ป วยนอก จาก ล านคร ง ใน ป 2546 เป น ล านคร งในป 2556 (ตารางท 1) ตารางท 1 การใช บร การผ ป วยนอกในส ทธ ระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า ป ของการใช บร การผ ป วยนอก (ตามป งบประมาณ) จ านวนการใช บร การ ผ ป วยนอก (คร ง) ป ,947,496 ป ,494,014 ป ,642,613 ป ,765,934 ป ,294,050 ป ,758,863 ป ,602,998 ป ,403,384 ป ,181,729 ป ,820,422 หมายเหต : ข อม ล เป นข อม ลจากแบบรายงาน 0110 รง เป นข อม ลจากฐานข อม ลอ เล กทรอน กส (OP-Individual record) จากปร มาณการใช บร การผ ป วยนอกท เพ มข น ด งน นส งส าค ญในการ น ามาใช ประโยชน ค อการน าข อม ลมาจ ดการเพ อขจ ดความผ ดปกต หร อข อม ลท โอกาสท เป นไปได ค อนข างน อยเพ อการในใช จะได เก ด ความแม นย าย งข น โดยข อม ลส ขภาพท ด ควรม ความถ กต องและ น าเช อถ อ เน องจากข อม ลท ด และถ กต องสามารถอน มานหร อ คาดการณ ผลล พธ ทางส ขภาพท จะเก ดข นได อย างแม นย า ก อนท จะ น าข อม ลมาว เคราะห และประมวลผลจะต องม การจ ดการฐานข อม ล เบ องต นเพ อให ข อม ลม ความสมบ รณ มากข น โดยอาจจะเร ยกว าการ ท าความสะอาดข อม ล (Data cleansing) เป นกระบวนการตรวจสอบ และแก ไขข อม ลเบ องต น หร อต ดข อม ลท ไม ม โอกาสเก ดข น ความไม สอดคล องออกไปจากช ดข อม ล หร ออาจจะต องม การปร บปร ง โดย การศ กษาน ม งเน นให ความส าค ญของการจ ดการข อม ลก อนการ น าไปว เคราะห และประมวลผลจากข อม ล ว ตถ ประสงค เพ อว เคราะห ข อม ลและจ ดการฐานข อม ลของการใช บร การผ ป วย นอก ก อนท จะน าข อม ลมาว เคราะห และประมวลผลในการก าหนด นโยบายทางส ขภาพ 64 ว ธ การศ กษา แหล งท มาของข อม ล 1. ข อม ลบร การส ขภาพผ ป วยนอกของผ ป วยส ทธ หล กประก น ส ขภาพถ วนหน า ป 2554 จากส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต โดยส มมา 4 จ งหว ดประกอบด วย จ งหว ดเช ยงใหม จ งหว ดขอนแก น จ งหว ดสงขลา และจ งหว ดล าปาง โดยการส มแบบเจาะจงอย างม เง อนไขตามท ก าหนด 3 ข อ ค อ ข อท 1 ความครบถ วนของการส งข อม ลซ งพ จารณาจากหน วยบร การท ส งผล งานจ านวนคร งผ ป วยนอกครบ 12 เด อน ของป งบประมาณ 2554 มากกว า 70% ของหน วยบร การท งหมดภายในจ งหว ดน น ข อท 2 ความครอบคล มประเภทหน วยบร การ 3 ระด บ ค อ ปฐมภ ม ท ต ยภ ม และตต ยภ ม ข อท 3 อ ตราการใช บร การ โดยจ งหว ดท ส มน นจะต องผ านเกณฑ ในข อ 1 และ ข อ 2 มาก อน และว เคราะห อ ตราการใช บร การเฉล ยของผ ท ลงทะเบ ยน การร กษาพยาบาลและการว เคราะห การใช บร การเฉล ยของผ ป วยนอก ในภาพรวมของจ งหว ด 2. ข อม ลท ใช ในการว เคราะห คร งน ประกอบ 2 ส วน ค อ ส วนท 1: ข อม ลท วไปของผ ป วย ประกอบด วย เพศ อาย ว นเก ด (Date of Birth) ข อม ลหน วยบร การท ผ ป วยเข าร บบร การร กษาผ ป วยนอก และ ส วนท 2: ข อม ลการร กษาและการว น จฉ ย ประกอบด วย ว นท เข าร บ การร กษาบร การผ ป วยนอก (Date OPD) ข อม ลการว น จฉ ยโรคด วย ระบบ ICD-10 และข อม ลต นท นการร กษา ข นตอนการศ กษา 1. แบ งไฟล ข อม ลออกเป น 2 ส วน ค อ ข อม ลบร การและข อม ลการ ว น จฉ ย 2. ตรวจสอบความถ กต องของข อม ลตามเง อนไขความเป นไปได ของข อม ลท ใช ในการว เคราะห รายละเอ ยดของการว เคราะห และการท าความสะอาดข อม ล (Cleansing) ในแต ละส วน ด งน ส วนท 1: ข อม ลบร การ โดยใช การว เคราะห และ Cleansing ด งน 1) เช คความซ าซ อนของการบ นท กข อม ล 2) ตรวจสอบข อม ลอย ในป งบประมาณ ) ข อม ลท ม การบ นท กเพศท ถ กต อง (1 = ชาย, 2 = หญ ง) 4) ข อม ลท อาย อย ระหว าง (0 125 ป ) โดยเล อกพ จารณา เปร ยบเท ยบระหว าง 2 ส วน จากอาย ท บ นท กในฐานข อม ล และอาย ท ค านวณใหม จากว นท มาร บบร การลบว นเก ดหาร 365 ว น 4.1 อาย ท ค านวณและเท าก นก บอาย ท บ นท กให เล อกค าอาย ท ค านวณ

77 4.2 กรณ ท ในข อ 4.1 ไม เท าก นให พ จารณาค าส มบ รณ ของ อาย ท ค านวณลบด วยอาย ท บ นท กม ค าเท าก บ 1 ให เล อก เอาค าท ค านวณได ใหม ถ าไม ผ าน 2 เง อนไขน ให เอา ค าท บ นท กในฐานข อม ลต งแต เร มต น 5) เล อกข อม ลท ม การบ นท กเลขประจ าต ว (PID) 13 หล ก 6) เล อกรายการใช บร การ (Visit) ท การใช บร การ 1 คร งต อหน ง หน วยบร การใน 1 ว น Hcode PID Date OPD ม 1 ร ปแบบ ส วนท 2: ข อม ลการว น จฉ ย แบ งออกเป น 2 ประเภท 2.1 ข อม ลการว น จฉ ยโรคหล ก (Principle diagnosis: Pdx) โดยใช การว เคราะห และ Cleansing ด งน 1) เช คความซ าซ อนของการบ นท กข อม ล 2) เล อกเฉพาะประเภทการว น จฉ ยท เป นโรคท เป นโรคหล ก (Diagnosis type เท าก บ 1) 3) เล อกใช ค า Pdx ต งแต 1-6 (ส าหร บการเข าใช บร การ ผ ป วยนอกม ว น จฉ ยโรคหล ก (Pdx) ได มากกว า 1 เน องจากการเข าร บการร กษาผ ป วยนอกสามารถเข าร บ การร กษาหลายโรค/หลายแผนกพร อมก นหร อผ ป วยมา ตามน ดในว นเด ยวก นและตรวจหลายแผนก) 2.2 ข อม ลการว น จฉ ยโรคร วม (Secondary diagnosis: Sdx) โดยใช การว เคราะห และ Cleansing ด งน 1) เช คความซ าซ อนของการบ นท กข อม ล 2) เล อกเฉพาะประเภทการว น จฉ ยท เป นโรคท เป นโรคร วม (Diagnosis type มากกว า 1 ) 3) เล อกเฉพาะข อม ลว น จฉ ยโรคร วม 1 14 โรค 3. รวมไฟล ข อม ลบร การและการว น จฉ ยโรค โดยน าข อม ลมาเช อม ก น (ข อม ลบร การ + ข อม ลว น จฉ ยโรคหล ก (Pdx) + ข อม ล ว น จฉ ยโรครอง (Sdx)) โดยรห สการเช อมหล ก (primary key) ค อ Hcode, PID, Date_OPD และต ดข อม ลท ต นท นการร กษาน อยกว า 0 4. เปร ยบเท ยบความสมบ รณ ของข อม ลก อนและหล งการจ ดการ ฐานข อม ล ข อม ลผ ป วยนอกในระบบหล กประก นส ขภาพถ วนหน า ข อม ลบร การ(Service) ความซ าซ อน การบ นท ก การร กษา ป 2554 การระบ เพศช ดเจน 1= ชาย, 2=หญ ง อาย ระหว าง ป ก าหนดเลขประจ าต ว 13 หล ก (PID) การใช บร การ 1 ว น ร ปภาพท 1 ล าด บการจ ดการข อม ลผ ป วยนอก ข อม ลการว น จฉ ย (Diagnosis) การว น จฉ ยโรคหล ก (Pdx) ความซ าซ อน การบ นท ก ประเภทของการว น จฉ ย (Diagtype=1) เง อนไขม การใช บร การ 1 คร งต อหน งหน วย บร การต อ 1 ว น Hcode PID Date OPD ม 1 ร ปแบบ รวมไฟล ข อม ลบร การ + ร กษา (Merge Service+ Pdx + Sdx) และต ด Cost <0 การว น จฉ ยโรคร วม (Sdx) ความซ าซ อน การบ นท ก ประเภทของการว น จฉ ย (Diagtype>1) Pdx 1-6 Sdx 1-14 รวมไฟล (Merge Pdx + Sdx) เง อนไขการรวมไฟล Primary key - Hcode - Pid - Date_OPD เง อนไขการรวมไฟล Primary key - Hcode - Pid - Date_OPD 65

78 ร ปภาพท 2 ล าด บการจ ดการข อม ลอาย ผ ป วยนอก ผลการศ กษา จากการจ ดฐานข อม ลในส วนของข อม ลบร การพบว า ท ง 4 จ งหว ดม ความสมบ รณ ระหว างร อยละ ซ งจากการจ ดการ ข อม ลย งพบว าม การบ นท กข อม ลเป นค าว าง และม ค าท นอกเหน อ ค าท ก าหนด โดยจ งหว ดท ม การบ นท กข อม ลท สมบ รณ ส งส ดเม อ เท ยบก บจ งหว ดต วอย าง ค อจ งหว ดล าปางค ดเป นร อยละ ส วนท 1 ข อม ลบร การ การค านวณอาย จากการบ นท ก อาย ท บ นท กในไฟล ด (Age_Record) อาย ท ค านวณใหม (Age_New) ป ดอาย ให เป นจ านวนเต ม = Yes เล อกใช (Date_OPD DOB)/365 เล อกใช ข อม ลบร การ ขอนแก น เช ยงใหม ล าปาง สงขลา ข อม ลเร มต น 4,721,484 4,487,424 2,055,805 2,961,952 ความซ าซ อนของข อม ล 4,721,484 4,487,424 2,055,774 2,961,952 ข อม ลไม ได บ นท กว นร กษา 4,721,484 4,487,424 2,055,754 2,961,952 ข อม ลป งบประมาณ ,721,484 4,487,424 2,055,700 2,961,952 เพศ (1=ชาย, 2=หญ ง) 4,721,481 4,487,408 2,055,628 2,961,949 อาย (0 125 ป ) 4,721,332 4,487,227 2,055,591 2,961,265 ข อม ลรห สเลข 13 หล ก 4,721,332 4,487,227 2,055,550 2,961,265 การใช บร การใน 1 ว น 4,563,493 4,283,465 2,023,535 2,882,730 ข อม ลเม อส นส ด 4,563,493 4,283,465 2,023,535 2,882,730 ส ดส วน 96.65% 95.45% 98.43% 97.33% 66 No อาย ระหว าง = Yes เล อกใช No อาย ของผ ป วยนอกหล กจากการตรวจสอบความถ กต อง ส วนท 2 ข อม ลการว น จฉ ยโรค ข อม ลการว น จฉ ยโรคหล ก (principle diagnosis: Pdx) ข อม ลการว น จฉ ยโรคหล ก ขอนแก น เช ยงใหม ล าปาง สงขลา ข อม ลเร มต น 6,477,129 6,484,510 2,893,550 4,121,972 ความซ าซ อนของช ดข อม ล 6,477,129 6,484,510 2,893,550 4,121,972 Diag_type = 1 4,590,597 4,479,076 2,047,548 2,822,049 Pdx 4,310,805 4,166,383 1,951,618 2,705,472 จ านวน Diag _type 1 279, ,693 95, ,577 Pdx1,2,3,4,5 273, ,873 95, ,561 Merge Pdx, Yes 4,310,805 4,166,383 1,951,618 2,705,472 Pdx1,Pdx2,Pdx3,Pdx4 ข อม ลเม อส นส ด 4,310,805 4,166,383 1,951,618 2,705,472 ข อม ลการว น จฉ ยโรคร วม (secondary diagnosis: Sdx) ข อม ลการว น จฉ ยโรคร วม ขอนแก น เช ยงใหม ล าปาง สงขลา ข อม ลเร มต น 6,477,129 6,484,510 2,893,550 4,121,972 ความซ าซ อนของช ดข อม ล 6,477,129 6,484,510 2,893,550 4,121,972 Diag_type 1, 1,886,532 2,005, ,002 1,299,923 missing ความซ าซ อนของช ด 1,886,154 2,005, ,972 1,299,845 ข อม ล Sdx 1 1,294,250 1,143, , ,138 Sdx ส งส ด (1-14) 1,548,673 1,511, ,859 1,079,159 ข อม ลเม อส นส ด 1,548,673 1,511, ,859 1,079,159 จากการจ ดฐานข อม ลในส วนของข อม ลว น จฉ ยโรค จากข อม ลท ง 4 จ งหว ด ม ความสมบ รณ ซ งไม ม ความซ าซ อนของการบ นท กข อม ล พบว าข อม ลผ ป วยจ งหว ดขอนแก นมาด วยโรคหล กม จ านวน 4,310,805 คร ง ซ งม ผ ป วยท ม โรคร วมจ านวน 1,548,673 คร ง, จ งหว ด เช ยงใหม มาด วยโรคหล กม จ านวน 4,166,383 คร ง ซ งม ผ ป วยท ม โรค ร วมจ านวน 1,511,484 คร ง, จ งหว ดล าปางม จ านวน 1,951,618 คร ง ซ งม ผ ป วยท ม โรคร วมจ านวน 682,859 คร ง และจ งหว ดสงขลาม จ านวน 2,705,472 คร ง ซ งม ผ ป วยท ม โรคร วมจ านวน 1,079,159 คร ง ส วนท 3 การรวมข อม ลการบร การและข อม ลว น จฉ ยโรค (Pdx + Sdx) การรวมข อม ล ขอนแก น เช ยงใหม ล าปาง สงขลา 1. เร มต น Sdx 1,548,673 1,511, ,859 1,079, Pdx 4,310,805 4,166,383 1,951,618 2,705, Merge Pdx -Sdx 4,310,805 4,166,383 1,951,618 2,705, Service 4,563,493 4,283,465 2,023,535 2,882, Merge Service - Pdx - Sdx 4,236,081 4,067,034 1,935,538 2,667,448 ต นท นการร กษา < ข อม ลเม อส นส ด 4,236,079 4,067,029 1,935,392 2,667,437 ร อยละความสมบ รณ ของข อม ล 89.72% 90.63% 94.14% 90.06%

79 พบว า ความสมบ รณ ของข อม ลเม อเท ยบข อม ลเร มต นก บข อม ลท ผ าน กระบวนการจ ดการฐานข อม ลเบ องต น โดยท จ งหว ดเช ยงใหม ค ด เป นร อยละ 90.6 จ งหว ดขอนแก นค ดเป นร อยละ 89.7 จ งหว ดล าปาง ค ดเป นร อยละ 94.1 และจ งหว ดสงขลาค ดเป นร อยละ 90.1 สร ปและอภ ปรายผล 1. ข อม ลท น ามาว เคราะห พบว าม ความผ ดพลาดและขาด ความสมบ รณ ประมาณร อยละ 5-11 ของข อม ลด บ ส าหร บ การใช ข อม ลอ เล กทรอน กส โดยเฉพาะข อม ลผ ป วยนอกซ ง ม ปร มาณการใช จ านวนมาก ควรให ความส าค ญก บการ จ ดการข อม ลโดยเฉพาะการท าความสะอาดข อม ล (Cleansing data) ก อนท จะน ามาว เคราะห 2. เกณฑ ในการจ ดการฐานข อม ลเบ องต นท ก าหนดข นเป น เพ ยงข อเสนอแนะเบ องต นในการจ ดการฐานข อม ลผ ป วย นอกในระบบหล กประก นส ขภาพเท าน น ผ ท จะน าแนวการ การท าความสะอาดข อม ล (Cleansing) ไปใช ก บข อม ลท ง ระบบจ าเป นต องม พ จารณาเง อนไขอ นๆ ข นอย ก บ ฐานข อม ลและต วแปรท ม อย ในช ดฐานข อม ลน น 3. ข อม ลผ ป วยนอกจากส าน กงานหล กประก นส ขภาพ แห งชาต ม ความเก ยวข องก บหลายส วน เช น หน วยบร การ ผ บ นท ก ระบบการบ นท ก ระบบการส งข อม ล ความ ผ ดพลาดอาจจะเก ดข นจากจ ดใดจ ดหน ง ด งน นงานว จ ย เบ องต นเก ยวก บการ Cleansing data สามารถน ามาเป น แนวทางในการว เคราะห หาข อผ ดพลาดของข อม ลเช งล ก ต อไป เอกสารอ างอ ง [1] World Health Organization. Everybody s business : strengthening health systems to improve health outcomes : WHO s frmaework for action. Geneva: World Health Organization; [2] ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต. รายงานการสร างหล กประก น ส ขภาพถ วนหน าประจ าป 2533; [3] ส าน กงานหล กประก นส ขภาพแห งชาต. อ ตราการใช บร การ: จ านวนการ ใช บร การผ ป วยนอก-ใน ต อประชากร ป งบประมาณ [cited 2013 Sep 1]. Available from: d=

80 การศ กษาการใช ทฤษฏ Fuzzy Signature เพ อว เคราะห คาดการณ การ เก ดโรคไตในผ ป วย Exploring the Use of Fuzzy Signature for Predicting Nephropathy อ มพล หล าเบ ญส ะ 1, ผศ. ดร. ม.ล.ก ลธร เกษมส นต 2, ดร.ทศน ย ช มว ฒนะ 3 คณะเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยร งส ต 52/347 ถนน พหลโยธ น, ปท มธาน บทค ดย อ ป จจ บ น ม ผ ป วยเป นโรคไตวายเร อร งเพ มมากข นอย าง ต อเน องในหลายป ท ผ านมา โดยผ ป วยส วนใหญ ไม สามารถทราบล วงหน าได ว าตนเองม ความเส ยงท จะเป นโรคไตได มากน อยแค ไหน ด วยเหต น น กว จ ย ต าง ๆ จ งม ความพยายามท จะน าทฤษฏ การคาดการณ มาประย กต ใช ก บงาน ด านการแพทย เพ อการว เคราะห โรคของผ ป วย โดยหน งในโรคท ม กพบใน ผ ป วยส วนใหญ ก ค อโรคไตวายเร อร ง โดยโรคไตวายเร อร งน นจะม ส วนประกอบต างๆท ต องตรวจสอบและน ามาประกอบการว น จฉ ยของโรค โดยส วนหน งมาจากการหาค า egfr ของผ ป วย ซ งสามารถบอกได ถ งความ ผ ดปกต ของไตท เก ดข น รวมท งป จจ ยภายนอกอ นๆท เป นส วนบ งช ถ งการ ท างานท ผ ดปกต ของไต ด งน น งานว จ ยน จ งต องการน าเสนอแนวความค ดใน การใช ทฤษฏ Fuzzy Signature เพ อว เคราะห คาดการณ การเก ดโรคไตในผ ป วย โดยทฤษฏ Fuzzy Signature ถ อว าเป นเทคน คท ม ความย ดหย นและเหมาะสม ท จะน ามาใช ในการ คาดการณ เพ อแสดงถ งความเป นไปได ท อาจเก ดความ ผ ดปกต ของไตซ งจะน ามาส การเก ดโรคไตในอนาคต ค าส าค ญ : Fuzzy Signature, Nephropathy, Fuzzy Logic, โรคไตวายเร อร ง Abstract At present, the survey showed that the number of nephropathy patients has rapidly increased in the past few years. These most patients will not be able to know in advance how possible they will be nephropathy. Consequently, some researches have proposed techniques that can be applied with the task in the area of medical informatics. The majority of techniques is focusing on how to predict the patient diseases. One of the main diseases is nephropathy. The nephropathy can be verified from many factors both in physical and checked value. egfr is most important value that can be used to express being nephropathy. This paper proposes the concept of the use of fuzzy signature to analysis and for predicting nephropathy. Fuzzy signature was selected to be the technique in this paper as this technique is widely used for predicting several events because of its flexible and efficiency. Keywords: Fuzzy Signature, Nephropathy, Fuzzy Logic I. บทน า ในประเทศสหร ฐอเมร กา โรคไตวายเร อร งเป นสาเหต การตาย อ นด บท 9 [1] จ านวนผ ป วยไตวายเร อร งข นส ดท ายเพ มข นเป น 2 เท า จาก ค.ศ ถ ง 1994 ค าใช จ ายในการรองร บการร กษา ผ ป วยไตวายเร อร งข นส ดท ายด งกล าวท ต องอาศ ยการฟอกไตและ การล างไต ในป ค.ศ.1999 จ านวน 400,000 ราย ต องใช เง นกว า 11,000 ล านดอลล าร [2] ส าหร บข อม ลของประเทศไทย อน ตต จ ต ต น นทน [3] ได ท าการศ กษาความช กของโรคไตเร อร งในกล ม เจ าหน าท ภาคพ นด นของกองท พอากาศท มาร บการตรวจประจ าป ระหว าง ค.ศ จ านวน 15,612 ราย พบว า ม อ ตราความ ช กของโรค 9.1% โดยอาศ ยการเปล ยนแปลงระด บอ ตรากรองสาร ของไต (creatinine clearance) ท มาจากการใช ส ตรค านวณจาก ระด บคร อาต น น (creatinine) ในเล อด จากการศ กษาในประเทศไทย พบว าความช กของโรคไตวาย เร อร งต งแต ระยะท 3 ข นไปม ประมาณ %[4-8] เม อ 68

81 เปร ยบเท ยบก บจ านวนประชากรท งประเทศประมาณ 70 ล านคน พบว าจ านวนประชากรท ป วยเป นโรคไตวายเร อร งต งแต ระยะท สามข นไปม จ านวนมาก ซ งเป นป ญหาสาธารณส ขท ส าค ญของ ประเทศ อย างไรก ตาม ส าหร บผ ป วยเบาหวาน พบความช กของ โรคไตวายเร อร ง ประมาณ 40% ผ ป วยเบาหวานและความด น โลห ตส งม ความเส ยงต อการเก ดโรคไตวายเร อร งต งแต ระยะท สาม ข นไปประมาณ 1.9 และ 1.6 เท า [6] ตามล าด บ ย งไปกว าน น จากการศ กษาพบว าม ผ ป วยเพ ยง 1.9% ทราบว าตนป วยเป นโรค ไตวายเร อร ง [7] ในส วนของ estimated glomerular filtration rate หร อค า egfr เป นค าท เราใช เพ อประเม นการท างานของไต โดยเรา สามารถหาค า GFR ได โดยตรงเพ อด การเก ดโรคไต แต การตรวจ น นจะส นเปล องค าใช จ ายเป นอย างมาก ทางการแพทย จ งหาค าของ การขจ ดออกของสารต วหน งในร างกายช อว า creatinine แทน หร อ creatinine clearance จ งเป นท มาของค า egfr viacreatinine clearance (น ยมเร ยกส นๆว า egfr) ซ งงานว จ ยน จะน าเอาค าน มา ใช ในส วนของการว เคราะห คาดการณ ด วย งานว จ ยน ได ศ กษาเพ อท าความเข าใจในตรรกศาสตร แบบฟ ซ ซ ลอจ กเพ อน ามาประย กต ใช ก บงานด านการแพทย เพ อจะน ามาใช ในการ พยากรณ (prediction) ท จะน าเสนอข อม ลความเป นไปได จากอาการผ ดปกต ต างๆของไตซ งจะน าไปส โรคไตในอนาคตต อ แพทย ผ ว น จฉ ยโรคเพ อประกอบการว น จฉ ยได อย างแม นย า และ เหมาะสมย งข น อย างไรก ด ค าน ไม สามารถค านวณและน ามาใช ในภาวะไตวาย เฉ ยบพล น หร อในเด ก (อาย < 18 ป ) ขณะเด ยวก นในผ ป วยท ม ภาวะกล ามเน อล บ หร อได ร บการต ดแขนขา การค านวณค าการ ท างานของไตด วยว ธ น อาจจะท าให ประเม นความร นแรงไม แม นย าโดยบอกระยะของโรคไตต ากว าความเป นจร ง ท าไมจ งต องม การหาค าการท างานของไต - ระด บค าคร เอต น นในเล อด เพ ยงอย างเด ยวไม ไวพอท จะ ใช ในการเฝ าระว งภาวะการท างานของไตบกพร องใน ระด บเล กน อยได และไม ได ส มพ นธ โดยตรงก บค าการ ท างานของไต (GFR) - ค า egfr ใช เป นค ามาตรฐานในการจ าแนกระยะ และ การก าหนดแนวทางการด แลร กษาผ ป วยโรคไตเร อร ง - โรคไตเร อร งเป นป จจ ยเส ยงท ส าค ญอย างหน งของการ เก ดโรคทางระบบห วใจและหลอดเล อด ค า egfr จะ สามารถน าไปใช ในการค ดกรองผ ป วยท ควรได ร บการ ร กษาเพ อลดความเส ยงน น - egfr ช วยในการค ดกรองผ ป วยท สมควรได ร บการส ง ต อเพ อพบผ เช ยวชาญ ผ ป วยโรคไตวายเร อร งหมายถ ง ผ ป วยท ม ภาวะไตผ ดปกต หร อม GFR น อยกว า 60 มล./นาท /1.73 ตารางเมตรนาน ต ดต อก นเก น 3 เด อน โรคไตวายเร อร งสามารถแบ งเป นระยะ ต างๆ ด งแสดงในตารางท 1 [9] II. ค ณล กษณะของโรคไตวายเร อร ง ตารางท 1. การแบ งระยะของโรคไตวายเร อร ง GFR ค อ อ ตราการกรองของเล อดท ผ านไตออกมาเป นน า ป สสาวะ และใช เป นค าว ดการท างานของไต ในป จจ บ นค าน ถ ก ประมาณจากการค านวณต วแปรต างๆ ได แก ระด บค าคร เอต น น ในเล อด เพศ และอาย ของผ ป วยโรคไตเร อร ง โดยใช ส ตร CKD- EPI เร ยกว าการประเม นค าอ ตราการกรองไต (estimated GFR;eGFR) โดยค าปกต อย ท ประมาณ 100 มล.ต อนาท (ใน กรณ ไตท างาน 100%) ด งน นค าท ได จากค านวณออกมาจะ ใกล เค ยงก บเปอร เซ นต การท างานของไต 69

82 ไตผ ดปกต * หมายถ งม โปรต นหร อเม ดเล อดแดงในป สสาวะ หร อ พบไตผ ดปกต จากการตรวจทางร งส หร อม พยาธ สภาพ ตรรกะศาสตร แบบคล มเคร อ III. ทฤษฏ และงานว จ ยท เก ยวข อง ตรรกะศาสตร คล มเคร อ (Fuzzy logic) เป นตรรกะท ใช รองร บความไม แน นอนของข อม ล ท ใช หล กเหต ผลคล ายการ เล ยนแบบว ธ ค ดท ซ บซ อนของมน ษย ตรรกะแบบน ม ความย ดหย น ส งและม ล กษณะพ เศษตรงท ผลล พธ ท ได จะม แนวค ดท ม การต อ ขยายในส วนของความจร ง (partial true) ซ งค าความจร งจะอย ในช วงระหว างจร ง (completely true) ก บเท จ (completely false) ส วนตรรกศาสตร แบบเด ม (Boolean logic) จะม ค าเป นจร งก บเท จ เท าน น ด งภาพด านล าง ภาพท 1. ตรรกศาสตร แบบเด ม และตรรกศาสตร คล มเคร อ โครงสร างพ นฐานของการประมวลผลแบบตรรกะ ศาสตร คล มเคร อ (Fuzzy logic) ซ งประกอบด วยส วนท ส าค ญ 4 ส วนด งน ภาพท 2. โครงสร างพ นฐานของการประมวลผลแบบตรรกะ ศาสตร คล มเคร อ ส วนท 1 ส วนท แปลงการอ นพ ตท วไปเปล ยนเป นการอ นพ ต แบบต วแปรฟ ซซ (Fuzzification) หร อในร ปแบบเซตฟ ซซ หร อ เร ยกว าเป นต วแปรภาษา (Linguistic Variable) ส วนท 2 เคร องอน มานหร อการต ความ (Inference Engine) เป นส วนท ท าหน าท ตรวจสอบข อเท จจร งและกฎ เพ อใช ในการ ต ความหาเหต ผล เหม อนกลไกส าหร บควบค มการใช ความร ใน การแก ไขป ญหา รวมท งการก าหนดว ธ การของการต ความเพ อหา ค าตอบ ส วนท 3 ส วนท แปลงการเอาต พ ตให อย ในช วงท เหมาะสม (Defuzzification) เป นการท าการแปลงข อม ลท อย ในร ปแบบฟ ซซ ให เป นค าท สร ปผลหร อค าการควบค มระบบ ส วนท 4 ฐานความร (Knowledge base) เป นส วนท จ ดเก บ รวบรวมข อม ลในการควบค มประกอบ 2 ส วนค อ ฐานกฎ (Rule base) และฐานข อม ล (Database) ฐานกฎ (Rule base) เป นส วน ของการก าหนดว ธ การควบค ม ซ งได จากผ เช ยวชาญในร ปแบบ ของช ดข อม ลแบบกฎของภาษา (Linguistic rule) ฐานข อม ล (Database) เป นการจ ดเตร ยมส วนท จ าเป นเพ อท จะใช ในการ ก าหนดกฎการควบค ม และการจ ดการข อม ลของตรรกศาสตร ฟ ซ ซ [10] โดยกระบวนการต างๆจะเร ยนร โดยใช ข อม ลและควบค ม ผ านและจ ดการข อม ลผ านข อก าหนดต างๆในส วนของฐานความร (Knowledge base) ป จจ บ นตรรกะแบบฟ ซซ (Fuzzy logic) เป นทางเล อกท ด ท จะ ช วยในการแก ป ญหาไขป ญหาท ค อนข างซ บซ อน[11] ซ งเป นท น ยมมากในการท างานว จ ยในป จจ บ น Fuzzy Model เป นท น ยมมากในการท างานว จ ย เพราะฟ เจอร หล กของม นสามารถก าหนดความหมายภาษาได ด วย Fuzzy set เน องจากทฤษฎ ของ Fuzzy set จะใช ล กษณะความหมายต วแปร (linguistic) มากกว าปร มาณ (quantitative) ของต วแปร [12] Fuzzy signature เป นส วนขยายของแนวค ดพ นฐาน ซ งรวมอย ในทฤษฎ Fuzzy set ป ญหาของผ ท ท างานอย ในสาขาด านเศรษฐก จ และด านการแพทย ม กจะม ค ณสมบ ต ท ซ บซ อนมากและในบางคร ง ม กจะม ฟ เจอร ท ใช ร วมก นด งน นจ งต องม การจ ดกล มและ ประเม นผล ด งน น Fuzzy signature จ งถ กน ามาใช ในการแก ไข 70

83 ป ญหาข อม ลท ซ าซ อน [13], [14] เช น การว เคราะห โรค [15] หร อ การว เคราะห ประเภทของเอกสารจากข อความ [16] ข อด อ กอย างหน งของการใช Fuzzy Signature ในการน ามา สร างแบบจ าลองของการต ดส นใจท ม โครงสร างซ บซ อน ค อ Fuzzy Signature สามารถด งข อม ลได โดยตรง และโครงสร างของ Fuzzy signature สามารถ modify ได อ กด วย ภาพท 3. โครงสร าง Fuzzy Signature จากภาพท 3. Fuzzy Signature, ด านซ ายม อจะเป นร ปแบบ เวคเตอร ของ fuzzy signature และด านขวาม อจะเป นกราฟต นไม ท ม ความสอดคล องก น [16] Fuzzy set เป นทฤษฎ เซตแบบฉบ บ ท ม ค าความเป นสมาช ก ของเซตระหว าง 0 และ 1, A:X [0,1] โดยท X เป นเอกภพ ส มพ ทธ หร อประชากร เป นส วนขยายของ L-fuzzy sets ท ถ กเสนอ โดย Goguen [17], A L :X L, โดย L เป นอะไรก ได ตามพ ชคณ ต กรณ ในทางปฏ บ ต ของ L-fuzzy sets ค อ Vector valued fuzzy sets ถ กเสนอโดย Koczy [18], เม อ A v,k :X [0,1] k และช วงของค าท เป นสมาช กจะเป นตาข ายของ K-ม ต หล กการโดยท วไปของ Concept น จะเป นการแนะน า Fuzzy Signatures ก บ Signature sets[13] เม อแต ละองค ประกอบของเวคเตอร เป นม ล กษณะท ท บ ซ อนก นตามท ปรากฏในภาพท 3. ถ าไม ม การก าหนดว ธ การไว ตายต ว ก สามารถก าหนด โดยการหาส วนท แตกแยกออกมาจากข อม ล [19] IV. แนวทางในการศ กษาว จ ย งานว จ ยช นน ได เสนอแนวค ดในการใช ทฤษฏ Fuzzy Signatureเพ อว เคราะห เปอร เซ นต การการโรคไตในผ ป วย โดยจะ น าเอาข อม ลในส วนของผลการตรวจ egfr เข ามาเป นป จจ ยหล กท ใช ในการว เคราะห และน าเอาเทคน คของ Fuzzy Signature มาใช ในการว เคราะห โดยเร มจากการศ กษาป จจ ยต าง ๆ ท จะน ามา ว เคราะห และศ กษาตรรกะศาสตร คล มเคร อ (Fuzzy logic) ซ งใน งานว จ ยช นน ผ ว จ ยได เล อกเอาเทคน ค Fuzzy Signature ซ งผ ว จ ย พ จารณาแล วว าม ความเหมาะสมก บงานว จ ยน เพราะเทคน คน จะ สามารถตอบสนองต อค าของต วแปรท ใช ในการว เคราะห ได อย าง เหมาะสม โดยป จจ ยหล กท จะน าว เคราะห น นค อค าของผลตรวจ การท างานของไต egfr และป จจ ยแวดล อมอ น ๆ เพ อให ผลท ได ม ความแม นย า ซ งจากการศ กษาเบ องต นพอจะสร ปได ว าป จจ ยหล กและ ป จจ ยแวดล อมท ได จะม ล กษณะด งต วอย างต อไปน พบค า egfr ผ ดปกต ในผ ป วย และม อาการบวมท ใบหน า บวมท ตา บวมท ขา ป สสาวะม ฟองมากกว าปกต ป สสาวะส เปล ยนเป นส ชา ส แดง ส น า ล างเน อ หร อส ข นผ ดปกต ผมร วง ค นตามต วโดยไม ทราบสาเหต อ อนเพล ย น าหน กลด เป นต น สร างฐานความร (Knowledge base) ซ งจะเป นส วนท ใช ในการจ ดเก บรวบรวมข อม ลในการควบค มซ งจะประกอบไปด วย ฐานความร 2 ส วนค อ ส วนของฐานข อม ล (Database) ท จะใช ใน การจ ดเก บข อม ลท ต องเตร ยมน าไปใช ในการท จะก าหนดกฎการ ควบค ม และเพ อใช ในการจ ดการข อม ล เม อได ท าการเก บข อม ลท ต องการมาแล วจากน นจ งน าเอา ข อม ลท ได มาท าการ Clustering เพ อจ ดกล มของข อม ลให เป น ระเบ ยบมากข น อ กส วนหน งของฐานความร (Knowledge base) ค อ ส วน ของฐานกฎ (Rule base) โดยในส วนน จะเป นส วนของการก าหนด ว ธ การควบค ม ซ งได จากผ เช ยวชาญในร ปแบบของช ดข อม ลแบบ กฎของภาษา (Linguistic rule) เช น หากม อาการผ ดปกต ท 1 แล วม อาการผ ดปกต ท 2 ตามมา จะสามารถพยากรณ ต อไปได ว าบ คคล ด งกล าวม แนวโน มท จะเป นโรคไตหร อไม หร อเป นแล วอย ใน ระด บใด เป นต น ซ งในส วนน เองป จจ ยท ม ผลต อการว น จฉ ยความ 71

84 ผ ดปกต ของการท างานของไตท ผ เช ยวชาญระบ จะถ กน ามา ว เคราะห เพ อน ามาใช ในส วนของการก าหนดว ธ การควบค มด วย ซ งข นตอนการประมวลผลแบบฟ ซซ ลอจ กม ร ปแบบการ ท างานเป น 4 ส วน ด งภาพต อไปน ภาพท 6. การหาฟ ซซ เอาต พ ต โดยการน ากฎการควบค มท สร างข น ภาพท 4. ข นตอนการประมวลผลแบบฟ ซซ ลอจ ก ข นตอนท 1 แปลงอ นพ ตท เข ามาให เป นต วแปรแบบฟ ซซ (Fuzzification) หร อในร ปแบบเซตฟ ซซ หร อเร ยกว าเป นต วแปร ภาษา (Linguistic Variable) โดยจะสร างฟ งก ช นความเป นสมาช ก โดยไม จ าเป นต องม ล กษณะเด ยวก น ข นก บค ณล กษณะของแต ละ การอ นพ ต (Input) และความส าค ญต อการเอาต พ ต (Output) ท น าสนใจโดยฟ งก ช นจะม ล กษณะเป นการก าหนดภาษาสาม ญ เพ อให เป นฟ ซซ การอ นพ ต ด งภาพด านล าง ข นตอนท 3 เป นการหาฟ ซซ เอาต พ ต โดยการน ากฎการ ควบค มท สร างข น ในข นตอนท 2 มาประมวลผลก บฟ ซซ อ นพ ต โดยใช ว ธ การทางคณ ตศาสตร เพ อนหาค าท ได ประมวลผล ด ง ภาพ ภาพท 7. การประมวลผลก บฟ ซซ อ นพ ตโดยใช ว ธ การทางคณ ตศาสตร ภาพท 5. การสร างความส มพ นธ ระหว างการอ นพ ตท งหมดท เก ยวข องก บ เอาต พ ต ข นตอนท 2 เป นการสร างความส มพ นธ ระหว างการอ นพ ต ท งหมดท เก ยวข องก บเอาต พ ตท อาศ ยหล กการของการหาเหต และ ผล ซ งอาจจะสร างการเก บข อม ล การคาดการณ จากการต ดส นใจ ของมน ษย หร อค าจากการทดลอง โดยเข ยนเป นกฎการควบค ม ระบบ ซ งจะม ล กษณะอย ในร ปแบบ ถ า (If) และ (And) หร อ (Or) โดยจะน ากฎท งหมดมาประมวลผลรวมก น เพ อการหาต ดส นใจท เหมาะสม ด งภาพด านล าง ว ธ การท าเป นค าคล มเคร อ (Fuzzification) ว ธ การท น ยมใช ในการต ความหาเหต ผลเล อกใช ค อ Max-Min method และ Max- Dot method ข นตอนท 4 เป นข นตอนส ดท ายหร อข นตอนการสร ปเหต ผล ฟ ซซ โดยจะเปล ยนฟ ซซ เอาต พ ตให เป นผลล พธ ตามปกต ท ได ต ง ค าไว ตามภาพ และด วยว ธ ทางคณ ตศาสตร เช น ว ธ การหา จ ดศ นย ถ วง (Central of Gravity) เพ อน าค าท ได มาใช ในการ ต ดส นใจเพ อควบค มระบบในสถานการณ น นๆ 72

85 ภาพท 8. ข นตอนการสร ปเหต ผลฟ ซซ โดยจะเปล ยนฟ ซซ เอาต พ ตให เป นผลล พธ ซ งว ธ น เร ยกว าว ธ การท าค าฟ ซซ ให เป นค าปกต (Defuzzification) ว ธ การน เป นเทคน คการเล อกค าส งส ดหร อสร ป หาเหต ผลจากหลายเซตมาเพ ยงค าเด ยว ซ งเป นการใช ค าส งส ดของ ค าระด บการเป นสมาช กจากการกระท าหลายๆ แบบ และเล อก กระท าเพ ยงร ปแบบเด ยว V. FUTURE WORKS ในการท างานว จ ยน เร มจากการพ จารณาข อม ลต างๆ ท จะ น ามาใช ในการว จ ย ซ งงานว จ ยน ม ข อม ลท จะต องใช ในการ พ จารณาอย ท งส น 3 ส วนด วยก น ค อ 1.ค ณล กษณะทางอาการท บ งบอกว าม แนวโน มท จะเป นโรคไต - ป สสาวะเป นเล อด ซ งส วนใหญ จะเป นโรคไต แต ก อาจจะไม ใช ก ได โดยจะป สสาวะเป น เล อด อาจเป นเล อดสดๆ เล อดเป นล มๆ - ป สสาวะเป นส แดง ส น าล างเน อ ส ชาแก ๆ หร อ ป สสาวะเป นส เหล องเข ม ก ได - ป สสาวะเป นฟองมาก เพราะม albumin หร อ โปรต นออกมามาก จะท าให ป สสาวะม ฟอง ขาวๆ เหม อนฟองสบ - การม ป สสาวะเป นเล อด พร อมก บม ไข ขาว- โปรต นออกมาในป สสาวะพร อมๆ ก น เป น ข อส นน ฐาน ท ม น าหน กมากว าจะเป นโรค ไต - ป สสาวะข น อาจเก ดจากม เม ดเล อดแดง (ป สสาวะเป นเล อด) เม ดเล อดขาว (ม การ อ กเสบ) ม เช อแบคท เร ย (แสดงว าม การต ด เช อ) หร ออาจเก ดจากส งท ร างกายข บออก จากไต แต ละลายได ไม ด เช น พวกผล ก คร สต ลต างๆ เป นต น - การผ ดปกต ของการถ ายป สสาวะ เช นการถ าย ป สสาวะบ อย ป สสาวะแสบ ป สสาวะราด เบ งป สสาวะ อาการเหล าน ล วนเป นอาการ ผ ดปกต ของระบบทางเด นป สสาวะ เช น กระเพาะป สสาวะ ต อมล กหมาก และท อ ทางเด นป สสาวะ - การปวดท องอย างร นแรง (colicky pain) ร วมก บการม ป สสาวะเป นเล อด ป สสาวะข น หร อม กรวดทราย แสดงว าเป นน วในไต และ ทางเด นป สสาวะ - การม ก อนบร เวณไต หร อบร เวณบ นเอวท ง 2 ข าง อาจเป นโรคไต เป นถ งน าการอ ดต นของ ไต หร อเน องอกของไต - การปวดหล ง ในกรณ ท เป นกรวยไตอ กเสบ จะ ม อาการไข หนาวส น และปวดหล งบร เวณไต ค อ บร เวณส นหล งใต ซ โครงซ กส ดท าย - อาการบวม โดยเฉพาะการบวมท บร เวณ หน ง ตาในตอนเช า หร อหน าบวม ซ งถ าเป นมาก จะม อาการบวมท วต ว อาจเก ดได ในโรคไต หลายชน ด แต ท พบได บ อย โรคไตอ กเสบ ชน ดเนฟโฟรต ค ซ นโดรม (Nephrotic Syndrome) - ความด นโลห ตส ง เน องจากไตสร างสาร ควบค มความด นโลห ต ประกอบก บไต ม 73

86 หน าท ร กษาสมด ลของน า และเกล อแร ใน ร างกาย เพราะฉะน นความด นโลห ต ส งอาจ เป นจากโรคไตโดยตรง หร อในระยะไตวาย มากๆ ความด นโลห ตก จะส ง ได - ซ ดหร อโลห ตจาง เช นเด ยวก บความด นโลห ต ส ง สาเหต ของโลห ตจางม ได หลายชน ด แต สาเหต ท เก ยวก บโรคไตก ค อ โรคไตวาย เร อร ง (Chronic renal failure) เน องจากปกต ไตจะสร างสารอ ร โธรโปอ ต น (Erythopoietin) เพ อไปกระต นให ไขกระด ก สร างเม ดเล อดแดง เม อเก ดไตวายเร อร ง ไต จะไม สามารถสร างสารอ ร โธรโปอ ต น (Erythopoietin) ไปกระต นไขกระด ก ท าให ซ ด หร อโลห ตจาง ม อาการอ อนเพล ย เหน อย ง าย หน าม ด เป นลมบ อยๆ 2.ค ณล กษณะการตรวจค าต างๆ ท บ งบอกว าม แนวโน มท จะเป น โรคไต ค า BUN (Bloof urea Nitrogen) ถ าค า BUN ส ง จะบอก ภาวะหร อโรคต างๆ ได แก โรคไต น ว การร บประทานอาหารท ม โปรต นมาก หร อภาวะเคร ยด ค าคร อะต น น ( Cr : Creatinine) คร อะต น น เป นสาร ชน ดหน งท เก ดจากการสลายของกล ามเน อ ค าคร อะต น น แสดงถ ง หน าท ของไตได ด กว าค า BUN ค าคร อะต น นท ส งกว าปกต อาจเก ด จากโรคไต เล อดไปเล ยงไตน อยลง หร อม การอ ดก นทางเด น ป สสาวะ กรดย ร ก (Uric Acid) เก ดจากการเผาผลาญอาหาร ประเภท เน อส ตว สารเพ ยวร น ในโปรต น โดยเฉพาะอย างย ง เคร องในส ตว ถ วเหล อง ถ วแดง กระถ น ชะอม ใบข เหล ก ผ กต าล ง กะหล าดอก ผ กบ ง ถ วล สง เห ด หน อไม ฝร ง ด งน นหากเรา ร บประทานอาหารประเภทด งกล าวจ านวนมาก ก จะพบกรดย ร ก ในเล อดส ง และเน องจากกรดย ร กจะข บออกมาทางไต ถ าหน าท ของไตเส ยไป ก จะท าให กรดย ร กในเล อดส งข นได เช นก น ค าปกต การท างานของไต BUN Creatinine Uric Acid 5-25 mg% mg% ชาย mg% หญ ง mg% 3.ค ณล กษณะจากการค านวนค า egfr ท บ งบอกว าม แนวโน มท จะ เป นโรคไต ต วอย างการพ จารณาข อม ลเพ อท าการว เคราะห แนวโน มการเก ด โรคไต กรณ ต วอย างคนไข ก อาย 32 ป น าหน ก 54, 56 และ 55 ซ งม ระยะในการตรวจด งน ป ท 1 อาการผ ดปกต ป สสาวะข น และม กล นเหม นมาก ผลจากการตรวจเพ อหาค า BUN และค า Cretinine ค า BUN 20 mg/dl ค า Cretinine 1.4 mg/dl ป ท 2 อาการผ ดปกต ปวดหล ง ผลจากการตรวจเพ อหาค า BUN และค า Cretinine ค า BUN 15 mg/dl ค า Cretinine 1.3 mg/dl ป ท 3 อาการผ ดปกต ไม ม อาการผ ดปกต ใดๆ ผลจากการตรวจเพ อหาค า BUN และค า Cretinine ค า BUN 17 mg/dl ค า Cretinine 1.0 mg/dl 74

87 กรณ ต วอย างคนไข ก ในส วนของล กษณะอาการน น ในป ท 1 ป ท 2 น นม ล กษณะอาการท ม แนวโน มจะเป นโรคไต แต ในป ท 3 กล บไม ม อาการผ ดปกต ใดๆปรากฏ ส วนของผลตรวจค า BUN และค า Cretinine ก อย ในเกณฑ ปกต อ กท งผลจากการ ค านวณค า egfr ท ค านวณได เท าก บ ml/min/ 1.73 m2,54.41 ml/min/ 1.73 m2 และ ml/min/ 1.73 m2 ซ งสามารถ สร ปได ว ากรณ ต วอย างคนไข ก น นไม ได ม แนวโน มท จะเป นโรค ไตแต อย างใด เพ ยงแต ม การเส อมของไตตามปกต เท าน น แต ควร จะด แลเร องการร บประทานอาหารให มากข นเพ อชะลอการเส อม ของไต จากข อม ลและผลการตรวจเบ องต นของกรณ ต วอย าง คนไข ก น น ท าให เห นได ว างานว จ ยน จะต องน าเอาข อม ลต างๆท เก ยวข องในการว น จฉ ยโรคไต เข ามาส กระบวนการการก าหนด ฟ งก ช นเพ อหาอ นพ ทของฟ ซซ แล วจ งน าข อม ลเหล าน นมาสร าง กฎ และหาความส มพ นธ ก นโดยอาศ ยหล กการของการหาเหต และ ผล เพ อการหาต ดส นใจท เหมาะสม จากน นจ งหาฟ ซซ เอาต พ ตโดย การน ากฎการควบค มท สร างข นมาประมวลผลก บฟ ซซ อ นพ ต โดย ใช ว ธ การทางคณ ตศาสตร เพ อหาค าท ได จากการประมวลผล และ มาถ งข นตอนการสร ปเหต ผลฟ ซซ โดยจะเปล ยนฟ ซซ เอาต พ ตให เป นผลล พธ ตามปกต ท ได ต งค าไว และด วยว ธ ทางคณ ตศาสตร แล วน าค าท ได มาใช ในการต ดส นใจว าควรจะว น จฉ ยออกมาใน ล กษณะใด เพ อให ได เอ าท พ ทท ม ความถ กต องแม นย ามากข นท จะ ว น จฉ ยถ งแนวโน มในการท คนไข จะม โอกาสป วยเป นโรคไตใน อนาคต ซ งผ ว จ ยจะได ท าการศ กษา เก บรวบรวมข อม ล ทดลอง และสร ปผล ในโอกาสต อไป VI. สร ป งานว จ ยน เป นงานว จ ยท น าเสนอแนวความค ดในการใช ทฤษฏ Fuzzy Signature เพ อว เคราะห คาดการณ การเก ดโรคไตใน ผ ป วย โดยใช ป จจ ยหล ก หร อค า egfr และป จจ ยแวดล อมาเป นต ว แปรอ นพ ตแบบฟ ซซ เพ อน าเข ามาว เคราะห โดยใช ทฤษฏ Fuzzy Signature ซ งผลล พธ ท ได จะเป นการคาดการณ การเก ดโรคไต และระด บของโรคไตในผ ป วย ซ งจะสามารถช วยในการ ประกอบการต ดส นใจของแพทย เพ อช วยให การต ดส นใจร กษาได อย างม ประส ทธ ภาพมากย งข น เอกสารอ างอ ง [1] Brown, W.W., Peters, R.M. and Ohmit, S.E Early detection of kidney disease in community settings : The kidney early evaluation program (KEEP). Amcrican Journal of Kidney Discases,42: [2] US Renal Data System : USRDS Annual Data Report. The National Instituteof Health, National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Disease. Bethesda, MD. [3] Chittinandana, A Prevalence of chronic kidney disease in Thai adult population. Journal of the Medical Association of Thailand, 89: [4] Domrongkitchaiporn S, Sritara P, Kitiyakara C, Stitchantrakul W, Krittaphol V, Lolekha P, et al. Risk factors for development of decreased kidney function in a southeast Asian population: a 12- year cohort study. J Am Soc Nephrol2005 Mar;16(3): [5] Chittinandana A, Chailimpamontree W, Chaloeiphap P. Prevalence of chronic kidney disease in Thai adult population. J Med Assoc Thai2006 Aug;89 Suppl 2:S [6] Ong-Ajyooth L, Vareesangthip K, Khonputsa P, Aekplakorn W. Prevalence of chronic kidney disease in Thai adults: a national health survey. BMC Nephrol2009;10:35. [7] Ingsathit A, Thakkinstian A, Chaiprasert A, Sangthawan P, Gojaseni P, Kiattisunthorn K, et al. Prevalence and risk factors of chronic kidney disease in the Thai adult population: Thai SEEK study. Nephrol Dial Transplant May;25(5): [8] Perkovic V, Cass A, Patel AA, Suriyawongpaisal P, Barzi F, Chadban S, et al. High prevalence of chronic kidney disease in Thailand. Kidney Int2008 Feb;73(4): [9] นพ.ส รศ กด ก นตช เวสศ ร และคนอ น ๆ. (2555). แนวทางการตรวจค ดกรอง และด แลร กษาภาวะแทรกซ อนทางไตในผ ป วยเบาหวานและความด นโลห ต ส ง. กร งเทพมหานคร:ส าน กงานปล ดกระทรวงสาธารส ข. [10] ผศ.ดร.พย ง ม ส จ. โครงข ายประสาทเท ยมและระบบฟ ซซ,มหาว ทยาล ย เทคโนโลย พระจอมเกล าพระนครเหน อ,(2553). [11] T. Chumwatana, K.W. Wong, and H. Xie, Non-segmented document clustering using self-organizing map and frequent max substring technique, in Proc. of ICONIP 2009, 2009, pp [12] M. Sugeno, and T. Takagi, A new approach to design of fuzzy controller, Advances in Fuzzy Sets, Possibility Theory and Applications, 1983, pp [13] T. Vámos, L.T. Kóczy, and G. Biró, Fuzzy signatures in data mining, in Proc. of the joint 9th IFSA World Congress, 2001, pp [14] K.W. Wong, A Chong, T.D. Gedeon, L.T. Kóczy, and T. Vámos, Hierarchical fuzzy signatures structure for complex structured data, in Proc. of Int. Symp. on Computational Intelligence and Intelligent Informatics 2003 (ISCIII'03), Nabeul, Tunisia, 2003, pp [15] K.W. Wong, T.D. Gedeon, and L.T. Kóczy, Construction of fuzzy signature from data: an example of SARs pre-clinical diagnosis system, in Proc. of IEEE Int. Conf. on Fuzzy Systems (FUZZ-IEEE 2004), Budapest, Hungary, 2004, paper [16] K.W. Wong, T. Chumwatana, and T.D. Gedeon, Exploring the Use of Fuzzy Signature for Text Mining, in Proc. of WCCI 2010 IEEE World Congress on Computational Intelligence,Barcelona, Spain, [17] J.A. Goguen, L-fuzzy Sets, J. Math. Anal. Appl., vol. 18, 1967, pp [18] Kóczy, L. T., Vectorial I-fuzzy Sets, in Approximate Reasoning in Decision Analysis, M. M. Gupta, and E. Sanchez, Eds. Amsterdam: North Holland, 1982, pp [19] K.W. Wong, T.D. Gedeon, and L.T. Kóczy, Construction of fuzzy signature from data: an example of SARs pre-clinical diagnosis system, in Proc. of IEEE Int. Conf. on Fuzzy Systems (FUZZ-IEEE 2004), Budapest, Hungary, 2004, paper

88 การประย กต ใช เทคน คเหม องข อม ลในการจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 Applied Data Mining Technique to Diagnosis Classification for ICD - 10 ศศ มา มณฑาส วรรณ ภาคว ชาคอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร ปานใจ ธารท ศนวงศ ภาคว ชาคอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร บทค ดย อ งานว จ ยน ม ความม งหมายเพ อสร างต วแบบส าหร บการจาแนกคา ว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD 10 และหากฎความส มพ นธ เพ อช วยในการจาแนก คาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD 10 ต วแบบได สร างข นภายใต เทคน คการจ ดทา เหม องข อม ล โดยจะแยกเป น 5 แบบจาลองย อย ในการจาแนกล กษณะย อยของ คาว น จฉ ย หล งจากน นจะทาการเปร ยบเท ยบอ ลกอร ท มต นไม ต ดส นใจ C4.5 ก บ อ ลกอร ท มการจาแนกข อม ลแบบเบย Naïve Bayes และนาแบบจาลองของ อ ลกอร ท มท ได ผลล พธ ท ด กว ามาใช ร วมก บการจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ท ได ออกแบบไว ในข นตอนส ดท ายผ ว จ ยจะสร างกฎความส มพ นธ และนาไปใช รวมก บแบบจ าลองการจ าแนกข อม ลท สร างไว ท งน ผ ว จ ยได นา ข อม ลคาว น จฉ ย 115 คาว น จฉ ยมาจากแพทย ผ เช ยวชาญทางด านหมวดโรค ระบบกล ามเน อ (Diseases of the Musculoskeletal System and Connective Tissue) ผลการว จ ยท ได แสดงให เห นว าต วแบบท ใช เทคน ค เหม องข อม ลตามว ธ ของอ ลกอร ท มการจาแนกข อม ลแบบเบย มาใช ร วมก บกฎ ความส มพ นธ สามารถนาต วแบบท ได มาสร างระบบค นหาข อม ลรห ส ICD - 10 จากคาว น จฉ ยให ค าความถ กต องร อยละ 86 คำส ำค ญ : เหม องข อม ล, อ ลกอร ท มต นไม ต ดส นใจ C4.5, อ ลกอร ท มกำร จำแนกข อม ลแบบเบย Naïve Bayes, กฎควำมส มพ นธ, ICD - 10 Abstract this paper aims to establish a diagnosis classification model for ICD - 10 and find association rules to assist in the diagnosis classification for ICD Data mining techniques such as c4.5 or Naïve Bayes can be used to identify data classification model. In this research, each model is composed of five submodel. It characterizes to subset of ICD 10. Comparing classification algorithms between decision tree and Naïve Bayes have better results diagnosis classification for ICD - 10 to be designed. The final step in the research will generate association rules, and is used as the classification model built. However, researcher uses data 115 diagnosis from medical expert group diseases musculoskeletal system (Diseases of the musculoskeletal system and connective tissue). Result has shown that the models using data mining techniques Bayesian classification with association rules. The model can be found ICD - 10 from diagnosis to 86 percent accuracy. Keywords: Data Mining, Decision Tree c4.5, Naïve Bayes, Association Rule,ICD - 10 I. บทนา เน องด วยในป จจ บ น การปฏ บ ต งานเก ยวก บการให บร การผ ป วย ในและผ ป วยนอก ส งก ดกระทรวงสาธารณส ขท งภาคร ฐและเอกชน หน วยบร การ/สถานบร การท กแห งท จาเป นต องม การบ นท กรห ส ICD -10 (International Statistical Classification of Disease and Related Health Problems Tenth Revision) เพ อเก บข อม ลทาง สถ ต นาไปประเม นสถานการณ โรคท พบบ อย ประเม นผลล พธ ของ ผ ป วยเฉพาะโรค ประเม นความต อเน องของบร การเฉพาะโรค ประเม นการเข าถ งบร การของผ ป วยเฉพาะโรค ประเม นสาเหต การ ตายท พบบ อย ประเม นประส ทธ ภาพของบร การเฉพาะโรค ซ งการให รห ส ICD 10 จะมาจากคาว น จฉ ยแพทย โดยจะนาคาว น จฉ ยไป เท ยบก บดรรชน รห ส ICD 10 จากคาว น จฉ ยแพทย ท ใช คาย อ หร อ ม คาว น จฉ ยโรคท ม คาว น จฉ ยท คล ายคล งก น อาจทาให การให รห ส ICD 10 เก ดข อผ ดพลาดได ผ ว จ ยจ งเล อกใช เทคน คการทาเหม อง 76

89 ข อม ล (Data Mining) เน องจากเหม องข อม ลเป นเทคน คในการนา ข อม ลท ม มาว เคราะห หาความส มพ นธ และม ว ธ การว เคราะห หลากหลาย เช น ว เคราะห /ทานาย Association ว เคราะห /ทานาย Clustering และ Classification ซ งสามารถนาไปประย กต ใช ในการ ให รห ส ICD - 10 จากคาว น จฉ ยแพทย ท ม การใช คาย อ คาว น จฉ ยท ม ล กษณะการเข ยนคล ายคล งก น หร อคาว น จฉ ยท ม ร ปแบบเฉพาะส อ ถ งรห ส ICD - 10 แต ไม อย ในฐานข อม ล เป นต น งานว จ ยน เพ อศ กษาอ ลกอร ท มท นาไปจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหา รห ส ICD - 10 โดยพ จาณารห ส ICD - 10 ในหมวดโรคระบบ กล ามเน อ จากน นได ม การออกแบบว ธ การคาว น จฉ น และนาไป ประย กต ใช ด วยเทคน คการจาแนกข อม ล (Classification) ทาการ เปร ยบเท ยบระหว างอ ลกอร ท ม C4.5 ก บ Naïve Bayes เพ อหา อ ลกอร ท มท ให ค าความถ กต องในการจาแนกคาว น จฉ ยมากท ส ดใน 2 ว ธ และนาไปประย กต ใช ร วมก บอ ลกอร ท ม Apriori เพ อหากฎเกณฑ ความส มพ นธ ของข อม ล ส ดท ายทาการประเม นและปร บปร งล กษณะ ของแบบจาลองในการจาแนกคาว น จฉ ยโรคของแพทย เพ อหารห ส ICD - 10 ได ถ กต อง II. ทฤษฏ ท เก ยวข อง งานว จ ยฉบ บน ผ ว จ ยได ใช ข อม ลคาว น จฉ ยท ประกอบด วยรห ส ICD - 10 โดยนาอ ลกอร ท ม (Algorithm) ต นไม ต ดส นใจ (C4.5) และการจาแนกข อม ลแบบเบย (Naïve Bayes) มาทาการว เคราะห เช ง เปร ยบเท ยบเพ อให เห นถ งประส ทธ ภาพของ 2 อ ลกอร ท ม ในการ จาแนกคาว น จฉ ย เพราะเป นว ธ การจาแนกพ นฐานและสามารถทา ความเข าใจได ไม ยากเพ อเป นแนวทางในการพ ฒนาต อในการจาแนก ท ส งข น อ กท งย งม ร ปแบบของกฎท นาเสนอแตกต างก นซ งส งผลให ได ผลล พธ ในการทานายท น าจะแตกต างก นด วย [3] จากน นนา อ ลกอร ท ม Apriori มาช วยหากฎความส มพ นธ ของข อม ล A. ICD - 10 เป นรห สของโรคหร ออาการท จ ดทาข นโดยองค การอนาม ยโลก (WHO) ม ว ตถ ประสงค ในการจ ดประเภทการเจ บป วยตามเกณฑ เพ อ ใช บ นท กรวบรวมเป นข อม ลทางสถ ต ในการวางแผนส ขภาพในระด บ สากล ซ งจะประกอบด วยช ดค ม อ 3 เล ม 1. ICD - 10 V.1 Tabular Lists, 2.ICD - 10 V.2 Instructions, 3.ICD - 10 V.3 Alphabetical Index ล กษณะของรห ส ICD - 10 จะเป นรห สต วอ กษรผสมต วเลข (Alphanumeric code) โดยรห สแต ละต วจะข นต นด วยต วอ กขระ ภาษาอ งกฤษ A - Z แล วตามด วยต วเลขอารบ ก 0-9 อ ก 2 ถ ง 4 ต ว จ งเป นรห สท ม ความยาว 3,4 หร อ 5 อ กขระ (Character) เช น M10 เป นรห สแทนโรค Gout, M47 เป นรห สแทนโรค Spondylosis III. งานว จ ยท เก ยวข อง A. งานว จ ยท เก ยวข องก บการจาแนกประเภทในด านทาง การแพทย Yan, Fung and DY [1] เสนอการพ ฒนาการแจกแจงแบบ Multi-label classification ส ขบวนการทางานอย างอ ตโนม ต เพ อ จาแนกรห ส ICD - 9 จากข อม ลทางการแพทย ท เป นต วอ กษรเพ อ ค นพบความส มพ นธ ระหว างรห สทางการแพทย ก บข อม ลของคนไข ท มาโรงพยาบาล 978 ต วอย าง 140 อาการ ผลการทดลองพบว าการ ใช ว ธ SVM - sim ให ผลการทดลองท ด กว าว ธ อ นๆ โดยให ความ ถ กต องระหว างร อยละ 95 ถ ง ร อยละ 99 Tran [2] ประย กต ใช เทคน คโครงสร างต นไม ต ดส นใจแบบ Gini-based ในการพยากรณ คาว น จฉ ยทางการแพทย ซ งประกอบไป ด วยโรคห วใจ ม ช ดข อม ล 297 ก บ 14 ค ณสมบ ต, โรคมะเร งเต านม ม ช ดข อม ล 569 ก บ 32 ค ณสมบ ต, โรคต บ ม ช ดข อม ล 345 ก บ 7 ค ณสมบ ต และโรคผ วหน ง ม ช ดข อม ล 358 ก บ 35 ค ณสมบ ต โดยทา การเปร ยบเท ยบก บเทคน คการจาแนกอ นๆ ด งน ID3, MGI และ C4.5 จากการทดลองก บช ดข อม ลทางการแพทย แสดงให เห นว า เทคน คโครงสร างต นไม ต ดส นใจแบบ Gini-based ให ผลล พธ ท แตกต างเม อเปร ยบเท ยบก บเทคน คการจาแนกอ นๆ ส ทธ โชค ม กดาสก ลภ บาล [3] ประย กต ใช เทคน คการจาแนก ข อม ลและการทานายมาช วยในการต ดส นใจในการจาแนกข อม ลการ ซ กซ อนส งเสพย ต ดสาหร บไปรษณ ย ระหว างประเทศ ของเจ าหน าท ของศ ลกากร โดยทาการว ดผลทางด านความแม นยา และ ประส ทธ ภาพทางด านความเร วของต วจาแนก 3 ชน ดค อ C4.5, ADTree และ เบย จากผลการทดลองพบว าในแง ของความถ กต อง โดยรวม ADTree ใช เวลาในการประมวลผลนานท ส ด ซ งเบย และ C4.5 ให ผลท ใกล เค ยงก น ในด านความแม นยา C4.5 ม ความสามารถ ในการทานายได ด ท ส ด 77

90 ชลธ สา พลทองมาก และพ ธษด ศ ร แสงตระก ล [4] ประย กต ใช เทคน คการจาแนกข อม ล ด วยหล กการต นไม ต ดส นใจและทฤษฎ การ จาแนกข อม ลแบบเบย มาช วยในการว เคราะห ความเส ยงการเป นโรค ไวร สต บอ กเสบซ ในการศ กษาได รวบรวมป จจ ยเส ยงในการเก ดโรค ไวร สต บอ กเสบซ จากงานว จ ยทางการแพทย และแพทย ผ เช ยวชาญ เพ อจ ดทาแบบสอบถามในการจ ดเก บข อม ลจากกล มต วอย าง ในเขต อาเภอเม อง จ งหว ดขอนแก นจานวน 661 ราย โดยเป นผ ต ดเช อ จานวน 76 ราย และเป นผ ป วยท ไม ต ดเช อจานวน 585 ราย ผลการ ทดลองพบว าทฤษฎ การจาแนกข อม ลแบบเบย เป นว ธ ท ให ความ แม นยามากท ส ดค อร อยละ และว ธ การต นไม ต ดส นใจ ให ความแม นยาร อยละ อ บลวรรณ ก จคณะ,ดร.วน ดา แก นอากาศ และ ว โรจน ทว ปวร เดช [5] ได ประย กต ใช เทคน คเหม องข อม ลมาช วยแก ป ญหาของ กระบวนการว เคราะห ข อม ลรห สพ นธ กรรมของโรคมะเร งเม ดเล อด ขาว 3 ชน ด โดยว เคราะห ร วมก บข อม ลย นปกต ท ม ค ณสมบ ต 12,583 ล กษณะ จานวน 85 ต วอย าง โดยทาการเปร ยบเท ยบประส ทธ ภาพ ของอ ลกอร ท ม C5.0, Simple k-mean และอ ลกอร ท ม Cart ผล การศ กษาพบว าอ ลกอร ท ม C5.0 ให ค าความถ กต องร อยละ และใช ระยะเวลาในการประมวลผลน อยกว า เม อเปร ยบเท ยบก บ อ ลกอร ท ม Simple k-mean และ อ ลกอร ท ม Cart B. งานว จ ยท เก ยวก บกฎความส มพ นธ ทางการแพทย Ghada Almodaifer, Alaadin Hafez and Hassan Mathkour [6] ได ประย กต ใช กฎความส มพ นธ เพ อท จะค นพบกฎความส มพ นธ ทางการแพทย ท น าสนใจจากช ดข อม ลทางการแพทย เพ อจะทานาย ล วงหน าถ งความส มพ นธ ก นของช ดข อม ลทางการแพทย ซ งช ด ข อม ลค อข อม ลของคนไข ท บ นท กไว ท งร ปแบบต วอ กษรและภาพ จากข อม ลคนไข 80 คน ต วแปร 142 ต วแปร แนวทางการแก ป ญหา โดยการ mapping ข อม ลจากต วแปรต างๆ ส ร ปแบบ binary (เก ยวข องเป น 1, ไม เก ยวข องเป น 0) ผลการทดลองสามารถทานาย กฎความส มพ นธ ทางการแพทย จากหลายต วแปรได Laila Elfangary and Walid Adly Atteya [7] ได ประย กต ใช เทคน คกฎการเก ยวข องไปช วยในการว เคราะห และส บค นร ปแบบ ฐานข อม ลทางการแพทย ของโรคไต ซ งจะม ข อม ลเก ยวก บอาการ ล กษณะของโรค การตรวจร างกายและคาว น จฉ ย โดยใช ว ธ Proposed Incremental Association Rules Algorithm (PIA) ช วย บ งช คาว น จฉ ยของแพทย ท ม แนวโน มเป นโรคเฉพาะเจาะจงน นอย แล ว และได เสนอค ย (Key) ท แตกต างก นออกไประหว างประย กต ว ธ PIA ก บข อม ลทางการแพทย ผลการทดลองสร ปว าว ธ PIA สร างกฎ ท ม ประโยชน มากและแสดงข อม ลท ถ กค นพบในว ถ ทางท เข าใจได กฎท งหลายท ถ กค นพบถ กว จารณ โดยคณะแพทย ผ เช ยวชาญ และถ ก ย นย นผลจากแง ค ดทางการแพทย กฎท สร างข นเหมาะก บโรคไต Wei Wang and Yaohua Wu [8] เสนอคาจาก ดความบางอย าง ของ concept lattice ในการค นหากฎความส มพ นธ ในการว เคราะห ข อม ลทางการแพทย ซ งเป นข อม ลการตรวจส ขภาพทางการแพทย โดยทาการเปร ยบเท ยบก บว ธ Attribute Oriented Induction (AOI) ผลการทดลองสร ปว าการใช concept lattice มาทาการศ กษาท ม เง อนไขก บข อม ลตรวจส ขภาพทางการแพทย ทาให ได ร บกฎ ความส มพ นธ ระหว างโรคความด นโลห ตส งและโรคท วไปอ นๆ และ ม ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลในเหม องข อม ลทางการแพทย IV. ศ กษาและกาหนดขอบเขตการทดลอง ศ กษาคาว น จฉ ยข อม ลรห ส ICD - 10 ในหมวดโรคระบบ กล ามเน อ (Diseases of the musculoskeletal system and connective tissue) 3 กล มโรค กล มละ 7 โรค ได แก โรคข อ (Arthropathies) โรคของหล ง (Dorsopathes) และโรคของเน อเย อ น ม (Soft tissue disorders) ด งตารางท 1 ท งหมด 115 คาว น จฉ ย ตารางท 1 โรคท ใช ในการทดลอง Arthropathies Dorsopathies Soft tissue disorders M47.2 M10.1 M65.3 Otherb spondylosis Idiopathic gout Trigger finger with radiculopathy M13.0 Polyarthritis, unspecified M17.1 Other primary gonarthrosis M05.9 Seropositive rheumatoid arthritis, unspecified M17.0 Primary gonarthrosis, bilateral M22.4 Chondromalacia patellae M02.9 Reactive arthropathy, unspecified M48.0 Spinal stenosis M51.1 Lumbar and other intervertebral disc disorders with radiculopathy M50.1 Cervical disc disorder with radiculopathy M54.5 Low back pain M53.2 Spinal instabilities M49.0 Tuberculosis of spine M77.0 Medial epicondylitis M77.1 Ganglion M75.0 Lateral epicondylitis M75.4 Adhesive capsulitis of shoulder M72.2 Impingement syndrome of shoulder M67.4 Plantar fascial fibromatosis 78

91 A. ออกแบบว ธ การจาแนกคาว น จฉ ย เน องจากคาว น จฉ ยอย างเด ยวม ข อม ลไม เพ ยงพอก บการจาแนกคา ว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ได ผ ว จ ยจ งแยกคาว น จฉ ยออกเป นคา ตามจานวนเคร องหมายเว นวรรคไม เก น 5 วรรคและรวมก บหมวด กล มโรค กล มโรคใหญ Category, กล มโรคย อย Minor category, รห สตาแหน งต น Sub category, ตาแหน งของกล ามเน อโครงร างท เก ยวข อง Site of musculoskeletal involvement, รห ส ICD - 10 โดยกระบวนการจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 เร มต นจาก การใส คาว น จฉ ยทาการจาแนกเพ อหากล มโรคใหญ จากน นนาคา ว น จฉ ยและกล มโรคใหญ ไปจาแนกหากล มโรคย อย ต อมานาคา ว น จฉ ย กล มโรคใหญ และกล มโรคย อยไปทาการจาแนกเพ อให ได รห สตาแหน งต น และนาคาว น จฉ ย กล มโรคใหญ กล มโรคย อยและ รห สกล มโรคย อยทาการจาแนกหาตาแหน งของกล ามเน อโครงร างท เก ยวข อง ส ดท ายนาคาว น จฉ ย กล มโรคใหญ กล มโรคย อย รห สกล ม โรคย อยและตาแหน งของกล ามเน อโครงร างท เก ยวข องนาไปจาแนก เพ อค นหารห ส ICD - 10 ตามร ปท 1 และใช เทคน คการจาแนกข อม ลในระด บ 10 - flod Cross validation ค อแบ งข อม ลเป น 10 ส วนเท าๆ ก น แล วทาการทดสอบ โดยเปล ยนข อม ลช ดทดสอบต งแต ส วนท 2 เป นช ดทดสอบ และส วน ท 1-9 เป นช ดเร ยนร ไปเร อยๆ จนกระท งถ งช ดทดสอบท ส วนท 10 เป นช ดทดสอบ และส วนท 1-9 เป นช ดเร ยนร โดยนาเอาค าความถ ก ต องการพยากรณ ท ได น นมาหาค าเฉล ย ได ผลล พธ ด งตารางท 3 ตารางท 2 แบบจาลองการจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 แบบจาลอง จาแนกเพ อหา ค ณสมบ ต ท ใช จาแนก แบบท 1 Category คาว น จฉ ยท แยกเป นคา แบบท 2 Minor category คาว น จฉ ยท แยกเป นคา, Category แบบท 3 Sub category คาว น จฉ ยท แยกเป นคา, Category, Minor category แบบท 4 Site of musculoskeletal involvement แบบท 5 รห ส ICD 10 คาว น จฉ ยท แยกเป นคา, Category, Minor category, Sub category คาว น จฉ ยท แยกเป นคา, Category, Minor category, Sub category, Site of musculoskeletal involvement ร ปท 2 ต วอย างข อม ลแบบจาลองท 1 ร ปท 3 ต วอย างข อม ลแบบจาลองท 2 ร ปท 1 ว ธ การจาแนกหารห ส ICD - 10 B. เปร ยบเท ยบระหว างแบบจาลองท ใช อ ลกอร ท ม C4.5 และ Naïve Bayes จากร ปว ธ การจาแนกร ปท 1 จะได แบบจาลองการจาแนก 5 แบบ ตามตารางท 2 โดยแสดงข อม ลต วอย างของแบบจาลองการจาแนก 5 แบบ ด งร ปท 2 ถ งร ปท 5 และทาการเปร ยบเท ยบระหว างอ ลกอร ท ม C4.5 และ Naïve Bayes ก บว ธ การจาแนกท ออกแบบ เพ อหาว ธ การ จาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ท ให ค าความถ กต องมากท ส ด ระหว างท งสองว ธ ผ ว จ ยได ทาการทดลองโดยใช ซอฟแวร WEKA ร ปท 4 ต วอย างข อม ลแบบจาลองท 3 ร ปท 5 ต วอย างข อม ลแบบจาลองท 4 ร ปท 6 ต วอย างข อม ลแบบจาลองท 5 79

92 ตารางท 3 เปร ยบเท ยบค าความถ กต องแบบจาลองการจาแนก 2 อ ลกอร ท ม แบบจาลอง ค าความถ กต องของว ธ ค าความถ กต องของว ธ อ ลกอร ท ม C4.5 (ร อยละ) Naïve Bayes (ร อยละ) แบบท แบบท แบบท แบบท แบบท ผลล พธ รวม จากตารางท 3 จะเห นได ว า ผลล พธ การจาแนกด วย Naïve Bayes ในแบบจาลองท 1 ถ ง แบบจาลองท 5 ม ค าความถ กต องท มากกว าการ จาแนกด วยว ธ C4.5 ผ ว จ ยจ งนาการจาแนกข อม ลด วย Naïve Bayes มาใช ในการว จ ยข นต อไป V. การนากฎความส มพ นธ มาใช ก บแบบจาลองการจาแนกคา ว น จฉ ย จากคาว น จฉ ย 115 คาว น จฉ ย ผ ว จ ยได ใช อ ลกอร ท ม Apriori เน องจากผลล พธ อย ในร ปแบบกฎความส มพ นธ ระหว างค ณสมบ ต ซ ง สามารถนาไปสร ปเป นหล กเกณฑ ของความส มพ นธ ของแต ละ ค ณสมบ ต ได ในการหากฎความส มพ นธ ใช ซอฟแวร WEKA เพ อหา เกณฑ ความส มพ นธ ของข อม ลคาว น จฉ ยและนาเกณฑ ท ได มาช วยใน การจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD 10 ซ งจะได กฎความส มพ นธ 426 กฎ แสดงต วอย างกฎความส มพ นธ ในร ปท 7 จากน นสามารถ สร ปกฎท นาไปใช ในเร องของการค นหากล มโรคย อยด งน กล มโรคหล ก Arthropathies จะม กล มโรคย อย ( M00-M03 ), ( M05 M14 ), ( M15 M19 ), ( M20 M25 ) กล มโรคหล ก Dorsopathies จะม กล มโรคย อย ( M45 M49), ( M50 M54 ) กล มโรคหล ก Soft tissue disorders จะม กล มโรคย อย ( M65 M68 ), ( M70 M79 ) เม อจาแนกหากล มโรคย อยด วยแบบจาลองแบบท 2 แล วไม ได ผลล พธ ตรงก บกฎความส มพ นธ ก จะเล อกกล มโรคย อยถ ดไปตามกฎ ความส มพ นธ ท สร ปได ข างต น ร ปท 7 ต วอย างกฎความส มพ นธ VI. การทดสอบแบบจาลอง A. ว ธ การทดลองและผลการทดลอง นาคาว น จฉ ย 25 คาว น จฉ ยมาจากกล มโรค Arthropathies 8 คา ว น จฉ ย กล มโรค Dorsopathies 8 คาว น จฉ ย และกล มโรค Soft tissue disorders 9 คาว น จฉ ย ไปทาการทดสอบก บระบบการค นหา รห ส ICD - 10 ท ได ออกแบบไว ได ผลล พธ ตามตารางท 4 ม ค าความ ถ กต องร อยละ 56 เน องจากแยกคาว น จฉ ยตามการเว นวรรคทาให คา ว น จฉ ยท คล ายคล งก นไม สามารถเปร ยบเท ยบก นได เพราะว าคา ว น จฉ ยท แยกอย ม ค ณสมบ ต (Attribute) ต างก น และคาว น จฉ ยท ล กษณะการเข ยนคล ายคล งก นแต ม ความหมายไม เหม อนก น ซ ง แสดงให เห นว าการจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ท ออกแบบไว ย งม ส วนท ต องทาการปร บปร งเพ อเพ มประส ทธ ภาพใน การจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ตารางท 4 การจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 การจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD- 10 คาว น จฉ ยทดสอบ (ร อยละ) ถ กต อง 56 ไม ถ กต อง 44 B. ปร บปร งว ธ การจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ซ งจากผลการทดลองข างต นจะเห นว าได ค าความถ กต องท น อย ซ งอาจมาจากค ณสมบ ต ในการจาแนกม จานวนน อยเท าก บจานวนคา ท ปรากฏในคาว น จฉ ย ผ ว จ ยจ งปร บปร งช ดข อม ลคาว น จฉ ยแยกจาก คาว น จฉ ยมาเป นน บจานวนต วอ กษร (A, B, C..Z, เว นวรรค, -, +) ในคาว น จฉ ยโดยจะใช อ ลกอร ท มการจาแนกข อม ลด วย Naïve Bayes และใช ว ธ การจาแนกท ออกแบบไว ตามร ปท 1 จากน นจะทาการทดลองโดยนาคาว น จฉ ย 25 คาว น จฉ ยไปทา การทดสอบก บระบบค นหารห ส ICD 10 โดยใช ข อม ลคาว น จฉ ย 80

93 แยกตามจานวนต วอ กษร จากน นเปร ยบเท ยบค าความถ กต องท ได จากว ธ การแยกคาว น จฉ ยเป นคาก บว ธ การแยกคาว น จฉ ยเป นจานวน ต วอ กษรได ผลล พธ ค าความถ กต องตามตารางท 5 ตารางท 5 เปร ยบเท ยบค าความถ กต องว ธ การจาแนกคาว น จฉ ย การจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 ค าความถ กต อง (ร อยละ) ว ธ การแยกคาว น จฉ ยเป นคา 56 ว ธ การแยกคาว น จฉ ยเป นจานวนต วอ กษร 86 จะเห นได ว าว ธ การแยกตามจานวนต วอ กษรคาว น จฉ ยได ผลล พธ ค าความถ กต องท มากกว าการแยกตามคาว น จฉ ย เน องจากล กษณะคา ว น จฉ ยม ร ปแบบต วอ กษรท คล ายก น เช น gout arthritis, primany gout, gouty bursitis ท กคาว น จฉ ยจะประกอบด วยต วอ กษร g, o, u, t ครบท กคาว น จฉ ยในต วอย างท ง 3 คา ถ าแยกเป นคาจะม ล กษณะคา ท แตกต างก นค อ gout ก บ gouty จ งทาให การจาแนกตามจานวน ต วอ กษรได ผลล พธ ท ด กว าการแยกตามคาว น จฉ ย VII. สร ปผลการว จ ย จากป ญหาการให รห ส ICD - 10 ผ ว จ ยได เล อกว ธ การจาแนก ข อม ลมาเป นว ธ การให รห ส ICD - 10 จากคาว น จฉ ยแพทย โดยหา แบบจาลองการจาแนกข อม ลคาว น จฉ ยแยกเป นคา ได ออกแบบ ว ธ การจาแนกเป น 5 ต วแบบจาลองการจาแนกย อย ซ งล กษณะ อ ลกอร ท มท เหมาะสมก บการจาแนกท ออกแบบค ออ ลกอร ท มการ จาแนกข อม ลด วย Naïve Bayes จากน นได ใช กฎความส มพ นธ มา ช วยในการจาแนกคาว น จฉ ยเพ อหารห ส ICD - 10 เม อนาไปทดลอง ก บช ดทดสอบ 25 คาว น จฉ ยได ค าความถ กต องร อยละ 56 ผ ว จ ยจ งทา การปร บปร งช ดข อม ลคาว น จฉ ยให แยกตามต วอ กษร ซ งล กษณะ ข อม ลคาว น จฉ ยแยกตามต วอ กษรได ค าความถ กต องร อยละ 86 ในอนาคตข างหน าผ ว จ ยสนใจท จะจาแนกกล มโรคท เพ มข นมา เป น 4 หร อ 5 กล มโรค เพ มจานวนรห ส ICD 10 ให มากข น หร อ ทดลองก บหมวดโรคอ น ก ตต กรรมประกาศ ขอขอบค ณ อาจารย ปานใจ ธารท ศนวงศ ท ให คาปร กษาในการทา ว จ ย ขอขอบค ณ นายแพทย จ ลธรรม ประท มส วรรณ ท ให ข อม ล เก ยวก บ รห ส ICD -10 และคาว น จฉ ยแพทย เอกสารอ างอ ง [1] Yan Yan, Glenn Fung and Jennifer G. DY. Medical Coding Classification by Leveraging Inter-Code Relationships. ACM Washington, DC, USA [2] Quoc-Nam Tran. Mining Medical Databases with Modified Gini Index Classification. IEEE. Fifth International Conference on Information Technology [3] ส ทธ โชค ม กดาสก ลภ บาล. การว ดประส ทธ ภาพของข นตอนว ธ ต วจาแนก C4.5, ADTree และ Naïve Bay ในการจาแนกข อม ลการซ กซ อนส งเสพย ต ดสาหร บไปรษณ ย ระหว าง ประเทศ. บ ณฑ ตวท ยาล ย มหาว ทยาล ยเกษตรศาสตร, [4] ชลธ สา พลทองมาก และพ ธษด ศ ร แสงตระก ล. การว เคราะห ความเส ยงการเป นโรคไวร ส ต บอ กเสบ ซ โดยต นไม การต ดส นใจและทฤษฏ เบย เซ ยน. ภาคว ชาว ทยาการคอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยขอนแก น, [5] อ บลวรรณ ก จคณะ, ดร.วน ดา แก นอากาศ และ ดร. ว โรจน ทว ปสรเดช. การเร ยนร ร ปแบบรห สพ นธ กรรมเพ อจาแนกชน ดของโรคมะเร งเม ดเล อดขาวด วยอ ลกอร ท ม C5.0. วารสารว จ ย มหาบ ณฑ ต หล กส ตรว ศวกรรมศาสตร มหาบ ณฑ ต สาขาว ชาว ศวกรรม คอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยขอนแก น, [6] Ghada Almodaifer, Alaadin Hafez and Hassan Mathkour. Discovering Medical Association Rules from Medical Datasets. IEEE [7] Laila Elfangary and Walid Adly Atteya. Mining Medical Databases using Proposed Incremental Association Rules Algorithm (PIA). IEEE Helwan University [8] Wei Wang and Yaohua Wu. Mining Association rules in Medical Data Based on Concept Lattice. IEEE Jinan, China

94 Design and Implementation of Medicine Refilling System Sudsanguan Ngamsuriyaroj, Panissara Tontuyanupont, Jumpol Vanichapiwong, Thamachat Chinvarapon Faculty of Information and Communication Technology Mahidol University Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand u , u , Abstract The medicine refilling system aims to give some convenience to chronic disease patients who have to refill their medicine at a hospital periodically. At most overcrowded hospitals, patients have to spend a very long time to get refilling medicine and the order of medicine may have medication errors. Our system consists of three components: the personal health record on Android for keeping track of a patient s health, the prescription ordering system for physicians to prescribe medicines based on patients past history, and the refilling medicine system for patients to request filling medicines used to be ordered by their physicians. Our work is implemented using PHP, MySQL database, and SQLite database on an Android phone. The system helps save time for patients in getting refilling medicine, and also helps hospitals in maintaining the medicine inventory in advance. Keywords-Refilling Medicine, Android, Mobile Applications, HL7, Chronic Disease. I. INTRODUCTION In Thailand, most public hospitals have been overwhelmed with enormous number of patients per day, and they will not have sufficient medical personnel to support all patients effectively. Thus, most patients have to wait for a very long time to be examined by a doctor, and also have to wait on another line to get relevant medicine prescribed by the doctor. Furthermore, most doctors still prescribe the medicine by hands, and unintentional mistakes could happen. The problems are worse for a group of patients with chronic disease such as diabetes as they would need to take the same or similar medicine regularly for their whole life. Patients with chronic disease have the following problems. Patients need to see doctors to get medicine even though their health status has not changed much, and they need to take medicine regularly in order to keep their health in shape. Thus, they need to come to see their doctor periodically to get the same medicine most of the time. Patients mostly spent a very long time waiting to be examined by doctors whereas doctors spent only a few minutes talking to them, and prescribe the same medicine over and over. Our system aims to reduce the time for patients to get the medicine, and also prevent the prescription mistakes via the prescription ordering system. The system also reminds patients to take medicine regularly via the personal health record system on their mobile phones. In addition, to ensure the interoperability, our system uses the standard Health Level 7 version3 (HL7 v3) [1] for the patient information transferred between the hospital information system and the personal system on mobile phones. We also implement the personal health record on a patient s mobile phone for keeping track of patient health information such as the list of medicine taken and the appointment date to see doctors. The remainder of this paper is organized as follows. Section 2 describes some related work. Section 3 presents the design and the implementation of our work. Section 4 explains the experiments and results, and finally Section 5 gives the conclusions. II. RELATED WORK The idea of online and drive-through pharmacy services is not new. In the USA, such services are commonly found in many pharmacy stores such as Walgreens and Rite Aid to avoid waiting time at hospitals. Those convenient services help increase the compliance of medication usage among patients. Shuang-Ho Hospital in Taipei, Taiwan, implemented a drive-thru service for patients with chronic diseases in order to make it convenient and fast to get medicine refilled [3]. The services also work well for patients with limited mobility, and the increase in refilling medications has been greatly noticed. Electronic prescribing is an automatic system to send the prescription information directly from doctors to pharmacists. It has enormous potential in helping physicians track the history of patients refilled medicine as well as assisting in reducing medication errors due to miscommunication among medical personnel. The functionalities of refilling such as tracking the prescriptions have been examined in [4]. It helps save time and gives convenience to patients. A smart phone application [5] has been devised to help patients avoiding common mistakes including (1) irregular medicine in-takes due to busy schedule, (2) complicated intake schedules due to too many medicines and doses taken, (3) adverse drug reactions caused by un-reconciled prescriptions obtained from different sources, (4) lack of knowledge on the proper use of medicines, (5) lack of consultation with healthcare providers, and (6) lack of monitoring mechanisms to keep track of patient s medicine in-take. 82

95 III. DESIGN AND IMPLEMENTATION In this section, we present our design including the system architecture, the system structure chart, and the sequence diagram. The database design are also explained. A. System Architecture The system architecture as shown in Figure 1 consists of three main components. The first component, the Personal Health Record, is used to keep the medicine records taken by a patient as well as the appointment date. The records are stored in SQLite. The patient s personal health record will be sent to the second component, the Prescription Ordering System, which will retrieve the doctor information from the Health Information System in order to identify the doctor who took care of the patient as well as gave the prescription for the patient. After the doctor orders the prescription, the patient can receive the medicine through the third component, the Refill Medicine System. Patient Data Entry submodule. The patient can view the appointment date to see the doctor and be reminded of that date via Appointment Manager submodule. The patient can also view the details of the medicine information via Medicine Manager submodule. In the Prescription Management module, the doctor can review the patient health records via the PHR Review Management submodule. The doctor can view the history of medicine taken by the patient, and can approve the prescription given to the patient via theprescription Ordering Management submodule. In the PHR Update submodule, the information of the appointment date and the details of prescribed medicine will be synchronously transferred from the hospital s HIS to the patient s Android phone using the generated QR code. In the Refill Medicine module, the patient makes a request to refill the medicine that has been previously prescribed and ordered by the doctor. The Refill Order submodule also provides the list of medicine that the patient can receive on that day. In this event, the HL7 message will be generated and sent to the pharmacist in the hospital to prepare the prescribed medicine for the patient. Figure 3 illustrates the sequence diagram describing the interaction among the PHR module on the patient s Android phone, the hospital information system containing the patient information, appointment information, and medicine information, and the action of the doctor who is taking care of the patient. Figure 1: System Architecture B. System Structure Chart The system structure chart as shown in Figure 2 below has three modules: Personal Health Record (PHR), Prescription Management (PM), and Refill Medicine (RM). Figure 3: Sequence Diagram Figure 4 shows the ER diagram of the PHR database on the Android phone. Figure 2: System Structure Chart In the Personal Health Record module, a patient can record his or her personal health information on an Android phone via Figure 4: PHR Database on Android 83

96 Figure 5: ER Diagram for HIS Database Figure 5 shows the ER diagram of the HIS database at the hospital. It has the doctor information as well as the medicine information to be taken by the patient. Figure 6: GNU Health Interface IV. SYSTEM IMPLEMENTATION AND USER INTERFACES In this section, we explain the system implementation of our work. Our HIS is implemented using GNU Health [2] which is an open source health information system, and it used PostgreSQL as the main database management. The connection to the database was done using PHP and Python language. We also used Altova XMLSpy as the XML editor. Finally, the Apache HTTP Server was used as the web server. Figure 6 shows the sample user interface of GNU Health. Our PHR system was implemented on an Android phone using the SQLite as the main database management, and connection to the database was done thru Eclipse IDE. Figure 7: Patient Information Page 84

97 In this work, we use the diabetes drug information gathered from the NHS websites as our medicine database and they are used to simulate our system. Figure 7 shows the patient information page which will be reviewed by the doctor so that he can make a decision whether the patient needs to see the doctor before having the medicine refilled or not. The doctor can view the patient list as shown in Figure 8. Figure 9 shows the PHR reviewing page for a doctor to view the patient s daily activities sent from the patient s Android phone. Figure 10 shows the medicine prescription page for a doctor to prescribe the medicine for the patient, and also set the appointment date to meet next time. Figure 8: Patient List Figure 9: PHR Reviewing of Patient s Daily Activities Figure 10: Medicine Prescription Page 85

98 Figure 11 shows the personal health record on Android that the patient can take a photo or record information of the self treatment for updating it to HIS and the doctor can view it later. The patient can view the appointment date and the details of how often to take the medicine as suggested by the doctor as shown in Figure 12. When an appointment date is approaching, the patient will request to refill the medicine previously prescribed by the doctor. The patient must do the authentication to ensure the system that he or she is the right person to use the system as shown in Figure 13. Figure 13: Authentication Page for Patient Figure 14 shows s the list of medication that the doctor already prescribed to the patient. Figure 14: List of Medicine Prescribed to a Patient Figure 11: : Personal Health Record on Android V. CONCLUSIONS In this paper, we present the design and the implementation of a refilling medicine system which intended to be used for chronic disease patients who have to take the same medicine for a very long time. Many countries have implemented e- prescribing system which has helped improve the quality of life tremendously as we experienced a long waiting time to see the doctor and to get the medicine prescribed. Our system may not be perfect at this moment. We hope that this work would motivate some hospitals to initiate a similar project for their patients. ACKNOWLEDGEMENTS We would like to thank Dr.Supachai Pachariyanon and his team at the Faculty of Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University, for their valuable helps in this work. Figure 12: Appointment and Medicine Detail View on Android REFERENCES [1] HL7 Standards. Available at [2] GNU Health. Available at [3] Yuh-Feng Lin et.al, First Drive-Through Pharmacy Services in Taiwan, Journal of the Chinese Medical Association, 76 (2013), pp [4] R. E. Goldmana, C. Dubéc and K. L. Lapane. Beyond the basics: Refills by Electronic Prescribing, International Journal of Medical Informatics, 79, (2010), pp [5] Mei-Ying Wang, John K. Zao, P.H. Tsai, J.W.S. Liu. Wedjat: A Mobile Phone Based Medicine In-take Reminder and Monitor, Proceedings of the 2009 Ninth IEEE International Conference on Bioinformatics and Bioengineering, pp

99 Development of a short messaging reminder system for Patients with Parkinson s Disease Lalita Kaewwilai Chulalongkorn Parkinson's Disease Center and Related Disorders Center of Excellence, King Chulalongkorn Memorial Hospital Bangkok, Thailand Tassanee Rawiworrakul Department of Public Health Nursing, Faculty of Public Health, Mahidol University. Bangkok, Thailand Dechavudh Nityasuddhi Faculty of Science and Technology, Huachiew Chalermprakiet University Bangkok, Thailand Pannawish Wongwiwattananon Department of Rehabilitation, Rajavithi Hospital Bangkok, Thailand Chaweewon Boonshuyar Department of Biostatistics, Faculty of Public Health, Mahidol University, Bangkok, Thailand Abstract Patients with Parkinson's disease (PD) usually forget to take their daily medication. One reason is that they have multiple doses of oral medication each day. The objective of this study was to develop a two-way communication medication reminder system using a short messaging system (SMS) sent to patients mobile phones to enhance medication adherence. A system was developed as an automatic generator, to send the specific medication reminder SMS for each patient. A predefined time schedule was set and the reminder SMS was sent to patients mobile phones. Each patient was asked to respond by typing the personal code which was provided each time they took the medication. The second reminder was either a follow-up SMS or the researcher made a telephone call. This was done when the system did not get a response within 15 minutes. Twenty-seven patients with PD participated in this study. To examine feasibility and the utility of the system, the Morisky Medication Adherence Scale (MMAS) and a set of questionnaires were distributed and collected. Seventy seven point two percent of participants revealed their satisfaction with the reminder system. The easy to understand reminder message was sent at the actual prescribed time. After implementation, total MMAS score revealed a significant improvement (t21= , p < 0.01). Positive feedback reveals the utility of this reminder system. The system helps patients with PD to improve their medication adherence. With the complexity of the PD symptoms, this preliminary system should be further developed to create an easier SMS response regimen after receiving the reminder message. Keywords : Parkinson s disease; short messaging reminder system; adherence to medication treatment Introduction I. INTRODUCTION Parkinson s disease is a chronic and progressive neurological disorder. Patients need to adhere to medications continuously, which aim to alleviate the symptoms. Continuous titration of the medications and additional therapies are required to control symptoms affected by Parkinson s disease. As the disease progresses, increasing complicated titration and dosing schedule are required to prevent the worsening of motor symptoms. Elderly patients with Parkinson's disease often have a complicated dosing or titration schedules and have multiple administrations of drugs. In addition, neuropsychiatric disturbances and cognitive impairment, which are found as the disease progresses, can affect their medication adherence. [1] Non-adherence to a prescribed drug as scheduled may fail to relieve motor symptoms of Parkinson s disease which affects unsuccessful treatment outcomes, low quality of lives and rising healthcare expenditures. To achieve optimal adherence in patients with Parkinson's disease, a combination of pharmacological and nonpharmacological approaches appears to be the most effective strategies. Examples of these strategies include a strong provider-patient relationship, educational interventions through phone or face-to-face, simplified dosing and administration schedules, management and understanding of medication 87

100 adverse events, and the use of adherence aids such as pill boxes and hour-by-hour organizational charts. The growth of mobile phone technology has become easily available and highly popular. 90% of developed countries population and 33% of developing countries population has a mobile phone. [2] The short message service (SMS), in which text messages are sent and received through mobile phone is increasingly used.[3] The use of text messaging on mobile phone also has been adopted in health care communicates as well. In the U.S., mobile phone penetration is close to 90% of the population.[4] Among older adults, 78% of adults aged between years and 82% of those between 65 and 74 years of age have a cell phone.[5] SMS text messaging has been used for patient reminders, psychological support, chronic disease management, behavior modification, reporting of critical medical events or laboratory results and even for surveys. [3] Ownership of smartphones with advanced data-enabled communication capabilities beyond voice- and SMS-based interventions, such as accessing the Internet or providing location-based services, has been increased in the general U.S. population, [6] but ownership among adults over the age of 50 is more limited. [5] According to popular technology in mobile phones, mobile messaging is easy to access and easy to use for adults over the age of 50 since the available of the basic cell phone. Two ways communication text messaging system for medication reminder has been developed to enhance adherence in patients with Parkinson s disease. The system is an automatic generator which sends the medication reminder SMS for each patient. A predefined time schedule was set and the reminded SMS was sent to patient s mobile phone. Each patient was asked to respond each time they took the medications. II. DEVELOPING OF TWO WAYS COMMUNICATION TEXT MESSAGING SYSTEM Our objective is to develop a two-way communication medication reminder system to enhance adherence to prescribed medication. The system generated delivered dosing schedule and patient-specific messages to patients with Parkinson s disease. The software development cycle was followed by requirements gathering, prototyping, implementation, evaluation, and reporting, with emphasis on user-centered design. The user-centered design began with requirements gathering to identify the needs and establish requirements. After the requirements were identified, designers then developed alternative design solutions to be evaluated by the users. [7] After prototyping, the evaluations by the users can identify usability criteria such as the effectiveness, efficiency, safety, utility, learnability of the product and users subjective satisfaction. Testing was done with users and with experts through expert reviews. [8, 9] Enhanced adherence in medication taking message is in combinations of Information and Motivation format. Information format presents straight facts without an explanation of their relevance. Motivation format uses a combination of emotional and rational appeals to persuade and promote actions among the interaction groups. The message creates a mood for the innovation. [10] In designing the interface, users were interviewed to define the requirements for the system by contributing a specification for text message medication reminder system. The design of the screen layout had to be ensuring ease of use to patient s information and data management. [11] System was designed by using PHP language and MySql database. The system runs on window 2008 server. Messages are sent and received using the service of SMS vendor. The patient s medication information is able to transfer the to the SMS vendor in a proper format before sending SMS medication reminder to the patients. An application programming interface (API) to be used to communicate between application and SMS system is provided from the SMS vendor. A web-based interfaced was used because it allowed access to the system from varieties of location. After the initial prototype design, SMS vendor will manage with the ability for send text message to patient and send text message back to the system. The primary user of the system would be the health care providers who would be responsible for the management of patient records. The patients would determine the content and functionality of the text messaging reminder system Healthcare providers are able to set times and dates that they would like reminders to be sent to patients via website. The reminder messages sent to patient s mobile phone with details of medication administration and the responses that the patients should send back are in a simple number that required. The system will automatically send the second reminders to patients once the system didn t get the response from the patients. Healthcare providers will get the message from the system once the patients didn t response the second reminder. III. SYSTEM PROCESS The website is not the major component of the system. Other components are the programs that were written to send reminders and receive data sent back to the system from SMS. The connection between system database and SMS vendor was made through API that provided from SMS vendor. The server needs to run the job schedule every minute to update the response from the patients. To generate the text message, healthcare providers need to define patient s demographic data and prescribed medication to the database, they need to confirm that all information is correct and the system will generate the text message. Each message is specified to each patient that represents by SMSID. Then, patients need to response those SMSID back to the system. Once all messages were generated. The information will be sent to SMS vendor. The reminder should be sent at the 88

101 specified time and date. A reminder should be sent if the time that the healthcare providers have set as a reminder is either the current time or has already passed. A system was automatically sent the specific medication reminder SMS for each patient. Each patient was asked to respond by typing the personal code which was provided each time they took the medication. The response time will be recorded in the database. The second reminder was a follow-up SMS; it was done when the system did not get a response within 15 minutes. The third reminder was a telephone call from healthcare provider; it was done when the system did not get any responses as a reminder. Patient s response report was created with Excel format. Healthcare providers were able to review the patient s response by selecting the start date and the stop date that the SMS was sent to patients. A group of patients with Parkinson s disease was asked to participate in Quasi experimental design study to examine feasibility and utility of the system. Start Healthcare Providers Patient and Medication Information -Patient s demographic data -Medication name and dose IV. SYSTEM TESTING IN CLINICAL PRACTICES Twenty seven patients with PD attending Parkinson s disease and Movement Disorders Outpatient Clinic, King Chulalongkorn Memorial Hospital were invited to participate in this study. Twenty seven patients who met the criteria were enrolled to the study. Twenty two patients were completed all study process and five patients were drop out. There are 12 (54.5%) males and 10 (45.5%) females which mean age years. After the system implementation for two weeks, The Morisky Medication Adherence Scale (MMAS) and a set of questionnaire was used to interview the patients to evaluate the system function in 4 aspects including message, time, response to system and satisfaction (Table 1). Seventy-seven point two percent of participants revealed their satisfaction for the reminder system. The easy understanding reminder message was sent at the actual prescribed time. TABLE 1: EVALUATION OF THE SYSTEM Evaluation of the system Yes No Message Aspect 1.The content of the SMS is easy to understand The detail of medication treatment for is patient is correct as prescribed 22 0 Database 3. Have you ever found the problem with unable to read SMS 3 19 SMS Text Server SMS Text Message Patient Dear Mr.A It s time to take your medicine. Madopar 250 mg ½ tablet Sifrol 0.25 mg 1 tablet Time Aspect 4.The reminder SMS sent at the prescribed time Response to the system 5.If you didn t response back to the system, the system sent the second reminder to you Yes Respond Store in Database Stop No Medication taken as prescribed Send 2 nd reminder/ Notify healthcare provider 6.If you didn t response back to the system in the second reminder, the healthcare provider called you to remind the time of medication 7.Have you ever found that the second reminder was sent to you even you responded back to the system. (*Exclude five patient, who unable to type the SMS back to system) Figure 1: System Flow 8.Have you ever response back to the system without read the SMS Have you ever face the problem in response back to the system

102 Morisky Medication Adherence Scale (MMAS) was used to evaluate the medication adherence in the patient. Level of medication adherence was increased from low adherence to medication treatment (mean score of MMAS= ) to moderate adherence to medication treatment. (Mean score of MMAS = ) (Table 2). Paired samples Test method was applied to analyze the Total MMAS scores. The total MMAS scores revealed a significantly improvement compared to the pretest scores (t21= , p < 0.01). Most patients had positive feedback to the system. They mentioned this system was nice. They felt that they had another person caring of them and reminded them to take the medicines on time. However, two subjects reported that they used to respond to the SMS but did not take their medicines at the time and forget to take medications later. Some patients felt that it was some burden for them to reply to the system. TABLE 2: LEVEL OF MEDICATION ADHERENCE MMAS Score Pre-Study Post-Study Low adherence to medication treatment (MMAS score less than 6) Moderate adherence to medication treatment (MMAS score between 6 to 7) High adherence to medication treatment MMAS score equal to 8 N % N % % 2 9.0% % % 0 0% % Mean +SD = V. DISCUSSION AND SUGGESTION Mean +SD = The use of SMS by patients was lower than expected; it was possibly due to ages of the subjects recruited. Most patients who used SMS were the people ages between years old. Elderly patients were not familiar with SMS function and mobile phone technology. According to the system setting, the replying text is need to press11+ space + medication code. This space button is one of the issue that patient couldn t type it and caused error message which resulting in responds SMS didn t record in the database. The delay of reminder SMS or lost reminder SMS was caused by the weak signal of mobile phone, busy network or the sender mobile number might be blocked from network service providers. The SMS length limitation of Thai language is 70 alphabets. In case of patient taking many kind of medications/time, the reminder text is longer than 70 alphabets; the system will send 2 SMS/time to complete all text messages. There are many possible helpful features for the patient and healthcare providers to develop the system in the future. The reminder SMS can add a symbol or photo of each medication for better understanding because some of patients cannot remember the name of the medicines or cannot read the medicine s names but they can told about the characteristics of the medicines. The code to responded back to system may include only the medication code to decrease the typo error in reply the SMS to the system. The automatic calling back system may be applied to solve the problem of insufficient staffs because staffs couldn t reach the patients immediately after the system alerts. It may be useful to allow patients to register on the system by themselves and allow them to set up the preferred reminder time by themselves. As this system created specifically for Parkinson s disease medication management, the concept of reminders in this study could be applied into other chronic diseases such as diabetes, hypertension or any conditions under long term medications. VI. SUMMARY The two-way communication medication reminder system can increase the adherence of patients with Parkinson s disease. This system is one of the adherence tools which effectively remind patients to take medications on time. However, patients need to have the understanding of disease and treatment, positive attitudes toward medication treatment and good adherence in order to increase the awareness of medication taking behavior. The treatment plan should be discussed in the collaboration between healthcare provider team, patients, caregivers and family members to find out the method to decrease non adherence to medications to obtain the best treatment outcomes and increase quality of lives of patients. ACKNOWLEDGMENT The study was supported by the Chulalongkorn Parkinson's Disease Center and Related Disorders Center of Excellence, King Chulalongkorn Memorial Hospital for the costs of Text Messaging for the clinical trial. The authors would like to thank ThaiBulkSMS Company for SMS service system. We would like to thank staff and patients at Chulalongkorn Parkinson's Disease Center and Related Disorders Center of Excellence, King Chulalongkorn Memorial Hospital for their participation in the study. 90

103 REFERENCES [1] J. Bainbridge and J. Ruscin, Challenges of Treatment Adherence in Older Patients with Parkinson's Disease, Drug Aging, vol.22(2),2009,pp [2] R. Lester,L. Gelmon, and F. Plummer, Cell phones: tightening the communication gap in resource-limited antiretroviral programmes?, AIDS, vol. 20(17),2006, pp [3] Y. Mao, Y. Zhang, and S. Zhai, Mobile phone text messaging for pharmaceutical care in a hospital in China, J Telemed Telecare. vol. 14(8),2008, pp [4] Cellular Telecommunications and Internet Association, mhealth Solutions, 2010 [5] L. Barrett, Health and Caregiving among the 50+: Ownership, Use and Interest in Mobile Technology, AARP Research and Strategic Analysis.,2011 [6] J. Sarasohn-Kahnm, How Smartphones are Changing Healthcare for Consumers and Providers, California Healthcare Foundation, 2010 [7] J. Preece,Y. Rogers, and H. Sharp, Interaction Design: Beyond Human Computer Interaction, New York:Wiley, [8] J. Dumas, and J. Redish, A Practical guide to usability testing, Norwood, 1993 [9] J. Lazar. User-centered Web development, Boston: Jones and Bartlett Computer Science,2001 [10] P. Mefalopulos and C. Kamlongera, Participatory communication strategy design. A Handbook. 2nd ed., SADC Centre of Communications for Development. Harare and Food and Agriculture Organization of the United Nations, 2004 [11] J. Zhang, Human-centered computing in health information systems. Part 1: Analysis and design, Biomedical Informatics, vol.38, 2005, pp

104 การพ ฒนาระบบจ ดเก บและว เคราะห โรคเร อร งไม ต ดต อ: กรณ ศ กษาโรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพประจ าต าบลสามควายเผ อก จ งหว ดนครปฐม Development of Acquistion and Analysis System for Chronic Non-Communicable Diseases: A Case Study of Health Promoting Hospital Tambon Samkwaipuak เส ยงพ ณ ช างเทศ ภาคว ชาคอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร สาว กา บ ญย นด ภาคว ชาคอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร ผศ.ดร.ปานใจ ธารท ศนวงศ ภาคว ชาคอมพ วเตอร คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร บทค ดย อ งานว จ ยน เป นการว เคราะห ออกแบบและพ ฒนาระบบจ ดเก บและ ว เคราะห โรคเร อร งไม ต ดต อกรณ ศ กษาโรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพประจ า ต าบลสามควายเผ อก จ งหว ดนครปฐม ซ งเป นโปรแกรมท ใช จ ดเก บ เพ ม ลบ และแก ไขข อม ลผ ป วยโรคเร อร งไม ต ดต อ 5 โรคได แก โรคเบาหวาน โรค ความด นโลห ต โรคไขม นในหลอดเล อด โรคห วใจและโรคหลอดเล อดสมอง และใช เทคน คเหม องข อม ลเข ามาช วยในการว เคราะห หาความส มพ นธ ของ โรค ว าม ความเก ยวข องส มพ นธ ก นหร อไม โดยใช ข อม ลของผ ป วยในต าบล สามควายเผ อก ต งแต ป พ.ศ ถ งป พ.ศ โดยระบบม การท างาน เป นแบบเว บแอพพล เคช น พ ฒนาข นจากโปรแกรม Adobe Dreamweaver CS6 โดยท าการต ดต อก บระบบฐานข อม ล MySQL และท างานภายใต ระบบปฏ บ ต การ Microsoft Windows 7 Ultimate การท างานของระบบประกอบด วย 4 ระบบย อยได แก (1) ระบบ การจ ดเก บโรคเร อร งไม ต ดต อ (2) ระบบว เคราะห โรคเร อร งไม ต ดต อ (3) ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร และ (4) ระบบการสร างรายงาน โดยระบบม การ ก าหนดส ทธ การเข าใช งาน แบ งออกเป น 3 กล ม ค อ (1) เจ าหน าท สามารถ เพ ม ลบ แก ไข ค นหา เร ยกด ข อม ลของผ ป วยได (2) ผ อ านวยการสามารถ ค นหา เร ยกด ข อม ลผ ป วยได และ (3) ส วนผ ใช ระบบท วไป สามารถว เคราะห ความเส ยงในการเก ดโรคเร อร งไม ต ดต อเพ อเป นแนวทางในการด แลต วเอง ในส วนการท างานด านเหม องข อม ล ผลจากการทดลองการท าเหม องข อม ล ด วยการค นหากฎความส มพ นธ (Association Rules) โดยใช ข นตอนว ธ ของเอ พล โอร (Apriori Algorithm) ซ งท าให ทราบว าการเก ดโรคเร อร งไม ต ดต อใน 5 โรคม ความส มพ นธ และม ป จจ ยท เก ยวข องของการเก ดโรค เพ อช วยในการ ท างานของผ อ านวยการในการป องก นและสามารถลดอ ตราเส ยงในการเก ด โรคในแต ละพ นท ได ผลจากการใช ระบบ พบว าระบบสามารถจ ดเก บข อม ลและ ว เคราะห ข อม ลโรคเร อร งไม ต ดต อได อย างถ กต องและท าให การท างานของ เจ าหน าท และผ อ านวยการสะดวกมากย งข น สามารถช วยในการวางแผนการ ท างานในการลงพ นท เพ อป องก นโรคเร อร งไม ต ดต อได อย างตรงจ ด ในส วน ของผ ใช ท วไปเม อว เคราะห ความเส ยงโรคเร อร งไม ต ดต อท าให ด แลต วเองเพ อ ป องก นการเก ดโรคได ในอนาคต ค าส าค ญ: เหม องข อม ล, ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร, กฎความส มพ นธ, โรคเร อร งไม ต ดต อ 92

105 Abstract-This research is to analyze, design and develop a system to store and analyze case studies of chronic noncommunicable diseases, health promotion, hospital Hospital Tambon Samkwaipuak, Nakhon Pathom. This program is used to add, delete and modify data stored for patients with five chronic non-communicable diseases, including diabetes, hypertension. Cholesterol in the arteries. heart disease and stroke. This research used data mining techniques to help in the analysis of the relationship of the disease and their associations using the data of patients features in the Tambon Samkwaipuak from 1999 to The developed system has been working as a web application by Adobe Dreamweaver CS6, which connect to the MySQL database under the operating system Microsoft Windows 7 Ultimate. The system consists of four subsystems including (1) data management, (2) non-communicable chronic disease analysis system, (3) Google Map and (4) generates reports. The system authorization is divided into three groups including: (1) the staffs can add, delete, edit, search and browse patient data, (2) director can find and browse patients records and (3) the users can analyze the risk of non-communicable chronic diseases to guide their own care. The analysis system obtained data mining technique by applying Association Rules using the Apriori Algorithm, which show that the disease is chronic in fifth disease is associated with factors related to the disease, which useful for the director to prevent and reduce the risk of disease in the area. The result of using the system showed that this system can store data of Chronic non-communicable diseases and analyze data correctly that provided the efficiency working for staff and director and can help for acculate planning in the area to prevent chronic non-communicable diseases. In addition, people can analyze risk factors of chronic disease to take care of themselves and prevent these diseases in the future. Keyword-Data Mining, Geographics Information System, Association Rule, Chronic non-communicable diseases 1 บทน า ในป จจ บ นหน วยงานภาคร ฐ และองค กรต างๆ ได ม การน า เทคโนโลย สารสนเทศเข ามาใช จ ดการข อม ลหร องานบร การต างๆ มากข น เพ อความสะดวกสบาย และความรวดเร วในการท างาน หน วยงานสาธารณส ขก เป นอ กหน วยงานหน งท ม การน าเอา เทคโนโลย สารสนเทศมาใช ในการจ ดการบร หารข อม ล ซ งในอด ต การบร หารข อม ลส วนใหญ ม ความล าช าในการท างาน การ ให บร การแก ผ ป วย รวมไปถ งการท ม ข อม ลของผ ป วยจ านวนมาก แต ไม สามารถน าไปใช ประโยชน ให ก บหน วยงานได อย างม ประส ทธ ภาพ เทคโนโลย สารสนเทศจ งเป นส วนส าค ญในการ พ ฒนาข ดความสามารถของการบร หารงานของหน วยงาน สาธารณส ข หล กการท างานของระบบสารสนเทศท หน วยงานสาธารณส ข ใช ในป จจ บ น ม การเก บข อม ลของผ ป วยในฐานข อม ลซ งม ข อม ล ในฐานข อม ลม จ านวนมาก การท จะด งข อม ลของผ ป วยเฉพาะกล ม โรคน นจ งใช เวลานาน เน องจากระบบไม ม การแบ งแยกกล มโรค ท าให การต ดตามผ ป วยน นค อนข างยากตามไปด วย ด งเช น กรณ ของกล มผ ป วยโรคเร อร งท ไม ต ดต อ ได แก โรคเบาหวาน โรค ความด น โรคไขม น โรคห วใจ และโรคหลอดเล อดสมอง ซ งพบว า เป นกล มโรคท พบในกล มคนส วนใหญ ในป จจ บ นน โดยในแต ละ ป จะพบอ ตราผ ป วยโรคท เป นโรคด งกล าวเพ มมากข น ในการ พ ฒนาระบบในส วนน สามารถน าฐานข อม ลของผ ป วยท เป นโรค ด งกล าว น าไปช วยในการสน บสน นการวางแผนการบร หารงาน ของผ บร หารหน วยงานสาธารณส ข เพ อประโยชน ต อการร กษา ผ ป วยและต ดตามว นเวลาในการน ดหมายคร งต อๆ ไป พร อมท งย ง สามารถวางแผนการบร หารงานในกล มโรคด งกล าวในอนาคตได อ กด วย ในการว จ ยคร งน ได จ ดท าข นเพ อพ ฒนาระบบการจ ดเก บและ การว เคราะห โรคเร อร งไม ต ดต อ ซ งคาดหว งว าจะสามารถช วยเพ ม ประส ทธ ภาพในการบร หารงานในกล มด งกล าวของหน วยงาน สาธารณส ขได ด มากย งข น 2 ว ตถ ประสงค งานว จ ยน ม จ ดม งหมายเพ อใช ในการจ ดการและว เคราะห ข อม ลของผ ป วยในกล มโรคเร อร งไม ต ดต อ พร อมท งช วยสร าง ระบบฐานข อม ลของกล มโรคเร อร งไม ต ดต อให ม ความสะดวกแก เจ าหน าท ในการค ดกรองผ ป วยและเพ อศ กษาการพ ฒนาโปรแกรม ท ช วยสน บสน นการวางแผนงานของผ บร หารหน วยงาน สาธารณส ขโดยใช เทคน คการท าเหม องข อม ล 3 ทฤษฎ ท เก ยวข อง งานว จ ยฉบ บน ผ ว จ ยได น าเทคน คการท าเหม องข อม ลมาใช ใน การว เคราะห ข อม ล เพ อสน บสน นการต ดส นใจของผ บร หาร ซ ง สามารถค นหาข อม ลในฐานข อม ลขนาดใหญ หร อข อม ลท เป น ประโยชน ในการบร หาร เพ อเป นการเพ มค ณค าให ก บข อม ลท ม อย เด มได 93

106 3.1 การค นหากฎความส มพ นธ (Association Rule) การค นหากฎความส มพ นธ ค อ การค นหากฎความส มพ นธ ของข อม ลขนาดใหญ ท ม อย เพ อช วยในการว เคราะห และช วยใน การต ดส นใจทางด านต างๆ ซ งจะแสดงให เห นถ งค ณค าของ ค ณสมบ ต ท น ามาเป นเง อนไข ซ งอาจจะได จากส งท เหม อนก นใน เซตข อม ล โดยจะใช การว เคราะห ความส มพ นธ ในการว เคราะห ทรานเซคช นของข อม ลตามปกต 3.2 Apriori Algorithm เป นข นตอนว ธ ท ใช เทคน คการสร าง Frequent item sets ซ ง เป นท ร จ กและม อ ทธ พลต อการศ กษาในการพ ฒนาข นตอนว ธ อ นๆ โดยในการสร าง Frequent item sets การท างานของ Apriori น น จะม ล กษณะด งน ค อ ม การสร าง Candidate item sets จากการ join ก นของ Frequent item sets ท แท จร ง จากน นจะท าการอ าน ฐานข อม ลเพ อน บความถ ของ Candidate item sets เหล าน เพ อหา Frequent item sets(candidate item sets ท ม ความถ มากกว าหร อ เท าก บความถ ข นต า) และจะท าการเช นน ซ าไปซ ามาจนกว าจะไม สามารถสร าง Candidate item sets ได เม อได Frequent item sets จนครบถ วนแล วจะน า Frequent item sets เหล าน ไปหากฎ ความส มพ นธ (Association Rules) ต อไป โดยท าการสร างกฎจาก Frequent item sets ท ละค แล วเล อกเฉพาะกฎท ม ค าความเช อม น มากกว าค าความเช อม นข นต า (Minimum Confidence) ให เป นกฎ ท ยอมร บได และจะท าซ าในกระบวนการหา Association Rules ไปจนกว าจะไม สามารถสร างกฎได แล ว จ งจะจบการท างาน 3.3 Predictive Apiori 3.4 การใช Google Map API [3] Google Maps API ช วยให สามารถพ ฒนาโปรแกรมเพ อแทรก Google Maps เข าไปเป นองค ประกอบส วนหน งในเว บเพจท ต องการได โดยเข ยนเป นรห ส html และ javascript ในร ปแบบท ไม ซ บซ อนส าหร บงานแผนท Google Maps API ม ข ดความสามารถ กว างขวางเน นในด านการน าเสนอข อม ลแผนท ในล กษณะหม ดป ก (Push pin/place marker) ซ งสามารถก าหนดให แสดงข อม ล ประกอบแผนท เม อผ ใช คล กท ต ว push pin /marker น นๆ หร อองค แผนท แบบเส น (Polyline) พ นท (Polygon) และภาพ (Ground overlay) 4 งานว จ ยท เก ยวข อง 4.1 การพ ฒนาระบบสารสนเทศ เพ อการเฝ าระว งและควบค มโรค ไข เล อดออกของส าน กงานสาธารณส ขจ งหว ดล าปาง [4] เป นการพ ฒนาระบบส าหร บงานด านระบาดว ทยา และการ ควบค มโรคไข เล อดออกเพ อสน บสน นการด าเน นงานของ เจ าหน าท สาธารณส ข ม การจ ดเก บข อม ลการเจ บป วยด วยโรค ไข เล อดออกของประชาชน ประมวลผล ร บส งข อม ลและรายงาน ข อม ลผ านทางเคร อข ายอ นเทอร เน ต รวมท งย งสามารถออก รายงานสถานการณ ด านระบาดว ทยาและการควบค มโรค ไข เล อดออกได และสามารถน าไปวางแผนในการป องก นและ ควบค มโรคต ดต อในพ นท ได 4.2 การเฝ าระว งโรคต ดต อและไม ต ดต อทางระบาดว ทยาโดยใช เหม องข อม ลเช งพ นท [5] พ ฒนาข นเพ อเฝ าระว ง และป องก นโรคระบาดในพ นท ต างๆ โดยน าเทคน คการท าเหม องข อม ลเข ามาช วย น นค อการใช เทคน ค การค นหากฎความส มพ นธ (Association Rules) ระหว างโรค ระบาดก บล กษณะพ นท ด วยว ธ การ (GIS) รวมถ งสาเหต อ นๆ ท คาดว าจะม ผลต อการระบาดของโรคต ดต อ 4.3 Assessment of the Risk of Coronary Heart Event Based on Data Mining. [4] พ ฒนาระบบ Data Mining ส าหร บการประเม นอาการ โรคเส นเล อดห วใจต บจากป จจ ยท เก ยวข อง ท ผ ว จ ยศ กษาค อ โรค กล ามเน อห วใจตาย การร กษาผ านสายสวน และการผ าต ดท าทาง เบ ยงหลอดเล อดห วใจ ระบบด งกล าวใช ร ปแบบของว ธ การ C4.5 ซ ง Data Mining จะสามารถช วยในการว เคราะห ความเส ยงส ง และ ต าในกล มผ ป วย ช วยในการต ดส นใจทางเล อกในการเย ยวยาร กษา เช น การให ยา หร อการผ าต ด และสามารถช วยลดอ ตราการ เส ยช ว ตในกล มโรคเส นเล อดห วใจต บ (CHD) ได อ กด วย 94

107 5.1 ระบบจ ดการข อม ล แบ งระบบเป น 2 ส วนได แก 5 ว ธ ด าเน นการว จ ย 1) การจ ดการข อม ลในส วนของผ ป วยโรคไม ต ดต อเร อร ง - เจ าหน าท สามารถเพ ม ลบ แก ไขและค นหาข อม ลใน ระบบจ ดการข อม ลผ ป วยโรคไม ต ดต อเร อร งได - การค นหาข อม ลผ ป วยโรคไม ต ดต อเร อร ง ค นหาได จาก รายละเอ ยดต างๆ ของข อม ลผ ป วย ได แก ช อผ ป วย, นามสก ล ผ ป วย, หม บ าน, เลขบ ตรประจ าต วประชาชน 2) การจ ดการข อม ลในส วนของเจ าหน าท และผ อ านวยการ - ผ อ านวยการสามารถเพ มข อม ลของเจ าหน าท ในระบบ และจ ดการข อม ลในส วนของเจ าหน าท และผ อ านวยการได 5.2 ระบบจ ดการเหม องข อม ล 1) ข นตอนการเตร ยมข อม ล - ค ดเล อกข อม ล (Data Selection) ท าการศ กษาและเก บข อม ลผ ป วยของโรคเร อร งไม ต ดต อ ท ได จากโรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพประจ าต าบลสามควายเผ อกต งแต ป พ.ศ ถ ง พ.ศ. 2555โดยข อม ลท จะน ามาใช ในการว เคราะห ได แก เพศ ช วงอาย หม บ าน รสชาต อาหาร อาช พและโรคเร อร งไม ต ดต อ ในการค ดเล อกข อม ลท ใช ในการว เคราะห น น ได จากการ สอบถามผ อ านวยการโรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพประจ าต าบล สามควายเผ อก [6] - การท าความสะอาดข อม ล (Data Cleaning) ข อม ลผ ป วยโรคเร อร งไม ต ดต อท ได จากโรงพยาบาลส งเสร ม ส ขภาพประจ าต าบลสามควายเผ อก ม จ านวนข อม ลท งหมด 661 คน ซ งเม อพ จารณาม รายละเอ ยดของข อม ลผ ป วยบางส วนไม สมบ รณ เก ดจากการท ผ ป วยให ข อม ลไม ครบถ วน และเจ าหน าท ไม ได ท าการกรอกรายละเอ ยดของข อม ลผ ป วยหร ออาจกรอก ข อม ลไม ครบถ วนด งน นผ ว จ ยจ งต องท าการต ดข อม ลในส วน ด งกล าวออกไปและเหล อเฉพาะข อม ลผ ป วยท ม รายละเอ ยดของ ข อม ลครบถ วนสมบ รณ ซ งได ค ดเล อกข อม ลท ม ความสมบ รณ มา ท งหมด 400 คนเพ อใช ในการว เคราะห ความส มพ นธ ของโรค 2) ข นตอนการจ ดเก บข อม ล ข อม ลผ ป วยโรคเร อร งไม ต ดต อท ได จากโรงพยาบาลส งเสร ม ส ขภาพประจ าต าบลสามควายเผ อกจ านวนท งหมด 400 คนท ได ผ านการท าความสะอาดข อม ล ถ กจ ดเก บลงฐานข อม ลผ านทาง หน าเว บไซต จากน นท าการแปลงข อม ลให อย ในร ปแบบท เหมาะสมก บการน าไปท าเหม องข อม ล เน องจากต องการว เคราะห ความส มพ นธ ของข อม ลด วย โปรแกรม WEKA ด งน นในส วนของข อม ลจะถ กบ นท กข อม ล ท งหมดจาก Microsoft office EXCEL 2010 ในร ปแบบของไฟล ชน ด *.csv (Comma delimited) 3) การค นหากฎความส มพ นธ ในการค นหากฎความส มพ นธ (Association) ผลล พธ ของ ความส มพ นธ จะอย ในร ปแบบกฎ โดยพ จารณาจากค าความแม นย า (Accuracy) ค อ ค าท ใกล เค ยงความเป นจร งมากท ส ดในการทดลอง ผ ว จ ยได ปร บเปล ยนว ธ ในการค นหากฎความส มพ นธ เพ อทดสอบ ว าว ธ ใดให ค าความแม นย าส งส ดโดยได ท าการทดลองอย 2 ว ธ ค อ Apiori และ Predictive Apiori 5.3 ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร การพ ฒนาสารสนเทศภ ม ศาสตร ผ ว จ ยได พ ฒนาระบบการ แสดงผลข อม ลโรคเร อร งไม ต ดต อ พร อมบอกระด บความร นแรง ของโรคเร อร งไม ต ดต อในแต ละพ นท ด วย Google Map API เป น ระบบท ใช ไลบาร Gmap version ท เป นการผสานระหว าง Google Map API version 2 และ jquery เพ อท าให ค าส งในการ สร างหร อเร ยกใช แผนท น นง ายและสะดวกมากย งข น โดยการท างานของระบบ ระบบจะไปด งข อม ลจากฐานข อม ล โดยเล อกใช ข อม ลโรค เพ อใช ในการแสดงข อม ลผ านทาง Google Map API โดยการแสดงผลแบ งออกเป น 2 ส วน ค อส วนท แสดงผล แต ละโรค และส วนท แสดงผลรวมท กโรคโดยระบบจะม การบอก ระด บความร นแรงของพ นท ต อโรคเร อร งไม ต ดต อน นๆ ซ งระด บ ความร นแรงแบ งเป น 3 ระด บ และม ว ธ การค านวณระด บความ ร นแรง ด งสมการท (1) 95

108 ระด บความร นแรง(%)=(จ านวนผ ป วยx100)/จ านวนผ ท เส ยงเป นโรค (1) ตารางท 1 เกณฑ ระด บความร นแรง เกณฑ ระด บความร นแรง ระด บไม ร นแรง น อยกว า 10 % ระด บร นแรงปานกลาง ช วง 10-30% ระด บร นแรงมาก มากกว า 30% 6 ผลการว จ ย งานว จ ยน ผ ว จ ยได ศ กษาข อม ลผ ป วยโรคเร อร งไม ต ดต อ โดย เล อกใช กล มต วอย างข อม ลของผ ป วยโรคเร อร งไม ต ดต อ จาก โรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพต าบลสามควายเผ อก กล มโรคเร อร ง ไม ต ดต อท ได ท าการศ กษา ม ด วยก น 5 โรค ด งน โรคเบาหวาน โรคความด นโลห ตส ง โรคไขม นในเล อดส ง โรคหลอดเล อดสมอง และโรคห วใจขาดเล อด ผ ว จ ยได พ ฒนาระบบจ ดเก บข อม ล เพ อ น ามาใช ในการว เคราะห ด วยเทคน คเหม องข อม ล ซ งได เล อกใช เทคน คการค นหากฎความส มพ นธ โดยการเปร ยบเท ยบค าความ เช อม นระหว าง ว ธ Apiori และ Predictive Apiori แสดงด งร ปท 2 และ 3 ตามล าด บ ร ปท 1 ผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ ด วยว ธ Apiori ร ปท 2 ผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ ด วยว ธ Predictive Apiori ผ ว จ ยได ก าหนดให ผลล พธ ออกมาจ านวน 100 กฎ ซ งเป นจ านวน กฎท ให ค าความแม นย าส ง อ กท งผลล พธ ท ได ม ความส มพ นธ ระหว างเพศ, ช วงอาย, หม บ าน, รสชาต อาหาร, อาช พและโรค เร อร งไม ต ดต อ เก ดข นครบตามความต องการของผ อ านวยการ โรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพประจ าต าบลสามควายเผ อก ต วอย างของผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ ซ งถ ก แปลงให อย ในร ปแบบภาษาไทย 1. ถ าอย หม 6 และอาช พค อเกษตรกรรม จะร บประทานอาหาร รสชาต ปกต 2. ถ าเป นเพศหญ ง และอาย อย ในช วงท 4 และอาช พค อแม บ าน จะ ร บประทานอาหารรสชาต ปกต 3. ถ าอาย อย ในช วงท 3 และม อาช พค อค าขาย จะเป นเพศหญ ง และร บประทานอาหารรสชาต ปกต สร ปผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ - ท าให ทราบความเส ยงของผ ป วยในกล มโรคไม ต ดต อ เร อร งต าบลสามควายเผ อก ต อการเก ดโรคไม ต ดต อเร อร ง จากกฎ ความส มพ นธ ท ได เพ อช วยสน บสน นการต ดส นใจในการลงพ นท ให ความร แก ผ ป วยในแต ละพ นท - ผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ ม ความ น าเช อถ อของข อม ล เน องจากม ค าความแม นย า (Accuracy) ส ง อย ในช วง ในส วนระบบแสดงข อม ลโดย Google Map API ระบบ สามารถแสดงแผนท ท ง 8 หม บ านของต าบลสามควายเผ อก ของ กล มโรคเร อร งไม ต ดต อ และสามารถด ระด บความร นแรงของโรค เร อร งไม ต ดต อในแต ละหม ซ งแยกตามโรค และม การแบ งระด บ ความร นแรงออกเป น 3 ระด บค อ ไม ร นแรง ร นแรงปานกลางและ ร นแรงมากแสดงด งร ปท 4 โดยผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ โดยใช ว ธ Apiori ได ค าความแม นย า (Accuracy) ส งส ดค อ 0.9 และผลล พธ ท ได จากการค นหากฎความส มพ นธ โดยใช ว ธ Predictive Apiori ได ค าความแม นย า (Accurecy) ส งส ดค อ ด งน นผ ว จ ยจ งเล อกว ธ ในการค นหากฎความส มพ นธ ค อ Predictive Apiori เพราะให ค าความแม นย ามากกว าว ธ Apioriโดย 96

109 ท จะเห นภาพรวมและท ศทางของอ บ ต การณ ของโรคเร อร งไม ต ดต อได ง ายข น ร ป 4 ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร โดยใช Google Map ในส วนการสร างรายงาน ระบบจะใช ไลบราร Fusion charts ในการสร างกราฟ และใช การแปลงข อม ลจากฐานข อม ลให เป น ร ปแบบ xml เพ อเป นข อม ลน าเข าในกราฟ แสดงผลได ด งร ปท 5 7 สร ปผลการว จ ย ผ ว จ ยได ท าการพ ฒนาระบบ Data Mining ส าหร บการ ประเม นความเส ยงต อการเก ดโรคเร อร งไม ต ดต อ โดย ประเม นจากป จจ ยท เป นผลต อการเก ดโรคน นๆ เช น เพศ อาย พฤต กรรมการส บบ หร เป นต น และท าการว เคราะห ข อม ล เพ อหากฏความส มพ นธ ท เก ดข น จากการว จ ยแสดงให เห นว า การค นหากฎความส มพ นธ ด วยว ธ Predictive Apiori ให ค า ความแม นย ามากกว าว ธ Apiori ด วยเหต น ผ ว จ ยจ งได น า ว ธ การค นหากฎความส มพ นธ ด วยว ธ Predictive Apiori มาใช ในการว จ ยในคร งน อ กท งในส วนของผลล พธ ท ได จากการ ค นหาและว เคราะห กฎความส มพ นธ พบว า ม ความน าเช อถ อ ของข อม ลในระด บส ง เน องจากม ค าความแม นย า (Accuracy) ส ง อย ในช วง อ กท งผลล พธ ท ได ม ความส มพ นธ ระหว างเพศ ช วงอาย หม บ าน รสชาต อาหาร อาช พ และโรค เร อร งไม ต ดต อ เก ดข นครบตามความต องการของผ บร หาร โรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพต าบล โดยสามารถแสดงผล ออกมาในร ปแบบกฎความส มพ นธ ต างๆ เป นจ านวน 100 กฎ ท าให ทราบถ งความเส ยงของผ ป วยในกล มโรคเร อร งไม ต ดต อท อย ในพ นท ต าบลสามควายเผ อกต อการเก ดโรคเร อร ง ไม ต ดต อโดยว เคราะห จากกฎความส มพ นธ ท ได เพ อ สน บสน นการต ดส นใจของเจ าหน าท ในการลงพ นท เพ อให ความร แก ผ ป วยในแต ละพ นท ประกอบก บการใช ระบบ สารสนเทศภ ม ศาสตร และโปรแกรมส าเร จร ป Google Map ช วยในการอธ บายข อม ล ท าให เจ าหน าท และผ บร หารสามารถ เอกสารและส งอ างอ ง [1] DATA MINING ค ออะไร, [ออนไลน ], เข าถ งได : [2] ป ทมาพร เก ดแจ ง และ ส ร ร ตน เหล าส ม, 2552, การใช เทคน ค เหม องข อม ลเพ อช วยในการสน บสน นการต ดส นใจ ในการ เล อก สาขาว ชาเอกท เหมาะสม กรณ ศ กษา: คณะว ทยาศาสตร มหาว ทยาล ยศ ลปากร, ปร ญญาน พนธ ว ทยาศาสตรบ ณฑ ต สาขาว ชาเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยศ ลปากร. [3] Google Map API, [ออนไลน ], เข าถ งได : [4] ศรณ พชร ดวงแก ว, 2548, การพ ฒนาระบบสารสนเทศ เพ อการ เฝ าระว งและควบค มโรคไข เล อดออก ของส าน กงาสาธารณส ข จ งหว ดล าปาง, ว ทยาน พนธ ว ทยาศาสตรมหาบ ณฑ ต สาขาว ชา เทคโนโลย สารสนเทศและการจ ดการ มหาว ทยาล ยเช ยงใหม. [5] ว ระจ กร ไชยธน ตวงศ และ เอกช ย เดชเร องศร, 2553, การเฝ า ระว งโรคต ดต อและไม ต ดต อทางระบาดว ทยาโดยใช เหม อง ข อม ลเช งพ นท, ปร ญญาน พนธ ว ทยาศาสตรบ ณฑ ต สาขาว ชา เทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยศ ลปากร. [6] โรงพยาบาลส งเสร มส ขภาพประจ าต าบลสามควายเผ อก, การ ว เคราะห ความเส ยงโรคเร อร งไม ต ดต อ 97

110 Ethics and E-Health in Thailand Suttisak Jantavongso Faculty of Information Technology Rangsit University Pathum Thani, Thailand Abstract Digital technology such as the Internet is one of the greatest forces impacting the field of healthcare. Healthcare consumers and patients in Thailand are seeking the Internet as a source of information. The influence of Information and Communications Technology (ICT) and the Internet is an important factor in how healthcare services are being offered and practiced. This in turn leads to a new filed of electronic healthcare or simply e-health. Whereas e-health relies on digital technologies to improve the efficiency of services, enhance service and product quality, empower patients and healthcare consumers, foster relationships between healthcare providers and patients, and promote education, the impact of e-health on patients and issues relating to the online practice of health services, privacy, informed consent, and health equity must be examined. These pose issues for greater attention on the dynamic area of e-health ethics. This study is an introductory research of the roles of e-health and discusses certain ethical related issues aiming at those who are not familiar with e-health and the roles of Information Technology (IT) in healthcare. This paper is one of series of working papers on ethics and e-health in Thailand by the researcher. This paper presents the results of the theory building stage. Keywords: e-health; healthcare; ethics; e-health ethics I. INTRODUCTION The role of health and wellbeing of the people is crucial to the economic development and performance of any country. In this regard, the health and wellbeing of Thai communities determines the quality of life that its members enjoy, and in turn, their ability to be productive participants in their communities and the labor workforce. Therefore, a high quality healthcare system is a cornerstone of Thailand s social and economic wealth; and maintaining equal access to safe and effective healthcare should be a main priority of the Thai government [1]. Accordingly, Thailand has been moving towards improving quality healthcare system since For example, there was a Thai national policy on providing free healthcare targeting low incomes, followed by the universal access to healthcare system. Thailand has achieved universal access to healthcare system since 2001 [2]. In turn, this has had a significant impact on Thai people in their reduction of the direct household payments for healthcare; and promoted an equitable quality healthcare system [3]. Added to this, Information and Communications Technology (ICT) is a key influence in improving quality, equity, and reducing cost in a healthcare system. Whereas differences among countries do exist, common factors related to successfully implementation of ICT in healthcare can be identified. Implementation of health related ICT and electronic health records (EHRs) is considered among the highest priorities of modern healthcare systems [4]. Furthermore, e- health also plays a significant role in enhancing the quality of healthcare services [5]. In Thailand, the growth of ICT and use of the Internet have influenced daily lifestyle of Thai people. These days, information including sensitive health information are available via the Internet [6]. Health and medical records, health advices, personal health records or databases are easily accessible. With the right tools and equipment, anyone is able to simply search someone information and vital data via e- health systems and the Internet [7]. Despite this, e-health is not a new phenomenon. E-health has been introduced in most of special medical areas. Thus, the e-health technology in most of developing countries is not considered as the main stream of healthcare process [8]. The concept of e-health is also not new in Thailand. In fact, the term e-health was the most searched term in According to Charmonman [9], e-health is also able to support the development of social movement and the healthcare systems to increase the wellbeing of Thai people via the right strategies. The suggested principle strategies as recommended by Charmonman [9] are (1) social mobilization, (2) system development, and (3) healthy community s development. In particular, developing countries such as Thailand is facing with many issues in the healthcare and medical services. Some of these issues are as financials, resources, proficiency, and lack of healthcare professionals. Whereas, the value of e-health has never been more important in Thailand, ethical and privacy concerns are keeping Thai consumers from obtaining the full benefit of online e-health systems [10]. Hence, to fully understand Thailand s e-health systems, it is essential to understand the extent of e-health s social, ethical and legal barriers. E-health s privacy has become increasingly difficult to manage. Patients expect their health information to be confidential, and only accessible to authorized personnel. Health and medical records contain personal and sensitive information. This information should be protected due to its impact on employment opportunities, ability to obtain health insurance, and exploitation [11]. A. Purpose This paper describes the roles of Information and Communications Technology (ICT) in health, also known as e- 98

111 health and discusses certain ethical issues related to e-health. The paper is an introductory article for those who are not familiar with e-health and the roles of health Information Technology (health IT) in healthcare. II. RESEARCH METHODOLOGY The research method adopted in this study is based on the Information Systems (IS) research approach proposed by Shanks et al [12], which employs a positivist research framework. The research framework proposes a research cycle consisting of three stages: (1) theory building, (2) theory testing and (3) theory refinement. This paper presents the results from the first stage of theory building and in this study involved a review of the literature on relevant research domains. A literature survey was conducted first, which focused on the domain of e-health and e-health ethics. The key factors are discussed in the later section. A. Healthcare III. LITERATURE REVIEW Health is one of the most fundamental of all human goods. Added to this, Maslow s Hierarchy of Needs is a valuable assessment tool that is used in the field of healthcare. Maslow s hierarchy addresses the needs of patients and where they are in their life from a psychological perspective because it identifies and addresses the needs of those particular patients. Moreover, Maslow s hierarchy is a motivational theory in psychology. It argues that while people aim to meet basic needs, they seek to meet successively higher needs in the form of a hierarchy. Maslow s hierarchy is represented as a pyramid with five levels of needs. Health is under the safety level that includes security of environment, employment, resources, health, and property [13]. Relieving any anxiety or fear will help put more emphasis on social development, and with this will come a healthier self-esteem of the patients. Self-Actualization Pursue Inner Talent Creativity Fulfilment Self-Esteem Achievement Mastery Recognition Respect Belonging - Love Friends Family Spouse Lover Safety Security Stability Freedom from Fear Physiological Food Water Shelter Warmth Figure 1 Maslow s Hierarchy of Needs [13] Furthermore, health is a state of complete physical, mental, and social wellbeing. Health also relates to social and political life and happiness are closely associated with physical and mental functioning. Assuring the health of its people is an important priority on any nation s agenda. Therefore, health needs are defined as the need to treat life threatening physical properties, physical disability, or disease. With this in mind, healthcare is defined as that set of goods and services that patients or consumers use partially or entirely because of their anticipated favorable impact on health status. Healthcare consists of treatment that is curative, meliorative, and rehabilative [14]. B. E-health In the broadest perspective, electronic healthcare or simply e-health is not a revolution, nor did it suddenly appear. Rather, e-health is an evolution of traditional healthcare service providers which emerged early in the 21 st century. E-health is a term for the combined use of electronic ICT in the healthcare service providers. E-health covers technology used for medical, clinical, educational, research, and administrative purposes, involving both at the locals and across regions. The application of e-health would enhance networking, facilitated global thinking, and improved healthcare on local, regional, and national levels [15]. The aims of e-health can be summarized to: (1) increased efficiency in healthcare, (2) better quality of care, (3) increased obligation to evidence-based medicine, (4) empowerment of patients and consumers, and (5) the development of relationships between patients and healthcare practitioners. In this study, e-health is defined as the use of emerging ICT, especially the Internet, to improve and enable healthcare services. The Internet is not just a source of information, but also a means of advancing e-health via communication. E- health systems complement traditional approaches for healthcare delivery. E-health systems are able to provide nonurgent consultations, obtaining routine laboratory test results, ordering repeat prescriptions and making appointments [16]. Similarly, Kijsanayotin et al [17] also defines e-health as the use of ICT for healthcare services. E-health is able to facilitate inequities in health systems and services in Thailand. Applications of e-health spans across a wide range of services such as: (1) store, process, and transmit patient information; (2) manage the various clinical, administrative, and financial information; (3) improve quality of patient care and patient safety; (4) provide tools for diagnostics and treatment by distance; (5) develop capacity by offering online health training and education courses to students and health professionals; (6) offer innovative methods for healthcare using mobile devices, and (7) make highly sophisticate biomedical research reachable. Added to this, there are both commercial and opensource e-health products available. These products are able to integrate information from existing healthcare ICT systems [18]. Health refers to wellbeing, happiness, healthy thinking, and sanity. In turn, happiness promotes wellbeing. 99

112 Tools EHRs PIS HIS GPIS NERs NDRs DHPIs DSS Tele-health GIS Healthcare Professionals E-Health Systems Patients Services Advice on national needs assessments for e-health Advice on e-health policy and strategy Advice on methods of e-health services Information on elective/best e-health practices Advice on e-health norms and standards Information on trends and developments in e-health Advice on e-learning programs Advice on HRs development for e-health Figure 2 E-Health s Tools and Services [19] C. E-health in Thailand Thailand has had a long and successful history of healthcare development. As at 2013, nearly all of the Thai population is covered through a comprehensive healthcare packages from health prevention and primary care, to hospitalization due to traffic accidents to renal replacement therapy, and access to Antiretroviral Therapy (ART) treatment for Human Immunodeficiency Virus (HIV) [20]. In fact, Thailand has continually achieved remarkable progress in healthcare reforms [21]. Hence, the Thai healthcare system has undergone a number of refinements. Thai s healthcare system is structured and provided by both public and private sectors. Whereas, the Ministry of Public Health is the main government agency responsible for promoting, supporting, controlling, and coordinating all healthcare services; the Ministry of Education, the Ministry of Interior, the Ministry of Defense, the Bangkok Metropolitan Administration, state enterprises, and privatesector enterprises also play significant supporting roles. Accordingly, the majority of healthcare services in Thailand is delivered by the public sector, which includes more than a thousand public hospitals. Apart from these public health facilities, there are a number of private facilities throughout Thailand. Private clinics also play an important role as primary healthcare providers, there are approximately 16,800 private clinics and 429 private hospitals throughout the country [22]. Thailand is one of the leading countries among developing nations, that the use of ICT applications including e-health services is pervasive. Thailand also has achieved an elevated level of access to e-health services, use of ICT and ICT skills. Despite this, Thailand is still lagging behind in laying down the e-health foundations. The study by Kijsanayotin et al [17] identified three levels of e-health development. Of these, the first level is the foundation policies and strategies. This includes the creation of an appropriate governing body involving a multi-stakeholder and at the national level. The second level is e-health development models. The final level is e-health applications. Thailand has highlighted the use of ICT to develop the e- health tools and e-health services. Examples of these e-health tools are: (1) Geographical Information Systems (GIS), (2) Tele-health, (3) Decision Support Systems (DSS), (4) Directories of healthcare professionals and institutions (DHPIs), (5) National drug registries (NDRs), (6) National electronic registries (NERs), (7) General Practitioner Information Systems (GPIS), (8) Hospital Information Systems (HIS), (9) Patient Information Systems (PIS), and (10) Electronic Health Records (EHRs) [19]. Moreover, (11) Advice on human resources (HRs) development for e-health, (12) Advice on electronic learning (e-learning) programs, (13) Information on trends and developments in e-health, (14) Advice on e-health norms and standards, (15) Information on effective and best e-health practices, (16) Advice on methods of e-health services, (17) Advice on e-health policy and strategy, and (18) Advice on national needs assessments for e- health are the preferred e-health services to be provided in Thailand respectively, see Figure 2. Due to the enormous expansion in health data and ICT in Thailand, there is a critical requirement to develop Information Systems (IS) which can lead to more effective decision making and more efficient action by the healthcare professionals. For this reason, there is a demand for professionals who can improve how patient information is gathered, managed, and used effectively. To achieve this, interdisciplinary collaboration of scholar in the fields of management, information, computer and the cognitive sciences with intelligent practitioners is needed [23]. To meet this demand, there is a need for the degrees combine computer science and medical training to develop graduates who can organize electronic record systems, create information management software for medical facilities, and help develop efficient and secure databases in which to store and manage all the data that is collected. Accordingly, ICT skills courses have been offered as part of university curriculums in Thailand, and ICT skills programs were introduced in the ongoing training of healthcare professionals since 1992 [19]. To date, there are a number of undergraduate and postgraduate programs in Health Informatics offered by Thai universities. For example, Bachelor of Science Program in Medical Informatics, Bachelor of Science Programme in Medical Technology, Master Programme in Health Informatics, and Master of Pharmacy Program in Health Informatics respectively [24-26]. Since 2009, Thai hospitals had successfully implement e- health systems [27]. A number of hospitals had digitized as many processes of its hospital works. The e-health system is able to double the number of patients a hospital can handle each day, improve safety and reduce its patients bills. Bill payment, HRs, record keeping and inventory can be done electronically, allowing the staff to concentrate on their work. In terms of safety, an electronic prescription (e-prescription) system allows the hospital to eliminate errors from illegible handwriting, and allergy alerts against medications unsuitable for patients. The e-health system is able to recommend alternatives based on the symptoms observed. It is evident that e-health systems and electronic medical (e-medical) software solutions can improve and simplify the business processes within hospitals and medical centers. For example, using a fully integrated hospital IS via the HIS, record keeping can be improved, thereby ensuring thorough and accurate documentation and reporting to provide care for patients. The HIS includes registration, clinical systems, patient and bed 100

113 management, laboratory, management and HR systems. A common database allows departments throughout the hospital to work together, and improve both efficiency and quality. The HIS can be developed by the hospital, outsourcing, or a strategic partner to assist the hospital ongoing developing and improving the system [28]. As with any country, e-health foundation actions build an enabling environment for the use of ICT and the Internet for healthcare services. These foundations include supportive e- health policy, legal, and ethical frameworks. In Thailand, there is no (1) national e-health policy, (2) national ICT procurement policy for health sector, (3) national multiculturalism policy for e-health, and (4) national telemedicine policy. In terms of legal and ethical frameworks for e-health, there are legislation on personal and health-related data to ensure privacy of personally identifiable data in place. Added to this, there are also government sponsored initiatives about Internet safety and literacy. There are (1) quality assurance approaches to healthrelated Internet content, (2) voluntary compliance by content providers or website owners, (3) technology through filters and controls, and (4) education programs for consumers and professionals. There are also e-health expenditures from both public, donor/non-public, and public-private partnerships funding sources. Thailand also has capacity building in the areas of ICT education and professional groups offered ICT continuing education. There are ICT training for students in health sciences at tertiary institutions, and institutions offer continuing education in ICT health professionals [29]. IV. E-HEALTH ETHICS Having laid the groundwork, attention now shifts to examining information privacy and confidentiality of e-health. Privacy and confidentiality, personal data, and data protection issues are becoming highly relevant when discussing e-health, especially in the context of Thailand. Privacy concerns are a barrier hindering implementation of e-health since many e- health systems are web services, many healthcare professionals and patients fear that medical records are not secure [30]. This concern is more significant when medical and personal records are transmitted across multiple locations. As with traditional healthcare services, effective and efficient service delivery relies on the ability to gather and communicate accurate, complete information while maintaining the appropriate privacy and security levels. Breaches in privacy can weaken patient trust, compromise information, and at the end of the day, patient care. When efficiency and trust are compromised, the costs to the patients, the health service providers, and to the healthcare system as a whole increase. Hence, privacy is not just a required process driven by compliance requirements; privacy is a foundation in achieving cost effective, efficient, and successful healthcare services [31]. Without confidence and trust from the patients that their most sensitive medical information will be secured, patients are unwilling to fully and honestly disclose personal information, and may avoid seeking healthcare services altogether. Data concerning one s health, belief, religion, trade union, race, ethnic background, and judicial information, are amongst the most sensitive. For this reason, data that are capable, by their nature, of infringing fundamental freedoms or privacy of the data subject should usually not be processed. Ethical compliance is one of the e-health challenges of developing countries [8]. Consequently, e-health will need to establish a new relationship between doctors and patients. This will define a new ethical paradigm which must be regarded in e-health systems. Accordingly, regulations relating to healthcare information, privacy and confidentiality are also considered as barriers to e-health systems. This is because of the restriction on sharing of patient data among healthcare service providers [4]. Whereas Thailand has enacted a legislation to ensure privacy of personally identifiable data of individuals irrespective of whether it is in analog or digital format, Thailand does not have a specific legislation to protect privacy of individuals health-related data held in digitized format. Added to this, Thailand does not have legislation which provides for the sharing of health-related data [17]. This leads to the next barrier. The cultural barriers are perhaps the most significant obstacles for Thailand s e-health systems. From the doctors perspectives, the most frequently stated are the doctors view of e-health as often too busy to deal with. Thai doctors may not perceive the full potential of e-health. There is a common concern that e-health may depersonalize healthcare and more specifically, will interfere with their rapports with their patients. Thai doctors also concern about e-health as a threat to their patients patient privacy and confidentiality. Industry Academics Government E-Health s Codes of Ethics Perceptions of e-health ethics by consumers Consumer Advocates Associations Figure 3 E-Health Codes of Ethics Framework by Bodkin [32] With this in mind, attention now shifts to the perspective of the patients on the issue of privacy. E-health involves the interaction between patients and healthcare service providers. E-health also covers the communications between institution to institution to exchange health information, health records, disease, diagnosis, treatment, health monitoring, and lifestyle management electronically. E-health also covers e-health s products such as wireless monitoring devices (recording blood pressure, picture archiving, and anatomical calculation devices etc.). Therefore e-health products and services must protect the processing of patient health and sensitive personal information [33]. The health and medical ethics has been marked by responses to new challenges faced by the medical and healthcare service providers. These challenges have arisen 101

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร

ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร ค าอธ บายรายว ชา คอมพ วเตอร กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย รายว ชาคอมพ วเตอร ระด บช น ม ธยมศ กษาป ท 1 80 ช วโมง ศ กษา ว เคราะห ข นตอนการท างานโดยท าตามล กษณะข นตอนท วางไว กระบวนการกล ม เป น ว

More information

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม

แนวทางการดาเน นงาน/ ต วอย างโครงการสาค ญ โครงการท ได การประช ม เพ มเต ม (ร าง) เอกสารประกอบการจ ดทากลย ทธ ต วช ว ด และโครงการตามว ส ยท ศน พ นธก จ และย ทธศาสตร ------------------------------------------- ว ส ยท ศน เป นองค กรหล กท อน ร กษ ส บสานและสร างสรรค โดยการม ส วนร วมของท

More information

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ

หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา หล กเกณฑ การให บร การทางว ชาการ ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด

More information

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร

แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร แบบฟอร มท 6 แบบฟอร มแผนปร บปร งองค กร รายงานแผนปร บปร งองค กร จ งหว ดระยอง แบบฟอร มท 7 แบบฟอร มแสดงหล กฐานส าค ญประกอบการด าเน นการในแต ละหมวด หมวด หล กฐานส าค ญ ม ไม ม หมายเหต 1 การน าองค กร 1.ว ส ยท

More information

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง

ตามค าร บรอง ระด บความส าเร จของการ พ ฒนาด านการท องเท ยว ของจ งหว ดพ ทล ง แผนการจ ดการของ แบบฟอร มท ๑ การจ าแนกองค ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของ ช อ : ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค ต วช ว ด (KPI) เป าหมายของ ประเด นย ทธศาสตร การ พ ฒนาการท องเท ยวเช งอน ร กษ (Opjective)

More information

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๔ จ ดสถานท เร ยน สถานท ฝ กปฏ บ ต งาน สถานท ศ กษาค นคว า ให เหมาะสมก บสาขาว ชาท งในสถานศ

More information

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการจ ดโครงการ/ก จกรรม กล มว ชาการศ กษา ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 9 1. ว ตถ ประสงค 1.1 เพ อส งเสร มพ ฒนาการเร ยนร และประสบการณ

More information

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ

จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ การจ ดการความร (Knowledge Management) เร อง เทคน คการแปลง file word โดยใช โปรแกรม Word to FlippingBook (กรณ แปลงเอกสาร น กศ กษา และ นทน.หล กส ตรต างๆ) จ ดท าโดย กองห องสม ด กรมย ทธศ กษาทหารเร อ ค าน า

More information

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ.

มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. มาตรฐานการอาช วศ กษา พ.ศ. 2555 การประก นค ณภาพภายในการอาช วศ กษา ตามกฎกระทรวง ว าด วยระบบ หล กเกณฑ และว ธ การประก นค ณภาพการศ กษา พ.ศ. 2553 โดย นายเร งจ ตร ม ลาภสม กรรมการผ ทรงค ณว ฒ ในคณะกรรมการประก นค

More information

จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ

จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ ค ม อการใช งาน ระบบระบบสารสนเทศเพ อการบร หารงานว จ ยและฐานข อม ลงานว จ ย มหาว ทยาล ยพะเยา จ ดทาโดย งานพ ฒนาระบบสารสนเทศ ศ นย บร การเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร มหาว ทยาล ยพะเยา คานา ป จจ บ น มหาว ทยาล

More information

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒

คาช แจง เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ เคร องม อว ดและประเม นความสามารถและท กษะ ตามจ ดเน นการพ ฒนาค ณภาพผ เร ยน การใช เทคโนโลย เพ อการเร ยนร ช นม ธยมศ กษาป ท ๒ สาน กว ชาการและมาตรฐานการศ กษา สาน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐาน กระทรวงศ กษาธ

More information

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน

โดย : อ ญชนา กล นเท ยน โดย : อ ญชนา กล นเท ยน กระบวนการวางแผนงาน การด าเน นการก อนการวางแผน การประเม นผล/ปร บปร งแผน และวางแผนใหม การปฏ บ ต ตามแผน การว เคราะห ป ญหา การก าหนดแผนงาน/โครงการ การก าหนดค าใช จ าย การก าหนดว ตถ ประสงค

More information

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ

ป จจ ยส วนบ คคล จานวน ( N = 146 ) ร อยละ ผลการว เคราะห ข อม ล ผลการว เคราะห ข อม ลแบบสารวจความร เจตคต ต องานประก นค ณภาพการศ กษาของกาล งพล รร.ร.ศร โดยการจ ดทาแบบสารวจ On line ม ผ ตอบแบบสารวจจานวน 146 นาย จากจานวนท งหมด 583 นาย ค ดเป นร อยละ 25.04

More information

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา

ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ความส าค ญของการประเม นค ณภาพ สถานศ กษาโดยต นส งก ด ผ องพรรณ จร สจ นดาร ตน ศ กษาน เทศก เช ยวชาญ หน วยศ กษาน เทศก ส าน กงานคณะกรรมการการอาช วศ กษา ระบบการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา กฎกระทรวงศ กษาธ การ การพ

More information

E Office ส าน กงานเขตพ นท การศ กษานครราชส มา เขต 6

E Office ส าน กงานเขตพ นท การศ กษานครราชส มา เขต 6 E Office ส าน กงานเขตพ นท การศ กษานครราชส มา เขต 6 ความเป นมา ส าน กงานอ ตโนม ต เก ดจากความพยายามขององค กร ท จะท าให งาน ขององค กรถ กต อง รวดเร ว ตรวจสอบได และเจ าหน าท ขององค กร ไม ม ข อจ าก ดด านสถานท

More information

เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป

เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป เอกสาร ค ม อการใช งาน โปรแกรม e-office ส าหร บผ ใช งานท วไป 1 สารบ ญ 1.จ ดการเอกสาร... 3 1.1 ส งเอกสาร.3 1.2 เอกสารร บเข า..10 1.3 เอกสารส งออก...17 2. บ นท กเอกสาร...22 2.1 บ นท กเอกสารเข า...22 2.2 บ

More information

LOGO ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ โรงพยาบาลท าต ม

LOGO ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ โรงพยาบาลท าต ม LOGO ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ โรงพยาบาลท าต ม www.thatoomhsp.com เร อง พ ฒนาระบบรายงานโปรแกรม HOSxP สมาช ก ประกอบด วยเจ าหน าท ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ 2 คน นายธราท พย พรหมบ ตร ห วหน าศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ

More information

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง

เป าหมายของต วช ว ด องค ความร ท จาเป นต อการปฏ บ ต ราชการตาม ประเด นย ทธศาสตร การบร หารจ ดการองค กรอย างม ประส ทธ ภาพ ต วช ว ด(KPI) ตามคาร บรอง แบบฟอร มท 1 การจาแนกองค ความร ท จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของสถาบ นอ ดมศ กษา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา : ศ นย บร การว ชาการ มหาว ทยาล ยขอนแก น หน าท 1/3 ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค (Objective) ต

More information

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท

๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง ตาแหน งประเภท ท วไป สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ๔-๗-๑๒ มาตรฐานกาหนดตาแหน ง สายงาน เจ าหน าท บร หารงานอาคารสถานท ล กษณะงานโดยท วไป สายงานน คล มถ งตาแหน งต างๆ ท ปฏ บ ต งานกาก บ แนะนา ตรวจสอบการปฏ บ ต งาน บร หารงานอาคารสถานท ซ งม ล กษณะงานท ปฏ บ ต เก

More information

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา

กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพ การจ ดการศ กษา ๒๓๑ แนวค ด กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษา กล มส งเสร มประส ทธ ภาพการจ ดการศ กษาเป นหน วยงานท สร างความเข มแข ง การบร หารด านว ชาการ ด านงบประมาณ ด านการบร

More information

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ

แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สายสน บสน น ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา 2556 สาย ประจาว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลตะว นออก ว ทยาเขตจ กรพงษภ วนารถ 0 RT-KM1 การจาแนกองค ความร จาเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร

More information

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร.

วช.กวก.ศร. ภารก จของ รร.ร.ศร. 5 นโยบายด านการศ กษาของ ทบ. ป 2555-2559 นโยบายเฉพาะก ำหนดให รร.เหล า/สายว ทยาการของ ทบ.ท กแห งให พ จารณาเป ดการสอน หล กส ตรต าง ๆ ตามล ำด บด งน หล กส ตรการผล ตก ำล งพล หล กส ตรตามแนวทางร บราชการส ำหร บก

More information

ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ

ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ ค ม อการใช งานระบบประเม นค ณภาพการศ กษา (e-sar) สาน กคอมพ วเตอร มหาว ทยาล ยท กษ ณ เมน การใช งาน แบ งตามกล มผ ใช งานได ด งน. เมน การใช งานสาหร บผ กาหนดองค ประกอบ. เมน การใช งานสาหร บผ จ ดการองค ประกอบ.

More information

แผนปฏ บ ต งานโครงการพ ฒนาระบบบร หารจ ดการคล งข อสอบและการทดสอบมาตรฐานฝ ม อแรงงาน ด วยระบบอ เล กทรอน กส (Test Bank for e-testing System)

แผนปฏ บ ต งานโครงการพ ฒนาระบบบร หารจ ดการคล งข อสอบและการทดสอบมาตรฐานฝ ม อแรงงาน ด วยระบบอ เล กทรอน กส (Test Bank for e-testing System) 1 จ ดเตร ยมข อสอบมาตรฐานฯ 10 สาขา เพ อใช สาหร บนาร อง การทดลองระบบฯ พร อมจ ดทาโครงการฯ และแต งต ง ฝ ม อแรงงาน และศ นย เทคโนโลย กองแผนงานและ 2 ประช ม จ ดทาแผนปฏ บ ต งาน กาหนดร ปแบบฐานข อม ล การ ออกแบบหน

More information

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน

การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การจ ดร ปเล ม แผนการจ ดการเร ยนร แบบเต มภาคเร ยน การเตร ยมการสอนรายว ชา...รห ส... ระด บช นม ธยมศ กษาป ท... ภาคเร ยนท... โครงสร างรายว ชา... รห ส... โดย คร... กล มสาระการเร ยนร... โรงเร ยนปท มธาน น นทม

More information

บทท 3 การบร หารจ ดการ ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน

บทท 3 การบร หารจ ดการ ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน ค ม อผ ด แลระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน บทท 3 การบร หารจ ดการระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชนระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน - ๑ บทท 3 การบร หารจ ดการ ระบบสารสนเทศภ ม ศาสตร ป าช มชน เจ าหน าท ผ ใช งานระบบสารสนเทศภ

More information

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗

แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ แผนงานการประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗... แผนงาน การประก นค ณภาพการศ กษาภายในของ กอศจ.ยศ.ทบ. ประจ าป งบประมาณ ๒๕๕๗ หน วยร บผ ดชอบ ส าน กงานประก นค ณภาพการศ กษา กอศจ.ยศ.ทบ.

More information

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา...

รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... มคอ.5 รายงานผลการดาเน นการของรายว ชา ช อสถาบ นอ ดมศ กษา มหาว ทยาล ยราชภ ฏบ านสมเด จเจ าพระยา คณะ... สาขาว ชา... หมวดท 1 ข อม ลท วไป 1. รห สและช อรายว ชา รห สว ชา ช อว ชาภาษาไทย (ช อว ชาภาษาอ งกฤษ) 2. รายว

More information

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ

แนวทางส ำหร บผ ขอร บรองเป นผ ก อการด การด ำเน นงานป องก นการจมน ำ ค ำน ำ ค ำน ำ การจมน ำเป นสาเหต การเส ยช ว ตอ นด บหน งของเด กไทยกล มอาย ต ำกว า ๑๕ ป โดยเฉล ยป ละเก อบ ๑,๓๐๐ คน การเส ยช ว ตจากการตกน ำ จมน ำของเด กไทยม แนวโน มเพ มส งข นอย างต อเน องต งแต ป ๒๕๔๒-๒๕๔๘ และเร มม

More information

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน

รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ป การศ กษา ๒๕๕๔ รายงานผลการประเม นมาตรฐาน ข อก าหนดท ๒ สถานศ กษาควรจ ดหล กส ตรและการจ ดการเร ยนการสอน ด งน ข อก าหนดท ๒.๒ จ ดกระบวนการเร ยนร ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ โดยส งเสร มให ผ เร ยนได พ ฒนาตนเองตามธรรมชาต

More information

1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย )

1. ต าแหน งท ร บสม ครสอบค ดเล อก - น กบร หารงานท วไป ระด บ 6 จ านวน 1 อ ตรา (ห วหน าส าน กงานปล ดองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย ) 1 ประกาศองค การบร หารส วนต าบลธารน าท พย เร อง ร บสม ครสอบค ดเล อกพน กงานส วนต าบล เพ อเปล ยนสายงาน ในสายงานผ ปฏ บ ต เป นสายงานผ บร หารในต าแหน งน กบร หารงานท วไป ระด บ 6... ด วยองค การบร หารส วนต าบลธารน

More information

Office of the Civil Service Commission (OCSC)

Office of the Civil Service Commission (OCSC) Office of the Civil Service Commission (OCSC) 1 การพ ฒนาระบบงานบร หารทร พยากรบ คคล 1. ระบบสารสนเทศทร พยากรบ คคลระด บกรม (DPIS) 2. ระบบสารสนเทศทร พยากรบ คคลระด บจ งหว ด (PPIS) 3. ระบบสารสนเทศข าราชการพลเร

More information

ว ธ การเข าใช งาน. ภาพท 1 หน าจอ Login

ว ธ การเข าใช งาน. ภาพท 1 หน าจอ Login 1 ระบบงานบร หารงานเคร อข าย ระบบงานบร หารงานเคร อข าย เป นระบบงานท เก บรวบรวมข อม ล เก ยวก บเคร อข ายต างๆ ประกอบด วย องค กรสว สด การส งคมและอาสาสม คร รวมท งข อม ลในด านอ นๆ เป นต นว าก จกรรมการด าเน นงาน

More information

ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ

ก จกรรมการจ ดการ ความร ระยะ เวลา ผ ร บผ ด ชอบ แผนจ ด แผนท...1... แบบฟอร มท 2 แผนจ ด (KM Action Plan) ช อหน วยงาน : โรงนครพนมราชนคร นทร หน าท : 1/ 5 ประเด นย ทธศาสตร : ย ทธศาสตร ท 3 ว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย ด แลผ ป วยจ ตเภท องค ท จ าเป น (K) : พ ฒนาระบบด

More information

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า

แผนการจ ดการความร คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า แผนการท : 1 ประเด นย ทธศาสตร : ความเป นเล ศด านการว จ ยและนว ตกรรม องค ท จ าเป น : องค ด านงานว จ ยและนว ตกรรม แผนการ คณะเทคโนโลย การประมงและทร พยากรทางน า 1.การบ งช 2.การสร างและ แสวงหา การประช มจ ดการประช

More information

- รายงานสร ปงบประมาณค าใช จ ายโครงการก จกรรม - ภาพประกอบการด าเน นโครงการก จกรรม - รายช อผ เข าร วมโครงการก จกรรม

- รายงานสร ปงบประมาณค าใช จ ายโครงการก จกรรม - ภาพประกอบการด าเน นโครงการก จกรรม - รายช อผ เข าร วมโครงการก จกรรม เอกสารสร ปรายงานการด าเน นโครงการก จกรรม ประกอบด วย ส วนท 1. ปกรายงาน ส วนท 2. ใบรองปก ( ปกใน ) ส วนท 3. ค าน า ส วนท 4. สารบ ญ ส วนท 5. โครงการท ได ร บการอน ม ต ส วนท 6. ก าหนดการ ส วนท 7. ส าเนาบ นท

More information

กระบวนการฝ กอบรมส มมนา- การเตร ยมการก อนการฝ กอบรม โครงการ ฟอร ม 1.1 ฟอร มกาหนดค ามาตรฐานการปฏ บ ต งาน

กระบวนการฝ กอบรมส มมนา- การเตร ยมการก อนการฝ กอบรม โครงการ ฟอร ม 1.1 ฟอร มกาหนดค ามาตรฐานการปฏ บ ต งาน ส มมนา- การเตร ยมการก อนการ โครงการ ฟอร ม 1.1 ฟอร มกาหนดค ามาตรฐานการปฏ บ ต งาน ผ ร บผ ดชอบ ข นตอนการปฏ บ ต งาน มาตรฐานค ณภาพงาน ค ามาตรฐาน หล กฐาน การจ ดเตร ยมสถานท และอาคารโรงงาน การเตร ยมการด าน การตลาด

More information

ระบบการประช มอ เล กทรอน กส (e-meeting System)

ระบบการประช มอ เล กทรอน กส (e-meeting System) ระบบการประช มอ เล กทรอน กส (e-meeting System) การบร หารงานต างๆของภาคร ฐและเอกชน จะต องม การจ ดประช มเป นประจ า ซ งตามปกต แล วต องม การส งหน งส อเช ญประช มพร อมระเบ ยบวาระการประช ม เพ อให ผ เข าร วมประช

More information

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ

สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ การพ ฒนาสถานศ กษาพอเพ ยง ส มาตรฐาน สถานศ กษาพอเพ ยงต นแบบ และ ศ นย การเร ยนร ตามหล กปร ชญา ของเศรษฐก จพอเพ ยง ด านการศ กษา กระทรวงศ กษาธ การได กาหนด นโยบาย ภายในป ๒๕๕๔ ให สถาน ศ กษาในส งก ดท กแห ง จ ดการเร

More information

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔

แนวทางและแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ แนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ การจ ดท าแนวทางแผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๔ เป นการต อเน องมาจากแนวทาง แผนการจ ดการความร ประจ าป งป.๕๓ ซ งย งคงเป นการตาม พ.ร.ฎ.ว าด วยหล กเกณฑ ว ธ การบร หาร ก

More information

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท.

แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. แผนการจ ดการความร ประจ าป การศ กษา 2557 องค ความร หล กการให บร การท ด ของบ คลากร สวท. RT-KM1 การจ าแนกองค ความร ท จ าเป นต อการผล กด นตามประเด นย ทธศาสตร ของส วนราชการ ช อหน วยงาน ประเด นย ทธศาสตร เป าประสงค

More information

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท

แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท ปก.12/1 แบบประเม นค ณภาพตามมาตรฐานการศ กษาข นพ นฐาน เพ อการประก นค ณภาพภายในสถานศ กษา มาตรฐานท 12 สถานศ กษาม การประก นค ณภาพภายในของสถานศ กษา ตามท กาหนดในกฎกระทรวง ***************************************

More information

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก

ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก ข นตอนในการจ ดท าระบบ HACCP ข นตอนท 12 การจ ดท าเอกสารและจ ดเก บบ นท ก โดย น ศานาถ ต ณฑ ยย น กว ชาการผล ตภ ณฑ อาหารช านาญการ กองตรวจสอบร บรองมาตรฐานค ณภาพส ตว น าและผล ตภ ณฑ ส ตว น า กรมประมง 1 1 ข นตอนในการจ

More information

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net)

แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา (www.v-cop.net) 1 แนวทางการประเม นการด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษา () การประเม นการบร หารจ ดการศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาระด บสถานศ กษา เพ อให การด าเน นงานศ นย ก าล งคนอาช วศ กษาม ประส ทธ ภาพย งข น และน าไปส การพ ฒนาค

More information

โครงการศ กษา อบรม ประช ม และส มมนาของหน วยต าง ๆ ใน ทร. ประจ าป งป.58 (ในส วนของ อร.)

โครงการศ กษา อบรม ประช ม และส มมนาของหน วยต าง ๆ ใน ทร. ประจ าป งป.58 (ในส วนของ อร.) ล าด บท หล กส ตร ประเภท ระยะเวลา จ านวน ยศ 1 ประกาศน ยบ ตรว ชาช พโรงเร ยนช าง กรมอ ทหารเร อ ช นป ท 1 ศ กษา 1 ป ต.ค.57 - ก.ย.58 77 - เพ อทดแทนก าล งพลในการซ อมสร างเร อ 2 ประกาศน ยบ ตรว ชาช พโรงเร ยนช าง

More information

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม.

การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. การจ ดท ารายงานประจ าป สยาม ป ยะนราธร ศ กษาน เทศก สพป.กทม. รายงานประจ าป ของสถานศ กษา การจ ดท ารายงานประจ าป ของ สถานศ กษาเป นข นตอนท 7 ของการ ประก นค ณภาพภายในระด บการศ กษา ข นพ นฐาน ตามกฎกระทรวงว าด

More information

ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบฐานข อม ล อปพร.. ( ระด บกรม ด บกรม)) กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย กระทรวงมหาดไทย

ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบฐานข อม ล อปพร.. ( ระด บกรม ด บกรม)) กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย กระทรวงมหาดไทย ค ม อการใช งานโปรแกรม ระบบฐานข อม ล อปพร.. ( ระด บกรม ด บกรม)) กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย กระทรวงมหาดไทย จ ดท าโดย นางสาวพ ไลพรรณ โพธ สม ศ นย เทคโนโลย สารสนเทศ กรมป องก นและบรรเทาสาธารณภ ย ค ม อการใช

More information

แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2554 ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม

แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา 2554 ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม แบบเสนอขออน ม ต โครงการ ว ทยาล ยการอาช พขอนแก น ภาคเร ยนท 2 ป การศ กษา ประเภทว ชา บร หารธ รก จ สาขาว ชา คอมพ วเตอร ธ รก จ สาขางาน การพ ฒนาโปรแกรม ช อโครงการ การพ ฒนาเว บไซต E-Learning รายว ชาการใช โปรแกรมน

More information

แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร

แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร (แบบน เทศการสอน 1) แบบประเม นแผนการจ ดการเร ยนร คร ผ สอน...ช น...กล มสาระการเร ยนร... หน วย/เร อง... ว นท ประเม น... โรงเร ยน... อาเภอ...จ งหว ด... คาช แจง ประเม นตามสภาพจร งตามรายการและให ระด บค ณภาพตามคาอธ

More information

BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน

BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน BMS INVENTORY ข อม ลพ นฐาน ว ตถ ประสงค เพ อพ ฒนาศ กยภาพบ คลากรผ เก ยวข องให ม ความร ความเข าใจ ความส าค ญในการก าหนดข อม ลพ นฐาน (Master File) และข อม ล พ นฐานท พ ฒนาข นมาใหม ในโปรแกรม BMS INVENTORY เพ

More information

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก โครงการสอน ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา 2557 อาจารย ผ สอน ว าท ร.ต.หญ งวรรณธ ดา วรส ทธ พงษ ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก... 1. หล กส ตร ประกาศน ยบ ตรว ชาช พช นส ง (ปวส.) พ ทธศ กราช 2545 ( ปร บปร ง 2546 ) 2. ช อรายว

More information

แผนปฏ บ ต การประจ าป บ ญช ๒๕๕๘ ต.ค. ๕๗- ก.ย. ๕๘

แผนปฏ บ ต การประจ าป บ ญช ๒๕๕๘ ต.ค. ๕๗- ก.ย. ๕๘ แผนงาน/โครงการ ว ตถ ประสงค เป าหมาย ข นตอน ระยะเวลา งบประมาณ ผ ร บผ ดชอบ ต วช ว ด ๑. ย ทธศาสตร การ เสร มสร างและจ ดการ องค ความร และ นว ตกรรม ๑.๑ ว จ ยและพ ฒนาสร าง องค ความร และ นว ตกรรมการผล ตป ย ช วภาพท

More information

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน

โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน หล กการและเหต ผล โครงการให การศ กษาอบรมคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ หล กส ตร การพ ฒนาศ กยภาพคณะกรรมการด าเน นการสหกรณ ข นพ นฐาน สหกรณ ภาคการเกษตรเป นสหกรณ ท เก ดจากการรวมต วของเกษตรกรร วมก นด าเน นธ รก จท

More information

การจ ดท ารายงานและเอกสารประกอบการสม คร

การจ ดท ารายงานและเอกสารประกอบการสม คร - 1 - การจ ดท ารายงานและเอกสารประกอบการสม คร ร ปแบบรายงาน ประเภทการบร หารอ ตสาหกรรม ขนาดกลางและขนาดย อม 1. จ านวนช ดรายงานท ต องจ ดส ง จ านวน 10 ช ด 2. ต วอ กษร Cordia New 16 3. ก นหน า-ก นหล ง ก นหน า

More information

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร

แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน กส งเสร มว ชาการและงานทะเบ ยน มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร 19 สนว. แผนการปร บปร งการประก นค ณภาพ ป การศ กษา 2554 ตามผลการประเม นในป 2553 (SAR11) ส าน ก มหาว ทยาล ยราชภ ฏธนบ ร องค ประกอบ จ ดแข ง แนวทางเสร มจ ดแข ง จ ดท ควรพ ฒนา ข อเสนอแนะในการปร บปร ง หล กฐาน/โครงการ

More information

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author

หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author หล กการและเหต ผล หล กส ตร การสร าง E-book ด วยโปรแกรม DeskTop Author ตามนโยบายของส าน กงานคณะกรรมการการศ กษาข นพ นฐานและส าน กงานเขตพ นท การศ กษา ขอนแก น เขต 2 ท ต องการพ ฒนาบ คลากรให ม ความร ด าน ICT

More information

ต วอย างการใช งาน โปรแกรมกฎหมายส งแวดล อม ความปลอดภ ยและ การประเม นความสอดคล อง

ต วอย างการใช งาน โปรแกรมกฎหมายส งแวดล อม ความปลอดภ ยและ การประเม นความสอดคล อง ต วอย างการใช งาน โปรแกรมกฎหมายส งแวดล อม ความปลอดภ ยและ การประเม นความสอดคล อง 1 ต วอย างการใช งานโปรแกรม 1. เม อผ ใช งานเป ดโปรแกรมข นมา ระบบจะให ท าการลงทะเบ ยนเพ อจะท าการบ นท กข อม ลลงระบบ ซ งท าให

More information

ม ต ท 3 ม ต ด านประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ราชการ

ม ต ท 3 ม ต ด านประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ราชการ ม ต ท 3 ม ต ด านประส ทธ ภาพของการปฏ บ ต ราชการ KPI ผ ร บผ ดชอบ ประเด นการพ จารณา ผลการด าเน นงาน 5.1 ร อยละของอ ตราการ เบ กจ ายเง นงบประมาณ รายจ ายลงท น ทส.สบย. ผลการเบ กจ ายงบลงท น เท ยบก บ วงเง นงบประมาณท

More information

ช อโครงการ : เร อง หล กส ตรการใช โปรแกรมไมโครซอฟต ออฟฟ ต 2007 (ล ขส ทธ ) ระด บเบ องต น

ช อโครงการ : เร อง หล กส ตรการใช โปรแกรมไมโครซอฟต ออฟฟ ต 2007 (ล ขส ทธ ) ระด บเบ องต น 1 สร ปรายงาน โครงการอบรมเช งปฏ บ ต การการเผยแพร สารสนเทศ เร อง ว นท 23 ม นาคม 2554 ส าน กว ทยบร การและเทคโนโลย สารสนเทศ ช อโครงการ : เร อง หล กการและเหต ผล ป จจ บ นคอมพ วเตอร ได เข ามาม ส วนส าค ญมากต

More information

- พระราชกฤษฎ กาว าด วยว ธ การแบบปลอดภ ยในการท าธ รกรรมทาง อ เล กทรอน กส พ.ศ. ๒๕๕๓

- พระราชกฤษฎ กาว าด วยว ธ การแบบปลอดภ ยในการท าธ รกรรมทาง อ เล กทรอน กส พ.ศ. ๒๕๕๓ ค าอธ บายระบบ เป นระบบสารสนเทศเพ อการต ดต อประสานงานระหว างส าน กงาน ปปง. ก บบ คคล หร อหน วยงานภายภาคร ฐ ภาคเอกชน บ คคลท วไป และหน วยงานระหว างประเทศต างๆ เพ อขอข อม ลหร อให ข อม ลการท าธ รกรรม โดยแบ งออกเป

More information

หน วยงาน : งานเวชระเบ ยน ระบ หน วยงานท เก ยวข อง : - ท กหน วยงานท ใช งานระบบโปรแกรมบร หารงานโรงพยาบาล ทบทวนโดย ผ แทนฝ ายบร หาร... (นายพงษ ศ กด สมใจ)

หน วยงาน : งานเวชระเบ ยน ระบ หน วยงานท เก ยวข อง : - ท กหน วยงานท ใช งานระบบโปรแกรมบร หารงานโรงพยาบาล ทบทวนโดย ผ แทนฝ ายบร หาร... (นายพงษ ศ กด สมใจ) จ ตเวชขอนแก นราชนคร นทร ฉบ บท : A แก ไขคร งท 01 เร อง : การด แลระบบ หน าท 1 หน วยงาน : งานเวชระเบ ยน ระบ หน วยงานท เก ยวข อง : - ท กหน วยงานท ใช งานระบบ จ ดท าโดย ผ ด แลระบบ.... (นายร ตนกร ค าภ กด ) ทบทวนโดย

More information

แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น

แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น แบบบรรยายล กษณะงาน (Job Description) กรมพ ฒนาท ด น ส วนท ๑ ข อม ลท วไป ช อต าแหน งในการบร หารงาน เจ าพน กงานธ รการ ช อต าแหน งในสายงาน เจ าพน กงานธ รการ ช อหน วยงาน (ส าน ก/กอง) กองคล ง ช อส วนงาน/กล มงาน/ฝ

More information

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ.

ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-1 ส วนท 4 ผลการด าเน นงานตามต วบ งช มาตรฐานค ณภาพ สมศ. 4-2 4-3 มาตรฐานท 1 มาตรฐานด านค ณภาพบ ณฑ ต ต วบ งช อ างอ งผลการด าเน นงานในต วบ งช ของ สกอ. ต วบ งช ร วม ต วบ งช 1.1 ร อยละของบ ณฑ ตระด บปร ญญาตร

More information

ระบบจ ดการข อม ลของโรงพยาบาลเพ อการพ ฒนาโดยว ธ เปร ยบเท ยบ Benchmarking & KPI Dictionary

ระบบจ ดการข อม ลของโรงพยาบาลเพ อการพ ฒนาโดยว ธ เปร ยบเท ยบ Benchmarking & KPI Dictionary www.thaihosclub.com ระบบจ ดการข อม ลของโรงพยาบาลเพ อการพ ฒนาโดยว ธ เปร ยบเท ยบ Benchmarking & KPI Dictionary ข นตอนในการสม ครสมาช ก ในการสม ครสมาช ก ม ด วยก นอย 6 ข นตอนด งน 1. กรอกรห สโรงพยาบาล Hospcode

More information

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล

โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล มคอ. ๕ รายงานผลการด าเน นการ ของรายว ชา (Course Report) โดย ว ร ช คารวะพ ทยาก ล หน าท 1 รายงานผลการด าเน นการของรายว ชา (Course Report) หมายถ ง รายงานผลการจ ดการเร ยนการสอนของอาจารย ผ สอนแต ละรายว ชาเม

More information

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ

ค ม อการปฏ บ ต งาน กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ ค ม อการปฏ บ ต งาน เร อง กระบวนการงานธ รการและสารบรรณ ฝ ายบร หารงานท วไป ศ นย ฝ กพาณ ชย นาว ประเภทเอกสาร : ค ม อกระบวนการทางาน หน าท : 1 จานวนหน าท งหมด : 4 1. ว ตถ ประสงค ค ม อกระบวนการร บ ส ง หน งส อราชการอเล

More information

มหาว ทยาล ยคร สเต ยน แบบประมวลรายว ชา

มหาว ทยาล ยคร สเต ยน แบบประมวลรายว ชา 1 มหาว ทยาล ยคร สเต ยน แบบประมวลรายว ชา รห สว ชา TACC 3214 ช อรายว ชา การบ ญช ข นต น จ านวนหน วยก ต 3(2-2-5) บรรยาย 2 ช วโมง 10 นาท /ส ปดาห ภาคการศ กษาท 2 ปฏ บ ต 2 ช วโมง 10 นาท /ส ปดาห ป การศ กษา 2556

More information

ระบบและกลไกการทาน บ าร งศ ลปว ฒนธรรม

ระบบและกลไกการทาน บ าร งศ ลปว ฒนธรรม ระบบและกลไกการทาน บ าร งศ ลปว ฒนธรรม ข นตอนการเสนอขออน ม ต โครงการ อาจารย ผ ร บผ ดชอบโครงการกรอกข อม ลโครงการทางเว บไซต หร อส งข อม ลโครงการให เจ าหน าท ประสานงานโครงการ เจ าหน าท ประสานงานโครงการตรวจสอบข

More information

รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ

รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ ต วอย าง รายงานผลการด าเน นงานของเจ าหน าท ความปลอดภ ยในการท างานระด บว ชาช พ ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสว สด การส งคม เร อง ความปลอดภ ยในการท างานของล กจ าง แบบ จป. (ว) เข ยนท ว นท เด อน พ.ศ. 1. ข าพเจ

More information

4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ

4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ 4. การใช งานโปรแกรมตารางค านวณ 4.1 ความหมายของโปรแกรมตารางค านวณ ภาพท 4.1 ต วอย างหน าจอภาพโปรแกรมตารางค านวณ Microsoft Excel โปรแกรมตารางค านวณ (Spreadsheet) เป นโปรแกรมท ม ความสามารถและ เหมาะส าหร บใช

More information

สารบ ญตาราง ตารางท หน า

สารบ ญตาราง ตารางท หน า สารบ ญ บทท หน า บทสร ปผ บร หาร I 1 บทนา 1 หล กการและเหต ผล 1 ว ตถ ประสงค และเป าหมาย 2 ขอบเขตของการว จ ย 2 ประโยชน ท ได ร บจากการว จ ย 4 น ยามศ พท เฉพาะ 4 กรอบแนวค ดของการว จ ย 7 2 แนวค ด ทฤษฎ และงานว

More information

การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document)

การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document) โครงการอบรมเช งปฏ บ ต การส าหร บพ ฒนาบ คลากรป 2552 1 การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document) เน อหา : ส วนท 1 บทน า การพ ฒนาระบบเอกสารภายในส าน กงาน (E-Document) ส วนท 2 การใช งานโปรแกรม Adobe Acrobat

More information

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖

เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ เค าโครงการจ ดการเร ยนร โรงเร ยนเขาสวนกวางว ทยาน ก ล ภาคเร ยนท ๑ ป การศ กษา ๒๕๕๖ กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ว ชา คอมพ วเตอร เพ มเต ม ๓ ช นม ธยมศ กษาป ท ๕ รห สว ชา ง๓๐๒๐๓ เวลาเร ยน ๔๐ ช วโมง/

More information

โครงการเตร ยมความพร อมส มาตรฐาน Microsoft Office Specialist ส าหร บน กศ กษา

โครงการเตร ยมความพร อมส มาตรฐาน Microsoft Office Specialist ส าหร บน กศ กษา โครงการเตร ยมความพร อมส มาตรฐาน Microsoft Office Specialist ส าหร บน กศ กษา 1. ผ ร บผ ดชอบโครงการ อาจารย ขน ษฐา แซ ล ม และนายวช ราว ธ จ นผอง 2. หล กการและเหต ผล ในโลกป จจ บ นหน วยงานต าง ๆ ไม ว าจะเป นทางหน

More information

๒) การบ นท กเอกสาร. ๑๘) การใช ค ย ล ด Ctrl + V, Ctrl + C, Ctrl + X ๒๐) ส งพ มพ เอกสารออกทางเคร องพ มพ ๑) การเป ดใช โปรแกรม

๒) การบ นท กเอกสาร. ๑๘) การใช ค ย ล ด Ctrl + V, Ctrl + C, Ctrl + X ๒๐) ส งพ มพ เอกสารออกทางเคร องพ มพ ๑) การเป ดใช โปรแกรม ใบงานท ๔.๑ (ทดสอบปฏ บ ต ) เร องการใช เคร องม อโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 ว ชา ง ๒๐๒๐๑ การใช โปรแกรมเพ อการปฏ บ ต งาน รายว ชาเพ มเต ม หน วยการเร ยนร ท ๔ ช อหน วย ซอฟต แวร งานพ มพ เอกสาร ช นม ธยมศ

More information

หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ

หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ หมวด ๒ การร บและการส งหน งส อ ส วนท ๑ การร บหน งส อ หน งส อร บ ค อ หน งส อได ร บเข ามาจากภายนอก ให เจ าหน าท ของหน วยงานสารบรรณ กลางปฏ บ ต ตามท ก าหนดไว ในส วนน ๑. จ ดล าด บความส าค ญและความเร งด วนของหน

More information

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.

แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. แผนการจ ดการความร (KM) ประจ าป การศ กษา ๒๕๕๗ คณะว ทยาศาสตร และ มหาว ทยาล ยบ รพา ว ทยาเขตสระแก ว (๑ ม ถ นายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ถ ง ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘) แผนการจ ดการความร (KM) ประจาป การศ กษา ๒๕๕๗ (๑ ม ถ นายน พ.ศ.

More information

เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ

เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ เคร องม อช ดท ๕ ด านท กษะในการว เคราะห เช งต วเลข การส อสารและเทคโนโลย สารสนเทศ (๕.๑) ความสามารถในการประย กต ใช ตรรกะคณ ตศาสตร และสถ ต ในการพยาบาล ความสามารถในการประย กต ใช ตรรกะคณ ตศาสตร และสถ ต ในการพยาบาล

More information

ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและปราบปรามการท จร ตและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ.

ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและปราบปรามการท จร ตและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. ปฏ ท นการด าเน นงาน (Gantt Chart) ตามแผนปฏ บ ต การป องก นและและประพฤต ม ชอบ กองการเจ าหน าท ประจ าป งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ย ทธศาสตร ย ทธศาสตร ท 1 เสร มสร างจ ตส าน กและ ค าน ยมให หน วยงาน บร หารงานตาม หล

More information

--------------------------------------------------------------------------------------------------- หน วยเคล อนท เพ อความปลอดภ ยด านอาหาร

--------------------------------------------------------------------------------------------------- หน วยเคล อนท เพ อความปลอดภ ยด านอาหาร ประกาศร บสม ครงาน หน วยเคล อนท เพ อความปลอดภ ยด านอาหาร สาน กอาหาร ห อง 420 ช น 4 สาน กงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณส ข 88/24 ถ.ต วานนท อ.เม อง จ.นนทบ ร 11000 โทรศ พท : 0-2590-7252, 0-2590-7026

More information

ส วนเจ าหน าท ผ บทท 1 ส าน กบร หารงานกลาง น าเข าข อม ล ท วไป จ งเล อนเง นเด อนน ก ไขข อม ลผลการ ดรอบการประ ม น 2. เล อกป งบประมาณ 1-1 โดย บร ษ ท

ส วนเจ าหน าท ผ บทท 1 ส าน กบร หารงานกลาง น าเข าข อม ล ท วไป จ งเล อนเง นเด อนน ก ไขข อม ลผลการ ดรอบการประ ม น 2. เล อกป งบประมาณ 1-1 โดย บร ษ ท บทท 1 ส วนเจ าหน าท ผ น าเข าข อม ล ส าน กบร หารงานกลาง 1-1 ประกอบด วยผ ใช งานท เก ยวข อง 3 ส วนค อ ส วนเจ จ าหน าท ผ น าเข าข อม ล ส าน กบร หารงานกลาง ส วนผ ใช งานน ท วไป ได แก ข าราชการท กคนของส าน กงานฯ

More information

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557

การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 การประเม นผล เป าหมายและแผนการจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ป งบประมาณ 2557 งานศ นย การจ ดการความร คณะบร หารธ รก จ มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร 2 แผนท 1 กล มเป าหมาย

More information

ร ปท 5.1.1 หน าจอ การค นหาการจ ดสรรอาคารบ านพ ก

ร ปท 5.1.1 หน าจอ การค นหาการจ ดสรรอาคารบ านพ ก 1. 2. 3. 4. 5. งานสว สด การบ านพ ก เป นระบบท จ ดสรรอาคารบ านพ ก ให ก บเจ าหน าท ภายในทบ. โดยจ ดสรรอาคารให แต ละหน วย และ แต ละหน วย จะจ ดสรรอาคารให ก บเจ าหน าท ภายใน หน วย 5.1. ข นตอนค นหาอาคารบ านพ ก

More information

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า

แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า แบบประเม นประส ทธ ภาพและประส ทธ ผลการปฏ บ ต งานของล กจ างประจ า คร งท 1 ( 1 ต.ค..- 31 ม.ค.. ) คร งท 2 (1 เม.ย..- 30 ก.ย.....) ช อผ ร บการประเม น..... ต าแหน ง หมวด.... ค าจ าง....ส งก ด. หน าท ความร บผ

More information

การจ ดก จกรรม KM DAY ส าน กชลประทานท 3 องค ความร ท 1 การพ ฒนาฐานข อม ล ด านว ศวกรรม ด านพ จารณาโครงการเบ องต น ในเขตโครงการชลประทานพ ษณ โลก ว นท 26 ส

การจ ดก จกรรม KM DAY ส าน กชลประทานท 3 องค ความร ท 1 การพ ฒนาฐานข อม ล ด านว ศวกรรม ด านพ จารณาโครงการเบ องต น ในเขตโครงการชลประทานพ ษณ โลก ว นท 26 ส การจ ดก จกรรม KM DAY ส าน กชลประทานท 3 องค ความร ท 1 การพ ฒนาฐานข อม ล ด านว ศวกรรม ด านพ จารณาโครงการเบ องต น ว นท 26 ส งหาคม ๒๕๕๗ องค ความร ท 1 การพ ฒนาฐานข อม ลด านว ศวกรรม ด านการพ จารณาโครงการเบ

More information

กองส ขภาพจ ตส งคม ฉบ บท A แก ไขคร งท 0 ระเบ ยบปฏ บ ต ท P-EP-03 ประกาศใช : 1 เมษายน 2548 SMH เร อง การจ ดท าฐานข อม ลระบาดว ทยาส ขภาพจ ต หน าท : 1/5

กองส ขภาพจ ตส งคม ฉบ บท A แก ไขคร งท 0 ระเบ ยบปฏ บ ต ท P-EP-03 ประกาศใช : 1 เมษายน 2548 SMH เร อง การจ ดท าฐานข อม ลระบาดว ทยาส ขภาพจ ต หน าท : 1/5 กองส งคม ฉบ บท A แก ไขคร งท 0 SMH เร อง การจ ดท าฐานข อม ล หน าท : 1/5 หน วยงาน : หน วยงานท เก ยวข อง : (ให ใส หน วยงานท เก ยวข อง) ผ จ ดเตร ยม คณะท างานจ ดท าเอกสาร.. () ผ ทบทวน ผ แทนฝ ายบร หารค ณภาพ..

More information

2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย

2. ค ณสมบ ต ของผ แข งข น เป นน กศ กษาท กาล งศ กษาอย ในระด บม ธยมศ กษาตอนต น โดยไม จาก ดอาย 1.ว ตถ ประสงค การแข งข นการใช โปรแกรมสาน กงาน ( MS-Office 2010 ) งานน ทรรศการเป ดบ านว ชาช พ คร งท 4 ป การศ กษา 2557 ว นท แข งข น 12 ก มภาพ นธ 2558 ณ ว ทยาล ยอาช วศ กษาออมส นอ ปถ มภ ระด บม ธยมศ กษาตอนต

More information

แบบประเม นผลประช มส มมนาทางว ชาการเร อง มาตรฐานการแปลและล าม : สภาและศ นย ข อม ลพห ภาษาสาหร บความเป นอาช พ

แบบประเม นผลประช มส มมนาทางว ชาการเร อง มาตรฐานการแปลและล าม : สภาและศ นย ข อม ลพห ภาษาสาหร บความเป นอาช พ แบบประเม นผลประช มส มมนาทางว ชาการเร อง มาตรฐานการแปลและล าม : สภาและศ นย ข อม ลพห ภาษาสาหร บความเป นอาช พ แบบสอบถามน ม ว ตถ ประสงค เพ อประเม นความค ดเห นเก ยวก บการจ ดประช ม สาหร บเป นข อม ลพ นฐานในการ

More information

เอกสารประกอบการเร ยน เร อง คอมพ วเตอร น าร

เอกสารประกอบการเร ยน เร อง คอมพ วเตอร น าร เอกสารประกอบการเร ยน เร อง คอมพ วเตอร น าร ร จ กคอมพ วเตอร ป จ บ นคอมพ วเตอร เป นอ ปกรณ เทคโนโลย สารสนเทศท น ยมใช ก นอย างแพร หลาย โดยท วไปเราจะน าคอมพ วเตอร มาใช ในการท างานต าง ๆ เช นการค ดค านวณ การพ

More information

มาตรฐานข นตอนการปฏ บ ต งาน (Standard Operation Procedure)

มาตรฐานข นตอนการปฏ บ ต งาน (Standard Operation Procedure) : SOP 1-3-01 ถ ง SOP 1-3-04 : SOP 1-5-01 ถ ง SOP 1-5-04 เลขท สาเนาเอกสาร :... งานสารบรรณ ด านบร หารและวางแผน คณะบร หารธ รก จและเทคโนโลย สารสนเทศ มหาว ยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลส วรรณภ ม งานจ ดเอกสาร SOP 1-5-01

More information

รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด

รห สต วช ว ด รวม 7 ต วช ว ด 130 ง31101 การงานอาช พและเทคโนโลย 1 กล มสาระการเร ยนร การงานอาช พและเทคโนโลย ช นม ธยมศ กษาป ท 4 ภาคเร ยนท 1 เวลา 20 ช วโมง จานวน 0.5 หน วยก ต ศ กษา ว เคราะห อธ บาย ว ธ การทางานและท กษะกระบวนการทางานเพ

More information

การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต

การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต การประเม นผลการส มมนา อาจารย ก ญณ ฎฐ ส ร ย นต การประเม นผลการส มมนา การประเม นผลการส มมนา หมายถ ง กระบวนการในการจ ดเก บข อม ล และจ ดกระท าข อม ลเพ อให ทราบว า การดาเน นงานจ ดส มมนาตาม โครงการ ได บรรล ว

More information

สำรบ ญแผนภ ม หน า - ตารางท 31 จานวนประชากรแยกรายอาย จ งหว ดอานาจเจร ญ 92 ภาคผนวก 93 คณะผ จ ดทา

สำรบ ญแผนภ ม หน า - ตารางท 31 จานวนประชากรแยกรายอาย จ งหว ดอานาจเจร ญ 92 ภาคผนวก 93 คณะผ จ ดทา คำนำ ข อม ลสารสนเทศทางการศ กษาป การศ กษา 2557 ของสาน กงานเขตพ นท การศ กษาม ธยมศ กษา เขต 29 ฉบ บน เป นข อม ลสารสนเทศทาง การศ กษาข นพ นฐานฉบ บภาพรวมของสาน กงานเขตพ นท การศ กษา ป การศ กษา 2557 ซ งได จากการดาเน

More information

3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน

3. กล มเป าหมาย ผ บร หาร และบ คลากร โดยเฉพาะเจ าหน าท พ สด และเจ าหน าท การเง นของ อปท. กล มเป าหมาย อปท. กล มเป าหมาย จ านวน 40 คน คณะผ บร หารการคล งประจ าจ งหว ดน าน โครงการเพ มประส ทธ ภาพการคล งท องถ นด านรายจ ายและการบร หารจ ดการหน หล กส ตร เพ มประส ทธ ภาพการคล งท องถ นด านการบร หารจ ดการหน 1. หล กการและเหต ผล ตามท ท มเฉพาะก จวาย

More information

แผนพ ฒนาองค การประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2555

แผนพ ฒนาองค การประจ าป งบประมาณ พ.ศ. 2555 แผนพ ฒนาองค การประจ าป งบประมาณ พ.ศ. กรม: เจ าท า ประเภทกรม : ด านนโยบาย ด านบร การ กระทรวง คมนาคม ช อแผนพ ฒนาองค การ: การบร หารทร พยากรบ คคล หมวด : 5 การม งเน นทร พยากรบ คคล โอกาสในการปร บปร ง : เม อเท

More information

โครงการสอน ภาคเร ยนท...1...ป การศ กษา...2557... คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก

โครงการสอน ภาคเร ยนท...1...ป การศ กษา...2557... คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก โครงการสอน ภาคเร ยนท...1...ป การศ กษา...2557... คร ผ สอน...ธนมญพฤทธ ส ขธนาน ภาส ร... ว ทยาล ยอาช วศ กษาพ ษณ โลก 1. หล กส ตร ประกาศน ยบ ตรว ชาช พ (ปวช.) 2. ช อรายว ชา คอมพ วเตอร และสารสนเทศเพ องานอาช พ

More information

ค ม อการต ดต งโปรแกรม ระบบบร หารงานว จ ยแห งชาต แบบ Offline (NRPM Offline) ส าหร บเจ าหน าท หน วยงาน

ค ม อการต ดต งโปรแกรม ระบบบร หารงานว จ ยแห งชาต แบบ Offline (NRPM Offline) ส าหร บเจ าหน าท หน วยงาน ค ม อการต ดต งโปรแกรม ระบบบร หารงานว จ ยแห งชาต แบบ Offline (NRPM Offline) ส าหร บเจ าหน าท หน วยงาน - 74 - ค ม อต ดต งโปรแกรมระบบบร หารงานว จ ยแห งชาต (NRPM Offline) การต ดต งโปรแกรม NRMP Offline 1. ต

More information

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report)

บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ตอนท 1 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน ค ม อผ ร บผ ดชอบด านพล งงาน(อาคาร) พ.ศ.2553 บทท 4 การจ ดท ารายงานการจ ดการพล งงาน (Energy Management Report) ความส าค ญ พ.ร.บ. การส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน

More information

และจ ดเก บเอกสารให เป นระบบ

และจ ดเก บเอกสารให เป นระบบ 1. ว ตถ ประสงค เพ อให ว ทยาล ยม ระบบค ณภาพและบ คลากรท กฝ ายร วมก นต งปณ ธาน ความม งหว งท จะพ ฒนาว ทยาล ยไปส ความสาเร จ โดยร วมก นระดมพล งป ญญา และแรง บ นดาลใจสร างภาพท พ งประสงค ของว ทยาล ย โดยร วมก นกาหนด

More information

การบ นท กโครงการตามแผนปฏ บ ต การ ประจาป งบประมาณ พ.ศ.2558

การบ นท กโครงการตามแผนปฏ บ ต การ ประจาป งบประมาณ พ.ศ.2558 การบ นท กโครงการตามแผนปฏ บ ต การ ประจาป งบประมาณ พ.ศ.2558 1. การเข าส โปรแกรม 1.1) ด บเบ ลคล กท Icon หน าจอท ม ช อว า Shortcut GFMIS01.exe 1 ภาพท 1 แสดง Icon โปรแกรม GFMIS 1.2) กรอกรห สผ ใช และรห สผ าน

More information