รายงานฉบ บสมบ รณ โครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวน ความตกลงในพ นธกรณ ต างๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น

Size: px
Start display at page:

Download "รายงานฉบ บสมบ รณ โครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวน ความตกลงในพ นธกรณ ต างๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น"

Transcription

1

2

3 รายงานฉบ บสมบ รณ โครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวน ความตกลงในพ นธกรณ ต างๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น เสนอต อ กรมเจรจาการค าระหว างประเทศ โดย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร ธ นวาคม 2554 ล ขส ทธ ของกรมเจรจาการค าระหว างประเทศ กระทรวงพาณ ชย

4

5 สารบ ญ บทท 1 หล กการและเหต ผลของโครงการศ กษา หล กการและเหต ผล ว ตถ ประสงค ของการศ กษา ขอบเขตการศ กษา ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ กรอบแนวค ด ขอบเขตและว ธ การศ กษา 1-5 หน า บทท 2 ทบทวนวรรณกรรม ความส มพ นธ ทางเศรษฐก จ การค า การลงท น ระหว างไทยก บญ ป น ผลการศ กษาและว จ ยท เก ยวข อง การทบทวนพ นธก จ แผนงาน และกฎระเบ ยบท เก ยวข องของหน วยงาน ท เก ยวข องก บการนา JTEPA ไปปฏ บ ต บทท 3 นโยบายเศรษฐก จและการค าของญ ป น การพ ฒนาเศรษฐก จของญ ป นในภาพรวม นโยบายด านการค าระหว างประเทศและการค าเสร ของญ ป น กฎระเบ ยบการค าและการลงท นท สาค ญของญ ป น ประเด นการค าใหม ท ญ ป นผล กด นในเวท ต าง ๆ 3-48 บทท 4 ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น บทนา สาระสาค ญภายใต ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น การใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น และความค บหน าในการดาเน นงานภายใต ความตกลงฯ 4.4 ป ญหาและอ ปสรรคท พบหล งจากท ความตกลงห นส วนเศรษฐก จ ไทย-ญ ป นม ผลใช บ งค บ 4.5 การเปร ยบเท ยบความแตกต างและประโยชน ของความตกลงห นส วน 4-38 เศรษฐก จไทย ญ ป นก บความตกลงห นส วนเศรษฐก จอาเซ ยน ญ ป น 4.6 การเปร ยบเท ยบความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย ญ ป น ก บความตกลง การค าเสร อ น ๆ ท ญ ป นท าก บประเทศค แข งการค าของไทย

6 สารบ ญ (ต อ) หน า บทท 5 การว เคราะห ผลกระทบจากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย ญ ป น ผลกระทบเช งปร มาณ ผลกระทบเช งค ณภาพและความพร อมของไทยในการแข งข นในรายสาขา 5-11 บทท 6 กรอบเจรจาและย ทธศาสตร การเจรจาความตกลงห นส วน 6-1 เศรษฐก จไทย ญ ป น 6.1 กรอบการเจรจา ย ทธศาสตร การเจรจา 6-5 บรรณาน กรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก: แบบสอบถาม ก-1 ภาคผนวก ข: ผลท ได จากแบบสอบถาม ข-1 ภาคผนวก ค: สร ปการส มมนา ค-1 ภาคผนวก ง: ว ธ การส งออกมะม วง ง-1 ภาคผนวก จ: สร ปจากการส มภาษณ และศ กษาด งาน ณ ประเทศญ ป น จ-1

7 บ ญช ตาราง หน า ตารางท 3-1 ความแตกต างของอ ตราภาษ ศ ลกากรท ญ ป นเร ยกเก บก บส นค าแต ละตอน (Chapter) 3-27 ตารางท 4-1 ภาพรวมการค าระหว างไทยก บญ ป น 4-27 ตารางท 4-2 การส งออกภายใต JTEPA 4-28 ตารางท 4-3 การเปร ยบเท ยบภาษ น าเข าในป 2554 ท ญ ป นเง อนไขการเป ดตลาดส นค าสาค ญ 4-41 ของไทยท ญ ป นให ไทยภายใต JTEPA เท ยบก บ FTA/EPA ท ญ ป นทาก บประเทศอ น ๆ ตารางท 5-1 อ ตราภาษ ท ม การบ งค บใช (Ef6-1fective Tariff Rate) 5-5 ตารางท 5-2 สถานการณ จาลองท กาหนดให ในการประมวลผล 5-6 ตารางท 5-3 ผลกระทบต อต วแปรเศรษฐก จมหภาคของไทย 5-6 ตารางท 5-4 คาดการณ ท ศทางการปร บต วของการส งออกและนาเข าเม อม การปร บลดอ ตราภาษ 5-8 ตารางท 5-5 ผลกระทบต อภาวะการค าต างประเทศตามสถานการณ ท 1 ถ ง 4 (หน วย-เปอร เซ นต ) 5-9 ตารางท 5-6 แนวโน มการค าระหว างประเทศไทยและญ ป นจ าแนกตามรายส นค า (หน วย-เปอร เซ นต ) 5-10 ตารางท 5-7 แนวโน มการค าระหว างประเทศไทยและตลาดโลก 5-10 ตารางท 6-1 ย ทธศาสตร การเจรจาเป ดตลาดการค าก บญ ป น 6-5 บ ญช ภาพ หน า แผนภาพท 1-1 กรอบแนวค ดโครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลง 1-4 ในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย แผนภาพท 2-1 การค าไทยก บญ ป น 2-1 แผนภาพท 2-2 ส นค าสาค ญท ไทยนาเข าจากญ ป นใน 5 เด อนแรกของป แผนภาพท 2-3 ส นค าสาค ญท ไทยส งออกไปญ ป นใน 5 เด อนแรกของป แผนภาพท 2-4 สาระสาค ญของการศ กษา WTO GPA 2-15 แผนภาพท 5-1 Multi-Region Open Economy with Government Intervention 5-2 แผนภาพท 5-2 ม ลค าการค าของส นค าในกล มท กาหนดให ไทยก บญ ป นผ กพ นต องเจรจาก นใหม 5-14 แผนภาพท 5-3 ม ลค าการค าของส นค าในกล มท กาหนดโควค า (Q) 5-15 แผนภาพท 5-4 ม ลค าการค าของส นค าท ไทยก บญ ป นไม ผ กพ นเป ดตลาด (X) 5-16

8

9 คณะผ ว จ ย 1. นางพวงร ตน อ ศวพ ศ ษฐ ท ปร กษา 2. Mr. Kaoru Inoue ท ปร กษา 3. ผ ช วยศาสตราจารย ดร. ปร ชา ว จ ตรธรรมรส ห วหน าโครงการ 4. รศ. ดร. จ กรกฤษณ ดวงพ สตรา* น กว จ ย 5. รศ. นพร ตน ร งอ ท ยศ ร น กว จ ย 6. รศ. ดร. ชโยดม สรรพศร น กว จ ย 7. นางพ มใจ ม ตซ โมโต น กว จ ย 8. นางสาวม ณฑนา บ รพาพร น กว จ ย 9. นายว ระ ด านประด ษฐ น กว จ ย หมายเหต *รศ. ดร. จ กกฤษณ ดวงพ สตรา เร มงานเม อว นท 1 ม ถ นายน 2554

10

11 ก ตต กรรมประกาศ โครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลงในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น (JTEPA) สามารถส าเร จล ล วงได เป นอย างด ด วยความ ช วยเหล อจากหลายภาคส วน ได แก สภาอ ตสาหกรรมแห งประเทศไทย สภาหอการค าแห งประเทศไทย สมาคมว ชาช พต าง ๆ ธนาคารแห งประเทศไทย หน วยงานภาคร ฐต าง ๆ ท งในส วนกลางและต างจ งหว ด คณะผ ว จ ยใคร ขอขอบพระค ณเป นพ เศษแก คณะผ บร หารและเจ าหน าท ของส าน กเอเช ยและแปซ ฟ ก กรมเจรจาการค าระหว างประเทศ กระทรวงพาณ ชย นางอ มพว น พ ชาล ย อ ครราชท ต (ฝ ายการพาณ ชย ) ส าน กงานส งเสร มการค าระหว างประเทศ ณ กร งโตเก ยว และนายปร เยศ พ ร ยะมาสก ล อ ครราชท ต (ฝ าย ส งเสร มการลงท น) สาน กงานเศรษฐก จการลงท นในต างประเทศ ณ กร งโตเก ยว ประเทศญ ป นมา ณ โอกาสน คณะผ จ ดทา

12

13 คำนำ โครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลงในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น ในป พ.ศ ม ว ตถ ประสงค เพ อประเม นผลกระทบ ด านบวกและลบของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องต งแต เร มบ งค บใช JTEPA และว เคราะห โอกาสและอ ปสรรคส าค ญเพ อน าไปส การเจรจาแก ไขป ญหา ระหว างฝ ายไทยก บญ ป น รวมท งว เคราะห ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนความตกลง ด านการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และโครงการความร วมม อในภาพรวมตามเง อนไข เวลาท ไทยก บญ ป นระบ ไว ในความตกลงร วมก น และเสนอแนะกรอบเจรจา ท าท เจรจา และแนวทางการเจรจา ทบทวน JTEPA ท เหมาะสมและมาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอ มาตรการเช งร บและเช งร กในการปฏ บ ต ตามพ นธกรณ และสามารถนามาปฏ บ ต ได จร ง คณะผ ว จ ยท าได แบ งการรายงานผลการศ กษาเป น 3 ส วน ค อ ส วนท 1: การประเม นผลกระทบด าน บวกและลบของการเป ดตลาดการค า ส นค า บร การ การลงท น และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องต งแต เร มบ งค บใช JTEPA ส วนท 2: ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนการเป ด ตลาดส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อของร ฐ และโครงการความร วมม อในอนาคต ส วนท 3: ข อเสนอแนะ กรอบเจรจา ท าท / แนวทางการเจรจาทบทวน JTEPA ท เหมาะสมและมาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงาน ภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอมาตรการเช งร บและเช งร กในการปฏ บ ต ตามพ นธกรณ คณะผ ว จ ยหว งเป นอย างย งว าในการศ กษาคร งน สามารถน าไปใช ในการพ ฒนาประเทศไทยได ในเร อง การส งออก นาเข า ส นค าและบร การ อย างย งย นต อไป

14

15 บทสร ปผ บร หาร กรมเจรจาการค าระหว างประเทศมอบหมายให สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร ด าเน นโครงการ ศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลงในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จาก ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น (JTEPA) ม ว ตถ ประสงค เพ อ (1) ประเม นผลกระทบด านบวกและลบ ของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องต งแต เร มบ งค บใช JTEPA และว เคราะห โอกาสและอ ปสรรคสาค ญเพ อนาไปส การเจรจาแก ไขป ญหาระหว างฝ ายไทย ก บญ ป น (2) ว เคราะห ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนความตกลงด านการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และโครงการความร วมม อในภาพรวมตามเง อนไขเวลาท ไทยก บ ญ ป นระบ ไว ในความตกลงร วมก น และ (3) เสนอแนะกรอบเจรจา ท าท เจรจา และแนวทางการเจรจาทบทวน JTEPA ท เหมาะสมและมาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอมาตรการเช ง ร บและเช งร กในการปฏ บ ต ตามพ นธกรณ และสามารถนามาปฏ บ ต ได จร ง ผลการศ กษา ส วนท 1: ประเม นผลกระทบด านบวกและลบของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น และ การ จ ดทาความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องต งแต เร มบ งค บใช JTEPA 1.1.ผลกระทบการเป ดตลาดการค าส นค า ญ ป นเป นประเทศค ค าท ส าค ญท ส ดของไทย ส นค าท ไทยก บญ ป นค าขายก นส วนใหญ เป นส นค า อ ตสาหกรรม โดยไทยเป นฝ ายขาดด ลการค า ผ ส งออกไทยสามารถเล อกใช ส ทธ ประโยชน ในการส งออกได 3 ประเภท ได แก (1) ส ทธ พ เศษทางภาษ ศ ลกากรเป นการท วไป (GSP) (2) ส ทธ ประโยชน การลดหย อนภาษ ตาม ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น (JTEPA) และ (3) ส ทธ ประโยชน การลดหย อนภาษ ตามความตกลง ห นส วนเศรษฐก จอาเซ ยน-ญ ป น (AJCEP) โดย JTEPA เป นส ทธ ประโยชน ท ผ ส งออกไทยน ยมใช มากท ส ดเม อ เท ยบก บส ทธ ประโยชน อ นท ส งออกไปตลาดญ ป น หล งจากท JTEPA ม ผลใช บ งค บต งแต ว นท 1 พฤศจ กายน 2550 เป นต นมา พบว า JTEPA ช วยให ไทยก บญ ป นได ร บประโยชน จากการลด/ยกเว นภาษ ระหว างก น ท าให ต นท นการค าระหว างก นลดลงและม ม ลค าการค าขยายต วเพ มข นอย างต อเน อง โดยม ม ลค าการค าเฉล ยเพ มข นร อยละ 34.2 เม อเท ยบก บก อนท า JTEPA กล าวค อ ในช วง 4 ป ก อน JTEPA ม ผลใช บ งค บ ( ) ไทยก บญ ป นม ม ลค าการค ารวมเฉล ย 37.1 พ นล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยไทยส งออกไปญ ป นม ม ลค าเฉล ย 14.1 พ นล านเหร ยญสหร ฐฯ และนาเข าเฉล ย 23.0 พ นล านเหร ยญสหร ฐฯ อย างไรก ตาม ในช วง 4 ป หล ง JTEPA ม ผลใช บ งค บ ( ) ไทยก บญ ป น ม ม ลค าการค ารวมเฉล ย 49.8 พ นล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยไทยส งออกไปญ ป นม ม ลค าเฉล ย 18.6 พ นล าน เหร ยญสหร ฐฯ และนาเข าเฉล ย 31.2 พ นล านเหร ยญสหร ฐฯ ส นค าส งออกหล กของไทยท ได ประโยชน จาก JTEPA ได แก ส นค าประมง ผ กและผลไม ไก อาหารส ตว กากน าตาล เน อหม ส งทอและเคร องน งห ม พลาสต ก เคม ภ ณฑ อ ญมณ และเคร องประด บ โดยไทยม ม ลค าการ ส งออกท ใช ส ทธ ประโยชน JTEPA เฉล ย 3 ป ( ) ค ดเป นร อยละ 68.1 ของม ลค าการส งออกรวม ของส นค าท ได ส ทธ ประโยชน ขณะท ส นค าไทยท ได ร บผลกระทบจาก JTEPA ได แก เหล กและผล ตภ ณฑ เหล ก ช นส วนยานยนต ท น ามาใช ประกอบรถยนต และยานยนต ซ งเป นส นค าท ญ ป นม ศ กยภาพในการผล ตและ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 1

16 ส งออก โดยไทยม ม ลค าการน าเข าท ใช ส ทธ ประโยชน JTEPA เฉล ย 3 ป ( ) ค ดเป นร อยละ 8.4 ของม ลค าการนาเข าส นค าท กรายการ อย างไรก ตาม ไทยย งม ป ญหาอ ปสรรคเก ยวก บการใช ประโยชน จาก JTEPA ท งในการส งออกส นค าไป ญ ป นและการนาเข าส นค าจากญ ป น ด งน ก. ป ญหาอ ปสรรคการส งออกส นค า ได แก อ ปสรรคทางภาษ ส นค าส งออกส าค ญของไทยหลายรายการไม ได ประโยชน จากเป ดตลาด เน องจากเป นส นค าท ญ ป นไม รวมอย ในข อผ กพ นเป ดตลาด เช น ข าว และแป งจากข าว รวมท งม ส นค าหลายรายการท ญ ป นไม ได ลดภาษ ให มากน ก เช น ปลาหม กแช เย นแช แข ง ไก ปร งส ก น าตาล อาหารสาเร จร ป ส งปร งรสอาหาร ผล ตภ ณฑ ข าวสาล เส อผ า เคร องหน ง และรองเท า เป นต น การก าหนดโควตาน าเข าส าหร บส นค าเกษตรและอาหารจากไทย ได แก เน อส กรแปรร ป กากน าตาล แป งม นสาปะหล ง กล วย และส บปะรดสด ทาให ไม สามารถส งออกได อย างเต มท กฎถ นก าเน ดส นค าท ยากเก นไปท าให ไม เอ อต อการส งออก เช น ปลาท น ากระป องท ส งออก จากไทยไม สามารถปฏ บ ต ตามกฎถ นกาเน ดส นค าท ญ ป นกาหนดให ใช ปลาท จ บได จากเร อประมง ท จดทะเบ ยนก บ IOTC นอกจากน ย งม ส นค าอ น ๆ เช น ส งทอ เคร องน งห ม น าผลไม และแยม อ ญมณ และเคร องประด บ ว ทย และโทรท ศน และอาหารส ตว เล ยง เป นต น ท ผ ผล ตไทยต อง น าเข าว ตถ ด บจากประเทศท สาม (ว ตถ ด บท ไม ได ถ นก าเน ด) มาผล ต ท าให ไม สามารถผล ตได ตามเกณฑ ม ลค าเพ มท กาหนดภายใต JTEPA การจ าก ดจ านวนผลไม ท ญ ป นอน ญาตให น าเข า ญ ป นอน ญาตให น าเข าผลไม จากไทยเพ ยง 8 ชน ด ได แก มะม วง (พ นธ หน งกลางว น พ มเสน น าดอกไม มหาชนก และแรด) ม งค ด ท เร ยน ส บปะรด มะพร าว กล วย สละ และมะขามหวาน เป นต น การใช ประโยชน จาก JTEPA กระจ กต วอย ในผ ประกอบการรายใหญ โดยเฉพาะกล ม ผ ประกอบการท อย ในพ นท กร งเทพฯ และปร มณฑล จ งหว ดขนาดใหญ ในภาคกลาง ตะว นออก และตะว นออกเฉ ยงเหน อตอนล าง โดยม ผ ส งออกบางส วนเป นก จการญ ป นท ลงท นผล ตส นค าใน ไทยและส งออกกล บไปย งญ ป นอ กทอดหน ง ขณะท SME ส วนใหญ ย งไม ทราบข อม ลกต กาเป ด ตลาด พ ก ดอ ตราศ ลกากร การค านวณกฎถ นก าเน ดส นค า และว ธ การส งออกโดยใช ประโยชน จาก JTEPA ข. ป ญหาอ ปสรรคการนาเข าส นค า ได แก การเก บค าธรรมเน ยมขอแบบฟอร มใบร บรองถ นก าเน ดส นค าของสภาหอการค าญ ป น โดย เร ยกเก บค าออกใบร บรองฯ 200 เยน/คร ง และ 500 เยน/รายการ ซ งถ อว าม ราคาแพงจ งเป น การเพ มต นท นการผล ตแก ผ นาเข าของไทย ความก งวลของผ ผล ตส นค าไทย ผ ผล ตส นค าอ ตสาหกรรมบางประเภท เช น ช นส วนและ อะไหล ยานยนต รถยนต ส าเร จร ป และเหล ก ไม ต องการให ร ฐบาลเร งลด/ยกเล กภาษ ให ญ ป น เน องจากญ ป นม ศ กยภาพการผล ตเหน อกว าไทยมาก ตลอดจนเร ยกร องให ภาคร ฐชะลอเวลา การเป ดตลาดน าเข าให ญ ป น อย างไรก ตาม ส าหร บการเป ดตลาดส นค าเหล ก พบว า กล มธ รก จ ผ ใช เหล ก เช น ธ รก จผล ตรถยนต และช นส วนยานยนต ธ รก จผล ตเคร องจ กรกล และธ รก จ ก อสร าง ต องการให ไทยเป ดตลาดเหล กให เร วข นและยกเล กข อก าหนดโควตา เน องจากม ความ ต องการใช เหล กจากญ ป นท ม ราคาถ กกว าแต ม ค ณภาพส งกว าเหล กท ผล ตจากโรงงานในไทย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 2

17 1.2 ผลกระทบการเป ดตลาดบร การและลงท น ไทยก บญ ป นไม ได ร บผลกระทบจากการเป ดตลาดบร การและลงท นภายใต JTEPA มากน ก โดย ไทยผ กพ นเป ดตลาดต ากว าขอบเขตของกฎหมายป จจ บ น น กลงท นญ ป นส วนใหญ เล อกใช ส ทธ ประโยชน การ ลงท นและท างานในไทยโดยใช ส ทธ ประโยชน จาก BOI มากกว า JTEPA การลงท นส วนใหญ ของญ ป นในไทย เป นการลงท นในอ ตสาหกรรมผล ตส นค า และม จ านวนไม มากท เป นธ รก จบร การซ งต องขออน ญาตตาม กฎหมายการประกอบธ รก จของคนต างด าว เช น บร การให ก ย มเง นแก บร ษ ทในเคร อ บร การร บจ ดการขนส ง ส นค าระหว างประเทศ และบร การให เช าทร พย ส น เป นต น ส วนคนไทยท เข าไปประกอบธ รก จและท างานใน ญ ป นก ไม ม การใช ส ทธ ประโยชน จาก JTEPA ป ญหาอ ปสรรคสาค ญจากการเป ดตลาดบร การและการลงท นประกอบด วย ก. ป ญหาอ ปสรรคด านการส งออกบร การและลงท นของไทย ได แก น กธ รก จและผ ให บร การของไทยไม ม การใช ประโยชน จากการเป ดตลาดบร การและลงท น มากเท าท ควร แม ว าภายใต JTEPA ญ ป นผ กพ นเป ดตลาดให คนไทยไปลงท นถ อห นข างมากใน ประกอบธ รก จในญ ป นได เก อบท กธ รก จ ประกอบก บญ ป นม การจ ดต งศ นย อ านวยความสะดวก ให คนต างชาต เข าไปลงท น และญ ป นผ กพ นการเป ดตลาดการค าบร การให ไทยมากกว าท ผ กพ น ใน WTO โดยเฉพาะการอน ญาตให คนไทยท ม ความเช ยวชาญเข าไปประกอบอาช พในญ ป นเป น ระยะเวลาไม เก น 3 ป เช น ผ ประกอบอาหารไทย ผ สอนร าไทย ผ สอนดนตร ไทย ผ สอน ท าอาหารไทย และผ สอนภาษาไทย แต ในทางปฏ บ ต ไม ม คนไทยใช ส ทธ ประโยชน จาก JTEPA เข าไปประกอบธ รก จในญ ป นมากน กเน องจากขาดเง นท น ประสบการณ ข อม ลการตลาด และ ข อม ลกฎระเบ ยบการลงท นและการทางานในเช งล ก ไม สามารถส งคนไทยไปท างานเป นผ ประกอบอาช พสปา พน กงานนวดไทย และผ ด แล ผ ส งอาย ได แม ว าภายใต JTEPA ระบ ให ไทยก บญ ป นเจรจาหาทางให คนไทยท ม ค ณสมบ ต เหมาะสมไปท างานได ก ตาม แต ในทางปฏ บ ต การเจรจาประสบความล าบาก เช น ญ ป นอ างว า ย งไม ต องการเป ดตลาดพน กงานนวดไทยเน องจากต องการค มครองคนตาบอดท ม อาช พ พน กงานนวด ข. ป ญหาอ ปสรรคด านการนาเข าบร การและลงท น ได แก ความก งวลจากผ ประกอบการธ รก จบร การท ไม ต องการให ร ฐบาลเป ดตลาดบร การ ได แก ธ รก จขนส งและโลจ สต กส ก อสร าง และค าส งค าปล ก เน องจากผ ประกอบการไทยส วนใหญ เป น SME เง นท นน อย บร การไม ครบวงจร และไม ม เคร อข ายระหว างประเทศ 1.3. การพ ฒนาความร วมม อทางเศรษฐก จภายใต JTEPA JTEPA ครอบคล มความร วมม อ 10 ด าน ได แก (1) เกษตรกรรม ป าไม และประมง (2) การศ กษาและ การพ ฒนาทร พยากรมน ษย (3) การสร างเสร มสภาพแวดล อมทางธ รก จ (4) บร การทางการเง น (5) เทคโนโลย สารสนเทศ (6) ว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม (7) ว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อม (8) การท องเท ยว (9) การส งเสร มการค าและการลงท น ประกอบด วยโครงการความร วมม อย อย ได แก โครงการ คร วไทยส คร วโลก โครงการความร วมม ออ ตสาหกรรมเหล ก โครงการสถาบ นพ ฒนาทร พยากรมน ษย ด านยานยนต โครงการอน ร กษ พล งงาน โครงการเศรษฐก จม ลค าเพ ม โครงการความเป นห นส วนภาคร ฐและเอกชน โครงการ ความร วมม อส งทอและเส อผ า และ (10) ความร วมม อด านอ น ๆ ท ไทยก บญ ป นอาจตกลงเห นชอบร วมก น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 3

18 ในภาพรวม ไทยได ประโยชน จากการจ ดท าความร วมม อฯ ภายใต JTEPA เน องจากไทยเป นผ ร บ มากกว าเป นผ ให อย างไรก ตาม ในทางปฏ บ ต ไทยไม ได ประโยชน ความร วมม อฯ มากเท าท ควรเน องจาก ไม ม ย ทธศาสตร การจ ดท าความร วมม อ ประกอบก บม หน วยงานท เก ยวข องจ านวนมาก ต าง ฝ ายต างทา ขาดการบ รณาการการทางานและกลไกต ดตามผลท ม ประส ทธ ภาพ หลายความร วมม อท ไม ม ความเก ยวข องโดยตรงก บการยกระด บความส มพ นธ ทางเศรษฐก จ ระหว างไทยก บญ ป น เช น ความร วมม อด านการศ กษาและการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ซ งเป น ความร วมม อทางว ชาการตามกรอบการท างานปกต เพ อเช อมความส มพ นธ ระหว างประเทศ ซ ง เน นการให ท นส มมนาและฝ กอบรมคร อาจารย และการแลกเปล ยนศ ลปะว ฒนธรรม หลายความร วมม อท ไม ม ความค บหน าในการด าเน นงาน เช น ความร วมม อด านบร การทาง การเง น และความร วมม อการอน ร กษ พล งงาน และความร วมม อด านทร พย ส นทางป ญญา เป นต น ส วนท 2: ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนการเป ดตลาดส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อของร ฐ และโครงการความร วมม อในอนาคต 2.1 ผลกระทบและความพร อมการทบทวนการเป ดตลาดส นค า ก. ผลกระทบเช งปร มาณ การศ กษาผลกระทบการเป ดตลาดส นค าภายใต JTEPA ได น าแบบจ าลอง GTAP มาใช เพ อให เห น ผลกระทบท เช อมโยงของหน วยเศรษฐก จ 4 หน วย ได แก ผ ผล ต ภาคคร วเร อนและภาคร ฐ น กลงท น และภาค การขนส ง ภายใต สมม ต ฐานว าประเทศม ระบบเศรษฐก จแบบเป ดและไม ม การแทรกแซงจากร ฐ โดยเล อกส นค า 6 กล ม แบ งเป นกล มส นค าท ภาคเอกชนไทยม ท าท ผล กด นให ญ ป นเป ดตลาดให ไทย 3 กล ม ได แก ผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล ผล ตภ ณฑ เน อไก และหม น าตาล และกล มส นค าท ญ ป นม ท าท ผล กด นให ไทยเป ดตลาดให ญ ป น 3 กล ม ได แก ผล ตภ ณฑ เหล ก ผล ตภ ณฑ โลหะ และยานยนต และช นส วน เพ อคาดการณ ผลกระทบท จะ เก ดข นต อเศรษฐก จมหภาค โดยได ทาสถานการณ จาลอง 4 ร ปแบบตามตารางท 1 ตารางท 1: สถานการณ จาลองท กาหนดในการประมวลผล รายการส นค าท ญ ป นยกเล กเก บภาษ ส นค านาเข าจากไทย รายการส นค าท ไทยยกเล กเก บภาษ ส นค านาเข าจากญ ป น ผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล ผล ตภ ณฑ เหล ก สถานการณ ท 1 ผล ตภ ณฑ จากเน อไก และเน อหม ผล ตภ ณฑ โลหะ น าตาล ยานยนต และช นส วน ผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล ผล ตภ ณฑ เหล ก สถานการณ ท 2 ผล ตภ ณฑ จากเน อไก และเน อหม ผล ตภ ณฑ โลหะ น าตาล ช นส วนยานยนต (ไม รวมยานยนต สาเร จร ป) สถานการณ ท 3 ผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล เหม อนสถานการณ ท 2 สถานการณ ท 4 ผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล ผล ตภ ณฑ จากเน อไก และเน อหม เหม อนสถานการณ ท 2 จากการศ กษาผลกระทบตามแบบจาลอง GTAP พบว า การเป ดตลาดการค ามากข นตามสถานการณ ท ง 4 สถานการณ ข างต นจะเป นผลด ต อเศรษฐก จมหภาคของไทยแสดงตามตารางท 2 ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 4

19 ตารางท 2: ผลกระทบต อต วแปรเศรษฐก จมหภาคของไทย สถานการณ 1 สถานการณ 2 สถานการณ 3 สถานการณ 4 Real GDP (market prices) (%) Aggregate capital stock (%) Real private consumption (%) Real government consumption (%) Real investment (%) Export volumes (%) Import volumes (%) Personal Income (%) Real Saving (%) Welfare (millions$) Price of GDP (market price) (%) Export Price(%) Import Price(%) Terms of trade (%) Average price of primary factor (%) Unskilled Labour wage rate (%) Skilled Labour wage rate (%) ท มา: จากการประมวลผลโดย GTAP การเป ดตลาดตามสถานการณ ท 1 (ไทยและญ ป นเป ดเสร การน าเข าผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล เน อไก และเน อหม น าตาล เหล ก โลหะ และยานยนต และช นส วน) ส งผลด ต อต วแปรเศรษฐก จมหภาคของไทย ด กว าการเป ดตลาดตามสถานการณ ท 2, 3 และ 4 สร ปสาระสาค ญด งน การเป ดตลาดท ง 4 สถานการณ ส งผลด ต อการขยายต ว Real GDP กรณ การเป ดตลาดตาม สถานการณ ท 1 ช วยให Real GDP ขยายต วมากท ส ดเม อเท ยบสถานการณ อ น โดยการ ขยายต วของ Real GDP เก ดจากการลงท นของเอกชนและภาคร ฐมากข น การบร โภคและการ ออกของส งคมเพ มข น อย างไรก ตาม การเป ดตลาดตามสถานการณ ท ง 4 แบบท าให ไทยขาด ด ลการค าก บญ ป นเพ มข น เน องจากอ ตราขยายต วของการนาเข าเพ มมากกว าอ ตราขยายต วของ การส งออก หากพ จารณาอ ตราการค า (Terms of Trade) ซ งเป นอ ตราส วนเปร ยบเท ยบราคาส นค าส งออก ก บราคาส นค าน าเข า โดยหากอ ตราการค าม ค าส งแสดงถ งประเทศได เปร ยบทางการค าก บ ประเทศอ น ซ งพบว า การเป ดตลาดตามสถานการณ ท 1 ม อ ตราการค าเพ มมากท ส ด โดย เพ มข นร อยละ 0.22 ซ งมากกว าการเป ดตลาดตามสถานการณ อ น นอกจากน อ ตราการค าม ค า เป นบวกหมายความว า ไทยได ร บผลได จากการค าอ นเก ดจากการเป ดตลาดการค ามากกว า ผลเส ยท เก ดจากการเบ ยงเบนการค า ตารางท 3: แนวโน มการค าระหว างประเทศไทยและญ ป นจาแนกตามรายส นค า (หน วย : ร อยละ) สถานการณ ผล ตภ ณฑ ปลาฯ ผล ตภ ณฑ เน อไก และหม น าตาล ผล ตภ ณฑ เหล ก ผล ตภ ณฑ โลหะ ยานยนต และ ช นส วน ไทยส งออกไปญ ป น สถานการณ สถานการณ สถานการณ สถานการณ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 5 รวม

20 สถานการณ ผล ตภ ณฑ ปลาฯ ผล ตภ ณฑ เน อไก และหม น าตาล ผล ตภ ณฑ เหล ก ผล ตภ ณฑ โลหะ ยานยนต และ ช นส วน ไทยนาเข าจากญ ป น สถานการณ สถานการณ สถานการณ สถานการณ ด ลการค าของไทย สถานการณ สถานการณ สถานการณ สถานการณ ท มา: จากการประมวลผลโดย GTAP ตารางท 3 แสดงแนวโน มการค าระหว างไทยและญ ป น (พ จารณาเพ ยงสองประเทศ) จ าแนกตามราย ส นค าท ก าหนดไว ในสถานการณ การเป ดตลาดท 1 ถ ง 4 พบว า การท ญ ป นเป ดตลาดให ไทยอย างไม ม ข อจ าก ดด านภาษ และมาตรการท ม ใช ภาษ จะท าให ม ลค าส งออกของไทยไปญ ป นในผล ตภ ณฑ ปลาและ อาหารทะเล ผล ตภ ณฑ เน อไก และเน อหม และน าตาลเพ มข นท กรายการ โดยน าตาลเป นกล มท ม อ ตราการ ขยายต วมากท ส ด รองลงมา ค อ ผล ตภ ณฑ จากเน อไก และเน อหม และผล ตภ ณฑ ปลาและอาหารทะเล ตามลาด บ ขณะเด ยวก นการท ไทยเป ดตลาดให ญ ป นอย างไม ม ข อจ าก ดด านภาษ และมาตรการท ม ใช ภาษ ท า ให ม ลค านาเข าจากญ ป นในส นค าผล ตภ ณฑ เหล ก ผล ตภ ณฑ โลหะ และยานยนต ช นส วนเพ มข นท กรายการ โดยส นค ายานยนต และช นส วนจะเป นกล มท ม อ ตราการขยายต วของการน าเข ามากท ส ด รองลงมา ค อ ผล ตภ ณฑ เหล ก และผล ตภ ณฑ โลหะ ตามลาด บ ข. ผลกระทบเช งค ณภาพ ผลการว เคราะห เช งค ณภาพในกรณ ท ไทยกาหนดท าท การเจรจาต าง ๆ สร ปได ด งน ภาพท 1: ม ลค าการค าของส นค าในกล มท กาหนดให ไทยก บญ ป นผ กพ นต องเจรจาก นใหม (R) หน วย (ล านเหร ยญฯ) ม ลค าส นค ากล ม R ท ไทยส งออกไปญ ป น ม ลค าภาษ นาเข าส นค ากล ม R ท ญ ป นเร ยกเก บจากส นค าไทย ม ลค าส นค ากล ม R ท ไทยนาเข าจากญ ป น ม ลค าภาษ นาเข าส นค ากล ม R ท ไทยเร ยกเก บจากส นค าญ ป น ส นค าเด นท ไทยผ กพ นเจรจาทบทวนเป ดตลาดให ญ ป นเพ มเต ม ได แก รถยนต ขนาด 1,500-3,000 ซ ซ หากไทยก าหนดท าท การเจรจาโดยน ารายการส นค าท อย ในกล มท JTEPA ก าหนดให ไทยก บญ ป น ต องน ามาทบทวน (ส นค ากล ม R) โดยกรณ ญ ป นม พ นธกรณ ต องทบทวนการเป ดตลาดให ส นค าไทยภายใน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 6 รวม ส นค าเด นท ญ ป นผ กพ นเจรจาทบทวนเป ดตลาดให ไทยเพ มเต ม เช น น าตาลด บ สตาร ชม นสาปะหล ง ไส กรอก หมากฝร ง ท น าแช แข ง ผล ตภ ณฑ ส บปะรด ผล ตภ ณฑ น าตาล ฯลฯ หากพ จารณาสถานะด ลการค าไทยก บญ ป นเฉพาะส นค ากล ม R พบว า ไทยได ด ลการค าก บญ ป น ซ งการเป ดตลาดกล ม R ไทยจะได ด ลการค าก บญ ป น และเป นประโยชน ต อส นค าเกษตรและอาหารของไทย อย างไรก ตาม ร ฐบาลไทยจะส ญเส ยรายได จากเง นภาษ นาเข า เน องจากไทยเร ยกเก บภาษ น าเข า รถยนต สาเร จร ปจากญ ป นในอ ตราส ง ซ งหากพ จารณาจากเง นภาษ น าเข าท ญ ป นจะส ญเส ยจากการเร ยกเก บจากส นค าในกล ม R พบว า ญ ป นส ญเส ย รายได ภาษ น อยกว าท ไทยจะส ญเส ยรายได จากภาษ นาเข า

21 เด อนเมษายน 2554 ซ งส วนใหญ เป นส นค าเกษตรและอาหาร อาท น าตาลด บ ผล ตภ ณฑ น าตาล ไส กรอก สตาร ชม นส าปะหล ง และไส กรอก เป นต น และกรณ ของไทยม พ นธกรณ ต องทบทวนการเป ดตลาดส นค า รถยนต ท กขนาดจากญ ป นภายในเด อนเมษายน 2555 โดยน าม ลค าการส งออกและน าเข าส นค ากล ม R ของ ไทยก บญ ป นมาเปร ยบเท ยบก นโดยใช ฐานข อม ลการค าระหว างไทยก บญ ป นในป 2553 แสดงตามภาพท 1 ผลการว เคราะห พบว า หากไทยก บญ ป นทบทวนเป ดตลาดส นค ากล ม R ท งหมด ม ลค าการค าท ไทย จะได ร บประโยชน จากการเป ดตลาดจะมากกว าม ลค าการค าท ญ ป นได ร บ อย างไรก ตาม หากไทยเป ดตลาด ส นค ากล ม R ร ฐบาลไทยจะส ญเส ยรายได จากเง นภาษ น าเข ามากกว าท ญ ป นส ญเส ยเง นได ภาษ เน องจากไทยม การเก บภาษ นาเข ารถยนต สาเร จร ปจากญ ป นในอ ตราส ง ภาพท 2: ม ลค าการค าของส นค าในกล มท กาหนดโควตา (Q) หน วย (ล านเหร ยญฯ) ม ลค าส นค ากล ม Q ท ไทยนาเข าจากญ ป น 1,238.0 ม ลค าภาษ นาเข าส นค ากล ม Q ท ไทยเร ยกเก บจากส นค าญ ป น ส นค าเด นกล ม Q ท ไทยนาเข าจากญ ป น ได แก เหล กบางน อยกว า ๔.๗๕ ม ลล เมตร ม ลค าส นค ากล ม Q ท ญ ป นนาเข าจากไทย ม ลค าภาษ นาเข าส นค ากล ม Q ท ญ ป นเร ยกเก บจากส นค าไทย ส นค าเด นกล ม Q ท ญ ป นนาเข าจากไทย ได แก กล วย ส บปะรด แฮม และเบคอน หากพ จารณาสถานะด ลการค าไทยก บญ ป นเฉพาะส นค าในกล ม Q พบว า ไทยขาดด ลการค าก บญ ป น ซ งการเป ดตลาดกล ม Q จะทาให ร ฐบาลไทยส ญเส ยรายได จากเง นภาษ นาเข ามากกว าท ญ ป นส ญเส ยจากการเร ยกเก บจากส นค าในกล ม Q จากไทย หากพ จารณาส นค ากล มท ก าหนดให ไทยก บญ ป นม โควตาน าเข า (ส นค ากล ม Q) ตามภาพท 2 พบว า หากไทยก บญ ป นทบทวนเป ดตลาดส นค ากล ม Q เพ มเต ม แม ว าม ลค าการค าโดยรวมท ไทยจะได ประโยชน จากการเป ดตลาดจะน อยกว าม ลค าการค าท ญ ป นได ร บแต ไทยควรเสนอให ญ ป นพ จารณาทบทวนเป ด ตลาด/ขยายโควตา เน องจากส นค าบางรายการในกล ม Q เป นส นค าท ไทยม ศ กยภาพในการผล ตและส งออก และบางรายการเป นประโยชน ต อผ ประกอบการภายใน โดยส นค า Q ท ญ ป นได ประโยชน จากการท ไทยขยาย โควตานาเข าหร อลดภาษ ลง ได แก เหล ก ซ งจะเป นประโยชน ต ออ ตสาหกรรมรถยนต และช นส วนยานยนต ของ ไทย กล มผ ผล ตเคร องใช ไฟฟ าในไทยจะได ร บประโยชน จากการม ต นท นว ตถ ด บท ถ กลง หร อกล วย ส บปะรด แฮมและเบคอน ท ไทยได ประโยชน จากการท ญ ป นขยายโควตาหร อลดภาษ ลง อย างไรก ตาม ท ผ านมา พบว า ผ ส งออกไทยย งม การใช ส ทธ ประโยชน การส งออกส นค าไม เต มโควตา (ยกเว นกล มผล ตภ ณฑ ส กรและเบคอน) ซ ง ภาคร ฐและเอกชนไทยควรเร งใช ประโยชน ในการส งออกให เต มโควตา โดยเฉพาะกล วยและส บปะรดเน องจาก เป นกล มตลาดท ม ศ กยภาพการเต บโตในญ ป น หากพ จารณาส นค าท ไทยก บญ ป นไม ผ กพ นเป ดตลาด (ส นค ากล ม X) ตามภาพท 3 พบว า หากไทยก บ ญ ป นทบทวนเป ดตลาดส นค ากล ม X เพ มเต ม ม ลค าการค าโดยรวมท ไทยจะได ร บประโยชน จากการเป ดตลาด จะมากกว าม ลค าการค าท ญ ป นได ร บอย างมาก โดยกล มส นค า X ท ไทยได ประโยชน ได แก ข าว แป งท าขนม ข าวปลายห ก สตาร ชว ท และผล ตภ ณฑ ธ ญพ ช ขณะท กล มส นค า X ท ญ ป นจะได ประโยชน ได แก บ หร ซ งญ ป น ม ม ลค าการส งออกมาไทยไม มาก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 7

22 ภาพท 3: ม ลค าการค าของส นค าท ไทยก บญ ป นไม ผ กพ นเป ดตลาด (X) หน วย (ล านเหร ยญฯ) ม ลค าส นค ากล ม X ท ญ ป นนาเข าจากไทย ม ลค าภาษ นาเข าส นค ากล ม X ท ญ ป นเร ยกเก บจากส นค าไทย ม ลค าส นค ากล ม X ท ไทยนาเข าจากญ ป น ม ลค าภาษ นาเข าส นค ากล ม X ท ไทยเร ยกเก บจากส นค าญ ป น ส นค าเด นกล ม X ท ญ ป นนาเข าจากไทย ได แก ข าว แป งทาขนม ข าวปลายห ก สตาร ชว ท ผล ตภ ณฑ ธ ญพ ช ส นค าเด นกล ม X ท ไทยนาเข าจากญ ป น ได แก บ หร หากพ จารณาสถานะด ลการค าไทยก บญ ป นเฉพาะส นค าในกล ม X พบว า ไทยได ด ลญ ป นอย างมาก ซ งหากญ ป นยอมร บว าจะเป ดตลาดส นค า X ให ไทยจะเป นประโยชน อย างมากต อไทย ค. ความพร อมในการเจรจาเป ดตลาดส นค าของไทย จากการประมวลผลกระทบเช งปร มาณและเช งค ณภาพสามารถประเม นความพร อมในการเจรจาเป ด ตลาดส นค าของไทยพบว า กล มส นค าท ไทยได ประโยชน และม ความพร อมในการส งออกไปตลาดญ ป น ประกอบด วย 1. ส นค ากล ม R ได แก น าตาลด บ ผล ตภ ณฑ น าม น สตาร ชม นส าปะหล ง ไส กรอก หมากฝร ง ผล ตภ ณฑ ส บปะรด และท น าแช แข ง ขณะเด ยวก นส นค าของไทยท คาดว าจะได ร บผลกระทบหากไทยเป ดตลาด ให แก ญ ป น ได แก รถยนต ส าเร จร ป โดยเฉพาะรถยนต ขนาดความจ กระบอกส บใหญ ต งแต 1,500-3,000 ซ ซ การทบทวนการเจรจาส นค าในกล ม R จะทาให เกษตรกรและกล มผ ผล ตส นค าเกษตรและอาหาร ซ งเป นสาขาท ไทยม ศ กยภาพในการผล ตมากและเก ยวพ นก บประชาชนส วนใหญ ของประเทศได ร บประโยชน ขณะเด ยวก น กล มผ ได ร บผลกระทบอาจเป นผ ผล ตรถยนต ในประเทศไทยซ งส วนใหญ เป นก จการของต างชาต ท เข ามาลงท น ในไทยและผ ผล ตช นส วนยานยนต เพ อป อนเข าส อ ตสาหกรรมรถยนต ในไทย 2. ส นค ากล ม Q (โควตา) โดยไทยควรผล กด นให ญ ป นทบทวนเป ดตลาด/ขยายโควตาแก ไทยเพ มข น ได แก แฮมและเบคอน กากน าตาล แป งม นส าปะหล ง เอสเตอร ร ไฟด สตาร ช และสตาร ชอ น รวมท งเจรจาให ญ ป นรวมการขยายโควตาน าเข าส บปะรดขนาดน าหน กเก น 900 กร มให ไทย ซ งเป นส บปะรดส วนใหญ ท ไทย สามารถปล กและส งออกได ตลอดจนส งเสร มให ผ ประกอบการไทยใช ประโยชน ส งออกส นค าในโควตามากข น โดยเฉพาะการส งออกกล วยและส บปะรด ขณะท พ จารณาเป ดตลาดโควตานาเข าส นค าเหล กจากญ ป นในกรณ ท เป นเหล กค ณภาพส งท ผ ประกอบการไทยไม ม ข ดความสามารถในการผล ต และเป นประโยชน ต อการลดต นท น การผล ตของผ ผล ตส นค าในประเทศท ม ความต องการใช เหล กค ณภาพส ง 3. ส นค ากล ม X ซ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งไม ได น ามาผ กพ นการเป ดตลาดใน JTEPA โดยควร เร ยกร องให ญ ป นผ กพ นเป ดตลาดในกล ม X ได แก ข าว แป งท าขนม ข าวปลายห ก สตาร ชว ท และผล ตภ ณฑ ธ ญพ ช ซ งเป นส นค าท ไทยม ความพร อมส งออกมาก โดยเสนอให ญ ป นพ จารณาให ม การปร บแก ความตกลง (Amendment) เพ อรวมการผ กพ นเป ดตลาดส นค าข างต นในการประช ม Joint Committee ตลอดจน เร ยกร องให น ามาเจรจาทบทวนความตกลงภายในป ท 10 หล งจาก JTEPA ม ผลใช บ งค บ (เด อนเมษายน 2559) ซ งตาม JTEPA กาหนดให ท งไทยก บญ ป นม การทบทวนท วไป (General Review) ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 8

23 2.2 ผลกระทบและความพร อมการทบทวนการเป ดตลาดบร การและการลงท นของไทย JTEPA ก าหนดให ไทยก บญ ป นทบทวนข อผ กพ นการเป ดตลาดการค าบร การบางสาขา ได แก บร การ ค าส งค าปล ก บร การซ อมบ าร งร กษาและซ อมแซม บร การให เช า บร การขนส งและโลจ สต กส บร การท องเท ยว บร การการเง น โทรคมนาคม และบร การด านส ขภาพ ซ งจากการว เคราะห ผลกระทบ พบว า หากไทยก บญ ป น ต องเจรจาเป ดตลาดบร การและการลงท นเพ มเต ม ไทยจะอย ในฐานะเป นฝ ายร บมากกว าฝ ายร ก เน องจาก ไทยม กฎระเบ ยบไม เอ อต อการเป ดตลาดท งการเข ามาลงท นและการมาท างานของคนต างชาต และ ผ ประกอบการไทยโดยรวมม ความพร อมในการแข งข นน อยกว า ยกเว นสาขาบร การส ขภาพท ไทยม ความพร อม การแข งข นมากกว า หากไทยหล กเล ยงไม ได ท ต องม การเป ดตลาดเพ มเต มตามพ นธกรณ JTEPA ไทยควรพ จารณาใช ความ ตกลงการค าบร การอาเซ ยน (AFAS) และความตกลงการลงท นอาเซ ยน (ACIA) เป นพ นฐานเจรจาก บญ ป น โดย ไม ควรเป ดตลาดการค าบร การและการลงท นในระด บท เก นไปกว า AFAS และ ACIA ตลอดจนพ จารณาเล อก เป ดตลาดในสาขาบร การและการลงท นท ไทยไม ม ความช านาญ เป นสาขาท ต องใช ความร และเทคโนโลย ช นส ง และเป นสาขาท ไม ก อให เก ดการผ กขาดการแข งข น เพ อป องก นไม ให เก ดผลกระทบต อ SME ท งน สาขาท ญ ป นม ความเช ยวชาญและผ ใช บร การของไทยย งม ความต องการและไทยย งไม ม ผ ประกอบการมาก เช น บร การต อเร อ เด นระหว างประเทศขนาดใหญ ท ต องใช เทคโนโลย ช นส ง บร การเขตปลอดอากรและศ นย กระจายส นค าระหว าง ประเทศท ต ดต งอ ปกรณ ท นสม ย การผล ตเหล กต นน า การผล ตยางรถยนต และการผล ตไดโอดเร องแสง เป นต น 2.3 ผลกระทบและความพร อมการทบทวนด านการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐของไทย ไทยก บญ ป นย งไม ม การเป ดตลาดการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐภายใต JTEPA แต JTEPA ก าหนดให ไทย และญ ป นต องเจรจาการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐในเด อนต ลาคม 2556 ป จจ บ น ญ ป นเป นสมาช กความตกลงการค า พห ภาค ว าด วยการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐขององค การการค าโลก (GPA-WTO) แล วแต ไทยย งไม เข าเป นสมาช ก ทาให ญ ป นปร บกฎระเบ ยบและการดาเน นการด านการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐให สอดคล องก บ GPA-WTO ขณะท ไทยย งม การเล อกปฏ บ ต ในการจ ดซ อจ ดจ างค ส ญญาบางประเภท ด งน น ไทยย งไม ม ความพร อมและจะเป น ฝ ายเส ยเปร ยบหากม การเจรจาด านการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐภายใต JTEPA ในอนาคต เน องจากผ ประกอบการ ไทยม ข อจาก ดในการเข าส ตลาดภาคร ฐญ ป น เช น ข อจ าก ดด านภาษาและการไม สามารถส บค นข อม ลได โดยง าย นอกจากน ญ ป นม การจ ดซ อจ ดจ างจากต างประเทศน อยและส นค า/บร การท ญ ป นจ ดซ อจะเป นส นค าเทคโนโลย ซ งไม ใช ส นค าท ไทยม ศ กยภาพในการผล ต ในทางกล บก น หากไทยเป ดตลาดการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ จะท าให ผ ประกอบการในสาขาก อสร างและพล งงานของไทย โดยเฉพาะผ ประกอบการขนาดใหญ ได ร บผลกระทบเช ง ลบโดยตรงจากการแข งข นท เพ มข น 2.4 ผลกระทบและความพร อมของไทยในการทบทวนโครงการความร วมม อภายใต JTEPA การจ ดท าความร วมม อภายใต JTEPA ไม ส งผลกระทบทางลบต อไทย อย างไรก ตาม เพ อให ไทยได ร บ ประโยชน ส งส ด ไทยควรม ย ทธศาสตร การพ ฒนาความร วมม อทางเศรษฐก จก บญ ป นภายใต JTEPA เพ อให ม ท ศทางพ ฒนาความร วมม อในสาขาต าง ๆ บ รณาการการท างานร วมก นเพ อให ได ประโยชน ส งส ด ตลอดจน เร งร ดการท างานในบางสาขาความร วมม อท ย งไม ม ความก าวหน าในการด าเน นการ เช น บร การทางการเง น การอน ร กษ พล งงาน และทร พย ส นทางป ญญา เป นต น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 9

24 ส วนท 3: ข อเสนอแนะกรอบเจรจา ท าท /แนวทางการเจรจาทบทวน JTEPA ท เหมาะสมและมาตรการ รองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอมาตรการเช งร บและเช งร กใน การปฏ บ ต ตามพ นธกรณ 3.1 ข อเสนอแนะกรอบการเจรจาของไทยในการเจรจาต อเน องภายใต JTEPA การเจรจา JTEPA ในอนาคต ควรใช การเจรจาการค าเป นเคร องม อขยายความเช อมโยงทางเศรษฐก จ การค า การลงท น และการตลาดระหว างไทยก บญ ป น เพ อร กษาส วนแบ งตลาดไทยในญ ป นไม ให ลดลง ขณะเด ยวก นใช JTEPA เป นเคร องม อปร บโครงสร างเศรษฐก จไทยให ม ศ กยภาพการผล ตส นค าและบร การ และยกระด บท กษะการประกอบการของธ รก จไทยให ม มาตรฐานส งข น ท งน การเจรจาเป ดตลาดการค าก บ ญ ป นจะต องคาน งถ งนโยบาย กฎระเบ ยบ ความสามารถทางการแข งข นของไทย และผลประโยชน โดยรวมของ ประเทศ โดยภาคร ฐจะต องจ ดให ม มาตรการช วยเหล อผ ได ร บผลกระทบ และสร างความร ความเข าใจและเร งใช ประโยชน จาก JTEPA เพ อเตร ยมพร อมในการพ ฒนาส นค า บร การ และผ ประกอบการให สอดคล องก บ กฎระเบ ยบและมาตรฐาน เพ อให สามารถแข งข นระหว างประเทศได อย างย งย น กรอบการเจรจาต อเน องของ JTEPA จะน ามาใช ก บการเจรจาเพ มเต มเพ อทบทวน ปร บปร ง หร อ แก ไขความตกลงการค าเสร ในด านส นค า บร การ การลงท น และความร วมม อทางเศรษฐก จ รวมถ งการทบทวน ปร บปร ง หร อแก ไขกรอบความตกลง JTEPA และความตกลงท เก ยวเน องท จะม การเจรจาเพ มเต มในภายหน า โดยสาระสาค ญของกรอบการเจรจาต อเน อง จะครอบคล มประเด นต าง ๆ ด งน ก. การค าส นค า ให ม การทบทวน ลด หร อยกเล กอากรศ ลกากร โดยเน นให ค เจรจาลดอากรศ ลกากรของส นค า เกษตรและส นค าอ ตสาหกรรมท ไทยม ศ กยภาพหร อม เป าหมายในการส งออกไปย งญ ป น เร ยกร องให ม การเป ดตลาดส นค าโดยให น าส นค าเกษตรและเกษตรแปรร ปท เด มไม รวมอย ใน ความตกลง JTEPA มาเจรจาก นใหม ให ม ระยะเวลาในการปร บต วท เหมาะสมแก ส นค าท ม ความอ อนไหว รวมท งมาตรการอ น ๆ เพ อ ลดผลกระทบจากการลดหร อยกเล กอากรศ ลกากร ให ใช พ ก ดอ ตราศ ลกากรตามมาตรฐานระหว างประเทศตามท ค ภาค ตกลงก นหร อตามเกณฑ ของ องค การระหว างประเทศท ค ภาค เป นสมาช กอย และหากม การปร บ แก ไขพ ก ดศ ลกากรตาม มาตรฐานด งกล าว ซ งท าให เก ดการเปล ยนแปลงข อผ กพ นของไทยก สามารถท าได หากการ เปล ยนแปลงน นไม กระทบต อผลประโยชน ในภาพรวมของไทยตามข อผ กพ นท ม อย เด ม ข. กฎว าด วยถ นกาเน ดส นค า จ ดทา ทบทวน หร อปร บปร งกฎว าด วยถ นกาเน ดส นค าให สอดคล องก บโครงสร างการผล ตส นค า ของไทย จ ดท า ทบทวน หร อปร บปร งระเบ ยบปฏ บ ต การร บรองถ นก าเน ดส นค าให โปร งใส ม ประส ทธ ภาพ ไม สร างภาระต นท นท ไม เหมาะสม อ านวยความสะดวกทางการค าให ม ประส ทธ ภาพ รวมท งสน บสน นและส งเสร มการใช ส ทธ ประโยชน จากความตกลง JTEPA ให ใช พ ก ดอ ตราศ ลกากรตามมาตรฐานระหว างประเทศตามท ค ภาค ตกลงก นหร อตามเกณฑ ของ องค การระหว างประเทศท ค ภาค เป นสมาช กอย และหากม การปร บ แก ไขพ ก ดศ ลกากรตาม มาตรฐานด งกล าว ซ งท าให เก ดการเปล ยนแปลงข อผ กพ นของไทยก สามารถท าได หากการ เปล ยนแปลงน นไม กระทบต อผลประโยชน ในภาพรวมของไทยตามข อผ กพ นท ม อย เด ม ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 10

25 ค. ด านศ ลกากร ให ม ความร วมม อทางศ ลกากร เพ อลดหร อขจ ดอ ปสรรคทางการค าและอ านวยความสะดวกทาง การค าให ม ประส ทธ ภาพ รวดเร ว และไม สร างภาระต นท นท ไม เหมาะสม ง. มาตรการปกป องและมาตรการเย ยวยาด านการค า ให ม มาตรการปกป องสองฝ ายระหว างไทยก บญ ป นเพ อค มก นเศรษฐก จและ/หร อเย ยวยาภาค การผล ตส นค าภายในประเทศท ได ร บผลกระทบอย างร ายแรงจากการทะล กของส นค าน าเข า รวมท งมาตรการปกป องกรณ ท เก ดป ญหาด ลการชาระเง น ให ม แนวทางการใช มาตรการตอบโต การท มตลาดและมาตรการตอบโต การอ ดหน นท ไม ข ดก บ กฎเกณฑ ขององค การการค าโลก จ. ส ขอนาม ยและส ขอนาม ยพ ช เน นใช มาตรการส ขอนาม ยและส ขอนาม ยพ ชได เฉพาะมาตรการท สอดคล องก บความตกลงของ องค การการค าโลก ผล กด นให ม กลไกการหาร อ เพ อให สามารถจ ดการก บป ญหาและอ ปสรรคท อาจเก ดข นจากการ ใช มาตรการส ขอนาม ยและส ขอนาม ยพ ชได อย างม ประส ทธ ภาพเท าท จะเป นไปได หาแนวทางลดอ ปสรรคทางการค าท เก ดจากกฎระเบ ยบด านมาตรการส ขอนาม ยและส ขอนาม ย พ ชเท าท จะเป นไปได ฉ. อ ปสรรคทางเทคน คต อการค า เน นย าให ใช มาตรการด านอ ปสรรคทางเทคน คต อการค าได เฉพาะมาตรการท สอดคล องตาม ความตกลงขององค การการค าโลก ให การบ งค บใช กฎหมายหร อกฎระเบ ยบทางเทคน คม ความสอดคล องก บระด บการพ ฒนาข ด ความสามารถของอ ตสาหกรรมไทย ช. การค าบร การ เป ดเสร ภาคบร การอย างค อยเป นค อยไปภายใต กรอบของกฎหมายและนโยบายภาคร ฐแต ละฝ าย โดยระด บการเป ดตลาดรวมระหว างไทยก บญ ป นส งกว าระด บการเป ดตลาดภายใต องค การ การค าโลก เร ยกร องให ญ ป นผ กพ นเป ดตลาดการค าบร การในระด บท ส งกว าท ญ ป นเป ดตลาดให ก บคนไทย ภายใต ข อผ กพ นการค าบร การท ใช บ งค บอย ในทางปฏ บ ต และเร ยกร องให ม การเป ดตลาด บร การในสาขาท ไทยม ศ กยภาพและอ านวยความสะดวกให ผ บร หารและบ คลากรท ม ฝ ม อของ ไทยสามารถเข าไปทางานได ให ม ระยะเวลาในการปร บต วท เหมาะสมส าหร บแต ละสาขาบร การ โดยเฉพาะอย างย งสาขา ธ รก จบร การท ม ความอ อนไหวของไทย ซ. การลงท น ให ค ภาค ม การเป ดตลาดและส งเสร มการการลงท นเพ มข น โดยค าน งถ งระด บการพ ฒนาและ กฎหมายภายในของประเทศ รวมท งทบทวนพ นธกรณ ในความตกลงการลงท นให เหมาะสม และสอดคล องก บผลประโยชน ของท งสองฝ าย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 11

26 ให เร มม การเจรจาเพ อเป ดตลาดการจ ดซ อโดยร ฐไว ในบทการลงท น ภายหล งจากท ไทยเข าเป น สมาช กกรอบความตกลงว าด วยการจ ดซ อโดยร ฐ (Government Procurement Agreement : GPA) ขององค การการค าโลกแล ว ให ม แนวทางในการร กษาส ทธ ของไทยในการใช มาตรการท จ าเป น เพ อร กษาเสถ ยรภาพทาง ระบบการง น การธนาคาร การเคล อนย ายเง นท น อ ตราแลกเปล ยน และส ทธ ในการใช มาตรการ เพ อป องก นความเส ยหายท อาจเก ดข นในกรณ ท เก ดเหต การณ ท อาจกระทบต อด ลการชาระเง น ฌ. ความร วมม อทางเศรษฐก จ ให ม ความร วมม อทางเศรษฐก จในสาขาท เป นประโยชน ต อการค าส นค าเกษตร อ ตสาหกรรม บร การ และการลงท นของไทย ญ. เร องอ น ๆ หาร อในเร องท เป นประโยชน ต อการค าและการลงท นของไทย เสนอให ญ ป นยอมร บการเปล ยนจ ดต ดต อของฝ ายไทยภายใต JTEPA จากเด มกระทรวงการ ต างประเทศของไทยมาเป นกระทรวงพาณ ชย ของไทย 3.2 ข อเสนอแนะท าท / แนวทางของไทยในการเจรจาต อเน องภายใต JTEPA ก. การเป ดตลาดส นค า ผล กด นให ญ ป นน ารายการส นค าท ต องทบทวน (ส นค ากล ม R) มาเจรจาใหม เพ อให ส นค า เกษตรและอาหาร เช น น าตาลด บ สตาร ชม นสาปะหล ง ผล ตภ ณฑ น าตาล และไส กรอก ส งออก ไปญ ป นได เพ มข นและช วยเหล อเกษตรกรและผ ผล ตส นค าเกษตรและอาหารซ งเป นประชาชน ส วนใหญ ของประเทศ ขณะเด ยวก นผ ประกอบการในไทยท ได ร บผลกระทบเป นผ ผล ตรถยนต ส าเร จร ปท กขนาด อย างไรก ตาม ผ ผล ตรถยนต ในไทยอาจไม ได ร บผลกระทบมากข นเน องจาก ผ ผล ตรถยนต ท ครองส ดส วนตลาดเป นก จการในเคร อของญ ป นท ต งอย ในไทย ผล กด นให ญ ป นลดภาษ และขยายโควตาน าเข า ได แก แฮมและเบคอน กากน าตาล แป งม น ส าปะหล ง เอสเตอร ร ไฟด สตาร ช และสตาร ชอ น รวมท งเจรจาให ญ ป นรวมการขยายโควตา นาเข าส บปะรดขนาดน าหน กเก น 900 กร มให ไทย ซ งเป นส บปะรดส วนใหญ ท ไทยสามารถปล ก และส งออกได ผล กด นให ญ ป นพ จารณารวมส นค าท เด มไม ผ กพ นเป ดตลาด (กล ม X) ไว เพ มเต มในข อผ กพ น เช น ข าว แป งทาขนม ข าวปลายห ก สตาร ชว ท และผล ตภ ณฑ ธ ญพ ช ซ งเป นส นค าท ไทยม ความ พร อมในการส งออกอย างมาก โดยเสนอให ญ ป นพ จารณาให ความเห นชอบปร บแก ความตกลง (Amendment) เพ อรวมการผ กพ นเป ดตลาดส นค าข างต นในการประช ม Joint Committee ท กาหนดให จ ดข นเป นประจ าท กป ตลอดจนเร ยกร องให น ามาเจรจาทบทวนความตกลงภายใน ป ท 10 หล งจาก JTEPA ม ผลใช บ งค บ (เด อนเมษายน 2559) ซ งตามตารางการด าเน นการ กาหนดให ท งไทยก บญ ป นม การทบทวนท วไป (General Review) ข. มาตรฐานส นค า กฎถ นกาเน ดส นค า และการอานวยความสะดวกทางการค า เร งเจรจามาตรฐานส นค าเกษตรและอาหาร (SPS) ได แก การเจรจาให ญ ป นยอมร บมาตรฐาน ส นค าไก สดแช แข งแช แข งของไทย ผ กและผลไม ท ไทยม ศ กยภาพการผล ตเพ อการส งออก ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 12

27 ส มโอ ล าไย ชมพ เงาะ ละม ด ฝร ง ลองกอง ขน น มะเฟ อง และน อยหน า เพ อเพ มจ านวน ประเภทส นค าเกษตรและอาหารของไทยท สามารถเข าส ตลาดญ ป น ขอให ญ ป นยอมร บมาตรฐานผล ตภ ณฑ อ ตสาหกรรมและค ณภาพส นค าของไทยและอาเซ ยน เพ มเต ม นอกเหน อจากผล ตภ ณฑ ไฟฟ าบางรายการท ไทยก บญ ป นยอมร บร วมก น ได แก มาตรฐานผล ตภ ณฑ ยาง ว สด ก อสร าง เส อผ าและส งทอ อาหารกระป อง อ ญมณ และ เคร องประด บ เพ อเพ มโอกาสการส งออกส นค าไทยในตลาดญ ป น เร งเจรจากฎถ นก าเน ดส นค าเพ อขยายโอกาสส งออกของไทย ได แก การเจรจาให ญ ป น ยอมร บถ นก าเน ดปลาท น ากระป อง ผลไม กระป อง น าผลไม แยมผลไม ส งทอและเคร องน งห ม และเคร องประด บเพ อให ง ายต อการปฏ บ ต ของไทยในการส งออก ขอให ญ ป นปร บลดค าธรรมเน ยมการออกใบร บรองถ นกาเน ดส นค า (C/O) ของญ ป น เพ อลด ภาระต นท นแก ผ นาเข าของไทย ค. การเป ดตลาดการค าบร การและการลงท น ผล กด นให ญ ป นยอมร บให คนไทยเข าไปให บร การเป นผ ให บร การสปา (Thai Spa Therapist) และผ ให บร การด แลผ ป วย (Thai Certified Careworker) โดยเจรจาให ไทยได ร บประโยชน ไม ต ากว า EPA ท ญ ป นผ กพ นเป ดตลาดให ฟ ล ปป นส และอ นโดน เซ ย กล าวค อ ญ ป นให คน ฟ ล ปป นส และอ นโดน เซ ยท ส าเร จการศ กษาจากสถาบ นการศ กษาในญ ป นและม ค ณสมบ ต สอดคล องก บมาตรฐานว ชาช พของญ ป นสามารถทางานเป น Careworker ได ชะลอการเจรจาเป ดตลาดบร การเพ มเต มก บญ ป นในสาขาค าส งค าปล ก ให เช า และซ อม บ าร ง ขนส งและโลจ สต กส ท องเท ยว การเง น โทรคมนาคม ซ งเป นสาขาท ก าหนดไว ให ม การเจรจาเป ดตลาดเพ มเต มใน JTEPA เน องจากภาคร ฐไทยย งไม ม ความพร อมด านกฎระเบ ยบ เพ อใช ก าก บด แล และภาคเอกชนไทยย งไม ม ความพร อมการแข งข น โดยหากไทยหล กเล ยงไม ได ท ต องม การเป ดตลาดเพ มเต ม ควรพ จารณาเป ดตลาดให ญ ป นไม เก นท ไทยให ประเทศอาเซ ยน อ น ๆ ใน AFAS และ ACIA รวมท งเล อกเป ดตลาดในสาขาธ รก จบร การและการลงท นท ไทยไม ม ความช านาญ เป นสาขาท ต องใช ความร และเทคโนโลย ช นส ง และเป นสาขาท ไม ก อให เก ดการ ผ กขาดการแข งข น เพ อป องก นไม ให เก ดผลกระทบต อ SME โดยสาขาท ญ ป นม ความเช ยวชาญ และผ ใช บร การของไทยย งม ความต องการและไทยย งไม ม ผ ประกอบการมาก เช น บร การต อเร อ เด นระหว างประเทศขนาดใหญ ท ต องใช เทคโนโลย ช นส ง บร การเขตปลอดอากรและศ นย กระจาย ส นค าระหว างประเทศท ต ดต งอ ปกรณ ท นสม ย การผล ตเหล กต นน า การผล ตยางรถยนต และ การผล ตไดโอดเร องแสง เป นต น ง. การจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐ ชะลอการเจรจาเป ดตลาดจ ดซ อภาคร ฐ เน องจากไทยย งไม ม ความพร อมด านกฎระเบ ยบ ตลอดจนผ ประกอบการไม ม ความพร อมเข าร วมประม ลงานและปฏ บ ต งานในญ ป น โดยหากไทย หล กเล ยงการเจรจาก บญ ป นไม ได จะต องก าหนดท าท การเจรจาให สอดคล องก บบทบ ญญ ต ใน GPA-WTO และครอบคล มเฉพาะหล กการท วไปท ไม กาหนดรายละเอ ยดในว ธ การจ ดซ อจ ดจ าง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 13

28 จ. ความร วมม อ ความร วมม อภายใต ข อบทพ ธ การศ ลกากร ขอความร วมม อกรมศ ลกากรญ ป นเพ อร วมพ ฒนาระบบพ ธ การศ ลกากรไทยในประเด นต าง ๆ ได แก (1) การลดระยะเวลาการด าเน นพ ธ การศ ลกากร (2) การพ ฒนา Authorized Economic Operator (3) การน าเทคโนโลย สารสนเทศมาใช (4) เทคน คว ธ ปฏ บ ต ของการ จ ดการความเส ยง และ (5) การตรวจสอบการใช ส ทธ ประโยชน จากการค าเสร ความร วมม อภายใต ข อบทการค าไร กระดาษ ขอความร วมม อญ ป นพ ฒนาการค าไร กระดาษ โดยแลกเปล ยนว ธ ปฏ บ ต ในการพ ฒนา Single Window ท งระหว างการเช อมโยงข อม ลระหว างหน วยงานร ฐ-ร ฐ (G-G) หน วยงานร ฐ-เอกชน (G-B) และเอกชน-เอกชน (B-B) โดยใช กรณ ศ กษาของ Nippon Automated Cargo and Port Consolidated System (NACCS) และ Japan Electronic Open Network Trade Control System (JETRAS) เป นพ นฐานในการพ ฒนา Single Window ของไทย ความร วมม อภายใต ข อบททร พย ส นทางป ญญา ขอความร วมม อญ ป นเพ อเสร มสร างทร พย ส นทางป ญญา โดยผสมผสานระหว างเศรษฐก จเช ง สร างสรรค เศรษฐก จบนฐานความร และภ ม ป ญญาเพ อน ามาใช ประโยชน เช งพาณ ชย และน า เทคโนโลย สม ยใหม มาใช ประโยชน ได แก Content Industry งานศ ลปะห ตกรรม ผล ตภ ณฑ ช มชน อ ญมณ และเคร องประด บ ตลอดจนการส งเสร มและค มครองการใช ประโยชน จาก ทร พย ส นทางป ญญาในเช งพาณ ชย ความร วมม อภายใต ข อบทการแข งข น ขอความร วมม อญ ป นจ ดหล กส ตรฝ กอบรมเร องนโยบายกฎหมายแข งข น กฎหมายค าส งค า ปล กและกรณ ศ กษาการบร หารใช กฎหมายการแข งข นทางการค าก บธ รก จผล ตส นค า/ บร การ เพ อยกระด บความร แก เจ าหน าท น กว ชาการ และน กธ รก จของไทย ความร วมม อภายใต ข อบทความร วมม อสาขาต าง ๆ สาขาเกษตร ป าไม และประมง ขอความร วมม อญ ป นพ ฒนาการบร หารจ ดการน าอย างม ประส ทธ ภาพ เพ อช วยยกระด บ การก าหนดนโยบาย กฎระเบ ยบ มาตรการ การให เง นอ ดหน น และกลไกบร หารระด บ ร ฐบาลกลางและท องถ นพ อเพ มประส ทธ ภาพการใช น า การผล ต การส งเสร มการใช น าให เก ด ประโยชน ส งส ดและเหมาะสมก บก จกรรมต าง ๆ เช น การเพาะปล ก การใช ของคร วเร อนและ อ ตสาหกรรม ตลอดจนสามารถบร หารน าเพ อป องก นป ญหาอ ทกภ ยและภ ยแล งได ขอความร วมม อญ ป นถ ายทอดเทคโนโลย การผล ตส นค าอาหารท ม ศ กยภาพ รวมท งระบบ การเก บ การถนอมร กษา บรรจ ภ ณฑ และการขนส ง และการตรวจสอบค ณภาพให สอดคล องก บข อก าหนด GAP ของญ ป นและความต องการของตลาดญ ป น ได แก มะม วง ท เร ยน มะพร าวอ อน กล วย ส บปะรด ม งค ด ปศ ส ตว และผล ตภ ณฑ ประมง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 14

29 ขอความร วมม อญ ป นส งเสร มส นค าสหกรณ ไทยก บสหกรณ ญ ป นในโครงการหน ง ผล ตภ ณฑ หน งตาบล (OTOP/ OVOP) เข าส สถานท จ ดแสดงส นค าและศ นย กระจายส นค า ของไทยและญ ป นในภ ม ภาคและเม องท องเท ยวหล กท ได ร บประโยชน ร วมก น ขอความร วมม อญ ป นให ใช ไทยเป นแหล งอาหารส ารองหล กของญ ป น เพ อสร างความม นคง ด านอาหารของญ ป น (Food Security) และเพ มโอกาสการผล ตและการส งออกของไทย ขอความร วมม อญ ป นฝ กอบรมและพ ฒนาเพ อพ ฒนากองเร อประมงน าล กของไทยและ กระบวนการตรวจสอบค ณภาพส ตว น าตามมาตรฐานสากล เพ อให ไทยสามารถแสวงหา ล ทางการท าประมงในน านน าต างประเทศท ไม ข ดต อระเบ ยบขององค การระหว างประเทศ และประเทศท น าเข า รวมท งเพ อพ ฒนาส นค าประมงให ม ค ณภาพและปลอดภ ยต งแต ต นน า ถ งปลายน า ขอความร วมม อญ ป นฝ กอบรมและถ ายทอดเทคโนโลย เร องการน าระบบสารสนเทศ (IT) มาใช ในการจ ดการทร พยากรป าไม เน องจากญ ป นม ความก าวหน าการพ ฒนา IT เพ อใช ใน การจ ดการป าไม การปล กป า การก าหนดแนวเขตการใช ประโยชน ท ด น เพ อให เก ดความ ย งย นในการพ ฒนาป าไม ควบค ก บส งคมอ ตสาหกรรม สาขาการศ กษาและการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ขอความร วมม อญ ป นพ ฒนาเคร อข ายมหาว ทยาล ยญ ป นก บไทย โดยเฉพาะมหาว ทยาล ย เน นการเร ยนการสอนและว จ ยด านบร หารธ รก จและเศรษฐศาสตร เพ อพ ฒนาการเร ยนการสอน การว จ ย การแลกเปล ยนน ส ตและคณาจารย การจ ดท าปร ญญาร วม (Double Degree) การ ร บรองค ณภาพการศ กษา และการจ ดต งศ นย ธ รก จไทย-ญ ป นศ กษา เพ อยกระด บความส มพ นธ ด านการศ กษาและทร พยากรมน ษย ท เป นประโยชน ต อการค าระหว างสองประเทศ สาขาการเสร มสร างสภาพแวดล อมทางธ รก จ ขอความร วมม อญ ป นยกระด บค ณภาพการจ ดการและมาตรฐานธ รก จในระด บสากล โดย ส งเสร มให ผ ประกอบการไทยได ร บมาตรฐานการจ ดการท ยอมร บของสากลและญ ป น เช น ISO9001/ISO14001 และ Japan Quality Management System พ ฒนาความร วมม อระหว างไทยก บญ ป นด านการไปลงท นภาคเกษตรในประเทศเพ อนบ าน ของไทย โดยอาศ ยเง นท นและเทคโนโลย ของญ ป น รวมท งความต องการด านการบร โภคส นค า เกษตรในตลาดญ ป น และความชานาญของไทยในตลาดอาเซ ยน โดยได ร บประโยชน ร วมก น สาขาบร การทางการเง น แต งต งคณะผ แทนของไทยและญ ป นเพ อพ ฒนาความร วมม อบร การทางการเง น เน องจาก ท ผ านมาย งไม ม การระบ ท ช ดเจนของฝ ายไทยก บญ ป นอย างเป นทางการเพ อหาร อความ ร วมม อด านน พ ฒนาความร วมม อด านตลาดท นและตลาดหล กทร พย ได แก การศ กษาการน าธ รก จไทย และญ ป นท จดทะเบ ยนในหล กทร พย ของตนและม ค ณสมบ ต ท เหมาะสมไปจดทะเบ ยนเพ อ ระดมท นในอ กประเทศหน ง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 15

30 ขอความร วมม อญ ป นจ ดการส มมนาเร องนโยบายและว ธ ปฏ บ ต ของญ ป นในการก าก บและ ส งเสร มการประกอบธ รก จค าปล กควบค ก บธนาคาร (คล ายกรณ 7 Eleven Bank) เพ อให ผ ม ส วนได ส วนเส ยของไทยเก ดความต นต วเร องร ปแบบใหม ของการประกอบธ รก จธนาคาร ขอความร วมม อญ ป นจ ดการฝ กอบรมเร องการพ ฒนาข ดความสามารถการด าเน นงานของ องค กรทางการเง นช มชน เช น กล มเกษตรกร กล มอาช พต าง ๆ เพ อใช องค กรทางการเง นช มชน ของญ ป นม ความเข มแข งเป นแบบอย างแก องค กรทางการเง นช มชนของไทย สาขาเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร ขอความร วมม อญ ป นพ ฒนาระบบร ฐบาลอ เล กทรอน กส ของไทยให ม ความสมบ รณ มากข น โดยจ ดการฝ กอบรมเพ อถ ายทอดความร ประสบการณ และเทคโนโลย ท ส าค ญในการพ ฒนา ด งกล าว สาขาว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม ขอความร วมม อญ ป นเช อมโยงเคร อข ายทางว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ระหว างอ ทยาน ว ทยาศาสตร และซอฟแวร ระหว างไทยก บญ ป นเพ อพ ฒนาน กว จ ยไทยก บญ ป นให ม การ แลกเปล ยนความร ด านว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ระหว างก น เพ อรองร บการพ ฒนาบน ฐานความร และนว ตกรรมใหม ขอความร วมม อญ ป นท าการว จ ยและถ ายทอดเทคโนโลย การพ ฒนาส นค านว ตกรรมแห ง อนาคต เช น Biotech, Nanotech, Infotech และ Info Structure ขอความร วมม อญ ป นจ ดส มมนาฝ กอบรมและถ ายทอดว ธ ปฏ บ ต ในการส งเสร มการพ ฒนา เม องและบ านและก จกรรมท ลดการผล ตก าซเร อนกระจก (Smart Community and Smart House) ท ต ดต งอ ปกรณ ประหย ดพล งงานและเป นม ตรส งแวดล อม เพ อช วยให ไทย เป นส งคมคาร บอนต า ได แก การผล กด นการใช แต มอน ร กษ (Eco Point) การส งเสร มให เก ด ระบบการค าคาร บอนเครด ต และการพ ฒนา Clean Development Mechanism (CDM) สาขาว สาหก จขนาดกลางและย อม ขอความร วมม อญ ป นเพ อถ ายทอดความร ประสบการณ และมาตรการสร างความเข มแข ง แก ว สาหก จขนาดกลางและย อม โดยการสน บสน นให SME เข าถ งแหล งส นเช อผ านสถาบ น การเง น/กองท นต าง ๆ และการส งเสร มให SME ม การรวมกล มเช อมโยงต งแต ต นน าถ งปลายน า สาขาการส งเสร มการค าและการลงท น ผล กด นญ ป นจ ดท าโครงการสถาบ นพ ฒนาทร พยากรมน ษย ของอ ตสาหกรรมรถยนต (AHRDIP) ซ งเป นโครงการความร วมม อท ม อย เด มภายใต JTEPA เพ อให เก ดความต อเน อง ด านการพ ฒนาอ ตสาหกรรมยานยนต ไทยอย างต อเน อง ขอความร วมม อญ ป นถ ายทอดเทคโนโลย สม ยใหม ท ใช การผล ตและแปรร ปเหล กและ ผล ตภ ณฑ เหล ก โดยเฉพาะแผ นเหล กเคล อบและผล ตภ ณฑ เหล กท ใช ในอ ตสาหกรรมยานยนต ขอความร วมม อญ ป นถ ายทอดเทคโนโลย พ ฒนาพล งงานทดแทนและอ ตสาหกรรม พล งงานทดแทน ได แก พล งงานลม พล งงานไฟฟ าพล งน า พล งงานแสงอาท ตย พล งงานช วมวล รวมท งการส งเสร มให ประชาชนลดการใช พล งงาน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 16

31 ขอความร วมม อญ ป นให ความช วยเหล อปร บปร งห องทดสอบส นค าส งทอและ เคร องน งห มของสถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอ (Lab Testing Center) เพ อให ม การ ยอมร บผลการทดสอบส นค าระหว างไทยก บญ ป น ขอความร วมม อญ ป นให ความช วยเหล อการพ ฒนาระบบห นส วนระหว างภาคร ฐและ เอกชน (PPP) ในการลงท นด านต าง ๆ ได แก การลงท นหาเคร องม อทางการแพทย ราคาส ง มาใช งานโรงเร ยนแพทย เข อน โครงการระบบขนส งท ใช เง นท นและเทคโนโลย ส ง และ โครงสร างพ นฐานด านสาธารณ ปโภค 3.3 มาตรการรองร บการปร บต วของไทย ก. การพ ฒนากลไกการบร หารงาน JTEPA จ ดต งหน วยงานถาวรเพ อต ดตามการใช ประโยชน JTEPA ท งการเป ดตลาดการค าและการ ลงท น การพ ฒนาความร วมม อ รวมท งเป นจ ดต ดต อระหว างหน วยงานของไทยก บญ ป น เป นจ ด ต ดต อก บผ ม ส วนได ส วนเส ยก บ JTEPA ในไทย และเป นหน วยต ดตามความเคล อนไหวด าน เศรษฐก จการค าของญ ป นอย างใกล ช ด ข. มาตรการเช งร กเพ อใช ประโยชน การส งออกภายใต JTEPA เร งสร างความร ความเข าใจและประชาส มพ นธ การใช ประโยชน JTEPA ไปย งกล มผ ผล ต และผ ส งออกส นค าเป าหมายท สามารถใช ประโยชน จากการลดภาษ ท ทยอยปร บเพ มมากข นใน แต ละป และเป นส นค า/บร การท ม โอกาสเต บโตในตลาดญ ป นมาก ประกอบด วย (1) กล มส นค า แช เย นแช แข ง ได แก ไก เป ด ป ปลา ปลาหม ก หอย แมงกะพร น และปลาท ห นแล ว (2) กล ม ผ กและผลไม ได แก มะเข อยาว พร กหวาน ข าวโพด กระเจ ยบ ข า ข ง ม นเทศ เผ อก ส บปะรด อบแห ง ส บปะรดสด (ขนาดเล ก) กล วย มะม วง ม งค ด มะพร าว (3) กล มอาหารแปรร ป ได แก น าม นพ ช ท น ากระป อง หอยลายกระป อง ขนมป งกรอบ แยม ซอสถ วเหล อง เคร องแกง สาเร จร ป ผงปร งรส เคร องด มช กาล ง น าผลไม ผลไม กระป อง และน าส มสายช (4) กล มอาหาร ส ตว ได แก อาหารส น ขและแมว (5) กล มส นค าอ ตสาหกรรม ได แก เอท ล น โพรพ ล น สไตร น แชมพ อ ญมณ และเคร องประด บ กระดาษ ไม อ ด ไฟเบอร บอร ด แผ นไม ว เน ยร ซ เมนต ผล ตภ ณฑ สปา และ (6) กล มบร การ ได แก ร านอาหารไทย บร การทางส ขภาพ สปาไทย จ ดต งหน วยบ มเพาะธ รก จ (Incubation center) เพ อให ค าปร กษา ฝ กอบรม และยกระด บ ข ดความสามารถของผ ประกอบการรายย อยท สนใจท าการค าก บญ ป นเพ อใช ประโยชน จาก JTEPA จาแนกเป นรายส นค า / บร การเป าหมาย เพ อให เก ดการเพ มจานวนผ ประกอบการและ การสร างนว ตกรรม ท กษะด านภาษาและการจ ดการ เพ อเพ มม ลค าการค าระหว างไทยก บญ ป น พ ฒนาระบบข อม ลสารสนเทศทางการค าและการตลาดเช งล ก (Trade Intelligence) ของ ตลาดญ ป น สน บสน นให น กธ รก จไทยร วมท น/หาต วแทนและห นส วนก บญ ป นเพ อเข าไปท าการค าใน ญ ป น โดยเฉพาะในสาขากล มธ รก จด านอาหาร (อาหารไทย อาหารเพ อส ขภาพ และอาหารท ม รสชาต ด tasty และปลอดภ ย) ภ ตตาคาร ร านกาแฟ/ขนม นวดและสปา บร การส ขภาพ และ ธ รก จนาเท ยว สน บสน นให น กธ รก จญ ป นมาลงท นในไทยเพ อผล ตส นค าและบร การเพ อใช ไทยเป นฐานการ ส งออกไปย งอาเซ ยน ญ ป น และค เจรจา FTA อ น ๆ โดยธ รก จเป าหมาย ได แก ยานยนต และ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 17

32 ช นส วน ยางรถยนต เหล กและผล ตภ ณฑ เหล ก อ เล กทรอน กส เคร องใช ไฟฟ า อาหารพร อม ร บประทาน (ready to eat) อาหารเพ อส ขภาพ ส นค าเกษตรอ นทร ย ธ รก จผล ตส นค าและ บร การท ใช เทคโนโลย ส ง โลจ สต กส พล งงานทดแทน บร การว จ ยและห องปฏ บ ต การทดสอบ บร การศ นย จ ดหาช นส วนและส นค าระหว างประเทศ บร การส งแวดล อม ประก นภ ยการขนส ง ระหว างประเทศ น คมอ ตสาหกรรมและสาธารณ ปโภคพ นฐาน ศ นย ร บงาน (Outsourcing Center) และศ นย ปฏ บ ต การภ ม ภาค (ROH) เพ มความเข มงวดในการร กษามาตรฐานการผล ตตลอดผ ท เก ยวข องในโซ อ ปทานการผล ต เพ อยกระด บค ณภาพส นค าไทย ได แก ส นค าเกษตรและอาหาร (ไก ก ง ผ กและผลไม ) พ ฒนาศ กยภาพการผล ต การออกแบบ การสน บสน นการใช เทคโนโลย ใหม และการตลาด ของส นค าส งออกหล กของไทยท ม ระด บความสามารถทางการแข งข นลดลงในตลาดญ ป น ได แก แผงวงจรไฟฟ า เคร องจ กรกล ว ทย โทรท ศน เลนซ เฟอร น เจอร รองเท าก ฬา ผล ตภ ณฑ หน ง ค. มาตรการเช งร บเพ อลดผลกระทบจาก JTEPA เร งสร างความร ความเข าใจและประชาส มพ นธ เร องส นค าส าค ญของญ ป นท ม โอกาสน าเข า มาในไทยได มากข นอ นเน องจากการลดข อจ าก ดทางการค าภายใต JTEPA และเป นกล ม ส นค าญ ป นท ม โอกาสเต บโตในตลาดไทยมากเพ อแจ งข อเท จจร งให ผ ประกอบการไทยเตร ยม ร บม อ ได แก (1) กล มส นค าอาหารและยา ได แก ปลาแมคเคอเรล แอปเป ล เมล อน ยาแก ปวด เคร องส าอาง ชาเข ยว (2) กล มส นค าอ ตสาหกรรม ได แก เคม ภ ณฑ ยางรถยนต เหล กและ ผล ตภ ณฑ เหล ก เคร องยนต และเพลาส งก าล ง เคร องจ กรท ใช ก อสร าง เคร องจ กรแปรร ปโลหะ อ ปกรณ ไฟฟ าเพ อป องก นไฟล ดวงจร รถยนต โดยสารและรถยนต บรรท กและส วนประกอบ รถจ กรยานยนต และส วนประกอบ ช นส วนยานยนต เคร องประด บเง น กล องถ ายร ป และของเล น และ (3) กล มบร การ ได แก ค าส งค าปล ก บร การให เช า ซ อมบาร ง และโลจ สต กส เพ มงบประมาณกองท น FTA เพ อเย ยวยาผ ได ร บผลกระทบจากการเป ดตลาด เพ อให เก ด ความต อเน องของโครงการเพ อช วยเหล อผ ได ร บผลกระทบเพ อปร บต วหร อเตร ยมพร อมพ ฒนา ส นค าและบร การให สอดคล องก บกฎ ระเบ ยบ และมาตรฐานต าง ๆ มากข น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า ส 18

33 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Executive Summary THE STUDY ON IMPACT AND REVIEW OF ALL COMMITMENTS IN THE AGREEMENT INCLUDING TRADE BENEFITS CREATEING FROM THE JAPAN THAILAND ECONOMIC PARTNERSHIP AGREEMENT (JTEPA) By Councilting Centre of National Institute of Development Administration October 2011 The Department of Trade Negotiations has assigned the National Institute of Development Administration to conduct a research project on The Study on Impact and Review of all Commitments in the Agreement including Trade Benefits Createing from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA). The objectives of this study are (1) to assess positive and negative impacts of the liberalization of trade in goods, trade in services, investment, and relevant economic cooperation projects creating after the entry into force of JTEPA; moreover, to analyze main opportunities and treats in order to re-negotiate and solve problems between Thailand and Japan; (2) to analyze the impact of JTEPA and assess Thailand s readiness on negotiation review relating to trade in goods, trade in services, investment, government procurement, and economic cooperation projects under mutually agreed conditions; and (3) to recommend negotiation framework, negotiation positions, and appropriate negotiation directions for the review of this Agreement and propose measures to mitigate the impacts of JTEPA for private and public sectors and propose proactive and defensive measures to implement the Agreement in accordance with the commitments. Part 1: Analysis of Positive and Negative Impacts of Liberalization of Trade in Goods, Trade in Services, Investment and Related Economic Cooperation after the Entry into Force of the JTEPA. 1.1 The Impact of Trade in Goods Liberalization Japan is Thailand s most important trading partner. Products traded between Thailand and Japan are mostly industrial products. However, Japan has been enjoying trade surplus with Thailand. Thai exporters can utilize benefits from the exportation to Japan from three channels, which are as follows: (1) the tariff preference from Generalized System of Preference (GSP); (2) the tariff preference resulting from lower tariff rates under Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA); and (3) the tariff preference resulting from lower tariff rates under ASEAN Japan Comprehensive Economic Partnership (AJCEP). Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 1

34 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) The result of the study shows that JTEPA is the channel utilized most for Thai exporters comparing to the other channels. After JTEPA came into effect on November 1, 2007, JTEPA has played a crucial role for Thai and Japanese products to gain real benefits from the reduction of tariff rates or the elimination of cutoms duties. It helps reduce production cost and increase trade volume continuously. Thailand and Japan have been enjoying an upward trend in their bilateral trade resulting from the implementation of JTEPA. The trade volume increased by 34.2 percent after the implementation of this Agreement comparing to the trade volume before the entry into force of it. As can be seen during the period of four years prior to JTEPA s entry into force ( ), the average trade volume between Thailand and Japan was at USD 37.1 billion, while Thai exports valued USD 14.1 billion and Thai imports valued USD 23.0 billion. However, during the period of four years after the entry into force of JTEPA ( ), the average trade volume betweenthailand and Japan valued USD 49.8 billion, while Thai exports valued USD 18.6 billion and the Thai imports valued USD 31.2 billion. Thai major exporting products which gain benefits from JTEPA are fisheries products, vegetables and fruits, chicken, animal feeds, molasses from sugar, pork, textiles and garments, plastic, chemical, precious stones and jewelry. Thai exporting products utilizing JTEPA preferencial treatment during the period accounted for 68.1 percent of total Thai exports, whereas Thai products adversely affecting from JTEPA are iron/steel products, and vehicle parts. These products are Japan s potential exported products. Thai importing products utilizing JTEPA preferencial treatment during the period of accounted for 8.4 percent of total Thai imports. However, Thailand still faces some difficulties in order to utilize benefits from JTEPA in terms of export and import aspects. The impediments are as follows; a) Impediments Relating to Exportation Tariff barriers: there are many Thai major products exporting to Japan which are not satisfied to the conditions in order to gain the benefit from Japan s market access. It is due to the fact that they are not the products which are bound in Japanese tariff concession for example rice and rice powder. Moreover, there are many products whose tariffs are insufficantly lowered by Japan side for instance frozen squid, prepared chicken products, sugar, canned food, seasoning, wheat products, textiles and garments, leather and foot wears. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 2

35 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Import quota restriction: this measure causes difficulties for Thailand to export agricultural products and food to Japan. The products are processed pork, molasses from sugar, tapioca starch, banana, fresh pineapple. Rules of origin: rules of origin for Thai products are difficult to comply with in order to claim customs duties benefits. For example, canned tuna exporting from Thailand cannot comply with the rules of origin, because Japan requires that tunas need to be caught by boats which were registered with IOTC (Indian Ocean Tuna Commission). Moreover, there are other products for instance textiles, garments, fruit juice and jam, precious stones and jewelry, radio and television, animal feed that also cannot claim JTEPA benefits. This situation occurs when Thailand use raw materials importing from the third country. Therefore, utilization rate was less than expected. Import restriction of Thai fruits: Japan allows importation of only some Thai fruits which are mangoes, rambutan, durian, pineapple, coconut, banana, salak, and sweet tamarine. The utilization of JTEPA benefits are mostly from large scale entreprepries: especially large scale entrepreprises located in Bangkok Metropolitan Area, large provinces in central, eastearn and north-eastern areas of Thailand. Exporters in Thailand are partly Japanese owners which invest in Thailand in order to produce goods and re-export back to Japan. While most Thai SMEs are unable to reach information on obligations of market access, customs duties, calculation on Roos; and export procedures to gain JTEPA benefits. b) Impediments Relating to Importation ROOs certificate form fee: the Japanese Chamber requires that Thai importers pay ROOs certificate form fee in order to gain benefit from JTEPA. The fee costs 200 yen per time and 500 yen per item. These expenses are quite high. It creates higer production cost for Thai exporters as well. Some concerns of Thai manufacturers: Some Thai manufacturers such as those produce parts and spare parts, vehicle and iron/steel did not want Thai government to reduce or eliminate custom duties for Japanese products because Japan has much more competitiveness in those products. Moreover, Thai producers requested the government to delay liberalization on Japanese products. Nevertheless, for liberalization of steel/iron, it is found that business groups that use steel/iron as raw materials such as motor vehicles and motor Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 3

36 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) vehicle parts, machinery manufactures and construction businesses wanted Thai government to accelerate reduction or elimination of quota limitation. This is because steel and iron from Japan have higher quality than Thailand s steel and iron. 1.2 Impacts of Trade in Services and Investment Liberalization Thailand and Japan have not substantially been impacted by liberalization of trade in services and investment under JTEPA. Thailand s services schedule committed lower than the Thai current regulations and regime. Most Japanese investors tend to prefer BOI rather than JTEPA in gaining benefits relating to foreign investment and work permit. This is because BOI benefits offer more than those of JTEPA. Japanese investments are mostly in manufacturing sectors. On the other hand, few Japanese investors operate services businesses which must be approved in accordance with Foreign Business Act. Those services sectors are for instance, loan services provided for subsidiaries, international freight forwarder, and leasing services. Thai people working or doing business in Japan have not utilized any advantage from JTPEA. Key Impediments relating to trade in services and investment liberalization are as follows: a) Impediments Relating to Export of Services and Investment Thai investors and service suppliers do not utilize benefits much from market access on trade in services and investment. Under JTEPA, Japan are bound to allow Thai investors holding equity participation more than half of all company s equities in almost all types of businesses in Japan including establishing the facilitation center to accommodate foreign investors. Japan s schedule commitments are bound higher than its commitments under WTO, especially Thai service suppliers possessing high skills are allowed to work in Japan for the period of not over 3 years. These professions are Thai chefs, Thai classical dance teachers, Thai classical music teachers, and Thai language teachers. However, there is no Thai person utilizing this advantage from JTEPA. The reason is that Thai people do not have sufficient funds, marketing information, and in-depth knowledge of Japanese investment regulations and regime. Thai services suppliers who work as spa and massage therapists and care workers cannot be exported. Even JTEPA specifies that Thailand and Japan have to have discussions to find a way for qualified Thai services suppliers to work in Japan, it is quite difficult to negotiate with Japan because Japan always argues that massage therapists are restricted for Japanese blind people. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 4

37 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) b) Impediments relating to import of services and investment Concern from thai services suppliers and investors: They do not want to liberalize transport and logistics services, construction services, and wholesale and retail sectors. This is because Thai entrepreneurs are mostly small and medium enterprise (SMEs) who have little amount of capital, no fully integrated services and no international network. 1.3 Development of Economic Cooperation under JTEPA JTEPA covers 10 areas of cooperation which are as follows; (1) agriculture, forestry and fisheries (2) education and human resource development (3) business environment enhancement (4) financial services (5) information and communication technology (6) science, technology enegy and environment (7) small and medium enterprise (8) tourism (9) trade and investment promotion including activities which are Kitchen of the World, Steel industry Cooperation Progamme, Automotive Human Resources Development, energy conservation, value-creation economy, public-private partnership and textile and apparels cooperation; and (10) other areas of cooperation as maybe mutually agreed. Overall, Thailand should gain benefits from these cooperation projects because Thailand is a receiver rather than a giver. However, in practice Thailand does not benefit as much as it should because of these reasons: Lack of a proper strategy to mange these cooperation projects: This is because there are many Thai agencies involved, but they lack integration of work and effective monitoring mechanism. Several projects are not directly related enhancement of economic relations between Thailand and Japan. Cooperation on education and human resources for instance, can be seen as a usual academic project in enhancing international relations. This type of cooperation focuses on seminars, funds and cultural exchange programs. Some projects have no progress. These include cooperation projects on financial services, energy conservation and intellectual property. Part 2: The Impacts of JTEPA and Thailand s Readiness for Further Negotiations on Trade in goods, Trade in services, Investment, Government Procurement, and the Future Economic Cooperation Projects 2.1 JTEPA s impacts and Thailand s Readiness for Further Negotiations on Trade in goods a) Quantitative Impacts This research examines the economy-wide impact on trade in goods liberalization under JTEPA by using GTAP model. This model is applied in order to show impacts linked to Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 5

38 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) four economic units which are business, household and government, investor and transport sectors; under the assumption that countries are open market economy with no intervention from their governments. Six groups of products are selected; which are (1) fish and seafood products; (2) chicken and pork products; (3) sugar; (4) steel and iron products; (5) metal products; and (6) automobile and parts. The first three product groups are the products that Thai private sectors want Japan to liberalize while the last three product groups are the products that Japan wants Thailand to liberalize. The simulation is run in four different scenarios to forecast the macro economic impact. These four scenarios are shown in Table 1. Table 1: Scenarios that are run in the simulation List of products that Japan eliminates tariff duties for Thailand Fish and seafood products Scenario 1 Chicken and pork products Sugar Fish and seafood products List of products that Thailand eliminates tariff duties for Japan Steel and iron products metal products automobile and parts Steel and iron products Scenario 2 Chicken and pork products Metal products Automobile parts (not include Sugar automobile) Scenario 3 Fish and seafood products Same as Scenario 2 Fish and seafood products Scenario 4 Same as Scenario 2 Chicken and pork products The result of this study run by the GTAP model shows that more liberalization in the four scenarios would give positive impact to Thailand s macro-economy, as shown in Table 2. The liberalization under Scenario 1 (Thailand and Japan liberalize fish and seafood products, chicken and pork products, sugar, steel and iron products, metal products, and automobile and parts.) would result in better positive effect for Thailand s macro-economy than the liberalization in Scenarios 2, 3 and 4, as described below; The liberalization under the four scenarios would result in the growth of real GDP although the liberalization under Scenario 1 would result in the highest growth of real GDP compared with the other scenarios. Real GDP growth results from increased investment by the private and public sectors, and increased consumption and welfare. However, the liberalization under these four scenarios would cause higher trade deficit for Thailand with Japan because the growth rate of imports is higher than the growth rate of exports. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 6

39 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) If examining the terms of trade (the ratio of export prices to the import prices), it is found that the trade liberalization under Scenario 1 would create the highest terms of trade, which is at 0.22 percent. If a country s terms of trade is high, the country has more competitive advantage than the other country. Furthermore, if the terms of trade is positive, it means that the country will gain benefits from liberalization rather than a negative effect from trade diversion. Table 2: Impact on Thailand s macro-economic variables Scenario 1 Scenario 2 Scenario 3 Scenario 4 Real GDP (market prices) (%) Aggregate capital stock (%) Real private consumption (%) Real government consumption (%) Real investment (%) Export volumes (%) Import volumes (%) Personal Income (%) Real Saving (%) Welfare (millions$) Price of GDP (market price) (%) Export price (%) Import price (%) Terms of trade (%) Average price of primary factor (%) Unskilled Labour wage rate (%) Skilled Labour wage rate (%) Table 3: Tendency of International trede between Thailand and Japan identified by products (Unit: percent) Scenario Fish Chicken and Steel and Metal Automobile Sugar products pork products Iron products products and parts Total Thailand exports to Japan Scenario Scenario Scenario Scenario Thailand imports from Japan Scenario Scenario Scenario Scenario Thailand s trade balance Scenario Scenario Scenario Scenario Source: GTAP Simulation Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 7

40 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Table 3 shows the trend of trade between Thailand and Japan (only the two countries are taken into account) which is categorized by products in different scenarios. It is found that Japan s trade liberalization by elimation of all tariff and non-tariff barriers would increase Thailand s exporting value to Japan in fish and seafood products, chicken and pork products, and sugar. Sugar export value s increasing rate is the highest while chicken and pork products, and fish and seafood products are second and third high respectively. In the meantime, Thailand s trade liberalization by elimination of all tariff and non-tariff barriers would increase Japan s exporting value to Thailand in steel and iron products, metal products, and parts of vehicle products. The export value s increasing rate of automobile and parts is the highest while the iron andsteel products and metal products are second and third respectively. b) Qualitative Impacts According to qualitative analysis, Thailand should determine its negotiating positions as follows; Figure 1: Trade value of the product group which Thailand and Japan are obliged to re-negotiate (products under Category R ) Unit (Million USD) Trade value of R product group that Thailand exported to Japan Value of import duties on R product group which Japan charged from Thai products Trade value of R product group that Thailand imported from Japan Value of import duties on R product group which Thailand charged from Japanese products Main products that Japan is bound to review for further liberalization for instance raw sugar, tropica starch, sausage, gum frozen tuna, pineapple products, sugar products. Main products that Thailand is bound to review for further liberalization which ar automobile with CBU between 1,500-3,000 cc. If examining trade balance of R product group between Thailand and Japan, it is found that Thailand would enjoy trade surplus with Japan. And if the R product group is liberalized, it would be beneficial for agricultural and food products of Thailand. However, the Thai government would lose revenue from the decrease of custom duties on automobiles which have very high tariff rates. On the other hand, Japan would lose revenue from the reduction of custom duties less than Thailand would. In the case that Thailand and Japan decide to liberalize all products under Categry R which Japan and Thailand are obliged to review their own commitments by April 2011 Japan is to review its commitments on agricultural and food products such as raw sugar, sugar products, sausauges, and tapioca starch while Thailand is to review its commitments on all sizes of passenger cars), by comparing export and import values of products in Category R of both countries based on trade data in 2010 as illustrated in Figure 1, it is found that Thailand s trade value of products in this group would be higher than Japan s. However, the Thai government would lose revenue from customs duties more than Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 8

41 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Japan loses its revenue from customs duties. This is because Thailand s customs duties on automobiles from Japan are very high. If analyzing the products under Category Q (the product group that Thailand and Japan have imported quotas) as illustrated in Figure 2, it is found that if Thailand and Japan liberalize more on Q product group, Thailand s trade value of products in this group would be lower than Japan s. However Thailand should still request Japan to consider allowing more markert access or expanding its imported quotas because Thailand has potential to produce and to export some products in the Q product group, and also some products are benefitial to Thai domestic producers. Steel and iron are Q products that Japan would gain benefits when Thailand expands its imported quota or reduces the customs duties. The benefits would also go to the Thai automobile and automobile parts industries, as well as the Thai electrical appliances industry which would enjoy the lower prices of raw materials. Bananas, pineapples, ham and bacon are also in the Q product group. However, the Thai exporters have not fully utilized all amount of the quotas provided (except pork and becon products). Thai public and private sectors should try to take advantages by utilizing all the quotas, particularly the quotas on bananas and pineapples, which have potential to expand in the Japanese market. Figure 2: Trade value of the product group with imported quotas (products under Category Q ) Unit (Million USD) Trade value of Q product group that Thailand imported from Japan Value of import duties on Q product group that Thailand charged from Japanese products ,238.0 Main product of Q product group that Thailand imported from Japan is steel with the width of less than 4.75 mm. Trade value of Q product group that Japan imported from Thailand Value of import duties on Q product group which Japan charged from Thai products Main products of Q product group that Japan imported from Thailand are babanas, pineapples, ham If examining trade balance of Q product group between Thailand and Japan, it is found that Thailand would suffer from trade deficit. And if the Q product group is liberalized, the Thai government would lose more revenue from the decrease of custom duties on the Q product group collected from Japan than Japan would lose revenue collected form Thailand. If examining the products which have been excluded from the goods liberalization by Japan and Thailand (products under Category X ) as illustrated in Figure 3, it is found that if Thailand and Japan decide to liberalize the X product group, Thailand s value of trade of products in this group would be higher than Japan s. The products in this group that Thailand would get the advantages are rice, flour, broken rice, starch, cereal products Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 9

42 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) whereas the products that Japan would gain the benefits are cigarettes which have not been exported much to Thailand. Figure 3: Trade value of the product group that have been excluded from the goods liberalization (products under Category X ) Unit (Million USD) Trade value of X product group that Japan imported from Thailand Value of import duties on X product group that Japan charged from Thai products Value of X product group that Thaialndimported from Japan Value of import duties on X product group which Thailand charged from Japanese products Main Products of X product group that Japan imports from Thailand are rice, flour, broken rice, starch, and cereal products. Main products of X product group that Thailand imports from Japan are cigaretts. If examining trade balance of X product group between Thailand and Japan, it is found that Thailand would enjoy trade surplus with Japan. If Japan liberalized this product group, it would greatly be beneficial to Thailand. C) Thailand s Readiness for Further Negotiations on Trade in Goods Based on the quantitative and qualitative analysis, it can be concluded that the products which Thailand has competitiveness and potential to export to Japanare are as follows; 1. R Product Group: The products in this category include raw sugar, oil products, starch, sausage, chewing gum, pineapple products, and frozen tuna. On the contrary, the Thai products which are expected to be badly affected from liberalization are automobiles with the CBU between 1,500 3,000 cc. The review of the negotiations in the R product group would be beneficial to the Thai farmers and producers of agricultural and food products which involve a large number of Thai people. In the meantime, the adversely affected group would be automobile and parts producers in Thailand which are mostly foreign enterprises investing in Thailand. 2. Q Product Group: Thailand should urge Japan to review its commitments and further liberalize by allowing more market access and expanding imported quotas on the products such as ham and bacon, molasses, tapioca starch, estirified starch, and other starches including pineapples with weight over 900 grams which are planted and exported by Thailand. Furthermore, the Thai government should educate and promote Thai exporter to utilize JTEPA in particular on bananas and pineapples. Nevertheless, Thailand should considering expanding imported quotas on high quality steel and iron which Thai producers are unable to produce. This would help reduce production costs for the Thai domestic products. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 10

43 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) 3. X Product Group: This product group is the group that Japan has not made its commitments under JTEPA. Hence, Thailand should request Japan to liberalize products in this category which are rice, flour, tapioca starch and cereal products. Thailand should request Japan at the Joint Committee meeting to make an amendment of the agreement to liberalize these products which Thailand has high potential to export to Japan. Thailand should also request that these products be re-negotiated within the 10 th year after the entry into force of JTEPA when the General Review is required. 2.2 JTEPA s Impacts and Thailand s Readiness for Further Negotiations on Trade in services and Investment JTEPA specifies that Thailand and Japan have an obligation to review the commitments of market access on trade in services in order to enter into negotiations in some sectors including retail and whole sale services, maintenance and repair services, rental services, transportation and logistics services, tourism services, financial services, telecommunication services, and health services. According to this analysis, it is found that if Thailand and Japan have to enter into further negotiations on trade in services and investment, Thailand will play a defensive role. This is because Thai laws and regulations are not conducive to investment and work of foreigners. Moreover, most Thai entrepreneurs are not competitive in most services except for health services. If Thailand cannot refrain from negotiating with Japan to further liberalize in accordance with the obligations under JTEPA, Thailand should consider using ASEAN Framework Agreement on Services (AFAS) and ASEAN Comprehensive Investment Agreement (ACIA) as the basis for negotiations with Japan. Therefore, Thailand should not make its commitments on services and investment higher than those committed under AFAS and ACIA. Thailand should liberalize the service and investment sectors which require high level of tehnology and expertise that Thai service suppliers do not possess, as well as the sectors which are not prone to monopoly in order to prevent an adverse impact on Thai SMEs. The sectors still needed in Thailand and that Japanese services providers have expertise are, for instance; international ship building services, duty free services, international distribution center services, upstream iron manufacture, tire manufacture, and light emitting diode manufacture. 2.3 JTEPA s Impacts and Thailand s Readiness for Further Negotiations on Government Procurement Thailand and Japan have not made any market access commitments in government procurement. However, JTEPA specifies that Thail and Japan have to enter into negotiations on government procurement by October At present, Japan is a member of the Plurilateral Agreement on Government Procurement (GPA) under WTO that led to formation Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 11

44 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) of Japanese laws and regulations in compliance with GPA obligations. Thailand has yet become a GPA member, therefore; some of Thailand s laws and regulations on government procurement can still be discriminatory. Consequently, Thailand is not ready and would be at a disadvantage in the future negotiations with Japan. This is because Thai entrepreneurs have limitions on accessibility to the Japanese government procurement market, for instance, barriers of language and difficulty of information accessibility. Furthermore, only a small number of foreign procurement of goods and services has been done by the Japanese government. Goods and services that have been procured by Japan mostly limit to those with high technology which Thailand is not competitive at. On the other hand, if Thailand eliminates market access barriers in government procurement for Japan, Thai entrepreneurs might be egatively impacted, particularly those in construction and energy services. 2.4 JTEPA s Impacts and Thailand s Readiness for Further Negotiations on Cooperation Projects Cooperation projects under JTEPA would not cause any negative impacts on Thailand. Nevertheless, in order to gain maximum benefitst from these projects, Thailand should have a strategic plan to develop such economic cooperation projects with Japan. The strategic plan should integrate, develop and accelerate the operation of the projects which have no progress such as financial services, energy conservation and intellectual property projects. Part 3: Recommendations on the Negotiation Framework and the Negotiation Positions/Directions for Thailand to Enter into Further Negotiations on JTEPA, Proposed Measures to Mitigate the Impacts of JTEPA on the Thai Public and Private Sectors, and Proposed Proactive and Defensive Measures in Implementing JTEPA in Accordance with the Commitments 3.1 Recommendations on the Negotiation Framework for Further Negotiations on JTEPA JTEPA should be used to as a tool to expand the trade and investment relationship between Thailand and Japan, in order to maintain the level of Thailand s market share in Japan. Simultaneously, JTEPA should be used as a tool to re-structure the Thailand s economic structure in order to enhance the competitiveness in manufacturing and services sectors, as well as to raise the skills and standards of the Thai businesses. Nevertheless, in the negotiations with Japan, Thailand s domestic policies, regulations, competitiveness and overall interests must be taken into account. The Government has to establish remedial measures for the people and business sectors that are affected by JTEPA, including to raise the awareness of all stakeholders and to promote utilization of JTEPA, in order that Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 12

45 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) preparation of manufacturing and services sectors compliance with the regulations and standards can be made timely. This will lead to sustainable development of the country. The negotiation framework of the JTEPA review will be applied in the negotiation process to review, improve or revise the agreement in the areas of goods, services, investment and economic cooperation, including the process to review, improve or revise the framework agreement and the subsequent agreements that will be negotiated in the future. The substances of the negotiation framework in each area are as follows: a) Trade in Goods To review, reduce or eliminate customs duties by focusing on the reduction of tariff on agricultural and industrial goods that Thailand has potential or target to export to Japan. To seek for additional market access by requesting for the re-negotiation of agricultural and agricultural-processed goods that are categorized as the exclusion list. To allow sufficient time for liberalization of sensitive products and to allow for measures to be taken to reduce the impacts of the tariff reductions. To apply customs classification and to allow for the future modifications of customs classification in line with the international standards agreed by the Parties or the standards of international organizations that Thailand and Japan are Parties. Such modifications may cause some changes on Thailand s commitment; however, it shall not undermine the overall interests of Thailand under the Agreement. b) Rules of Origin To develop, review or improve the rules of origin in a way that corresponds to the manufacturing structure of Thailand. To develop, review or improve the operational certification procedures to be transparent and effective and do not create unnecessary costs. Such procedures should be aimed at facilitating trade, as well as supporting and promoting utilization of JTEPA. To apply customs classification and to allow for the future modifications of customs classification in line with the international standards agreed by the Parties or the standards of international organizations that Thailand and Japan are Parties. Such modifications may cause some changes on Thailand s Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 13

46 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) commitment; however, it shall not undermine the overall interests of Thailand under the Agreement. c) Customs Procedures To cooperate on customs procedures in order to reduce or eliminate trade barriers, to facilitate trade, and to avoid unnecessary costs between the Parties. d) Safeguard Measures and Trade Remedial Measures To establish bilateral safeguard measures between Thailand and Japan in order to protect and/or provide relief to domestic production sectors from the adverse impacts of the influx of imported goods, and to establish safeguard measures in the event of balance-of-payments difficulties. To establish anti-dumping and countervailing measures which are in line with WTO rules. e) Sanitary and Phytosanitary Measures To limit the application of sanitary and phytosanitary measures only to those in compliance with WTO rules. To create consultation mechanisms in order to effectively address problems and obstacles potentially resulted from SPS measures. To seek to as much as possible reduce trade barriers resulted from SPS measures. f) Technical Barriers to Trade To limit the application of TBT measures only to those in compliance with the WTO rules. To limit the application of laws or regulations on technical standards only to those corresponding to the level of the Thai industrial development competitiveness. g) Trade in Services To progressively liberalize trade in services within the framework of domestic laws and policies of each party, with a view to achieving higher levels of liberalization of Thailand and Japan than those under the WTO. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 14

47 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) To seek for Japan s higher level of liberalization than the current commitment, and to seek for market access in the sectors that Thailand has potential by facilitating the mobility of Thai executives including all categories of skilled personnel to work in Japan. To allow sufficient time for liberalization of service sectors, particularly those which are sensitive sectors for Thailand. h) Investment To seek for more market access and more investment promotion from the other party by taking into consideration of the level of development and domestic laws, and to review the Investment Chapter in a manner that is beneficial to both parties.to commence the negotiations on government procurement under the Investment Chapter after Thailand has become a Member of the Government Procurement Agreement (GPA) under the WTO. To reserve the government's rights to apply necessary measures so as to protect the country s stabilities in finance, banking, movement of capital, currency exchange as well as to apply measures to safeguard the country s balance of payment. i) Economic Cooperation To create economic cooperation in the areas that are beneficial to trade in agricultural and industrial goods, trade in services and investment of Thailand. j) Other areas To discuss the areas that are beneficial to trade and investment of Thailand. To propose that the the JTEPA contact point of Thailand be changed from the Ministry of Foreign affairs to the Ministry of Commerce. 3.2 Recommendations on the Negotiation Positions/Directions for Thailand to enter into Further Negotiations on JTEPA a) Trade in Goods Request that the list of products under Category R be re-negotiated so that the items such as raw sugar, tapioca starch, sugar products and sausages Request that Japan reduces customs duties and expands import quotas on products such as ham and bacon, molasses from sugar, tapioca starch, esterified starches, and other modified starches, as well as to request that Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 15

48 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Japan expands the import quota on pineapples weight over 900 grams, which are grown and exported by Thailand. Request that the current exclusion list of goods (X) be included in Japan s commitments. Those items are baking powder, rice broken, tropica starch, and cereal prouduct, which Thailand has export potential. The proposal should include an amendment to the agreement to include tariff reductions of the mentioned products and be submitted to the Joint Committee Meeting which is held annually. In addition, those products should be incorporated in the general review which will be done within 10 years after the date of the entry into force of the agreement. b) Standards, Rules of Origin and Trade Facilitation Request that Japan accept the Thai standards on fresh and frozen poultry, fresh vegetables, and fresh fruits in order to increase the number of the Thai products that can enter the Japanese market. The agricultural products that Thailand has potential to export are for example pomelo, longan, rose apple, rambutan, sapodilla, guava, long kong, jackfruit, star apple and custard apple. Request that Japan recognize the Thai and ASEAN industrial standards and quality for more products, in addition to those have been mutually recognized, in order to create more export opportunity for the Thai products. Such products that should be included in the proposal are for example rubber products, construction materials, garments and textiles, canned food, jewelry and ornaments. Request that the rules of origins for some products be less stringent so that those products be able to utilize the preferences granted under JTEPA. Such products include canned tuna, canned fruits, fruit juice, fruit jam, textiles and apparels, and ornaments. Request that Japan reduce the fee for certificate of origins (C/O) in order to reduce the costs of importing goods from Japan for the Thai importers. c) Trade in Services and Investment Request that Japan allow the Thai spa therapists and the Thai certified careworkers to provide services in Japan. The market access that Thailand gets should not be less favorable than which is accorded to the Philippines and Indonesia, that is, Japan allows Filipino and Indonesian service suppliers, Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 16

49 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) who graduate from the institutions in Japan and possess the required qualifications to work as careworkers in Japan. Delay the negotiations on wholesale trade and retailing services, rental services, maintenance and repair services, transport and logistics services, tourism services, financial services, and telecommunication services which are subject to review in JTEPA because the regulations in these sectors are not well in place and the competitiveness in these sectors is still relatively low for Thailand. However, if further market access is unavoidable, the level of commitments should not be higher than that in AFAS and ACIA, and the committed sectors should be those that Thailand has no potential, as well as those need advanced knowledge and technology and are not prone to monopoly. This is to prevent negative effects to the Thai SMEs. The sectors which Thailand still needs and Japan has high potential are such as international ship building services, duty free services, international distribution center services, upstream iron manufacture, tire manufacture, and light emitting diode manufacture. d) Government Procurement Delay the negotiations on government procurement since the regulations are not in place and the Thai firms have low potential to place bids and operate in Japan. Nevertheless, if Thailand cannot refrain from the negotiations, its negotiation positions should be in line with the obligations in the WTO GPA; and the coverage should be limited to the general principles. e) Cooperation Cooperation on Customs Procedures Propose that Japan and Thailand co-develop Thailand s customs procedures in the following areas: (1) reduction of the period of time for customs procedures; (2) development of Authorized Economic Operator; (3) implementation of information technology; (4) risk management techniques; and (5) inspection of JTEPA utilization documents Cooperation on Paperless Trading Request that Japan help develop paperless trading system. This includes exchanging information and developing the single window system, by linking the databases of government and government (G-G), government and business (G-B), and business and business (B-B) using the example on Nippon Automated Cargo and Port Consolidated System (NACCS) and Japan Electronic Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 17

50 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Open Network Trade Control System (JETRAS) case to be a basis for Thailand single window system. Cooperation on Intellectual Property Request for promotion of intellectual property rights by integrating the knowledge on creative economy, knowledge-based economy, local wisdom and technology to apply for commercial purpose in the following areas: (1) content industry, (2) handicrafts, (3) local products (4) jewelry and ornaments, and (5) promotion and protection of intellectual property rights for commercial purpose. Cooperation on Competition Policy Request for technical assistance on competition policy laws, wholesale and retail trade laws, and the application of competition policy laws on manufacturing and services sectors. Cooperation on Agriculture, Forestry and Fishery Request for technical assistance on water management. This is to help develop policies, regulations, measures, subsidy schemes and administration systems on water at the central and local levels, in order that to increase effectiveness of water usage and production as well as to promote the maximum usage of water and to prevent flood and drought. Request for cooperation to promote products from the Thai cooperatives and Japanese cooperatives under the OTOP and OVOP schemes. This includes promoting those products in the distribution and exhibition centers in the region and in the tourist resorts where are mutually beneficial for both countries. Propose that Japan use Thailand as the primary backup source of food reserves in order to strengthen the food security of Japan, and at the same time to increase the production and export opportunities for Thailand. Request for Japan s cooperation to help organize training/development of the deep-sea fishing fleet and the process of examining water quality standards for Thailand. This will create opportunities for Thailand to do fishing in international waters that is not contrary to the rules of international organizations and the importing countries. It will also help improve the quality of the Thai fishery products from upstream to downstream. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 18

51 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Request for Japan s cooperation to organize training and to transfer knowledge on information technology systems to manage forest resources. This is because Japan has advanced knowledge and development of forest management, forestation and land usage. Cooperation on Education and Human Resource Development Request for Japan s cooperation to establish networks among Japanese and Thai universities, by focusing on teaching and learning as well as research in the fields of business administration and economics. This will lead to enhancement of both countries relations in education and human resource, including in the areas of research, student and teacher exchange, double degree courses, quality assurance and establishment of the center of Thailand-Japan study. Cooperation on Enhancement of Business Environment Request for Japan s cooperation on enhancement of quality and standards of business management for the Thai firms, by supporting them to meet the international and Japanese management standards. Develop cooperation between Thailand and Japan in the agricultural sector to co-invest in neighboring countries of Thailand, based on the demand of Japanese products in those countries, Japan s capital and technology, and Thailand s expertise in the ASEAN market. This will lead to both countries mutual benefits. Cooperation on Financial services Appoint representatives of Thailand and Japan to develop cooperation on financial services since there have not been contact points assigned from both countries to discuss this area of cooperation. Develop cooperation on capital and securities markets. This may be done by taking a study on how to promote Thai and Japanese listed securities with qualifications to register and raise funds in the third country. Request for Japan s assistance in organizing seminars on Japan s policies and practices of regulating and promoting retail-banking business (such as the case of 7-11 Banks). This will help educate and encourage the Thai firms on a new type of business. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 19

52 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Request for Japan s assistance in organizing trainings on the enhancement of capacity of local financial institutions for farmers and other occupational groups, by using Japan s local financial institutions as example for the Thai s. Cooperation on Information and Communication Technology Request for Japan s cooperation on development of the e-government system by organizing trainings to have knowledge, experience and technology transferred to Thailand. Cooperation on Science, Technology, Energy and Environment Request for Japan s cooperation on science and technology network linkages between science and software parks of Thailand and Japan, including establishing the exchange programs on the Japanese and Thai researchers to support the knowledge and innovation development. Request for Japan s cooperation on innovative products researches and technology transfer such as Biotech, Nanotech, Infotech และ Info Structure. Request for Japan s cooperation to organize trainings and to transfer knowledge on Smart Community and Smart House which uses energysaving and environmental-friendly systems, in order to help reduce carbon emission. These include the introduction of Eco Point System, Carbon Trading System, and Clean Development Mechanism. Cooperation on Small and Medium Enterprises Request for Japan s cooperation to transfer knowledge and experience on how to enhance competitiveness of small and medium enterprises. This may include measures to provide access to financial assistance for SMEs through financial institutions/funds, and to promote SMEs to associate as groups from upstream to downstream production. Cooperation on Trade and Investment Promotion Push forward the proposal on Automotive Human Resources Development Institute Project (AHRDIP), a project that already included in JTEPA, in order to achieve continuity in the development of Thai automotive industry. Request for Japan's cooperation on modern technology used for production and processing of iron and steel products, especially steel and coated steel products used in the automotive industry. Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 20

53 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Request for Japan s cooperation on technology transfer and industrial development of renewable energy including wind power, hydro power, solar energy biomass, as well as campaigns to encourage people to reduce energy consumption. Request for Japan's cooperation to help improve product testing facilities of the Lab Testing Center of the Thailand Textile Institute in order to test the products traded between Thailand and Japan. Request for Japan's cooperation to assist the development of Public Private Partnership (PPP) investments in various fields such as investment in costly medical equipments for medical schools, dam projects, transportation systems with high capital and technology, and basic infrastructure. 3.3 Adjustment Measures for Thailand a) Development of Mechanisms to Administer JTEPA Establish a permanent agency to monitor utilization of JTEPA in terms of trade and investment liberalization, and development of cooperation. This agency could be served as the JTEPA contact point between Thailand and Japan, the JTEPA contact point with stakeholders in Thailand, and the unit to monitor Japan s trade and economy. b) Proactive Measures to Utilize JTEPA Create awareness and promote the use JTEPA in the manufacturers and exporters so that they can take advantage of the tax reduction that gradually increases every year. The products and services which have a lot of growth opportunities in the Japanese market are as follows: (1) chilled and frozen products including chicken, duck, crab, fish, jellyfish, squid, mussels and cut fish; (2) fruits and vegetables including eggplant, peppers, sweet corn, okra, sweet potato, taro, ginger, galangal, fresh and dried pineapple, banana, mango, mangosteen, and coconut; (3) processed food including vegetable oil, canned tuna, clams, biscuits, jam, soy sauce, finished curry paste, seasoning powder, energy drinks, fruit juice, canned fruit and vinegar; (4) animal feed including dog and cat food; (5) industrial products including ethylene, propylene, styrene, shampoo, jewelry, paper, plywood, veneer sheets, fiber board, cement and spa products; and (6) services including Thai restaurants, healthcare, and Thai spa. Establish business incubation centers to provide consulting, training and upgrading the capacity of small entrepreneurs who are interested in making Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 21

54 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) business with the Japanese partners by utilizing JTEPA. This is to increase the number of entrepreneurs and innovation, to enhance language and management skills, and to increase the trade value between Thailand and Japan. Develop trade intelligence information systems of the Japanese market. Encourage the Thai-Japanese business partnerships to enter the Japanese market, by focusing on the food industry (Thai food, healthy food; and tasty and safe food), restaurants, coffee shops, massage and spa services, and tourism business. Encourage Japanese investors to invest in Thailand in manufacturing and services industries and to use Thailand as a base for exports to ASEAN, Japan, and the other FTA partners. The target industries include automobile and parts, tire, iron and steel products, electronics products, electrical appliances, ready-to-eat food, healthy food, organic products, hightechnology products and services, logistics services, renewable energy, research and laboratory testing service center, international supplying parts and goods center, environmental services, insurance services, international transport services, industrial park and infrastructure services, outsourcing enter, and regional operating headquarters (ROH). Apply strict manufacturing standards of goods in the production chain to improve the quality of Thai products, including agricultural and food products (such as chicken, shrimp, vegetables and fruits). Enhance competitiveness in production, design, use of new technology and marketing in the industries where Thailand's competitiveness in the Japanese market has declined. These industries include integrated circuits, machinery, radios, televisions, lens, furniture, sports shoes and leather products. c) Reactive Measures to Mitigate the Impacts of JTEPA Create awareness and educate people and firms on what Japanese products/services that could enter and grow in the Thai markets due to the reduction of trade restrictions under JTEPA. These products and services are as follows: (1) food and drugs, including mackerel fish, apples, melons, pain killers, cosmetics and green tea; and (2) industrial products, including chemicals, tires, iron and steel products, engine and transmission shafts, Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 22

55 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) construction machinery, metal processing machinery, short-circuit protection devices, passenger cars and parts, trucks and parts, motorcycles and parts, automotive parts, silver jewelry, cameras and toys; and (3) services, including wholesale trade and retailing services, rental services, maintenance and repair services, and logistics services. Increase the budget for the FTA Fund to remedy the impacts of trade liberalization in order to achieve continuity of the projects to help people affected, or to prepare and develop products and services to meet the various regulations and standards Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 23

56 The study on impact and review of all commitments containing in Trade Agreement including the trade benefits creating from the Japan Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) Councilting Centre of National Institute of Development Administration Page E 24

57 1.1 หล กการและเหต ผล บทท 1 หล กการและเหต ผลของโครงการศ กษา จากการท ไทยก บญ ป นได จ ดท าความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น (Japan Thailand Economic Partnership Agreement JTEPA) และม ผลใช บ งค บต งแต ป 2550 ซ งม เน อหาครอบคล มการ เป ดเสร การค าส นค า การค าบร การ และการลงท น การจ ดท าความตกลงว าด วยกลไกการระง บข อพ พาท และ การด าเน นโครงการความร วมม อทางเศรษฐก จด านต าง ๆ ระหว างไทยและญ ป น ซ ง JTEPA ก าหนดให ม การ เจรจาทบทวนพ นธกรณ ต าง ๆ อาท การเป ดตลาดส นค าและบร การ การค มครองการลงท น การจ ดซ อจ ดจ าง โดยร ฐ และการเคล อนย ายบ คคลธรรมดา เป นต น ต งแต ป 2553 ในส วนการค าส นค า ไทยและญ ป นได เป ดตลาดส นค าอ ตสาหกรรมและส นค าเกษตรบางรายการ และ จะทยอยลดและยกเล กภาษ ตามกรอบระยะเวลาท ก าหนดตามประเภทกล มส นค าท วไป ส นค าอ อนไหว และ ส นค าอ อนไหวส ง ซ งภายใต JTEPA กาหนดระยะเวลาให ไทยก บญ ป นหาร อเพ มเต มเพ อเป ดตลาดส นค ายานยนต และส นค าเกษตรบางรายการ ได แก เน อส กรแปรร ป และน าตาล ไว ภายในป นอกจากน ย งพบว า ตลอดเวลาต งแต ไทยเข าเป นภาค ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น แม เป นท ทราบก นด ว าม ลค าการค า ระหว างไทยก บญ ป นจะเพ มอย างต อเน อง แต ในทางปฏ บ ต ย งม ส นค าไทยหลายรายการท ม ศ กยภาพท าตลาด ในญ ป นและท ได ร บประโยชน จากการเป ดตลาดภายใต JTEPA แต ย งไม สามารถใช ประโยชน ได เต มท เช น ส บปะรดสดขนาดเล ก และปลาท น ากระป อง เป นต น ในส วนการค าบร การและการลงท น ไทยและญ ป นตกลงทบทวนการเป ดตลาดในสาขาต าง ๆ อาท ค า ส งค าปล ก การให เช า การซ อมบาร ง การใช มาตรการปกป องฉ กเฉ นสาหร บการค าบร การ การทบทวนภาพรวม สาขาบร การท งหมด ตลอดจนพ จารณาผ กพ นเร องการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐ ซ งอาจท าให ไทยต องพ จารณาปร บ กฎระเบ ยบและผ กพ นการเป ดตลาดมากข นตามกรอบเวลาท ก าหนดไว ในป นอกจากน ไทยก บ ญ ป นย งม โครงการความร วมม อสาขาต าง ๆ ภายใต JTEPA อาท ความร วมม อด านเกษตรกรรม ความปลอดภ ย อาหาร การเสร มสร างสภาพแวดล อมทางธ รก จ อ ตสาหกรรมเหล ก ยานยนต การอน ร กษ พล งงาน ฯลฯ ซ งต อง ม การต ดตามและทบทวนผลการด าเน นงานด านความร วมม อท ด าเน นการไปแล วและท จะด าเน นการต อเพ อ กาหนดท ศทางการทางานร วมก นระหว างหน วยงานท เก ยวข องของไทยก บญ ป นได อย างม ประส ทธ ภาพ ป จจ บ นไทยก บญ ป นอย ระหว างพ จารณาผ กพ นการเป ดตลาดส นค า บร การ และการลงท น รวมท ง พ ฒนาความร วมม อทางเศรษฐก จในสาขาต าง ๆ เพ มเต ม อย างไรก ตาม มาตรา 190 ในร ฐธรรมน ญแห ง ราชอาณาจ กรไทย พ.ศ ม บทบ ญญ ต ว าหน งส อส ญญาใดท ม ผลผ กพ นด านการค า การลงท น หร อ งบประมาณอย างม น ยส าค ญน น ก อนจะให หน งส อส ญญาฯ ม ผลผ กพ นก บประเทศ ร ฐบาลต องจ ดให ม การร บ ฟ งความค ดเห นของประชาชน และเสนอกรอบการเจรจาต อร ฐสภาด วย จ งม ความจ าเป นอย างย งท ก อนท ไทย อาจผ กพ นการเป ดตลาดส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และความร วมม อทางเศรษฐก จ สาขาต าง ๆ ควรศ กษาถ งผลกระทบหล งท าความตกลงฯ และความพร อมของผ ม ส วนได เส ยของไทยท งภาคร ฐ และเอกชนเพ อเตร ยมความพร อมร บม อก บการเป ดตลาดเพ มข นจากเด ม รวมท งเสนอแนะว ธ ปฏ บ ต เพ อกระต น การใช ประโยชน ของส นค าส งออกท ม ศ กยภาพของไทย โดยการด าเน นงานข างต นช วยให ร ฐบาลสามารถ ก าหนดกรอบการเจรจา ท าท การเจรจา การใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จฯ และมาตรการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 1

58 ร บรองผลกระทบได อย างม ประส ทธ ภาพ จ งจ าเป นต องท าการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจา ทบทวนความตกลงในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น 1.2 ว ตถ ประสงค ของการศ กษา 1) เพ อประเม นผลกระทบด านบวกและลบของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น และการ จ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องต งแต เร มบ งค บใช JTEPA พร อมท งว เคราะห สร ปโอกาส และ อ ปสรรคท สาค ญเพ อนาไปส การเจรจาแก ไขป ญหาระหว างฝ ายไทยก บญ ป น 2) เพ อว เคราะห ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนความตกลงด านการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และโครงการความร วมม อในภาพรวมตามเง อนไขเวลาท ไทยก บ ญ ป นระบ ไว ในความตกลงร วมก น 3) เพ อเสนอแนะกรอบเจรจา ท าท เจรจา และแนวทางการเจรจาทบทวน JTEPA ท เหมาะสมส าหร บ ร ฐบาลและมาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอมาตรการเช งร บและเช ง ร กในการปฏ บ ต ตามพ นธกรณ และสามารถนามาปฏ บ ต ได จร ง 1.3 ขอบเขตการศ กษา 1) ศ กษาผลกระทบด านบวกและลบของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ด จ างของร ฐภายหล งจากความตกลงม ผลใช บ งค บ และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องภายใต JTEPA พร อมท งว เคราะห โอกาสและอ ปสรรคของไทยต งแต เร มใช JTEPA โดยศ กษาผลกระทบท งเช งปร มาณ และค ณภาพ ท งน การศ กษาผลกระทบเช งปร มาณจะต องครอบคล มเร องต าง ๆ ด งน ว เคราะห โอกาส และอ ปสรรคของการเป ดเสร การค าส นค าเกษตรและอ ตสาหกรรม บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จระหว างไทยก บ ญ ป นต งแต เร มบ งค บใช ความตกลงฯ จนถ งป จจ บ น โดยม ขอบเขตครอบคล มรายการส นค า และบร การท ระบ อย ในข อผ กพ นตามพ นธกรณ JTEPA ท งน การว เคราะห เน นศ กษาบ ญช รายการอ อนไหวและอ อนไหวส งของกล มส นค า รวมท งให ความส าค ญก บส นค าและบร การท ต องเร งเจรจาตามเง อนเวลาพ นธกรณ ความตกลงของไทยและญ ป น ศ กษานโยบาย กฎระเบ ยบ ว ธ ปฏ บ ต ท เก ยวข องก บการนาเข าส นค า บร การ และการลงท นของ ญ ป นและการเข าไปลงท นและทางานในญ ป น ศ กษาการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จฯ ของไทยและญ ป น และระบ โอกาส พร อมท งป ญหาอ ปสรรค รวมถ งประเด นทางการค าใหม ท คาดว าญ ป นอาจใช เป นอ ปสรรคต อ การส งออกส นค าไทย 2) ว เคราะห ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และโครงการความร วมม อท เก ยวข อง ศ กษาผลกระทบจากการเป ดเสร และข ดความสามารถการแข งข นของส นค าไทยท จะต องเร ง เจรจาทบทวนก บฝ ายญ ป น ท งในกรณ ขอให ญ ป นพ จารณาผ กพ นเป ดตลาดเพ มเต มแก ฝ ายไทย เช น เน อส กร น าม นพ ช ผล ตภ ณฑ จากข าว อาหารทะเลและอาหารทะเลแปรร ป น าตาลและ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 2

59 ผล ตภ ณฑ และส บปะรด เป นต น และในกรณ ท ไทยต องพ จารณาผ กพ นเป ดตลาดเพ มเต มให ญ ป น เช น ม นฝร ง หอม เหล กและผล ตภ ณฑ ช นส วนยานยนต (เคร องยนต ส วนประกอบ เคร องยนต ) รถยนต ขนาดใหญ และอ ปกรณ ไฟฟ า เป นต น ศ กษาแนวทางการใช ประโยชน จากการจ ดท าความร วมม อภายใต JTEPA อย างม ประส ทธ ภาพ ได แก ความร วมม อเร องเกษตรกรรม ความปลอดภ ยอาหาร ความเช อมโยงระหว างสหกรณ ความร วมม อคร วไทยส คร วโลก อ ตสาหกรรมเหล ก อ ตสาหกรรมยานยนต อ ตสาหกรรมส งทอ และเคร องน งห ม อน ร กษ พล งงาน เศรษฐก จสร างม ลค า ห นส วนภาคร ฐและเอกชน ความ ร วมม อถ ายทอดความร ด าน ICT ว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม และความ ร วมม อด านการเสร มสร างสภาพแวดล อมทางธ รก จ 3) เพ อเสนอแนะกรอบเจรจา ท าท เจรจา และแนวทางเจรจาทบทวน JTEPA ท เหมาะสมส าหร บ ร ฐบาลและมาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอมาตรการเช งร บและเช ง ร กในการปฏ บ ต ตามพ นธกรณ และสามารถนามาปฏ บ ต ได จร ง โดยครอบคล มด านการลดภาษ ส นค า มาตรการ ท ม ใช ภาษ ส นค า การเคล อนย ายบ คคล การจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐ และความร วมม อสาขาต าง ๆ ท เก ยวข อง ท งน รวมถ งการดาเน นการด งต อไปน จ ดอ นด บความส าค ญของส นค า บร การ การลงท น ในการผล กด นให ญ ป นเป ดตลาดเพ อ ประโยชน ส งส ดของประเทศไทย เสนอแนวทางการเจรจาเพ อผล กด นให เก ดโครงการความร วมม อและการปฏ บ ต ตามข อตกลง ของความร วมม อให บรรล ผลสาเร จ เสนอแผนปฏ บ ต การรองร บการเป ดตลาดเพ มเต มท งภาคส นค า บร การ และการลงท นให ก บ ญ ป น เพ อลดผลกระทบในเช งลบและใช โอกาสจากความตกลงให ได ประโยชน ส งส ด 1.4 ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ 1) ม ผลการศ กษาภาพรวมและผลกระทบด านบวกและลบของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การ ลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องภายใต JTEPA พร อมท ง ว เคราะห โอกาสและอ ปสรรคของไทยจากการบ งค บใช JTEPA 2) ม ผลการว เคราะห ผลกระทบในระยะส นและระยะยาวของประเด นท ไทยก บญ ป นจะต องเจรจา เพ มเต มในอนาคตครอบคล มท งการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และ โครงการความร วมม อท เก ยวข อง 3) ม ข อเสนอแนะกรอบเจรจาและแนวทางการเจรจาทบทวน JTEPA ท เหมาะสมส าหร บร ฐบาลและ มาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอมาตรการเช งร บและเช งร กในการ ปฏ บ ต ตามพ นธกรณ และสามารถนามาปฏ บ ต ได จร ง 1.5 กรอบแนวค ด กรอบแนวค ดการด าเน นโครงการศ กษาฯ เร มด วยการทบทวนภาพรวมการเป ดตลาดการค าส นค า เกษตรและอ ตสาหกรรม บร การ และการลงท น รวมท งความร วมม อทางเศรษฐก จระหว างไทยก บญ ป นท อย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 3

60 ภายใต JTEPA ต งแต ป 2550 ถ งป จจ บ น รวมท งความส มพ นธ ทางเศรษฐก จ การค า การลงท น และการ ท องเท ยวระหว างไทยก บญ ป นท ไม ได ผ านช องทางการใช ประโยชน จาก JTEPA อาท การท ญ ป นเข ามาลงท นใน ไทยโดยใช ประโยชน จากมาตรการส งเสร มการลงท นท ได ร บอน ม ต จากส าน กงานคณะกรรมการส งเสร มการ ลงท น และการน าเข าและส งออกระหว างไทยก บญ ป นท ไม ได ใช ประโยชน จาก JTEPA แต ใช ประโยชน จาก ช องทางอ น ๆ เช น ความตกลงห นส วนเศรษฐก จอาเซ ยน-ญ ป น (AJCEP) และความตกลงองค การการค าโลก (WTO) เป นต น รวมท งศ กษาอ ปสรรคทางการค าต าง ๆ ระหว างไทยก บญ ป น แผนภาพท 1-1 กรอบแนวค ดโครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลง ในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น ศ กษาโดยใช การเก บข อม ลท ต ยภ ม และปฐมภ ม ท งในและต างประเทศ การเป ดตลาดและความร วมม อทางเศรษฐก จภายใต JTEPA ป ผลกระทบจากการเป ดตลาด การค าส นค า บร การ ลงท น และความร วมม อเศรษฐก จ การเป ดตลาดเพ มเต ม ตามพ นธกรณ หล งจากป 2553 ความพร อมและการคาดการณ ผลกระทบ จากการเป ดตลาดและความร วมม อฯ ท ผ กพ นไว เด ม และท อาจต องผ กพ นใหม จากการเป ดตลาดส นค า ( ส นค า เกษตร อาหาร เหล ก รถยนต ฯลฯ ) บร การ ลงท น การเคล อนย าย แรงงาน และการจ ดซ อโดยร ฐ ว เคราะห ผลโดยใช แบบจาลองทาง เศรษฐศาสตร สถ ต และบร หารธ รก จ สามารถระบ โอกาส อ ปสรรค และ ผลกระทบเช งบวกและลบจาก การเป ดตลาดและความร วมม อ ภายใต JTEPA และผ ม ส วนได เส ย ผลท ได ร บ (1) กรอบการเจรจา ท าท การเจรจา (2) ส นค า / บร การท ม ศ กยภาพ (3) ส นค า / บร การท ได ร บผลกระทบ (4) การใช ประโยชน JTEPA (5) มาตรการเช งร กและร บ (6) แผนงาน / โครงการท เก ยวข อง หล งจากน นเป นการศ กษาและประเม นความพร อมของหน วยงานร ฐและเอกชนของไทยท ประเด นท ภายใต JTEPA ก าหนดให ไทยก บญ ป นหาร อเพ มเต มต งแต ป 2553 เป นต นไป ซ งครอบคล มท งในส วนเก ยวก บ การค าส นค า เช น การเป ดตลาดส นค ายานยนต และส นค าเกษตรบางรายการ ได แก เน อส กรแปรร ป และน าตาล และในส วนท เก ยวก บการค าบร การและการลงท น อาท การค าส งค าปล ก การให เช า การซ อมบ าร ง และบร การ สาขาส ขภาพ เป นต น ตลอดจนความพร อมในการใช มาตรการปกป องฉ กเฉ นส าหร บการค าบร การ และเร องอ น ๆ อาท การจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ และความพร อมของไทยและญ ป นในการกระช บความร วมม อภายใต โครงการ ความร วมม อต าง ๆ ภายใต JTEPA อาท ความร วมม อด านเกษตรกรรม ความปลอดภ ยอาหาร การเสร มสร าง สภาพแวดล อมทางธ รก จ อ ตสาหกรรมเหล ก ยานยนต และการอน ร กษ พล งงาน ฯลฯ สาหร บการว เคราะห ผลกระทบ ในภาพกว าง คณะผ ว จ ยใช การรวบรวมข อม ลท ต ยภ ม และปฐมภ ม ด วย ว ธ จ ดการประช มกล มย อย (Focus Group) การส มภาษณ ล ก และการสารวจโดยส งแบบสอบถามไปย งกล มเป าหมาย เพ อให ได ข อม ลท เหมาะสม โดยการเก บรวบรวมข อม ลเป นการเก บรวบรวมข อม ลท งในไทยและญ ป น จากน น นาข อม ลมาประมวลโดยใช แบบจ าลองทางเศรษฐศาสตร และแบบจ าลองทางการบร หารธ รก จ โดยในส วนของ การใช แบบจาลองทางเศรษฐศาสตร น น คณะผ ว จ ยจะใช แบบจ าลองด ลยภาพท วไป Global Trade Analysis ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 4

61 Project (GTAP) เพ อว เคราะห ผลกระทบทางเศรษฐก จมหภาค เช น ผลกระทบต อต นท นและราคาส นค า สว สด การของผ บร โภคและผ ผล ต และการกระจายผลประโยชน และผลกระทบระหว างกล มต าง ๆ อย างไรก ตาม เน องจาก GTAP ม ข อจ าก ดในการว เคราะห ด านฐานข อม ลและสมม ต ฐานท ก าหนด ด งน น เพ อให การว เคราะห ผลกระทบม การประมวลภาพท รอบด าน คณะผ ว จ ยจะได น าผลการส ารวจด วย แบบสอบถามก บหน วยงานภาคร ฐและภาคเอกชนผ ม ส วนได ส วนเส ย และการประช มกล มย อย การส ารวจ ภาคสนาม และการจ ดส มมนาระดมความค ดเห น รวมท งจะได ทาการว เคราะห กฎระเบ ยบ สภาพความเป นจร ง ทางธ รก จได ร บข อม ลจากผ ท เก ยวข องและผ ท ได ร บประโยชน และผลกระทบจาก JTEPA รวมท งเปร ยบเท ยบ ระหว าง JTEPA ก บความตกลงการค าเสร ฉบ บอ น ๆ ท ญ ป นท าก บค เจรจา เช น ฟ ล ปป นส มาเลเซ ย เว ยดนาม และอ นโดน เซ ย ท เป นค แข งทางการค าท สาค ญของไทยในตลาดญ ป น ตลอดจนเปร ยบเท ยบความแตกต างและ ประโยชน ของ JTEPA ก บความตกลงห นส วนเศรษฐก จอาเซ ยน-ญ ป น (AJCEP) ผลท คาดว าจะได ร บจากการศ กษา ได แก (1) หน วยงานท เก ยวข องของไทยและคณะผ เจรจาม กรอบ การเจรจาและท าท เจรจาในประเด นการค าส นค า บร การ การลงท น และความร วมม อทางเศรษฐก จสาขาต าง ๆ (2) หน วยงานภาคร ฐและเอกชนทราบส นค าและบร การส าค ญท ม ศ กยภาพและส นค าและบร การส าค ญท ได ร บ ผลกระทบ (3) สามารถก าหนดว ธ ใช ประโยชน จาก JTEPA และร บทราบโอกาสและอ ปสรรคท เก ดข นจากการ เป ดตลาดและความร วมม อทางเศรษฐก จภายใต JTEPA (4) หน วยงานภาคร ฐ เอกชน และผ ม ส วนได ส วนเส ย ของไทย โดยเฉพาะผ ประกอบการขนาดกลางและย อม (SME) ม มาตรการเช งร กและร บเพ อเตร ยมร บม อก บ การเป ดตลาดการค า และ (5) ม ข อเสนอแนะในการจ ดท าแผนงานและโครงการส าหร บหน วยงานภาคร ฐและ เอกชนเพ อพ จารณาใช ประโยชน ต อไป 1.6 ขอบเขตและว ธ การศ กษา คณะผ ว จ ยม การกาหนดขอบเขตและว ธ การศ กษาในแต ละประเด น ด งน (1) ศ กษาผลกระทบด านบวกและลบของการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ด จ างของร ฐภายหล งจาก JTEPA ม ผลใช บ งค บ และการจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จท เก ยวข องภายใต JTEPA พร อมท งว เคราะห โอกาสและอ ปสรรคของไทยต งแต เร มบ งค บใช ความตกลง JTEPA ต งแต ป 2550 โดย จะท าการศ กษาท งในเช งปร มาณ (Quantitative) และค ณภาพ (Qualitative) โดยว เคราะห โอกาส และ อ ปสรรคของ การเป ดตลาดส นค าเกษตรและอ ตสาหกรรม ซ งภายใต JTEPA ไทยก บญ ป นตกลงน าส นค ามา ลด/ยกเล กภาษ หร อก าหนดโควตาพ เศษให แก ก นค ดเป นกว าร อยละ 90 ของรายการส นค าท ม การค าระหว างก น โดยคณะผ ว จ ยท าการศ กษาผลกระทบของรายส นค า ซ งครอบคล มท ง อ ปสรรคด านภาษ และอ ปสรรคท ม ใช ภาษ อาท กฎว าด วยถ นก าเน ดส นค า มาตรการส ขอนาม ย พ ชและส ตว มาตรฐานส นค าอ ตสาหกรรม และการก าหนดโควตาน าเข า เป นต น รวมท งความ พร อมในการเป ดตลาดในรายการบ ญช รายการส นค าอ อนไหวและอ อนไหวส ง การเป ดตลาดบร การและการลงท น โดยในกรณ สาขาบร การจะครอบคล มท งสาขาบร การท ไทย ม ศ กยภาพในการไปญ ป น โดยในเบ องต นจะศ กษาไม น อยกว าสาขาด านการบร การส ขภาพและ ด แลผ ส งอาย และการท องเท ยว (ร านอาหาร) และสาขาบร การท ญ ป นม ศ กยภาพเข าตลาดไทย โดยในเบ องต นจะศ กษาไม น อยกว าสาขาบร การว ชาช พ และบร การท เก ยวเน องก บการผล ต ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 5

62 ส นค า ค าส งค าปล ก ส งแวดล อม ขนส งและโลจ สต กส การท องเท ยว และการลงท นท ม ใช ภาค บร การ เช น การผล ตส นค า และการเกษตร ตลอดจนการใช มาตรการปกป องฉ กเฉ นส าหร บ การค าบร การ และการเคล อนย ายบ คคลธรรมดาเพ อไปทาธ รก จหร อไปทางาน การเจรจาและการผ กพ นด านการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ ซ งเป นประเด นใหม ท ไทยก บญ ป นผ กพ น ต องเจรจา การจ ดท าความร วมม อทางเศรษฐก จระหว างไทยก บญ ป นต งแต เร มบ งค บใช JTEPA จนถ ง ป จจ บ น ซ งครอบคล มความร วมม อด าน (1) ความร วมม อด านเกษตร ป าไม และประมง ได แก ความร วมม อด านอาหารปลอดภ ย (Food Safety) และความร วมม อระหว างท องถ น (Local to Local Linkage) (2) ความร วมม อด านการศ กษาและพ ฒนาทร พยากรมน ษย (3) ความ ร วมม อด านการสร างเสร มสภาพแวดล อมทางธ รก จ (4) ความร วมม อบร การทางการเง น (5) ความร วมม อด านเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร (6) ความร วมม อด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม (7) ความร วมม อด านว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อม (8) ความร วมม อด านการท องเท ยว และ (9) ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและการลงท น (10) โครงการส งเสร มการค าและการลงท นเพ อคร วไทยส คร วโลก (11) โครงการความร วมม อ อ ตสาหกรรมเหล กไทย-ญ ป น (12) โครงการสถาบ นพ ฒนาทร พยากรมน ษย ของอ ตสาหกรรม ยานยนต (13) โครงการเพ อส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน (14) โครงการเศรษฐก จสร างม ลค า (15) โครงการห นส วนภาคร ฐและภาคเอกชน และ (16) โครงการความร วมม อด าน อ ตสาหกรรมส งทอและเคร องน งห ม การใช ประโยชน จาก JTEPA ของไทยและญ ป น และระบ โอกาสพร อมท งป ญหาอ ปสรรค นอกจากน คณะผ ว จ ยจะด าเน นการศ กษานโยบาย กฎระเบ ยบ และว ธ ปฏ บ ต การค าระหว างประเทศ ของญ ป นท เป นอ ปสรรคต อการส งออกส นค าและบร การของไทย และม ประเด นทางการค าใหม ท คาดว าญ ป น จะใช บ งค บท อาจเป นการสร างอ ปสรรคต อการส งออกของไทย (2) ว เคราะห ผลกระทบและความพร อมของไทยในการเจรจาทบทวนการเป ดตลาดการค าส นค า บร การ การลงท น การจ ดซ อจ ดจ างของร ฐ และโครงการความร วมม อท เก ยวข อง ศ กษาผลกระทบจากการเป ดเสร และข ดความสามารถในการแข งข นของส นค าไทยท จะต องเร ง เจรจาทบทวนก บฝ ายญ ป น ท งกรณ ขอให ญ ป นพ จารณาผ กพ นเป ดตลาดเพ มเต มแก ฝ ายไทย ได แก เน อส กร น าม นพ ช ผล ตภ ณฑ จากข าว อาหารทะเลและอาหารทะเลแปรร ป น าตาลและ ผล ตภ ณฑ และส บปะรด เป นต น และในกรณ ท ไทยต องพ จารณาผ กพ นเป ดตลาดเพ มเต มให ญ ป น ได แก ม นฝร ง หอม เหล กและผล ตภ ณฑ ช นส วนยานยนต (เคร องยนต ส วนประกอบ เคร องยนต ) รถยนต ขนาดใหญ และอ ปกรณ ไฟฟ า เป นต น โดยคณะผ ว จ ยจะใช การว เคราะห ด วยแบบจ าลองทางเศรษฐศาสตร การเก บรวบรวมข อม ลโดยแบบสอบถาม การประช มกล ม ย อย รวมท งการส มภาษณ ล ก ศ กษาแนวทางการใช ประโยชน จากการจ ดท าความร วมม อภายใต JTEPA อย างม ประส ทธ ภาพ ซ งครอบคล มความร วมม อด าน (1) ความร วมม อด านเกษตร ป าไม และประมง ได แก ความร วมม อ ด านอาหารปลอดภ ย และความร วมม อระหว างท องถ น (Local to Local Linkage) (2) ความ ร วมม อด านการศ กษาและพ ฒนาทร พยากรมน ษย (3) ความร วมม อด านการสร างเสร มสภาพแวดล อม ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 6

63 ทางธ รก จ (4) ความร วมม อบร การทางการเง น (5) ความร วมม อด านเทคโนโลย สารสนเทศและ การส อสาร (6) ความร วมม อด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม (7) ความ ร วมม อด านว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อม (8) ความร วมม อด านท องเท ยว และ (9) ความ ร วมม อด านการส งเสร มการค าและการลงท น (10) โครงการส งเสร มการค าและการลงท นเพ อ คร วไทยส คร วโลก (11) โครงการความร วมม ออ ตสาหกรรมเหล กไทย-ญ ป น (12) โครงการ สถาบ นพ ฒนาทร พยากรมน ษย ของอ ตสาหกรรมยานยนต (13) โครงการเพ อส งเสร มการอน ร กษ พล งงาน (14) โครงการเศรษฐก จสร างม ลค า (15) โครงการห นส วนภาคร ฐและภาคเอกชน และ (16) โครงการความร วมม อด านอ ตสาหกรรมส งทอและเคร องน งห ม (3) เสนอแนะกรอบเจรจา ท าท เจรจา และแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลง JTEPA ท เหมาะสมส าหร บร ฐบาลและมาตรการรองร บผลกระทบต อหน วยงานภาคเอกชนและภาคร ฐ และเสนอ มาตรการเช งร บและเช งร กในการปฏ บ ต ตามพ นธกรณ และสามารถน ามาปฏ บ ต ได จร ง โดยครอบคล มด าน การลดภาษ ส นค า มาตรการท ม ใช ภาษ ส นค า การเคล อนย ายบ คคล การจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐและความร วมม อ สาขาต าง ๆ ท เก ยวข อง ท งน รวมถ งการดาเน นการด งต อไปน จ ดอ นด บความส าค ญของส นค า บร การ การลงท น ในการผล กด นให ญ ป นเป ดตลาดเพ อ ประโยชน ส งส ดของประเทศไทย เสนอแนวทางการเจรจาเพ อผล กด นให เก ดโครงการความร วมม อและการปฏ บ ต ตามข อตกลง ของความร วมม อให บรรล ผลส าเร จ และการจ ดท าร างกรอบการเจรจาเพ อให กรมเจรจาการค า ระหว างประเทศพ จารณาใช ประโยชน ในการน าเร ยนเสนอกระทรวงพาณ ชย คณะกรรมการนโยบายเศรษฐก จ คณะร ฐมนตร และร ฐสภา เพ อให สอดคล องก บข อก าหนด ของมาตรา 190 ในร ฐธรรมน ญแห งราชอาณาจ กรไทย พ.ศ เสนอแผนปฏ บ ต ภายใต กรอบระยะเวลาส น (1-3 ป ) และระยะยาว (3-5 ป ) ซ งครอบคล มท ง แผนปฏ บ ต การและโครงการเช งร กและเช งร บเพ อการรองร บการเป ดตลาดเพ มเต มท งภาค ส นค า บร การ และการลงท นให ก บญ ป น เพ อลดผลกระทบในเช งลบและใช โอกาสจากความตกลง ให ได ประโยชน ส งส ด โดยจะครอบคล มแผนงานด านการฝ กอบรมให ความร การให การส งเสร ม ทางการคล ง และมาตรการเย ยวยาการได ร บผลกระทบ และมาตรการส งเสร มอ น ๆ เพ อให ไทย ได ร บประโยชน ส งส ดจาก JTEPA (4) การร บฟ งความค ดเห นจากผ ม ส วนได ส วนเส ย โดยจ ดส มมนาระดมความค ดเห นจากหน วย ธ รก จ (Focus Group) ในท กภาคส วนเศรษฐก จ จานวน 4 คร ง ในกร งเทพฯ 1 คร ง (เม อว นท 27 ม ถ นายน 2554) ภาคตะว นออก (จ งหว ดชลบ ร ) 1 คร ง ภาคตะว นออกเฉ ยงเหน อ (จ งหว ดนครราชส มา) 1 คร ง และภาค กลาง (จ งหว ดอย ธยา) 1 คร ง แล ว รวมท งม การเด นทางไปส ารวจข อม ลและสอบถามหน วยงานผ น าเข าของ ญ ป นและภาคร ฐของไทย ณ ญ ป นในช วงต นเด อนม ถ นายน 2554 ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 7

64 ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 1 8

65 บทท 2 ทบทวนวรรณกรรม 2.1 ความส มพ นธ ทางเศรษฐก จ การค า การลงท น ระหว างไทยก บญ ป น ไทยและญ ป นสถาปนาความส มพ นธ ทางการท ตระหว างก นเม อว นท 26 ก นยายน 2430 โดยได ลงนาม ในปฏ ญญาณว าด วยทางพระราชไมตร และการค าขายในระหว างประเทศสยามก บประเทศญ ป น นอกจากน ด านเศรษฐก จ ญ ป นเป นประเทศย ทธศาสตร เศรษฐก จท ส าค ญอ นด บต นของไทย โดยท ผ านมาญ ป นครอง ความเป นอ นด บ 1 ในการเป นค ค าระหว างประเทศ การลงท นทางตรง และน กท องเท ยวของไทย แต เน องจากว กฤต เศรษฐก จโลก รวมถ งป ญหาการเม องและเศรษฐก จภายในของท งไทยและญ ป นท าให ป จจ บ น สถ ต ด งกล าวกาล งได ร บผลกระทบและม ต วเลขลดลง จากข อม ลส าน กงานปล ดกระทรวงพาณ ชย 1 พบว า ในป 2553 (มกราคม ธ นวาคม 2553) ญ ป น เป นค ค าอ นด บท 1 ของไทย โดยม ม ลค าการค ารวม 58,272 ล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยม ลค าท ไทยน าเข า 37,856 ล านเหร ยญสหร ฐฯ และม ลค าท ไทยส งออก 20,416 ล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยไทยเป นฝ ายขาด ด ลการค า 17,440 ล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยหากเปร ยบเท ยบม ลค าการค ารวมท เก ดข นในป 2553 เม อเท ยบก บ ป 2552 พบว า ม อ ตราการเพ มข นร อยละ 43 ท งด านการน าเข าและการส งออก โดยม ลค าการน าเพ มข นร อยละ และม ลค าการส งออกเพ มข นร อยละ 29.8 ซ งเป นผลจากว กฤตเศรษฐก จโลกได คล คลายลงในป 2553 เม อเท ยบก บป 2552 (แผนภาพท 2-1) แผนภาพท 2-1: การค าไทยก บญ ป น 1 ข อม ลจาก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 1

66 ญ ป นเป นประเทศท ไทยน าเข ามากท ส ดอ นด บท 1 โดยในป 2553 ม ลค าท ไทยน าเข าจากญ ป น 37,856 ล านเหร ยญสหร ฐฯ (ส งกว าช วงเด ยวก นของป 2552 ถ งร อยละ 51.28) ส นค าส าค ญท น าเข า ได แก เคร องจ กรกลและส วนประกอบ เหล กและผล ตภ ณฑ ส วนประกอบและอ ปกรณ ยานยนต เคร องจ กรไฟฟ าและ ส วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ า เคม ภ ณฑ ส นแร โลหะ เคร องม อเก ยวก บว ทยาศาสตร ผล ตภ ณฑ โลหะ ผล ตภ ณฑ พลาสต ก เคร องใช เบ ดเตล ด เคร องประด บ เคร องใช ไฟฟ าในบ าน ไดโอดทรานซ สเตอร และอ ปกรณ ก งต วนา รถยนต โดยสารและรถบรรท ก เคร องคอมพ วเตอร และส วนประกอบ พ ชและผล ตภ ณฑ จากพ ช ส นค า ท นอ น ๆ วงจรพ มพ กระดาษและผล ตภ ณฑ กระดาษ เป นต น โดยส นค าส งออกของญ ป นมาย งไทยส วนใหญ มา จากโรงงานผล ตท อย ในห วเม องส าค ญของญ ป น ได แก นาโกยา โยโกฮาม า โกเบ โตเก ยว และโอซาก า ตามลาด บ นอกจากน ใน 5 เด อนแรกของป 2554 พบว า ส นค าส าค ญท ไทยน าเข าจากญ ป น ได แก แผงวงจร ไฟฟ าและเซนเซอร ถ งเช อเพล งท ใช ในรถยนต กระป กเก ยร ทองค า และแผ นเหล กเคล อบส งกะส กว างต งแต 600 ม ลล เมตร โดยกล มส นค าส วนใหญ ท นาเข าเป นกล มส นค าอ อนไหวท ไทยย งคงไม ยกเล กอ ตราภาษ หร อเป น กล มส นค าท ไทยก าหนดโควตาน าเข า เช น กล มส นค าช นส วนยานยนต (เช น ถ งน าม นเช อเพล ง กระป กเก ยร อ ปกรณ จ ดระเบ ดในรถยนต เคร องยนต รถ) กล มส นค าเหล ก (เช น แผ นเหล กเคล อบส งกะส กว างต งแต 600 ม ลล เมตร ของต าง ๆ ท ทาด วยเหล ก และเหล กแผ นเคล อบ) ตามแผนภาพท 2-2 แผนภาพท 2-2: ส นค าสาค ญท ไทยนาเข าจากญ ป นใน 5 เด อนแรกของป 2554 ญ ป นเป นประเทศท ไทยส งออกมากอ บด บท 2 รองจากจ น โดยไทยส งออกไปญ ป นในป 2553 ค ดเป น ม ลค า 20,416 ล านเหร ยญสหร ฐฯ (ส งกว าป 2552 ถ งร อยละ 29.8) โดยส นค าส าค ญท ส งออก ได แก เคร อง คอมพ วเตอร และอ ปกรณ รถยนต และอ ปกรณ ยางพารา แผงวงจรไฟฟ า ไก แปรร ป อาหารทะเลกระป องและ แปรร ป ผล ตภ ณฑ พลาสต ก เคร องส าอางและผล ตภ ณฑ ร กษาผ ว เคร องใช ไฟฟ าและส วนประกอบ เคร องจ กรกล และส วนประกอบของเคร อง เหล กและผล ตภ ณฑ เหล ก ผล ตภ ณฑ อล ม เน ยม เม ดพลาสต ก เคร องร บว ทย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 2

67 TSNR CC โครงการศ กษาผลกระทบและแนวทางการเจรจาทบทวนความตกลงในพ นธกรณ ต าง ๆ และการใช ประโยชน จากความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น โทรท ศน และส วนประกอบ ผล ตภ ณฑ ยาง เลนซ ต เย นและต แช แข ง อ ปกรณ ก งต วน าทรานซ สเตอร และไดโอด ก งสดแช เย นแช แข ง และเคม ภ ณฑ เป นต น โดยส นค าส งออกของไทยส วนใหญ จะม งกระจายและจ ดจ าหน าย ตามห วเม องสาค ญของญ ป น ได แก โตเก ยว นาโกยา โอซาก า โยกาฮาม า โกเบ โมจ ช ม ซ และช บะ ตามลาด บ นอกจากน ใน 5 เด อนแรกของป 2554 พบว า ส นค าสาค ญท ไทยส งออกไปญ ป น ได แก ยางแผ นรมคว น เน อไกปร งส ก ยางธรรมชาต ท ก าหนดไว ในทางเทคน ค (ยาง TSNR) น าตาลอ อย อ ปกรณ หน วยความจ า และ รถยนต ขนาดไม เก น 1,500 ซ ซ โดยจ านวนน ม กล มส นค าท ญ ป นร บทบทวนเจรจาเป ดตลาดก บไทย (เช น เน อ ไก ) กล มส นค าท ญ ป นไม ผ กพ นเป ดตลาด (เช น ข าวหอมมะล ปลาหม กแช แข ง) และกล มส นค าท เป ดตลาดแบบ ม โควตาหร อเป นส นค าอ อนไหว (เช น เดกทร นซ หร อโมด ฟายสตาร ช อาหารส น ขและแมว) ตามแผนภาพท 2-3 แผนภาพท 2-3: ส นค าสาค ญท ไทยส งออกไปญ ป นใน 5 เด อนแรกของป % ROO หากพ จารณาการลงท นของญ ป นท ได ร บการส งเสร มการลงท นของไทย พบว า น กลงท นญ ป นม การ ลงท นทางตรงในไทยมากกว าน กลงท นของประเทศอ น โดยในป 2553 ญ ป นม การลงท นในไทยและได ร บอน ม ต บ ตรส งเสร มการลงท นรวม 363 โครงการ ค ดเป นเง นลงท น 104,422 ล านบาท ม จ านวนโครงการปร บเพ มเม อ เท ยบก บป 2552 ถ งร อยละ 36.4 ซ งม จ านวนโครงการ 266 โครงการ เน องจากน กลงท นญ ป นม นใจเศรษฐก จ ไทยท ขยายต วอย างต อเน องประกอบก บค าเง นเยนแข งต วมากข น โดยน กลงท นต างประเทศท ม ความส าค ญรอง จากญ ป นย งคงเป นน กลงท นจากทว ปเอเช ย ได แก ส งคโปร มาเลเซ ย เกาหล ใต และไต หว น ตามล าด บ โดย ก จการท น กลงท นญ ป นให ความสนใจมากลงท นในไทยเป นอ นด บแรกเป นกล มผล ตภ ณฑ โลหะ เคร องจ กร และ อ ปกรณ ขนส ง 156 โครงการ ม ลค าเง นท น 46,616 ล านบาท รองลงมาเป นกล มก จการอ เล กทรอน กส และ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 3

68 เคร องใช ไฟฟ า 66 โครงการ ม ลค าเง นลงท น 33,296 ล านบาท และผล ตภ ณฑ เคม ภ ณฑ กระดาษและพลาสต ก 52 โครงการ ม ลค าเง นลงท น 8,102 ล านบาท ตามลาด บ จากข อม ลของสาน กงานคณะกรรมการส งเสร มการลงท น 2 พบว า โครงการลงท นส วนใหญ ของญ ป นใน ไทยม ล กษณะด งน ก งหน งของโครงการลงท นท งหมดเป นโครงการลงท นท ม ม ลค าต อโครงการต งแต ล านบาท ร อยละ 84 ของโครงการลงท นเป นการขยายงานของโครงการลงท นเด มท ม อย แล ว ร อยละ 34 ของโครงการท ได ร บอน ม ต เป นการลงท นในอ ตสาหกรรมผล ตเคร องจ กรและ ผล ตภ ณฑ โลหะ ได แก ก จการผล ตเคร องจ กรและช นส วนท ม การออกแบบทางว ศวกรรม ก จการ ผล ตภ ณฑ โลหะและช นส วนโลหะ ก จการผล ตช นส วนยานยนต ร อยละ 32 ของโครงการฯ เป น การลงท นในอ ตสาหกรรมผล ตอ ปกรณ อ เล กทรอน กส และเคร องใช ไฟฟ า ได แก ก จการผล ต ช นส วนอ เล กทรอน กส และเคร องใช ไฟฟ า ร อยละ 15 ของโครงการฯ เป นการลงท นในธ รก จ บร การ ได แก ก จการผล ตพล งงานไฟฟ า ก จการว จ ยและพ ฒนาและห องปฏ บ ต การทดสอบ และ ก จการศ นย จ ดหาจ ดซ อช นส วนและผล ตภ ณฑ ระหว างประเทศ (International Procurement Office: IPO) และร อยละ 7 ของโครงการฯ เป นการลงท นอ ตสาหกรรมแปรร ปส นค าเกษตร ได แก ก จการผล ตอาหาร อาหารทางการแพทย น าม นพ ช และแปรร ปผล ตภ ณฑ ยางธรรมชาต ก จการของญ ป นท ได ร บการส งเสร มการลงท นส วนใหญ กว าร อยละ 70 ต งอย ในเขตส งเสร มการ ลงท นเขตท 2 ได แก อย ธยา ระยอง ชลบ ร ฉะเช งเทรา ส วนท เหล อต งอย ในเขตส งเสร มการลงท น เขตท 3 ได แก นครราชส มา ปราจ นบ ร อ ดรธาน ล าพ น เช ยงใหม ส งหบ ร และสงขลา และเขต ส งเสร มการลงท นเขตท 1 ได แก กร งเทพฯ ปท มธาน สม ทรสาคร และสม ทรปราการ นอกจากน หากพ จารณาข อม ลกรมพ ฒนาธ รก จการค า 3 เร องธ รก จญ ป นท ขออน ม ต จ ดต งธ รก จภายใต กฎหมายการประกอบธ รก จของคนต างด าว พบว า ญ ป นเป นชาต ท ม สถ ต การขออน ญาตจ ดต งก จการของคน ต างด าวมากท ส ด โดยต งแต เด อนม นาคม 2543 มกราคม 2554 ม ก จการของคนญ ป นท ขออน ญาตฯ ท งส น 960 ราย หร อค ดเป นส ดส วนร อยละ 36 ของธ รก จต างชาต ท ขออน ญาตฯ ท งหมด โดยต างชาต ท ขออน ญาตฯ รองลงมา ได แก ส งคโปร เยอรม น ฮ องกง เนเธอร แลนด อ งกฤษ ฝร งเศส สหร ฐฯ และเกาหล ใต ตามลาด บ ก จการท ญ ป นขออน ญาตฯจากกรมพ ฒนาธ รก จการค าในการถ อห นข างมากค ดเป นร อยละ 44 เป น ธ รก จบร การ (เช น บร การให ก ย มเง นแก บร ษ ทในเคร อ บร การร บจ ดการขนส งส นค าระหว างประเทศให แก ผ ส งออกและนาเข า บร การจ ดการล าเล ยงว ตถ ด บเข าส กระบวนการผล ต บร การให เช า ให เช าซ อทร พย ส น) รอง ลงค ดเป นร อยละ 24 จะเป นธ รก จสาน กงานผ แทน/สาน กงานภ ม ภาค ร อยละ 22 จะเป นธ รก จก อสร าง บร การ ทางว ศวกรรม และบร การเป นท ปร กษาโครงการภาคร ฐ ร อยละ 6 เป นธ รก จนายหน าหร อต วแทนค าปล ก ค า ส ง และบร การท เก ยวเน อง ในส วนท เก ยวก บการท องเท ยว จากข อม ลกระทรวงการท องเท ยวและก ฬา 4 พบว า ญ ป นเป น น กท องเท ยวล าด บท 3 ท เด นทางมาท องเท ยวในไทย โดยในป 2553 ม น กท องเท ยวญ ป นเข ามาท องเท ยวใน ไทยประมาณ 1 ล านคน ขณะท ป 2552 ม น กท องเท ยวญ ป นเข ามา 1.2 ล านคน โดยญ ป นถ อเป นน กท องเท ยว ค ณภาพของไทยและท ผ านมากว าสองทศวรรษถ อว าเป นน กท องเท ยวกล มสาค ญท ส ดของไทย ข อม ลจาก ข อม ลจาก ข อม ลจาก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 4

69 ในส วนท เก ยวก บการจ ดความตกลงการค าเสร (FTA) ไทยและญ ป นได จ ดทา FTA ท เก ยวข อง 2 กรอบ ได แก (1) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น (Japan Thailand Economic Partnership Agreement :- JTEPA) ซ งไทยก บญ ป นได ลงนามเม อว นท 3 เมษายน 2550 ม ผลใช บ งค บต งแต 1 พฤศจ กายน 2550 และ (2) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จอาเซ ยน-ญ ป น (ASEAN Japan Comprehensive Economic Partnership Agreement - AJCEP) ซ งความตกลง AJCEP ม ผลใช บ งค บเม อว นท 1 ธ นวาคม 2551 และม ผลใช บ งค บก บประเทศไทยเม อว นท 1 ม ถ นายน 2552 ในส วนของการข บเคล อน JTEPA ท เป นของฝ ายไทย อย ภายใต การก าก บของกระทรวงการต างประเทศ อย างไรก ตาม ป จจ บ นกระทรวงการต างประเทศได โอนภารก จข บเคล อน JTEPA มาท กระทรวงพาณ ชย โดย กรมเจรจาการค าระหว างประเทศ และม คณะอน กรรมการและคณะอน กรรมการพ เศษรวม 19 สาขาเพ อหาร อ รวมท งเจรจาก บญ ป นในประเด นท ต องดาเน นการผล กด นต อ ท งน ล าส ดญ ป นเป นเจ าภาพประช มคณะกรรมการ ร วม (Joint Committee - JC) ภายใต JTEPA คร งท 3 เม อว นท 14 ก นยายน 2554 ณ กร งโตเก ยว โดยม ผ แทนระด บรองปล ดกระทรวงการต างประเทศญ ป นและปล ดกระทรวงพาณ ชย ของไทยเป นประธาน 2.2 ผลการศ กษาและว จ ยท เก ยวข อง คณะผ ว จ ยทบทวนผลการว จ ยและวรรณกรรมท เก ยวข องภายหล งจากท JTEPA ได ม ผลใช บ งค บต งแต เด อนพฤศจ กายน 2550 เพ อตรวจสอบข อม ล ข อเท จจร ง และข อค ดเห น เพ อใช ประโยชน ในการประเม นผล กระทบทางบวกและลบ เพ อใช เป นข อม ลพ นฐานก อนทาการว เคราะห ด งน คณะเศรษฐศาสตร มหาว ทยาล ยเกษตรศาสตร (2550) 5 ศ กษาผลกระทบจากการจ ดท า FTA ส าหร บภาคเกษตรกรรม พบว า ภายใต JTEPA ไทยจะเส ยโอกาสในการส งออกข าวจ าพวกแป งข าวเน องจาก ป จจ บ นญ ป นจาก ดการนาเข าข าวภายใต โควตาและย งเก บภาษ น าเข าโควตาท ส ง เน องจากญ ป นจ ดให ข าวเป น ส นค าท อ อนไหว ได ร บการค มครองและอ ดหน นส งจากภาคร ฐ ขณะเด ยวก นไทยจะไม ได ร บผลกระทบจากการ น าเข าข าวจากญ ป น เน องจากข าวท ชาวญ ป นน ยมบร โภคเป นข าวเมล ดส น ต นท นส ง ไม สามารถแข งข นได ใน ตลาดไทย นอกจากน หากพ จารณาส นค าแป งม นส าปะหล งด บจะไม ได ร บประโยชน มากน ก เน องจากญ ป น ไม ได เป ดตลาดให ไทย ในทางตรงก นข าม ภายใต JTEPA ส นค าเกษตรท ไทยได ร บประโยชน มาก ได แก ไก สด แช เย นแช แข ง ก งแช เย นแช แข ง และผล ตภ ณฑ โคเน อและโคนม และผ าไหม ซ งผลการศ กษาเสนอใ ห ภาคเอกชนและสหกรณ ผ ผล ตส นค าของไทยจ ดทาความร วมม อก บญ ป น สมาคมผ ผล ตไก เพ อส งออกไทย (2550) 6 ได ร บผลประโยชน จาก JTEPA โดยก อนจ ดท า JTEPA ญ ป นใช นโยบายจ าก ดการร บรองโรงานไก แปรร ปของไทยไว ท 54 โรง ท งท ฝ ายไทยม การเป ดโรงานไก แปรร ป เพ มข นอ กแหล งแห ง แต ภายหล งจ ดทา JTEPA แล ว กระทรวงเกษตรฯ ญ ป นจะตรวจร บรองโรงงานผล ตภ ณฑ เน อไก ในไทยเพ มเต ม ทาให ส งผลด ต อการส งออกเน อไก ปร งส กไปย งญ ป นได เพ มข น นอกเหน อจากการลดภาษ นาเข าให ไทย นอกจากน พบว า ป จจ บ นม ผ ผล ตอาหารส าเร จร ปของญ ป นต องการย ายฐานการผล ตมาร วมท น ก บผ ส งออกไก ในไทยเพ อส งไก ไปจ าหน ายย งตลาดญ ป นและประเทศอ นท ได ร บส ทธ ประโยชน ในการส งออก เช น สหภาพย โรป และอาเซ ยน 5 6 โครงการศ กษาผลกระทบจากจ ดท า FTA ส าหร บภาคเกษตรกรรมจ ดท าโดยศ นย ว จ ยเศรษฐศาสตร ประย กต คณะเศรษฐศาสตร มหาว ทยาล ยเกษตรศาสตร เสนอกรมเจรจาการค าระหว างประเทศ ก นยายน 2550 อ างถ งในห วข อ JTEPA ให ค ณโรงงานไก ไทย ญ ป นเป ดเสร ตรวจโรงงานไม อ น หน งส อพ มพ ประชาชาต ธ รก จ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 5

70 กรมการค าต างประเทศ (2551) 7 ได แต งต งคณะกรรมการบร หารการน าเข าส นค าหมวดเหล กและ เหล กกล าท ม โควตาตามความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป นเพ อพ จารณาก าหนดหล กเกณฑ ว ธ การ และ เง อนไขในการจ ดสรร เน องจากการจ ดการโควตาเหล กเป นประเด นท ม ป ญหาเร องการร กษาสมด ลย ของ ผลกระทบ กล าวค อ ภายใต JTEPA ไทยผ อนปรนลดภาษ ศ ลกากรการนาเข าเหล กและเหล กกล าท ม โควตา โดย ผ ได ร บประโยชน ค อ ผ น าเข าท สามารถลดต นท นการผล ตและเพ มประส ทธ ภาพในการส งออก ขณะท ผ เส ย ผลประโยชน ค อ ผ ผล ตเหล กและเหล กกล า โดยเฉพาะเหล กแผ นร ดร อน ซ งต องอาศ ยการบร หารจ ดการโควตา อย างเหมาะสมให ท นต อสถานการณ และม ความย ต ธรรมท งสองฝ าย โดยส นค าเหล กท ม โควตาแบ งเป น 3 กล ม ได แก ส นค ากล ม 1 เป นการจ ดสรรการน าเข าแก น ต บ คคลท ประกอบก จการค าเหล กหร อเหล กกล าเพ อ ใช ในอ ตสาหกรรม ส นค ากล ม 2 เป นการจ ดสรรการน าเข าให แก โรงงานผล ตเหล กแผ นร ดเย นเพ อใช ในอ ตสาหกรรม ต อเน อง ซ งการจ ดสรรส นค ากล ม 2 จะต องเป นการหาร อร วมก นระหว างผ น าเข า สถาบ นเหล ก และเหล กกล าแห งประเทศไทย ส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม ประกอบก บประว ต การน าเข า จากประเทศญ ป นของแต ละราย ส นค ากล ม 3 เป นการจ ดสรรการน าเข าให แก โรงงานผล ตเหล กแผ นร ดเย นเพ อใช ในอ ตสาหกรรม ยานยนต หร อช นส วนและอ ปกรณ ประกอบยานยนต หร อเป นโรงงานผล ตยานยนต หร อช นส วน และอ ปกรณ ประกอบยานยนต ซ งการจ ดสรรให แต ละรายจะพ จารณาจ ดสรรโดยหาร อร วมก น ระหว างผ น าเข า สถาบ นเหล กและเหล กกล าแห งประเทศไทย ส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม ประกอบก บประว ต การนาเข าจากประเทศญ ป นของแต ละราย ส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต (2551) 8 สอบถามความค ดเห น ของผ ประกอบการท งไทยและญ ป นเร องผลกระทบ JTEPA ต อการพ ฒนาลอจ สต กส พบว า ภายหล งจากการท JTEPA ม ผลใช บ งค บ ไทยได ประโยชน จากการส งออกส นค าเกษตร เช น ไก ปร งส ก ก งแปรร ป ปลาท น า และ แป งม นส าปะหล งด ดแปลง เป นต น ท าให ความต องการขนส งส นค าภายในและระหว างประเทศขยายต ว และ ส งผลให ผ ได ร บประโยชน ม ท งผ ประกอบการลอจ สต กส ของไทย (Local LSP) และผ ให บร การลอจ สต กส ต างประเทศ โดยเฉพาะญ ป นท เข ามาม สาขาอย ในไทย อย างไรก ตาม ภายใต JTEPA ไม ได ให ส ทธ ของต างชาต ในการท าธ รก จขนส งด กว าท กฎหมาย ภายในประเทศกาหนดไว แต ผ ประกอบการลอจ สต กส ญ ป นได เช อม นใน JTEPA และจ งใจให ขยายบร การและ ส งเสร มให บร ษ ทญ ป นม การลงท นในไทยมากข น ซ งจะเป นการเพ มความเข มข นของการแข งข นก บ Local LSP ท งน ผลการส ารวจความค ดเห นของ Local LSP และ LSP ท เป นของญ ป นในไทย ม ความเห นตรงก นว า JTEPA จะไม ท าให สภาพตลาดบร การลอจ สต กส เปล ยนแปลงในระยะส น และในกรณ การเป ดตลาดท ปร กษา ลอจ สต กส ท ไทยผ กพ นเป ดตลาดภายใต JTEPA โดยให ญ ป นถ อห นได ร อยละ 60 ของท น จะไม ท าให โครงสร าง ตลาดเปล ยนแปลงมากน ก เน องจากป จจ บ นบร ษ ทข ามชาต ญ ป นได เข ามาประกอบธ รก จให ค าปร กษาในไทย มากกว า 20 ป แล ว เช น บร ษ ท Siam Nistrans Co.,Ltd (Nissin Thailand) ซ งบร หารโดยคนญ ป น ในทาง ตรงก นข าม บร ษ ทท ปร กษาลอจ สต กส ของญ ป นจะช วยให คนไทยได ร บความร และการถ ายทอดเทคโนโลย จาก 7 8 ข อม ลเร องส นค าเหล กและเหล กกล าท ม โควตาในการยกเว นภาษ ศ ลกากรตามความตกลง JTEPA เร ยบเร ยงโดยกล มว เคราะห ส นค า 6 ส าน ก บร หารการค าส นค าท วไป กรมการค าต างประเทศ ใน ข อม ลจากส วนงานย ทธศาสตร ลอจ สต กส สาน กว เคราะห โครงการลงท นภาคร ฐ สาน กงานคณะกรรมการพ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต ใน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 6

71 ท ปร กษาญ ป นเพ อน ามาใช ให สอดคล องก บสถานการณ ในไทยมากข น นอกจากส าน กงานคณะกรรมการ พ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต เสนอให ไทยจ ดท าข อผ กพ นการเป ดตลาดบร การแบบ Positive List และไม ควรท าแบบ Negative List ตลอดจนเสนอให ภาคร ฐและเอกชนส งเสร มให Local LSP สร างเคร อข าย และพ นธม ตรก บบร ษ ทในประเทศและต างประเทศเพ อพ ฒนาศ กยภาพการให บร การแบบ Integrated Solution ศ นย ว จ ยกฎหมายและการพ ฒนา คณะน ต ศาสตร จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย (2551) 9 ด าเน น การศ กษาความเป นไปได ในการปร บกฎระเบ ยบการเข าเม องและการท างานของคนต างด าวเพ อรองร บการเป ด เสร การค าบร การและการลงท นของไทย พบว า ญ ป นเป นประเทศท ไทยส งคนไปท างานมากท ส ดเป นอ นด บ 6 ม คนไทยท ได ร บอน ญาตจากกระทรวงแรงงานให ไปท างานจ านวนกว า 7,200 คน ส วนใหญ เป นสาขาอาช พ แรงงานฝ ม อ เช น ช าง ผ ควบค มเคร องจ กรและประกอบช นส วน และพน กงานบร การต าง ๆ โดยญ ป นม นโยบายเป ดร บแรงงานต างชาต เฉพาะผ ประกอบว ชาช พและแรงงานฝ ม อเท าน น ส วนแรงงานไร ฝ ม อแรย งไม ม นโยบายเป ดร บเน องจากญ ป นเกรงว าจะก อให เก ดผลกระทบทางส งคมและเศรษฐก จในวงกว างและอาจส งผล กระทบให อ ตราการว างงานของญ ป นส งมากกว าเด ม โดยกฎระเบ ยบส าค ญท เก ยวก บการเข าเม องและการ ท างานของคนต างชาต ได แก กฎหมายว าด วยการควบค มคนเข าเม องและร บรองสถานะผ อพยพ (Immigration Control and Refugee Recognition Act), Guideline Concerning Employment and Working Conditions for Foreign Workers และกฎหมายว าด วยทะเบ ยนคนต างด าว (Alien Registration Law) นอกจากน พบว า ม คนไทยท งหมดท ท างานอย ในญ ป นกว าร อยละ 60 เป นแรงงานระด บล างซ งท างาน โดยไม ถ กกฎหมายจากท ม อย ในญ ป นท งหมด 25,000 คน โดยจากการท ร ฐบาลไทยและญ ป นท า JTEPA คาด ได ว าจะม คนไทยไปท างานไทยในญ ป นมากข น โดยเฉพาะอาช พพ อคร ว-แม คร ว ผ ช วยพยาบาล และผ อภ บาล คนชรา ซ งเป นการเป ดตลาดในล กษณะท ตอบสนองป ญหาขาดแคลนแรงงานท ญ ป นก าล งประสบ ท งน การ ผ กพ นเป ดตลาดผ อภ บาลคนชราน นเป นสาขาท ญ ป น เช น Foundation of International Education แจ ง ความประสงค จะร บผ ฝ กงานในสาขาผ อภ บาลและผ ช วยพยาบาลจากไทย จ น ฟ ล ปป นส และอ นโดน เซ ยเข ามา ฝ กงานในโรงพยาบาลและสถาบ นด แลคนชรา ซ งเป นสาขาท ญ ป นต องการแรงงานต างชาต มากเน องจากญ ป น ส งคมผ ส งอาย มาก สถาบ นว จ ยเพ อการพ ฒนาประเทศไทย (2551) 10 ศ กษาโครงสร างระบบการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ ของประเทศญ ป น (Government Procurement) พบว า ป จจ ยของความส าเร จในการพ ฒนาระบบจ ดซ อจ ด จ างของร ฐบาลญ ป นเก ดจาก (ก) ร ฐบาลญ ป นม การวางรากฐานกฎหมายเก ยวก บการด าเน นธ รกรรมผ าน อ เล กทรอน กส อย างครบถ วนท งการร บส งข อม ล การร บรองเอกสารอ เล กทรอน กส และการร บรองความ ปลอดภ ยของการส งข อม ลทางอ เล กทรอน กส (ข) โครงสร างพ นฐานเทคโนโลย สารสนเทศภาคร ฐท ม การเช อมต อ ก นอย างครบถ วน ท กส วนราชการใช ระบบฐานข อม ลเด ยวก นและม คอมพ วเตอร ใช บร การประชาชนอย าง เพ ยงพอ (ค) ภาคร ฐและเอกชนให ความร วมม อก นอย างเต มท ในการพ ฒนาระบบ E-Bidding โดยหน วยงาน ภาคร ฐแต งต งให กระทรวงก อสร างญ ป นเป นเจ าภาพพ ฒนาระบบหล ก (Bidding Core System) เพ อเป น ต นแบบให หน วยงานภาคร ฐและเอกชนนาระบบการประม ลท ค ดค นข นไปใช ให เป นร ปแบบเด ยวก นท งหมด 9 โครงการศ กษาความเป นไปได ในการปร บกฎระเบ ยบการเข าเม องและการท างานของคนต างด าวเพ อรองร บการเป ดเสร การค าบร การและการ ลงท นของไทย จ ดทาโดยศ นย ว จ ยกฎหมายและการพ ฒนา คณะน ต ศาสตร จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย, เสนอกรมเจรจาการค าระหว างประเทศ เมษายน ป อ างถ งใน โดยได ร บท นสน บสน นการจ ดทาการศ กษาจากกรมบ ญช กลาง กระทรวงการคล ง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 7

72 ส วนกรณ ท ผ ประกอบการไทยจะเข าส ตลาดการจ ดซ อจ ดจ างของภาคร ฐของญ ป น พบว า ม อ ปสรรค หลายประการ ได แก ข อจาก ดด านภาษาเน องจากการประกาศกฎระเบ ยบและงานประม ลของญ ป นจะใช ภาษาญ ป น เก อบท งหมด ญ ป นม ส ดส วนการจ ดซ อจ ดจ างจากต างประเทศน อยมาก ในทางตรงก นข าม พบว า ป จจ บ น ผ ประกอบการญ ป นม บทบาทในตลาดภาคร ฐไทยใน 2 สาขา ได แก (1) การก อสร าง และ (2) พล งงานไฟฟ า หากม การเป ดตลาดการจ ดซ อจ ดจ างของไทยให ญ ป นภายใต JTEPA พบว า จะท าให ผ ประกอบการขนาดใหญ ของไทยได ร บผลกระทบจากการแข งข น โดยเฉพาะกรณ ของสาขาก อสร าง ส วนกรณ ของสาขาพล งงานไฟฟ า น น จะไม ม ผลกระทบต อผ ประกอบการไทยเน องจากไทยย งไม ม ความเช ยวชาญด านการพ ฒนาโรงไฟฟ า สถาบ นว จ ยเพ อการพ ฒนาประเทศไทยเสนอให ไทยเป ดตลาดการจ ดซ อจ ดจ างก บญ ป นเฉพาะส นค า/ บร การท ม ระด บการแข งข นน อย ได แก พล งงานไฟฟ า การส อสาร บร การท ปร กษาด านการออกแบบ และการ ควบค มงาน ตลอดจนเสนอว าหน วยงานราชการและร ฐว สาหก จขนาดใหญ ท ม ม ลค าจ ดซ อจ ดจ างเก น 1,000 ล านบาทต อป ได แก กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน กรมควบค มโรค กรมอนาม ย กรมการแพทย การไฟฟ าฝ ายผล ตแห งประเทศไทย การไฟฟ าส วนภ ม ภาค การไฟฟ านครหลวง บร ษ ท การบ น ไทย จ าก ด (มหาชน) บร ษ ท ปตท. จ าก ด (มหาชน) บร ษ ท ท โอท จ าก ด (มหาชน) และการเคหะแห งชาต น าจะได ประโยชน จากการเป ดตลาดการจ ดซ อจ ดจ างจากต างประเทศ ส าน กงานนว ตกรรมแห งชาต (2551) 11 ระบ ว า ภายใต JTEPA ธ รก จช วภาพของไทยจะได ร บ ประโยชน โดยตรง โดยเฉพาะธ รก จในสาขาเกษตร ป าไม และประมง โดยญ ป นจะยกเล กภาษ ให ไทยท นท ส าหร บผล ตภ ณฑ ก ง ผ กและผลไม เม องร อน ขณะเด ยวก นจะผ อนคลายมาตรการภาษ น าเข าภายใต โควตาท กาหนด เช น ไก ปร งส ก อาหารทะเลส าเร จร ป อาหารส น ขและแมว กล วย แป งม นส าปะหล ง กากน าตาล และ ส บปะรดสด เป นต น ในภาพรวม ท าให อ ตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรร ปซ งได ร บประโยชน จากการลด และยกเล กภาษ ม โอกาสสร างนว ตกรรม (Innovation) ท งนว ตกรรมผล ตภ ณฑ และนว ตกรรมกระบวนการผล ต เพ อเพ มม ลค าส นค าส งออกไปย งญ ป น ต วอย างเช น นว ตกรรมการผล ตก ง เช น การเล ยงก งในระบบไคโตโอโซนเป นระบบท สามารถเล ยงก งความ หนาแน นส ง ท าให สามารถเล ยงก งได จ านวนมากกว าการเล ยงด วยว ธ ปกต เม อเปร ยบเท ยบในบ อ เล ยงจ านวนเท าก น หร อการใช ระบบเล ยงก งแบบโปรไบโอต กฟาร ม ง ซ งใช จ ล นทร ย ท มาจาก ธรรมชาต ท ไม เป นภ ยต อส งแวดล อมมาใช ในการเล ยงก งทดแทนการใช เคม นว ตกรรมการผล ตผลไม เม องร อนสด โดยการใช นว ตกรรมระบบเกษตรอ นทร ย ม การปร บปร ง บาร งด น ลดการใช ป จจ ยการผล ตภายนอก หล กเล ยงการใช สารเคม ส งเคราะห เช น ป ย และสาร กาจ ดศ ตร พ ช ขณะเด ยวก นก ใช นว ตกรรมเทคโนโลย หล งการเก บเก ยวเพ อร กษาสภาพและย ดอาย ผลไม เช น การเคล อบแว กซ บนผ วผลไม การใช ไคโตซานเคล อบเป นฟ ล มบนผ วของผลไม เพ อลด อ ตราการหายใจและการระเหยน าของผลไม การท าความสะอาดและต ดแต งเป นช นขนาดร บประทาน แล วนาไปแช เย อกแข งแบบรวดเร วท ย งคงล กษณะเน อส มผ สท ด และย งคงค ณค าของสารอาหาร นว ตกรรมอาหารส น ขและอาหารแมว โดยเพ มค ณค าทางโภชนาการท เหมาะสมเพ อพ ฒนา โครงสร างความสมบ รณ ของกล ามเน อและกระด ก รวมถ งช วยในการบ าร งและพ ฒนาสมอง ท าให ส น ขม ความฉลาด โดยผ ส งออกอาจเต มกรดอะม โน ว ตาม นซ ว ตาม นอ แร ธาต สารบ าร งสมอง 11 อ างถ งในห วข อ โอกาสนว ตกรรมธ รก จช วภาพก บความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น เข ยนโดย ส รอรรถ ศ ภจ ต ร ส และ ดร.เกร ยงไกร หอมมาล ย สาน กงานนว ตกรรมแห งชาต ก มภาพ นธ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 8

73 สารต านเซลล มะเร ง สารเอเนไซม เพ อย อยโปรต น ไขม น และคาร โบไฮเดรตในอาหารเพ อท าให ส น ขและแมวใช ประโยชน จากสารสาค ญเหล าน นได ครบถ วน สภาหอการค าแห งประเทศไทย (2552) 12 พบว า การใช ส ทธ ประโยชน ของไทยในการส งออกไปญ ป น ภายใต JTEPA ม แนวโน มเพ มข นน บจากป 2550 โดยส นค าส งออกท ใช ประโยชน JTEPA มาก ได แก เน อไก ปร งแต ง ก งปร งแต ง แหนบรถยนต ก งแช แข ง และโพล เอท ล นเทเรฟทาเลต แต ภาคเอกชนขอให ภาคร ฐแก ไข ป ญหาสาค ญในการส งออกไปญ ป น เช น (1) ความล าช าในการตรวจสอบส ขอนาม ยและการก กส นค าผลไม เม อง ร อนก อนเข าญ ป น (2) การขอให ญ ป นลด/ยกเล กภาษ น าเข าส นค าข าวและน าตาล และ (3) การผ อนคลายกฎ ว าด วยถ นกาเน ดส นค าท เข มงวด เช น ผ อนคลายเง อนไขท กาหนดว าท น ากระป องจะต องผล ตจากปลาท น าท จ บ โดยเร อประเทศสมาช กคณะกรรมาธ การปลาท น าแห งมหาสม ทรอ นเด ย (IOTC) และต องจดทะเบ ยนก บ IOTC ท งน ป จจ บ นไทยไม ม เร อไปจดทะเบ ยน IOTC เน องจากต องจ ายค าธรรมเน ยมต อป ประมาณ 2 ล าน บาท ประกอบก บเร อประมงของไทยส วนใหญ เป นเร ออวนลากหน าด น แต การจ บปลาท น าในมหาสม ทรอ นเด ย จะต องใช เร ออวนล อมจ บขนาดใหญ นอกจากน ผ แทนสภาหอการค าแห งประเทศไทยขอให ภาคร ฐเข ามาช วย สน บสน นให ม กองเร ออวนล อมท ถ กต องและกล มเร อเบ ดราวท น า ซ งชาวประมงไทยไม ม ความร และความ ช านาญ อ กท งการลงท นก ส งเพราะเร อม ราคาส งมาก ซ งร ฐต องให ความส าค ญก บเร องการพ ฒนากอง เร อประมงจ บปลาท น าหากย งต องการเป นผ ส งออกปลาท น ารายใหญ ต อไป ปร ชา วรเศรษฐส น (2553) 13 ได รวบรวมป ญหาอ ปสรรคท ภาคเอกชนม ข อว ตกก งวลต อผลกระทบ JTEPA ซ งจาแนกตามกล มอ ตสาหกรรมต าง ๆ ได แก อ ตสาหกรรมช นส วนและอะไหล ยานยนต : เห นว าร ฐบาลไม ควรลด/ยกเล กภาษ น าเข าช นส วน และอะไหล ยานยนต เน องจากป จจ บ นไทยขาดด ลการค าก บญ ป นในหมวดอ ตสาหกรรมน หากลด ภาษ จะย งเพ มการขาดด ลมากข น ขณะเด ยวก บจะกระทบต อความสามารถในการแข งข นก บ ก จการของคนไทยซ งเป น SME อย ในอ ตสาหกรรมประมาณ 500 แห ง และม ผลกระทบต อการ จ างงานไม น อยกว า 3 แสนคน อ ตสาหกรรมน าตาล : เห นว าร ฐบาลควรเจรจาให ญ ป นยกเล กภาษ น าเข าน าตาลท งหมดโดยท นท ขณะท ญ ป นใช ว ธ การก าหนดโควตาท ทยอยเพ มข นตามล าด บ โดยให โควตา 4,000 ต นในป ท 3 และเพ มเป น 5,000 ต นในป ท 5 ซ งเท าก บเป นการชะลอเวลาการเป ดตลาดน าเข าน าตาล โดยเฉพาะน าตาลทรายขาวท ญ ป นต องการปกป องผ ผล ตภายในประเทศ อ ตสาหกรรมแป งม นส าปะหล ง : เห นว าร ฐบาลควรเจรจาให ญ ป นยกเล กภาษ น าเข าแป งม น สาปะหล งให ได ภายในป ท 7 ขณะท ญ ป นย งคงใช ว ธ การกาหนดโควตาเช นเด ม โดยย งไม เป ดเสร อ ตสาหกรรมผล ตข าว : เห นว าร ฐบาลควรเจรจาให ญ ป นน าส นค าเกษตร ได แก ข าว ซ งเป น ส นค าหล กของไทยเข าส การเจรจาการลด/ยกเล กภาษ ก บญ ป น อ ตสาหกรรมประมงแปรร ป : เห นว า ส นค าประมงและประมงแปรร ป โดยเฉพาะท น ากระป อง น น ขอให ร ฐบาลเจรจาให ญ ป นยกเล กภาษ ท น แต ญ ป นกล บยกเล กภาษ ให ไทยในป ท 5 รวมท งย ง กาหนดให ประมงไทยต องใช แรงงานคนไทยร อยละ 75 และก าหนดให ใช ว ตถ ด บในประเทศร อยละ 40 รวมท งการก าหนดให เร อประมงท จ บได ต องข นทะเบ ยนก บ IOTC ท าให ไทยไม ได ประโยชน 12 อ างถ งใ นรายงานการป ระ ช มคณะ อน กรรมก ารต ดตา ม ผลกระทบจากการเป ดเขตการค า เส ร ค ร งท 2/ อ า ง ถ ง ใ น ค ว า ม ต ก ล ง ร ะ ห ว า ง ร า ช อ า ณ า จ ก ร ไ ท ย แ ล ะ ญ ป น ส า ห ร บ ค ว า ม เ ป น ห น ส ว น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ ก จ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 9

74 จากการข อก าหนดว าด วยถ นก าเน ดส นค าด งกล าวของญ ป นเน องจากต องน าเข าว ตถ ด บใช ในการ ท าประมงแปรร ปมากกว าร อยละ 40 ของม ลค าส นค า ขณะเด ยวก นส นค าประมงอ น เช น ก งสด ก งแช แข ง ปลาหม กกล วย อาหารทะเลสาเร จร ป ก จะต องขอให ญ ป นยกเล กภาษ ท นท เช นเด ยวก น อ ตสาหกรรรมเหล ก : เห นว าการท ไทยเป ดอ ตสาหกรรมเหล กให ก บญ ป น ขณะท ญ ป นไม เป ด ตลาดส นค าเกษตร ประมง และเน อส ตว ให ไทยน น เม อเท ยบก นระหว างม ลค าการส งออกส นค า เกษตร ประมงและเน อส ตว ของไทยก บม ลค าการน าเข าเหล กจากญ ป น พบว า ม ลค าน าเข าส นค า ด งกล าวจากญ ป นส งกว าม ลค าการส งออกของไทยมาก ท าให เห นได ช ดว า ไทยจะขาดด ลการค า มากข น อ ตสาหกรรมส งทอและเคร องน งห ม : เห นว า ร ฐบาลควรเจรจาให ญ ป นผ อนคลายกฎว าด วยถ น กาเน ดส นค าท เข มงวดเพ อให ไทยสามารถใช ประโยชน JTEPA ในการส งออกส นค ารองเท า อ ญมณ และส งทอไปได มากข น อ ตสาหกรรมยานยนต : เห นว า การท ร ฐบาลไทยจะเป ดตลาดการน าเข ารถยนต ส าเร จร ปจาก ญ ป นจะทาให ผ ประกอบการรถยนต ค ายย โรปท งอ งกฤษ เยอรม น เกาหล และสหร ฐอเมร กา ท เข า มาลงท นในไทยเส ยเปร ยบมากข น และต องทบทวนการต ดส นใจเพ มการลงท นในไทยในอนาคต คณะกรรมการร วมภาคเอกชน 3 สถาบ น (2553) 14 ระบ ป ญหาอ ปสรรคท ภาคเอกชนพบในการใช ส ทธ ประโยชน JTEPA ได แก 1) ป ญหาการส งออกส นค าปลาท น ากระป อง โดยต ดป ญหาการไม สามารถปฏ บ ต ตามกฎว าด วยถ น ก าเน ดส นค าท ระบ ว าต องใช ปลาจากเร อประมงท จดทะเบ ยนไว ก บ IOTC ท าให ไทยไม สามารถส งออกไปญ ป น ได อย างเต มท ซ งเอกชนเสนอให เจรจาถ นกาเน ดส นค าใหม เป นกาหนดพ ก ดระด บตอน (Change of Chapter - CC) โดยนาเข าว ตถ ด บปลาท น า พ ก ด จากท วโลกมาผล ตปลาท น าแปรร ปพ ก ด ได 2) ป ญหาการส งออกส บปะรดสด เน องจากญ ป นก าหนดขนาดน าหน กผลไม ส บปะรดของไทยไม ได ขนาดตามมาตรฐานท ญ ป นก าหนดไว ท 900 กร ม โดยส บปะรดส วนใหญ ของไทยม ขนาดผลน าหน ก 1.2 ก โลกร ม 3) ป ญหาการบร หารโควตา โดยไทยขอให ญ ป นขยายโควตาน าเข าเน อส กรแปรร ป น าตาล แป งม น สาปะหล ง 4) ป ญหามาตรฐานส นค าผ กผลไม ซ งญ ป นก าหนดเง อนไขให การส งออกมะม วงและม งค ดต องผ าน ข นตอนอบไอน าตามเกณฑ ท ญ ป นกาหนด 5) ป ญหาท สภาหอการค าญ ป นเก บค าธรรมเน ยมขอแบบฟอร มใบร บรองถ นก าเน ดส นค า (C/O) ค อนข างส ง โดยสภาหอการค าญ ป นเร ยกเก บค าออกใบร บรองถ นก าเน ดส นค าจากผ ส งออกญ ป นคร งละ 2,000 เยน หร อ 500 เยน/รายการ ซ งเป นการเพ มต นท นการผล ตแก ผ น าเข าของไทย เน องจากผ ส งออกญ ป นจะผล ก ภาระค าใช จ ายด งกล าวให ผ นาเข าไทยร บผ ดชอบ ส าน กงานกองท นสน บสน นการว จ ย (2553) 15 ได ร บความความค ดเห นจากการประช มเวท สกว. (TRF Forum) โดยม ว ทยากรผ เข าร วมจากญ ป นมา พบว า ความสนใจของญ ป นในการท าความตกลงการค าเสร เร มต นข นเม อเด อนพฤศจ กายน 2545 โดยร ฐบาลญ ป นเร มต นจ ดท า FTA ก บส งคโปร และต อมาได เร มขยาย 14 เอกสารป ญหาและอ ปสรรคการบ งค บใช ความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น จ ดท าโดยคณะท างาน Working Committee of JTEPA ภายใต กรอบคณะกรรมการร วมภาคเอกชน 3 สถาบ น (กกร.) 15 เอกสาร FTA และ JTEPA ในม มมองของญ ป น จ ดทาโดยฝ ายนโยบายชาต และความส มพ นธ ข ามชาต (ฝ าย 1) ส าน กงานกองท นสน บสน นการ ว จ ย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 10

75 ไปครอบคล มประเทศอ น ๆ เช น เม กซ โก มาเลเซ ย ช ล ไทย อ นโดน เซ ย บ รไน ฟ ล ปป นส เว ยดนาม และ สว ตเซอร แลนด โดยในกรณ ท ญ ป นเจรจาก บประเทศในเอเช ยน น ประเด นท ญ ป นถ กประเทศเอเช ย ว พากษ ว จารณ มาก ค อ การท ร ฐบาลญ ป นไม ยอมเป ดเสร ภาคการเกษตร ได แก เน อส กร และธ ญพ ช จนท าให การเจรจาก บบางประเทศท ผ านมาหย ดชะง ก ขณะท ส นค าท ญ ป นผล กด นให ค เจรจาเป ดตลาด ได แก รถยนต น งส วนบ คคล นอกจากน ย งพบว า ญ ป นย งม การใช ประโยชน FTA ในการส งออกและน าเข าค อนข างน อย โดย ม การใช ประโยชน เพ ยงร อยละ 30 ของม ลค าการค าโดยรวมเท าน น ในอนาคต ย ทธศาสตร การทา FTA ของญ ป นก บประเทศในอาเซ ยน ญ ป นจะเน นแนวทางย ดหย น โดย จะท าท งข อตกลงทว ภาค และพห ภาค ไปพร อมก น โดยพ จารณาระด บการพ ฒนาของประเทศภาค เป นส าค ญ เช น ไทย มาเลเซ ย และฟ ล ปป นส ซ งม ระด บการพ ฒนาทางเศรษฐก จด ญ ป นจะเล อกท าข อตกลงทว ภาค (Bilateral FTA/EPA) แต ส าหร บประเทศลาว พม า และก มพ ชา ญ ป นจะเน นความร วมม อแบพห ภาค เช น Mekong Japan Initiatives และ AJCEP ซ งเน นความร วมม อมากกว าการเป ดเสร โดยต งอย บนหล กการว า การท จะทาให ประเทศลาว พม า และก มพ ชาเป ดเสร ในอนาคตได ญ ป นจะต องช วยในเร องการพ ฒนาเศรษฐก จ เส ยก อน ท งน ในภาพรวม ประเด นการค าหล กนอกจากการขอให อาเซ ยนเป ดตลาดอาเซ ยนรถยนต แล ว ญ ป น จะเน นการเจรจาเร องกฎว าด วยถ นกาเน ดส นค าเพ อให บรรษ ทข ามชาต ของญ ป นท ประกอบธ รก จอย ในประเทศ ต าง ๆ มากกว า 2 ประเทศข นไป สามารถใช ประโยชน จากการสะสมถ นก าเน ดส นค าข าม FTA ต าง ๆ ท งทว ภาค และพห ภาค ได สถาบ นว จ ยเพ อการพ ฒนาประเทศไทย (2553) 16 ศ กษาเร อง JTEPA ก บป ญหาขยะม พ ษจากญ ป น ซ งป ญหาการน าเข าขยะม พ ษ ของเส ยอ นตราย และข เถ าท เหล อจากการเผาขยะจากญ ป นมาย งไทยเป น ประเด นท กล มส งแวดล อมม ความห วงใยมากในช วงระหว างจ ดท า JTEPA โดยใช ข อม ลสถ ต การน าเข าส นค า ต งแต เด อนพฤศจ กายน 2550 ธ นวาคม 2552 พบว า น บต งแต JTEPA ม ผลใช บ งค บ ไทยย งไม ม การน าเข า ขยะและของเส ยอ นตรายภายใต JTEPA เลย อย างไรก ตาม พบว า ไทยม การน าเข าส นค าใช แล วและขยะจาก ญ ป นภายใต การชาระภาษ ศ ลกากรในอ ตราปกต เพ มข น (แต ไม ได น าเข าโดยใช ส ทธ ประโยชน JTEPA) เช น เศษ น าม น ขยะพลาสต ก ยางท ใช แล ว แบตเตอร ท ใช แล ว และเคร องใช ไฟฟ าท ใช แล ว เป นต น สถาบ นว จ ยเพ อการพ ฒนาประเทศไทย (2553) 17 ท าการศ กษาเร องการเก บเก ยวผลประโยชน ของ ธ รก จจาก JTEPA โดยภาพรวม พบว า FTA ช วยให ผ ประกอบการไทยได ประโยชน จากภาษ ศ ลกากรท ลดลง และจากข อม ลน บต งแต เด อนพฤศจ กายน 2550 ม นาคม 2551 พบว า ภาคส งออกของไทยสามารถประหย ด ภาษ ศ ลกากรได 75 ล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยอ ตสาหกรรมอาหารได ร บประโยชน มากท ส ด ตามมาด วยอ ตสาหกรรม ส งทอและเคร องน งห ม และอ ตสาหกรรมอ ญมณ และเคร องประด บ ท งน ภาคส งออกของไทยม อ ตราการใช ประโยชน จาก JTEPA โดยเฉล ยส งถ งร อยละ 55.9 โดยอ ตสาหกรรมท ม อ ตราการใช ประโยชน ส งส ด 3 อ นด บ แรก ได แก อ ตสาหกรรมอ ญมณ และเคร องประด บ (ร อยละ 96) อ ตสาหกรรมส งทอและเคร องน งห ม (ร อยละ 71) และอ ตสาหกรรมอาหาร (ร อยละ 66) เช น เน อไก ปร งแต ง ก งปร งแต ง และก งแช แข ง ส วนภาคการน าเข าของไทย ผ น าเข าไทยม อ ตราการใช ประโยชน JTEPA เพ ยงร อยละ 6.5 ท าให ประหย ดภาษ ศ ลกากรได ประมาณ 50 ล านเหร ยญสหร ฐฯ โดยอ ตสาหกรรมยานยนต และช นส วนได ร บ 16 อ างถ งโดยณ ฐว ฒ ล กษณาป ญญาก ล น กว จ ยอาว โสสถาบ นว จ ยเพ อการพ ฒนาประเทศไทย ในการศ กษาความตกลง JTEPA ก บป ญหาขยะม พ ษ จากญ ป นใน 17 อ า ง ถ ง ใ น แ ล ะ โดยได ร บท นสน บสน นการจ ดทาการศ กษาจากสาน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม กระทรวงอ ตสาหกรรม ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 11

76 ประโยชน จากการประหย ดภาษ ศ ลกากรมากท ส ด ตามด วยอ ตสาหกรรมเหล กและเหล กกล า และอ ตสาหกรรม ส งทอและเคร องน งห ม ท งน อ ตสาหกรรมท ม อ ตราการใช ประโยชน ส งส ด 3 อ นด บแรก ได แก อ ตสาหกรรมส ง ทอและเคร องน งห ม (ร อยละ 20) อ ตสาหกรรมยานยนต และช นส วน (ร อยละ 14) และอ ตสาหกรรมเหล กและ เหล กกล า (ร อยละ 12) ในภาพรวม ป ญหาท ผ ส งออกพบในการส งออกไปญ ป น ได แก (1) ความย งยากของข นตอนการขอ ใบร บรองถ นก าเน ดส นค า (2) การท ส นค าส งออกไม ได ร บการลดหย อนอ ตราภาษ ศ ลกากร เช น น าตาล ข าว ส บปะรด และรองเท าก ฬาท ด านบนเป นหน งฟอก (3) ป ญหาล กษณะเฉพาะของการผล ตท ท าให ไม สามารถ ปฏ บ ต ตามกฎว าด วยถ นก าเน ดส นค า เช น ปลาท น ากระป อง เส อผ า และ (4) มาตรฐานส นค าและความ ปลอดภ ยของส นค าของญ ป นม ความเข มงวดมาก เช น ส นค าอาหารท ก าหนดให ม ใบร บรองส ขอนาม ย ส วน ป ญหาท ผ น าเข าส นค าจากญ ป นประสบ ได แก (1) ต นท นในการขอใบร บรองถ นก าเน ดส นค าต อคร งส งมาก ส าหร บส นค าท ต องส งมาอย างต อเน องแบบท นเวลาพอด เช น ช นส วนยานยนต (2) ความก งวลในการแจ ง โครงสร างต นท นให แก หน วยงานออกใบร บรองถ นก าเน ดส นค าซ งเป นภาคเอกชนด วยก น และ (3) ป ญหาใน การตรวจสอบใบร บรองถ นกาเน ดส นค าในกรณ ท ประเทศท ออกใบร บรองไม ใช ประเทศท ออกใบส งส นค าหร อท เร ยกว า Re-invoicing นอกจากน TDRI เสนอแนะให ภาคร ฐไทยดาเน นการต าง ๆ ได แก จ ดต งส าน กงานต ดตามการใช ประโยชน ตาม JTEPA โดยเป นหน วยงานภายใต กระทรวงพาณ ชย เพ อท าหน าท ต ดตามและเร งร ดการใช ประโยชน ร บฟ งป ญหาจากภาคเอกชนอย างเป นระบบ จ ดเตร ยมข อม ลให แก คณะเจรจาฝ ายไทยเม อม การเจรจาทบทวนความตกลงภายใน 5 ป โดย สาน กงานฯ น ควรม บ คลากรค ณภาพส งและทร พยากรอย างเพ ยงพอ กระทรวงอ ตสาหกรรมควรส งเสร มให สถาบ นเฉพาะทางภายใต กระทรวงฯ ม ความเข มแข งเพ มข น เพ อให สามารถตอบสนองความต องการภาคเอกชนในสาขาอ ตสาหกรรมต าง ๆ และท าให โครงการความร วมม อในอ ตสาหกรรมต าง ๆ ตาม JTEPA สอดคล องก บความต องการท แท จร ง ของภาคเอกชน ภาคร ฐควรสน บสน นการศ กษาและต ดตามการเปล ยนนโยบายการค าการลงท นของญ ป น (โดยเฉพาะมาตรการการค าท ไม ใช ภาษ ศ ลกากร) อย างต อเน องเพ อให ความร แก ผ ประกอบการ ไทย ซ งเป นประโยชน ในการเตร ยมการปร บต ว ในการเจรจาทบทวน JTEPA ภาคร ฐควรเจรจาต อรองด านภาษ ศ ลกากรและกฎว าด วยถ นก าเน ด ส นค าเพ อให ผ ประกอบการสามารถใช ส ทธ ประโยชน ได เพ มข น โดยในส วนของภาษ ศ ลกากรควร ต งเป าหมายให อ ตราภาษ ตาม JTEPA อย ในระด บเด ยวก บอ ตรา GSP หร อต ากว าอ ตรา MFN พอสมควร ในส วนของกฎว าด วยถ นก าเน ดส นค าควรเจรจาเพ อผ อนคลายเกณฑ การพ จารณาถ น ก าเน ดส นค าให เอ อต อผ ผล ตส นค าส งออกของไทยบางรายการมากข น เช น อาหารแมว พรม ผ าม าน ผ าป ท นอน และปลาท น ากระป อง ร ฐบาลควรเร งร ดโครงการความร วมม อต าง ๆ ให เป นร ปธรรมโดยเร ว เน องจากท ผ านมาโครงการ ความร วมม อในหลายอ ตสาหกรรมย งไม ค บหน าเท าท ควร กรมศ ลกากรและกรมการค าต างประเทศควรเร งสร างความเข าใจแก ผ ประกอบการในการใช ส ทธ ประโยชน ตาม JTEPA และควรช วยอานวยความสะดวกในการใช ส ทธ ประโยชน ด วย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 12

77 2.3 การทบทวนพ นธก จ แผนงาน และกฎระเบ ยบท เก ยวข องของหน วยงานท เก ยวข องก บ การนา JTEPA ไปปฏ บ ต ในส วนน เป นการทบทวนพ นธก จ แผนงาน และกฎระเบ ยบท เก ยวข องของหน วยงานท เก ยวข อง ของไทยในด านการน า JTEPA ไปปฏ บ ต เพ อเป นพ นฐานในการเข าใจท าท การเจรจาการเป ดตลาดส นค า บร การ และการลงท น รวมท งการจ ดต งความร วมม อในสาขาต าง ๆ ในอนาคตก บญ ป นต อไป รวมท งจ ดท า ข อเสนอแนะสาหร บหน วยงานเพ อการใช ประโยชน JTEPA อย างม ประส ทธ ภาพเพ มข น โดยหน วยงานท เก ยวข อง ประกอบด วยหน วยงานส งก ดกระทรวงการคล ง กระทรวงพาณ ชย กระทรวงอ ตสาหกรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ กระทรวงเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร กระทรวงการต างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณส ข กระทรวงศ กษาธ การ กระทรวงทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อม กระทรวงพล งงาน กระทรวงการท องเท ยวและก ฬา กระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย และสาน กนายกร ฐมนตร สร ปด งน กระทรวงการคล ง กระทรวงการคล งก าหนดว ส ยท ศน เสาหล กทางการคล งและเศรษฐก จเพ อการพ ฒนาอย างย งย น โดยกาหนดประเด นย ทธศาสตร 4 ด าน ได แก ประเด นย ทธศาสตร ท 1 : บร การและร กษาความย งย นทางการคล ง โดยด าเน นการร กษาว น ย ทางการคล งของประเทศ บร หารจ ดเก บภาษ อย างท วถ งและเป นธรรม สร างม ลค าเพ มในทร พย ส นของร ฐ บร หารรายจ ายและหน สาธารณะอย างม ประส ทธ ภาพ ประสานนโยบายการคล งและระบบการเง น รวมท ง ตลาดท นและประก นภ ย ประเด นย ทธศาสตร ท 2 : เสร มสร างความย งย นทางเศรษฐก จ โดยส งเสร มการเจร ญเต บโตทาง เศรษฐก จอย างม เสถ ยรภาพ เสร มสร างข ดความสามารถการแข งข นของประเทศ ส งเสร มการพ ฒนาเศรษฐก จ เช งสร างสรรค (Creative Economy) เพ มโอกาสการเข าถ งแหล งเง นและแหล งท น พ ฒนากลไกความร วมม อ ทางการคล ง การเง นระหว างประเทศ ประเด นย ทธศาสตร ท 3 : สน บสน นความย งย นทางส งคมและส งแวดล อม โดยส งเสร มการกระจาย รายได อย างเป นธรรมและแก ไขป ญหาความยากจน สน บสน นการเพ มโอกาสทางการศ กษา สน บสน นการ เข าถ งบร การสาธารณส ขอย างท วถ ง สน บสน นการพ ฒนาส งแวดล อมท ด (Green Society) และสน บสน นการ ค มครองทางส งคม ประเด นย ทธศาสตร ท 4 : การบร หารจ ดการอย างม ออาช พ โดยด าเน นการบร หารบนฐานความร (Knowledge Based Management) สร างการเปล ยนแปลง ส งเสร มธรรมาภ บาล บร หารแบบบ รณาการ และบร หารด วยเทคโนโลย ท นสม ย ในส วนเก ยวก บการนา JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงการคล งให หน วยงานในส งก ดดาเน นการด งน สาน กงานเศรษฐก จการคล ง ส าน กงานเศรษฐก จการคล ง (สศค.) โดยส าน กนโยบายเศรษฐก จระหว างประเทศเป นหน วยงานหล ก ในการเจรจาเป ดตลาดการค าส นค า ตลอดจนท างานร วมก บธนาคารแห งประเทศไทย (ธปท.) ในการพ ฒนา ความร วมม อด านบร การทางการเง นก บฝ ายญ ป น กฎหมายและกฎระเบ ยบส าค ญของส าน กงานเศรษฐก จการคล งท เก ยวก บการน า JTEPA ไปปฏ บ ต โดยเฉพาะด านการพ ฒนาความร วมม อด านบร การทางการเง นก บญ ป น ได แก พระราชบ ญญ ต ควบค มการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 13

78 แลกเปล ยนเง น พ.ศ.2485 พระราชบ ญญ ต เง นตรา พ.ศ.2501 พระราชบ ญญ ต การธนาคารพาณ ชย พ.ศ.2505 พระราชบ ญ ต การประกอบธ รก จเง นท น ธ รก จหล กทร พย และธ รก จเครด ตฟองซ เอร พ.ศ และ พระราชบ ญญ ต การประกอบธ รก จข อม ลเครด ต พ.ศ.2545 แม ว าภายใต บทท 8 ของ Implementing Agreement ใน JTEPA ก าหนดให ไทยก บญ ป น จ ดทาความร วมม อด านการบร การทางการเง น โดยในช วงระหว างการเจรจา ฝ ายไทยได ให ความส าค ญก บ ความร วมม อด านการพ ฒนาตลาดการเง นในภ ม ภาคน โดยเฉพาะอย างย งในตลาดพ นธบ ตร แต ท ผ านมา น บต งแต JTEPA ม ผลใช บ งค บ ส าน กงานเศรษฐก จการคล งและธนาคารแห งประเทศไทยย งไม ม การ ด าเน นงานหาร อเพ อพ ฒนาความร วมม อด านบร การทางการเง น เน องจากภายใต JTEPA ไม ได ก าหนด หน วยงานเจ าภาพของไทยก บญ ป นท จะต องร บหน าท เป นผ ประสานและผล กด น อย างไรก ตาม ไทยก บญ ป น ได ม การพ ฒนาความร วมม อด านการเง นในกรอบระด บภ ม ภาคภายใต เวท ASEAN + 3 Finance Ministers (AFMM+3) ซ งประกอบด วยอาเซ ยน จ น เกาหล ใต และญ ป น โดยม ประเด นความร วมม อฯ ส าค ญท สมาช ก อาเซ ยนบวกสามเห นชอบ ได แก (1) ความร วมม อด านการเพ มประส ทธ ภาพของมาตรการร เร มเช ยงใหม ส การเป นพห ภาค (Chiang Mai Initiative Multilateralization CMIM ซ งเป นมาตรการฯ ท ม ผลใช บ งค บแล วต งแต 24 ม นาคม 2553) โดยก าหนดรายละเอ ยดและข นตอนท ช ดเจนในการให ความช วยเหล อตามความตกลง CMIM เพ อให สามารถให ความช วยเหล อทางการเง นได ท นท กรณ ท สมาช กประสบป ญหาด ลการชาระเง นหร อขาดสภาพคล องในระยะส น (2) ความร วมม อด านการพ ฒนาเคร อข ายระว งภ ยทางเง นของภ ม ภาคในการป องก นการเก ดว กฤต เศรษฐก จ (Crisis Prevention) และ (3) ความร วมม อด านมาตรการร เร มพ ฒนาตลาดพ นธบ ตรเอเช ย (Asian Bond Markets Initiatives: ABMI) โดยจ ดต งกลไกค าประก นเครด ตและการรลงท น (Credit Guarantee and Investment Facility - CGIF) ของประเทศอาเซ ยนบวกสาม ซ งเป นกองท นค าประก นพ นธบ ตรให ภาคเอกชนเพ อช วยสน บสน นการ เข าถ งแหล งเง นท นและสามารถระดมท นได สะดวกมากข น กรมศ ลกากร กรมศ ลกากรเป นหน วยงานร วมก บส าน กงานเศรษฐก จการคล งในการเจรจาเป ดตลาดการค าส นค า และการด าเน นการตามระเบ ยบพ ธ การศ ลกากรท เก ยวข อง รวมท งการเจรจาด านกฎว าด วยถ นก าเน ดส นค า และการพ ฒนาความร วมม อด านค าไร กระดาษ (Paperless Trading) กฎหมายและกฎระเบ ยบท สาค ญของกรมศ ลกากรท เก ยวก บการนา JTEPA ไปปฏ บ ต ได แก พระราชก าหนดพ ก ดอ ตราศ ลกากร พ.ศ.2530 ซ งในการท ไทยจะม การลด/ยกเล กอ ตรากรภายใต ความตกลงการค าเสร ฉบ บต าง ๆ และ JTEPA ร ฐมนตร ว าการกระทรวงการคล งจะออกประกาศ เร องการลดอ ตราอากรและยกเว นอากรศ ลกากรตามความในพระราชก าหนดพ ก ดอ ตราศ ลกากร เช น กรณ กระทรวงการคล งออกประกาศยกเว นอากรและลดอ ตราอากรศ ลกากรส าหร บของท ม ถ นกาเน ดจากญ ป นเพ อให เป นไปตาม JTEPA โดยอาศ ยอานาจตามมาตรา 14 แห งพระราชก าหนด พ ก ดอ ตราศ ลกากรฯ เพ อยกเว นภาษ นาเข าเหล กท นาเข ามาเพ อใช ในการผล ตยานยนต หร อส วนประกอบ ยานยนต สาหร บผ ประกอบการท ได ร บโควตานาเข าจากกรมการค าต างประเทศ เป นต น พระราชบ ญญ ต ศ ลกากร พ.ศ.2469 ซ งเป นกฎหมายท ก าหนดว ธ จ ดการและการปฏ บ ต ด านการ ศ ลกากรสาหร บการนาเข าส นค า การส งออกส นค า การเส ยค าภาษ การตรวจของและป องก นการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 14

79 ล กลอบหน ศ ลกากร การเก บของในคล งส นค า และอ น ๆ ซ งกรมศ ลกากรจะใช กฎระเบ ยบภายใต กฎหมายศ ลกากรในการประเม นราคาและการจ ดเก บภาษ ส นค าท ได ร บถ นก าเน ดจากญ ป น ตามพ นธกรณ ภายใต JTEPA รวมท งอาศ ยกฎหมายศ ลกากรในการพ ฒนาความร วมม อก บ ญ ป นด านระเบ ยบพ ธ การศ ลกากรท เก ยวข อง รวมท งการส งเสร มการค าไร กระดาษ (Paperless Trading) เน องจากว าท งไทยและญ ป นเห นว าระบบการค าไร กระดาษม ส วนส าค ญ ในการช วยส งเสร มและสน บสน นการจ ดท าเขตการค าเสร ระหว างไทยก บญ ป น ตลอดจนถ งเขต การค าเสร ในภ ม ภาคเอเช ยแปซ ฟ ก ซ งไทยก บญ ป นต างฝ ายต างม นโยบายม สอดคล องก นในการน า ระบบอ ตโนม ต (Automation System) และการเช อมต อระบบของไทยก บญ ป นเพ อใช อ านวย ความสะดวกด านการค าระหว างสองประเทศ โดยฝ ายไทยได น าระบบ Electronic Data Interchange (EDI) และระบบ Paperless Customs บนมาตรฐาน ebxml มาใช ก บการ ส งออกและน าเข า ขณะท ฝ ายญ ป นน าระบบ Trade Electronic Data Interchange (TEDI) และ Nippon Automate Cargo Clerance System (NACCS) มาใช เพ อเพ มประส ทธ ภาพการ ให บร การด านพ ธ การศ ลกากรก บภาคเอกชน กรมสรรพสาม ต กรมสรรพสาม ตเป นหน วยงานปฏ บ ต ภายใต JTEPA ซ งระบ ว าการส งออกไวน ผลไม และส ราไทยไป ญ ป นจะต องได ร บการร บรองหน งส อร บรองจากกรมสรรพสาม ต เน องจากกรมสรรพสาม ตเป นหน วยงาน ร บผ ดชอบก าก บการด าเน นงานตามพระราชบ ญญ ต ส รา พ.ศ.2493 ซ งกรมสรรพสาม ตอน ญาตให SME กล ม สหกรณ การเกษตร และกล มน ต บ คคลผล ตไวน ผลไม ในเช งการค าได โดยใช ภ ม ป ญญาชาวบ านและเทคโนโลย การผล ตแบบพ นบ านได ในการน าผล ตผลการเกษตร เช น มะเม า ล กยอ กระชายด า ส บปะรด และส มโก ย (อง นป า) ฯลฯ มาผล ตเป นไวน ผลไม โดยม เง อนไขการปฏ บ ต ให ม ว ธ การผล ตท สะอาด ถ กส ขล กษณะตาม มาตรฐานสากล กรมบ ญช กลาง กรมบ ญช กลางเป นหน วยงานก าก บและบร หารระบบจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ (Government Procurement) ร บผ ดชอบจ ดท ามาตรฐานการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ เช น ระเบ ยบว าด วยการพ สด ราคากลาง งานก อสร างต าง ๆ การจ ดท ามาตรฐานการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐด วยว ธ การทางอ เล กทรอน กส และการวาง นโยบายการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ และได เป นผ เข าร วมเจรจาความร วมม อด านการจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐระหว าง ไทยก บญ ป น สาระสาค ญของการศ กษา WTO - GPA แผนภาพท 2-4: สาระสาค ญของการศ กษา WTO - GPA (1) WTO-GPA เป นความตกลงหลายฝ าย ซ งสมาช ก WTO สามารถเล อกท จะเข าร วมเป นภาค GPA หร อไม ก ได โดยม ว ตถ ประสงค สาค ญในการขยายขอบเขตการค าระหว างประเทศให กว างขวางมากข น การสร างความเป นธรรม และความม ประส ทธ ภาพในกระบวนการจ ดซ อจ ดจ าง โดยม หล กพ นฐานท สาค ญเก ยวก บหล กประต บ ต เย ยงคนชาต (NT) และการไม เล อกปฏ บ ต ระหว างส นค า บ คล หร อน ต บ คคลของชาต ตนก บของต างชาต หล กความโปร งใส (Transparency) และความ แน นอน ซ งช วยป องก นการเล อกปฏ บ ต และสน บสน นให การวางแผนล วงหน าเป นไปได อย างม ประส ทธ ภาพ ป จจ ย WTO- GPA ม สมาช กท งหมด 40 ประเทศ ได แก ญ ป น เคนาดา สหภาพย โรป (27 ประเทศ) อ สราเอล นอร เวย สว ตเซอร แลนด สหร ฐฯ อร บา เกาหล ใต ฮ องกง ล คเคนสไตน ส งคโปร ไอซ แลนด และไต หว น ซ ง GPA จะม ขอบเขตครอบคล มหน วยงาน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 15

80 ร ฐบาลท กระด บต งแต ร ฐบาลกลาง ร ฐบาลท องถ น ร ฐว สาหก จ เป นต น และครอบคล มส ญญาระหว างภาคร ฐและเอกชน ท กประเภท ได แก ส ญญาซ อ เช า จ าง เช าซ อส นค า บร การ และงานก อสร างท ม อย ภายใต ม ลค าข นต า (Threshold) (2) ป จจ บ น WTO-GPA ม สมาช กประเทศก าล งพ ฒนาเข าร วมไม ก ราย เน องจากร ฐบาลหลายประเทศย งคงต องการใช การ จ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐเป นเคร องม อเช งนโยบายในการเล อกปฏ บ ต เพ อสน บสน นนโยบายทางเศรษฐก จ อ ตสาหกรรม ส งคม ส งแวดล อม และผ ประกอบการในประเทศกาล งพ ฒนาไม ม ศ กยภาพเพ ยงพอท จะเข าไปแข งข นในตลาดภาคร ฐของสมาช ก GPA (3) หากไทยจะเข าเป นภาค WTO-GPA ต องเตร ยมความพร อมด านกฎหมายจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐและกฎหมายท เก ยวข องโดย ไม สามารถให ส ทธ ประโยชน เป นพ เศษแก ผ ประกอบการส ญชาต ไทยได รวมท งเตร ยมความพร อมด านหน วยงานรองร บ บ คลากร การพ ฒนาข ดความสามารถของผ ประกอบการเพ อรองร บการดาเน นการตาม GPA ในระหว างท ม การเจรจาจ ดทา JTEPA ฝ ายญ ป นเป นผ ผล กด นให ไทยเจรจาเป ดตลาดการจ ดซ อจ ดจ าง ภาคร ฐ แต เน องจากไทยย งไม ได เป นภาค ความตกลงว าด วยการจ ดซ อจ ดจ างโดยร ฐ (Government Procurement Agreement - GPA) ในองค การการค าโลก (WTO) ซ งเป นความตกลงแบบหลายฝ าย (Plurilateral Agreement) ด วยเหต ผลด งกล าว ไทยจ งย งไม ม ความพร อมในการเข าร วมเจรจาก บฝ ายญ ป น อย างไรก ตาม คณะร ฐมนตร ได ม มต เม อว นท 13 ต ลาคม 2553 เห นว าให ไทยเตร ยมการเข าร วมเป นภาค ความตกลงว าด วยการจ ดซ อโดยร ฐ ของ WTO โดยให ม การศ กษาเตร ยมพร อมเข าร วมเป นภาค WTO-GPA เพ อก าหนดย ทธศาสตร และแนวทาง เข าร วม รวมท งกรอบการเจรจา แนวทางการเย ยวยาผลกระทบ และการปร บปร งแก ไขระเบ ยบท เก ยวข อง ซ ง คณะร ฐมนตร ได แต งต งคณะกรรมการพ จารณาก าหนดย ทธศาสตร การเข าร วมเป นภาค สมาช กความตกลงว า ด วยการจ ดซ อโดยร ฐ (GPA) ในองค การการค าโลกของประเทศไทย ซ งม นายกร ฐมนตร หร อรองนายกร ฐมนตร เป นประธาน และม รองประธานฯประกอบด วยร ฐมนตร ว าการกระทรวงการคล ง ร ฐมนตร ว าการกระทรวงพาณ ชย ร ฐมนตร ว าการกระทรวงการต างประเทศ และกรรมการประกอบด วยผ แทนส าน กงบประมาณ ส าน กงาน คณะกรรมการพ ฒนาการเศรษฐก จและส งคมแห งชาต กระทรวงการคล ง กระทรวงการต างประเทศ ส าน กงาน คณะกรรมการกฤษฎ กา กรมส งเสร มการส งออก กรมเจรจาการค าระหว างประเทศ กรมสนธ ส ญญาและกฎหมาย กรมบ ญช กลาง สภาหอการค าแห งประเทศไทย และสภาอ ตสาหกรรมแห งประเทศไทย เป นต น เพ อก าหนด แผนปฏ บ ต การเตร ยมการเข าร วมเป นภาค GPA-WTO ท ม รายละเอ ยดครอบคล มกรอบระยะเวลาด าเน นการ งบประมาณ หน วยงานท ร บผ ดชอบเพ อก าหนดกรอบการเจรจาและท าท การค าก บสมาช ก GPA-WTO และ กาหนดแนวทางการเย ยวยาผลกระทบท เก ดจากการเข าร วม ป จจ บ น ไทยย งไม เข าร วมเป นภาค WTO-GPA อย างไรก ตาม ท ผ านมา ร ฐบาลญ ป นขอให ไทยพ จารณา ส งเสร มให ญ ป นเข ามาประม ลโครงการก อสร างแลงท นภาคร ฐท ส าค ญ เช น โครงการรถไฟฟ าสายส ม วง (บางใหญ - บางซ อ) ระบบอาณ ต ส ญญาณและต วรถไฟฟ า (Signalling and Rolling Stock) โครงการรถไฟฟ าสายส น าเง น (บางซ อ ห วล าโพง บางแค) โครงการรถไฟฟ าสายส ชมพ (ปากเกร ด-หล กส -ม นบ ร -ส ว นทวงศ ) และโครงการ รถไฟความเร วส ง (กร งเทพ-เช ยงใหม และกร งเทพฯ ฉะเช งเทรา-ระยอง) สาน กงานบร หารหน สาธารณะ ส าน กงานบร หารหน สาธารณะเป นหน วยงานหล กและร วมก บส าน กงานคณะกรรมการพ ฒนาการ เศรษฐก จและส งคมแห งชาต (สาน กว เคราะห โครงการลงท นภาคร ฐ) และส าน กงานคณะกรรมการส งเสร มการ ลงท น (กองการต างประเทศ) ในการด าเน นโครงการความร วมม อห นส วนภาคร ฐและเอกชน (Public Private Partnership - PPP) ซ งเป นส วนหน งภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและการลงท นระหว างไทยก บ ญ ป นท ปรากฏในแถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บร ฐมนตร METI เม อ 3 เมษายน 2550 ในโอกาสท ผ นาไทยก บญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 16

81 สาน กบร หารหน สาธารณะเป นหน วยงานหล กท ดาเน นการตามนโยบายร ฐบาลท ส งเสร มให ภาคเอกชน ม ส วนร วมในการลงท นโครงการภาคร ฐในร ปแบบ Public Private Partnership (PPP) ซ งถ อเป นการระดมท น ร ปแบใหม ท ม ผ ให ความสนใจมากและได ร บการยอมร บว าช วยลดข อจ าก ดด านงบประมาณของภาคร ฐ รวมท ง ทาให ร ฐบาลสามารถขยายการลงท นในโครงการพ นฐานต างๆ ได อย างม ประส ทธ ภาพ นอกเหน อจากพ นธกรณ ภายใต JTEPA ป จจ บ น กระทรวงการคล งได ม การจ ดท าความร วมม อหลาย โครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น ส าน กงานบร หารหน สาธารณะ กระทรวงการคล ง ได ท าความร วมม อทางการเง นก บร ฐบาลญ ป น โดยธนาคารเพ อความร วมม อระหว างประเทศแห งญ ป น (Japan Bank of Internaitonal Cooperation - JBIC) เพ อท าส ญญาประก นเง นก ส าหร บโครงการปร บปร งก จการประปาแผน หล กของการประปานครหลวง กรมศ ลกากรไทยก บกรมศ ลกากรญ ป น ท าความร วมม อด านการตรวจปล อยส นค าน าเข าและ ส งออก โดยจะตรวจส นค าคร งเด ยวท โรงงานผ ผล ต จากน นจะส งส นค าไปญ ป นโดยไม ต องผ าน ด านศ ลกากรญ ป นอ ก แต จะส งไปถ งโรงงานและศ นย จาหน ายส นค าท ญ ป นท นท โดยม บร ษ ทญ ป น ท ได ร บประโยชน จากโครงการร วมม อน 400 แห ง กรมสรรพากรก บองค การ JICA พ ฒนาความร วมม อภายใต โครงการ Tax Compliance รวมท ง ได จ ดท าความร วมม อก บองค การภาษ แห งประเทศญ ป น (National Tax Agency) เพ อท าความ ตกลงร วมก น (Mutual Agreement Procedure) เพ อปร บภาษ เพ อข ดความสามารถในการ แข งข นของไทยและให ความสาค ญก บน กลงท นญ ป นและต างประเทศท จะมาลงท นในไทยด วย กระทรวงพาณ ชย กระทรวงพาณ ชย เป นหน วยงานเจ าภาพในก าก บและต ดตามผลการข บเคล อนการเจรจาเป ดตลาด การค าเสร ของไทยในท กเวท โดยกระทรวงพาณ ชย ก าหนดว ส ยท ศน เศรษฐก จการค าของประเทศม ความก าวหน าอย างม นคงและย งย น เพ อความอย ด ก นด ของคนท งประเทศ กระทรวงพาณ ชย ได จ ดท าย ทธศาสตร การค าไทยป เพ อสานว ส ยท ศน ด งกล าวข างต น และม ว ตถ ประสงค เพ อ (1) ปร บโครงสร างทางเศรษฐก จโดยการสร างความเข มแข งจากระบบเศรษฐก จและ ธ รก จภายในประเทศ (2) กระต นการบร โภคในประเทศให ขยายต ว (3) กระต นการลงท นในประเทศ โดยม งเน น ให เก ดธ รก จใหม เพ อเป นการสร างงานและสร างรายได ให ก บประเทศ และ (4) สน บสน นและพ ฒนาการค า ระหว างประเทศขยายต วอย างม นคง กระทรวงพาณ ชย ได ก าหนดย ทธศาสตร การค าไทยป เพ อเป นแนวทางในการสร าง ความม นคงและความย งย นให แก เศรษฐก จการค าของประเทศไทย โดยต งอย บนพ นฐานของความร วมม อก บ หน วยงานภาคร ฐและเอกชนท เก ยวข อง ประกอบด วย 10 ย ทธศาสตร การค าไทย ด งน ย ทธศาสตร ท 1 : ปร บโครงสร างการผล ตและกระต นให เก ดการลงท น โดยเน นการปร บปร งและ พ ฒนาต วส นค าและธ รก จเพ อเพ มผล ตภาพและลดต นท นการผล ต โดยดาเน นกลย ทธ การสน บสน นการใช เทคโนโลย สม ยใหม การสร างม ลค าเพ มตลอดวงจรส นค า (Value Chain) ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 17

82 การพ ฒนาโซ อ ปทาน (Supply Chain) และเคร อข ายว สาหก จ (Cluster) การเพ มส ดส วนและม ลค าของว ตถ ด บภายในท องถ น (Local Content) การพ ฒนามาตรฐานและค ณภาพส นค าและบร การ ย ทธศาสตร ท 2 : พ ฒนาการค าให เก ดการแข งข นอย างเป นธรรม และสร างประส ทธ ภาพกลไก การตลาดเพ อเสถ ยรภาพราคาส นค าเกษตร โดยเน นสร างความเป นธรรมทางการค าให แก ผ ม ส วนได ส วนเส ย ของกระทรวงพาณ ชย ได แก เกษตรกร ผ ประกอบธ รก จ (ผ ค า ผ ผล ต ผ ส งออก) ผ บร โภค ตลอดจนประชาชน ท วไป โดยดาเน นกลย ทธ พ ฒนาศ กยภาพเกษตรกรเพ อให ร ท นการเปล ยนแปลงและเสร มสร างความร ด านการตลาด ด แลร กษาเสถ ยรภาพราคาส นค าเกษตร โดยใช กลไกตลาด โดยการใช ระบบการประก นราคา การ ส งเสร มตลาดส นค าเกษตรล วงหน าให แก เกษตรกร พ ฒนาโครงสร างพ นฐานและส งอ านวยความสะดวก เช น ห องเย น ไซโล พ ฒนาสถานท เก บร กษา ผลผล ต ฯลฯ ด าเน นการจ ดระเบ ยบและบร หารการน าเข าส งออก ส งเสร มพ ฒนาระบบธ รก จและอ านวยความ สะดวกทางการค า และก าก บด แลให เก ดการแข งข นทางการค าอย างเป นธรรมส าหร บ ผ ประกอบการ (ผ ค า ผ ผล ต ผ ส งออก) ย ทธศาสตร ท 3 : พ ฒนาระบบตลาดและขยายช องทางการค า โดยเน นพ ฒนาระบบตลาดให ก บผ ซ อ ผ ขาย ผ บร โภค และผ ค า (Trader) โดยดาเน นกลย ทธ ส งเสร มพ ฒนาตลาดและช องทางการจ าหน ายท ม ประส ทธ ภาพ เพ อส งเสร มระบบตลาดช มชน ย านการค า ยกระด บตลาดชายแดนและตลาดภ ม ภาค และส งเสร มการประกอบธ รก จใน ต างประเทศ ส งเสร มและสน บสน นช องทางตลาดท ใช เทคโนโลย สม ยใหม เช น การพ ฒนาตลาดซ อขายล วงหน า ตลาดออนไลน ตลาดประม ล (Auction) ต าง ๆ สร างความแข งแกร งและเพ มความสามารถการแข งข นให ธ รก จการค าปล กค าส ง เช น กฎหมาย แข งข นทางการค า และกฎหมายค าปล กค าส ง ย ทธศาสตร ท 4 : เพ มข ดความสามารถในการปร บต วและการแข งข นของผ ประกอบการท กระด บ โดยเฉพาะ SMEs โดยเน นการพ ฒนาธ รก จ SMEs แบบครบวงจร โดยดาเน นกลย ทธ สร างความพร อมการเร มต นและพ ฒนาการประกอบธ รก จ โดยอบรมให ความร ในการเร มต นธ รก จ ยกระด บค ณภาพการบร หารจ ดการและมาตรฐานธ รก จในระด บสากล ตลอดจนส งเสร มศ กยภาพ และโอกาสทางการตลาดให ก บผ ประกอบการ ส งเสร มความร วมม อระหว าง SMEs และพ ฒนาเคร อข ายพ นธม ตรธ รก จในประเทศและ ต างประเทศ พ ฒนาป จจ ยพ นฐานให เอ อต อการประกอบธ รก จส สากล เช น การพ ฒนากฎระเบ ยบท เอ อต อการ พ ฒนาธ รก จอย างย งย น และช วยเหล อให เข าถ งส นเช อเพ อการประกอบธ รก จ ย ทธศาสตร ท 5 : สน บสน นให องค ประกอบทางการค าเอ อต อความสามารถในการแข งข น โดย พ ฒนาท งในประเทศและต างประเทศ ซ งจะท าให ผ ประกอบการเก ดความคล องต วในการประกอบธ รก จ โดย เน นบ รณาการข นตอนและกระบวนการทางการค าต างๆ โดยดาเน นกลย ทธ เพ มความคล องต วในการประกอบธ รก จ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 18

83 พ ฒนาระบบโลจ สต กส การค าให ม ประส ทธ ภาพส งส ด ลดอ ปสรรคทางการค าภายในประเทศ การประก นความเส ยงทางการค าและการขนส ง สน บสน นสภาพคล องและเข าถ งแหล งท น ค มครองและร กษาผลประโยชน ของผ บร โภค พ ฒนาระบบข อม ลสารสนเทศทางการค าและพ ฒนาข อม ลด านการค าและการตลาดเช งล ก (Market Intelligence) การจ ดการระบบคล งส นค าท ม ประส ทธ ภาพ ย ทธศาสตร ท 6 : เสร มสร างพาณ ชย ภ ม ป ญญา เป นการผสมผสานระหว างเศรษฐก จเช งสร างสรค เศรษฐก จบนฐานความร และเศรษฐก จภ ม ป ญญา เพ อนามาใช ประโยชน เช งพาณ ชย โดยนาเทคโนโลย สม ยใหม มาใช ประโยชน ร วมด วย นอกจากน ย งม งสร างธ รก จและผ ประกอบการใหม โดยเฉพาะอ ตสาหกรรมคอนเทนท (Content Industry) การพ ฒนาร ปล กษณ การออกแบบตราส นค า การค มครอง ส งเสร ม และใช ประโยชน จากทร พย ส นทางป ญญาในเช งพาณ ชย และสน บสน นส นค านว ตกรรมแห งอนาคต เช น ไบโอเทคโนโลย นาโน เทคโนโลย Infotech และ Info Structure โดยดาเน นกลย ทธ ผสมผสานศ ลปว ฒนธรรมและภ ม ป ญญาท องถ นไทยเข าก บเทคโนโลย และนว ตกรรมร วมสม ย เสร มสร างธ รก จใหม ๆ ท เน นศ กยภาพศ ลปว ฒนธรรมและภ ม ป ญญาของไทย ส งเสร มการออกแบบ โดยเน นความค ดสร างสรรค สน บสน นธ รก จและส นค านว ตกรรมแห งอนาคต ค มครอง ส งเสร มและใช ประโยชน จากทร พย ส นทางป ญญาในเช งพาณ ชย ย ทธศาสตร ท 7 : ข บเคล อนเศรษฐก จด วยการค าภ ม ภาคและค าชายแดน โดยม งสร างรายได จาก การค าชายแดน ซ งสามารถประหย ดต นท นโลจ สต กส และสน บสน นการค าการลงท นภายใต กรอบความตกลง ทางการค าในภ ม ภาค เช น ASEAN, APEC, GMS และ ACMECS เป นต น โดยดาเน นกลย ทธ เสร มสร างการค าและการลงท นในเขตชายแดนก บประเทศเพ อนบ าน และในภ ม ภาคภายใต กรอบ ต าง ๆ ลดป ญหาอ ปสรรคทางการค าและอานวยความสะดวกการค าภ ม ภาคและพ นท ชายแดน พ ฒนาระบบขนส งและเช อมโยงระบบโลจ สต กส เพ อการค าชายแดน พ ฒนาระบบข อม ลและหน วยงานสน บสน นด านการค าชายแดน ย ทธศาสตร ท 8 : พ ฒนาการค าระหว างประเทศของไทยให ก าวหน า โดยเน นปร บปร งกระบวนการ เจรจาทางการค าและส งเสร มการส งออก โดยดาเน นกลย ทธ ส งเสร มการม ส วนร วมของท กภาคส วนท เก ยวข องอย างจร งจ งและเป นร ปธรรม เพ อร วมก นศ กษา และพ จารณาความเป นไปได ผลด ผลเส ยในการเจรจาจ ดทาความตกลงทางการค า ส งเสร มการส งออกและการด าเน นธ รก จของผ ประกอบการไทยในต างประเทศ โดยเน น (ก) ยกระด บค ณภาพและภาพล กษณ ของส นค าและบร การของไทยส ตลาดระด บบน (ข) ส งเสร มการ ผล ตและพ ฒนาส นค า/บร การให ตรงความต องการตลาด (Customization) (ค) กระจายตลาด ส งออกของไทยและสร างฐานการนาธ รก จของไทยในท กภ ม ภาคของโลก (ง) เพ มข ดความสามารถ ในการปร บต วและการแข งข นของผ ประกอบการไทยในตลาดโลก และ (จ) เจรจาเพ อเสร มสร าง โอกาสทางเศรษฐก จการค าระหว างประเทศ รวมท งร กษาและปกป องผลประโยชน ของไทย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 19

84 ย ทธศาสตร ท 9 : สร างภ ม ค มก นด านการค าจากผลกระทบส งแวดล อมและว กฤตภาวะโลกร อน โดยเน นการผล ตส นค า บร การ และอ ตสาหกรรมท เป นม ตรต อส งแวดล อม ซ งควรส งเสร มงานว จ ยและพ ฒนา รวมท งสร างแรงจ งใจให ภาคเอกชนตระหน กในเร องส งแวดล อม โดยกระต นให เก ดอ ตสาหกรรมใหม ๆ การเป น พ นธม ตรร วมท นก บประเทศท ม ความก าวหน าด านเทคโนโลย ส งแวดล อม (Green Technology) สร างตลาด รองร บธ รก จใหม รวมท งสน บสน นธ รก จการค า Carbon Credit รวมถ งการบร หารจ ดการและเตร ยมการรองร บ ผลกระทบต อภาวะโลกร อนในอนาคต เช น เร องความม นคงทางอาหาร (Food Security) โดยดาเน นกลย ทธ สน บสน นและส งเสร มการพ ฒนาธ รก จและส นค าท เป นม ตรต อส งแวดล อม เช น ส นค าเกษตร อ นทร ย ส งเสร มงานว จ ยและพ ฒนาเพ อต อยอดด านการค า การลงท น เพ มแรงจ งใจการบร หารจ ดการและสร างตลาดรองร บธ รก จใหม เพ อการพ ฒนาส งแวดล อมอย าง ย งย น บร หารจ ดการและเตร ยมการรองร บผลกระทบต อภาวะโลกร อนในประเด นต าง ๆ ท ได ร บ ผลกระทบทางการค า ย ทธศาสตร ท 10 : รองร บและใช ประโยชน การเข าส การเป นประชาคมเศรษฐก จอาเซ ยน (AEC) โดยเน นการบร หารจ ดการเพ อใช ข อตกลง AEC ให เก ดประโยชน ส งส ด โดยดาเน นกลย ทธ ประชาส มพ นธ และเผยแพร ความร ความเข าใจเก ยวก บการเป ดเสร ต อภาคธ รก จและประชาส งคม สร างความพร อมและพ ฒนาบ คลากรของหน วยงานภาคร ฐท เก ยวข อง ศ กษาผลกระทบและกาหนดแผนกลย ทธ รายส นค า กาหนดมาตรการเย ยวยาในส นค าและธ รก จท เก ยวข อง แสวงหาโอกาสและใช ประโยชน จากข อตกลงการค า เช น การสร างเคร อข ายและพ นธม ตรทาง การค าก บประเทศเพ อนบ าน การใช ประเทศอาเซ ยนเป นฐานการผล ต แรงงาน และเทคโนโลย ร วมก น และการขยายช องทาการด าเน นธ รก จผ านเส นทางการคมนาคม ขนส ง และโลจ สต กส ภายใต กรอบความร วมม อต าง ๆ เช น GMS, ACMECS และ IMT-GT เป นต น ในส วนของการนา JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงพาณ ชย มอบให หน วยงานในส งก ดดาเน นการด งน กรมเจรจาการค าระหว างประเทศ กรมเจรจาการค าระหว างประเทศเป นหน วยงานหล กในการเจรจาการเป ดตลาดการค าในเวท พห ภาค ภ ม ภาค และทว ภาค ตลอดจนเป นหน วยงานประสานงานในภาพรวมและต ดตามการข บเคล อนการด าเน นงาน ตาม JTEPA ซ งเป นไปตามมต ท ประช มคณะกรรมการร ฐมนตร เศรษฐก จเม อว นท 14 ม ถ นายน 2553 ให ถ าย โอนภารก จการกาก บด แลความตกลงห นส วนเศรษฐก จไทย-ญ ป น (JTEPA) จากกรมเอเช ยตะว นออก กระทรวง การต างประเทศไปย งกรมเจรจาการค าระหว างประเทศ กระทรวงพาณ ชย นอกจากน กรมเจรจาการค า ระหว างประเทศย งร วมก บกรมเศรษฐก จระหว างประเทศในการเจรจาเป ดตลาดบร การ การลงท น และการ เคล อนย ายบ คคลธรรมดาภายใต JTEPA กรมการค าต างประเทศ กรมการค าต างประเทศเป นหน วยงานร วมเจรจาเป ดตลาดการค าส นค า กฎว าด วยถ นก าเน ดส นค า การบร หารโควตาน าเข าเหล ก ตลอดจนร วมก บหน วยงานอ นในการพ ฒนาความร วมม อด านการค าไร กระดาษ โดยกฎหมายและกฎระเบ ยบส าค ญท อย ในความด แลของกรมการค าต างประเทศท เก ยวก บการค าระหว างไทย ก บญ ป น ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 20

85 พระราชบ ญญ ต การส งออกไปนอกและการน าเข ามาในราชอาณาจ กรซ งส นค า พ.ศ.2522 ซ งให อ านาจกระทรวงพาณ ชย และกรมการค าต างประเทศในการด าเน นการท เก ยวข อง เช น (ก) การ ออกประกาศกระทรวงพาณ ชย เพ อก าหนดให การส งกล วยสด ส บปะรดสด และเน อส กรปร งแต ง เป นส นค าท ต องดาเน นการตามโควตาท ระบ อย ในข อตกลง JTEPA (ข) การออกประกาศกระทรวง พาณ ชย เพ อโควตาการน าเข าเหล กและเหล กกล าท ม ถ นก าเน ดส นค าจากญ ป นได ร บโควตาตามท ระบ อย ในข อตกลง JTEPA และ (ค) การออกหน งส อร บรองถ นก าเน ดส นค า (C/O) เพ อใช ส ทธ ตามความตกลงการค า กรมการค าต างประเทศจะขอให ผ ส งออกท ขอร บหน งส อร บรองถ นก าเน ด C/O ต องแสดงส าเนาใบก าก บส นค า และส าเนาใบตราส งส นค า และแจ งข อม ลรายละเอ ยด ว ตถ ด บ/ช นส วนท ใช ในการผล ต เพ อใช ในการตรวจสอบการได ส ทธ ประโยชน ตามเง อนไขกฎถ น กาเน ดส นค าท ตกลงไว ก บค เจรจาในแต ละเวท การค า พระราชบ ญญ ต การตอบโต การท มตลาดและการอ ดหน นตลาด พ.ศ.2542 ซ งให อ านาจกรมการ ค าต างประเทศในการดาเน นการท เก ยวข อง เช น การออกประกาศไต สวนตลาดส นค าเหล กกล าไร สน มร ดเย น เหล กแผ นร ดร อน ท ม ถ นก าเน ดจากญ ป นท น าเข ามาในไทยซ งม ล กษณะเป นการท ม ตลาดและก อให เก ดความเส ยหายต ออ ตสาหกรรมภายในประเทศ รวมท งการเร ยกเก บอ ตราอากร ตอบโต การท มตลาด โดยท ผ านมา ภารก จสาค ญของกรมการค าต างประเทศท เก ยวก บ JTEPA ได แก (ก) การให บร การออกหน งส อร บรองถ นก าเน ดส นค าตามความตกลง JTEPA (Form JTEPA) ส าหร บ การส งออกส นค าจากไทยไปญ ป น 18 (ข) ก าก บการน าเข าส นค าท ม พ นธกรณ ตามความตกลงการเกษตรภายใต WTO เข ามาในไทยตาม JTEPA 21 รายการ ได แก น านมด บ นมพร อมด ม (เฉพาะเคร องด มท ม นมผสม) นมผงขาดม นเนย ม นฝร ง หอมห วใหญ กระเท ยม มะพร าวและมะพร าวฝอย ล าไยแห ง เมล ดกาแฟ ชา พร กไทย ข าวโพดเล ยงส ตว ข าว เมล ดถ วเหล อง เน อมะพร าวแห ง เมล ดพ นธ หอมห วใหญ น าม นถ วเหล อง น าม นปาล มและน าม นเน อในเมล ด ปาล ม น าม นมะพร าว น าตาล กาแฟสาเร จร ป และกากถ วเหล อง (ค) การจ ดสรรโควตาส นค าส งออกภายใต JTEPA ได แก กล วยสด ส บปะรดสด และเน อส กรปร งแต ง (ง) จ ดสรรโควตาส นค านาเข าภายใต JTEPA ได แก เหล กและเหล กกล านาเข าจากญ ป น: แบ งเป น กล มท 1 : ผ ประกอบก จการค าเหล กหร อเหล กกล าเพ อใช ในอ ตสาหกรรมต อเน อง โดยใน ป 2554 ได จ ดสรรให ผ นาเข า 53 ราย จ านวนท จ ดสรร 500,000 ต น แบ งเป น 2 ส วน ได แก ส วนท 1 ปร มาณ 495,000 ต น พ จารณาจ ดสรรให แก ผ ท ม ประว ต การน าเข าจากประเทศ ญ ป นตามประว ต การน าเข าของแต ละรายเฉล ย 3 ป ย อนหล งจากป 2554 โดยบร ษ ทท ได ร บ การจ ดสรรโควตาในส วนน มาก ได แก บร ษ ท โตโยต าท โช (ไทยแลนด ) จ าก ด บร ษ ท เอ มซ เมท ลเซอร ว สเอเช ย (ประเทศไทย) จ าก ด บร ษ ท ซ มม ทแอดวานซ แมทท เร ยล จ าก ด และ ส วนท 2 ปร มาณ 5,000 ต น พ จารณาจ ดสรรให แก ผ ขอร บการจ ดสรรท ไม ม ประว ต การน าเข า 18 เอกสารท ผ ส งออกต องใช ในการขอร บ Form JTEPA ได แก ต นฉบ บหร อส าเนาใบก าก บส นค า (Invoice) และส าเนาใบตราส งส นค า ส วนการ ส งออกส นค าบางประเภทต องแสดงหน งส อร บรองอ น ๆ เพ มเต ม ได แก (1) กรณ การส งออกปลาท นาปร งแต งจะต องท าหน งส อร บรองว าได ซ อ ปลามาจากเร อประมงท ได ร บอน ญาตจากคณะกรรมาธ การปลาท นาแห งมหาสม ทรอ นเด ย (IOTC) และกรณ ปลาท จ ดได จากเร อประมงไทย ให แสดงหน งส อร บรอง Health Certificate จากกรมประมง ใบอน ญาตประกอบก จการโรงงาน และใบส งซ อปลา (2) กรณ การส งออกไวน จาก ผลไม เม องร อนหร อส รา ให แสดงสาเนาหน งส อร บรองว ตถ ด บท ใช ทาส ราจากกรมสรรพสาม ต ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 21

86 รายละไม เก น 1,000 ต น หากกรณ ท ย นขอร บการจ ดสรรรวมก นมากกว าปร มาณการจ ดสรร รวม จะปร บลดตามส ดส วนของปร มาณท ย นขอร บการจ ดสรร หากย นขอร บน อยกว าจ ดสรร รวม จะน าส วนท เหล อไปรวมก บปร มาณโควตาท เหล อจากการจ ดสรรให แก ผ ท ม ประว ต การ นาเข าจากญ ป นเพ อจ ดสรรให แก ผ ท ม ประว ต การนาเข าต อไป กล มท 2 : ผ นาเข าเหล กแผ นร ดร อนมาร ดเย นต อ เพ อใช ในอ ตสาหกรรมต อเน อง โดยในป 2554 ม 2 ราย จานวนจ ดสรร 221,000 ต น พ จารณาจ ดสรรตามผลการหาร อร วมก นระหว าง ผ น าเข า สถาบ นเหล กและเหล กกล าแห งประเทศไทย และส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม ประกอบก บประว ต การน าเข าจากญ ป นของแต ละราย โดยบร ษ ทท ได ร บการจ ดสรร ได แก บร ษ ท สยามย ไนเต ดสต ล (1995) จ าก ด ได ร บจ ดสรรค ดเป นร อยละ 88 ของท งหมด และ บร ษ ท เหล กแผ นร ดเย นไทย จาก ด (มหาชน) ได จ ดสรรค ดเป นร อยละ 12 ของท งหมด กล มท 3 : ผ น าเข าเหล กร ดร อนมาร ดเย นต อเพ อใช ในอ ตสาหกรรมยานยนต หร อช นส วน และอ ปกรณ ประกอบยานยนต โดยในป 2554 ม 2 ราย จ านวน 280,000 ต น พ จารณา จ ดสรรตามผลการหาร อร วมก นระหว างผ น าเข า สถาบ นเหล กและเหล กกล าแห งประเทศไทย และส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม ประกอบก บประว ต การน าเข าจากญ ป นของแต ละราย โดยบร ษ ทท ได ร บการจ ดสรร ได แก บร ษ ท เหล กแผ นร ดเย นไทย จ าก ด (มหาชน) ได จ ดสรร ค ดเป นร อยละ 77 ของท งหมด และบร ษ ท สยามย ไนเต ดสต ล (1995) จ าก ด ได ร บจ ดสรรค ด เป นร อยละ 23 ของท งหมด (ง) ให ความช วยเหล อเอกชนเพ อการปร บต วจากผลกระทบจากการค าเสร : โดยกรมการค าต างประเทศ เป นหน วยงานท จ ดให ม โครงการช วยเหล อเพ อการปร บต วของภาคการผล ตและภาคบร การท ได ร บผลกระทบ จากการเป ดเสร ทางการค า (กองท นฯ FTA) โดยกองท นฯ จะให ความช วยเหล อแก ผ ผล ตและผ ประกอบการใน ส นค าอ ตสาหกรรมการเกษตร ส นค าอ ตสาหกรรม และภาคธ รก จบร การท ได ร บผลกระทบจากการเป ดเสร เพ อให สามารถปร บต วหร อปร บเปล ยนให สามารถแข งข นได โดยจะให ความช วยเหล อแต ละโครงการไม เก น 3 ป ใน ร ปของเง นท นเพ อสน บสน นการศ กษา ว จ ย พ ฒนา จ ดหาท ปร กษาเพ อช วยปร บปร งธ รก จหร อฝ กอบรมอาช พ ใหม ให ก บคนงาน การฝ กอบรม และส มมนา เป นต น โดยกล มผ ผล ตท ได ร บผลกระทบต องจ ดท าโครงการเสนอ ส าน กส ทธ ประโยชน ทางการค า กรมการค าต างประเทศ โดยเสนอผ านสถาบ นท เก ยวก บการค า เช น สภาหอการค า แห งประเทศไทย สภาอ ตสาหกรรมแห งประเทศไทย และหน วยงานราชการท เก ยวข อง โดยโครงการฯ ท ขอ ความช วยเหล อจากกองท นฯ เพ อช วยเหล อผ ประกอบการให เพ มศ กยภาพการปร บต วรองร บ JTEPA ได แก การ พ ฒนาศ กยภาพค ณภาพด านการผล ตและการเพ อการส งออกส นค าส บปะรดสดไทยภายใต ส ทธ ประโยชน JTEPA กรมพ ฒนาธ รก จการค า กรมพ ฒนาธ รก จการค าเป นหน วยงานท เข าร วมก บหน วยงานอ น ๆ ในการเจรจาเป ดตลาดการค า บร การและลงท น รวมท งจ ดท าความร วมม อในด านการสร างเสร มสภาพแวดล อมทางธ รก จ โดยท ผ านมา ภารก จส าค ญของกรมพ ฒนาธ รก จการค าในส วนท เก ยวก บ JTEPA ได แก การตรวจสอบการได ร บส ทธ ประโยชน ด านการเป ดตลาดให คนญ ป นมาประกอบธ รก จในไทย เน องจากกรมพ ฒนาธ รก จการค าเป น หน วยงานหล กท ร บผ ดชอบการปฏ บ ต ตามพระราชบ ญญ ต การประกอบธ รก จของคนต างด าว พ.ศ.2542 ซ งม การกาหนดประเภทธ รก จตามบ ญช แนบท ายท 1 2 และ 3 ซ งเป นรายการธ รก จท ม ข อสงวนในระด บท แตกต าง ก นไป โดยบ ญช ท 1 เป นกล มธ รก จท ไม อน ญาตให คนต างด าวประกอบก จการด วยเหต พ เศษ เช น การท านา ท าไร ทาสวน และการค าท ด น เป นต น ซ งไทยไม อน ญาตให คนต างด าวถ อห นเก นกว าร อยละ 49.9 และบ ญช 2 เป น กล มธ รก จท เก ยวก บความปลอดภ ย ความม นคงของประเทศ หร อม ผลกระทบต อศ ลปว ฒนธรรม จาร ต ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 22

87 ประเพณ ห ตถกรรมพ นบ าน หร อทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อม เช น ธ รก จขนส งภายในประเทศ ธ รก จ ผล ตน าตาลจากอ อย ธ รก จท าเหม อง เป นต น ซ งไทยไม อน ญาตให คนต างด าวถ อห นเก นกว าร อยละ 49.9 ยกเว นได ร บความเห นชอบจากคณะร ฐมนตร ก อาจให คนต างด าวถ อห นได ถ งร อยละ และบ ญช ท 3 ซ ง เป นธ รก จท คนไทยย งไม พร อมท จะแข งข นในการประกอบก จการก บคนต างด าว เช น บร การทางว ศวกรรม บร การทางบ ญช บร การน าเท ยว การก อสร างบร การพ นฐานท ม ท นข นต าของคนต างด าวน อยกว า 500 ล าน บาท ธ รก จบร การอ น ๆ ซ งไทยไม อน ญาตให คนต างด าวถ อห นเก นกว าร อยละ 49.9 ยกเว นได ร บความเห นชอบ จากคณะกรรมการประกอบธ รก จของคนต างด าว ก จการญ ป นขออน ญาตในการประกอบธ รก จของคนต างด าวจากกรมพ ฒนาธ รก จการค าเพ อถ อห นเก น กว าร อยละ 49.9 จะเป นก จการในบ ญช 3 (หมวดธ รก จท คนไทยย งไม ม ความพร อมท จะแข งข นในการประกอบ ก จการก บคนต างด าว) ได แก ธ รก จบร การให ก ย มเง นแก บร ษ ทในเคร อ บร การร บจ ดการขนส งส นค าระหว าง ประเทศให แก ผ ส งออกและนาเข า บร การจ ดการลาเล ยงว ตถ ด บเข าส กระบวนการผล ต บร การให เช า ให เช าซ อ ทร พย ส น ธ รก จส าน กงานผ แทน/ส าน กงานภ ม ภาค ธ รก จก อสร างและบร การทางว ศวกรรม และบร การเป นท ปร กษาโครงการภาคร ฐ กรมการค าภายใน กรมการค าภายในเป นหน วยงานท ร บผ ดชอบในการปฏ บ ต ตามเร องนโยบายทางการแข งข น (Competition Policy) เน องจากกรมการค าภายในเป นร บผ ดชอบการด าเน นการตามพระราชบ ญญ ต แข งข น ทางการค า พ.ศ.2542 ซ งเป นกฎหมายท ม ว ตถ ประสงค เพ อก าหนดหล กเกณฑ เก ยวก บการป องก นการผ กขาด ลด หร อจาก ดการแข งข นในการประกอบธ รก จอย างเป นระบบ กรมทร พย ส นทางป ญญา กรมทร พย ส นทางป ญญาเป นหน วยงานหล กในการพ ฒนาความร วมม อด านทร พย ส นทางป ญญาก บ ญ ป น โดยกรมทร พย ส นทางป ญญาเป นหน วยงานท ร บผ ดชอบก าก บการด าเน นงานของกฎหมายด านทร พย ส น ทางป ญญาหลายฉบ บ ได แก พระราชบ ญญ ต ส ทธ บ ตร พ.ศ.2522 พระราชบ ญญ ต เคร องหมายการค า พ.ศ พระราชบ ญญ ต ล ขส ทธ พ.ศ.2537 พระราชบ ญญ ต ค มครองแบบผ งภ ม ของวงจรรวม พ.ศ.2543 พระราชบ ญญ ต ความล บทางการค า พ.ศ.2545 พระราชบ ญญ ต ค มครองส งบ งช ทางภ ม ศาสตร พ.ศ.2546 และ พระราชบ ญญ ต การผล ตผล ตภ ณฑ ซ ด พ.ศ.2548 นอกจากน ป จจ บ นกรมทร พย ส นทางป ญญาย งเป นหน วยงาน สาค ญของไทยท ผล กด นโครงการตามนโยบายเศรษฐก จสร างสรรค ของร ฐบาล ท ผ านมา ไทยก บญ ป นเคยม การหาร อกรณ ส าค ญท เก ยวก บการละเม ดทร พย ส นทางป ญญา ได แก กรณ ท ม ชาวญ ป น (นายมาซาก ฟ ร ยะ) ซ งด าเน นก จการนวดแผนไทย ณ ญ ป น ได ย นขอจดล ขส ทธ และ เคร องหมายการค าคาว า ฤาษ ด ดตน และช อก จการห างห นส วน ฤาษ ด ดตน ไว ก บหน วยงานทร พย ส นทาง ป ญญาของญ ป น (Japan Patent Office JPO) และระบ ว าหากผ ใดน าค าว า ฤาษ ด ดตน ไปใช จะม ความผ ดทางกฎหมาย ซ งกรมการแพทย แผนไทยและการแพทย ทางเล อกร วมก บกรมทร พย ส นทางป ญญาไป ย นหน งส อค ดค านการจดทะเบ ยนฯ ด งกล าวก บ JPO ประเทศญ ป นเม อเด อนพฤษภาคม 2549 เน องจากไทย ถ อว า ฤาษ ด ดตน เป นภ ม ป ญญาของคนไทยท ใช มาต งแต ป พ.ศ ม ท งหมดประมาณ 127 ท า และจะใช เป นทร พย ส นส วนต วไม ได ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 23

88 กรมส งเสร มการส งออก กรมส งเสร มการส งออกเป นหน วยงานท เข าร วมก บหน วยงานอ น ๆ เช น ส าน กงานคณะกรรมการ ส งเสร มการลงท น และส าน กงานส งเสร มว สาหก จขนาดกลางและย อม ในการพ ฒนาความร วมม อในด าน ว สาหก จขนาดกลางและย อม นอกจากน กรมส งเสร มการส งออกย งม การพ ฒนาความร วมม ออย างใกล ช ดก บ องค การส งเสร มการค าต างประเทศของญ ป น (JETRO) มานานกว าสองทศวรรษในการจ ดก จกรรมส งเสร ม การค าและการลงท นระหว างก น รวมท งด าเน นก จกรรมการใช ประโยชน JTEPA เช น โครงการคร วไทยส คร ว โลก การส งเสร มบร การด านการค าขายแฟรนไชส สปาไทย แฟรนไชส อาหารไทย และธ รก จด านบ นเท งของไทย ให สามารถขยายตลาดไปย งญ ป นมากข น การส งออกส นค าเกษตรอ นทร ย การส งออกส นค าและบร การเช ง สร างสรรค และเป นเอกล กษณ ไทย เช น อาหารไทย ผ าไหมไทย และกล วยไม ไทย ในส วนการพ ฒนาความร วมม อภายใต JTEPA ท เร มใช บ งค บใช เม อปลายป 2550 กรมส งเสร มการ ส งออกและสถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอได ร วมก บญ ป นในคณะทางานด านการพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอ และเคร องน งห ม โดยม การถ ายทอดเทคโนโลย ส งทอจากญ ป นส ไทย เช น ญ ป นให การสน บสน นผ เช ยวชาญการ พ ฒนาผ าผ น น กว เคราะห แนวโน มแฟช น และด าน Dyeing and Finishing Technology มาเป นว ทยากร Fabric Seminar and Workshop in Bangkok ม ผ ประกอบการไทยเข าร วม 146 คน ในป 2551 ตลอดจน ขอให ญ ป นสน บสน นน าผ น าเข าเด นทางเข าร วมงานแสดงส นค า BIFF and BIL ของกรมส งเสร มการส งออก โดยเฉพาะการส งซ อเส อผ าสวมใส ในช วงฤด ใบไม ผล และฤด ร อนท ไทยม ความเช ยวชาญ นอกจากน ห วข อท ไทยต องการให ญ ป นให การสน บสน นจะเป นการแจ งผ านมาย งกรมส งเสร มการ ส งออกและสถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอ โดยสมาคมอ ตสาหกรรมเคร องน งห มไทย (Thai Garment Manufacturers Association - TGMA) และสมาคมอ ตสาหกรรมฟอกย อม พ มพ และตกแต งส งทอ (Association of Thai Textile Bleaching, Dyeing, Printing and Finishing Industries) เพ อแจ งให สหพ นธ ส งทอญ ป น (Japan Textile Federation) ทราบถ งห วข อท ไทยต องการให ญ ป นสน บสน น เช น การขอ ความช วยเหล อในการปร บปร งห องทดสอบส นค าส งทอและเคร องน งห มของสถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอ (Lab Testing Center) เพ อให ม การยอมร บผลการทดสอบส นค าระหว างไทยก บญ ป น กระทรวงอ ตสาหกรรม กระทรวงอ ตสาหกรรมก าหนดว ส ยท ศน เป นองค กรน าในการผล กด นอ ตสาหกรรม ว สาหก จ และ ผ ประกอบการให ม การพ ฒนาอย างย งย นและสามารถแข งข นได ในตลาดโลก และได ก าหนดว ส ยท ศน การ พ ฒนาอ ตสาหกรรมของไทยในระยะ 20 ป ข างหน าภายใต แผนแม บทพ ฒนาอ ตสาหกรรมไทย ค อ ม งส อ ตสาหกรรมสร างสรรค ท ย งย น โดยท ศทางการพ ฒนาอ ตสาหกรรมในระยะ 20 ป ข างหน า แบ งออกเป น 3 ระยะ ได แก ระยะส น 1 ป เร มต งแต ป ระยะกลาง 4 ป เร มต งแต ป และระยะยาว 20 ป เร มต งแต ป โดยแต ละช วงเวลาจะม กรอบท ศทางการพ ฒนาแตกต างก นไปข นก บความพร อม ของอ ตสาหกรรม รวมท งบร บทการเปล ยนแปลงของโลกท เก ดข น สร ปได ด งน กรอบท ศทางการพ ฒนาอ ตสาหกรรมในระยะส น ( ) : พ ฒนาฐานองค ความร ตลอดโซ ค ณค าของภาคอ ตสาหกรรม (Knowledge Based Industry) เพ อต อยอดในวงกว างต อไป ด งน สร างค ณค าเช งล กในอ ตสาหกรรมหล ก (Core Industry Value Creation) ประกอบด วย (ก) อ ตสาหกรรมท ม การส งออกมากแต ต องพ งพาว ตถ ด บน าเข ามาก ได แก อ ตสาหกรรมยานยนต ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 24

89 และช นส วนยานยนต อ ตสาหกรรมป โตรเคม และพลาสต ก อ ตสาหกรรมเคม อ ตสาหกรรม อ เล กทรอน กส อ ตสาหกรรมเหล กและเหล กกล า และ (ข) อ ตสาหกรรมท ม ศ กยภาพและสร าง ม ลค าเพ มให ประเทศไทยอย างแท จร งอ นเก ดจากการม ว ตถ ด บต นน าในประเทศไทย ได แก อ ตสาหกรรมผล ตภ ณฑ ยาง อ ตสาหกรรมปลาและอาหารทะเลกระป อง อ ตสาหกรรมแปรร ปผ ก และผลไม โดยสร างฐานป จจ ยการผล ตให เข มแข งและเพ มประส ทธ ภาพการผล ตเพ อร กษาอ ตรา การขยายต วทางเศรษฐก จและลดความเส ยงจากภาวะผ นผวนของเศรษฐก จโลก สร างโซ ค ณค า (Value Chain) ภายใต อ ตสาหกรรม โดยเฉพาะการพ ฒนาออกแบบท เน นความ เป นเอกล กษณ และสร างสรรค เช น อ ตสาหกรรมส งทอและเคร องน งห ม อ ตสาหกรรมเฟอร น เจอร และเคร องใช ตกแต งบ าน อ ตสาหกรรมของเล นเด ก อ ตสาหกรรมอ ญมณ และเคร องประด บ และ อ ตสาหกรรมเซราม ค และสน บสน นให เก ดเคร อข ายความร วมม อในระด บท องถ นและเคร อข าย ว สาหก จ (Cluster) พ ฒนาและยกระด บความสามารถของบ คลากรเพ อสร างม ลค า โดยเฉพาะการว จ ยและพ ฒนาการ ออกแบบอย างช ดเจนและเป นร ปธรรม และบ รณาการการทางานร วมก นระหว างกระทรวงอ ตสาหกรรม กระทรวงศ กษาธ การ กระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงพาณ ชย และกระทรวงแรงงาน รวมท งน าผลงานว จ ยและพ ฒนาผล ตภ ณฑ ต าง ๆ ท ได ม การศ กษาไว อย างมากมายมาใช ประโยชน ในภาคปฏ บ ต ใช โอกาสจากการเป ดตลาดการค าส นค าภายใต ประชาเศรษฐก จอาเซ ยน (AEC) ในการท าตลาด เช งร กไปอย างอาเซ ยน พ ฒนาความร วมม อก บประเทศเพ อนบ าน ท งด านการค า การลงท น และการพ ฒนาความ เช อมโยงด านการผล ตในอาเซ ยน (ASEAN Production Chain) ท งภาคอ ตสาหกรรม ภาค การเกษตร โดยเฉพาะการพ ฒนาความร วมม อด านอาหารและการเกษตรและใช ประโยชน จาก ทาเลท ต งท ไทยเป นประต การค า (Gateway) ไปส ภ ม ภาคอ น วางแผนรองร บ/ลดผลกระทบทางส งคมท เก ดข นจากการอพยพโยกย ายแรงงานและทร พยากร ระหว างประเทศ รวมถ งการวางแผนจ ดพ นท สาหร บภาคอ ตสาหกรรมให เหมาะสมท งในด านขนส ง การอย ใกล แหล งว ตถ ด บ การควบค มมลพ ษ และการไม ท าลายส งแวดล อม รวมถ งการอย ร วมก น ของภาคอ ตสาหกรรมและช มชนใกล เค ยง เป นต น กรอบท ศทางการพ ฒนาอ ตสาหกรรมในระยะกลาง ( ): ม งต อยอดการพ ฒนาจาก ฐานความร มาใช ในการพ ฒนา โดยเน นเทคโนโลย และนว ตกรรมใหม มาใช เพ อตอบสนองความต องการตลาด และเพ มข ดความสามารถทางการแข งข น (Innovative Industry) ด งน พ ฒนาอ ตสาหกรรมให เจร ญเต บโตควบค พร อมก นไปก บการพ ฒนาว ตถ ด บท เก ดจากภาคเกษตร เพ อให อ ตสาหกรรมพ นฐานและอ ตสาหกรรมต อยอดอ นๆ สน บสน นก นและก น (Resource- Based Value Creation) และให ความส าค ญก บการว จ ยและพ ฒนา โดยเฉพาะผล ตภ ณฑ และ กระบวนการผล ต โดยเฉพาะการผล ตส นค าท ใช ว ตถ ด บท สามารถหาได จากภายในประเทศ เช น เกษตรกรรม ทร พยากรธรรมชาต เช น อ ตสาหกรรมพลาสต กช วภาพ อ ตสาหกรรมพล งงานทดแทน อ ตสาหกรรมยาและผล ตภ ณฑ เสร มส ขภาพ อ ตสาหกรรมภาคเกษตร อ ตสาหกรรมเคร องส าอาง และอ ตสาหกรรมบร การท อาศ ยว ฒนธรรมขนบธรรมเน ยมประเพณ และภ ม ป ญญาท องถ น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 25

90 จ ดเตร ยมความพร อมด านการพ ฒนาพ นท อ ตสาหกรรมเพ อรองร บการเป นประต เช อมภ ม ภาค อาเซ ยนในย านพ นท ระเบ ยงเศรษฐก จตะว นออก-ตะว นตก (East West Industrial Corridor Zone) เตร ยมความพร อมโครงสร างพ นฐานทางส งคมเพ อรองร บการเข าส ส งคมผ ส งอาย ขณะท ประชากรว ยแรงงานเพ มข นในอ ตราท ช าลง โดยเพ มประส ทธ ภาพแรงงานและวางแผนด าน แรงงานเพ อชดเชยขนาดกาล งแรงงานท จะขยายต วช าลง กรอบท ศทางการพ ฒนาอ ตสาหกรรมในระยะยาว ( ): เป นการพ ฒนาท เน นความย งย น เป นหล ก (Sustainable Industry) โดยต องม งส การเป นเศรษฐก จสร างสรรค และเศรษฐก จท เป นม ตรต อ ส งแวดล อม (Creative and Green Economy) ซ งเป นกระแสการพ ฒนาของโลกในป จจ บ น ด งน ส งเสร มให ผ ประกอบการไทยเร งปร บต วและใช โอกาสจากการลดอ ปสรรคทางการค าและการ ลงท นต างๆ ลงให เก ดประโยชน อย างเต มท โดยเฉพาะสาขาท ไทยม ศ กยภาพในการแข งข นส งและ เป นสาขาท อาเซ ยนและค เจรจาของอาเซ ยน เช น จ น ญ ป น เกาหล และออสเตรเล ยให ความส าค ญในการเร งร ดการรวมกล มด วยการลด/ยกเล กอ ปสรรคด านภาษ และอ ปสรรคท ม ใช ภาษ เช น ผล ตภ ณฑ อาหาร ผล ตภ ณฑ ยานยนต ผล ตภ ณฑ อ เล กทรอน กส บร การท องเท ยว บร การส ขภาพ และเทคโนโลย สารสนเทศ ส งเสร มให ภาคอ ตสาหกรรมของประเทศปร บต วให ม กระบวนการผล ตตลอดโซ อ ปทานท ม ความ เป นม ตรต อส งแวดล อมมากข น ลดการปล อยก าซเร อนกระจกส บรรยากาศ โดยอ ตสาหกรรมใหม ท ตอบสนองกระแสการเป นม ตรต อส งแวดล อม ได แก (ก) อ ตสาหกรรมพลาสต กช วภาพ ท ผล ต จากว ตถ ด บทางการเกษตร เช น ม นส าปะหล ง ข าวโพด ข าวสาล และอ อย ซ งสามารถย อยสลาย เองได ตามธรรมชาต และไม ท าลายช นบรรยากาศ รวมท งไทยม ความอ ดมสมบ รณ ของว ตถ ด บท สามารถรองร บความต องการของอ ตสาหกรรมได อย างพอเพ ยง (ข) อ ตสาหกรรมพล งงานทดแทน เช น พล งงานลม คล น แสงอาท ตย และความร อนใต พ ภพ ซ งสามารถท จะน ามาพ ฒนาทดแทน พล งงานจากฟอสซ ล ซ งไทยม แหล งพล งงานแสงอาท ตย ท น ามาพ ฒนาเป นพล งงานในร ปเซลล แสงอาท ตย ได แต ต องพ ฒนาให ม ต นท นต าเพ อให คนส วนใหญ น ามาใช ได รวมท งม ว ตถ ด บช วมวล เช น ฟางข าว และใบอ อย ซ งนามาผล ตเป นก าซช วภาพ พ ฒนาพ นท ให เป นพ นท การผล ตส เข ยว (Green Industrial Zone) โดยส งเสร มก จกรรมในภาค การผล ตท ปล อยคาร บอนต า ปร บร ปแบบการผล ตท เป นม ตรต อส งแวดล อม ส งเสร มการเกษตร การค า บร การ และการลงท นท ไม ทาลายส งแวดล อม โดยก าหนดมาตรการจ งใจด านการเง น การ คล ง ภาษ การตลาด ควบค ก บการปร บเปล ยนพฤต กรรมบร โภคของส งคมให ม งส ความย งย น กระทรวงอ ตสาหกรรมได พ จารณากรอบท ศทางการพ ฒนาท งระยะส น ระยะกลาง และระยะยาว ข างต น และได กาหนดย ทธศาสตร การพ ฒนาอ ตสาหกรรมระยะ 5 ป ( ) ด งน 1. ย ทธศาสตร การเพ มข ดความสามารถของผ ประกอบการและภาคอ ตสาหกรรมในการแข งข น และการสร างความเช อมโยงส พ นท และตลาดอาเซ ยน เพ อให ภาคอ ตสาหกรรมม ข ดความสามารถในการ แข งข นส งข น โดยม กลย ทธ ด านต าง ๆ ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 26

91 1.1 กลย ทธ ด านการสร างความเข มแข ง (ก) เพ มประส ทธ ภาพการผล ตและการบร หารจ ดการ โดยเฉพาะผล ตภาพแรงงาน (Labor Productivity) และผล ตภาพการผล ตรวม (Total Factor Productivity) (ข) จ ดพ นท อ ตสาหกรรม (Zoning Planning) ในแต ละพ นท อย างเหมาะสมให สอดคล องก บ ท กด าน เช น ว ตถ ด บ การขนส ง ส งแวดล อม และช มชน เป นต น (ค) สน บสน นการเช อมโยงอ ตสาหกรรม ท งภายในกล มสาขาและการเช อมโยงข ามกล มสาขา รวมถ ง Cluster ใน ASEAN Production Chain ท ต องการทร พยากรจากประเทศเพ อนบ านเพ อเพ มม ลค า ให ก บผล ตภ ณฑ (ง) ขยายโอกาสเข าส ตลาดสากล โดยเฉพาะตลาดอาเซ ยน โดยพ ฒนาส นค าเข าส มาตรฐานสากล ตรงตามความต องการ และส นค าท ม โอกาสส งในการเจาะตลาด 1.2 กลย ทธ ด านนโยบายและมาตรการ (ก) ม กฎระเบ ยบและนโยบายท เอ อต อธ รก จ ได แก การปร บปร งกฎระเบ ยบต างๆ ท ไม เอ อ และการร เร มนโยบายท เป นประโยชน และม ความต อเน อง เช น การส งเสร มการใช พล งงานอย างม ประส ทธ ภาพ การม นโยบายส งเสร มและพ ฒนาอ ตสาหกรรมท ต อเน องช ดเจน การปร บปร งกฎระเบ ยบแรงงานต างด าว การม นโยบายเช งร กเก ยวก บการเจรจาเร องมาตรการท ม ใช ภาษ (Non Tariff Barrier - NTB) การม นโยบายการ ต างประเทศท พร อมร บการเปล ยนแปลงไปส การเป นโลกหลายศ นย กลาง (Global Mutipolar) เป นต น (ข) สร างความร วมม อก บประเทศเพ อนบ านท งระด บมหภาคและระด บอ ตสาหกรรม เช น การค า การลงท น กฎระเบ ยบด านการเง น การคมนาคม โลจ สต กส การพ ฒนาสายพานการผล ตในอาเซ ยน (ASEAN Production Chain) การสร างความร วมม อในการตรวจสอบและสร างมาตรฐานส นค า และการขนส ง ว ตถ ด บภายในกล มโซ อ ปทาน เป นต น (ค) สร างและพ ฒนาผ ประกอบการสากล เพ อรองร บเศรษฐก จไร พรมแดน (ง) ส งเสร มผล ตภาพและศ กยภาพการผล ตเพ อการแข งข น โดยการส งเสร มการปร บปร ง เคร องจ กร และการนาเทคโนโลย การผล ตและการจ ดการสม ยใหม มาใช 2. ย ทธศาสตร การส งเสร มและพ ฒนาอ ตสาหกรรมท สร างค ณค า ม นว ตกรรม และเช อมโยงก บการ ใช ว ตถ ด บในประเทศ รวมท งอ ตสาหกรรมต นน า เพ อให เก ดการพ ฒนาอ ตสาหกรรมท สร างค ณค าและ นว ตกรรม รวมท งอ ตสาหกรรมต นน า โดยม กลย ทธ ด านต าง ๆ ได แก 2.1 กลย ทธ ด านการสร างความเข มแข ง (ก) พ ฒนาอ ตสาหกรรมฐานรากและอ ตสาหกรรมท เช อมโยงให เข มแข ง ท งสาขาท เช อมโยง ก บการใช ว ตถ ด บในประเทศ และสาขาท สน บสน นอ ตสาหกรรมท ม อย ท ส าค ญ โดยสน บสน นการยกระด บท งโซ ม ลค า และการพ ฒนาผล ตภ ณฑ ใหม ๆ (ข) ส งเสร มด านการว จ ยและพ ฒนาท สอดคล องก บความต องการของภาคอ ตสาหกรรมท งใน ระด บงานว จ ยและการน าไปใช ประโยชน โดยเฉพาะการพ ฒนาจากว ตถ ด บทางการเกษตรไปส ส นค า อ ตสาหกรรมท ม ม ลค าส งด วยว ทยาศาสตร และเทคโนโลย อาท เทคโนโลย ช วภาพ (Biotechnology) เทคโนโลย ว สด (Material Technology) ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 27

92 (ค) สน บสน นการใช เทคโนโลย และนว ตกรรมมาพ ฒนาส นค าและบร การร วมก บความเป น เอกล กษณ ของประเทศ รวมถ งการพ ฒนาผล ตภ ณฑ ให ม ค ณค าผ านตราส นค า (Brand) การออกแบบ การใช งาน (Function) ฯลฯ และสร างเคร อข ายอ ตสาหกรรมส นค านว ตกรรมใหม ๆ (ง) พ ฒนาและเตร ยมความพร อมก าล งคนด านอ ตสาหกรรม ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ท ม ค ณภาพในส ดส วนท สอดคล องก นความต องการของท งภาคร ฐและเอกชน รวมถ งพ ฒนาบ คลากรให ม ค ณภาพ และค ณค ามากข น 2.2 กลย ทธ ด านนโยบายและมาตรการ (ก) บ รณาการนโยบายการผล ตภาคเกษตร โดยม การวางแผนการผล ตภาคเกษตรให ผล ตภ ณฑ ของภาคเกษตร สามารถสนองตอบความต องการของภาคอ ตสาหกรรมได อย างตรงความต องการ และม ความม นคงทางว ตถ ด บ (ข) การจ ดซ อจ ดจ างภาคร ฐ (Government Procurement) ในการส งเสร มให หน วยงาน ภาคร ฐใช ส นค านว ตกรรมท ค ดค นจากในประเทศ (ค) นโยบายส งเสร มการประกอบธ รก จในส นค าท ม นว ตกรรม เช น การใช มาตรการภาษ ส นเช อ การบ มเพาะ การร วมท น ฯลฯ ท จะผล กด นให ม การน างานว จ ยหร อส นค านว ตกรรมในระด บ ห องทดลองไปส การประกอบธ รก จ 3. ย ทธศาสตร พ ฒนาอ ตสาหกรรมเพ อส งคมและส งแวดล อม เพ อให ภาคอ ตสาหกรรมตระหน กและ ให ความสาค ญก บส งคมและส งแวดล อม โดยม กลย ทธ ด านต าง ๆ ได แก 3.1 กลย ทธ ด านการสร างความเข มแข ง (ก) ส งเสร มให ผ ประกอบการม ความร บผ ดชอบต อส งคม โดยสร างจ ตส าน กให ก บ ผ ประกอบการในการผล ตส นค า โดยประหย ดทร พยากรธรรมชาต เป นม ตรต อส งแวดล อม และเป นธรรมก บ ส งคม สน บสน นให ภาคเอกชนเก ดความร บผ ดชอบต อส งคมและส งแวดล อมของอ ตสาหกรรมท ช ดเจน เป น ร ปธรรม ตรวจว ดได สร างความเข าใจ และความม ส วนร วมก บช มชนในพ นท (ข) ส งเสร มการว จ ยเพ อให เก ดการผล ตส เข ยวและการผล ตท สะอาด (Green and Clean Production) ท งภาคร ฐและเอกชน เช น สน บสน นการว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย ท เหมาะสมเพ อการอน ร กษ พล งงานและจ ดการส งแวดล อม 3.2 กลย ทธ ด านนโยบายและมาตรการ ด าเน นนโยบายการควบค มมลพ ษ เช น การเร งร ดการควบค มมลพ ษทางอากาศ ขยะ น าเส ย กล นท เก ดจากภาคการผล ต 4. ย ทธศาสตร ส งเสร มการลงท นเพ อการพ ฒนาประเทศอย างย งย น เพ อส งเสร มให เก ดการลงท นท ง ในประเทศและต างประเทศ โดยม กลย ทธ ด านต าง ๆ ได แก 4.1 กลย ทธ ด านการสร างความเข มแข ง (ก) ส งเสร มการลงท นให ม การขยายต วอย างต อเน องและย งย น โดยเฉพาะการลงท นท สร าง ค ณค าแก ประเทศ เพ อเป นการสร างงาน สร างรายได เง นตราต างประเทศ และเป นการส งเสร มการพ ฒนาและ ถ ายทอดเทคโนโลย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 28

93 (ข) ส งเสร มการลงท นไทยในต างประเทศ โดยพ ฒนาน กลงท นไทยให ม ความพร อมในการ ลงท นต างประเทศ ประสานหน วยงานท เก ยวข องเพ อดาเน นการอย างเป นบ รณาการในการอ านวยความสะดวก การลงท นในต างประเทศ 4.2 กลย ทธ ด านนโยบายและมาตรการ (ก) ดาเน นนโยบายส งเสร มการลงท น โดยให ส ทธ และประโยชน ในด านต าง ๆ (ข) ดาเน นมาตรการช กจ งการลงท นเช งร ก โดยจ ดก จกรรมช กจ งน กลงท นเป าหมาย (ค) ดาเน นมาตรการสร างภาพล กษณ เศรษฐก จการลงท นของประเทศไทย ผ านส อต าง ๆ (ง) ดาเน นมาตรการพ ฒนาป จจ ยท เก อหน นและแก ไขป ญหาท เป นอ ปสรรคต อการลงท น โดย ส งเสร มการพ ฒนาป จจ ยเก อหน นการลงท น ประสานก บหน วยงานต าง ๆ เพ อแก ไขป ญหาน กลงท น ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงอ ตสาหกรรมมอบหมายให หน วยงานในส งก ด ดาเน นการร บผ ดชอบด งน สาน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม ส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม (สศอ.) โดยกองเศรษฐก จอ ตสาหกรรมระหว างประเทศ เป น หน วยงานท ร วมก บหน วยงานอ นในการเจรจาเป ดตลาดการค าส นค า และบร หารน าเข าช นส วนยานยนต เพ อ ประกอบยานยนต และช นส วนรถยนต โดยกฎระเบ ยบส าค ญท อย ในความด แลของส าน กงานเศรษฐก จ อ ตสาหกรรมท อย ภายใต JTEPA ได แก การท กระทรวงอ ตสาหกรรมโดยส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม ได ร บมอบอ านาจจากคณะร ฐมนตร ออกประกาศก าหนดว ธ การในการขออน ม ต น าเข าช นส วนรถยนต ท ม ถ น ก าเน ดจากญ ป น โดยได ร บส ทธ ช าระภาษ ตาม JTEPA โดยก าหนดให ผ ผล ตรถยนต /ผ ผล ตช นส วนยานยนต สามารถน าเข าช นส วนรถยนต เพ อน าไปผล ตรถยนต ต อไปได โดยต องขออน ญาตจากส าน กงานเศรษฐก จ อ ตสาหกรรม กระทรวงอ ตสาหกรรม สาน กงานมาตรฐานผล ตภ ณฑ อ ตสาหกรรม สาน กงานมาตรฐานผล ตภ ณฑ อ ตสาหกรรม (สมอ.) โดยศ นย สารสนเทศมาตรฐาน เป นหน วยงานหล ก ในการพ ฒนาการยอมร บมาตรฐานส นค าร วมก นระหว างไทยก บญ ป น โดย สมอ. เป นหน วยงานท ร บผ ดชอบ การกาก บการดาเน นการตามพระราชบ ญญ ต มาตรฐานผล ตภ ณฑ อ ตสาหกรรม พ.ศ.2511 ซ งได ก าหนดให ผล ตภ ณฑ บางประเภทต องม ค ณสมบ ต เป นไปตามมาตรฐานท ออกตามพระราชกฤษฎ ก าหนดให ผล ตภ ณฑ ต องเป นไปตาม มาตรฐาน ได แก กล มส นค าโยธาและว สด ก อสร าง เช น เหล กเส นเสร มคอนกร ต เหล กโครงสร างร ปพรรณ เหล กกล าคาร บอนร ดร อนแผ น ป นซ เมนต กระจกโฟลตใส กล มส นค าโภคภ ณฑ เช น ผงซ กฟอก ของเล น ยาจ ด ก นย ง ไฟแช ก ห วนมยาง กล มว ศวกรรมไฟฟ าและอ เล กทรอน กส เช น หลอดไฟฟ า บ ลลาสต เตาร ดไฟฟ า มอเตอร คอมเพรสเซอร หม อห งข าวไฟฟ า ระบบก าล งไฟฟ าต อเน อง เคร องอบผ า เคร องซ กผ า เป นต น กล ม อาหาร เช น ส บปะรดกระป อง กล มว ศวกรรมผ านความร อน เช น ถ งก าซป โตรเล ยม กล มว ศวกรรมเคร องกล และยานพาหนะ เช น กระจกน รภ ยส าหร บรถยนต ท อไอเส ยรถจ กรยานยนต หมวกน รภ ยส าหร บผ ใช ยานพาหนะ ยางในรถจ กรยานยนต และรถยนต ขนาดเล ก เป นต น สาน กงานคณะกรรมการส งเสร มการลงท น สาน กงานคณะกรรมการส งเสร มการลงท นเป นหน วยงานท ร วมก บหน วยงานอ นในการเจรจาการลงท น โดยเฉพาะการให การส งเสร มการลงท น รวมท งการพ ฒนาความร วมม อในด านการเสร มสร างสภาพแวดล อม ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 29

94 ทางธ รก จ ความร วมม อในด านว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อม (SME) และความร วมม อในด านการส งเสร ม การค าและการลงท น ท งน กฎหมายส าค ญท อย ในความด แลของส าน กงานคณะกรรมการส งเสร มการลงท น ได แก พระราชบ ญญ ต ส งเสร มการลงท น พ.ศ ซ งให อ านาจคณะกรรมการส งเสร มการลงท นในการออก มาตรการส งเสร มการลงท นในด านการลดหย อนและยกเว นภาษ และอากรศ ลกากร การน าผ บร หารและ ผ เช ยวชาญต างชาต เข ามาท างาน และการได ร บส ทธ ประโยชน ในการอ านวยความสะดวกด านการค าและการ ลงท นต าง ๆ โดยป จจ บ น น กลงท นญ ป นน บเป นน กลงท นต างชาต ท มาลงท นในไทยมากท ส ด ก จการท น ก ลงท นญ ป นให ความสนใจมาก ได แก กล มผล ตภ ณฑ โลหะ เคร องจ กร อ ปกรณ ขนส ง อ เล กทรอน กส เคร องใช ไฟฟ า และผล ตภ ณฑ เคม ภ ณฑ สาน กงานส งเสร มว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อม ส าน กงานส งเสร มว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อม (สสว.) เป นหน วยงานหล กท เข าร วมก บ หน วยงานอ น ๆ ได แก กรมส งเสร มการส งออก และส าน กงานคณะกรรมการส งเสร มการลงท น ในการพ ฒนา ความร วมม อในด านว สาหก จขนาดกลางและย อม ภายใต JTEPA ส าน กงานส งเสร มว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อมได ร วมก บกระทรวงเศรษฐก จ อ ตสาหกรรมและการค าญ ป น (METI) ก าหนดสาขาความร วมม อด านว สาหก จขนาดกลางและย อมแบ งเป น 6 สาขาย อย ได แก (ก) เสร มสร างและพ ฒนาศ กยภาพ SMEs (ข) ส งเสร มความร วมม อทางธ รก จและพ ฒนาตลาด (ค) เสร มสร างความเข มแข งในการบร หารจ ดการความสามารถในการแข งข นและด านเทคโนโลย ของ SMEs (ง) ปร บปร งการเข าถ งแหล งท นของ SMEs (จ) แลกเปล ยนข อม ลข าวสารด านนโยบายของ SMEs ท ประสบ ความสาเร จ และ (ฉ) ด านอ น ๆ แล วแต ไทยก บญ ป นเห นชอบร วมก น ท ผ านมา สสว. ก บ METI ก าหนดกรอบความร วมม ออย างกว าง ๆ แต ย งไม ลงรายละเอ ยด โดยญ ป น ย นย นว าต องการให ความร วมม อด านว ชาการ ส วนเร องโครงการด านธ รก จและอ ตสาหกรรมรายสาขาน น ญ ป น ต องการรอให ภาคเอกชนท งสองฝ ายเป นผ ระบ โครงการแล ว ท งน ในส วนของการต ดตามผลการด าเน นการตาม JTEPA สาน กงานส งเสร มว สาหก จขนาดกลางและขนาดย อมได จ ดต งหน วยงาน JTEPA Service Desk ข นเพ อ เป นแผนกงานท ประสานงานและผล กด นความร วมม อด าน SMEs ภายใต JTEPA และต ดตามประเม นผล ย ทธศาสตร และกฎระเบ ยบท เก ยวข องก บธ รก จ SMEs นอกจากความร วมม อภายใต JTEPA สสว.ได ม การจ ดท าความร วมม อก บหน วยงานของญ ป นมาต งแต ก อนป ท JTEPA จะม ผลใช บ งค บ เช น การท สสว. ท าความตกลงขอร บความช วยเหล อจากองค การเพ อการ ส งเสร มว สาหก จขนาดเล กและกลางและนว ตกรรมแห งภ ม ภาคญ ป น (Organization for Small and Medium Enterprises and Regional Innovation of Japan - SMRJ) เพ อเป นพ เล ยงและแนะน าแนว ทางการสน บสน นการจ ดท าหล กส ตร SMEs ข นในมหาว ทยาล ยและสถาบ นการศ กษาต าง ๆ เพ อผล กด นให น กเร ยนและน กศ กษาออกไปเป นผ ประกอบการ SMEs อย างจร งจ ง เช น การฝ กอบรมด านการเข ยนแผนธ รก จ การจ ดการท วไป ธรรมาภ บาล และความร บผ ดชอบของธ รก จต อส งแวดล อมและส งคม เป นต น สถาบ นอาหาร สถาบ นอาหารได ร วมก บกรมส งเสร มการส งออกในโครงการส งเสร มการค าและการลงท นเพ อ คร ว ไทยส โลก ซ งเป นโครงการฯ ภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและการลงท นระหว างไทยก บญ ป นท ปรากฏในแถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บร ฐมนตร METI เม อว นท 3 เมษายน 2550 ในโอกาสท ผ นาไทยก บญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 30

95 ภายใต ความร วมม อท อย ภายใต แถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร การค าของไทยก บญ ป นระหว างท ไทย ก บญ ป นได ร วมลงท น JTEPA น น สถาบ นอาหารได ร วมก บกรมส งเสร มการส งออกเพ อพ ฒนาโครงการคร วไทย ส คร วโลกก บประเทศญ ป น โดยท ผ านมาสถาบ นอาหารได ร วมก บกรมส งเสร มการส งออกและองค การส งเสร ม การค าต างประเทศของญ ป น (JETRO) กร งเทพฯ ดาเน นก จกรรมท เก ยวข อง ได แก การจ ดส มมนาทางว ชาการแนะน าผ ประกอบการส นค าอาหารไทยเร งศ กษากฎระเบ ยบความ ปลอดภ ยของบรรจ ภ ณฑ และเคร องด มในญ ป นให ได มาตรฐาน โดยส นค าเป าหมายท ม แนวโน ม ขยายต วด เช น น าพร กเผา น าจ มไก อาหารพร อมปร ง โดยต องเน นจ ดขายเร องอาหารปลอดภ ย การต ดฉลากท ถ กต อง และม บรรจ ภ ณฑ ท สอดคล องก บพฤต กรรมผ บร โภค เช น บรรจ ภ ณฑ ท เป น ม ตรต อส งแวดล อมและสามารถอ นด วยเตาไมโครเวฟได ป จจ บ นญ ป นเป นหน งในผ น าเข าส นค า อาหารจากไทยมากท ส ด โดยไทยม ส วนแบ งตลาดส นค าอาหารในญ ป นอย ท ร อยละ 6 รองจาก สหร ฐอเมร กาฯ จ น ออสเตรเล ย และแคนาดา โดยส นค าส งออกหล กของไทย ได แก ไก ปร งส ก ก งแปรร ป อาหารทะเลแช แข ง น าตาลทรายด บ และอาหารส ตว เล ยง การส งเสร มส นค าอาหารไทยในตลาดญ ป น โดยจ ดงาน In-store Promotion และงาน Roadshow การขอผ เช ยวชาญจากญ ป นมาให ความร เร องการพ ฒนาการผล ตอาหารไทย เช น GMP และ HACCP เพ อส งไปตลาดญ ป น ตลอดจนการส งเสร มให คนไทยไปลงท นและท างานใน ร านอาหารไทยในญ ป น สถาบ นเหล กและเหล กกล าแห งประเทศไทย สถาบ นเหล กและเหล กกล าแห งประเทศไทยได ร วมก บส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรมในโครงการ ความร วมม ออ ตสาหกรรมเหล กไทย-ญ ป น ซ งเป นโครงการฯ ภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและ การลงท นระหว างไทยก บญ ป นท ปรากฏในแถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บ ร ฐมนตร METI เม อว นท 3 เมษายน 2550 ในโอกาสท ผ นาไทยก บญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น ท ผ านมาสถาบ นเหล กและเหล กกล าแห งประเทศไทยร วมก บส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรมด าเน น ก จกรรมท เก ยวข อง ได แก การร วมกาหนดแนวทางการด าเน นงานก บฝ ายญ ป นแบ งเป น 4 ประเด นหล ก ได แก (1) การเสร มสร างรากฐานเทคโนโลย ให ก บอ ตสาหกรรมเหล กไทย (2) การเสร มสร างเทคโนโลย ส งแวดล อมของ อ ตสาหกรรมเหล กไทยให เข มแข ง (3) การพ ฒนาความเช ยวชาญส าหร บผ เช ยวชาญในอ ตสาหกรรมเหล กไทย และ (4) ความร วมม อด านการศ กษาในการพ ฒนาท กษะว ศวกรในอ ตสาหกรรมเหล กไทย ท ผ านมาฝ ายไทยก บ ญ ป นได จ ดก จกรรมร วมก น เช น โครงการส มมนาเร องการพ ฒนาและส งเสร มการตลาดของอ ตสาหกรรมเหล ก การนาตาราว ชาการท เป นล ขส ทธ มาแปลเพ อเผยแพร ให ผ ประกอบการไทยและหน วยงานท เก ยวข อง และการ ฝ กอบรมและให ว ทยากรด งานในญ ป น เป นต น สถาบ นยานยนต สถาบ นยานยนต ได ด าเน นโครงการพ ฒนาบ คลากรในอ ตสาหกรรมยานยนต โดยได ร บความร วมม อ จากภาคร ฐและเอกชนท งไทยและญ ป นด วยการสน บสน นจากส าน กงานเศรษฐก จอ ตสาหกรรม กระทรวง อ ตสาหกรรม ซ งอย ภายใต โครงการสถาบ นพ ฒนาทร พยากรมน ษย ของอ ตสาหกรรมยานยนต ซ งเป นโครงการฯ ภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและการลงท นระหว างไทยก บญ ป นท ปรากฏในแถลงการณ ร วม ระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บร ฐมนตร METI เม อว นท 3 เมษายน 2550 ในโอกาสท ผ น าไทยก บ ญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น โดยม ว ตถประสงค เพ อยกระด บความร ท กษะแรงงานใหม และท กษะแรงงาน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 31

96 เด มท ม อย ในอ ตสาหกรรมยานยนต เพ อรองร บและท นต อความเปล ยนแปลง โดยม งเน นพ ฒนาผ ฝ กสอน (Trainer) ท งภาคทฤษฎ และภาคปฏ บ ต ให สามารถน าความร ไปถ ายทอดให ก บพน กงานในหน วยงานของตน รวมท งการพ ฒนาศ กยภาพ ท กษะฝ ม อบ คลากรระด บผ ปฏ บ ต งาน (Trainee) เพ อยกระด บให ทร พยากรมน ษย ในองค กรม ความสามารถในการแข งข นมากข น ท ผ านมา สถาบ นยานยนต ได ร วมก บองค การส งเสร มการค าต างประเทศของญ ป น (JETRO) กร งเทพฯ ด าเน นก จกรรมท เก ยวข อง ได แก การจ ดโครงการพ ฒนาบ คลากรในอ ตสาหกรรมยานยนต (Automotive Human Resource Development Project - AHRDP) โดยม ก จกรรมสาค ญ ได แก 1. การจ ดท าและพ ฒนาหล กส ตรต าราส าหร บฝ กอบรมและทดสอบ ได แก การจ ดท าต ารา ฝ กอบรมและทดสอบด านปร บแต งแม พ มพ การประกอบเคร องจ กรกล การกล งด วยโปรแกรม การก ดด วยโปรแกรม การเข ยนแบบเคร องกลด วยม อ การเข ยนแบบเคร องกลด วยโปรแกรม คอมพ วเตอร การประกอบอ ปกรณ อ เล กทรอน กส การประกอบอ ปกรณ ไฟฟ า 2. การสร างและพ ฒนาบ คลากรในระด บผ ตรวจประเม น (Examiner) และระด บคร ผ สอน (Trainer) เพ อให สามารถน าความร ไปถ ายทอดให พน กงานในหน วยงานของตนในหล กส ตร ตาม ระบบร บรองความสามารถบ คลากรในอ ตสาหกรรมยานยนต (SKill Certification System for Automotive Industry) ในสาขาต าง ๆ ได แก หล กส ตรงานปร บแต งแม พ มพ (Die and Mold Finishing) หล กส ตรงานปร บแต งการประกอบเคร องจ กรกล (Mechanical Assembly Finishing) หล กส ตรงานกล งด วยโปรแกรม (NC Lathe) หล กส ตรงานก ดด วยโปรแกรม (NC Milling) หล กส ตรงานเข ยนแบบเคร องกลด วยม อ (Mechanical Drawing by Handwriting) หล กส ตรงานเข ยนแบบเคร องกลด วยโปรแกรมคอมพ วเตอร (Mechanical Drawing by CAD) หล กส ตรงานประกอบอ ปกรณ อ เล กทรอน กส (Electronic Device Assembly) หล กส ตรงาน ประกอบอ ปกรณ ไฟฟ า (Sequence Control PLC) รวมท งระบบการผล ตแบบโตโยต า (Toyota Production System) โดยท ผ านมาในป 2553 ม ผ เข าร บการพ ฒนารวม 103 คน 3. การพ ฒนาบ คลากรในระด บผ ปฏ บ ต การ (Trainee) เพ อให ม ท กษะความช านาญและศ กยภาพ ในการปฏ บ ต งาน ตลอดจนความร และเทคน คการปฏ บ ต โดยเป นความร วมม อจากภาคร ฐและไทย และญ ป นจ านวน 23 หล กส ตร โดยแบ งเป น (1) กล มหล กส ตรเพ อสร างจ ตส าน กด านการบร หาร จ ดการและฝ กท กษะการปฏ บ ต งานในโรงงานจ านวน 11 หล กส ตร ได แก หล กส ตรการ บร หารงานอย างม ค ณภาพท วท งองค การส าหร บผ บร หาร หล กส ตรการแก ไขป ญหาองค กรด วย แนวค ดการจ ดการค ณภาพ (TQM) หล กส ตรว ธ การสอนงาน (TWI-JI) หล กส ตรว ธ การปฏ บ ต ต อ คน (TWI-JR) หล กส ตรการพ ฒนาท กษะในการท างาน WSTC หล กส ตรสอนงาน (Teaching Technqiue) หล กส ตรความร พ นฐานท วไป หล กส ตรความร เบ องต นเก ยวก บไฟฟ า หล กส ตร ความร พ นฐานเก ยวก บเคร องม อกล หล กส ตรความร พ นฐานเก ยวก บงาน Sensor และความร พ นฐานเก ยวก บท กษะงานผล ตผล ตภ ณฑ (Monozukuri) (2) กล มหล กส ตรภายในระบบร บรอง ความสามารถบ คลากรในอ ตสาหกรรมยานยนต แบ งเป น 8 หล กส ตร ได แก หล กส ตรงาน ปร บแต งแม พ มพ หล กส ตรงานปร บแต งการประกอบเคร องจ กรกล หล กส ตรงานกล งด วย โปรแกรม หล กส ตรงานก ดด วยโปรแกรม หล กส ตรงานเข ยนแบบเคร องกลด วยม อ หล กส ตรงาน เข ยนแบบเคร องกลด วย CAD หล กส ตรงานประกอบอ ปกรณ อ เล กทรอน กส และหล กส ตรงาน ประกอบอ ปกรณ ไฟฟ า และ (3) กล มหล กส ตรระบบการผล ตแบบโตโยต า แบ งเป น 4 หล กส ตร ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 32

97 ได แก หล กส ตรแนวค ดและการควบค มสถานท ท างาน (Concept and Worksite Control) หล กส ตรการไหลอย างต อเน อง (Continuous Flow) หล กส ตรงานมาตรฐาน (Standardized Work) และหล กส ตรระบบด ง (Pull System) โดยท ผ านมาในป 2553 ม ผ เข าร บการฝ กอบรม พ ฒนารวม 1,394 คน 4. การฝ กอบรมน กบร หารระด บต นในอ ตสาหกรรมช นส วนยานยนต ไทย (SBC) โดยท ผ านมาในป 2553 ม น กบร หารระด บต นฯ เข าร บการฝ กอบรม 60 คน และการฝ กอบรมหล กส ตรบ คลากร ด านท กษะฝ ม อแรงงานพ นฐานสาหร บอ ตสาหกรรมช นส วนยานยนต (SOS) จานวน 120 คน 5. การจ ดส มมนา โดยท ผ านมาในป 2553 ม การจ ดส มมนา 8 คร ง ผ เข าร วมส มมนาฯ 953 คน ใน เร องต าง ๆ เช น การจ ดท าแผนท น าทางการพ ฒนาเทคโนโลย ด านอ ตสาหกรรม การจ ดการโซ อ ปทานและเทคน คการประย กต ระบบการผล ตแบบล นภายในโรงงานผล ตช นส วนยานยนต มาตรฐานและการทดสอบด วย End of Life Vehicle (ELV) การสร างสายการผล ตแบบล น สาหร บโรงงานผล ตช นส วนยานยนต เป นต น สถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอ สถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอได ร วมก บกรมส งเสร มการส งออกพ ฒนาโครงการความร วมม อด าน อ ตสาหกรรมส งทอและเคร องน งห ม ซ งเป นโครงการฯ ภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและการ ลงท นระหว างไทยก บญ ป นท ปรากฏในแถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บร ฐมนตร METI เม อ 3 เมษายน 2550 ในโอกาสท ผ นาไทยก บญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น นอกจากน ก อนจะม การจ ดทาความร วมม อภายใต JTEPA สถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอได ร วมม อ ก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนหลายโครงการ อาท ในป 2548 สถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอได ด าเน นการโครงการต นแบบเพ อการประหย ด พล งงานและน าในอ ตสาหกรรมฟอกย อมและตกแต งส าหร บส งทอ (Model Project on Energy and Water Saving in Textile Dyeing and Finishing Industry) โดยความร วมม อก บ METI โดยสถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอร วมก บกรมส งเสร มอ ตสาหกรรม ร วมก บองค การพล งงาน ใหม และเทคโนโลย อ ตสาหกรรมแห งประเทศญ ป น (NEDO) เพ อส งเสร มให ผ ประกอบการ อ ตสาหกรรมส งทอตระหน กถ งความส าค ญของการอน ร กษ พล งงานและลดปร มาณการใช น าใน สถานประกอบการด วยการใช เทคโนโลย ท ม ประส ทธ ภาพเพ อการประหย ดทร พยากรท ใช ในการ ผล ต ตลอดจนเป นการลดต นท นอ นส งผลให เก ดการเพ มผลผล ตและข ดความสามารถในการ แข งข นของอ ตสาหกรรมส งทอไทย โดยเฉพาะอ ตสาหกรรมฟอกย อมและตกแต งส าเร จ รวมถ ง เป นการส งเสร มก จกรรมการอน ร กษ พล งงานและส งแวดล อมให ม ประส ทธ ภาพย งข น โดยทาง NEDO ได ให การสน บสน นด าเน นโครงการ โดยจ ดหาเคร องจ กร อ ปกรณ ผ เช ยวชาญและอ น ๆ ในล กษณะให เปล า โดยเคร องจ กรท ได ร บเป นเคร องจ กรในกระบวนการย อมและตกแต งส าเร จ ส วนฝ ายไทยจ ดหาผ ประกอบการท เหมาะสมและสม ครใจเข าร วมโครงการ และได ผ เข าร วม โครงการ ค อ บร ษ ท ทองไทยการทอ จ าก ด โดยได ด าเน นการประกอบต ดต งเคร องจ กรเสร จ เร ยบร อยแล ว และทาการทดลองเด นเคร อง พร อมท งปร บต งให เหมาะสมเสร จสมบ รณ แล ว ต งแต ป 2544 สถาบ นพ ฒนาอ ตสาหกรรมส งทอได ร บการสน บสน นผ เช ยวชาญจาก JICA จนถ งป 2546 เพ อให ผ เช ยวชาญญ ป นมาให ความร และประสบการณ ด านฟอกย อมและตกแต งส าเร จ โดย ม ว ตถ ประสงค เพ อฝ กสอนพน กงาน ช างเทคน คด านเคม ส งทอของโรงงานให ม ความร ความเข าใจ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 33

98 ในว ชาการท เก ยวข อง สามารถน าไปใช ในการท างานได อย างถ กต องและม ประส ทธ ภาพน าไปส การผล ตท ม การท าซ าน อยลง ประหย ดพล งงาน และเป นการผล ตท เป นม ตรก บส งแวดล อมมาก ย งข น ซ งเป นแนวทางของเทคโนโลย สะอาด โดยโครงการให ค าปร กษาด านเคม ส งทอโดยชาว ญ ป นได ให บร การแล วก บหลายบร ษ ทในไทย เช น บร ษ ท บ ญช วยอ ตสาหกรรม จ าก ด บร ษ ท สาม พรานการทอ จ าก ด บร ษ ท พ ทยาพ มพ ย อม จ าก ด บร ษ ท แสนทว เท กซ ไทล จ าก ด บร ษ ท เอฟ เวอร กร นแฟบร ค จ าก ด บร ษ ท อะแมนด าฟอกย อม จ าก ด และบร ษ ท สายว ว ฒน อ ตสาหกรรม จาก ด เป นต น กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ กาหนดว ส ยท ศน เกษตรกรม ค ณภาพช ว ตท ด ประชาชนม อาหารบร โภค ท ปลอดภ ยและต องสร างรายได ให ก บแผ นด น และม พ นธก จ ประกอบด วย (1) ส งเสร มสถาบ นเกษตรกร สน บสน นเกษตรกรให พ งพาตนเองได ม ค ณภาพช ว ตท ด อาช พม นคง (2) ส งเสร มการผล ตส นค าเกษตรและ อาหารให ม ม ลค าเพ มข น สอดคล องก บความต องการของตลาด ม มาตรฐานต อผ บร โภค (3) ว จ ย พ ฒนา โครงสร างพ นฐานเพ อการผล ตทางการเกษตร (4) พ ฒนาและถ ายทอดเทคโนโลย ด านเกษตร เน นการใช ทร พยากรการเกษตรอย างม ประส ทธ ภาพ ย งย น และไม ส งผลกระทบต อส งแวดล อม ป จจ บ น กระทรวงเกษตรและสหกรณ ก าหนดนโยบายหล กในการพ ฒนาด านการเกษตรและสหกรณ แบ งเป น 3 ด าน ประกอบด วย (1) นโยบายการพ ฒนาเกษตรกรและสถาบ นเกษตรกร โดยดาเน นการ เร งสร างเสถ ยรภาพราคาส นค าเกษตรและแก ไขป ญหาเกษตรกร โดยการสร างระบบประก น ความเส ยงทางการเกษตร โดยเฉพาะระบบประก นพ ชผล ให สามารถขยายการด แลเกษตรกร ได อย างท วถ ง รวมท งให ความช วยเหล อเกษตรกรท ประสบป ญหาจากการผล ตและราคา ส นค าเกษตร โดยพ ฒนาตลาดส นค าเกษตรล วงหน าให ม ความเข มแข ง สร างตลาดกลางเพ อ การค าส งและค าปล กส นค าเกษตรในท กภ ม ภาค ผล กด นให ม การเป ดตลาดส นค าเกษตรแห ง ใหม ให ครอบคล มท วโลก และส งเสร มระบบเกษตรพ นธะส ญญา รวมท งใช ระบบไตรภาค ภาคร ฐ เอกชน และเกษตรกรในการแก ไขป ญหาราคาส นค าเกษตร เร งจ ดต งสภาเกษตรกรแห งชาต เพ อให เป นไปตามบทบ ญญ ต ร ฐธรรมน ญ เร งร ดการสร างงานรองร บแรงงานค นถ น จ ดท ามาตรการและโครงการรองร บ รวมท งข น ทะเบ ยนและฝ กอบรมผ สนใจท จะทาการเกษตร ส งเสร มและพ ฒนาเกษตรกรและสถาบ นเกษตรกรให เข มแข ง โดยการพ ฒนาสถาบ น เกษตรกรให ม ข ดความสามารถในการด าเน นธ รก จและช วยเหล อสมาช กในด านการผล ตและ การตลาด รวมท งสร างเกษตรกรร นใหม ท ม ความร ท งทางทฤษฎ และการปฏ บ ต เพ อไป ประกอบอาช พเกษตรกรรม และเป นแบบอย างท ด แก เกษตรกรรายอ นเพ อให เก ดการ พ ฒนาการเกษตรท ย งย น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 34

99 เร งร ดแก ไขป ญหาในจ งหว ดชายแดนภาคใต โดยการส งเสร มอาช พและพ ฒนาการเกษตร พ ฒนาการผล ตส นค าเกษตรและเสร มสร างท กษะด านการเกษตรให สอดคล องก บว ถ ช ว ตและ ว ฒนธรรมของเกษตรกร โดยย ดแนวทางเศรษฐก จพอเพ ยงและการพ ฒนาแบบม ส วนร วม ส งเสร มการท าการเกษตรตามแนวพระราชด าร ขยายกระบวนการเร ยนร และการพ ฒนา เกษตรทฤษฎ ใหม โครงการอาหารกลางว น และธนาคารโคกระบ อตามแนวพระราชด าร รวมท งเพ อความม นคงด านอาหาร ภายใต นโยบายพ ฒนาเกษตรกรและสถาบ นเกษตรกรด งกล าวข างต น กระทรวงเกษตรและสหกรณ ได จ ดให ม โครงการท ส าค ญ เช น การส งเสร มให ม ระบบประก นความเส ยงให เกษตรกร การจ ดการสภาเกษตรกร แห งชาต การแก ไขป ญหาส นค าเกษตรตกต า จ ดหาตลาดรองร บส นค าเกษตรช มชน การส งเสร มและพ ฒนา สถาบ นการเกษตร และส งเสร มการทาการเกษตรสร างความม นคงด านอาหาร เป นต น (2) นโยบายการพ ฒนาการผล ต โดยดาเน นการ เพ มประส ทธ ภาพการผล ตทางการเกษตร เพ อเพ มผลตอบแทนด านการเกษตรและลดต นท น ทางการเกษตร โดยส งเสร มการผล ตพ ชเศรษฐก จสาค ญให เหมาะสมก บพ นท ส งเสร มการว จ ย และพ ฒนา จ ดท าย ทธศาสตร พ ฒนาส นค าเกษตรระยะยาวเป นรายส นค าท งด านพ ช ปศ ส ตว และประมง โดยเน นการเพ มผล ตภาพ (Productivity) เน นการลดต นท นการผล ต ส งเสร ม การผล ตและพ ฒนาการผล ตพ ชทดแทนพล งงาน โดยวางแผนการผล ตในภาพรวมให ม ความ สมด ลระหว างพ ชอาหารและพ ชพล งงาน สร างม ลค าเพ มส นค าเกษตร โดยพ ฒนาค ณภาพการผล ตและระบบตรวจสอบร บรองค ณภาพ มาตรฐานส นค าเกษตรด วยการส งเสร มความปลอดภ ยส นค าเกษตรและอาหารตามมาตรฐานสากล ในระด บช มชน และสน บสน นการท าเกษตรอ นทร ย เกษตรผสมผสาน วนเกษตรท สอดคล อง ก บความต องการของช มชน เพ อลดการใช สารเคม และเพ มม ลค าส นค าเกษตร ม การเช อมโยง การผล ตทางการเกษตรก บอ ตสาหกรรมการเกษตร และให องค กรปกครองส วนท องถ น รวมท งพ ฒนาค ณภาพผลผล ตและระบบตรวจสอบร บรองค ณภาพมาตรฐานส นค าเกษตรท ง ด านพ ช ปศ ส ตว และประมง ส งเสร มการแปรร ปส นค าเกษตรท ได ค ณภาพและมาตรฐานสากล ส งเสร มความแข งแกร งของตราส นค าเกษตร จ ดต งเขตพ ฒนาเศรษฐก จพ เศษ เพ อเพ มม ลค า ส นค าเกษตรอย างครบวงจร และร วมเจรจาทางการค าส นค าเกษตรระหว างประเทศ โดยเฉพาะเร องท เก ยวข องก บมาตรฐานส นค าเกษตรและอาหาร ภายใต นโยบายพ ฒนาการผล ตด งกล าวข างต น กระทรวงเกษตรและสหกรณ ได ม โครงการท ส าค ญ เช น การส งเสร มและพ ฒนาการผล ตพ ชทดแทนพล งงาน (เช น อ อย ม นส าปะหล ง และปาล มน าม น) การพ ฒนา ค ณภาพผลผล ตและพ ฒนาระบบตรวจสอบร บรองค ณภาพมาตรฐานส นค า การก าหนดเขตส งเสร มและ พ ฒนาการผล ต การส งเสร มการท าการประมงนอกน านน า และการร วมเจรจาการค าส นค าเกษตรระหว าง ประเทศ (3) นโยบายการพ ฒนาป จจ ยพ นฐานและภารก จสน บสน น โดยดาเน นการ เร งร ดฟ นฟ เศรษฐก จการเกษตร โดยการบร หารจ ดการทร พยากรเพ อช วยเหล อเกษตรกรท เด อดร อนในระยะส น เน นการก อสร างสถาน ส บน าขนาดจ ว โดยให เกษตรกรรวมกล มวาง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 35

100 แผนการผล ต รวมท งส งเสร มการใช ท อส งน าท ผล ตจากยางพารา และค ส งน าท คาดด วย ยางพาราแทนซ เมนต พ ฒนาปร บปร งและขยายระบบชลประทาน โดยปร บปร งพ นท ชลประทานเด มให สมบ รณ และ ขยายพ นท ใหม รวมท งรณรงค ให ม การใช น าอย างม ประส ทธ ภาพ ด าเน นการจ ดหาน าให ก บ ผ ใช น าท กประเภท โดยการก อสร างโครงการชลประทานขนาดใหญ ต อเน อง ก อสร างโครงการ ชลประทานขนาดกลาง ท าการศ กษา ส ารวจ ออกแบบ จ ดหาท ด น ตลอดจนก อสร างแหล ง น า ระบบส งน าขนาดเล กในพ นท ช มชน พ นท หม บ านป องก นตนเอง พ ฒนาและฟ นฟ ทร พยากรท ด นและทร พยากรประมง โดยเร งร ดออกกฎหมายเพ อค มครอง และร กษาพ นท ท เหมาะสมก บการท าเกษตรกรรม เพ อเป นฐานการผล ตทางการเกษตรใน ระยะยาว พ ฒนา อน ร กษ และฟ นฟ ค ณภาพด น จ ดหาท ด นท าก นให แก เกษตรกรยากจนใน ร ปของธนาคารท ด น และเร งร ดการออกเอกสารส ทธ ให แก เกษตรกรยากจนและช มชนท ท า ก นอย ในท ด นของร ฐบาลท ไม ม สภาพป าแล ว ในร ปของโฉนดช มชน สน บสน นการพ ฒนาการ เกษตรในร ปของน คมการเกษตร และพ ฒนาและฟ นฟ ทร พยากรประมง ภายใต นโยบายพ ฒนาป จจ ยการผล ตและภารก จสน บสน นด งกล าวข างต น กระทรวงเกษตรและ สหกรณ ได จ ดให ม โครงการท ส าค ญ เช น การปร บปร งและขยายระบบชลประทาน การเร งร ดจ ดท ด นท าก นให เกษตรกร น คมการเกษตร และการร วมแก ไขป ญหาโลจ สต กส ส นค าเกษตร ในส วนท เก ยวก บการนา JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงเกษตรและสหกรณ มอบให สาน กงานปล ดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ส าน กงานปล ดกระทรวงเกษตรและสหกรณ โดยส าน กงานท ปร กษาการเกษตรต างประเทศประจ า กร งโตเก ยว ประเทศญ ป น เป นหน วยงานร บผ ดชอบศ กษาว เคราะห ต ดตามนโยบายและมาตรการ รวมท งภาวะ ความเคล อนไหวทางการเกษตรในญ ป น ต ดตามสถานการณ การเกษตรในญ ป น เช น การประม ลข าว การน าเข า ส นค าเกษตรและอาหารส ตว ของญ ป นจากต างประเทศ แนวโน มการบร โภคส นค าเกษตรของชาวญ ป น รวมท ง เป นผ แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ ในการประช มเจรจาในประเด นท เก ยวข องเพ อแก ไขป ญหาอ ปสรรค ด านมาตรการท ม ใช ภาษ ตลอดจนประสานความร วมม อด านการเกษตร ป าไม และประมงภายใต JTEPA สาน กงานเศรษฐก จการเกษตร ส าน กงานเศรษฐก จการเกษตร โดยส าน กงานเศรษฐก จการเกษตรระหว างประเทศ เป นหน วยงานท เก ยวข องในการเจรจาเป ดตลาดการค าส นค า รวมท งเป นหน วยงานร บผ ดชอบบร หารโควตาส งออกส นค า เกษตร เช น กล วยสด ส บปะรดสด และเน อส กร เป นต น ในส วนท เก ยวก บกฎระเบ ยบ ส าน กงานเศรษฐก จการเกษตรร บผ ดชอบการก าก บการด าเน นงานตาม พระราชบ ญญ ต เศรษฐก จการเกษตร พ.ศ.2522 รวมท งเป นหน วยงานผ บร หารกองท นปร บโครงสร างการผล ต เพ อเพ มข ดความสามารถการแข งข นของประเทศ โดยสาน กงานเศรษฐก จการเกษตรคาดว า ส นค าของไทยท อาจ ได ร บผลกระทบจากการเป ดตลาดการค าภายใต JTEPA เช น ปลาแมคเคอเรล แอปเป ล ชาและผล ตภ ณฑ เป นต น กรมประมง กรมประมงได ร วมก บส าน กงานเศรษฐก จการเกษตร และหน วยงานท เก ยวข องในการเจรจากฎถ นก าเน ด ส นค า โดยเฉพาะกรมประมงจะเก ยวข องด านการผล กด นการยอมร บกฎถ นก าเน ดส าหร บส นค าปลาท น ากระป อง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 36

101 ท ส งออกจากไทย เน องจากภายใต JTEPA ก าหนดให ท น ากระป องท ไทยจะได ร บส ทธ พ เศษทางภาษ จะต องใช ว ตถ ด บ (ท น า) ท จ บโดยเร อท จดทะเบ ยนไว ก บ Indian Ocean Tuna Commission (IOTC) เท าน น แต ท น าท ไทยนามาใช ทาปลาท น ากระป องเพ อส งออก ส วนใหญ มาจากเร ออวนล อมส ญชาต เกาหล ใต ประเทศในหม เกาะ แปซ ฟ ก และประเทศในกล มอาเซ ยน ซ งเป นสมาช ก IOTC แต ต วเร ออวนล อมไม ได จดทะเบ ยนไว ก บ IOTC ในส วนท เก ยวก บกฎระเบ ยบ กรมประมงร บผ ดชอบการก าก บการด าเน นงานตามพระราชบ ญญ ต ประมง พ.ศ.2490 พระราชบ ญญ ต การสงวนและค มครองส ตว ป า พ.ศ.2535 และพระราชบ ญญ ต การส งเสร ม และร กษาค ณภาพส งแวดล อมแห งชาต พ.ศ.2535 กรมว ชาการเกษตร กรมว ชาการเกษตรเป นหน วยงานผ ร บผ ดชอบร วมก บกรมทร พย ส นทางป ญญาในการจ ดท าความ ร วมม อด านทร พย ส นทางป ญญา นอกจากน กรมว ชาการเกษตรย งเป นหน วยงานท ร บผ ดชอบการก าก บการ ดาเน นงานของกฎหมายท เก ยวข องหลายฉบ บ ได แก กฎหมายว าด วยการก กพ ช กฎหมายว าด วยการค มครอง พ นธ พ ช กฎหมายป ย กฎหมายพ นธ พ ช กฎหมายควบค มยาง และกฎหมายว ตถ อ นตราย กรมส งเสร มสหกรณ กรมส งเสร มสหกรณ เป นหน วยงานร บผ ดชอบการพ ฒนาความร วมม อระหว างท องถ นไทยก บญ ป น ภายใต JTEPA ก อนเร มจ ดทา JTEPA กรมส งเสร มสหกรณ ให การสน บสน นสหกรณ ของไทยบางรายเช อมโยงท าธ รก จ การค าก บสหกรณ ของญ ป นอย ก อนแล ว เช น สหกรณ การเกษตรท ายาง จ าก ด จ งหว ดสระบ ร ท าการค าขาย กล วยหอมทองปลอดสารพ ษก บสหกรณ ผ บร โภคโตโตะ ส วนในอนาคต กรมส งเสร มสหกรณ จะผล กด นให สหกรณ การเกษตรล าพระเพล ง จ งหว ดนครราชส มา ท าความร วมม อก บสหกรณ การเกษตรฮานามาก จ งหว ดอ วาเตะ โดยอาจเร มต นด วยความร วมม อด านว ฒนธรรมและการท องเท ยวเป นต วน าความส มพ นธ ด านการค าระหว าง ก น และผล กดนให เก ดการจ บค ในล กษณะสหกรณ พ -สหกรณ น อง ให เพ มมากข นส าหร บสหกรณ ต าง ๆ ของ ไทยก บญ ป น โดยเฉพาะสหกรณ การเกษตรของไทยก บสหกรณ ผ บร โภคของญ ป น ซ งสหกรณ ไทยพร อมท จะ ผล ตส นค าตามความต องการของผ บร โภคญ ป น โดยเฉพาะส นค าเกษตร เช น กล วยหอม มะม วง และส มโอ สาน กงานมาตรฐานส นค าเกษตรและอาหารแห งชาต ส าน กงานมาตรฐานส นค าเกษตรและอาหารแห งชาต (มกอช.) เป นผ จ ดท าความร วมม อด านอาหาร ปลอดภ ยก บหน วยงานของญ ป น นอกเหน อจากพ นธกรณ ภายใต JTEPA ป จจ บ น กระทรวงเกษตรและสหกรณ ได ม การจ ดท าความ ร วมม อหลายโครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น กระทรวงเกษตรและสหกรณ และกรมส งเสร มสหกรณ ได ท าความร วมม อก บสภาการแลกเปล ยน ทางการเกษตรแห งประเทศญ ป น (Japan Agriculturral Exchange Council - JAEC) ในการท จะร บเยาวชนเกษตรไทยอาย ระหว าง ป ท เป นสมาช กหร อบ ตรของสมาช กสหกรณ ภาค การเกษตร ไปฝ กงานในครอบคร วเกษตรกรญ ป นเป นประจ าท กป ประมาณ 15 ท นต อป โดยม ระยะเวลาฝ กงานในญ ป น 11 เด อน เพ อเป ดโอกาสให เยาวชนจากภาคเกษตรของไทยได เร ยนร เทคน คการจ ดการฟาร ม ท กษะการท าเกษตรสม ยใหม ครอบคล มการท าเกษตรสาขาต าง ๆ ได แก ข าว ผ ก ไม ดอก ไม ประด บ เร อนเพาะชา ผลไม เม องหนาว (ส ม แอปเป ล แพร และอง น) ปศ ส ตว ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 37

102 (โคนม โคเน อ และส กร) รวมท งเร ยนร ก จกรรมในส งคมชนบทญ ป น โดยการพ กอาศ ยและท างาน ร วมก บครอบคร วเกษตรกรญ ป น ตลอดจนเป นการส งเสร มว ฒนธรรมประเพณ อ นด งามระหว าง ไทยก บญ ป น กระทรวงเกษตรและสหกรณ ไทยได ก บสหกรณ การเกษตรญ ป น Ja Zenchu ได จ ดท าความ ร วมม อด านสหกรณ ระหว างไทยก บญ ป น 6 ด าน ได แก (1) ความเช อมโยงระหว างเกษตรกรและ สหกรณ ของไทยก บญ ป นซ งอย ภายใต JTEPA (2) การร วมลงท น (3) การปร บปร งค ณภาพและ ความปลอดภ ยของส นค า (4) การส งเสร มการตลาดเพ อเพ มช องทางการค าส นค าเกษตรและ ผล ตภ ณฑ ช มชน (5) การพ ฒนาทร พยากรมน ษย และ (6) การพ ฒนาและถ ายทอดเทคโนโลย โดยท ผ านมา ในป กรมส งเสร มสหกรณ และองค การความร วมม อระหว างประเทศ ของญ ป น (JICA) ได ม การพ ฒนาความร วมม อด านทร พยากรมน ษย และความร วมม อด านการ ถ ายทอดเทคโนโลย พ ฒนาผ นากล มอาช พในสหกรณ การเกษตรของไทยให ความเข มแข งด านการ จ ดการ การตลาด การพ ฒนาผล ตภ ณฑ การเง น ค ณภาพช ว ต และการจ ดต งศ นย การผล ต ซ งฝ าย ไทยผล กด นขอให ญ ป นคงการสน บสน นความร วมม อฯ ข างต นอย างต อเน อง รวมท งจะขอการ สน บสน นด านเทคโนโลย องค ความร ผ เช ยวชาญ และงบประมาณในการด าเน นงานของสถาบ น พ ฒนาบ คลากรสหกรณ ซ งจะเป นสถาบ นท จ ดต งข นใหม กระทรวงเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร กระทรวงเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารก าหนดว ส ยท ศน เป นองค กรหล กในการพ ฒนาและ บ รณาการระบบเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารของประเทศไทยอย างท วถ ง ม ประส ทธ ภาพ และเป น หน งด าน ICT ของกล มประเทศอาเซ ยน โดยกาหนดย ทธศาสตร ของหน วยงาน ด งน ย ทธศาสตร ท 1 : พ ฒนาโครงสร างพ นฐานด านเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารของประเทศ ไทยให ท วถ งและม ประส ทธ ภาพ โดย (ก) ด าเน นการขยายและเพ มประส ทธ ภาพโครงสร างพ นฐานด าน เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารให ครอบคล มท วถ งและท นสม ย รวมท งพ ฒนาโครงข ายส อสารเช อมโยง หน วยงานภาคร ฐ และ (ข) พ ฒนาระบบการบร หารจ ดการขนส งส นค าและบร การ (Logistics) ท ท นสม ย สะดวก และรวดเร ว ย ทธศาสตร ท 2 : พ ฒนาระบบมาตรฐานเพ อการบร หารจ ดการและบ รณาการข อม ลภาคร ฐ โดย (ก) พ ฒนาระบบข อม ล สถ ต และสารสนเทศภาคร ฐให ม มาตรฐาน สามารถบ รณาการและเช อมโยงได อย างม ประส ทธ ภาพ (ข) เพ มประส ทธ ภาพการผล ตและการบร การข อม ลสถ ต และสารสนเทศ และ (ค) สน บสน น ส งเสร ม และพ ฒนาองค ความร ของหน วยงานท งภาคร ฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนให ม ศ กยภาพด านสถ ต ภายใต ความร วมม ออย างเป นระบบจากท กภาคส วนท เก ยวข อง ย ทธศาสตร ท 3 : ส งเสร มและพ ฒนาอ ตสาหกรรมและผ ประกอบการด านเทคโนโลย สารสนเทศ และการส อสารให ม ศ กยภาพเพ มข นและสามารถแข งข นได ในเวท โลก โดยส งเสร มสน บสน นและพ ฒนา อ ตสาหกรรมซอฟต แวร และด จ ท ลคอนเท นท ย ทธศาสตร ท 4 : ส งเสร มและพ ฒนาการใช เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารของประชาชนท ก ภาคส วนให เก ดประโยชน เพ อยกระด บค ณภาพช ว ต โดย (ก) ส งเสร มการใช ICT ท กภาคส วนอย างสร างสรรค ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 38

103 และม ว จารณญาณ (ข) ส งเสร ม สน บสน นและพ ฒนาอ ตสาหกรรมเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร และ (ค) พ ฒนาองค ความร และท กษะด าน ICT ย ทธศาสตร ท 5 : ส งเสร มการว จ ยและพ ฒนาด าน ICT รวมท งพ ฒนากฎหมาย นว ตกรรม นโยบาย และแผนเพ อเสร มสร างศ กยภาพด าน ICT ของไทยในเวท โลก โดย (ก) ส งเสร ม สน บสน นการว จ ยและ พ ฒนานโยบายและแผนด าน ICT และ (ข) พ ฒนาและปร บปร งกฎหมาย กฎ ระเบ ยบ ข อบ งค บ มาตรการให สอดคล องก บการเปล ยนแปลงของเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร ย ทธศาสตร ท 6 : ส งเสร ม สน บสน นการน าเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารมาใช ในระบบ บร หารจ ดการและบร การภาคร ฐส ประชาชนอย างม ค ณภาพและท วถ ง โดย (ก) พ ฒนาระบบ ICT เพ อการ บร หารจ ดการและบร การภาคร ฐ และ (ข) ส งเสร มและสน บสน นให หน วยงานภาคร ฐพ ฒนาระบบ ICT เพ อ บร หารจ ดการและบร การภาคร ฐ ย ทธศาสตร ท 7 : ส งเสร ม สน บสน นการบร การจ ดการการพยากรณ อากาศและระบบเต อนภ ยท ได มาตรฐานและท นสม ย โดย (ก) พ ฒนาระบบข อม ลสารสนเทศและการให บร การเพ อการบร หารจ ดการความ เส ยงจากธรรมชาต และการพ ฒนาทางส งคมและเศรษฐก จโดยใช ICT ท ท นสม ย และ (ข) พ ฒนาและ ประย กต ใช ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย สม ยใหม เพ อการบร หารด านอ ต น ยมว ทยาและแผ นด นไหว โดยเน น การบ รณาการและการดาเน นงานอย างครบวงจร นอกจากก าหนดย ทธศาสตร ฯ ข างต นแล ว กระทรวงเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารได จ ดท า แผนแม บทเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารของไทยฉบ บท 2 เพ อเป นแนวทางด าเน นการในช วงป โดยสร ปได ด งน ว ส ยท ศน ภายใต แผนแม บทฯ : ประเทศไทยเป นส งคมอ ดมป ญญา (Smart Thailand) ด วย ICT เป าหมาย : (1) ประชาชนไม น อยกว าร อยละ 50 ของประเทศม ความรอบร เข าถ ง และใช สารสนเทศ อย างม ว จารณญาณ (2) ยกระด บความพร อมด าน ICT ของประเทศให อย ในกล มท ม ระด บการพ ฒนาส งส ดร อยละ 25 และ (3) เพ มบทบาทความส าค ญของอ ตสาหกรรม ICT ในระบบเศรษฐก จของประเทศให ม ส ดส วน ม ลค าเพ มไม น อยกว าร อยละ 15 ว ตถ ประสงค : (1) เพ อพ ฒนากาล งคน ICT ให ม ปร มาณและค ณภาพตรงตามความต องการของตลาด (2) เพ อสร างธรรมาภ บาลในการบร หารจ ดการเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร (3) เพ อสน บสน นการปร บ โครงสร างการผล ตส การเพ มค ณค าของส นค าและบร การ (4) เพ อเสร มสร างความเข มแข งของช มชนและป จเจก บ คคล และ (5) เพ อเสร มสร างศ กยภาพของธ รก จและอ ตสาหกรรมเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร ภายใต แผนแม บทฯ ข างต น ได กาหนดย ทธศาสตร เพ อดาเน นงาน ได แก ย ทธศาสตร ท 1 : การพ ฒนาก าล งคนด าน ICT และบ คคลท วไปให ม ความสามารถในการ สร างสรรค ผล ตและใช สารสนเทศอย างม ว จารณญาณ และร เท าท น โดยเร งพ ฒนาก าล งคนท ม ค ณภาพและ ปร มาณเพ ยงพอรองร บการพ ฒนาประเทศส ส งคมฐานความร และนว ตกรรมท งบ คลากรด านเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร (ICT Professionals) และบ คลการในสาขาอาช พต าง ๆ รวมถ งเยาวชน ผ ด อยโอกาส ผ พ การและประชาชนท กระด บให ม ความร ความสามารถการสร างสรรค ผล ตและใช เทคโนโลย สารสนเทศอย างม ประส ทธ ภาพ ม ค ณธรรม จร ยธรรม ม ว จารณญาณ และร เท าท น โดยโครงการเร งด วนตาม ย ทธศาสตร ท 1 ได แก โครงการจ ดทามาตรฐานความร ด าน ICT สาหร บข าราชการและบ คลากรของร ฐ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 39

104 โครงการจ ดต งสถาบ น E-Government เพ อพ ฒนาความร ความสามารถด าน ICT ให แก บ คลากร ของร ฐ โครงการพ ฒนาความร และท กษะด านซอฟต แวร โอเพนซอร ส (Software Open Source) ให แก บ คลากรของร ฐ โครงการพ ฒนาท กษะและการเร ยนร การใช งาน ICT ของช มชนผ านศ นย สารสนเทศช มชน โครงการปร บปร งการจ ดทาเว บไซต ภาคร ฐให ได มาตรฐาน Web Accessibility โครงการส งเสร มนว ตกรรมการว จ ยด าน ICT สาหร บผ ด อยโอกาส และผ ส งอาย โครงการจ ดต งสถาบ นเฉพาะทางด าน ICT เพ อบ คลากรท ม ท กษะส ง โครงการเร งผล ตบ คลากรด านความม นคงปลอดภ ยของระบบสารสนเทศ (Information Security) ท ม ค ณภาพมาตรฐานสากล โครงการสน บสน นให บ คลากรน กพ ฒนาของไทยเข าร วมโครงการระด บโลก โครงการจ ดท าหล กส ตรการเร ยนการสอนเก ยวก บจร ยธรรมในการใช ICT เพ อใช เป นหล กส ตร ภาคบ งค บสาหร บการศ กษาระด บต างๆ ย ทธศาสตร ท 2 : การบร การจ ดการระบบ ICT อย างม ธรรมาภ บาล โดยปร บปร งการบร หารและ การกาก บด แล กลไก และกระบวนการในการบร หารจ ดการเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารของประเทศ ไทยให ม ธรรมาภ บาล โดยเน นความเป นเอกภาพ การใช ทร พยากรอย างค มค า และการม ส วนร วมของท กภาค ส วนท เก ยวข อง โดยโครงการเร งด วนตามย ทธศาสตร ท 2 ได แก โครงการเร งร ดการจ ดต งหน วยงานท ร บผ ดชอบการผล กด นวาระด าน ICT ของประเทศและ ประสานงานเพ อให เก ดการพ ฒนาแบบบ รณาการ โครงการจ ดต งสาน กงานคณะกรรมการธ รกรรมทางอ เล กทรอน กส โครงการจ ดต งสภาเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารแห งชาต โครงการสร างความตระหน กและส งเสร มความร ความเข าใจเก ยวก บกฎหมาย ICT และกลไกภาค บ งค บใช แก ผ ประกอบการและประชาชนท วไป โครงการพ ฒนาบ คลากรในกระบวนการย ต ธรรมให ม ความร ความเข าใจในกฎหมาย ICT ย ทธศาสตร ท 3 : การพ ฒนาโครงสร างพ นฐานเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร โดยพ ฒนา และบร หารจ ดการโครงสร างพ นฐานสารสนเทศและการส อสารให ม การกระจายอย างท วถ งไปส ประชาชนท ว ประเทศ รวมถ งผ ด อยโอกาส ผ ส งอาย และผ พ การ และม ระบบสารสนเทศและโครงข ายท ม ความม นคง ปลอดภ ย ท งน ให ผ ประกอบการจ ดให ม โครงการพ นฐานท ม ศ กยภาพท นก บว ว ฒนาการของเทคโนโลย เพ อ รองร บการขยายต วตามความต องการของผ บร โภค สามารถให บร การม ลต ม เด ย ธ รกรรมทางอ เล กทรอน กส และบร การท เป นประโยชน ต อว ถ ช ว ตสม ยใหม ในส งคมแห งการเร ยนร อ กท งม งเน นการลดป ญหาความเหล อม ล าในการเข าถ งข อม ลข าวสารเพ อให ส งคมม ความส ขและประชาชนม ค ณภาพช ว ตท ด ข น โดยโครงการเร งด วน ตามย ทธศาสตร ท 3 ได แก โครงการยกร างกฎหมายเก ยวก บธ รก จบร การส อสารดาวเท ยมและเคเบ ลใยแก วนาแสงใต น า โครงการแผนปฏ บ ต การเพ อการลงท นโครงสร างพ นฐานด าน Broadbrand เพ อการพ ฒนา เศรษฐก จไทย โครงการนาร องพ ฒนาจ งหว ด Broadband โครงการนาร องเพ อทดสอบการใช งานโครงข ายการส อสารย คใหม (Next Generation Network - NGN) ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 40

105 โครงการพ ฒนาระบบการเต อนภ ยพ บ ต ท ม ประส ทธ ภาพและได มาตรฐานสากล โครงการจ ดทาฐานข อม ลความต องการใช บร การ ICT และฐานข อม ลพ นท ให บร การของโครงข าย ท ม ในป จจ บ น โครงการจ ดทาแผนแม บทด านความม นคงปลอดภ ยของระบบสารสนเทศแห งชาต โครงการสร างความร และการต นต วต อภ ยอ นเก ดข นก บโครงข ายสารสนเทศและแนวทางในการ ป องก นภ ยท เหมาะสม ย ทธศาสตร ท 4 : การใช เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารเพ อสร างธรรมาภ บาลในการบร หาร และการบร การของภาคร ฐ โดยให หน วยงานภาคร ฐใช เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารเพ อสน บสน นการ สร างธรรมาภ บาลในการบร หาร สามารถตอบสนองต อการให บร การท เน นประชาชนเป นศ นย กลางได อย างม ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผล โปร งใส เป นธรรม และส งเสร มการม ส วนร วมของท กภาคส วนท เก ยวข อง โดย โครงการเร งด วนตามย ทธศาสตร ท 4 ได แก โครงการจ ดทาแผนการดาเน นงานเพ อให โครงการข ายร ฐสามารถรองร บการใช งานและให บร การ อ นเตอร เน ตโปรโตคอลร น 6 (IPV6) โครงการจ ดทามาตรฐานท จาเป นสาหร บงานด าน ICT ของภาคร ฐภายใต กรอบแนวทางมาตรฐาน การแลกเปล ยนข อม ลแห งชาต (Thailand e-government Interoperability Framework: TH e-gif) โครงการจ ดท าแผนแม บทโครงสร างพ นฐานข อม ลภ ม สารสนเทศ (National Spatial Data Infrastructure: NSDI) โครงการศ กษาเพ อประเม นการให บร การทางอ เล กทรอน กส ของภาคร ฐ ย ทธศาสตร ท 5: ยกระด บข ดความสามารถในการแข งข นของอ ตสาหกรรม ICT เพ อสร างม ลค า ทางเศรษฐก จและรายได เข าประเทศ โดยพ ฒนาความสามารถในการแข งข นของผ ประกอบการ ICT ไทย โดย สร างสภาพแวดล อมท เอ ออ านวยต อการสร างงานว จ ยพ ฒนานว ตกรรมภายในประเทศจากหน วยงานภาคร ฐ ภาคการศ กษา และภาคเอกชน ส งเสร มการถ ายทอดเทคโนโลย ท เก ดจากงานว จ ยส ผ ประกอบการและสร าง สภาพแวดล อมท เอ อต อการประกอบธ รก จ โดยให ความส าค ญเป นพ เศษก บอ ตสาหกรรมซอฟต แวร และด จ ท ล คอนเทนต โดยโครงการเร งด วนตามย ทธศาสตร ท 5 ได แก โครงการศ กษาแนวทางและร ปแบบการต งกองท นพ ฒนาอ ตสาหกรรม ICT โครงการศ กษาแนวทางและร ปแบบของหน วยงานท ร บผ ดชอบมาตรฐานผล ตภ ณฑ /เทคโนโลย ICT โครงการศ กษาแนวทางและมาตรการเพ อกระต นการขยายตลาด ICT ของประเทศไทย โครงการส งเสร มผ ประกอบการไทยเพ มโอกาสในการเข าร วมด าเน นงานในโครงการ ICT ของ ภาคร ฐ โครงการจ ดท าฐานข อม ลผ ประกอบการ และตลาด ICT ของประเทศไทย และตลาดต างประเทศ ท ม ศ กยภาพเป นค ค าและค แข งท สาค ญ โครงการศ กษาแนวทางและย ทธศาสตร การพ ฒนาอ ตสาหกรรมด จ ท ลคอนเทนต ของไทย โครงการพ ฒนาเม องท เป นศ นย กลาง ICT ในภ ม ภาค เพ อขยายการเต บโตของอ ตสาหกรรม ICT ในภ ม ภาค โครงการส งเสร มการใช และพ ฒนา Software Open Source ย ทธศาสตร ท 6: การใช ICT เพ อสน บสน นการเพ มความสามารถในการแข งข นอย างย งย น โดย ส งเสร มภาคการผล ตของประเทศให เข าถ งและสามารถใช ประโยชน จากเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 41

106 เพ อก าวไปส การผล ตส นค าและบร การท ใช ฐานความร และนว ตกรรมท เป นม ตรก บส งแวดล อม เพ อพ ฒนาข ด ความสามารถในการแข งข นของผ ประกอบการ โดยสร างค ณค าของส นค าและบร การ (Value Creation) และ ม ลค าเพ มในประเทศ เพ อพร อมรองร บการแข งข นในโลกการค าเสร ในอนาคต โดยโครงการเร งด วนตาม ย ทธศาสตร ท 6 ได แก โครงการในภาคการผล ตท ม ความพร อมส งและนาไปขยายผลส ท กภาคส วน โครงการนาร องระบบ E-Logistics ในการจ ดการโซ อ ปทานอ ตสาหกรรมย ทธศาสตร ของประเทศ โครงการพ ฒนาความเข มแข งของกลไกการบ งค บใช กฎหมายเพ อสร างความเช อม นในการท า ธ รกรรมทางอ เล กทรอน กส โครงการศ กษาความต องการใช ข อม ลสารสนเทศของกล มเกษตรกรและโซ อ ปทานของการผล ต ทางการเกษตร โครงการน าร องการใช ICT ในการวางแผนและการจ ดการในระบบการผล ตส นค าเกษตรอย าง ครบวงจรในช มชนต วอย าง โครงการพ ฒนามาตรฐานข อม ลเก ยวก บการแพทย และสาธารณส ขส าหร บระบบสารสนเทศ ส ขภาพแห งชาต ท ม การบ รณาการระหว างหน วยงาน โครงการศ กษาร ปแบบแรงจ งใจท เหมาะสมเพ อส งเสร ม SMEs ให ลงท นใน ICT โครงการศ กษาความต องการใช ข อม ลของกล มอาช พในช มชน ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงเทคโนโลย สารสนเทศ ได มอบให ส าน กงาน ปล ดกระทรวงเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร โดยส าน กก จการระหว างประเทศ เป นหน วยงาน ร บผ ดชอบด านความร วมม อเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารก บฝ ายญ ป น กระทรวงการต างประเทศ กระทรวงการต างประเทศก าหนดว ส ยท ศน เป นองค กรน าในการเสร มสร างสถานะและบทบาทของ ไทยในเวท ระหว างประเทศอย างม เก ยรต และสมศ กด ศร ท งทางด านเสถ ยรภาพและความม นคงทางการเม อง ศ กยภาพความเจร ญทางเศรษฐก จ และการพ ฒนาทางส งคม ตลอดจนน าโอกาสจากกระแสโลกาภ ว ฒน มาส ส งคมไทยได อย างม ประส ทธ ภาพ โดยป จจ บ นร ฐบาลไทยได กาหนดนโยบายต างประเทศ ด งน (1) พ ฒนาความส มพ นธ ก บประเทศเพ อนบ านในท กม ต และท กระด บเพ อส งเสร มความเข าใจอ นด และ การเคารพซ งก นและก น ส งเสร มความร วมม อภายใต กรอบความร วมม ออน ภ ม ภาคต าง ๆ และเร ง แก ไขป ญหาก บประเทศเพ อนบ าน โดยส นต ว ธ บนพ นฐานของสนธ ส ญญาและกฎหมายท เก ยวข อง (2) ส งเสร มความร วมม อเพ อสร างความแข งแกร งของอาเซ ยน ในวาระท ไทยด ารงต าแหน งประธาน อาเซ ยนและบรรล การจ ดต งประชาคมอาเซ ยนตามกฎบ ตรอาเซ ยน โดยให อาเซ ยนเป นองค กรท ม ประชาชนเป นศ นย กลาง อาเซ ยนม บทบาทน าท สร างสรรค ในเวท ระหว าประเทศ รวมท งขยาย ความร วมม อก บประเทศอ น ๆ ภายใต กรอบความร วมม อต าง ๆ ในภ ม ภาคเอเช ย และระหว าง เอเช ยก บภ ม ภาคอ น (3) ส งเสร มความร วมม ออย างใกล ช ดก บประเทศม สล มและองค กรม สล มระหว างประเทศ (4) กระช บความร วมม อและความเป นห นส วนทางย ทธศาสตร ก บประเทศท ม บทบาทส าค ญของโลก และประเทศค ค าของไทยในภ ม ภาคต าง ๆ เพ อร กษาและขยายความร วมม อทางการเม อง ความ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 42

107 ม นคง เศรษฐก จ การค า การเง น การลงท น และการท องเท ยว รวมท งแสวงหาตลาดใหม เพ อ พ ฒนาความร วมม อด านทร พยากร ว ตถ ด บ ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย และองค ความร ใหม (5) ส งเสร มการม บทบาทร วมก บประชาคมโลกในเร องการก าหนดบรรท ดฐานระหว างประเทศ โดยเฉพาะเร องการค าส นค าเกษตร และกฎระเบ ยบด านทร พย ส นทางป ญญา ค าน ยม ประชาธ ปไตย ส ทธ มน ษยชน มน ษยธรรม การแก ไขป ญหาส งแวดล อมและพล งงาน ป ญหาข าม ชาต ท กด านท ส งผลกระทบต อความม นคงของมน ษย ส งเสร มให ไทยเป นท ต งของส าน กงานสาขา ขององค การระหว างประเทศ และม ความร วมม อทางว ชาการก บประเทศกาล งพ ฒนาเพ มข น (6) สน บสน นการเข าร วมในข อตกลงระหว างประเทศท งทว ภาค และพห ภาค ท เป นประโยชน ต อ ประเทศ เร งร ดการให ส ตยาบ นนข อตกลงท ได ลงนามไว แล ว และปร บปร งแก ไขข อตกลงท ก อให เก ดผลกระทบทางลบต อประชาชนและส งคม (7) ส งเสร มการร บร และความเข าใจของประชาชนเก ยวก บการเปล ยนแปลงในโลกท ม ผลกระทบต อ ประเทศไทย เพ อฉ นทามต ในการกาหนดนโยบายและดาเน นนโยบายต างประเทศ (8) สร างความเช อม นของต างประเทศต อประเทศไทยและการเข าถ งระด บประชาชน โดยส งเสร ม ความเข าใจท ถ กต องและความเช อม นของนานาประเทศต อการเม องและเศรษฐก จไทย และ สน บสน นการเข าถ งในระด บประชาชนก บประเทศต าง ๆ เพ อให ม ท ศนคต ทางบวกต อประเทศ และประชาชนไทย (9) ค มครองและส งเสร มส ทธ และผลประโยชน ของคนไทย แรงงานไทย และภาคธ รก จเอกชนไทยใน ต างประเทศ และการสร างความเข มแข งให แก ช มชนไทยในต างประเทศ ในส วนท เก ยวก บการนา JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงการต างประเทศมอบให กรมเศรษฐก จระหว าง ประเทศ และกรมเอเช ยตะว นออก เป นหน วยงานท เก ยวข องในการเจรจาในระยะเวลาต งแต JTEPA เร มม ผล ใช บ งค บจนถ งป 2553 ท ม การถ ายโอนภารก จข บเคล อนจากกระทรวงการต างประเทศมาอย ท กระทรวง พาณ ชย โดยในส วนของกรมเศรษฐก จระหว างประเทศน นจะเป นหน วยงานร บผ ดชอบหล กเร องการค มครอง การลงท น และส วนกรมเอเช ยตะว นออกจะด แลภาพรวมเร องความร วมม อระหว างไทยก บต างประเทศ และ เป นจ ดต ดต อหล กระหว างไทยก บญ ป นท กาหนดภายใต ความตกลง JTEPA กระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงานกาหนดว ส ยท ศน แรงงานม ผล ตภาพส ง ม ความม นคง และม ค ณภาพช ว ตท ด และ ได กาหนดประเด นย ทธศาสตร ท ต องดาเน นการประกอบด วย 7 ประเด นย ทธศาสตร ได แก (1) การส งเสร มและ สน บสน นให ม กาล งคนเพ ยงพอท งด านปร มาณและค ณภาพ (2) การเสร มสร างความม นคงในการม งานท าให ก บ แรงงาน (3) การส งเสร มความม นคงในการท างานและค ณภาพช ว ตท ด ให ก บแรงงาน (4) การบร หารจ ดการ แรงงานต างด าว (5) การพ ฒนาระบบฐานข อม ลสารสนเทศแรงงาน (6) การพ ฒนาการบร หารจ ดการของ กระทรวงแรงงานให ม ความเป นเล ศ และ (7) การช วยเหล อผ ประสบป ญหาความเด อดร อนเน องจากว กฤต และ สาธารณภ ย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 43

108 ภายใต ย ทธศาสตร ด งกล าว กระทรวงแรงงานได ก าหนดนโยบายการด าเน นงานเพ อให สอดคล องก บ ประเด นย ทธศาสตร และเพ อให แรงงานท งในและนอกระบบม ค ณภาพช ว ตท ด เพ มเต มโอกาสการม อาช พและ รายได ท ม นคง พร อมท งเป นกลไกข บเคล อนเศรษฐก จของประเทศให ก าวหน า จ งได กาหนดนโยบาย ด งน (1) ปฏ ร ประบบประก นส งคมให ม ความเข มแข ง ม นคง เร งร ดการเพ มส ทธ ประโยชน เพ มเต มแก ผ ประก นตน พ ฒนาประส ทธ ภาพการให บร การ ตลอดจนผล กด นแรงงานอกระบบเข าส ระบบ ประก นส งคมตามมาตรา 40 แห งกฎหมายประก นส งคม (2) เร งร ดการพ ฒนาฝ ม อแรงงานไทยให ม มาตรฐานฝ ม อระด บสากลท สอดคล องก บสมรรถนะในการน ประกอบอาช พเพ อรองร บการปร บโครงสร างเศรษฐก จภายในประเทศ และการเตร ยมความพร อม แรงงานไทยเข าส ตลาดแรงงานในภ ม ภาคเอเช ย และการเป นประชาคมอาเซ ยนในป 2558 (3) ม งแก ไขป ญหาการขาดแคลนแรงงานในเช งบ รณาการ โดยให ท กภาคส วนม ส วนร วมในการเตร ยม กาล งคนให สอดคล องก บความต องการของตลาดแรงงาน (4) ส งเสร มให กาล งคนในว ยแรงงานม โอกาสและทางเล อกในการพ ฒนาศ กยภาพของตนเอง เพ อให ม ความรอบร เท าก บการเปล ยนแปลงท งด านภาษ เทคโนโลย สารสนเทศ และท กษะในการประกอบ อาช พ พร อมก าวส โลกของการท างานและการแข งข นอย างม ค ณภาพท งในระด บประเทศและ ระด บภ ม ภาค (5) เร งสร างความร วมม อในการผล ตและพ ฒนาก าล งคนร วมก นระหว างหน วยงานการศ กษา หน วยงานพ ฒนาฝ ม อแรงงาน และหน วยงานภาคธ รก จเอกชน เพ อก อให เก ดการพ ฒนาก าล งคน ในตลาดแรงงานท ม ประส ทธ ภาพท งในเช งปร มาณและค ณภาพ ให เพ ยงพอต อความต องการและ สอดคล องก บท ศทางการพ ฒนาของท กกล มอ ตสาหกรรม (6) ส งเสร มให ผ ส งอาย ม งานท า ม รายได ท เหมาะสม สอดคล องก บศ กยภาพและความสามารถของ ผ ส งอาย เพ อรองร บการเป นส งคมผ ส งอาย ในอนาคต (7) ให ความส าค ญในการส งเสร มการจ างงานแก แรงงานกล มพ เศษ ค อ ผ พ การ ผ ส งอาย เยาวชน เพ อให แรงงานกล มน สามารถเข าส ตลาดแรงงานได อย างม ศ กด ศร ม รายได สามารถเล ยงตนเอง (8) ส งเสร มการจ างงาน โดยเน นงานท ม ค ณค า (Decent Work) และการยกระด บฝ ม อ เพ อการม งาน ท าท งในประเทศและต างประเทศ เพ อลดปร มาณแรงงานไร ฝ ม อด วยการพ ฒนาท กษะให เป น แรงงานก งฝ ม อ หร อแรงงานฝ ม อก อนเข าส ตลาดแรงงาน (9) ค มครองแรงงานท งในระบบและนอกระบบให ได ร บส ทธ ประโยชน ตามท กฎหมายก าหนด ส งเสร ม ให สถานประกอบก จการและแรงงานตระหน กและให ความส าค ญก บความปลอดภ ย อาช วอนาม ย และสภาพแวดล อมในการท างาน รวมท งส งเสร มการจ ดสว สด การแรงงานให ได มาตรฐาน และ เพ มประส ทธ ภาพกระบวนการแรงงานส มพ นธ เพ อให เก ดการท างานอย างม ค ณค า ม ความ ร บผ ดชอบต อส งคมด านแรงงาน (CSR) และม ความม นคงในการทางาน (10) จ ดระบบแรงงานต างด าวให เข าส ระบบการจ างท ถ กต องและสอดคล องก บตลาดแรงงานท เหมาะสม โดยบ รณาการก บหน วยงานท เก ยวข องเพ อให การด าเน นงานเป นไปตามแผนหร อ เป าหมายท ต งไว ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 44

109 (11) ส งเสร มการไปทางานในต างประเทศและให ความสาค ญก บการค มครองแรงงานไทยท ไปท างานใน ต างประเทศ โดยการด แลส ทธ ประโยชน และสว สด การให ครอบคล มและท วถ ง การลดค าบร การ และค าใช จ ายการไปทางานต างประเทศ การป องก นการหลอกลวง และการพ ฒนาฝ ม อและท กษะ (12) ผล กด นย ทธศาสตร การพ ฒนาอาสาสม ครแรงงานเพ อให สามารถสม ครแรงงาน ซ งเป นเคร อข าย ของกระทรวงแรงงานในระด บอ าเภอ ต าบล ได ร บการพ ฒนาศ กยภาพเพ อสามารถให ค าแนะน า ปร กษาหาร อป ญหาด านแรงงานแก แรงงานในพ นท ซ งรวมท งให ความส าค ญต อการด แลส ทธ ประโยชน ของอาสาม ครแรงงานท พ งได ร บ (13) เพ มประส ทธ ภาพระบบฐานข อม ลแรงงาน โดยการเช อมโยงเคร อข ายข อม ลสารสนเทศให เป น ข อม ลท ท นสม ย และจ ดท าข อม ลเศรษฐก จการแรงงาน ม การว เคราะห รายงานสถานการณ ด าน แรงงาน พร อมพยากรณ แนวโน มความต องการด านแรงงาน การเต อนภ ยแรงงานเพ อม งเป น หน วยงานหล กในการว เคราะห ข อม ลด านแรงงานของประเทศ (14) จ ดทาฐานข อม ลผ ต องการไปทางานต างประเทศและฐานข อม ลองค ความร แรงงานในต างประเทศ เพ อส งแรงงานไทยไปท างานในต างประเทศ และพ ฒนาท กษะฝ ม อแรงงานให สอดคล องก บความ ต องการของตลาดแรงงานในต างประเทศ (15) ให ความส าค ญก บการก าหนดอ ตราค าจ างข นต า และการก าหนดค าจ างตามมาตรฐานฝ ม อ แรงงาน เพ อสร างความเป นธรรมให ก บผ ใช แรงงาน อ นจะนาไปส การลดความเหล อมล าทางส งคม ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต ม อย 2 ประเด นท เก ยวข องก บภารก จของกระทรวง แรงงาน ได แก การเป ดตลาดการค าบร การและการเคล อนย ายบ คคลธรรมดาท เด นทางไปท างานระหว างไทย ก บญ ป น ซ งกระทรวงแรงงานได ก าหนดให กรมการจ ดหางาน (กองแผนงานและสารสนเทศ) และกรมพ ฒนา ฝ ม อแรงงาน (กองประสานและบ รณาการงานพ ฒนาฝ ม อแรงงาน) เป นหน วยงานร บผ ดชอบ ในส วนของไทย ประเด นสาค ญท กรมพ ฒนาฝ ม อแรงงานผล กด น ได แก การขอให ญ ป นลดเง อนไขการเข าไปท างานในญ ป นส าหร บพ อคร ว/แม คร วไทย ซ งไม จบปร ญญา ตร โดยลดประสบการณ ท างานจาก 10 ป เหล อ 5 ป โดยต องม ใบร บรองมาตรฐานฝ ม อแรงงาน จากกรมพ ฒนาฝ ม อแรงงาน การขอให ญ ป นพ จารณายอมร บพน กงานสปาและคนด แลผ ส งอาย ไทยเข าไปท างานในญ ป น ซ ง ญ ป นอย ในภาวะประสบป ญหาขาดแคลน ซ งร ฐบาลญ ป นยอมร บจะพ จารณาปร บมาตรการใน ส วนของค าแรงงานและภาษาเพ อให แรงงานสามารถสอบใบอน ญาตเป นผ ด แลผ ส งอาย ได อย างไร ก ตาม ในส วนของมาตรฐานฝ ม อแรงงาน ไทยก บญ ป นจะร วมม อก บปร บหล กส ตรการอบรมด แล ผ ส งอาย และมาตรฐานฝ ม อแรงงานท แต ละฝ ายต างยอมร บได ท งน ต งแต ป 2552 เป นต นมา ผล การเจรจาเร องการเคล อนย ายแรงงาน 2 สาขา ได แก สปา และคนด แลผ ส งอาย ย งไม ม ข อสร ปท ช ดเจน แต เพ อเตร ยมความพร อมให แรงงานไทยท ต องการไปท างานท ญ ป น กรมพ ฒนาฝ ม อ แรงงาน โดยว ทยาล ยการแรงงาน และศ นย พ ฒนาฝ ม อแรงงานกร งเทพฯ ได เตร ยมหล กส ตรฝ ก ภาษาญ ป นเพ อยกระด บแรงงานไทยก อนเด นทางไปท างานต างประเทศแล ว นอกเหน อจากพ นธกรณ ภายใต JTEPA ป จจ บ น กรมการจ ดหางาน และกรมพ ฒนาฝ ม อแรงงาน ได ม การจ ดทาความร วมม อหลายโครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 45

110 กรมการจ ดหางานได ท าบ นท กความเข าใจในการด าเน นการจ ดส งผ ฝ กงานคนไทยโดยร วมม อก บ สมาคมพ ฒนาแรงงานระด บนานาชาต สาหร บสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล ก ประเทศ ญ ป น (Association for International Manpower Development of Medium and Small Enterprise : IMM Japan) เพ อส งผ ฝ กงานเทคน คคนไทยไปฝ กงานในธ รก จ SMEs ของญ ป น โดยร บคนไทยท จบการศ กษาระด บ ปวส.สาขาช างยนต ช างกลโรงงาน ช างเช อม ช างอ เล กทรอน กส ช างไฟฟ า และช างก อสร าง โดยผ ผ านการค ดเล อกตามโครงการความร วมม อฯ จะได ร บค าจ าง แรงงานตามกฎหมายญ ป น ได ร บเบ ยเล ยงเด อนละ 80,000 เยน และร ฐบาลญ ป นร บผ ดชอบค าท พ กและค าเด นทางตลอดระยะเวลาท ฝ กงาน และหล งฝ กงานเสร จแล ว จะได ร บประกาศน ยบ ตร ร บรองการฝ กงาน รวมท งได ร บเง นสน บสน นการประกอบอาช พเม อเด นทางกล บประเทศไทยอ ก 200,000 เยน/คน สาหร บผ ฝ กงาน 1 ป และ 600,000 เยน/คน สาหร บผ ฝ กงาน 3 ป กรมพ ฒนาฝ ม อแรงงานได จ ดท าความร วมม อก บ Japan Vocational Ability Development Association (JAVADA) ซ งเป นองค กรหล กในส งก ดกระทรวงสาธารณส ข แรงงาน และสว สด การ ส งคม ประเทศญ ป น ซ งท าหน าท ประสานความร วมม อในการส งเสร มให ม การน ามาตรฐานฝ ม อ แรงงานไปใช ในสถานประกอบการ โดยร วมก บกรมพ ฒนาฝ ม อแรงงานของไทยเพ อผล กด นให สถานประกอบการในไทยและญ ป นค ดเล อกบ คลากรท ผ านการทดสอบมาตรฐานฝ ม อแรงงาน แห งชาต ไปท างาน ตลอดจนให ไทยและญ ป นเร งปร บมาตรฐานฝ ม อแรงงานให สอดคล องและ เพ ยงพอก บความต องการของสถานประกอบการ โดยเฉพาะอ ตสาหกรรมท ท งไทยและญ ป น เห นชอบร วมก นในการผล กด นการพ ฒนาฝ ม อแรงงาน ได แก แรงงานในอ ตสาหกรรมยานยนต ซ ง ญ ป นสน บสน นให ใช มาตรฐานฝ ม อแรงงานของญ ป นเป นต นแบบในการพ ฒนา กระทรวงสาธารณส ข กระทรวงสาธารณส ขก าหนดว ส ยท ศน เป นองค กรหล กในการพ ฒนาระบบส ขภาพท ม ค ณภาพ ประส ทธ ภาพ และเสมอภาค โดยการม ส วนร วมของประชาชน ช มชน และท กภาคส วนเพ อสร างส งคมท ม จ ตส าน กด านส ขภาพให คนไทยท กคนม ส ขภาพด ส เป าหมายส งคมอย เย นเป นส ข ตามแนวปร ชญาเศรษฐก จ พอเพ ยง ป จจ บ น กระทรวงสาธารณส ขได กาหนดนโยบาย ด งน 1) นโยบายการส งเสร มส ขภาพและป องก นโรค โดยเน นความส าค ญในการจ ดการส ขภาพท งระด บ ช มชนและระด บประเทศ รณรงค ส งเสร มส ขภาพตามกล มว ย เช น ว ยเด กผ านกลไกการพ ฒนา ศ นย เด กเล ก ว ยเร ยนเน นโรงเร ยนส งเสร มส ขภาพและนมในโรงเร ยน ส วนว ยผ ส งอาย ม โครงการ ฟ นเท ยมพระราชทาน ตลอดจนเร งสน บสน นการให ไอโอด นในประชาชนกล มเส ยงท ขาดสาร ไอโอด น 2) นโยบายการร กษาพยาบาลเน นค ณภาพการร กษา ค ณภาพการบร การ และการม ส วนร วม โดย ยกระด บมาตรฐานสถานพยาบาลท กระด บในส งก ดกระทรวงสาธารณส ขให ม มาตรฐานเด ยวก น โดยม มาตรการปร บโฉมด านกายภาพ เพ มศ กยภาพผ ให บร การ พ ฒนาค ณภาพบร การ และพ ฒนา เคร อข ายบร การ 3) นโยบายการควบค มป องก นโรคท ม ประส ทธ ภาพและประส ทธ ผล โดยให ท กจ งหว ดด าเน นงาน ตามมาตรการควบค มป องก นโรคเพ อป องก นการแพร ระบาดในวงกว างและลดการเส ยช ว ต เช น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 46

111 (1) เฝ าระว งโรคในกล มอาการคล ายไข หว ดใหญ และปอดอ กเสบอย างใกล ช ดเพ อตรวจจ บกา ระบาดให ได ต งแต ระยะเร มต น (2) สถานพยาบาลท กแห งทบทวนและให การด แลร กษาผ ป วยตาม แนวทางของกระทรวงสาธารณส ขอย างเคร งคร ด และ (3) ประสานความร วมม อก บหน วยงานท เก ยวข องร วมรณรงค ให ความร ก บกล มเป าหมายต าง ๆ เพ อป องก นการแพร เช อในครอบคร วและ ช มชน ตลอดจนพ ฒนาท มสอบสวนโรคเคล อนท เร วให ม จ านวนเพ มข น เพ ยงพอ และครอบคล ม ในท กพ นท ตลอดจนอบรมพ ฒนาต อยอดให เป นเคร อข าย 4) นโยบายการค มครองผ บร โภค เน นการบ งค บใช กฎหมายและการรณรงค ให ความร ประชาชน โดยเฉพาะส นค าต าง ๆ ในท องตลาดท อาจม การปนเป อนสารอ นตรายต องห าม เช น อาหาร ยา และเคร องส าอาง ซ งส าน กงานสาธารณส ขจ งหว ด และส าน กงานคณะกรรมการอาหารและยาก ต องเร งกาก บด แลท งต วอาหาร ส นค า สถานประกอบการ และควบค มต วยาและสารต งต น 5) นโยบายการสน บสน นการแพทย แผนไทยและสม นไพรไทยให ม บทบาทมากข น ตามกระแส ความน ยมการใช บร การการแพทย แผนไทยและสม นไพรไทย โดยน าบร การการแพทย แผนไทย และสม นไพรเข าส ระบบบร การส ขภาพในสถานบร การสาธารณส ขของร ฐท วประเทศ พ ฒนา มาตรฐานบร การและผล ตภ ณฑ ให เป นท เช อม นของคนไทยและต างชาต มากข น 6) นโยบายการเร งร ดผล ตและพ ฒนาบ คลากรให เพ ยงพอต อการปฏ บ ต งานของสถานพยาบาล ของกระทรวงสาธารณส ข ได แก แพทย ท นตแพทย พยาบาลว ชาช พ โดยเร งผล ตและพ ฒนา บ คลากรทางสาธารณส ข สร างขว ญก าล งใจให ม ความก าวหน าในอาช พ ปร บปร งกฎระเบ ยบให ม รายได จากเง นเด อนและค าตอบแทนอ น ๆ ท เหมาะสม เป นธรรม ตลอดจนปร บปร งกฎหมาย เก ยวก บการประกอบอาช พด านการแพทย และการกระจายบ คลากรทางการแพทย อย าง สอดคล องก บความต องการของพ นท 7) นโยบายสน บสน นอาสาสม ครสาธารณส ขประจ าหม บ าน (อสม.) ให ม บทบาทเช งร กมากข น ในท องถ นและช มชนในด านการส งเสร มส ขภาพ การด แลเด ก ผ ส งอาย คนพ การ การด แลผ ป วยใน โรงพยาบาล และการเฝ าระว งโรคในช มชน โดยจ ดให ม สว สด การค าตอบแทนให แก อสม. เพ อ สร างแรงจ งใจ เสร มการปฏ บ ต ได อย างคล องต วและม ประส ทธ ภาพ 8) นโยบายพ ฒนาระบบข อม ลสารสนเทศให ม ความท นสม ยและเป นประโยชน ต อการด าเน นงาน เพ อประชาชนมากข น เพ อให ระบบข อม ลเพ อการบร การ (ร กษา ป องก น ส งเสร มส ขภาพ และ ค มครองผ บร โภค) เทคโนโลย สารสนเทศด านส ขภาพม มาตรฐาน สามารถใช ประโยชน ร วมก นได อย างค มค า 9) นโยบายผล กด นโครงการศ นย กลางส ขภาพนานาชาต (Medical Hub) ให ร ดหน ามากข น เพ อ สน บสน นนโยบายร ฐบาลท จะเพ มม ลค าและความสามารถในการแข งข น พ ฒนาแรงงานฝ ม อท ง ด านค ณภาพและความร โดยเฉพาะธ รก จบร การส ขภาพบนพ นฐานของว ฒนธรรมและภ ม ป ญญา ไทย และส งเสร มการท องเท ยว โดยเฉพาะบร การร กษาพยาบาลท ได ร บความน ยมมาก ได แก บร การท นตกรรม ทาศ ลยกรรมตกแต ง การร กษาโรคเฉพาะทาง นอกจากน กระทรวงสาธารณส ข สน บสน นการด าเน นงานตามแผนย ทธศาสตร การพ ฒนาประเทศไทยเป นศ นย กลางส ขภาพ นานาชาต พ.ศ ซ งประกอบด วย (ก) ด านการร กษาพยาบาล โดยเน นค ณภาพการ ร กษาให เป นเล ศแก ชาวต างประเทศ โดยไม กระทบการร กษาส ขภาพของคนในประเทศเอง (ข) ด านบร การส งเสร มส ขภาพ โดยเน นการผล กด นบร การเก ยวเน องก บส ขภาพ ท งการนวดแผนไทย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 47

112 และธ รก จสปาส สากล (ค) ด านการแพทย แผนไทยและการแพทย ทางเล อก เพ อด งชาว ต างประเทศเข ามาร กษาพยาบาลในไทยและโดยใช การแพทย ทางเล อกและสม นไพรมากข น เพ อ ลดการพ งพาการน าเข ายาจากต างประเทศและเป นการเผยแพร เอกล กษณ และภ ม ป ญญาไทยส นานาชาต และ (ง) ด านผล ตภ ณฑ ส ขภาพและสม นไพรไทย โดยเน นสน บสน นสม นไพรท ม ค ณภาพและศ กยภาพให เข าส ตลาดเคร องสาอาง ตลาดยา และอาหารเสร มส ขภาพ ท งน กระทรว สาธารณส ขจะเร งด าเน นการด งต อไปน เพ อสน บสน นการด าเน นการตามย ทธศาสตร ไปส ความส าเร จ (1) การแก ไขกฎระเบ ยบ การออกกฎหมายใหม หร อการปร บปร งกฎระเบ ยบให เหมาะสมเพ อสน บสน นธ รก จบร การส ขภาพและส งเสร มช องทางการตลาดอ นจะเป นการอ านวย ความสะดวกให ผ ร บบร การชาวไทยและชาวต างชาต เช น การปร บปร งกฎหมายว าด วย สถานพยาบาล (2) การสน บสน นให จ ดท าคล งข อม ลงานว จ ยในศาสตร ท สามารถต อยอดในเช ง พาณ ชย ได (3) ส งเสร มช องทางการตลาดให ก บโรงพยาบาลระด บ 4 ดาว ท ม ระบบการร กษาอย ในเกณฑ ท มาตรฐานเพ อส งเสร มให ชาวต างชาต มาใช บร การธ รก จส ขภาพในไทย (4) ก าหนด ร ปแบบการจ ดบร การส ขภาพท เหมาะสมและม ประส ทธ ภาพ เช น การแปรร ปก จการบร การ ส ขภาพของภาคร ฐเป นเอกชน (Privatization) การพ ฒนาระบบห นส วนระหว างภาคร ฐและ เอกชน (Public and Private Partnership) ในการลงท นหาเคร องม อทางการแพทย ท ราคาส ง มากมาใช งาน ซ งภาคเอกชนต องการให ภาคร ฐ เช น โรงเร ยนแพทย ช วยสน บสน นให โรงพยาบาล เอกชนร วมใช บร การได เพ อเป นการเสร มข ดความสามารถในการให บร การส ขภาพ เป นต น 10) นโยบายผล กด นและพ ฒนากฎหมายให เอ อต อการสน บสน นการด าเน นงาน โดยเฉพาะ กฎหมายและกฎระเบ ยบท ล าสม ย เป ดช องให เก ดการท จร ตในการปฏ บ ต งาน การพ ฒนากฎหมาย ให เหมาะสมก บเศรษฐก จ ส งคม และการค มครองส ทธ ส วนบ คคล เช น (ก) การยกร างกฎหมาย ค มครองผ เส ยหายจากการร บบร การสาธารณส ข เพ อชดเชยความเส ยหายให ก บผ ท ได ร บความ เส ยหายจากการได ร บบร การสาธารณส ข (ข) ร างกฎหมายว ชาช พการสาธารณส ข เพ อให การ ค มครองผ ม ความร ด านว ชาช พสาธารณส ขด านต าง ๆ ท ให บร การแก ส งคม (ค) ร างกฎหมาย ค มครองอนาม ยการเจร ญพ นธ เพ อค มครองส ทธ ประชาชนท กช วงว ยด านอนาม ยเจร ญพ นธ ท าให ประชาชนได ร บร ถ งการให บร การท ต องได ร บตามส ทธ เช น การวางแผนครอบคร ว บร การในระยะ ต งครรภ ฯลฯ และ (ง) การปร บปร งกฎหมายเด มท ม อย เช น กฎหมายยา กฎหมายอาหาร และ กฎหมายเคร องสาอาง เป นต น 11) นโยบายหน วยบร การส ขภาพเคล อนท เพ อถวายเป นพระราชก ศลต อพระบาทสมเด จพระ เจ าอย ห ว โดยดาเน นก จกรรมต าง ๆ เพ อค นหาป ญหาส ขภาพของประชาชนในระยะแรกเร มและ น าไปส การส งเสร มส ขภาพท ม ความเหมาะสมก บส ขภาพของแต ละบ คคล เช น การตรวจส ขภาพ เช งร กโดยอาสาสาม คสาธารณส ขและเจ าหน าท สาธารณส ขท กระด บเพ อค ดกรองโรคความด น โลห ตส งและโรคเบาหวานในประชาชนอาย 35 ป ข นไปท วประเทศ ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงสาธารณส ข โดยกรมสน บสน นบร การ ส ขภาพ (ส าน กงานส งเสร มธ รก จบร การส ขภาพ) เป นหน วยงานท ท างานร วมก บกระทรวงอ น เช น กระทรวง การต างประเทศ กระทรวงพาณ ชย กระทรวงแรงงาน และส าน กงานตรวจคนเข าเม อง ในการเจรจาและ ผล กด นเร องการเคล อนย ายบ คคลธรรมดา โดยเฉพาะการเจรจาเพ อผล กด นให ญ ป นเป ดตลาดธ รก จสปาและ พน กงานสปาให ไทย ซ งป จจ บ นกรมสน บสน นบร การส ขภาพเป นหน วยงานหล กในการผล กด นให สถาน ประกอบการธ รก จสปาเพ อส ขภาพเข ามาส กระบวนการร บรองมาตรฐานของกระทรวงสาธารณส ขให ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 48

113 ครอบคล มมากข น ป จจ บ นม ธ รก จสปาท ได ร บมาตรฐานของกระทรวงสาธารณส ขอย เพ ยงร อยละ 25 ของ ธ รก จสปาท วประเทศ เพ อให ประชาชนม ความปลอดภ ยและม นใจในการใช บร การมากข น และท ายส ดจะ ผล กด นให ธ รก จสปาเพ อส ขภาพของไทยก าวไปส ระด บสากลและระด บโลก กระทรวงศ กษาธ การ กระทรวงศ กษาธ การเน นในการดาเน นนโยบายพ ฒนาการศ กษาในระด บต างๆ ด งน (1) ระด บปฐมว ย เน นการพ ฒนาสมองของเด กไทยอย างจร งจ ง โดยเด กไทยควรได ร บแร ธาต ต าง ๆ ท เหมาะสมก บว ย เช น ไอโอด น ธาต เหล ก โปรต น ฯลฯ รวมท งการพ ฒนาทางด านร างกาย อารมณ ส งคม และ สต ป ญญา (2) ระด บประถมศ กษา เน นการอ านออกเข ยนได ม ความกต ญญ กตเวท เคารพคร อาจารย เคารพพ อ แม ม ว น ยในตนเอง ม ความร บผ ดชอบและต องสร างเคร อข ายในการจ ดการศ กษาในท ศทางท ถ กต อง (3) ระด บม ธยมศ กษา เน นการเร ยน 2 ภาษาเป นอย างน อย รวมท งการใช เทคโนโลย สารสนเทศและ การส อสาร (ICT) รวมท งเน นความเป นพลเม องด โดยใช การศ กษาเป นต วข บเคล อน (4) ระด บอาช วศ กษา เน นการพ ฒนาฝ ม อแรงงานระด บกลางท ต องม หน วยงานตรวจสอบค ณภาพ ฝ ม ออย างแท จร ง ได ร บค าจ างตามระด บฝ ม ออาช วศ กษาและราชมงคล ต องเน นจ ดการเร ยนการสอนแบบทว ภาค ก บผ ประกอบการ ต องม SME อาช วะ และ SME ราชมงคล ต องสร างผ ประกอบการรายใหม ตอบสนอง นโยบายร ฐบาลในการสร างคนเข าส ธ รก จเช งสร างสรรค กระบวนการเร ยนการสอนต องท าให เด กอาช วศ กษา เปล ยนแปลงพฤต กรรม ม ภ ม ค มก นเร องยาเสพต ด ม ค ณธรรม เป นพลเม องด และอย ในส งคมประชาธ ปไตยได อย างม ความส ข เด กอาช วศ กษาจะต องร จ กเคารพซ งก นและก น ร จ กแบ งงานก นท า เห นแก ประโยชน ส วนรวม มากกว าส วนต ว และใช ว ธ การแห งป ญญาในการแก ป ญหา (5) ระด บอ ดมศ กษา ต องจ ดการการศ กษาเช อมต อก บระด บอาช วศ กษา เด กอาช วศ กษาท เร ยนเก ง ต องม โอกาสศ กษาต อระด บปร ญญาตร ในสาขาเก ยวก บเทคโนโลย ช นส งหร อเป นน กปฏ บ ต ผ ปฏ บ ต ท เช ยวชาญ และต องสร างค าน ยมใหม ว าคนท ประสบความสาเร จ ค อ คนท พ ฒนาฝ ม อ อาช พให ประสบความส าเร จม ใช ม ใบ ปร ญญาเพ ยงอย างเด ยว ในส วนของนโยบายความส มพ นธ ด านการศ กษาก บต างประเทศ กระทรวงศ กษาธ การให ความส าค ญ ก บเวท ความร วมม อระด บต าง ๆ ได แก ความร วมม อก บองค การระหว างประเทศ โดยม งพ ฒนางานด านต าง ๆ ผ านกระบวนการศ กษา เพ อสร างส นต ภาพ เช น องค การ UNDP UNICEF ESCAP ILO ธนาคารโลก และธนาคารเพ อการ พ ฒนาแห งเอเช ย (ADB) ตลอดจนงานขององค กรพ ฒนาเอกชนระหว างประเทศ และความ ร วมม อด านการศ กษาภายใต กรอบเอเปค ASEM และ WTO ความร วมม อต างประเทศระด บภ ม ภาค โดยร บผ ดชอบงานองค การร ฐมนตร ศ กษาแห งเอเช ย ตะว นออกเฉ ยงใต (SEAMEO) เช น การด าเน นก จกรรมด านท นฝ กอบรม ท นการศ กษา การ ประช มส มมนาเช งว ชาการ ตลอดจนการด าเน นก จกรรมความร วมม อของ SEAMEO ก บศ นย ระด บภ ม ภาคของ SEAMEO 15 แห ง เช น ศ นย นว ตกรรมการศ กษา (INNOTECH) ศ นย ภาษา (RELC) ศ นย คณ ตศาสตร และว ทยาศาสตร (RECSAM) ศ นย อ ดมศ กษาเพ อการพ ฒนา (RIHED) ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 49

114 ศ นย โบราณคด และว จ ตรศ ลป (SPAFA) เป นต น นอกจากน ย งร บผ ดชอบงานร วมม อด าน การศ กษาในกรอบอาเซ ยน กรอบความร วมม อเขตเศรษฐก จสามฝ าย อ นโดน เซ ย มาเลเซ ย และ ไทย (IMT-GT) กรอบความร วมม อทางเศรษฐก จในอน ภ ม ภาคล มน าโขง (GMS) กรอบความ ร วมม อเศรษฐก จอ ระวด เจ าพระยา แม โขง (ACMECS) ฯลฯ รวมท งงานความร วมม อสองฝ าย ด านการศ กษาก บประเทศสมาช ก SEAMEO และอาเซ ยน ได แก ลาว พม า ก มพ ชา เว ยดนาม ฟ ล ปป นส ส งคโปร อ นโดน เซ ย บร ไน มาเลเซ ย ต มอร เลสเต โครงการแลกเปล ยนผ บร หาร บ คลากรทางการศ กษา คร อาจารย การจ ดค ายเยาวชน ท นการศ กษา งานความร วมม อทาง ว ชาการและงานว จ ย ความร วมม อต างประเทศระด บนานาชาต โดยร บผ ดชอบงานความร วมม อระด บทว ภาค ก บ ประเทศต าง ๆ ในภ ม ภาค ได แก เอเช ย ย โรป อเมร กาเหน อ อเมร กาใต ตะว นออกกลาง แอฟร กา และแปซ ฟ ก เพ อสน บสน นการพ ฒนาคร น กเร ยน น กศ กษา เยาวชน น กว ชาการ บ คลากร ทางการศ กษา การพ ฒนาหล กส ตร ส อการเร ยนการสอน นว ตกรรม และเทคโนโลย สาขาต าง ๆ ตลอดจนการพ ฒนาการเร ยนการสอนภาษาต างประเทศ โดยแสวงหาความร วมม อและด าเน นการ ในร ปแบบต าง ๆ เช น การแลกเปล ยนคร อาจารย น กเร ยน น กศ กษา การท าข อตกลงทางการ ศ กษา (MOU) การจ ดค ายผ น าเยาวชน การพบปะเจรจา ท นการศ กษา การศ กษาด งาน การท า Road Show การศ กษา โดยร วมม อก บหน วยงานต างประเทศ องค กรเอกชน และหน วยงานท เก ยวข องด านการศ กษา ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงศ กษาธ การ ได ก าหนดให ส าน กงาน ปล ดกระทรวงศ กษาธ การ (ส าน กความส มพ นธ ต างประเทศ) และส าน กงานคณะกรรมการอ ดมศ กษา (ส าน ก ย ทธศาสตร อ ดมศ กษาต างประเทศ) เป นหน งในหน วยงานท ผล กด นความร วมม อด านการศ กษาและการพ ฒนา ทร พยากรมน ษย นอกเหน อจากความร วมม อฯ ภายใต JTEPA กระทรวงศ กษาธ การได ม การจ ดท าความร วมม อหลาย โครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น กระทรวงศ กษาธ การของไทยจ ดท าความร วมม อก บกระทรวงการศ กษาธ การญ ป น (MEXT) ใน การพ ฒนาบ คลากรอย างต อเน องมาเป นเวลากว า 20 ป ด วยท กหล กส ตรฝ กอบรมคร ประจ าการ ระยะเวลา 1 ป คร ง และท นส าหร บน กเร ยน น กศ กษา และเยาวชน หล กส ตร College of Technology ระยะเวลา 4 ป และหล กส ตรประกาศน ยบ ตรว ชาช พพ เศษ (Senshu Gakko) ระยะเวลา 3 ป กระทรวงศ กษาธ การของไทยจ ดท าความร วมม อก บม ลน ธ ญ ป น (Japan Foundation) ในการจ ด ก จกรรมส งเสร มการเร ยนการสอนภาษาญ ป น การประช มว ชาการ การแลกเปล ยนศ ลปว ฒนธรรม และท นด งานด านการศ กษาระด บม ธยมศ กษาส าหร บผ บร หารและ คร ในส งก ด กระทรวงศ กษาธ การ กระทรวงศ กษาธ การของไทยจ ดท าความร วมม อก บ Japan International Cooperation Agency (JICA) ในร ปของโครงการความร วมม อทางว ชาการ ท นการศ กษา ฝ กอบรม ด งาน ผ เช ยวชาญ อ ปกรณ และอาสาสม คร ต วอย างโครงการท ได ร บความร วมม อจาก JICA ค อ โครงการจ ดต งศ นย ว ฒนธรรมแห งประเทศไทย โครงการพ ฒนาเทคโนโลย สารสนเทศทางการศ กษา (Capacity Building on Development of Education Information Technology) ม ลค าความช วยเหล อ ประมาณ 70 ล านบาท ในร ปของผ เช ยวชาญ ว สด อ ปกรณ คอมพ วเตอร และอาสาสม ครญ ป น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 50

115 ป จจ บ นไทยได ร บความช วยเหล อจาก JICA ในโครงการพ ฒนาศ กยภาพการป องก นภ ยพ บ ต ทาง ธรรมชาต (Capacity Development in Disaster Management) ในร ปแบบของผ เช ยวชาญ และท นฝ กอบรม รวมท งการถ ายทอดความร ทางว ชาการเพ อป องก นภ ยพ บ ต ทางธรรมชาต กระทรวงทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อม กระทรวงทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมก าหนดว ส ยท ศน ม งม นอ านวยการให เก ดการบร หาร จ ดการทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมเพ อประชาชน ป จจ บ น กระทรวงทร พยากรธรรมชาต ฯ ได ก าหนด นโยบายกระทรวงทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมเพ อใช ปฏ บ ต ในระยะป ด งน นโยบายด านทร พยากรธรรมชาต ประเม นสถานภาพและศ กยภาพของทร พยากรธรรมชาต ท กประเภทและความหลากหลายทาง ช วภาพ สงวน อน ร กษ พ ฒนา พ นฟ เพ อด ารงสภาพสมบ รณ ของทร พยากรธรรมชาต และจ ดการใช ประโยชน เพ อตอบสนองความต องการตามศ กยภาพให เก ดประโยชน อย างย งย น สร างม ลค าเพ มทางเศรษฐก จ ส งคม และส งแวดล อมของทร พยากรธรรมชาต ท กประเภทเพ อการ ใช ประโยชน อย างค มค า จ ดท าระเบ ยบ กฎเกณฑ และระบบการเข าถ งทร พยากรธรรมชาต ของช มชนท องถ นและ ประชาชนท กกล มอย างม ประส ทธ ภาพ รวมท งแบ งป นผลประโยชน อย างย ต ธรรม ตลอดจน ก าหนดข อเสนอแนะ แนวทางการใช ประโยชน ทร พยากรธรรมชาต ท กประเภทอย างย งย นและ สอดคล องก บสถานการณ บนฐานข อม ลจากการว จ ยและพ ฒนา นโยบายด านส งแวดล อม ด าเน นการให ช มชนท งในชนบทและในเม องม สภาพแวดล อมและค ณภาพช ว ตท ด โดยประสาน การวางผ งเม องและจ ดระเบ ยบช มชนให สอดคล องก บศ กยภาพของพ นท ป องก น ร กษา และฟ นฟ ค ณภาพส งแวดล อมให ด ข น และอย ในระด บมาตรฐานท ไม เป นอ นตราย ต อส ขอนาม ยของประชาชน ตลอดจนใช เทคโนโลย ท เหมาะสมในการจ ดการค ณภาพส งแวดล อม ด าเน นการป องก นและควบค มสภาวะความเส ยงด านส งแวดล อมท เก ยวข องก บส ขอนาม ยท จะม ผลกระทบต อการด ารงช ว ต และส งเสร มการสร างสภาพแวดล อมท ด เพ อค ณภาพช ว ตท ด ของ ประชาชน สร างกระบวนการเร ยนร เพ อให ช มชนสามารถปกป อง ค มครอง และฟ นฟ ส งแวดล อมช มชน ส งแวดล อมธรรมชาต ส งแวดล อมศ ลปกรรมท เก ยวข องก บประว ต ศาสตร โบราณคด ว ฒนธรรม ประเพณ ว ถ ช ว ต และท องถ น เพ อให เป นมรดกส บทอดไปย งอน ชนร นต อไป นโยบายด านการบร หารจ ดการ บร หารและพ ฒนาทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมแบบบ รณาการ โดยย ดหล กธรรมาภ บาล บนพ นฐานการจ ดการเช งพ นท การม ส วนร วม และการกระจายอานาจ เต มภ ม ป ญญาประชาชนท กระด บ และเสร มสร างข ดความสามารถขององค กรท กระด บอย าง ต อเน อง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 51

116 พ ฒนาบ คลากรให ร ท กษะและม ประส ทธ ภาพท งด านองค ความร และท กษะเพ อให สอดคล องก บ บทบาทและภารก จของกระทรวง พ ฒนาระบบและมาตรฐานในการบร หารจ ดการและจ ดท าฐานข อม ลโดยใช เทคโนโลย สารสนเทศ และการส อสารท ม ประส ทธ ภาพ และสามารถเช อมโยงเคร อข ายก บระบฐานข อม ลสารสนเทศ หล กของประเทศ ส งเสร มการว จ ยและพ ฒนาเพ อสน บสน นการกาหนดนโยบาย การวางแผน และการปฏ บ ต งานท ก ระด บ รณรงค และสร างจ ตส าน กของประชาชนท กฝ าย รวมท งสร างเคร อข ายการม ส วนร ววมในการ ดาเน นงานอย างจร งจ งและต อเน อง ต ดตามแก ไขข อร องเร ยนของราษฎรด านทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อม รวมท งพ ฒนา เคร องม อและกลไกการจ ดการทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมให ม ประส ทธ ภาพ สร างแรงจ งใจโดยใช มาตรการทางเศรษศาสตร ส งคม และกฎหมาย พ ฒนากลไกลดความข ดแย งในการใช ทร พยากรธรรมชาต และการแก ไขป ญหาส งแวดล อม ส งเสร มกลไกการตลาดเพ อส งคม เพ อสร างความสมด ลย ระหว างอ ปสงค และอ ปทานในการจ ดการ ทร พยากรธรรมชาต ปร บปร ง แก ไข เสนอร างกฎหมายใหม เพ อใช เป นเคร องม อในการด าเน นการ และสามารถบ งค บ ใช กฎหมายท เก ยวข องให งานส มฤทธ สอดคล องก บสถานการณ เพ มบทบาทด านทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมในเวท โลก เพ อพ ฒนาความร วมม อและ พ ท กษ ผลประโยชน ของประชาชนและประเทศชาต ต ดตาม ตรวจสอบ และประเม นผลการดาเน นงานโดยม ต วช ว ดผลส มฤทธ ท ช ดเจน ในส วนเก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อม โดย ส าน กความร วมม อด านทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมระหว างประเทศ ส าน กงานปล ดกระทรวง ทร พยากรธรรมชาต และส งแวดล อมเป นหน งในหน วยงานท ผล กด นความร วมม อด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม โดยเฉพาะด าน ส งแวดล อม ซ งเป นภารก จความร วมม อท กระทรวง ทร พยากรธรรมชาต ฯ เป นหน วยงานท ร บผ ดชอบโดยตรง นอกจากน กระทรวงทร พยากรธรรมชาต ฯ ย งม บทบาทส าค ญในการให ข อม ลแก ส งคมไทยขณะช วงท ไทยก บญ ป นได ม การเจรจาจ ดท า JTEPA ในคร งป 2550 ในประเด นท เป นข อห วงก งวลเร อง JTEPA เป ดให ญ ป นนาขยะเข ามาท งในไทยจร งหร อไม ซ งกระทรวงทร พยากรธรรมชาต ฯ ได ร วมช แจงต อสาธารณชนว า ไม ม ข อบทใดใน JTEPA ท บ งค บให ไทยต องยอมร บ อน ญาต หร อส งเสร มให ญ ป นส งขยะเข ามาท งในไทย ในทาง ตรงก นข าม JTEPA ย งย นย นส ทธ โดยสมบ รณ ของไทยท จะร กษามาตรฐานส งแวดล อมไว ตามกฎหมายไทย เช น กฎหมายว าด วยว ตถ อ นตราย กฎหมายว าด วยการส งออกไปนอกและการน าเข ามาในราชอาณาจ กรซ งส นค า และกฎหมายระหว างประเทศท ให อานาจไทยในการห ามและควบค มการนาเข ากาก ของเส ย และขยะเข ามาใน ประเทศไทย เช น อน ส ญญาบาเซล นอกเหน อจากความร วมม อฯ ภายใต JTEPA กระทรวงทร พยากรธรรมชาต ฯ ได จ ดท าความร วมม อ หลายโครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น ธนาคารเพ อความร วมม อระหว างประเทศแห งญ ป น (Japan Bank of Internaitonal Cooperation - JBIC) ได ให ความสน บสน นไทย โดยผ านทางกรมส งเสร มค ณภาพส งแวดล อม กระทรวงทร พยากรธรรมชาต ฯ สถาบ นส งแวดล อมไทย และคณะว ทยาศาสตร จ ฬาลงกรณ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 52

117 มหาว ทยาล ย จ ดท าโครงการศ กษาร ปแบบและแนวทางการพ ฒนาเคร อข ายช มชนส งแวดล อม ไทยจากประสบการณ ของญ ป น เพ อจ ดการความร จากประสบการณ จากการพ ฒนาเคร อข าย ช มชนส งแวดล อมของญ ป น เช น การจ ดการขยะสดของช มชน และการสน บสน นให ช มชนน าขยะ สดมาท าเป นป ยหม ก และน าความร มาเผยแพร แลกเปล ยนก บช มชนส งแวดล อมในไทย เพ อ กระต นให เก ดก จกรรมสร างสรรค เคร อข ายช มชนส งแวดล อมท ย งย น และเช อมโยงก บเคร อข าย ล กษณะเด ยวก นในระด บนานาชาต ต อไป กระทรวงพล งงาน กระทรวงพล งงานกาหนดว ส ยท ศน ม งบร หารพล งงานอย างย งย น ให ประเทศชาต และประชาชนชาว ไทย ม พล งงานใช อย างพอเพ ยง โดยป จจ บ น กระทรวงพล งงานได ก าหนดแผนย ทธศาสตร กระทรวงพล งงาน เพ อใช ปฏ บ ต ในระยะป ม สาระสาค ญ ด งน ประเด นย ทธศาสตร ท 1 : สร างความม นคงด านพล งงานของประเทศ เพ อให ประเทศไทยม พล งงาน ใช อย างเพ ยงพอต อการเต บโตทางเศรษฐก จและค ณภาพช ว ตท ด ของประชาชน และม ทางเล อกชน ดพล งงานท หลากหลาย ม ความสมด ลและย งย น โดยม กลย ทธ หล กตามประเด นย ทธศาสตร ฯ ด งน สร างการยอมร บอย างม ส วนร วมของภาคประชาชนต อการพ ฒนาพล งงานทางเล อกและโครงสร าง พ นฐานด านพล งงานและการก อสร างโรงไฟฟ าตามแผนพ ฒนากาล งผล ตไฟฟ า เร งร ดจ ดหาแหล งทร พยากรป โตรเล ยมและไฟฟ าท งในประเทศและต างประเทศ สน บสน นผล กด นการลงท นด านพล งงานในระด บช มชน ยกระด บความสามารถในการรองร บว กฤตและภาวะฉ กเฉ นด านพล งงาน โดยเฉพาะการป องก น และแก ไขป ญหาการขาดแคลนพล งงานในประเทศ ให การส งเสร มอย างใกล ช ดก บภาคเอกชนในการเจรจาธ รก จและด าเน นมาตรการจ งใจค ค าใน ประเทศเป าหมายท เป นแหล งพล งงาน พ ฒนาระบบโลจ สต กส ด านพล งงานให ม ประส ทธ ภาพ ประเด นย ทธศาสตร ท 2 : การกาก บด แลก จการพล งงานและก จการท เก ยวข อง เพ อให การผล ตและ การใช พล งงานของประเทศม ประส ทธ ภาพ ปลอดภ ย เป นม ตรต อส งแวดล อม และม ราคาพล งงานท เป นธรรม ต อท กภาคส วน โดยม กลย ทธ หล กตามประเด นย ทธศาสตร ฯ ด งน ปร บปร งกฎระเบ ยบและมาตรการเพ อลดภาระและเพ มแรงจ งใจของผ ประกอบการในการส ารวจ จ ดหาพล งงาน การพ ฒนาพล งงานทดแทน และการใช พล งงานอย างม ประส ทธ ภาพ แก ไขป ญหาขอบข ายอานาจกาก บด แลด านต าง ๆ ท ท บซ อนหร อม ช องว าง พ ฒนาและผล กด นการบ งค บใช มาตรฐานด านพล งงานให ม ค ณภาพ ประส ทธ ภาพ ปลอดภ ยและ เป นม ตรต อส งแวดล อม โดยก าหนดกรอบเวลาท เหมาะสมและม มาตรการสน บสน นการปร บต ว ของภาคธ รก จ สร างและพ ฒนาผ ตรวจสอบด านพล งงานท งภายในและภายนอกกระทรวงพล งงาน ผล กด นการใช กลไกด านราคาพล งงานให เข าส แนวทางของตลาดเสร โดยม หล กเกณฑ และกรอบ เวลาท ช ดเจนบนพ นฐานของข อม ลและข อว เคราะห ท โปร งใส น าเช อถ อ พ ฒนาข ดความสามารถในการควบค มค ณภาพและรองร บอ บ ต ภ ยด านน าม นเช อเพล ง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 53

118 บร หารกองท นพล งงานอย างม ประส ทธ ภาพ โดยเน นการตอบสนองเป าประสงค เช งย ทธศาสตร ด านพล งงาน ประเด นย ทธศาสตร ท 3 : การเสร มสร างความเข มแข งของภาคธ รก จพล งงาน เพ อให เก ดการ พ ฒนาเทคโนโลย ด านพล งงานของประเทศ และให ภาคธ รก จพล งงานของไทยสามารถแข งข นได ในระด บสากล โดยม กลย ทธ หล กตามประเด นย ทธศาสตร ฯ ด งน สน บสน นให เก ดศ นย ความเป นเล ศแห งชาต ด านการพล งานในสาขาต าง ๆ และสน บสน นการ พ ฒนาทร พยากรมน ษย ของประเทศด านการพล งงาน พ ฒนาสารสนเทศและแหล งท ปร กษาเพ อการต ดส นใจเช งธ รก จด านพล งงาน สน บสน นการบ มเพาะผ ประกอบการด านเทคโนโลย พล งงาน และพล งงงานทดแทน เพ มโอกาสเข าถ งแหล งท นให ก บผ ประกอบการ ท งในช วงลงท นพ ฒนาเทคโนโลย ผล ตภ ณฑ และ ช วงดาเน นการผล ตเช งพาณ ชย สน บสน นให ผ ประกอบการด านพล งงานขยายธ รก จไปต างประเทศ และส งเสร มให เก ดการ แลกเปล ยนเทคโนโลย และองค ความร จ ดต งหน วยงานหร อปร บปร งโครงสร างและอ านาจหน าท เพ อให ม องค กรร บผ ดชอบการส งเสร ม ธ รก จและการยกระด บเทคโนโลย พล งงานของประเทศอย างช ดเจน ท งระด บนโยบายและระด บ บร หารจ ดการ ประเด นย ทธศาสตร ท 4 : การพ ฒนาพล งงานอย างม ด ลยภาพต อส งแวดล อม เพ อลดอ ตราการ ปล อยก าซเร อนกระจกจากก จการพล งงาน ม การใช เทคโนโลย พล งงานสะอาดในประเทศ ม การใช ประโยชน จากพล งงานทดแทนในประเทศอย างท วถ ง ม การใช พล งงานของประเทศอย างประหย ดและม ประส ทธ ภาพ โดยม กลย ทธ หล กตามประเด นย ทธศาสตร ฯ ด งน ผล กด นโครงการด านพล งงานตามกลไกพ ฒนาท สะอาด สร างกลไกเพ อลด Carbon Footprint จากภาคการผล ต ส งเสร มการลงท นเทคโนโลย พล งงานสะอาด โดยกาหนดมาตรการสน บสน น ส งเสร มผล กด นการว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย ท เป นม ตรต อส งแวดล อม จ ดหาแหล งเง นท นจากต างประเทศเพ อพ ฒนาโครงการพล งงานสะอาด ประสานความร วมม อก บต างประเทศท สน บสน นก จการพล งงานสะอาดเพ อแลกเปล ยนองค ความร และการพ ฒนาบ คลากร ส งเสร มการผล ตและการใช พล งงานทดแทนอย างท วถ ง ใช กลไกบร หารจ ดการภาคร ฐท กร ปแบบเพ อการอน ร กษ พล งงานและการใช พล งงานอย างม ประส ทธ ภาพ ประเด นย ทธศาสตร ท 5: การเป นองค กรสมรรถนะส งท ย ดม นในหล กธรรมาภ บาล เพ อให กระทรวง พล งงานเป นองค กรสมรรถนะส งตามาตรฐานสากล เป นศ นย กลางข อม ลและเคร อข ายองค ความร ด านพล งงาน ของไทย โดยม กลย ทธ หล กตามประเด นย ทธศาสตร ฯ ด งน ยกระด บสมรรถนะของระบบฐานข อม ลและสารสนเทศด านพล งงาน รวมถ งโครงสร างพ นฐาน ด านเทคโนโลย สารสนเทศ ผล กด นให เก ดการถ ายทอดองค ความร ในองค กร ด วยช องทางท หลากหลาย รวมถ งการ แลกเปล ยนเร ยนร ก บเคร อข ายพล งงานท งในประเทศและระหว างประเทศ สร างระบบเพ อให เก ดการกาหนดต วช ว ดท ม ความเช อมโยงในท กระด บ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 54

119 ปร บปร งโครงสร างองค กรและการแบ งบทบาท ขอบข ายงาน พร อมท งเพ มก าล งคนในส าน กงาน พล งงานจ งหว ด เพ มโอกาสการม ส วนร วมของผ ม ส วนได ส วนเส ยในการด าเน นงานด านต าง ๆ ต งแต ช วงพ ฒนา แนวค ดไปจนถ งช วงปฏ บ ต การและต ดตามประเม นผล เสร มสร างค าน ยมด านธรรมาภ บาล ด วยการค นหาและเช ดช บ คลากรผ เป นแบบอย างท ด ในด าน ต าง ๆ ผล กด นให กระทรวงพล งงานม ความพร อมต อการประเม นองค กรตามมาตรฐานสากล ผล กด นให เก ดการนาองค กรท ย ดประโยชน ของประเทศเป นท ต งในระยะยาว ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงพล งงาน โดยส าน กความร วมม อระหว า ประเทศ สาน กงานปล ดกระทรวงพล งงานเป นหน วยงานหล กกาก บด แลความร วมม อในด านพล งงาน นอกเหน อจากความร วมม อฯ ภายใต JTEPA กระทรวงพล งงานได จ ดท าความร วมม อหลายโครงการ ก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น กระทรวงพล งงานได ทาบทามกระทรวงเศรษฐก จ การค า และอ ตสาหกรรม (METI) ในป 2551 ในการให การสน บสน นและร วมม อก บไทยในการพ ฒนาโรงงานไฟฟ าน วเคล ยร ใน 2 ด านหล ก ได แก (1) การพ ฒนาบ คลากร ซ งญ ป นม ประสบการณ ในการพ ฒนามาอย างต อเน องและม เทคโนโลย ของต วเอง โดยครอบคล มด านกฎหมายเก ยวก บโรงไฟฟ าน วเคล ยร และด านระบบความ ปลอดภ ย และ (2) การสร างความเข าใจและการยอมร บให ก บประชาชน โดยญ ป นพร อมญ ป นให ความช วยเหล อด านสวนสาธารณะด านพล งงาน (Energy Park) เพ อให ประชาชนตระหน กถ ง ความส าค ญของเทคโนโลย พล งงานในอนาคตท ม อย เช น พล งงานแสงอาท ตย พล งงานลม พล งงานช วมวล พล งงานน วเคล ยร การพ ฒนาพล งงานทดแทน การเพ มประส ทธ ภาพการใช พล งงาน และการอน ร กษ พล งงาน โดยการน าเสนอต อประชาชนจะเน นประเด นหล ก 3 ด าน ได แก ด านความปลอดภ ยและเป นม ตรต อส งแวดล อม ด านศ กยภาพการพ ฒนาเทคโนโลย พล งงาน ในอนาคต และด านต นท นราคาพล งงานแต ละประเภท กระทรวงพล งงานร วมก บองค การ Japan External Trade Organization (JETRO) และ องค การ New Energy and Industrial Energy Development Organization (NEDO) ในป 2549 พ ฒนาความร วมม อด านโครงการอน ร กษ พล งงานและพ ท กษ ส งแวดล อม (Green Partnership Program - GPP) เพ อสน บสน นประเทศไทยและอาเซ ยนในการอน ร กษ พล งงาน และส งแวดล อม โดยม การจ ดประช มท กป เพ อแลกเปล ยนข อม ล และร บทราบแนวนโยบายของท ง ไทยก บญ ป น โดยญ ป นเคยส งผ เช ยวชาญมาให ความร ความช วยเหล อในการพ ฒนาระบบต าง ๆ ท จ าเป นส าหร บประเทศไทย รวมถ งการมอบอ ปกรณ เคร องจ กรท ม ประส ทธ ภาพส งให ไทยเพ อ นามาทดลองใช กรมพ ฒนาพล งงานทดแทนและอน ร กษ พล งงาน กระทรวงพล งงาน จ ดท าความร วมม อก บ องค การ Japan International Corporation Agency (JICA) โดยผ านส าน กงานความร วมม อ เพ อการพ ฒนาระหว างประเทศ เพ อขอความการสน บสน นจากญ ป นในการศ กษาความเป นไปได และการวางแผนแม บทการจ ดการพล งงาน และการจ ดโครงการศ นย ฝ กอบรมปฏ บ ต การการจ ด การพล งงาน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 55

120 ส าน กงานพ ฒนาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย แห งชาต และสถาบ นว จ ยว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย แห งประเทศไทย ม ความร วมม อก บ Advanced Industrial Science and Technology (AIST) และ Japan International Research Center for Agriculture Sciences (JIRCAS) โดยความร วมม อส วนใหญ จะอย ในด านช วมวล และไบโอด เซล ส าน กงานพ ฒนาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย แห งชาต ร วมม อก บมหาว ทยาล ย Tokyo Institute of Technology ในการค ดค นเทคโนโลย พล งงานแสงอาท ตย สถาบ นว จ ยว ทยาศาสตร และเทคโนโลย แห งประเทศไทย ร วมก บกรมโรงงานอ ตสาหกรรม และ กรมส งเสร มอ ตสาหกรรม ร วมม อก บ Water Reuse Promotion Center ของญ ป น และ บร ษ ทเอกชนไทย-ญ ป น ในการพ ฒนาเทคโนโลย เพ อการบาบ ดและนาน าเส ยกล บมาใช ใหม ไทยให ความร วมม อญ ป นสน บสน นบร ษ ท Marubeni ของญ ป นในการได ร บส มปทานสร าง โรงงานผล ตเอทานอลจากอ อยท จ งหว ดสระบ ร ก าล งการผล ตป ละ 3.6 หม นก โลล ตร/ว น เร มต น ผล ตได ในป กระทรวงการท องเท ยวและก ฬา กระทรวงการท องเท ยวและก ฬาก าหนดว ส ยท ศน เป นองค กรหล กในการบ รณาการข บเคล อนนโยบาย และการบร หารจ ดการการท องเท ยวให เป นไปอย างม เอกภาพ ม ระบบ และเช อมโยงก นท งในระด บชาต ภ ม ภาค และท องถ น เพ อให ประเทศไทยเป นศ นย กลางด านการท องเท ยวของภ ม ภาคเอเช ย สน บสน นการ พ ฒนาเศรษฐก จ ส งคม ว ฒนธรรม และส งแวดล อมของประเทศให เก ดความสมด ล ย งย น และสามารถแข งข น ได และในส วนของก ฬา กระทรวงการท องเท ยวฯ จะเป นองค กรหล กด านก ฬา น นทนาการ การออกก าล งกาย และว ทยาศาสตร การก ฬา ผล ตและพ ฒนาบ คลากรด านพลศ กษาเพ อมวลชน เพ อความเป นเล ศ และอาช พ เพ อพ ฒนาค ณภาพช ว ตของประชาชน หากพ จารณาเฉพาะเร องการท องเท ยว ซ งเป นหน งในความร วมม อภายใต JTEPA น น ภายใต ย ทธศาสตร กระทรวงการท องเท ยวฯ ป ได ก าหนดประเด นย ทธศาสตร 2 ด านและกลย ทธ หล ก ภายใต ประเด นย ทธศาสตร ด งน (ก) การสร างความเช อม นและส งเสร มการท องเท ยวของประเทศไทย โดยม กลย ทธ หล ก ได แก (1) ส งเสร มการตลาดและการพ ฒนาการท องเท ยวท ม ค ณภาพและย งย น (2) เสร มสร างศ กยภาพเคร อข ายพ นธม ตร ด านการเตร ยมความพร อมส นค าและบร การ การลงท น และการตลาด (3) พ ฒนาระบบสารสนเทศในการ บร การและบร หารจ ดการด านการท องเท ยว (4) สร างความเช อม นด านความปลอดภ ยให ก บน กท องเท ยว (5) ส งเสร มสน บสน นอ ตสาหกรรมการถ ายทาภาพยนตร ต างประเทศในไทย (6) เพ มความเข มงวดในการตรวจตรา ด แล และการปฏ บ ต ตามกฎหมายของเจ าหน าท และ (7) ผล กด นมาตรการป องก นการแสวงหาประโยชน ทาง เพศจากเด กในธ รก จท องเท ยว (ข) การปร บโครงสร างการท องเท ยวและบร การ โดยม กลย ทธ หล ก ได แก (1) ส งเสร ม พ ฒนา และ ยกระด บส นค า บร การ และมาตรฐานการท องเท ยวให ม ค ณภาพ (2) เร งพ ฒนา ฟ นฟ แหล งท องเท ยวเส อม โทรมและสร างแหล งท องเท ยวใหม ในพ นท ท ม ศ กยภาพให ได มาตรฐานและย งย น (3) ส งเสร มและพ ฒนา ผ ประกอบการและบ คลากรด านการท องเท ยวให ม ค ณภาพ (4) ผล กด นให ม การปร บปร งพ นท และส งอ านวย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 56

121 ความสะดวกเพ อรองร บน กท องเท ยวท กกล ม (5) สน บสน นให เก ดการรวมกล มความร วมม อและเคร อข าย พ นธม ตรเพ อสร างความเช อมโยงของพ นท ท องเท ยวและสร างม ลค าเพ มของส นค าและบร การ และ (6) ส งเสร ม การท องเท ยวในเช งกล มพ นท และกล มจ งหว ดท ม ศ กยภาพในล กษณะของเขตพ ฒนาการท องเท ยว สามารถ เช อมโยงธรรมชาต ศ ลปว ฒนธรรม และว ถ ช ว ตช มชน ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต กระทรวงการท องเท ยวและก ฬา โดยส าน กงาน ปล ดกระทรวงการท องเท ยวและก ฬาเป นหน วยงานหล กด แลความร วมม อด านการท องเท ยว รวมท งส าน กงาน ปล ดกระทรวงการท องเท ยวและก ฬา (สาน กนโยบายและย ทธศาสตร ) ร วมก บส าน กงานบร หารและพ ฒนาองค ความร เป นหน วยงานร บผ ดชอบโครงการเศรษฐก จสร างม ลค าภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและ การลงท นระหว างไทยก บญ ป นท ปรากฏในแถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บ ร ฐมนตร METI เม อว นท 3 เมษายน 2550 ในโอกาสท ผ นาไทยก บญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น นอกเหน อจากความร วมม อฯ ภายใต JTEPA กระทรวงการท องเท ยวฯ ได จ ดท าความร วมม อหลาย โครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น การท ไทยก บญ ป นประกาศให ม 2550 เป นป แห งการท องเท ยวไทย-ญ ป น (Thailand Japan Tourism Exchange Year 2007) โดยท งสองประเทศได ร วมก นประชาส มพ นธ จ ดก จกรรม ส งเสร มการท องเท ยวเพ อกระช บความส มพ นธ ให แน นแฟ น เช น การโฆษณา การส มมนา ฯลฯ รวมท งการส งเสร มให ประชาชนและเยาวชนของไทยก บญ ป นเด นทางไปมาหาส ก นมากข น กระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย กระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ก าหนดว ส ยท ศน เป นองค กรหล กในการพ ฒนาว ทยาศาสตร เทคโนโลย และนว ตกรรม เพ อสร างป ญญาในส งคม สน บสน นการพ ฒนาเศรษฐก จ ส งคม และความสามารถใน การแข งข นของประเทศอย างย งย น ในการน ในป 2554 กระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย จ ดท า ย ทธศาสตร แบ งเป น 5 ด าน ได แก (1) การส งเสร มและเร งร ดการพ ฒนากาล งคนด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย และนว ตกรรมให เป นพล ง ของประเทศ โดยม แผนงานส าค ญ ได แก การสน บสน นน กเร ยนท นร ฐบาลด านว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย ในสถาบ นการศ กษาในประเทศและต างประเทศในสาขาท ไทยม ศ กยภาพการแข งข น ระด บโลก เช น อาหาร ยานยนต และช นส วน อ เล กทรอน กส และคอมพ วเตอร ซอฟต แวร และ สาขาท เป นเทคโนโลย สม ยใหม เช น เทคโนโลย ช วภาพ โลหะและว สด นาโนเทคโนโลย และ Bioinformatics เป นต น การจ ดต งห องเร ยนว ทยาศาสตร ในโรงเร ยน การพ ฒนาความร วมม อใน การผล ตน กว จ ยและพ ฒนาด านว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ร วมก นระหว างสถาบ นการศ กษา หน วยงานภาคร ฐ และภาคอ ตสาหกรรม (2) การสร างความตระหน กและพ ฒนาการเร ยนร ด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย และนว ตกรรมให เป น ส งคมฐานความร โดยม แผนงานส าค ญ ได แก การบร การเผยแพร ความร ด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย และนว ตกรรม และการจ ดต งศ นย ความร ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย (Scientific and Technological Knowledge Center - STKC) รวมท งการพ ฒนาคร ว ทยาศาสตร เทคโนโลย และนว ตกรรมเพ อยกระด บความร และประสบการณ ให สามารถถ ายทอดให แก เด กและเยาวชนใน ระด บโรงเร ยนท วประเทศ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 57

122 (3) การว จ ย พ ฒนา และนว ตกรรมสร างฐานความร และเพ มผล ตภาพของประเทศ โดยม แผนงาน ส าค ญ ได แก การพ ฒนาส นค าเทคโนโลย เพ อทดแทนการน าเข าและเพ มศ กยภาพในการแข งข น และการสน บสน นภาคเอกชนในการพ ฒนาข ดความสามารถด านเทคโนโลย โดยส งเสร มการว จ ยท เป นท ต องการของภาคเศรษฐก จ (4) การถ ายทอดเทคโนโลย และม การนาผลงานว จ ย พ ฒนา และนว ตกรรมไปใช ในการเพ มผลผล ตเช ง พาณ ชย และการบร การส งคม โดยม แผนงานส าค ญ ได แก การจ ดต งคล น กเทคโนโลย ผ าน เคร อข าย 66 เคร อข ายท วประเทศเพ อให บร การค าปร กษาด านว ทยาศาสตร และการว จ ยพ ฒนา ต อยอดองค ความร เด ม การขยายเคร อข ายความร วมม อในการถ ายทอดเทคโนโลย ให เกษตรกร ว สาหก จช มชน และ SMEs การสน บสน นเง นอ ดหน นศ นย ถ ายทอดเทคโนโลย แห งเอเช ยและ แปซ ฟ ก (APCTT) ซ งเป นการแลกเปล ยนข อม ลการพ ฒนาและถ ายทอดเทคโนโลย ระหว างสมาช ก ในภ ม ภาคเอเช ยแปซ ฟ กผ านเคร อข าย APCTT (5) การพ ฒนาโครงสร างพ นฐานและระบบสน บสน นการว จ ย พ ฒนา และนว ตกรรมให เพ ยงพอ รวมท งพ ฒนานโยบายการบร หารจ ดการด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย และนว ตกรรมให ม ประส ทธ ภาพและท นสม ย โดยม แผนงานส าค ญ ได แก การสน บสน นการด าเน นงานของสภา ว ชาช พว ทยาศาสตร และเทคโนโลย เพ อเป นกลไกส งเสร มและควบค มการประกอบว ชาช พด าน ว ทยาศาสตร ฯ การพ ฒนาความร วมม อก บต างประเทศ โดยเฉพาะในกล มเอเช ยแปซ ฟ ก ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต ส าน กงานปล ดกระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย โดยสาน กนโยบายและย ทธศาสตร เป นหน งในหน วยงานร บผ ดชอบเร องความร วมม อว ทยาศาสตร เทคโนโลย พล งงาน และส งแวดล อม โดยม เร องหล กท ไทยหาร อก บญ ป น ได แก การว จ ยและแลกเปล ยนทางว ชาการ ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ระด บส งในสาขาต าง ๆ ได แก มาตรว ทยา ว สด ศาสตร การว จ ยด านเคร องปฏ กรณ ปรมาณ ซ นโครตรอน เซลส แสงอาท ตย นาโนเทคโนโลย การเต อนภ ยล วงหน าเพ อป องก นธรรมชาต เป นต น นอกเหน อจากความร วมม อฯ ภายใต JTEPA กระทรวงว ทยาศาสตร ได จ ดท าความร วมม อหลาย โครงการก บหน วยงานภาคร ฐและเอกชนของญ ป น เช น สถาบ นว จ ยว ทยาศาสตร และเทคโนโลย แห งประเทศไทย (วว.) กระทรวงว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย ได ม การพ ฒนาร วมม อด านการว จ ยพ ฒนาก บบร ษ ท Kansai Corporation ของญ ป น ภายใต การสน บสน นของหน วยงาน New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) จ ดทาโครงการพ ฒนาเทคโนโลย ปฏ กรณ แก สซ ฟ เคช น/ไพโรไลซ ส ซ งเป น การแปรร ปช วมวลเป นก าซเช อเพล งส งเคราะห ในปฏ กรณ ท ม ค าความร อนส งทดแทนเช อเพล ง ฟอสซ ลเพ อลดป ญหาโลกร อนและอน ร กษ พล งงาน ซ งเป นไปตามกรอบความร วมม อว าด วยการ ช วยเหล อด านการพ ฒนาการอน ร กษ พล งงานและส งแวดล อม (Green Partnership Plan - GPP) ระหว างร ฐบาลไทยก บญ ป นโดยอาศ ยความร และประสบการณ ของญ ป นเป นต นแบบเพ อ ถ ายทอดให แก บ คลากรของไทย ส าน กงานพ ฒนาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย แห งชาต (สวทช.) สถาบ นว จ ยว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย แห งประเทศไทย (วว.) และมหาว ทยาล ยเทคโนโลย พระจอมเกล าพระนครเหน อ (มจพ.) ได พ ฒนาความร วมม อด านว จ ยและพ ฒนาก บสถาบ นว ทยาศาสตร และเทคโนโลย อ ตสาหกรรมข นส งแห งญ ป น (National Institute of Advanced Industrial Science and Technology - AIST) และมหาว ทยาล ย Waseda University จ ดท าโครงการนว ตกรรมในการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 58

123 ผล ตเช อเพล งช ว ภาพจากช วมวลท ไม ใช อาหารและการใช งานในยานยนต (Innovation on Production and Automobile Utilization of Biofuels from Non-Food Biomass) เช น การพ ฒนาไบโอด เซลจากปาล มน าม นและสบ ด า และร วมก นจ ดท ามาตรฐานไบโอด เซลร วมก นใน ภ ม ภาคเอเช ยตะว นออกเพ อใช ในงานด านยานยนต สาน กงานพ ฒนาว ทยาศาสตร และเทคโนโลย แห งชาต (สวทช.) พ ฒนาความร วมม อองค การส ารวจ อวกาศญ ป น (Japan Aerospace Exploration Agency - JAXA) เพ อเป ดโอกาสให น กว จ ย น กเร ยน น กศ กษา ได ตระหน กถ งความส าค ญของการพ ฒนางานว จ ยทางว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย อวกาศของไทย โดยส งผลงานว จ ยข นทดลองบนสถาน อวกาศนานาชาต เพ อทดลองใน สภาวะแรงโน มถ วงต าบนเท ยวบ นของยานอวกาศของญ ป น องค การพ พ ธภ ณฑ ว ทยาศาสตร แห งชาต (อพวช.) กระทรวงว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ท าความ ร วมม อก บญ ป นเพ อน าห นยนต ประเภทต าง ๆ เช น ห นยนต แมวน าเพ อการบ าบ ดโรคคนชรา ห นยนต พ เล ยงเด ก ห นยนต น กประชาส มพ นธ ห นยนต ร กษาความปลอดภ ย ฯลฯ เพ อมาร วม แสดงในงานส ปดาห ว ทยาศาสตร ในไทย สาน กนายกร ฐมนตร สาน กงานตรวจคนเข าเม อง ส าน กงานตรวจคนเข าเม อง (สตม.) เป นหน วยงานภายใต ส าน กงานต ารวจแห งชาต ท าหน าท (1) ตรวจค ดกรองบ คคลและยานพาหนะท กประเภทท ผ านเข า-ออกประเทศ (2) บร การคนเข าเม องตามนโยบาย ของร ฐด านส งเสร มการท องเท ยว การค า การลงท น และการเสร มสร างความส มพ นธ ระหว างประเทศ (3) ตรวจสอบและด แลคนเข าเม องท พ กอาศ ยอย ในไทย และ (4) ป องก นปราบปรามการกระท าผ ดของคนเข าเม อง อาชญากรรมข ามชาต รวมท งเป นเจ าหน าท ผ ร บผ ดชอบปฏ บ ต งานตามกฎหมายว าด วยคนเข าเม อง และ ร วมก บกรมการจ ดหางาน กระทรวงแรงงาน ในการปฏ บ ต งานตามกฎหมายว าด วยการท างานของคนต างด าว เช น การพ จารณาให การอน ม ต คนต างด าวท ต องการเข ามาทางานในไทยอย ในประเทศไทยต อเป นช วคราว การ ขอว ซ าประเภทต าง ๆ และการข นทะเบ ยนคนต างด าว เป นต น ท งน ป จจ บ น ส าน กงานตรวจคนเข าเม องได กาหนดว ส ยท ศน ค อ บร การอย างเต มใจ สร างส งคมไทยให ม นคง ดารงความเป นผ นาอาเซ ยน ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต ส าน กงานตรวจคนเข าเม องเป นหน วยงานร บผ ดชอบ การปฏ บ ต ตามข อบทการเคล อนย ายบ คคลธรรมดา โดยเฉพาะเร องการอ านวยความสะดวกในการเข าเม อง ของน กธ รก จญ ป น ท งน จากข อม ลป 2553 พบว า ต งแต เด อนมกราคม - ธ นวาคม 2553 ม คนญ ป นเด น ทางเข าไทยท งส น 1,026,786 คน แบ งเป นกล มน กท องเท ยว 9,128 คน ค ดเป นร อยละ 7.9 ของคนญ ป นท เด น ทางเข ามาในไทยท งหมด กล มคนอย ช วคราว (Temporary Stay) ซ งเป นน กธ รก จญ ป นท เข ามาท างานในไทย เป นระยะเวลาเก นกว า 90 ว น จานวน 145,810 คน ค ดเป นร อยละ 14.2 ของคนญ ป นท เด นทางเข ามาในไทย ท งหมด กล มผ ยกเว นการตรวจลงตรา เช น น กธ รก จญ ป นท เข ามาประช ม ส มมนา เจรจาธ รก จ และเข ามา ท างานในไทยระยะเวลาไม เก น 90 ว น จ านวน 846,551 คน ค ดเป นร อยละ 82.4 ส วนท เหล อเป นคนญ ป นท เด นทางผ านและท างานในสถานท ตหร อองค การระหว างประเทศ ซ งเห นได ว า คนญ ป นท เด นทางมาในไทย เก อบท งหมดจะเป นผ ท เด นทางมาเพ อต ดต อธ รก จหร อมาท างานในประเทศไทย ญ ป นจ งม ท าท เช งร กในการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 59

124 เจรจาผล กด นให ไทยผ อนคลายกฎระเบ ยบการเข าเม อง รวมท งสน บสน นการพ ฒนาระบบอ านวยความสะดวก ในการทางานของน กธ รก จญ ป นในไทย สาน กงานบร หารและพ ฒนาองค ความร (องค การมหาชน) ส าน กงานบร หารและพ ฒนาองค ความร (องค การมหาชน) หร อ สบร. (Office of Knowledge Management and Development - OKMD) 19 เป นหน วยงานภายใต สาน กนายกร ฐมนตร จ ดต งข นเม อเด อน พฤษภาคม 2547 ม ว ตถ ประสงค การจ ดต งเพ อส งเสร มให ประชาชนได ม โอกาสแสวงหาและพ ฒนาความร ความสามารถเพ อเพ มความร สร างสรรค และพ ฒนาค ณภาพความค ดของประชาชนและเยาวชนให เป น คนร น ใหม ท พร อมร บม อก บสถานการณ โลกท ก าล งม การเปล ยนแปลงอย างรวดเร ว และก าล งเก ดการแข งข น ทางด านความค ดสร างสรรค ส งข นอย างก าวกระโดด สบร. กาหนดว ส ยท ศน ค อ เป นองค กรนาในการพ ฒนาความค ด เพ มความร สร างสรรค ภ ม ป ญญาของ ประชาชน โดยผ านกระบวนการเร ยนร สาธารณะเพ อการพ ฒนาเศรษฐก จฐานความค ดสร างสรรค โดยม ย ทธศาสตร ส าค ญประกอบด วย (1) ย ทธศาสตร การพ ฒนาแหล งบร การความร เพ อกระต นความค ดและสร าง ท ศนคต การเร ยนร ของประชาชน (2) ย ทธศาสตร การสร างต นแบบ (Prototype) และการพ ฒนาภาค เคร อข าย เพ อการขยายผล (3) ย ทธศาสตร การบ มเพาะ (Incubation) ธ รก จและก าล งคนท จะเป นฐานการสร าง เศรษฐก จฐานความค ดสร างสรรค ให เต บโตต อไป และ (4) ย ทธศาสตร การจ ดการองค การ สบร. ได จ ดต งศ นย /สถาบ นข นภายในซ งม ความเช ยวชาญเฉพาะด านข นมา 5 หน วยงาน ได แก อ ทยานการเร ยนร (สอร. หร อ TK Park) เป นแหล งการเร ยนร ท เน นส งเสร มให เด กและเยาวชนม น ส ยร กการอ านและแสวงหาความร และการเร ยนร อย างสร างสรรค ภายใต บรรยากาศการเร ยนร ท ท นสม ยในร ปแบบ ห องสม ดม ช ว ต โดยส งเสร มให เยาวชนม โอกาสพ ฒนาแลกเปล ยนและ แสดงผลงานท ม ความค ดสร างสรรค พร อมท งส งเสร มผ ม ความสามารถพ เศษ (Gifted) รวมท งได ร วมก บเคร อข ายต างจ งหว ดเพ อด าเน นการเสาะหาและพ ฒนาผ ม ความสามารถพ เศษในท องถ น (Gifted and Talented Exploring Center - GTX) ศ นย สร างสรรค งานออกแบบ (สคบ. หร อ TCDC) เป นแหล งทร พยากรข อม ลการเร ยนร ด านการ ออกแบบท สร างแรงบ นดาลใจและกระต นให คนไทยปลดปล อยพล งสร างสรรค เพ อสร างส นค าใหม หร อผลงานท เป นต นฉบ บ โดยท ผ านมา TCDC ม บทบาทส าค ญในการพ ฒนาผ ประกอบการร น ใหม เพ อข บเคล อนเศรษฐก จไทยอย างสร างสรรค (Creative Economy) เช น การจ ดน ทรรศการ การจ ดก จกรรมให ความร การสร างช มชนใหม เช อมธ รก จและการออกแบบ การพ ฒนาว สด ใหม เพ อการผล ตส นค า การต อยอดผ ประกอบการพ ฒนาส นค า และการสร างโอกาสให เยาวชนไทยใน การเข าถ งงานออกแบบและความค ดสร างสรรค นอกจากน ย งม การจ ดก จกรรมร วมก บฝ ายญ ป น เช น การร วมก บสมาคมส งเสร มเทคโนโลย ไทย-ญ ป นจ ดส มมนา Driving an Innovation of Textile Industrial Business and Production to the Opportunity of FTA in the year of 2015 เพ อผล กด นนว ตกรรมในอ ตสาหกรรมส งทอรองร บการเป ดการค าเสร ในป ค.ศ และ (2) การน าว ทยากรจากญ ป นมาถ ายทอดความร เร องห ตถกรรมไม ไผ เช งห ตถศ ลป ซ งเป น ส นค าข นช อของเม องเบปป ประเทศญ ป น เป นต น 19 ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 60

125 สถาบ นพ พ ธภ ณฑ การเร ยนร แห งชาต (สพร.) เป นสถาบ นท ถ ายทอดความร สาขาต าง ๆ ผ าน น ทรรศการสร างสรรค โดยใช นว ตกรรมใหม ในการเล าเร องราวชนชาต ว ถ ช ว ต ภ ม ป ญญา และ เศรษฐก จไทยในร ปแบบม ช ว ตท สามารถจ ดประกายความอยากร ความต งค าถาม และปฏ ส มพ นธ ระหว างน ทรรศการก บผ ชม เพ อเก ดท กษะการเร ยนร ด วยตนเอง สร างประโยชน ทางเศรษฐก จ และพ ฒนาประเทศโดยรวม ศ นย ความเป นเล ศด านช วว ทยาศาสตร ของประเทศไทย (ศลชท. หร อ TCELS) เป นศ นย กลาง การจ ดการองค ความร ให เก ดและเพ มม ลค าในด านช วว ทยาศาสตร เพ อส ขภาพ โดยม งสร าง ศ กยภาพของไทยให โดดเด นด วยนว ตกรรมช วว ทยาศาสตร ไทยส มาตรฐานโลก ศ นย ส งเสร มและพ ฒนาพล งแผ นด นเช งค ณธรรม (ศ นย ค ณธรรม) ม บทบาทหล กในการ สน บสน นและประสานงานก บเคร อข ายในการพ ฒนาค ณธรรม จร ยธรรมท เป นการรวมพล ง ยกระด บ แพร ขยายในบร บทต าง ๆ ในท กภาคส วนของส งคม ในส วนท เก ยวก บการน า JTEPA ส การปฏ บ ต น น ศ นย สร างสรรค งานออกแบบ (TCDC) ซ งเป น หน วยงานส งก ดสาน กงานบร หารและพ ฒนาองค ความร เป นหน วยงานร บผ ดชอบเร องโครงการเศรษฐก จสร าง ม ลค าภายใต ความร วมม อด านการส งเสร มการค าและการลงท นระหว างไทยก บญ ป นท ปรากฏใน แถลงการณ ร วมระหว างร ฐมนตร ว ากระทรวงพาณ ชย ไทยก บร ฐมนตร METI เม อว นท 3 เมษายน 2550 ใน โอกาสท ผ นาไทยก บญ ป นได ลงนาม JTEPA ร วมก น 2.4 นโยบายของร ฐบาลในส วนท เก ยวก บการค าระหว างประเทศและการเป ดตลาดการค าเสร น บต งแต ว นท 24 ส งหาคม 2554 ร ฐบาลไทย (ช ดนายกร ฐมนตร ฯ ย งล กษณ ช นว ตร) ได แถลง นโยบายต อร ฐสภา โดยม นโยบายสาค ญท เก ยวก บการค าระหว างประเทศและการเป ดตลาดการค าเสร ด งน นโยบายปร บโครงสร างเศรษฐก จ (ภาคเกษตร นโยบาย 3.3.1) เร งร ดการเจรจาข อตกลงต าง ๆ ท เก ยวก บมาตรฐานส นค าเกษตรและอาหารในตลาดโลกเพ อ ส งเสร มให ประเทศไทยเป นคร วโลกท งในแง ส นค าเกษตร อาหารไทย และสน บสน นการลงท นภาค เกษตรในต างประเทศ นโยบายปร บโครงสร างเศรษฐก จ (ภาคอ ตสาหกรรม นโยบาย 3.3.2) ก าหนดมาตรฐานและค ณภาพข นพ นฐานของส นค าอ ตสาหกรรมเม อม การเป ดเสร การค ามากข น เพ อป องก นส นค าน าเข าท ไม ได ค ณภาพซ งอาจก อให เก ดอ นตรายต อช ว ตและทร พย ส นและ ก อให เก ดมลพ ษต อส งแวดล อม รวมท งให ม การบ งค บใช มาตรฐานผล ตภ ณฑ อ ตสาหกรรมส าหร บ ส นค าท ผล ตภายในประเทศอย างจร งจ ง และส งเสร มให เก ดการยอมร บมาตรฐานและค ณภาพ ส นค าร วมก นในกล มอาเซ ยน นโยบายปร บโครงสร างเศรษฐก จ (ภาคการท องเท ยว การบร การ และการก ฬา นโยบาย 3.3.3) เร งร ดพ ฒนาผ ประกอบการด านบร การให ม องค ความร เสร มสร างนว ตกรรมและท กษะท งด าน ภาษา มาตรฐานการบร การ และการจ ดการ เพ อสร างความเข มแข งและท นต อการเปล ยนแปลง ของความตกลงระหว างประเทศด านการค าบร การ การเสร มสร างบรรยากาศการลงท น มาตรฐาน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 61

126 ธ รก จและการพ ฒนาบ คลากรให พร อมร บการขยายต วของธ รก จ และส งเสร มข ดความสามารถใน การแข งข นของภาคบร การไทย นโยบายปร บโครงสร างเศรษฐก จ (การตลาด การค า และการลงท น นโยบาย 3.3.4) ส งเสร มนโยบายการแข งข นอย างเสร และเป นธรรมเพ อป องก นการผ กขาดต ดตอน ส งเสร มและ พ ฒนาบทบาทขององค กรท เก ยวข องก บการค มครองผ บร โภคท งภาคร ฐและเอชน แก ไขปร บปร ง กฎหมาย มาตรการต าง ๆ เพ อสร างความเป นธรรมให แก ผ บร โค รวมท งสร างความม นใจให แก ผ ประกอบการในด านการค มครองและป องก นการละเม ดทร พย ส นทางป ญญาของส นค าและ ผล ตภ ณฑ ไทยในต างประเทศ สร างความเช อม นให น กลงท นท งในประเทศและต างประเทศ โดยปร บปร งพ ฒนากฎหมายและ กฎระเบ ยบท ส งเสร มการค าการลงท นท ครอบคล มการลงท นด านเกษตร อ ตสาหกรรม และบร การ และปร บปร งมาตรการบร หารการน าเข าเพ อป องก นการค าท ไม เป นธรรม การท มตลาด และ ส นค าท ไม ได มาตรฐานทางด านค ณภาพและความปลอดภ ย การปร บเปล ยนการเจร ญเต บโตทาง เศรษฐก จให ม ค ณภาพท สามารถขยายต วได อย างย งย น กระจายผลประโยชน ทางเศรษฐก จได อย างท วถ งและม ภ ม ค มก นต อกระแสการเปล ยนแปลงของโลกในป จจ บ นและอนาคต สน บสน นการลงท นในต างประเทศในสาขาท ผ ประกอบการไทยม ศ กยภาพในด านการลงท น ต ง โรงงานผล ตส นค า การท าส ญญาส นค าเกษตรตามข อตกลง การเป ดสาขา การหาต วแทนและ ห นส วนในต างประเทศเพ อสร างเคร อข ายธ รก จไทยในต างประเทศ ส งเสร มและสน บสน นการเป ด ร านอาหารไทยของคนไทยตามนโยบายคร วไทยส คร วโลก และนโยบายไทยเป นคร วอาหารโลก ส งเสร มการขยายตลาดเช งร กเพ อร กษาตลาดเด มและสร างตลาดใหม เพ อลดการพ งพาการส งออก ไปตลาดหล ก โดยส งเสร มการส งออกส นค าและบร การในตลาดใหม ได แก จ น อ นเด ย ตะว นออก กลาง แอฟร กา และย โรปตะว นออก พร อมท งร กษาส วนแบ งในตลาดหล กไม ให ลดลง ตลอดจน การเตร ยมความพร อมในเช งของท กษะ เทคโนโลย และว ทยาการท จาเป นในการแข งข นระด บโลก เพ อการขยายต วอย างย งย นของประเทศในอนาคต และเป นการส งเสร มให ส นค าและบร การของ ไทยเป นท ร จ กและยอมร บอย างแพร หลายจากผ บร โภคในประเทศต าง ๆ ขยายความเช อมโยงทางเศรษฐก จการค า การลงท น และการตลาดภายใต กรอบความร วมม อและ ข อตกลงการค าเสร ในระด บพห ภาค และทว ภาค โดยเร งร ดการใช ประโยชน จากความตกลงท ม ผลบ งค บใช แล ว พร อมท งวางแนวทางป องก นผลเส ยท จะเก ดข น ก าหนดมาตรการในการให ความ ช วยเหล อผ ท ได ร บผลกระทบ และสร างความร ความเข าใจเก ยวก บกรอบความร วมม อทาง เศรษฐก จเพ อเตร ยมพร อมในการพ ฒนาส นค าและบร การให สอดคล องก บกฎ ระเบ ยบ และ มาตรฐานต าง ๆ นโยบายการต างประเทศและเศรษฐก จระหว างประเทศ (นโยบาย 7.2) สร างความสาม คค และส งเสร มความร วมม อระหว างประเทศอาเซ ยนเพ อให บรรล เป าหมายในการ จ ดต งประชาคมอาเซ ยนและส งเสร มความร วมม อก บประเทศอ น ๆ ในเอเช ยภายใต กรอบความ ร วมม อต าง ๆ และเตร ยมความพร อมของท กภาคส วนในการเข าส ประชาคมอาเซ ยนในป พ.ศ ท งในด านเศรษฐก จ ส งคม ว ฒนธรรม และความม นคง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 2 62

127 3.1 การพ ฒนาเศรษฐก จของญ ป นในภาพรวม บทท 3 นโยบายเศรษฐก จและการค าของญ ป น น บต งแต ป 2515 ต อเน องมาเป นเวลาเก อบส ทศวรรษ ญ ป นเป นประเทศท ม เศรษฐก จขนาดใหญ อ นด บ 2 ของโลกรองจากสหร ฐอเมร กา การพ ฒนาเศรษฐก จของญ ป นอย างก าวกระโดดจากท ถ กจ ดให อย ใน กล มประเทศด อยพ ฒนาในป 2495 ซ งขณะน นม ผล ตภ ณฑ มวลรวมภายในประเทศต อห ว (GDP Per Capita) เพ ยง 1 ใน 5 ของสหร ฐอเมร กา และต อมาญ ป นกล บกลายเป นประเทศท ม เศรษฐก จเจร ญก าวหน า ม อ ตรา เต บโตเฉล ยร อยละ 8 ตลอดระยะเวลาสองทศวรรษน บจากป 2495 ท าให ญ ป นเป นประเทศแรกในกล ม ประเทศด อยพ ฒนาท สามารถเล อนสถานะข นเป นประเทศพ ฒนาแล วภายหล งจากสงครามโลกคร งท 2 ได ป จจ ยสาค ญท ผล กด นการเต บโตของญ ป นให เป นประเทศพ ฒนาแล ว ได แก ประชาชนม อ ตราการออม ส ง ม การลงท นของภาคเอกชนมาก ม แรงงานท ม ท กษะและว น ยการท างานส ง ม ความสามารถด านเทคโนโลย การปร บต วจากส งคมเกษตรเข าส ส งคมอ ตสาหกรรมเต มร ปแบบ โดยเฉพาะอ ตสาหกรรมหน ก เหล กและ เหล กกล า ต อเร อ เคร องจ กร ยานยนต คอมพ วเตอร อ เล กทรอน กส และส นค าเทคโนโลย ส งซ งญ ป นเป นหน ง ในประเทศผ น าของโลก ประกอบก บการท ร ฐบาลใช นโยบายแทรกแซงด วยการสน บสน นอ ตสาหกรรมของ ภาคเอกชนให ปร บต วอย างม ประส ทธ ภาพ และการดาเน นนโยบายเศรษฐก จการค าเสร จนท าให ญ ป นกลายเป น ประเทศท ม เศรษฐก จขนาดใหญ อ นด บสองของโลกรองจากสหร ฐอเมร กาในท ส ด และเป นประเทศท เก นด ล การค าก บต างประเทศอย างมาก น บจากว กฤตเศรษฐก จฟองสบ ในเอเช ยท เก ดข นในช วงป 2540 ต อเน องมาจนถ งป 2543 เศรษฐก จ ของญ ป นได ร บผลกระทบทางเศรษฐก จท เก ดข น ร ฐบาลญ ป นได ออกมาตรการกระต นเศรษฐก จโดยออก กองท น 6 หม นล านเยนเพ อส งเสร มการฟ นต วของสถาบ นการเง นท ประสบป ญหาหน ท ไม ก อให เก ดรายได รวมท งการเพ มรายจ ายภาคร ฐและลดภาษ ธ รก จและคร วเร อน ท าให เศรษฐก จญ ป นปร บต วด ข น อย างไรก ตาม น บต งแต ป 2544 ต อเน องมาจนถ งป 2552 เศรษฐก จภายในประเทศของญ ป นประสบป ญหาการอ อนต วของ ความต องการซ อภายในประเทศ ป ญหาเง นฝ ด หน ท สถาบ นการเง นไม สามารถเร ยกเก บได การลดลงของม ลค า การส งออกเน องจากเศรษฐก จของค ค าหล ก ค อ สหร ฐอเมร กาได ชะลอต วลง การชะลอต วของการลงท น ภาคเอกชน อ ตราการว างงานท ค อนข างส งโดยเฉพาะประชากรว ยหน มสาวท จบการศ กษาแล วแต ไม ม งานท า การลดลงของใช จ ายของคร วเร อน การลดลงของจ านวนประชากร ตลอดจนการเข าส ภาวะส งคมผ ส งอาย (Aging Society) และอ ตราการเก ดต า ทาให ความต องการบร โภคภายในประเทศน อยลง จากป จจ ยท กล าวมาข างต นท าให ขนาดเศรษฐก จของญ ป นปร บลดจากเด มท ม ขนาดใหญ เป นอ นด บ 2 ของโลกลงมาเป นอ นด บ 3 ของโลกรองจากสหร ฐอเมร กาและจ น โดยในป 2553 ญ ป นม ผล ตภ ณฑ มวลรวม ภายในประเทศต อห วม ลค า 32,608 เหร ยญสหร ฐฯ ญ ป นเป นประเทศท ได เปร ยบด ลการค าก บประเทศโดย ส วนใหญ ในโลก (ยกเว นจ น ตะว นออกกลาง และออสเตรเล ย) โดยม ส นค าส งออกส าค ญ ได แก ยานยนต อ ปกรณ ก งต วน า (Semiconductor) อ ปกรณ อ เล กทรอน กส คอมพ วเตอร เหล กและเหล กกล า โดยม ตลาด ส งออกหล กท อย สหร ฐอเมร กา เกาหล ใต ไต หว น ฮ องกง ส งคโปร ไทย และเยอรม น ส วนส นค าน าเข าส าค ญ เป นส นค าท นและว ตถ ด บ อาท น าม น ไม และส นค าอ ปโภคบร โภค เช น อาหาร และเส อผ า โดยม การน าเข า มากจากจ น สหร ฐอเมร กา ออสเตรเล ย ซาอ ด อาระเบ ย เกาหล ใต อ นโดน เซ ย และสหร ฐอาหร บเอม เรตส ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 1

128 ขณะท อ ตสาหกรรมสาค ญของประเทศ ได แก การผล ตส นค า ก อสร าง การจ ดจาหน าย อส งหาร มทร พย ส อสาร และบร การ ขณะท ภาคเกษตรกรรมม ส ดส วนเพ ยงร อยละ 2 ของผล ตภ ณฑ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากสภาพเศรษฐก จภายในประเทศท ม การเต บโตในอ ตราชะลอต วลงและการเต บโตของม ลค าการ ส งออกของญ ป นลดต าลง การลงท นภาคร ฐย งคงลดลงอย างต อเน อง ทาให ผ ผล ต โดยเฉพาะกล มผ ประกอบการ ขนาดกลางและย อม (SME) ต องด นรนเพ อความอย รอด หลายก จการหาล ทางออกไปผล ตและขยายตลาดใน ต างประเทศ เช น ธ รก จผล ตอ ปกรณ อ เล กทรอน กส (เช น โทรท ศน ว ทย และต เย น) ได ย ายไปเป ดโรงงาน ประกอบในจ น ไทย มาเลเซ ย เว ยดนาม อ นเด ย และประเทศอ น ๆ ในเอเช ย เน องจากม ข อได เปร ยบด าน ต นท นค าแรงและค ณภาพแรงงานท ยอมร บได ซ งผลจากการท คนญ ป นไปผล ตและขยายในอาเซ ยนและไทย มากข นน ไทยควรพ จารณาผล กด นให ประเทศไทยเป นศ นย กลางร บงานญ ป น (Outsourcing Center) และ ศ นย ปฏ บ ต การภ ม ภาค (Regional Operating Headquarter - ROH) ในอ ตสาหกรรมท ญ ป นส งเสร มการ ลงท นในต างประเทศ เช น อ ตสาหกรรมยานยนต ท ญ ป นใช อาเซ ยนเป นฐานการผล ต โดยให ประเทศไทยเป น ฐานผล ตเคร องยนต และเคร องปร บอากาศ ให ประเทศมาเลเซ ยเป นฐานผล ตเคร องยนต และคอนเดนเซอร ให ประเทศอ นโดน เซ ยเป นฐานผล ตเคร องยนต เบนซ นและแตร และให ประเทศฟ ล ปป นส เป นฐานผล ตอ ปกรณ ข บเคล อน เป นต น ในส วนต อไปเป นการรวบรวมนโยบายเศรษฐก จมหภาคและเศรษฐก จรายสาขาท สาค ญของญ ป น ด งน ย ทธศาสตร การเต บโตใหม นโยบายพ นฐาน (Basic Policy) ท ส าค ญท ส ดของญ ป นในป จจ บ นและครอบคล มแนวนโยบายของ เศรษฐก จมหภาคและรายสาขาของร ฐบาล ได แก ย ทธศาสตร การเต บโตใหม (New Growth Strategy) ท ประกาศใช เม อเด อนม ถ นายน 2553 ภายใต กรอบระยะเวลา 10 ป เร มต นในป 2553 และส นส ดป 2563 ซ ง เป นนโยบายเศรษฐก จท ม ว ตถ ประสงค หล กเพ อยกระด บค ณภาพช ว ตของประชาชน สร างการจ างงานโดย เพ มความต องการใหม ม ลค า 1 ล านล านเยนภายในป 2563 จากการยกระด บการพ ฒนาอ ตสาหกรรม ส งแวดล อม ส ขภาพ และการท องเท ยว และเช อมโยงความส มพ นธ อย างใกล ช ดก บประเทศในเอเช ย โดย อาศ ยจ ดแข งของญ ป นด านความเป นผ น าอ ตสาหกรรมผล ตส นค าและบร การส งแวดล อม ว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย พล งงาน ส ขภาพ และศ กยภาพใหม ท เต บโตข นของตลาดเอเช ย อ ตสาหกรรมท องเท ยวของญ ป น และความแข งแกร งของช มชนญ ป น ภายใต ย ทธศาสตร การเต บโตใหม ประกอบด วยกลย ทธ สาค ญ ได แก (1) กลย ทธ การพ ฒนาญ ป นส มหาอานาจด านส งแวดล อมและพล งงานด วยการใช นว ตกรรมส เข ยว (Green Innovation) โดยก าหนดเป าหมายไว ในป 2563 ให ญ ป นม ตลาดใหม ท เก ยวก บส งแวดล อมม ลค า มากกว า 5 แสนล านเยน ม การจ างงานใหม ในธ รก จด านส งแวดล อม 1.4 ล านต าแหน ง GDP ม อ ตราเต บโตข น โดยเฉล ยร อยละ 0.4 ต อป และลดการปล อยก าซคาร บอนไดออกไซด ส ช นบรรยากาศได ไม น อยกว า 1.3 พ นล านต น (เท ยบเท าก บการลดการปล อยก าซเร อนกระจกลงร อยละ 25 ในป 2563 โดยเท ยบจากฐานข อม ล ต วเลขการปล อยก าซเร อนกระจกในป 2533 ซ งร ฐบาลญ ป นใช ค าน ยมเพ อกระต นให ประชาชนทราบการ ก าหนดค าเป าหมายการปล อยก าซเร อนกระจกว า Challenge 25) โดยใช เทคโนโลย จากนว ตกรรมของ ภาคเอกชนญ ป น ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 2

129 สน บสน นการใช และการขยายต วของเทคโนโลย พล งงานทดแทน (Renewable Energy) เช น พล งงานลม ไฟฟ าพล งงานน า พล งงานช วมวล พล งงานความร อนใต พ ภพ (Geothermal Energy) ฯลฯ โดยส งเสร มการลงท นและการให ส นเช ออ ตราดอกเบ ยต าพ เศษแก ธ รก จผล ต เทคโนโลย ท น ากล บมาใช ใหม ได รวมท งย นย นการส งเสร มการใช พล งงานน วเคล ยร อย าง ปลอดภ ย สน บสน นการพ ฒนาเทคโนโลย การเก บร กษาพล งงาน เช น แบตเตอร บรรจ พล งงาน รถยนต ร นใหม ท ใช ระบบผสม (ไฮบร ด) และปร บปร งประส ทธ ภาพโรงงานไฟฟ าพล งงานความร อน และการผล ตอ ปกรณ ไฟฟ าและอ เล กทรอน กส ท ประหย ดไฟฟ า ส งเสร มคร วเร อนและธ รก จเอกชนเปล ยนร ปแบบการขนส งจากเด มท ใช การขนส งส วนบ คคล มาเป นการขนส งสาธารณะ และการเปล ยนแปลงร ปแบบการขนส งส นค าทางถนนมาเป นการ ขนส งทางรางและทางน าเพ อประหย ดต นท นและร กษาส งแวดล อม สน บสน นการพ ฒนาระบบส งไฟฟ าอ จฉร ยะ (Smart Grid) ท เช อมต อคอมพ วเตอร ท ม ความสามารถในการประมวลผลข อม ลส งหลายเคร องมาทางานเช อมต อก นท มาใช ส าหร บการ ควบค มการผล ตพล งงานไฟฟ าและพล งงานสะอาด ส งเสร มการนาโลหะและว สด ใช แล วนากล บมาใช ประโยชน ใหม ส งเสร มการสร าง ปร บปร ง ด ดแปลงบ าน อาคาร สาน กงาน และโรงงานให ไม ม การปล อยก าซ เร อนกระจก (Eco Housing) และการสร างเม องในอนาคตท เป นม ตรต อส งแวดล อม (Future City) ส งเสร มการผล ตและการใช ไดโอดเร องแสง LED (light emitting diodes) ซ งม ค าความสว าง ต อพล งงานท ใช ส งข นกว าเด มและม ผลกระทบต อส งแวดล อมน อยลง โดยส งเสร มการใช LED ในงานทาป ายต วอ กษร กล องไฟ งานเฟอร น เจอร การเปล ยนส ก าแพงโดยไม ต องทาส การใช ซ อนใต หล บฝ าแทนหลอดน ออน และการใช เป นใยแก วนาแสง เป นต น ปฏ ร ประบบภาษ ส งแวดล อมเพ อกระต นให ประชากรห นมาให ความสนใจก บการร กษา ส งแวดล อมและพล งงานมากข น (2) กลย ทธ การพ ฒนาญ ป นส มหาอ านาจด านส ขภาพด วยการใช นว ตกรรมช ว ต (Life Innovation) โดยส งเสร มการเต บโตด านการแพทย การร กษาพยาบาล บร การอ นท เก ยวก บส ขภาพให ท นต อความต องการ ด านส ขภาพ โดยกาหนดเป าหมายไว ในป 2563 ให ญ ป นม ตลาดใหม ท เก ยวก บส ขภาพม ลค า 5 แสนล านเยน ม การจ างงานใหม ในธ รก จส ขภาพ 2.84 ล านตาแหน ง และ GDP ม อ ตราเต บโตข นโดยเฉล ยร อยละ 0.3 ต อป ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ส งเสร มการลงท นของภาคเอกชนและผ ให บร การรายใหม ในอ ตสาหกรรมท เก ยวก บ การแพทย การร กษาพยาบาล และบร การท เก ยวข องก บส ขภาพ เพ อพ ฒนาปร มาณ ค ณภาพ และความหลากหลายของบร การ รวมท งปร บปร งกฎระเบ ยบเพ อใช ประชาชนญ ป นท กคน สามารถเข าถ งบร การทางการแพทย และการร กษาพยาบาล ส งเสร มการว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย และนว ตกรรมทางเภส ชกรรม การแพทย และการ ร กษาพยาบาลท เป นของญ ป น โดยเฉพาะเทคโนโลย ส าหร บการด แลร กษาคนชรา และการ สร างห นยนต เพ อการร กษาพยาบาล ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 3

130 ส งเสร มการขยายต วของอ ตสาหกรรมด านการแพทย การร กษาพยาบาล และบร การอ น ๆ ท เก ยวก บส ขภาพไปย งตลาดเอเช ยท ม ก าล งซ อส งและตลาดต างประเทศ โดยเฉพาะการ เช อมโยงระหว างการท องเท ยวก บการร กษาส ขภาพ ส งเสร มการสร างและปร บปร งบ านให ปลอดภ ยส าหร บคนชรา (Barrier Free Housing) เช น การลดจ านวนข นบ นไดในบ าน การใช ว สด ก นล น และการใช ท จ บตามจ ดลาดช นในบ านเพ อ เพ มความปลอดภ ยให ก บคนชรา พ ฒนาโครงสร างพ นฐานและบ คลากรท ให บร การด านการแพทย และการร กษาพยาบาล โดย เพ มจ านวนและปร บค าตอบแทนของบ คลากรผ ให บร การด านการแพทย และร กษาพยาบาล และเพ มจานวนโรงพยาบาลและสถาน อนาม ยท วประเทศ (3) กลย ทธ เช อมโยงเศรษฐก จญ ป นก บตลาดเอเช ย (Asia Economic Strategy) โดยก าหนด เป าหมายจ ดท าเขตการค าเสร เอเช ยแปซ ฟ ก (Free Trade Area of the Asia Pacific - FTAAP) รวมท ง ปฏ ร ปการเคล อนย ายส นค า คน และเง นให สอดคล องก บการเต บโตของตลาดเอเช ย ซ งจะช วยให ญ ป นสามารถ ขยายตลาดได เพ มข นอ ก 1.2 แสนล านเยน ม การว าจ างงานเพ มข นอ ก 190,000 ต าแหน ง และ GDP ม อ ตรา เต บโตข นโดยเฉล ยร อยละ 0.2 ต อป ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ส งเสร มการเป ดเสร และการอานวยความสะดวกทางการค าและการลงท นอย างเต มท โดยเฉพาะ การเป ดเสร และการอ านวยความสะดวกทางการค าและการลงท นก บกล มประเทศในเอเช ย แปซ ฟ ก โดยให ญ ป นเป นชาต ประต การค าส เอเช ย (Japan as Bridge Nation to Asia) ลดอ ตราภาษ น ต บ คคลและส งเสร มให ญ ป นเป นศ นย กลางอ ตสาหกรรมของเอเช ย ส งเสร มให ประเทศในเอเช ยและประเทศอ น ๆ ยอมร บทร พย ส นทางป ญญาและมาตรฐาน ส นค าของญ ป น เช น มาตรฐานรถยนต พล งงานไฟฟ าและไฮบร ด อาหารปลอดภ ย ส นค า อ เล กทรอน กส และส นค าพล งงาน และส นค าส งแวดล อมอ น ๆ เพ อเพ มโอกาสในการกระจาย ส นค าไปย งตลาดเอเช ยมากข น ผล กด นให ภาคร ฐและภาคเอกชนในเอเช ยเป ดโอกาสให ญ ป นไปร บงานก อสร างโครงสร าง พ นฐาน เช น ระบบรถไฟความเร วส ง ระบบขนส งสาธารณะในเขตเม อง งานว ศวกรรมโยธา และสาธารณ ปโภค รวมท งการพ ฒนาเม องใหม ท เป นม ตรก บส งแวดล อม ทบทวนกฎระเบ ยบท เป นอ ปสรรคต อการเคล อนย ายส นค า คน และเง นระหว างประเทศเพ อ เพ มม ลค าการเคล อนย ายส นค า น กท องเท ยว น กธ รก จ และเง นระหว างประเทศจากป 2553 เป น 2 เท าภายในป 2563 เช น การส งเสร มการเป ดเสร การบ น การยกระด บสนามบ นฮาเนดะ เป นศ นย กลางการบ นระหว างประเทศ และการพ ฒนาท าเร อต ส นค า (คอนเทนเนอร ) และ ท าเร อส นค าเทกองในเม องท าสาค ญให สามารถร บเร อขนาดใหญ ได (4) กลย ทธ พ ฒนาญ ป นส ชาต ผ น าการท องเท ยว โดยก าหนดเป าหมายเพ มจ านวนน กท องเท ยว ต างชาต เป น 25 ล านคน สร างม ลค าตลาดท องเท ยว 1.1 แสนล านเยน และสร างการจ างงานใหม 560,000 ตาแหน ง ภายในป 2563 ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 4

131 ผ อนคลายกฎระเบ ยบด านการออกว ซ าน กท องเท ยวส าหร บน กท องเท ยวจากเอเช ย และ ดาเน นการปร บกฎระเบ ยบและประชาส มพ นธ เช งร กเพ อให น กศ กษาต างชาต เข ามาศ กษาต อ ในญ ป นได สะดวกข น ศ กษาระบบการท องเท ยวท องถ น (Local Holiday System) และแนวทางอ น ๆ ท เพ ม ระยะเวลาพ าน กเพ อท องเท ยว โดยใช ประโยชน จากการม ทร พยากรท องเท ยวท หลากหลาย ท งธรรมชาต มรดกทางว ฒนธรรม และแหล งท องเท ยวและด งานส าหร บภาคธ รก จ เป นต น และทาการปร บปร งโครงสร างพ นฐานด านการท องเท ยวให ม ความน าสนใจมากย งข น (5) กลย ทธ ส งเสร มการเต บโตของเม องในชนบทโดยการเร งใช ประโยชน จากทร พยากรของ ท องถ น และพ ฒนาห วเม องใหญ เป นกลไกผล กด นการเต บโตของชนบท โดยใช ประโยชน จากทร พยากรของ ท องถ นให มากท ส ด เพ มบทบาทของท องถ น และด าเน นการลงท นด านโครงสร างพ นฐานการขนส งทางบก น า และอากาศในห วเม องใหญ ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ส งเสร มแนวค ดการกระจายอ านาจการบร หารจากส วนกลางส ส วนท องถ น โดยเฉพาะการให อ านาจการบร หารอย างเต มท แก เม องในชนบทหร อเกาะท ม ประชากรเบาบางหร อพ นท ห างไกล ท รก นดาร โดยให ร ฐบาลท องถ นและประชาชนม ส วนร วมในการก าหนดระด บของ ส นค า/บร การท ตนเองจะท าการผล ตและบร โภค และเร องต าง ๆ เช น ระบบขนส ง และ สาธารณ ปโภคท จะม การพ ฒนาในพ นท ท องถ น พ ฒนาการพ นท ในเขตเม องและชนบทด วยการจ ดต งพ นท พ เศษ (Special Zone) (คล าย กรณ ของจ นท ต งมหานครเซ ยงไฮ และนครเท ยนจ นเป นพ นท พ เศษ) โดยเร งร ดการลงท น โครงสร างพ นฐานท ม ผลกระทบต อการเพ มประส ทธ ภาพของเศรษฐก จมาก เช น สนามบ น ท าเร อ และถนน เพ อช วยให การเคล อนย ายส นค าและคนเป นไปอย างม ประส ทธ ภาพมากข น โดยดาเน นการท งการให ภาคร ฐร วมท น/ร วมงานก บภาคเอกชน และการส งเสร มให เอกชนใช เง นท นของตนเองในการพ ฒนาโครงสร างพ นฐานในเขตเม อง (6) กลย ทธ ปร บเปล ยนเกษตรกรรม ป าไม และประมงเป นอ ตสาหกรรมท ม การเต บโต โดยเพ ม ความสามารถของญ ป นในการพ งพาตนเองด านอาหาร (Food Self Sufficiency) ให ไม น อยกว าร อยละ 50 ของปร มาณอาหารท บร โภคภายในประเทศ เพ มความสามารถในการพ งพาทร พยากรไม ในการพ งพาตนเองให ไม น อยกว าร อยละ 50 และเพ มม ลค าการส งออกส นค าเกษตร ป าไม ประมง และอาหารเป น 1 หม นล านเยน ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ประชาส มพ นธ ให คร วเร อนให เพ มประส ทธ ภาพและเทคโนโลย ท าเกษตรคร วเร อนเพ อเพ ม รายได แก เกษตรกร ส งเสร มการนาทร พยากรธรรมชาต ในท องถ นมาท าให เก ดประโยชน ในเช ง พาณ ชย มากข น รวมท งผล กด นการปร บเปล ยนภาคเกษตรกรรม ป าไม และประมงให เป น อ ตสาหกรรมท ม การเต บโตด วยการบ รณาการการทางานเช งห นส วนร วมก นระหว างเกษตรกร พ อค า โลจ สต กส และอ ตสาหกรรม เพ อให ญ ป นสามารถพ งพาอาหารท ผล ตได ภายในประเทศไม น อยกว าร อยละ 50 ของปร มาณอาหารท งหมดท บร โภคในญ ป น ปร บปร งโครงข ายถนน พ ฒนาฝ ม อแรงงานและการจ ดการด านวนศาสตร สน บสน นการท าไม จากป าภายในประเทศ การพ ฒนาช วมวล (Biomass) ท ทาจากไม ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 5

132 ขยายการส งออกส นค าเกษตร ป าไม และประมงโดยใช การเจรจาการค าเสร และการยอมร บ มาตรฐานการตรวจสอบส นค าของญ ป น การเป ดช องทางการค าและกระจายส นค าใหม ใน ตลาดต างประเทศ และอ น ๆ จ ดต งเวท การหาร อร วมก นของกล มต วแทนของผ ม ส วนได ส วนเส ยท เก ยวก บอาหาร เช น เด ก ผ ใหญ ผ ส งอาย ผ ผล ตอาหาร น กว ชาการ และหน วยงานภาคร ฐ เพ อพ จารณาความ เหมาะสมในการใช มาตรการเพ อสร างหล กประก นความปลอดภ ยของอาหาร โภชนาการ อาหาร และแนะนาพฤต กรรมการบร โภคอาหารท ถ กส ขล กษณะ (7) กลย ทธ การพ ฒนาญ ป นส ชาต ผ น าด านว ทยาศาสตร และเทคโนโลย เพ อสน บสน นการเต บโต ด านนว ตกรรมเข ยว (Green Innovation) และนว ตกรรมช ว ต (Life Innovation) โดยสน บสน นการเป ด หล กส ตรปร ญญาเอกด านว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ส งเสร มให ก จการขนาดกลางและย อมใช ประโยชน จาก ทร พย ส นทางป ญญา การส งเสร มให ประชาชนน าใช เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารมาใช ประโยชน ใน ช ว ตประจ าว น และส งเสร มให ภาคเอกชนน าเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารมาใช ลดต นท นการผล ต ตลอดจนกาหนดเป าหมายส ดส วนการลงท นด านการว จ ยและพ ฒนาของภาคร ฐและเอกชนญ ป นเพ มข นเป นไม น อยกว าร อยละ 4 ของผล ตภ ณฑ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในป 2563 ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก ผล กด นให มหาว ทยาล ย/สถาบ นว จ ยของร ฐม การวางแผนอาช พท ช ดเจนสาหร บน กว จ ยร นใหม ปฏ ร ประบบ กฎระเบ ยบ และส งแวดล อมในการท างานท เป นอ ปสรรคต อการยกระด บ นว ตกรรมและงานว จ ยพ ฒนา เช น ปร บกฎระเบ ยบเก ยวก บการให ท นสน บสน นการ ศ กษาว จ ยให ง ายข น ค มครองทร พย ส นทางป ญญาและใช ประโยชน จากทร พย ส นทางป ญญา อย างเหมาะสม สน บสน นก จกรรมความร วมม อด านการว จ ยและพ ฒนาว ทยาศาสตร และ เทคโนโลย ก บประเทศกาล งพ ฒนา ต งศ นย บร การเบ ดเสร จ ณ จ ดเด ยว (One Stop Services) สาหร บการให บร การของภาคร ฐ ปฏ ร ปกฎระเบ ยบท เก ยวข องเพ อสน บสน นการใช ประโยชน จากเทคโนโลย สารสนเทศและการ ส อสาร และเพ อใช เทคโนโลย สารสนเทศและการส อสารเป นเคร องม อกระต นให เก ด นว ตกรรม (8) กลย ทธ การพ ฒนาทร พยากรมน ษย และการจ างงาน โดยม ว ตถ ประสงค เพ อลดจ านวนประชากร ท ว างงาน ส งเสร มการว าจ างผ ส งอาย และคนพ การเข าท างาน โดยก าหนดเป าหมายการลดอ ตราการว างงานใน ป 2553 ท ม ร อยละ 5 ให เหล อร อยละ 3 ในป 2563 และการเพ มศ กยภาพของเด กและเยาวชน และ GDP ม อ ตราเต บโตข นโดยเฉล ยร อยละ 0.3 ต อป ญ ป นได วางแผนออกมาตรการต าง ๆ เพ อบรรล เป าหมายท กาหนด ได แก เพ มอ ตราการว าจ างคนว ยหน มสาว ผ หญ ง ผ ส งอาย และผ พ การเข าทางาน ปร บปร งระบบการประก นการว างงาน ส งเสร มการลาหย ดพ กผ อนท ย งได ร บค าจ างขณะลาหย ดฯ และจ านวนช วโมงการท างานใน แต ละว นเพ อให ผ ปกครองม เวลาเพ มข นให แก ครอบคร วและบ ตร ส งเสร มให ม การบ รณาการระบบการท างานร วมก นระหว างโรงเร ยนอน บาลและสถานร บเล ยงเด ก เพ มค ณภาพของคร และระบบสน บสน นการศ กษาท งระด บพ นฐานและอ ดมศ กษา ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 6

133 3.1.2 นโยบายการคล ง ร ฐบาลโดยกระทรวงการคล งญ ป น (Ministry of Finance - MOF) เป นหน วยงานหล กท บร หาร นโยบายการคล งครอบคล มด านการบร หารงบประมาณ จ ดเก บภาษ ภาษ สรรพสาม ต ภาษ ศ ลกากร และพ ธ การศ ลกากร หน สาธารณะ ออกเหร ยญกษาปณ โครงการลงท นภาคร ฐ ก าก บการด าเน นงานของธ รก จบาง ประเภทท ก าหนดให อย ในอ านาจของกระทรวงการคล ง (เช น ส รา ยาส บ เกล อ ต วแทนออกของร บอน ญาต และผ ตรวจสอบบ ญช ) การวางแผนและว จ ยด านเศรษฐก จการคล ง รวมท งวางแผนร วมก บหน วยงานท เก ยวข อง เช น ธนาคารกลางญ ป น และกระทรวงเศรษฐก จ อ ตสาหกรรม และการค าเพ อให การบร หาร เศรษฐก จของญ ป นเป นไปตามนโยบายร ฐบาล นโยบายการคล งท ใช ในป เป นการออกมาตรการเพ อให เศรษฐก จและส งคมเจร ญเต บโต อย างย งย นและม เสถ ยรภาพภายใต การบร หารท ม ประส ทธ ภาพและโปร งใสและสอดคล องก บย ทธศาสตร การ เต บโตใหม ประกอบด วยนโยบาย 6 ด าน ได แก (1) นโยบายการร กษาเสถ ยรภาพของการคล งสาธารณะ โดยด าเน นการปร บปร งประส ทธ ภาพและ ค ณภาพของการคล งสาธารณะด วยการเร ยงล าด บความส าค ญของการใช จ ายงบประมาณ การ จ ดเก บรายได เท าท จ าเป น และการเพ มความโปร งใสในการบร หารงบประมาณ โดยตลอด ระยะเวลา 5 ป ท ผ านมา งบประมาณรายจ ายท ส าค ญท ส ดของร ฐบาลญ ป นซ งม ส ดส วนประมาณ ร อยละ 48 เป นรายจ ายการประก นและด แลส ขภาพและเง นบ านาญเน องจากญ ป นม การเพ มข น ของประชากรส งอาย และอ กร อยละ 28 เป นงบประมาณท ใช ในการพ ฒนาประเทศ (เช น การ ก าจ ดขยะ การศ กษา ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย การป องก นประเทศ และการใช จ ายเพ อ กระต นเศรษฐก จ โดยเฉพาะมาตรการเศรษฐก จสามข นเพ อการเต บโตใหม (Three Step Economic Measures for the Realization of New Growth Strategy) ส วนท เหล ออ กร อยละ 24 เป นงบประมาณรายจ ายด านเง นเด อนราชการและการบร หารอ น ๆ ญ ป นก าหนดมาตรการเศรษฐก จสามข นเพ อการเต บโตใหม 1 ให เป นมาตรการเร งด วนท ร ฐบาลเร ง ออกมาเพ อแก ไขป ญหาการแข งค าของเง นเยน ป ญหาข ดความสามารถในการส งออกท ลดลง ป ญหาเง นฝ ดท ยาวนานต อเน อง ป ญหาอ ตราการว างงานท ส ง และป ญหาความเช อม นของภาค ธ รก จท ลดลง ประกอบด วย มาตรการข นท 1 : เร งแก ไขป ญหาเง นฝ ด โดยใช งบประมาณฉ กเฉ นในป งบประมาณ 2553 สาหร บการแก ไขป ญหาว กฤตเศรษฐก จและฟ นฟ เศรษฐก จภ ม ภาคม ลค า พ นล านเยน มาตรการข นท 2 : กระต นการจ างงานใหม และกระต นความต องการในการบร โภค โดยด าเน น โครงการต าง ๆ เช น (1) การให เง นอ ดหน นแก ธ รก จท ม การว าจ างบ ณฑ ตจบใหม มาเป นระยะเวลา ไม เก น 3 ป ท ผ านมาเข าเป นพน กงานประจ า (โครงการ Hello Work) (2) การให เง นอ ดหน นแก ธ รก จท ร บคนว ยหน มสาวท ม อาย ไม เก น 25 ป เข าท างานเป นระยะเวลาต งแต 3-6 เด อน (3) การ ให เง นอ ดหน นแก ธ รก จท ปร บเปล ยนการจ างงานพน กงานแบบช วคราวมาเป นการจ างพน กงาน แบบประจ า (4) การจ ดต งศ นย บร การเบ ดเสร จครบวงจรเพ อส งเสร มการจ บค ระหว างนายจ าง และบ ณฑ ตจบใหม ท จะเข าท างาน และแก ไขป ญหาการจ บค ท ไม ถ กใจระหว างบ ณฑ ตก บธ รก จ หล งจากท ท างานไประยะหน งแล ว (5) การขยายอ ตราจ างงานใหม ในภาคร ฐและการพ ฒนา 1 ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 7

134 ทร พยากรมน ษย ในสาขาท ญ ป นขาดแคลนหร อสาขาท ม การขยายต วด ในอนาคต ได แก บร การ ส ขภาพ พยาบาล ด แลเด กและคนชรา บร การท องเท ยว เกษตรกรรม ประม ง ป าไม พาณ ชยนาว อน ร กษ ส งแวดล อม และพล งงาน (6) การใช นโยบายอ ตราดอกเบ ยต าและการสน บสน นการค า ประก นส นเช อเพ อใช ในการก ย มเง นจากธนาคาร และ (7) การจ ดต งศ นย ให ค าปร กษาธ รก จขนาด กลางและย อมท ได ร บผลกระทบจากการแข งต วของค าเง นเยน และให ความช วยเหล อด านการเง น เพ อให สามารถดาเน นธ รก จต อในภาวะว กฤตได มาตรการข นท 3 : ผล กด นการน าย ทธศาสตร เต บโตใหม (New Growth Strategy) ไปใช อย างเต มร ปแบบในป งบประมาณ 2554 โดย (1) ส งเสร มนว ตกรรมท เป นม ตรก บส งแวดล อม และการพ ฒนาส นค าหร อบร การท ประหย ดพล งงาน (เช น เคร องใช ไฟฟ าท ประหย ดพล งงาน ยาน ยนต ท ใช ก าซหร อระบบไฮบร ด ว สด และอ ปกรณ ก อสร างท ช วยประหย ดพล งงาน) (2) ส งเสร ม นว ตกรรมท เก ยวก บส ขภาพ (เช น การว จ ยและพ ฒนานว ตกรรมในการว น จฉ ยมะเร งในข นเร มต น การพ ฒนาห นยนต เพ อใช ในการด แลร กษาผ ป วย) (3) ส งเสร มความก าวหน าด านว ทยาศาสตร เทคโนโลย และการส อสาร และ (4) การใช ประโยชน อย างเต มท จากการแข งค าของเง นเยน (เช น การสะสมเง นในกองท นอ ตราแลกเปล ยนเง นตราต างประเทศของญ ป น การน าเข าว ตถ ด บหร อ ส นค าท นท ใช ในการผล ต) และ (5) ส งเสร มการเป ดเสร การจ ดท าความตกลงห นส วนเศรษฐก จ และการขยายความร วมม อก บประเทศในเอเช ยและแปซ ฟ ก (2) นโยบายการจ ดเก บภาษ อย างเท าเท ยมและเป นธรรม โดยด าเน นการจ ดท าระบบภาษ ท เอ อต อ การปร บโครงสร างทางเศรษฐก จและส งคม ประเม นและจ ดเก บภาษ อย างเท าเท ยมและเป นธรรม ส งเสร มการพ ฒนาอ ตสาหกรรมเคร องด มแอลกอฮอล และการตรวจสอบบร การสอบบ ญช ให ม ความเหมาะสม (3) นโยบายการจ ดการทร พย ส นและหน ส นของร ฐอย างเหมาะสม โดยจ ดสรรเง นท นเพ อการลงท น และการก ย มของภาคร ฐอย างเหมาะสมตามลาด บความสาค ญของภารก จ บร หารการใช ประโยชน ทร พย ส นของร ฐอย างเหมาะสม เพ มประส ทธ ภาพการก อสร างท อย อาศ ยและอาคารของภาคร ฐ บร หารเง นคงคล งอย างม ประส ทธ ภาพและถ กต อง ส งเสร มการใช ระบบอ เล กทรอน กส ใน หน วยงานราชการ (E-Government) เพ อเพ มประส ทธ ภาพในการจ ดการและประมวลผลข อม ล (4) นโยบายสร างความม นคงทางการเง นและอ ตราแลกเปล ยน โดยบร หารอ ปทานเหร ยญกษาปณ และธนบ ตรญ ป นให อย ให ปร มาณเหมาะสมและปราบปรามการปลอมแปลงเง นตราญ ป น จ ดต ง เคร อข ายระว งภ ยทางการเง น (Financial Safety Net) เพ อช วยลดความผ นผวนทางการเง นจาก กระแสเง นท นไหลเข าและออกนอกประเทศอย างฉ บพล น และจะออกมาตรการร บรองว กฤตทาง การเง นอย างท นท วงท (5) นโยบายการร กษาความเป นระเบ ยบทางการค าและส งเสร มการพ ฒนาการค า โดยก าหนด อ ตราภาษ นาเข าอย างเหมาะสม ปร บปร งระบบศ ลกากรและและมาตรการอ น ๆ ให สอดคล องก บ สภาพเศรษฐก จภายในประเทศและระหว างประเทศ สน บสน นการท างานของหน วยงานท เก ยวข องในการเจรจาเป ดตลาดการค าเสร ในระด บพห ภาค ภ ม ภาค และทว ภาค เช น การพ ฒนา พ ธ การศ ลกากรให ม ความเหมาะสมและเอ อประโยชน ต อการค าและการตรวจสอบการล กลอบขน ส นค าผ ดกฎหมายและส นค าหน ภาษ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 8

135 (6) นโยบายส งเสร มการพ ฒนาระบบการเง นระหว างประเทศและการพ ฒนาเศรษฐก จและส งคม ในประเทศกาล งพ ฒนา โดยร กษาเสถ ยรภาพของอ ตราแลกเปล ยนเง นตราต างประเทศโดยการใช ระบบการเง นระหว างประเทศท เหมาะสม ส งเสร มการจ ดท าความร วมม อระหว างประเทศ ให ความช วยเหล อทางว ชาการและการเง นแก ประเทศก าล งพ ฒนา และส งเสร มนโยบายการเต บโต ใหม (New Growth Strategy) โดยเช อมโยงเศรษฐก จญ ป นเข าก บเอเช ย นโยบายการเง น ธนาคารแห งประเทศญ ป น (Bank of Japan BOJ) หร อธนาคารกลางญ ป นเป นหน วยงานอ สระท ม อ านาจหน าท ออกธนบ ตร ก าหนดนโยบายการเง นและอ ตราแลกเปล ยนเง นตรา และควบค มการด าเน นการ ตามนโยบายเพ อใช เคร องม อทางการเง น เช น การก าหนดอ ตราดอกเบ ย ปร มาณส นเช อ ปร มาณเง น เง นสด สารองตามกฎหมาย การควบค มอ ตราแลกเปล ยนเง นตราต างประเทศ การซ อขายหล กทร พย ของร ฐบาล ฯลฯ ผ านช องทางของการเง นเพ อให บรรล เป าหมายเศรษฐก จ ป จจ บ นญ ป นใช นโยบายการเง นของญ ป นเ พ อ ว ตถ ประสงค หล กในการร กษาเสถ ยรภาพราคา (Price Stability) เพ อให เอ อประโยชน ต อการพ ฒนาเศรษฐก จ ของญ ป น โดยแบ งเป นการร กษาเสถ ยรภาพราคาภายในประเทศด วยการด แลระด บราคาส นค าและบร การ และการด แลระด บเง นฝ ดให เหมาะสม ส วนการร กษาเสถ ยรภาพราคาภายนอกน น ได แก การร กษาด ลการค า และบร การ ด ลบ ญช เด นสะพ ก และด ลการชาระเง นให อย ในระด บท เหมาะสม โดย BOJ เห นว า การใช นโยบาย การเง นท เน นการร กษาเสถ ยรภาพราคาด งกล าวจะช วยคล คลายป ญหาเศรษฐก จท ส าค ญ ได แก ภาวะเง นฝ ดท เก ดข นอย างต อเน องยาวมากว า 6 ป การว างงาน การลดลงของการส งออกและการผล ต และการแข งค าของ เง นเยน มาตรการเพ อร กษาเสถ ยรภาพราคาท BOJ น ามาใช ในป จจ บ นเป นมาตรการส าค ญท ช วยให การ ดาเน นงานของตลาดเง นม ความผ อนปรนและย ดหย นมากข น ประกอบด วย การปร บลดอ ตราดอกเบ ยนโยบาย ญ ป นใช มาตรการคงอ ตราดอกเบ ยนโยบายในอ ตราต าเพ อ ไม ให อ ตราดอกเบ ยแท จร งแสดงถ งต นท นของการใช เง นท ส งเก นไปเพ อบรรเทาสภาพป ญหาเง น ฝ ดจากการท ประชาชนไม ยอมใช จ ายบร โภค โดยต งแต ป 2550 ถ งป จจ บ นได ก าหนดอ ตรา ดอกเบ ยข ามค นแบบท ไม ต องม หล กประก น (Uncollateralized Overnight Call Rate) อย ในช วงร อยละ เพ อให ธนาคารพาณ ชย ญ ป นสามารถปล อยส นเช อได ในอ ตราต าในช วง ร อยละ และก าหนดอ ตราดอกเบ ยเง นฝากอย ในร อยละ เพ อกระต นการใช จ ายของภาคธ รก จและคร วเร อน อ กท งเพ อช วยให การส งออกของญ ป นปร บต วด ข นจากการม ต นท นทางการเง นลดลง การร บซ อตราสารหน ของร ฐบาล โดยอน ญาตให น าตราสารหน ท ออกโดยร ฐบาลมาแลกเป นต ว เง นคล งเพ อน าเง นท นระยะส นท ได ร บจากธนาคารกลางไปสร างสภาพคล องหร อใช ในการค า ประก นการก เง นให ก บก จการ โดยในกรณ ของหล กทร พย ของร ฐบาลญ ป นจะก าหนดอ ตราซ อลด ตราสารหล กทร พย ไว ระหว างร อยละ ส าหร บหล กทร พย ท ม อาย ต งแต 1-30 ป และ ในกรณ ของพ นธบ ตรร ฐบาลท ม อ ตราดอกเบ ยลอยต วจะก าหนดอ ตราซ อลดพ นธบ ตรฯ ไว ระหว าง ร อยละ ส าหร บพ นธบ ตรท ม อาย ต งแต 1-20 ป นอกจากน ย งพ จารณาร บซ อลด ตราสารหล กทร พย ท ออกโดยร ฐบาลต างประเทศ ได แก สหร ฐอเมร กา สหราชอาณาจ กร เยอรม น และฝร งเศส ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 9

136 การอ านวยความสะดวกในการให ส นเช อแก ภาคธ รก จ โดย (1) ออกมาตรการร บซ อตราสาร การเง นเช งพาณ ชย ระยะส น (Commercial Paper-CP) ท สถาบ นการเง นหร อบร ษ ทเอกชนท ม ความน าเช อถ อส งเป นผ ออกและม ส ญญาซ อหร อขายค นจากธ รก จร บซ อหร อขายค นหล กทร พย เพ ออานวยความสะดวกในการเสร มสภาพคล องแก ตลาดตราสารหน และลดความเส ยงในการก ย ม เง นหร อหล กทร พย โดยกรณ ของตราสารทางการเง นท ร ฐบาลเป นผ ค าประก นจะร บซ อในอ ตรา ร อยละ 97 ของราคาหน าต วตราสารการเง น แต หากเป นตราสารการเง นประเภทอ นน น ราคาร บ ซ อจะข นอย ก บองค ประกอบต าง ๆ เช น ความน าเช อถ อของค ส ญญาของหล กทร พย ระยะเวลาใน การทาธ รกรรม และอ ตราดอกเบ ยในตลาดเง น (Repo Rate) (2) ออกมาตรการร บซ อตราสารเช ง พาณ ชย ท ม ส นทร พย ค าประก น (ABCP) โดยกรณ ของพ นธบ ตรร ฐบาลจะก าหนดราคาร บซ อไว ในช วงร อยละ ของราคาหน าพ นธบ ตร ส าหร บพ นธบ ตรท ม อาย ต งแต 1-30 ป ส วนตรา สารเช งพาณ ชย อ น ๆ ท ใช อ ตราดอกเบ ยลอยต วจะก าหนดราคาร บซ อไว ในช วงร อยละ ของราคาหน าตราสารฯ สาหร บตราสารฯ ท ม อาย ต งแต 1-20 ป นโยบายการลงท น นโยบายการลงท นของญ ป นอย ในความร บผ ดชอบของกระทรวงเศรษฐก จ การค า และอ ตสาหกรรม (METI) โดยองค การการค าภายนอกญ ป น (Japan External Trade Organization - JETRO) เป นหน วยงาน หล กด าเน นโยบายส งเสร มการลงท นในญ ป น (Investing in Japan) โดยจ ดขายท ญ ป นใช ในการด งด ดให ต างชาต เข ามาลงท นประกอบด วย (1) การม ตลาดเศรษฐก จขนาดใหญ อ นด บสามของโลก (2) ผ บร โภคม ก าล ง ซ อส งและม ความพ ถ พ ถ นในการเล อกซ อส นค า/บร การ (3) ญ ป นเป นประเทศท ม บร ษ ทขนาดใหญ ช นน าของ โลกมาต งอย จ านวนมาก (4) ธ รก จขนาดกลางและย อมม เทคโนโลย เฉพาะและม ความร ความเข าใจในการท า ตลาดภายในประเทศญ ป น (5) ญ ป นเป นประต การค าส ตลาดเอเช ย เช น จ น อาเซ ยน และเอเช ย ตะว นออกเฉ ยงเหน อ ฯลฯ และ (6) สภาพแวดล อมและการดารงช ว ตม ความปลอดภ ยและความสะดวกสบาย JETRO จ ดต งศ นย บร การเบ ดเสร จเพ อให ข อม ลและอ านวยความสะดวกแก น กธ รก จต างประเทศใน การจ ดต งธ รก จในญ ป น โดยนาหน วยงานภาคร ฐและเอกชนท เก ยวข องมาต งอย ในสถานท เด ยวก น (One Stop Business Support) ซ งพร อมให ค าปร กษาการลงท นในญ ป นในกร งโตเก ยวและเม องหล ก เช น โยโกฮามา นาโกยา โอซาก า โกเบ และฟ ก โอกะ เป นต น การจ ดงานแสดงส นค าและโครงการส มมนาเพ อให ผ ลงท นต างชาต มาท า ความร จ กก บผ ประกอบการญ ป น โดยสาขาธ รก จท ร ฐบาลม นโยบายส งเสร มการลงท น ได แก การผล ตช นส วน ยานยนต บร การค าปล ก (เช น ห างสรรพส นค า ร านสะดวกซ อ ร านจ าหน ายส นค าราคาแพง) การผล ตส นค า และบร การด านเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร (เช น บร การโทรศ พท เคล อนท ผล ตแผงวงจรไฟฟ าและ อ ปกรณ คล นความถ ด วยว ทย บร การตลาดออนไลน และเกมส ) การผล ตส นค าเทคโนโลย ช วภาพ การผล ต ส นค าและบร การด านส ขภาพ (เช น ผล ตยา อ ปกรณ การแพทย อาหารเพ อส ขภาพ และบร การทางการแพทย ) และการทาธ รก จผล ตส นค าและบร การส งแวดล อม (เช น การสร างเม องส งแวดล อม) ท งน ท ผ านมา หล งจากท ญ ป นได เร มนโยบาย Investing in Japan น น ม น กธ รก จต างชาต ท สนใจและเข าไปลงท นในญ ป นมากแล ว ได แก สหร ฐอเมร กา จ น อ งกฤษ เยอรม น และไต หว น เป นต น โดยท ผ านมาม น กธ รก จไทยไปลงท นในญ ป น แล วโดยผ านการสน บสน นของ JETRO ได แก บร ษ ท IPSTAR จ าก ด ก อต งธ รก จในกร งโตเก ยวต งแต ป 2550 ท าธ รก จด านให บร การระบบส อสารดาวเท ยมบรอดแบนด (Broadband Satellite System) เช อมโยงจาก ดาวเท ยมไทยคม 4 ของบร ษ ท ไทยคม จาก ด (มหาชน) ของไทย ภายใต กฎหมายญ ป นได ส งเสร มให คนต างชาต จ ดต งธ รก จในญ ป นใน 4 ร ปแบบ ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 10

137 (1) ส าน กงานต วแทน (Representative Office) ท าหน าท เป นต วแทนท าส ญญาหร อธ รกรรมแทน สาน กงานใหญ ในต างประเทศหร อบร ษ ทในเคร อ โดยจ าก ดหน าท เป นเพ ยงผ ประสานงาน รวบรวมข อม ล ว จ ย ตลาด ประชาส มพ นธ โฆษณาก จการ แต ไม ได เป นผ ท าการขายส นค า/บร การเอง ท งน ญ ป นอน ญาตให ต างชาต ต งสาน กงานต วแทนได โดยไม ต องจดทะเบ ยนพาณ ชย (2) ส าน กงานสาขา (Branch Office) โดยญ ป นก าหนดให ต างชาต ท จ ดต งส าน กงานสาขาต องจด ทะเบ ยน (3) บร ษ ทจ าก ด โดยต างชาต จะต องเล อกท จะจ ดต งบร ษ ทในเคร อในล กษณะเป นบร ษ ทร วมท น (Kabushiki-Kaisha) บร ษ ทในเคร อ (Subsidiary Company) หร อบร ษ ทจ าก ด (Godo-Kaisha) ซ งการจ ดต ง บร ษ ทในเคร อท กประเภทในญ ป นจะต องจดทะเบ ยนพาณ ชย และ (4) ห างห นส วน ได แก ห างห นส วนจ าก ด (Goshi-Kaisha) และห างห นส วนสาม ญ (Gomei-Kaisha) ซ งการจ ดต งห างห นส วนจ าก ดต องม การจดทะเบ ยนพาณ ชย โดยหน วยงานของญ ป นท ร บจดทะเบ ยนพาณ ชย ได แก ส าน กน ต การ (Legal Affairs Bureau) และหากก จการม ก าไร จะเส ยภาษ น ต บ คคลและภาษ ต าง ๆ ท เก ยวข อง เช น ภาษ บาร งท องท ภาษ โรงเร อน และภาษ ธ รก จในอ ตราก าวหน า กล าวค อ เส ยภาษ ฯ ในอ ตราร อยละ ส าหร บธ รก จท ม ก าไรไม เก น 4 ล านเยน และเส ยภาษ ฯ ในอ ตราร อยละ ส าหร บธ รก จท ม ก าไร ต งแต 4-8 ล านเยน และเส ยภาษ ฯ ในอ ตราร อยละ สาหร บธ รก จท ม กาไรเก นกว า 8 ล านเยน นอกจากน การจ ดต งธ รก จในญ ป นอย างน อยท ส ดต องปฏ บ ต ตามกฎหมายส าค ญท เก ยวข อง ได แก กฎหมายมาตรฐานแรงงานซ งกาหนดมาตรฐานข นต าและสภาพการทางานท นายจ างต องจ ดให ล กจ าง (ป จจ บ น ญ ป นก าหนดให แรงงานท างานไม เก นส ปดาห ละ 40 ช วโมง หร อ 8 ช วโมง/ว น ยกเว นบางธ รก จท อน ญาตให แรงงานทางานได ไม เก นส ปดาห ละ 44 ช วโมง เช น ห างสรรพส นค า ร านเสร มสวย โรงภาพยนตร โรงพยาบาล ร านอาหาร และสถานบ นเท ง เป นต น) กฎหมายความปลอดภ ยในอ ตสาหกรรมและส ขอนาม ยซ งก าหนด มาตรฐานข นต าเก ยวก บส ขอนาม ยและความปลอดภ ยในสถานประกอบการ กฎหมายความเสมอภาคในการ ท างานซ งนายจ างต องเป ดโอกาสให ชายและหญ งได ร บโอกาสเท าเท ยมก นในการได ร บการว าจ างเข าท างาน กฎหมายค าจ างข นต า (ป จจ บ นค าแรงข นต าในกร งโตเก ยวอย ท 821 เยน/ช วโมง) กฎหมายประก นส ขภาพ และกฎหมายเคร องหมายการค า นโยบายด านพล งงาน ญ ป นน บเป นประเทศท ม การใช พล งงานต อรายได ประชาชาต อย างม ประส ทธ ภาพมากท ส ดในโลก อย างไรก ตาม ญ ป นต องพ งพาการน าเข าพล งงานในร ปแบบต าง ๆ รวมก นมากถ งร อยละ 97 ของพล งงาน ท งหมด ท าให ต องค าน งถ งความม นคงด านพล งงาน ประส ทธ ภาพเช งเศรษฐก จควบค ไปก บความย งย นของ ส งแวดล อมไปพร อมก น ในภาพรวม ญ ป นอาศ ยแหล งพล งงานท มาจากเช อเพล งฟอสซ ลและเป นพล งงานท ไม สามารถใช ทดแทนได (Non Renewable Energy) เช น น าม นด บ ถ านห น ก าซธรรมชาต และผล ตภ ณฑ ป โตรเล ยมมากถ งร อยละ 82 จากแหล งพล งงานน วเคล ยร ประมาณร อยละ 15 และแหล งพล งงานท เป น พล งงานทดแทนหร อพล งงานทางเล อก (Renewable or Alternative Energy) เช น พล งน า พล งานความ ร อนใต พ ภพ พล งงานแสงอาท ตย พล งงานลม และพล งงานช วมวล อ กประมาณร อยละ 3 ญ ป นได ก าหนดนโยบายพล งงานโดยม พ นฐานจากป จจ ยหล ก 2 ด าน ได แก (1) ความม นคงด าน พล งงาน และ (2) การลดก าซเร อนกระจกเพ อแก ไขป ญหาการเปล ยนแปลงภ ม อากาศโลก โดยในภาพรวม นโยบายพล งงานม กรอบการดาเน นการเป น 3 ระยะ ประกอบด วย (1) กรอบระยะส น (ป ) ประกอบด วยมาตรการต าง ๆ ด งน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 11

138 ผล กด นให อ ตสาหกรรมหล ก 4 ประเภทของญ ป น ได แก กระดาษ ซ เมนต เคม และเหล กลด ส ดส วนการพ งพาเช อเพล งจากน าม นด บ โดยห นมาใช พล งงานทางเล อกอ น ๆ โดยเฉพาะ ก าซธรรมชาต แทนและสามารถลดส ดส วนการพ งพาเช อเพล งน าม นด บลงได ร อยละ 2-10 ผล กด นการอน ร กษ พล งงานและใช พล งงานทางเล อก เช น ช วมวล แสงอาท ตย พล งงานใต พ นพ ภพ แทนการใช น าม นด บ รวมท งสารองเช อเพล งในปร มาณท เหมาะสมและพอเพ ยง สน บสน นให ภาคเกษตรในญ ป นห นมาใช การสร างความอบอ นในเร อนเพาะปล กแทนการใช เตาน าม นก าด สน บสน นให ภาคประมงในญ ป นเปล ยนมาใช เคร องยนต 2 จ งหว ดแทนเคร องยนต 4 จ งหวะ ในเร อประมงขนาดเล ก ส งเสร มให ภาคขนส งในญ ป นเพ มยอดขายรถยนต ไฮบร ด รถด เซลมลพ ษต า รถใช เช อเพล ง ก าซธรรมชาต รถยนต ขนาดเล ก การส งเสร มการใช รถประหย ดพล งงานและเป นม ตรก บ ส งแวดล อม (Eco Car) และการลดภาษ รถ Eco Car ส งเสร มการสร างโรงงานพล งงานน วเคล ยร ร นใหม ท ปลอดภ ยมากข นและม ต นท นการผล ต พล งงานท ถ กกว าพล งงานฟอสซ ล และลดการปล อยก าซเร อนกระจกลดได ถ ง 34 เท า ส งเสร มการผล ตเช อเพล งช วมวล (Biofuel) เพ มข นจากเด มม ก าล งการผล ตรวมป ละ 22 ล านก โลล ตรเป น 50 ล านก โลล ตร ส งเสร มการใช พล งงานไฟฟ าจากแสงอาท ตย โดยสน บสน นเง นสมทบส าหร บการต ดต ง อ ปกรณ (Solar Power) การนารายจ ายในการต ดต งอ ปกรณ พล งงานไฟฟ าจากแสงอาท ตย ในบ านไปใช ลดหย อนภาษ เง นได ผล กด นการใช แต มอน ร กษ (Eco Point) เพ อส งเสร มการใช รถยนต และอ ปกรณ ไฟฟ า เช น เคร องปร บอากาศ ต เย น โทรท ศน ส ญญาณด จ ตอล ท ประหย ดเช อเพล ง ผล กด นให ท กประเทศท ลงส ตยาบ นในพ ธ สารเก ยวโตดาเน นการเพ อบรรล ตามเป าหมายของ ตนเองให ได ภายในป 2555 รวมท งประเทศท ไม ม พ นธกรณ ด งกล าวก ควรพยายามลดการ ปล อยก าซเร อนกระจกของตนด วย (2) กรอบระยะกลาง (ป ) ประกอบด วยมาตรการต าง ๆ ด งน ผล กด นการดาเน นมาตรการท อย ในกรอบระยะแรกให ม การดาเน นการอย างต อเน อง เน นการลดการปล อยก าซเร อนกระจกตามรายสาขาท ม ความพร อม (Sectoral Approach) โดยเฉพาะกล มสาขาพล งงาน (โรงไฟฟ าถ านห น โรงไฟฟ าพล งก าด) สาขาอ ตสาหกรรมผล ต (โรงงานเหล ก ซ เมนต เย อและกระดาษ รถยนต ) พ ฒนาผล ตภ ณฑ ประหย ดพล งงาน เช น รถยนต ไฮบร ด อ ปกรณ ไฟฟ า และไดโอดเร องแสง LED (3) กรอบระยะยาว (ป ) ซ งญ ป นก าหนดเป าหมายไว ว าต องม ส ดส วนการพ งพา พล งงานของตนเองได ร อยละ 70 (เพ มข นจากป 2551 ท ม ส ดส วนการพ งพาพล งงานของตนเองได เพ ยงร อยละ 38) ลดการปล อยก าซเร อนกระจกลงจากเด มได ร อยละ 50 และเป นผ น าระด บโลกด านระบบและส นค า พล งงาน โดยญ ป นได ผล กด นมาตรการต าง ๆ ด งน ปร บเพ มประส ทธ ภาพโรงงานไฟฟ าพล งก าซธรรมชาต ปร บเพ มประส ทธ ภาพโรงงานไฟฟ าถ านห น เพ มประส ทธ ภาพระบบตรวจจ บและเก บคาร บอนไดออกไซด พ ฒนาเทคโนโลย โรงงานน วเคล ยร โดยจะต งโรงงานน วเคล ยร ในญ ป นเพ มข นอย างน อย 14 โรง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 12

139 พ ฒนาโรงงานไฟฟ าจากการตกกระทบของแสงบนว ตถ ท ม ความสามารถในการเปล ยน พล งงานแสงเป นพล งงานไฟฟ า (Photovoltaic) น าระบบอ จฉร ยะด านการขนส ง (Intelligent Transport System) มาใช เพ อบ งช ข อม ลการ เด นทางท ประหย ดต นท นและเวลาท ส ด การผล กด นการใช พาหนะเซลล เช อเพล ง (Fuel Cell Vehicle) รถยนต พล งไฟฟ า (Electric Car) และรถยนต ไฟฟ าแบบไฮบร ด และการผล ตว สด ใหม เพ อลดน าหน กต วรถ ส งเสร มบ านและอาคารประหย ดพล งงาน นโยบายส งแวดล อม ภายใต ย ทธศาสตร การเต บโตใหม ญ ป นให ความส าค ญอย างมากต อการพ ฒนาส งแวดล อมโดยไม ได จ าก ดเป าหมายการพ ฒนาส งแวดล อมอย เพ ยงการท าให สภาพแวดล อมด ข นเท าน น แต ย งรวมถ งการพ ฒนา ส นค าและบร การด านเทคโนโลย ส งแวดล อมเพ อจาหน ายในตลาดภายในประเทศและตลาดต างประเทศ โดยใน ประเทศญ ป นเองท งร ฐบาลญ ป น เอกชน และผ บร โภคต างม บทบาทส าค ญในการร วมพ ฒนาส งแวดล อม ท งน นโยบายและมาตรการด านส งแวดล อมท ใช อย ในญ ป นแบ งเป น 2 ส วน ได แก (1) การควบค มและกาก บด แล เช น การกาหนดมาตรฐานการปล อยก าซของโรงงานและรถยนต การ กาหนดมาตรฐานเทคโนโลย การออกกฎหมายควบค มการร ไซเค ลเคร องใช ไฟฟ าและรถยนต การ ควบค มการผล ตและการค าสารท ท าลายช นโอโซนตามพ ธ สารมอนทร ออล และการออก กฎระเบ ยบให ผ ประกอบการในเม องใหญ ท ใช พล งงานมากต องก าหนดมาตรการลดการปล อยก าซ คาร บอนไดออกไซด โดยก าหนดอ ตราการลดปร มาณคาร บอนไดออกไซด ท แตกต างก นออกไป ตามประเภทธ รก จ (2) การจ งใจ โดยกาหนดมาตรการจ งใจท งผ บร โภคและผ ประกอบการด านส งแวดล อม ได แก การออกมาตรการสน บสน นเง นท นส วนหน งส าหร บการพ ฒนาเทคโนโลย ท เก ยวข องก บการ ควบค มปร มาณการปล อยก าซส าหร บท กอ ตสาหกรรมท ใช ก าซคลอโรฟ ออโรคาร บอน (CFC) ในอ ปกรณ ทาความเย นเน องจากม ผลทาลายก าซโอโซน การออกระเบ ยบของกระทรวงเศรษฐก จ การค า และอ ตสาหกรรม (METI) เพ อส งเสร มการ ซ อพล งงานจากแสงอาท ตย แบบใหม และลดการใช พล งงานจากฟอสซ ล โดยผ กพ นให บร ษ ทผ ผล ตและผ ค าพล งงานไฟฟ าซ อพล งงานท นอกเหน อจากท ผล ตได จากแหล งท ผล ต พล งงานจากแสงอาท ตย (Photovoltaic) ในราคาท ก าหนด (กรณ ซ อจากบ านพ กอาศ ยใน ราคา 48 เยนต อก โลว ตถ กรณ ซ อจากแหล งอ นในราคา 24 เยนต อก โลว ตถ ) การจ งใจผ ประกอบการเพ อส งเสร มให เก ด Emission Rights Trading Systems ภายใต กลไกพ ธ สารเก ยวโต โดยร ฐบาลญ ป นให เง นสน บสน นผ ประกอบการในการปร บปร งอาคาร ส งก อสร างเพ อลดการปล อยก าซคาร บอนไดออกไซด โดยใช เทคโนโลย ประหย ดพล งงานและ ใช พล งงานทางเล อกอ นแทนน าม นป โตรเล ยม ซ งช วยให การค าขายโควตา Emission Quotas เก ดข นได กลไกการพ ฒนาท สะอาด (Clean Development Mechanism - CDM) ภายใต พ ธ สาร เก ยวโต โดยร ฐบาลญ ป นส งเสร มให ภาคเอกชนไปลงท นในโครงการลดการปล อยก าซเร อน กระจกในประเทศกาล งพ ฒนาเพ อใช ปร มาณก าซท ลดได ในการค านวณให ได เป าหมายการลด ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 13

140 การปล อยก าซเร อนกระจกของตน โดยร ฐบาลญ ป นจะให การสน บสน นเร องการฝ กอบรม พ ฒนา การศ กษาความเป นไปได การสน บสน นด านการเง น และการซ อส ทธ Emission Rights การจ งใจให ผ บร โภคเล อกใช ส นค า เช น ระบบแต มอน ร กษ (Eco Point) ในการซ อเคร องใช ไฟฟ า ท ได มาตรฐานประส ทธ ภาพพล งงานตามท ร ฐก าหนด โดยประส ทธ ภาพด านพล งงานของ ส นค าจะก าหนดด วยจ านวนดาว ส นค าท ม 4 ดาว หร อมากกว าจะได ร บ Eco-Point ซ งม ม ลค าเป นจานวนเง นเท าก บร อยละ 5 หร อ 10 ของราคาส นค าข นอย ก บชน ดส นค า นอกจากน ระบบ Eco-Point ย งขยายไปครอบคล มกรณ บ านพ กอาศ ย ซ งผ บร โภคจะได ร บ Point จาก การก อสร างบ านพ กหล งใหม ท เป นม ตรต อส งแวดล อม หร อปร บปร งบ านพ กอาศ ยให เป นม ตร ต อส งแวดล อมมากข น อาท การต ดกระจก 2 ช น (Dual Sash) ท ช วยร กษาอ ณหภ ม ภายใน ห องหร อการต ดต งฉนวนก นความร อนท พ นและผน ง เป นต น การยกเว นภาษ ส าหร บรถยนต ท เป นม ตรก บส งแวดล อม (Eco Friendly Cars) มาตรการน เร มต งแต เด อนเมษายน 2552 จนถ งส นเด อนม นาคม 2555 ภายใต มาตรการน ภาษ น าหน ก รถยนต และภาษ สรรพสาม ตจะลดลงร อยละ 100, 75 หร อ 50 ข นอย ก บระด บความเป นม ตร ต อส งแวดล อมและประส ทธ ภาพในการประหย ดพล งงานของรถยนต ใหม ท ผ บร โภคซ อ การจ งใจผ บร โภคและผ ประกอบการในการซ อพล งงานทางเล อก เคร องใช ไฟฟ า รถยนต หร อ บ านท ประหย ดพล งงาน เช น มหานครโตเก ยวให เง นสน บสน นหร อให เง นก แก เอกชนท ต องการเปล ยนรถยนต เป นรถยนต พล งงานไฟฟ า หร อรถยนต ไฮบร ด เป นต น นโยบายปร บโครงสร างอ ตสาหกรรม ผลจากการท ญ ป นประสบภาวะเศรษฐก จตกต ามาเป นเวลากว าทศวรรษและประสบภาวะ ความสามารถในการแข งข นลดลงตามลาด บ โดยในป 2543 ญ ป นจ ดอย ในประเทศผ นาอ นด บท 3 ของโลกด าน การม ผล ตภ ณฑ มวลรวมภายในประเทศต อห ว (GDP per Capita) ส งท ส ด แต ในป 2551 ได ถ กลดอ นด บลง เป นอ นด บท 23 ของโลก ขณะเด ยวก นในป 2533 ญ ป นถ กจ ดอย ในประเทศผ น าอ นด บท 1 ของโลกด านข ด ความสามารถในการแข งข นของสถาบ น IMD แต ในป 2551 ได ถ กลดลงเป นอ นด บท 22 ของโลก ซ งหาก พ จารณาในเช งโครงสร างอ ตสาหกรรมท ผ านมา พบว า โครงสร างอ ตสาหกรรมของญ ป นพ งพาอย ก บ อ ตสาหกรรมเพ ยงไม ก ประเภท เช น ยานยนต และอ เล กทรอน กส ประกอบก บในอ ตสาหกรรมประเภทเด ยวก น ก ม ผ แข งข นอย มากรายทาให แข งข นต ดราคาก นเอง ต วอย างเช น อ ตสาหกรรมผล ตโทรท ศน LCD : กรณ ของญ ป นจะม ผ น าตลาดจ านวนมาก ได แก Sony, Sharp, Panasonic และ Funai Electric ขณะท กรณ ของตลาดอเมร กาเหน อจะม ผ น าตลาด เพ ยงรายเด ยว ค อ Vizio (สหร ฐอเมร กา) กรณ ของตลาดย โรปจะม ผ น าตลาดเพ ยงรายเด ยว ค อ Philips (เนเธอร แลนด ) และกรณ ตลาดเกาหล ใต จะม ผ น าตลาดอย 2 ราย ได แก Samsung และ LGE ท าให การแข งข นระหว างผ ผล ตในประเทศญ ป นม ความเข มข นมากกว า เม อเท ยบก บในตลาดอเมร กาเหน อ ย โรป และเกาหล ใต อ ตสาหกรรมผล ตรถไฟ : กรณ ของญ ป นจะม ผ น าตลาดจ านวนมาก ได แก Nippon Sharyo, Hitachi, Kawasaki Heavy Industries, Tokyu Car และ Kinki Sharyo ขณะท กรณ ของ ตลาดอเมร กาเหน อจะม ผ น าตลาดเพ ยงรายเด ยว ค อ Bombardier (แคนาดา) กรณ ของ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 14

141 ตลาดย โรปจะม ผ น าตลาด ค อ ALSTOM (ฝร งเศส) Siemens (เยอรม น) และกรณ ตลาด เกาหล ใต จะม ผ น าตลาดรายเด ยว ได แก Hyundai Rotem ท าให การแข งข นระหว างผ ผล ต ภายในประเทศญ ป นม ความเข มข นมากกว าเม อเท ยบก บในตลาดอเมร กาเหน อ ย โรป และ เกาหล ใต อ ตสาหกรรมพล งงานน วเคล ยร : กรณ ของญ ป นม ผ น าตลาดจ านวนมาก ได แก Toshiba, Hitachi และ Mitsubishi Heavy Industries ขณะท กรณ ของตลาดอเมร กาเหน อจะม ผ น า ตลาดเพ ยงรายเด ยว ค อ GE (สหร ฐอเมร กา) กรณ ของตลาดย โรปจะม ผ น าตลาด ค อ AREVA (ฝร งเศส) และกรณ ตลาดเกาหล ใต จะม ผ น าตลาดรายเด ยว ได แก Doosan Heavy Industries and Construction ทาให การแข งข นระหว างผ ผล ตภายในประเทศญ ป นม ความ เข มข นมากกว าเม อเท ยบก บในตลาดอเมร กาเหน อ ย โรป และเกาหล ใต อ ตสาหกรรมผล ตอ ปกรณ ถ ายภาพเพ อการว น จฉ ยทางการแพทย : กรณ ของญ ป นจะม ผ น า ตลาดจ านวนมาก ได แก Toshiba Medical, Hitachi Medico, Shimadzu และ Aloka ขณะท กรณ ของตลาดอเมร กาเหน อจะม ผ น าตลาดเพ ยงรายเด ยว ค อ GE (สหร ฐอเมร กา) กรณ ของตลาดย โรปจะม ผ น าตลาด ค อ Philips (เนเธอร แลนด ) ท าให การแข งข นระหว าง ผ ผล ตในประเทศญ ป นม ความเข มข นมากกว าเม อเท ยบก บในตลาดอเมร กาเหน อและย โรป นอกจากสภาพป ญหาท เก ดจากโครงสร างอ ตสาหกรรมกระจ กต วอย เพ ยงไม ก ประเภทแล ว ธ รก จญ ป น ย งประสบป ญหาด านค าแรงงานและต นท นการท าธ รก จส งท าให ความสามารถท าก าไรลดลงเม อเท ยบก บ ต างชาต โดยเฉพาะประเทศค แข งในภ ม ภาคเอเช ย เช น จ น เกาหล ใต อ นเด ย และอาเซ ยน ท าให ม ลค าการ ส งออกส นค าท ญ ป นเคยเป นผ น าตลาดหลายรายการลดลง เช น อ ปกรณ ส อสารและโทรคมนาคม เคร องจ กร และอ ปกรณ ไฟฟ า อ ปกรณ ก งต วนา เคม ภ ณฑ และซ เมนต นอกจากน ย งท าให บร ษ ทของญ ป นและบร ษ ทของต างชาต ท เคยต งอย ในญ ป นต ดส นใจย ายฐานการ ผล ตไปย งประเทศอ น เช น บร ษ ทผ ผล ตโทรศ พท Nokia ของฟ นแลนด ซ งเด มเคยต งศ นย ว จ ยและพ ฒนาอย ณ กร งโตเก ยวได ย ายทาเลท ต งไปอย ท ส งคโปร ต งแต ป 2552 บร ษ ทผ ผล ตอ ปกรณ การแพทย ของสหร ฐอเมร กา Medtronic (Pacemakers) ได ย ายสาน กงานใหญ ประจ าภ ม ภาคเอเช ยจาก ณ กร งโตเก ยว ไปต งอย ท ส งคโปร ต งแต ป 2552 บร ษ ทผ ผล ตจอโทรท ศน LCD ของ Sharp ญ ป นได ย ายศ นย การออกแบบและการพ ฒนาจาก ญ ป นไปต งอย ณ นครหนานจ ง ประเทศจ น เน องจากจ นม มาตรการส งเสร มการลงท นด วยการลดหย อนภาษ น ต บ คลจากเด มร อยละ 25 ของยอดรายได เหล อเพ ยงร อยละ 15 ส าหร บอ ตสาหกรรมใช เทคโนโลย ช นส ง บร ษ ทผ ผล ตยาจากสว ตเซอร แลนด Novartis ได ย ายศ นย ว จ ยและพ ฒนายาซ งเด มเคยต งอย ณ ญ ป นในป 2551 เพ อย ายไปอย ท มหานครเซ ยงไฮ ประเทศจ น บร ษ ทผ ผล ตอ ปกรณ อ เล กทรอน กส Fujitsu ของญ ป นได ย ายศ นย ว จ ยและพ ฒนาเทคโนโลย จากเด มท ต งอย ในญ ป นไปอย ท ส งคโปร เน องจากได ร บส ทธ ประโยชน การ ลดหย อนภาษ น ต บ คคลและภาษ ส งเสร มการลงท นท ด กว าในญ ป น ส วนบร ษ ทผ ผล ตส นค าอ ปโภคบร โภคของ สหร ฐอเมร กา P&G ได ย ายสาน กงานใหญ ประจาภ ม ภาคเอเช ยจากเม องโกเบ ญ ป น ไปอย ท ส งคโปร แล วต งแต ป 2552 นอกจากน บร ษ ทผ ผล ตรถยนต ญ ป น Nissan ได ย ายฐานการผล ตรถน สส นร น March จากเด มท อย ณ ญ ป นไปอย ท ไทย เน องจากได ร บการส งเสร มการลงท นจากร ฐบาลไทยด านการยกเล ก/ลดหย อนภาษ น ต บ คคล ผลจากสภาพป ญหาอ ปสรรคท เก ดข นในตอนต น รวมท งการประกาศย ทธศาสตร การเต บโตใหม ท าให ญ ป นกาหนดนโยบายปร บโครงสร างอ ตสาหกรรมของญ ป น ม ว ตถ ประสงค เพ อให ญ ป นผ านพ นว กฤตเศรษฐก จ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 15

142 ตกต าและกล บมาเป นผ น าอ ตสาหกรรมของโลกและเป นอ ตสาหกรรมท สอดคล องก บกระแสการเปล ยนโลก โดยภาคร ฐประกาศนโยบายเช งกว าง (Horizontal Policies) เพ อสน บสน นอ ตสาหกรรมท วไปของญ ป น ด งน (1) นโยบายเพ อพ ฒนาญ ป นให เป นศ นย กลางอ ตสาหกรรมของเอเช ย โดยม มาตรการ ด งน จ งใจให ต างชาต มาลงท นในญ ป น โดยเฉพาะธ รก จท เก ยวข องก บการว จ ยและพ ฒนา ธ รก จท ใช ว ทยาศาสตร และเทคโนโลย ช นส ง และธ รก จท ต องการใช ญ ป นเป นประต การค าเช อมก บ ภ ม ภาคเอเช ย พ ฒนาส ความเล ศในการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ระหว างประเทศเพ อรองร บการเต บโตของ อ ตสาหกรรมใหม เช น อ ตสาหกรรมท ใช ว สด ข นส ง นาโนเทคโนโลย ปร บปร งระบบและโครงสร างพ นฐานการขนส งและโลจ สต กส รวมท งส งเสร มนโยบายเป ดเสร การบ น การลงท นเพ มข นในโครงสร างพ นฐานท าเร อเพ อให สามารถขนถ ายส นค าจากเร อ ขนาดใหญ และการผล กด นให ม การยอมร บมาตรฐานส นค า/บร การด านเทคโนโลย สารสนเทศและการส อสาร จ ดต งศ นย ประสานเพ อผล กด นโครงการด านอ ตสาหกรรมเป าหมาย (Strategic Center) เช น ศ นย การส งเสร มการจ ดท าช มชนอ จฉร ยะ (Smart Communities) การจ ดต งศ นย ส งเสร ม อ ตสาหกรรมท เก ยวก บช ว ตและส ขภาพ และศ นย นว ตกรรมและการออกแบบ เป นต น (2) นโยบายปฏ ร ปภาษ น ต บ คคลให สอดคล องก บมาตรฐานสากล โดยม มาตรการ ด งน ลดหย อนภาษ น ต บ คคลลงร อยละ 5 เพ อให สอดคล องก บย ทธศาสตร เต บโตใหม และ สอดคล องก บมาตรฐานนานาประเทศท ส วนใหญ ร ฐจะเร ยกเก บภาษ อ ตราร อยละ ลดหย อน/ยกเว นภาษ เพ อส งเสร มการลงท นในธ รก จว จ ยและพ ฒนาและอ ตสาหกรรมร ปแบบ ใหม ท ใช เทคโนโลย ข นส ง (3) นโยบายส งเสร มการปร บโครงสร างอ ตสาหกรรมและการควบก จการ โดยม มาตรการ ด งน ส งเสร มการควบรวมก จการเพ อให ธ รก จญ ป นอย รอดในระยะกลางและระยะยาวท สอดคล อง ก บนโยบายแข งข นทางการค า สน บสน นการพ ฒนาฝ ม อแรงงานในสถาบ นอาช วศ กษา และการเพ มงบประมาณอ ดหน นภาค ธ รก จในการว าจ างผ ไม ม งานทาให เข าไปทางานเพ มข น ให ความช วยเหล อทางการเง นแก ธ รก จเพ อปร บโครงสร าง ส งเสร มระบบธรรมาภ บาล โดยเฉพาะด านแต งต งกรรมการอ สระจากภายนอกมาเพ อให ความ ค ดเห นและแลกเปล ยนประสบการณ ทางานในส วนท เก ยวข อง (4) นโยบายการต างประเทศ โดยม มาตรการ ด งน ผล กด นให ภ ม ภาคเอเช ยยอมร บมาตรฐานส นค า/บร การเป าหมายของญ ป น อาท รถยนต เคร องใช ไฟฟ า อ ปกรณ อ เล กทรอน กส ซอฟแวร และอาหาร ยกระด บความส มพ นธ ก บประเทศในเอเช ย โดยใช การท าความตกลงห นส วนเศรษฐก จ (EPA) และความตกลงการค าเสร (FTA) ก บต างประเทศ ตลอดจนส งเสร มน กธ รก จไปร บงานการ ก อสร างโครงสร างพ นฐานและว ศวกรรมและขยายธ รก จในเอเช ย พ ฒนาระบบใหม เพ อใช เป นกลไกบร หารการปล อยก าซเร อนกระจก โดยผล กด นให ประเทศ ผ ใช พล งงานจะต องม ส วนร วมในการลดการปล อยก าซเร อนกระจก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 16

143 (5) นโยบายยกระด บและร กษาความสามารถอ ตสาหกรรมหล ก ม มาตรการ ด งน ส งเสร มการลงท นภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงท นในธ รก จสร างก าซคาร บอนต า พ ฒนาว ชาช พในระด บปฏ บ ต การ โดยจ ดต งว ทยาล ยอาช วะในภ ม ภาค ส งเสร มให ผ เช ยวชาญ ด านท กษะการปฏ บ ต งานในภาคอ ตสาหกรรมมาถ ายทอดความร และประสบการณ ส งเสร ม ความร วมม อระหว างภาคอ ตสาหกรรมและภาคว ชาการเพ อร วมก นพ ฒนานว ตกรรมท ใช ประโยชน ได ในเช งพาณ ชย สน บสน นการบ มเพาะธ รก จเพ อก าวไปส การทาธ รก จระหว างประเทศ จ ดต งศ นย ว ดและประเม นผลการปฏ บ ต งานร วมระหว างบร ษ ทต าง ๆ ส าหร บธ รก จผล ต แบตเตอร ห นยนต เคม ภ ณฑ และนาโนเทคโนโลย ร กษาความต อเน องในการสร างเคร อข ายว สาหก จ (Cluster) เพ อให ธ รก จท เก ยวข องก นมา ท างานอย ในพ นท เด ยวก นเพ อใช ประโยชน จากโครงสร างพ นฐานร วมก น และม การ แลกเปล ยนความร และประสบการณ ระหว างก น ให ความช วยเหล อทางว ชาการและเง นท นสาหร บก จการขนาดกลางและย อม (SME) (6) นโยบายส งเสร มการว จ ยและพ ฒนาเพ อสร างค ณค าใหม (New Values) ม มาตรการ ด งน ส งเสร มอ ตสาหกรรมสร างสรรค (Creative Industry) โดยจ ดต งส าน กงานส งเสร ม อ ตสาหกรรมสร างสรรค เช น ธ รก จออกแบบผล ตภ ณฑ แอน เมช น ภาพยนตร บ นเท ง การ แสดง การท องเท ยว และแฟช น และส งเสร มแนวค ดน ยมความเป นญ ป น (Cool Japan) สาหร บตลาดภายในประเทศและตลาดต างประเทศ เช น จ น และอาเซ ยน เพ มงบประมาณการลงท นด านการว จ ยและพ ฒนา (ม ค าไม น อยกว าร อยละ 1 ของ GDP) ก อสร างศ นย ว จ ยใหม ด านนาโนเทคโนโลย ท เป นการท างานร วมก นระหว างภาคเอกชนก บ ว ชาการ เผยแพร ผลงานว จ ยและพ ฒนาในต างประเทศ พ ฒนาทร พยากรมน ษย ทางว ชาการให ม องค ความร ท หลากหลาย จ ดต งศ นย บร การเบ ดเสร จเพ อปกป องทร พย ส นทางป ญญาและสน บสน นให ธ รก จเร งใช ประโยชน ทร พย ส นทางป ญญา (7) นโยบายใช เทคโนโลย สารสนเทศเพ อสน บสน นการพ ฒนาอ ตสาหกรรมในภาพรวม ม มาตรการ ด งน ส งเสร มการใช คอมพ วเตอร ทางานร วมก นเพ อเช อมโยงก นผ านเคร อข ายแบบกร ดและแบ งก น ประมวลผล (Cloud Computing) จ ดทามาตรฐานซอฟแวร ของญ ป น (8) นโยบายเพ มข ดความสามารถทร พยากรมน ษย เพ อให สอดคล องก บโครงสร างอ ตสาหกรรม ม มาตรการ ด งน อานวยความสะดวกในการเปล ยนสายอาช พเพ อให สอดคล องก บโครงสร างอ ตสาหกรรม จ ดทามาตรฐานว ชาช พแห งชาต ของญ ป น ส งเสร มการฝ กอบรมและพ ฒนาฝ ม อแรงงาน (9) นโยบายการเง นอ ตสาหกรรมเพ อเร งการเต บโต ม มาตรการ ด งน ส งเสร มให ก จการขนาดกลางและย อมเข าถ งแหล งเง นเพ อการขยายก จการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 17

144 ออกแบบระบบบ ญช ธ รก จเพ อให เอ อต อการเต บโตทางเศรษฐก จ นอกจากนโยบายเช งกว าง (Horizontal Policies) เพ อสน บสน นอ ตสาหกรรมท วไปของญ ป นแล ว ร ฐบาลญ ป นต องการผล กด นการปร บโครงสร างอ ตสาหกรรมจากเด มท ใช มาตลอดระยะเวลากว าสองทศวรรษ กล าวค อ เป นโครงสร างอ ตสาหกรรมจากเด มท พ งพาก บอ ตสาหกรรมยานยนต เป นหล กแต เพ ยงสาขาเด ยว (Mono Pole Structure) โดยต องการผล กด นให ปร บโครงสร างใหม ให โครงสร างอ ตสาหกรรมของญ ป นพ งพา ก บอ ตสาหกรรมหลายสาขา (Multi Pole Structure) ได แก (1) อ ตสาหกรรมท เก ยวก บโครงสร างพ นฐาน ประกอบด วยก จการประปา ไฟฟ า พล งงานถ านห น พล งงานน วเคล ยร พล งงานทดแทน การจ ดการขยะและร ไซเค ล รถไฟ อวกาศ เทคโนโลย และ การส อสาร และน คมอ ตสาหกรรม โดยร ฐจะส งเสร มการผล ตและการส งออกด วยการให ความ ช วยเหล อด านการเง นและการจ บค ทางธ รก จก บต างประเทศ (2) อ ตสาหกรรมท แก ไขว กฤตส งแวดล อมและพล งงาน ประกอบด วยการผล ตรถยนต ประหย ด พล งงานและเป นม ตรส งแวดล อม แบตเตอร ล เธ ยม เซลล พล งงานแสงอาท ตย ไดโอดเร องแสง การ พ ฒนาช มชนอ จฉร ยะ (Smart Community) การพ ฒนาระบบส งไฟฟ าอ จฉร ยะ (Smart Grid) และบ านอ จฉร ยะ (Smart House) ท ต ดต งอ ปกรณ ประหย ดพล งงาน โดยร ฐบาลจะส งเสร มให ญ ป นเป นฐานการว จ ยพ ฒนาและการผล ตด วยการจ ดให ม โครงสร างพ นฐานท ครบวงจร และ ส งเสร มให คนญ ป นและตลาดต างประเทศใช ส นค าด งกล าว (3) อ ตสาหกรรมสร างสรรค ประกอบด วยแฟช น อาหารและขนมญ ป น ท องเท ยว ด จ ตอลคอนเทนท ภาพยนตร และศ ลปะห ตถกรรม โดยน าอ ตสาหกรรมสร างสรรค ท ญ ป นม จ ดเด นอย แล วมาใช ประโยชน เช งพาณ ชย มากข น จ ดต งสาน กงานอ ตสาหกรรมสร างสรรค แห งชาต เพ อเป นต วกลางใน การประสานงานและข บเคล อนนโยบายและก จกรรมท เก ยวข อง เช น การจ ดเวท ส มมนาและ น ทรรศการ การส งเสร มการเจาะตลาดในต างประเทศ (4) อ ตสาหกรรมบร การทางการแพทย พยาบาล และบร การร บด แลเด ก โดยสน บสน นการเพ ม จ านวนก จการบร การทางการแพทย และพยาบาลท อย นอกระบบประก นส ขภาพ และม การ ให บร การท หลากหลาย ส งเสร มความร วมม อระหว างสถาบ นทางการแพทย ก บภาคธ รก จ การ พ ฒนาเคร อข ายระหว างสถาบ นทางการแพทย ภายในประเทศและต างประเทศ พ ฒนา สภาพแวดล อมด านการว จ ยและพ ฒนาให เอ อต อการผล ตยา เวชภ ณฑ และอ ปกรณ ทางการ แพทย และส งเสร มการท องเท ยวเพ อการร กษาพยาบาล (Medical Tourism) (5) อ ตสาหกรรมท ใช เทคโนโลย ช นส ง เช น การผล ตห นยนต ยานอวกาศ อากาศยาน เคม ภ ณฑ คาร บอนไฟเบอร และนาโนเทคโนโลย เป นต น โดยส งเสร มการลงท น การว จ ยพ ฒนา และการ ผล ตด วยการจ ดให ม โครงสร างพ นฐานท ครบวงจร นโยบายปฏ ร ปภาคเกษตร ภาคเกษตรเป นสาขาท ม ความส าค ญต อส งคมและว ฒนธรรมของญ ป น โดยเฉพาะข าวซ งเป นอาหาร หล กและเป นส นค าอ อนไหวในการเป ดการค าเสร ของญ ป นในท กเวท การค า อย างไรก ตาม ในด านเศรษฐก จ ภาคเกษตรม ความส าค ญไม มากน กเน องจากญ ป นเป นประเทศอ ตสาหกรรม โดยม ส ดส วนต อ GDP ลดลง ตามลาด บ โดยป 2503 ภาคเกษตรของญ ป นม ส ดส วนร อยละ 27 ของ GDP และในป 2533 และป 2553 ได ม ส ดส วนลดลงเหล อเพ ยงร อยละ 6 และ 4 ของ GDP ตามล าด บ และม การจ างงานค ดเป นร อยละ 28 ของ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 18

145 ประชากรในประเทศ ส นค าเกษตรท สาค ญของญ ป นเท ยบตามม ลค าผลผล ต ได แก ผ กและผลไม ข าว พ ชไร อ น ๆ (ข าวสาล ข าวบาร เลย ม นฝร ง ถ ว หอม) ผล ตภ ณฑ นม เน อว ว และเน อหม โดยพ นท ท าเกษตรส าค ญของ ญ ป นจะอย ทางตอนเหน อ เช น เกาะฮอกไกโด และเกษตรกรส วนใหญ ท าการเกษตรในคร วเร อนบนพ นท จ าก ด และไม ได ทาในเช งพาณ ชย ขนาดใหญ และม อาย มากกว า 60 ป หากเปร ยบเท ยบด านด ลการค าระหว างประเทศ พบว า ญ ป นเป นประเทศท น าเข าส นค าเกษตรส ทธ (Net Import) โดยม ม ลค าการนาเข าส นค าเกษตรมากกว าการส งออกส งถ ง 22 เท าต ว ซ งเป นส วนสะท อนว า ท ผ านมา ญ ป นเป นชาต ท ขาดความม นคงทางอาหาร (Food Security) โดยส นค าเกษตรท ญ ป นนาเข ามาก ได แก เน อหม ข าวโพด ผลไม สดและแห ง เน อว ว ถ วเหล อง ข าวสาล กาแฟ และผ กแช เย น เป นต น ส วนแหล งน าเข า หล กมาจากสหร ฐอเมร กา สหภาพย โรป จ น ออสเตรเล ย และไทย ขณะท ส นค าเกษตรและอาหารท ญ ป น ส งออก ได แก แป งสาล ขนมท าจากแป งและธ ญพ ช ผลไม สดและแห ง มะนาว บะหม ส าเร จร ป ซอสถ วเหล อง และชาเข ยว เป นต น ส วนตลาดท ญ ป นส งออกมาก ได แก ไต หว น สหร ฐอเมร กา ฮ องกง เกาหล ใต จ น และ สหภาพย โรป นโยบายภาคเกษตรของญ ป นถ กก าหนดข นโดยนโยบายของร ฐบาลและกฎหมายพ นฐานท เก ยวข อง ได แก กฎหมายว าด วยอาหาร เกษตร และพ นท ชนบท (Law on Food, Agriculture and Rural Areas) พ.ศ ท ม ว ตถ ประสงค หล กเพ อ (1) ร กษาเสถ ยรภาพของการผล ตอาหาร โดยควบค มการน าเข า การให เง น อ ดหน นการผล ต และการควบค มส นค าเกษตรคงคล งให ม ปร มาณเหมาะสม (2) บร หารการใช พ นท ในการท า เกษตรให เหมาะสม โดยการอน ร กษ ทร พยากรน าและท ด นให อย ในระด บท เหมาะสม (3) พ ฒนาการเกษตร อย างย งย น โดยพ ฒนาท ด นให ม ค ณสมบ ต ท เหมาะสมต อการท าเกษตร การพ ฒนาระบบชลประทานและคลอง ส งน า แรงงานภาคเกษตร และการก าหนดมาตรฐานส นค าเกษตรและอาหารของญ ป น และ (4) การพ ฒนา พ นท ในชนบทโดยปร บปร งสภาพการผล ตทางเกษตร สว สด การผ อาศ ยในเขตชนบท และโครงสร างพ นฐานท จาเป นในการดารงช ว ตในชนบท นอกจากนโยบายภาคเกษตรท จะต องสอดคล องก บกฎหมายพ นฐานข างต นแล ว ป จจ บ นร ฐบาลญ ป น ได ก าหนดนโยบายภาคเกษตรท สอดคล องก บย ทธศาสตร การเต บโตใหม (New Growth Strategy) ท ม ง ปร บเปล ยนเกษตรกรรม ป าไม และประมงเป นอ ตสาหกรรมท ม การเต บโต โดยเพ มความสามารถของญ ป นใน การพ งพาตนเองด านอาหาร (Food Self Sufficiency) ให ไม น อยกว าร อยละ 50 ของปร มาณอาหารท บร โภค ภายในประเทศ เพ มความสามารถในการพ งพาทร พยากรไม ในการพ งพาตนเองให ไม น อยกว าร อยละ 50 และ เพ มม ลค าการส งออกส นค าเกษตร ป าไม ประมง และอาหารเป น 1 หม นล านเยน โดยร ฐบาลได ออกนโยบาย เพ อบรรล เป าหมาย ได แก ประชาส มพ นธ ให คร วเร อนให เพ มประส ทธ ภาพและเทคโนโลย ท าเกษตรคร วเร อนเพ อเพ ม รายได แก เกษตรกร ส งเสร มการนาทร พยากรธรรมชาต ในท องถ นมาท าให เก ดประโยชน ในเช ง พาณ ชย มากข น รวมท งผล กด นการปร บเปล ยนภาคเกษตรกรรม ป าไม และประมงให เป น อ ตสาหกรรมท ม การเต บโตด วยการบ รณาการการทางานเช งห นส วนร วมก นระหว างเกษตรกร พ อค า โลจ สต กส และอ ตสาหกรรม เพ อให ญ ป นสามารถพ งพาอาหารท ผล ตได ภายในประเทศไม น อยกว าร อยละ 50 ของปร มาณอาหารท งหมดท บร โภคในญ ป น ประชาส มพ นธ และส งเสร มการให ความร แก ประชากรเพ อกระต นให บร โภคอาหารท ผล ตใน ญ ป น (Food Education - Shokuiku) ส งเสร มการเคล อนย ายส นค าจากแหล งผล ตส แหล ง ค าและแหล งบร โภค รวมท งใช ว ตถ ด บท ผล ตในญ ป น เช น ข าว ผลไม ผ ก ไข และเน อส ตว มา ใช ในการทาอาหารของชาต ตะว นตก แต ม ค ณสมบ ต ท ด กว า ค อ ม ไขม นน อย และม ประโยชน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 19

146 ต อส ขภาพมากกว าอาหารท น าเข าส าเร จร ปจากต างประเทศ รวมท งช วยให ญ ป นร กษาความ ม นคงทางอาหารของชาต ตนได เพ มข น ก าหนดให ส นค าเกษตร เช น ข าว เป นส นค าสงวน ท ม การก าหนดอ ตราภาษ ส ง และการ น าเข าจะต องอย ภายใต โควตาท เป นการซ อและบร หารโดยส าน กนโยบายท วไปด านอาหาร (General Food Policy Bureau) กระทรวงเกษตรและป าไม ญ ป น นอกจากน ญ ป นย ง ก าหนดให ส นค าเกษตรอ กหลายรายการย งคงภาษ ส งในท กเวท การเจรจาการค าระหว าง ประเทศ เช น น าผ งธรรมชาต ไข นก ธ ญพ ช พ ชน าม น แป ง และน าตาล เป นต น ก าหนดมาตรฐานด านอาหารปลอดภ ย (Food Safety) เพ อค มครองผ บร โภค โดยใช การ ประเม นความเส ยงการตรวจอาหารท น าเข าโดยใช เกณฑ ท ก าหนดจากหล กฐานทาง ว ทยาศาสตร และใช มาตรการเข มงวดในการก าหนดมาตรฐานส ขอนาม ยและส ขอนาม ยพ ช (SPS) ซ งป จจ บ นหลายประเทศ เช น สหร ฐอเมร กาขอให ญ ป นทบทวนลดความเข มงวดของ SPS การน าเข าผลไม หลายรายการ เช น แอปปร คอท เชอร ร พล ม แพร แอปเป ล และ วอลน ท เป นต น นอกจากน ญ ป นย งม การก าหนดมาตรการต ดฉลากอาหาร ( Food Labeling) ท ต องก าหนดแหล งท มาและค ณสมบ ต ของอาหารท ครบถ วนเพ อประก นความ ปลอดภ ยของอาหาร ส งเสร มการใช กลไกสหกรณ การเกษตร (Agricultural Cooperative) ในการสร างความ ร วมม อระหว างสมาช กสหกรณ การเกษตรตามความสม ครใจ รวมท งให สหกรณ การเกษตร เป นเคร องม อในการลดต นท นและเพ มความสามารถทางแข งข นของสมาช ก เช น ให สหกรณ เป นต วกลางในการขอความช วยเหล อทางว ชาการและว ตถ ด บการเกษตรก บร ฐ ให ความ ช วยเหล อด านส นเช อและบร การประก นภ ยแก สมาช ก และการจ ดสว สด การร กษาพยาบาล แก สมาช กฯ เป นต น ส งเสร มให ม การควบค มฟาร มและพ นท เพาะปล กของเกษตรกรรายย อยเพ อให ม การผล ตใน พ นท ท ใหญ มากข นและเก ดการประหย ดจากขนาดการผล ต ขยายการส งออกส นค าเกษตร ป าไม และประมงโดยใช การเจรจาการค าเสร และการยอมร บ มาตรฐานการตรวจสอบส นค าของญ ป น การเป ดช องทางการค าและกระจายส นค าใหม ใน ตลาดต างประเทศ และอ น ๆ 3.2 นโยบายด านการค าระหว างประเทศและการค าเสร ของญ ป น ญ ป นเป นประเทศท ส งเสร มการเป ดเสร การค าระหว างประเทศและผล กด นการเช อมโยงความส มพ นธ ทางการค าก บต างประเทศท งในเวท พห ภาค ภ ม ภาค และทว ภาค โดยภายใต เวท WTO รอบโดฮา ญ ป น พยายามช กจ งให สมาช ก WTO สร างความค บหน าในการเจรจาท กคร งท ม การประช ม ท งการเจรจาการค า ส นค าเกษตร ส นค าอ ตสาหกรรม และบร การ ตลอดจนพยายามเสนอประเด นเจรจาเร องใหม เช น การลงท น การแข งข นทางการค า และการเช อมโยงระหว างการค าก บส งแวดล อม ในส วนการเจรจาส นค าเกษตร ประเด นท ญ ป นให ความสนใจประกอบด วยการขอให ท กประเทศยกเล ก การเก บภาษ ส งออกและการสน บสน นภายในประเทศ โดยเฉพาะเร องการสน บสน นภายในประเทศ เป น ประเด นท ญ ป นให ความส าค ญมากท ส ดเน องจากต องการให ประเทศของตนสามารถพ งพาตนเองได ในทาง ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 20

147 อาหาร (Self Sufficiency) และร กษาส ทธ ของตนในการพ ฒนาภาคเกษตรและอาหารของประเทศ ตลอดจน การคงส ทธ ของประเทศในการกาหนดมาตรฐานส นค าอาหารและเกษตร ส วนด านภาคส นค าอ ตสาหกรรม ญ ป นผล กด นให สมาช ก WTO เป ดตลาดมากข น อ กท งสน บสน นให สมาช ก WTO ยกเล กมาตรการตอบโต การท มตลาด (Anti Dumping) ส าหร บส นค าอ ตสาหกรรม 2 เช น การ ยกเล กการเร ยกเก บค าธรรมเน ยมตอบโต การท มตลาดส นค ายานยนต และช นส วนยานยนต เหล ก และ เคร องจ กรกลไฟฟ าท น าเข าเพ อร กษาผลประโยชน ให ก บผ บร โภคซ งเป นผ ใช ส นค าเน องจากญ ป นเป นประเทศ ผ น าด านการส งออกส นค าอ ตสาหกรรมหล กท ม ศ กยภาพของโลก เช น ยานยนต อ ปกรณ อ เล กทรอน กส เคร องจ กรกลไฟฟ า และเคร องคอมพ วเตอร ตลอดจนเร ยกร องให สมาช ก WTO ผ อนคลายกฎระเบ ยบเพ อ อานวยความสะดวกทางการค าให รวดเร วและโปร งใสมากข น อาท พ ธ การศ ลกากร พ ธ การส นค าผ านแดนและ ข ามแดน เป นต น ในส วนภาคบร การ ญ ป นผล กด นให สมาช ก WTO โดยเฉพาะประเทศก าล งพ ฒนาเป ดตลาดบร การ มากข นเน องจากภาคบร การม ส ดส วนมากถ งกว าร อยละ 60 ของ GDP และญ ป นม ความสามารถในการส งออก บร การและการลงท นไปต างประเทศมาก โดยเฉพาะบร การด านโทรคมนาคม การจ ดจ าหน าย การก อสร าง การขนส งและโลจ สต กส การเง น และบร การคอมพ วเตอร นอกจาก WTO แล ว ญ ป นย งให ความส าค ญก บการเจรจาเป ดตลาดในล กษณะความตกลงการค าเสร (FTA) และความตกลงห นส วนเศรษฐก จ (EPA) ในระด บภ ม ภาค เช น Comprehensive Economic Partnership in East Asia (CEPEA) East Asia Free Trade Agreement (EAFTA) และ Free Trade Area of the Asia Pacific (FTAAP) และทว ภาค 3 ซ งเป นการเป ดตลาดในระด บท ล กและครอบคล มมากกว า WTO (WTO Plus) ซ งความตกลงการเป ดตลาดส วนใหญ จะครอบคล มท งการเป ดเสร การค าส นค าและบร การ รวมถ ง การลงท น การแข งข น ทร พย ส นทางป ญญา และความร วมม อทางเศรษฐก จสาขาต าง ๆ ซ งญ ป นเห นว า น าจะ เป นกลไกท เร วและเห นผลเป นร ปธรรมมากกว า WTO นอกจากการลดภาษ ภายใต WTO และ FTA/EPA แล ว ญ ป นเป นประเทศท ให ส ทธ พ เศษทางภาษ ศ ลกากรเป นการท วไป (Generalized System of Preferences - GSP) โดยได เร มให ส ทธ พ เศษฯ ส าหร บ ส นค าท น าเข าจากประเทศก าล งพ ฒนามาต งแต ป 2514 โดยป จจ บ น ญ ป นให GSP ส าหร บการน าเข า ผล ตภ ณฑ เกษตรและประมงจ านวน 337 ราย และผล ตภ ณฑ อ ตสาหกรรมจ านวน 3,215 (ตามพ ก ด 9 หล ก) โดยส นค าท ได ร บประโยชน จะต องเป นส นค าท ซ อขายโดยตรงระหว างญ ป นก บประเทศก าล งพ ฒนาจ านวน อ างอ งจาก ป จจ บ นญ ป นท า FTA/EPA แล วก บหลายประเทศและภ ม ภาคประกอบด วย (1) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จอาเซ ยน-ญ ป น (AJCEP) ม ผลใช บ งค บก บญ ป นเม อเด อนธ นวาคม 2551 และไทยเม อเด อนพฤษภาคม 2552 (2) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-บร ไน (BJEPA) ม ผลใช บ งค บ เม อกรกฎาคม 2551 (3) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-อ นโดน เซ ย (JIEPA) ม ผลใช บ งค บเม อพฤษภาคม 2551 (4) ความตกลงห นส วน เศรษฐก จญ ป น-มาเลเซ ย (JMEPA) ม ผลใช บ งค บเม อกรกฎาคม 2549 (5) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-ฟ ล ปป นส (JPEPA) ม ผลใช บ งค บ เม อธ นวาคม 2551 (6) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-ส งคโปร (JSEPA) ม ผลใช บ งค บเม อพฤศจ กายน 2549 (7) ความตกลงห นส วน เศรษฐก จไทย-ญ ป น (JTEPA) ม ผลใช บ งค บเม อพฤศจ กายน 2550 (8) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-เว ยดนาม (JVEPA) ม ผลใช บ งค บเม อ ต ลาคม 2552 (9) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-ช ล (JCEPA) ม ผลใช บ งค บเม อก นยายน 2550 (10) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น- เม กซ โก (JUMSEPA) ม ผลใช บ งค บเม อเมษายน 2548 (11) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-อ นเด ย (IJCEPA) ม การลงนามเม อเด อน ก มภาพ นธ 2554 และคาดว าจะม ผลใช บ งค บภายในป 2554 (12) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-เปร ม การลงนามเม อเด อนพฤษภาคม 2554 และคาดว าจะม ผลใช บ งค บภายในป 2554 (13) ความตกลงห นส วนเศรษฐก จญ ป น-สว ตเซอร แลนด ม ผลใช บ งค บเม อเด อนก มภาพ นธ 2552 นอกจากน ญ ป นย งอย ระหว างการเจรจาเพ อจ ดทาความตกลงห นส วนเศรษฐก จ (EPA) ก บออสเตรเล ย เกาหล ใต และมองโกเล ย ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 21

148 ประเทศ และ 14 ด นแดน ท งน ประเทศท ม การใช ส ทธ ประโยชน ฯ GSP ในการส งออกไปญ ป นมากท ส ด ได แก จ น อ นโดน เซ ย ฟ ล ปป นส ไทย เว ยดนาม แอฟร กาใต อ นเด ย บราซ ล และพม า ตามลาด บ ในภาพรวมของการค าส นค าเกษตรและอ ตสาหกรรม เคร องม อท ใช บร หารนโยบายการค าระหว าง ประเทศท สาค ญของญ ป นย งคงเป นการกาหนดอ ตราภาษ น าเข า อย างไรก ตาม หากเท ยบแล ว โครงสร างอ ตรา ภาษ ของญ ป นอย ในระด บต ามาก ซ งจากข อม ลของ WTO พบว า อ ตราภาษ ท วไปเฉล ยส าหร บการน าเข าส นค า (Applied MFN Rate) ในป 2551 ของญ ป นม ค าร อยละ 6.1 ซ งปร บลดจากป 2549 ซ งม ค าร อยละ 6.5 โดย อ ตราภาษ ส าหร บส นค าเก อบท กรายการจะผ กพ นเท าก บอ ตราภาษ ท วไปเฉล ย (ยกเว นส นค าบางกล ม เช น รองเท า อาหารแปรร ป ผ ก ส งทอ เส อผ า อาว ธ ส งม ช ว ต ฯลฯ) ซ งสะท อนถ งท าท การเป ดตลาดการค าของ ญ ป นท ค อนข างเสร ขณะท ในส วนของส ทธ ประโยชน GSP น น ญ ป นก าหนดอ ตราภาษ เฉล ยส าหร บการน าเข า ส นค าจากประเทศกาล งพ ฒนาในป 2551 ม ค าร อยละ 4.9 ซ งต ากว าอ ตราภาษ ท วไป ขณะท ญ ป นก าหนดอ ตรา ภาษ เฉล ยส าหร บประเทศท ท า FTA ทว ภาค ก บญ ป น เช น ส งคโปร มาเลเซ ย บร ไน และไทยไว ในช วงร อยละ 3.3 ถ ง 3.9 ซ งหากเท ยบภาษ น าเข าท ญ ป นผ กพ นไว ภายใต FTA จะม ระด บภาษ ต ากว าภายใต GSP และอ ตรา ภาษ ท วไป นอกจากน ญ ป นย งคงม การใช มาตรการท ม ใช ภาษ (NTM) โดยก าหนดรายการส นค าท น าเข าภายใต โควตา (เช น ปลา) ส นค าห ามนาเข า (เช น ของปลอม ของเล ยนแบบ) การก าหนดมาตรฐานส นค าอ ตสาหกรรม ของญ ป น การก าหนดเง อนไขการขอร บใบอน ญาตน าเข าเพ อปกป องส ขภาพและความอย ด ก นด ของผ บร โภค ญ ป น และร กษาความม นคงของชาต และส ขอนาม ยพ ชและส ตว และในส วนของการส งออกน น ญ ป นม การให ส นเช อเพ อการส งออก การประก นการส งออก และการค าประก นส นเช อเพ อการส งออก และการส งเสร มการ ส งออกส นค าอ ตสาหกรรมและเกษตร ในภาพรวม ท าท การเป ดตลาดการค าเสร ของญ ป นในเวท การเจรจา FTA/EPA ก บท กประเทศจะใช แนวทางแบบ WTO Plus แต ย งม ส นค าบางรายการท ญ ป นผ กพ นเป ดตลาดภายใต FTA/EPA น อยกว าท เป ด ตลาดให ตามระบบ GSP โดยญ ป นใช การเจรจาเช งร กเพ อให ประเทศค เจรจาเป ดตลาดส นค า ได แก กล ม รถยนต ท กประเภทให ญ ป น (รถเก ง รถต และรถเฉพาะก จ เช น รถพยาบาล รถตรวจการณ ) รองลงมา ค อ ส นค าเหล ก และช นส วนยานยนต ส วนบร การท ญ ป นเจรจาเช งร ก ได แก บร การสาขาขนส งและโลจ สต กส จ ด จาหน าย ก อสร างและบร การทางว ศวกรรม ส อสาร รวมท งให ต างชาต อานวยความสะดวกในการเด นทางแก น ก ธ รก จญ ป น ขณะเด ยวก น ญ ป นม ท าท การเจรจาเช งร บ โดยไม ผ กพ นเป ดเสร ส นค าเกษตรประเภทข าวสาล เมสล น ข าวบาร เลย ข าว ตลอดจต งก าแพงภาษ ส งส าหร บส นค าเกษตรและอาหาร เน อส ตว (เน อหม เน อว ว หอย ปลาแห ง) ผ กและผลไม (หอม หน อไม ฝร ง กล วย ส บปะรด ส ม) อาหารอ น ๆ (น าตาล ไอศกร ม น าผลไม หมากฝร ง แป งข าวเจ า สตาร ช อาหารปร งแต งท ใช เล ยงทารก ขนมป งข ง เส นหม พร อมปร ง) ขณะเด ยวก น ญ ป นเป ดเสร ส นค าอ ตสาหกรรมเก อบท งหมด ยกเว นส นค าบางประเภท เช น เคร องหน ง รองเท า นาฬ กาสาย หน ง และเฟอร น เจอร หน ง ตลอดจนเป ดเสร การค าบร การในระด บท ส ง โดยส วนใหญ จะอน ญาตให คนต างชาต ไปลงท นท าธ รก จได โดยถ อห นข างมาก ยกเว นการท าธ รก จบางประเภทท อน ญาตให ต างชาต ถ อห นได แต ต อง ปฏ บ ต ตามกฎหมายเฉพาะ ได แก บร การทางกฎหมาย บ ญช กายภาพบ าบ ด บร การท เก ยวเน องก บการผล ต บางประเภท (อากาศยาน เคร องหน ง อาว ธ อวกาศ การจ ดส งพล งงาน การท าเหม อง) โทรคมนาคม ค าปล ก การศ กษาภาคบ งค บ การเด นเร อ อ เร อ ท าเร อ สถาน ต ส นค า ต วแทนร บจ ดการขนส งส นค า การขนส งทางถนน และการขนส งทางท อ ในส วนของการการพ ฒนาความส มพ นธ ทางเศรษฐก จก บต างประเทศ น น ญ ป นให ความส าค ญก บการ พ ฒนาความร วมม อทางเศรษฐก จและการค าในกรอบต าง ๆ ได แก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 22

149 (1) อาเซ ยนบวกสาม (อาเซ ยน ญ ป น จ น และเกาหล ใต ) ซ งเขตกรอบท ประเทศภาค ม แนวค ด ต องการส งเสร มให จ ดท า FTA ระหว างก น และการอ านวยความสะดวกด านการลงท น การค า และการท า ธ รก จระหว างก น (2) กรอบญ ป น จ น และเกาหล ใต ซ งหน วยงานต วแทนของสามประเทศข างต น ได แก National Institute for Research Advancement (NIRA) ของญ ป น Development Research Center of the State Council ของจ น และ Korean Institute for International Economic Policy (KIEP) ของเกาหล ใต ได ท าการศ กษาร วมก นและเสนอให ร ฐบาลของญ ป น จ น และเกาหล ใต ท า FTA ระหว างก น ซ งผ น าของสาม ประเทศเห นชอบและขอให เร มต นด วยการเจรจาความตกลงการลงท นสามฝ ายเพ อส งเสร ม อ านวยความ สะดวก และค มครองการลงท นระหว างก น (3) กรอบอาเซ ยนบวกหก (อาเซ ยน ญ ป น จ น เกาหล ใต ออสเตรเล ย น วซ แลนด และอ นเด ย) ซ งญ ป นได พยายามให ผ น าอาเซ ยนและบวกเห นชอบจ ดต งสถาบ นว จ ยเศรษฐก จ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) เพ อช วยจ ดท าข อม ลและข อเสนอแนะเพ อให เก ดการรวมกล ม เศรษฐก จในเอเช ยตะว นออกเร วย งข น (4) กรอบความร วมม อทางเศรษฐก จเอเช ยแปซ ฟ ก (APEC) เพ อกระช บความร วมม อทาง เศรษฐก จและเป นกลไกท ช วยเสร มการเป ดตลาดการค าและการลงท น การอ านวยความสะดวกทางการค าและ การเด นทาง ในเอเช ยแปซ ฟ กให เร วข น โดยญ ป นร วมก บประเทศอ น ๆ ได แก ออสเตรเล ย บร ไน ช ล มาเลเซ ย น วซ แลนด เปร ส งคโปร สหร ฐอเมร กา และเว ยดนามม บทบาทน าในการผล กด นการจ ดต งเขตการค าเสร เอเช ยแปซ ฟ ก (Free Trade Area of the Asia Pacific FTAAP) โดยห วใจส าค ญของ FTAAP ค อการ จ ดต งความตกลงห นส วนย ทธศาสตร ทางเศรษฐก จภาคพ นแปซ ฟ ก Trans Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (TPP) ซ งในป จจ บ นม สมาช กอย 9 ประเทศ ได แก น วซ แลนด ส งคโปร ช ล บร ไน ออสเตรเล ย เปร สหร ฐอเมร กา เว ยดนาม และมาเลเซ ย โดยล าส ดม สมาช กท แสดงความสนใจว าจะเข าร วม เจรจาด วย ได แก ญ ป น แคนาดา เกาหล ใต จ น ฟ ล ปป นส และอ นโดน เซ ย) โดยมองว า TPP เป น FTA มาตรฐานส งและครอบคล มการลดอ ปสรรคในการเคล อนย ายส นค า บร การ ท น และแรงงาน และช วยให ม มาตรการในการทาธ รก จในภ ม ภาคง ายข น รวดเร วข น และถ กลง (5) การประช มเอเช ย-ย โรป (ASEM) โดยญ ป นใช เวท ประช ม ASEM ในการผล กด นเร องการ อานวยความสะดวกด านการค าและพ ธ การศ ลกากร พาณ ชย อ เล กทรอน กส การบ งค บใช กฎหมายทร พย ส นทาง ป ญญาระหว างสมาช กในเอเช ยและย โรป การให ความส าค ญก บการสร างความหลากหลายทางช วภาพ และ การกระต นให ม การจ ดทา FTA ระหว างเอเช ยก บย โรป (6) การประช มส ดยอดญ ป น-สหภาพย โรป (Japan EU Summit Meeting) โดยญ ป นและ ย โรปม ประเด นท สนใจจ ดท าความร วมม อระหว างก น ได แก การปกป องทร พย ส นทางป ญญา การส งเสร มการ ว จ ยและนว ตกรรม การค มครองความปลอดภ ยของผ บร โภค การศ ลกากร และการส งเสร มการลงท นระหว างก น (7) ความร วมม อทางเศรษฐก จระหว างญ ป นก บจ น โดยป จจ บ นจ นได ก าวข นเป นประเทศค ค าท ใหญ ท ส ดของญ ป น และม น กธ รก จญ ป นเข าไปลงท นในจ นจ านวนมาก โดยในเวท การพ ฒนาความร วมม อ ระหว างญ ป นก บจ น ท งจ นและญ ป นม ความสนใจสร างความร วมม อทางเศรษฐก จในสาขาด านการค า เกษตรกรรมและส ขอนาม ยพ ชและส ตว การขนส งทางอากาศ พาณ ชยนาว การค มครองส ทธ บ ตร ภาษ การ ลงท น ประมง และการศ ลกากร ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 23

150 (8) ความร วมม อทางเศรษฐก จระหว างญ ป นแอฟร กา โดยญ ป นต องการส งเสร มการค าและการ ลงท นก บแอฟร กาเพ มข น นอกจากน ญ ป นได ส งเสร มการส งออกผล ตภ ณฑ ของญ ป นในโครงการหน งผล ตภ ณฑ หน งหม บ าน (One Village One Product - OVOP) เช น อาหาร เคร องด ม เส อผ า และผ าผ นไปตลาด แอฟร กาเพ มข น ป จจ บ นผลจากสภาพแวดล อมทางเศรษฐก จและการค าโลกและญ ป นเปล ยนแปลงอย างรวดเร ว โดยเฉพาะบทบาทน าของญ ป นด านเศรษฐก จเร มลดลง ขณะท หลายประเทศ เช น จ น อ นเด ย ร สเซ ย และ อาเซ ยนเร มม บทบาททางเศรษฐก จส งมากข น ขณะเด ยวก นการเจรจาการค าระหว างประเทศในเวท WTO รอบโดฮาไม ม ความค บหน าเท าท ควร และประเทศท เป นค แข งทางการค าของญ ป นได ม นโยบายเช งร กในการ จ ดทาความตกลงการค าเสร (FTA) และความตกลงห นส วนอย างใกล ช ด (EPA) ก บประเทศค ค าส าค ญของญ ป น ทาให ญ ป นล าหล งและเส ยเปร ยบในการแข งข นท งด านการค า การลงท น และการสร างความด งด ดน กธ รก จของ ต างประเทศในการท าการค าก บญ ป น และท ายส ดจะส งผลกระทบต อโอกาสการจ างงานของคนญ ป นใน ภาพรวม ด งน นเม อว นท 9 พฤศจ กายน 2553 คณะร ฐมนตร ญ ป นได ม มต เห นชอบนโยบายพ นฐานว าด วยการ เป นห นส วนเศรษฐก จอย างกว างขวาง (Comprehensive Economic Partnership) ข นซ งเป นมต ท สอดคล องก บย ทธศาสตร การเต บโตใหม (New Growth Strategy) ท ร ฐบาลญ ป นเห นชอบเม อว นท 18 ม ถ นายน 2553 เพ อกระช บความส มพ นธ ท ใกล ช ดย งข นก บเอเช ย ประเทศตะว นตก และประเทศเศรษฐก จใหม ท ม ศ กยภาพในการขยายตลาดและเป นแหล งทร พยากรธรรมชาต โดยเฉพาะเอเช ยแปซ ฟ ก ขณะเด ยวก นญ ป น ก ม ความห วงก งวลด านผลกระทบจากการเป ดเสร ก บภาคเกษตรกรรม รวมท งป ญหาการม ประชากรผ ส งอาย มากในภาพเกษตรและทายาทร นหล งไม ต องการส บทอดการท าธ รก จเกษตรกรรมของครอบคร ว ท าให เก ด ความไม ม นคงของภาคเกษตรกรรมในอนาคต อย างไรก ตาม ร ฐบาลญ ป นย นย นการให ความส าค ญอย างมากต อ การร กษาศ กยภาพของภาคเกษตรกรรมญ ป นและจะปร บข ดความสามารถในการแข งข นของภาคเกษตรกรรม เพ มข นท งการผล ตเพ อบร โภคภายในประเทศและการส งออกไปตลาดต างประเทศ ทางด านการจ ดท า FTA/EPA ใหม ญ ป นให ความส าค ญก บภ ม ภาคเอเช ยแปซ ฟ กมาก เน องจาก เก ยวพ นก บม ต ด านการเม อง เศรษฐก จ และความม นคง และเป นตลาดท ขยายต วส งท ส ดในโลก โดยเห นว า หากจ ดท าเขตการค าเสร เอเช ยแปซ ฟ ก (Free Trade Area of the Asia Pacific : FTAAP) จะช วยให ญ ป น สามารถเช อมโยงการค าก บตลาดหล กได เพ มข น รวมท งช วยเสร มบทบาทการเป นผ น าของญ ป นในภ ม ภาคด วย นอกจากน ในขณะเด ยวก น ญ ป นจะใช นโยบายเช งร กสน บสน นการจ ดท า EPA ทว ภาค ก บ 21 ประเทศใน ภ ม ภาคเอเช ยแปซ ฟ ก ท งน ร ฐบาลญ ป นเห นชอบมาตรการท ควรดาเน นการ 4 ด งน มาตรการท ใช ในภ ม ภาคเอเช ยแปซ ฟ ก : คณะร ฐมนตร เห นชอบให เพ มความพยายามในการ สร ปผลเจรจา EPA ก บเปร และออสเตรเล ยเพ อชดเชยก บโอกาสท ส ญเส ยไปจากการชะง กง นของ การเจรจา EPA ระหว างญ ป นก บเกาหล ใต ขณะเด ยวก นคณะร ฐมนตร เห นชอบให ผล กด นการ เจรจา FTA ระด บภ ม ภาค ได แก (1) เขตการค าเสร จ น เกาหล ใต และญ ป น (2) เขตการค าเสร เอเช ยตะว นออก (EAFTA) ประกอบด วยจ น เกาหล ใต ญ ป น และอาเซ ยน (3) ความตกลงห นส วน เศรษฐก จท กว างขวางในเอเช ยตะว นออก (CEPEA) ประกอบด วยจ น เกาหล ใต ญ ป น อ นเด ย ออสเตรเล ย น วซ แลนด และอาเซ ยน นอกจากน เห นชอบให ญ ป นศ กษาความเป นไปได ในการ เจรจา EPA ก บมองโกเล ย ส วนด านกลไกต ดตามผลการด าเน นการตามมาตรการฯ น ร ฐบาล 4 ข อม ลจาก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 24

151 เห นชอบให จ ดต งคณะกรรมการร ฐมนตร เพ อพ จารณาเร องเขตการค าเสร ในเอเช ยแปซ ฟ ก (Ministerial Meeting for Realization of a Free Trade Area in the Asia Pacific) มาตรการท ใช ก บประเทศค ค าหล กอ นท อย นอกเอเช ยแปซ ฟ ก : คณะร ฐมนตร เห นชอบให เจรจา เป ดตลาดก บกล มประเทศความร วมม ออ าวอาหร บ (Gulf Cooperation Council GCC) ซ ง ประกอบด วยประเทศบาห เรน ค เวต โอมาน กาตาร ซาอ ด อาระเบ ย และสหร ฐอาหร บเอม เรตส รวมท งศ กษาความเป นไปได ในการเจรจาเป ดตลาดและควรเร งเจรจาก บสหภาพย โรปในโอกาส แรกท เป นไปได โดยในระหว างน ขอให หน วยงานภาคร ฐท เก ยวข องเร งปฏ ร ปกฎระเบ ยบ ภายในประเทศท เป นมาตรการท ม ใช ภาษ เพ อรองร บก อนการเจรจาก บสหภาพย โรป มาตรการท ใช ก บประเทศอ น ๆ : คณะร ฐมนตร เห นชอบให ท างานเช งร กเพ อกระช บความส มพ นธ ทางเศรษฐก จและจ ดทา EPA ก บประเทศอ น ๆ ในเอเช ย ประเทศมหาอ านาจใหม และประเทศท ม ทร พยากรธรรมชาต มาก โดยดาเน นการควบค ไปท งด านการท ตและการค า มาตรการปร บต วของภาคเกษตร : คณะร ฐมนตร เห นชอบให จ ดต งส าน กงานส งเสร มการปฏ ร ป โครงสร างภาคเกษตรกรรม (Headquarters for Promotion of Agriculture Structural Reform) โดยม นายกร ฐมนตร เป นประธาน และร ฐมนตร กระทรวงเกษตร ป าไม และประมงเป น รองประธานฯ เพ อส งเสร มการปร บปร งประส ทธ ภาพและความม นคงทางอาหารของญ ป น ฟ นฟ และเพ มข ดความสามารถการแข งข นของภาคเกษตรและเกษตรอ ตสาหกรรม การพ ฒนาป าไม อย างย งย น และการปร บต วเพ อรองร บ EPA รวมท งทบทวนมาตรการก ดก นการค าท งมาตรการ ภาษ และมาตรการท ม ใช ภาษ (NTM) ส าหร บส นค าเกษตร โดยคณะร ฐมนตร ก าหนดให ส าน กงานฯ จ ดทานโยบายพ นฐานด านการเกษตรให เสร จในเด อนม ถ ยายน 2554 มาตรการการเคล อนย ายบ คคล : ร ฐบาลจะทบทวนมาตรการเก ยวก บการร บคนต างชาต เข ามา ท างาน เช น พยาบาล และผ ด แลคนป วยและคนส งอาย โดยม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มการจ าง งานและการพ ฒนาทร พยากรมน ษย ในขณะเด ยวก นก ต องพ จารณาสภาพแนวโน มประชากรและ ผลกระทบของการทางานของคนต างชาต ท ม ต อเสถ ยรภาพทางเศรษฐก จและส งคมของญ ป น โดย ขอให จ ดท าต งคณะท างานข นเพ อศ กษารายละเอ ยดผลกระทบและข อเสนอแนะเร องการ เคล อนย ายบ คคลต างชาต เข ามาทางาน โดยมอบให ร ฐมนตร ด านการวางแผนชาต เป นผ ร บผ ดชอบ จ ดทานโยบายให แล วเสร จภายในเด อนม ถ นายน กฎระเบ ยบการค าและการลงท นท สาค ญของญ ป น กฎระเบ ยบการค าและการลงท นท สาค ญของญ ป นจาแนกตามความด แลของหน วยงาน ได ด งน กฎระเบ ยบภายใต ความร บผ ดชอบของกระทรวงการคล ง กฎหมายการแลกเปล ยนเง นตราต างประเทศและการค าต างประเทศ (Foreign Exchange and Foreign Trade Act) พ.ศ.2548 ม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มการขยายการท าธ รก จก บต างประเทศอย าง เหมาะสมภายใต กลไกตลาดการค าเสร โดยให อ านาจกระทรวงการคล ง (Ministry of Finance) และกระทรวง เศรษฐก จ การค า และอ ตสาหกรรม (METI) ในการก าก บด แลเท าท จ าเป นเพ อร กษาสมด ลย ของด ลการค า ระหว างประเทศ เสถ ยรภาพของเง นตรา และความม นคงของเศรษฐก จญ ป น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 25

152 ภายใต กฎหมายฯ ให อานาจกระทรวงการคล งกาหนดมาตรฐานท จาเป นเพ อด แลการช าระเง นระหว าง ประเทศ การน าเง นออกไปลงท นในต างประเทศ การน าเง นต างประเทศเข ามาลงท นในญ ป น และการให อน ญาตการท าธ รก จแลกเปล ยนเง นตราต างประเทศ ตลอดจนให อ านาจ METI ในการลดข อจ าก ดการส งออก ส นค าไปต างประเทศ (ยกเว นส นค าบางประเภทท ต องห ามในการส งออก) การก าหนดเง อนไขให ผ ส งออกต อง ส งรายงานการส งออกด วยระบบอ เล กทรอน กส การก าหนดเง อนไขการน าเข าส นค าท ต องได ร บอน ญาต (Import License) จาก METI และม โควตากาหนด (เช น สารเสพต ด อาว ธ ส ตว ปลาบางชน ด พ ชท ระบ อย ใน อน ส ญญา CITES) เพ อเหต ผลด านความม นคงของชาต ความสงบเร ยบร อย และส ขอนาม ยของประชาชน นอกจากน ภายใต กฎระเบ ยบของกฎหมายฯ ย งห ามน าเข าส นค าท กประเภทจากเกาหล เหน อ ห ามน าเข า น วเคล ยร จรวด และอาว ธจากอ หร าน ในส วนของการเง น ภายใต กฎหมายฯ ญ ป นผ อนคลายกฎระเบ ยบการน าเง นจากต างประเทศมาลงท น ในประเทศให สะดวกข น โดยประเทศส าค ญท น าเง นมาลงท นในญ ป นมาก ได แก สหร ฐอเมร กา เนเธอร แลนด อ งกฤษ ฝร งเศส ส งคโปร และเกาหล ใต โดยประเภทธ รก จท ต างชาต ลงท นมาก ได แก บร การทางการเง นและ ประก นภ ย โทรคมนาคม ขนส ง อส งหาร มทร พย บร การซ อขายระหว างประเทศ (Trading) และการผล ต เคร องจ กร และเคม ภ ณฑ ส วนประเทศท ญ ป นน าเง นไปลงท นมาก ได แก สหร ฐอเมร กา จ น หม เกาะเคย แมน ปานามา และไทย โดยธ รก จท ญ ป นไปลงท นในต างชาต มาก ได แก การผล ตเหล กและโลหะ ยานยนต และ ช นส วน อส งหาร มทร พย ขนส งและโลจ สต กส กฎหมายศ ลกากร (Customs Law) ม ว ตถ ประสงค เพ อก าหนดพ ธ การน าเข า การส งออก การช าระ ภาษ ว ธ การจ ดการและก าหนดท าน าเข าและส งออก การตรวจของและป องก นล กลอบหน ศ ลกากร การเก บ ของในคล งส นค า การประก นและท ณฑ บน โดยกฎหมายศ ลกากรของญ ป นก าหนดให ผ ขนส งส นค าระหว าง ประเทศจะต องรายช อผ โดยสารและบ ญช รายการส นค าแก เจ าหน าท ศ ลกากรก อนน าเร อ/เคร องบ นเข าประเทศ รวมท งกาหนดให ผ นาเข าต องทาใบขนส นค าขาเข าให แล วเสร จก อนท จะน าเข าส นค า ส วนกรณ ท ผ น าเข าและผ ส งออกต องการให เจ าหน าท ศ ลกากรไปท าการตรวจปล อยส นค านอกอาณาบร เวณด านศ ลกากร เช น โรงงาน โรงพ กส นค านอกทาเน ยบท าเร อ จะต องเส ยค าธรรมเน ยมเพ มเต มจานวน 5,000 เยน/ช วโมง การประเม นภาษ น าเข าและค าธรรมเน ยมท เก ยวข องจะใช ฐานผลรวมของราคาส นค า ค าระวางขนส ง และค าประก นภ ย (CIF) เช นเด ยวก บท นานาประเทศใช ปฏ บ ต โดยการช าระค าภาษ น าเข าฯ สามารถจ ายได หลายช องทางท งจ ายโดยตรงก บหน วยงานภาคร ฐ สถาบ นการเง น และธนาคารพาณ ชย หล กของญ ป น ซ งกรม ศ ลกากรญ ป นมอบให องค การจ ดการเคร อข ายการช าระเง นหลายช องทาง (Japan Multi Payment Network Management Organization - JAMMO) ซ งเป นองค กรไม หาก าไร เป นผ บร หารการอ านวยความสะดวกใน การช าระเง น นอกจากน กรมศ ลกากรญ ป นอย ระหว างการพ ฒนาระบบเว บไซต ร วมเพ อให บร การเบ ดเสร จ (Common Portal for Next Generation Single Window) โดยเป นการทางานเพ ออานวยความสะดวกทาง การค าร วมก นระหว างหน วยงานภาคร ฐ เช น กรมศ ลกากร กรมสรรพากร METI ธนาคารพาณ ชย และผ ให บร การโลจ สต กส เพ อลดภาระเวลาและค าใช จ ายในการต ดต อผ านพ ธ การขาเข าและขาออก ป จจ บ นศ ลกากรญ ป นน าระบบร กษาความปลอดภ ยในการขนส งส นค า (Authorized Economic Operator - AEO) เพ อสร างความปลอดภ ยให ค ค า โดยใช บ งค บก บผ น าเข า ผ ส งออก คล งส นค าท ณฑ บน เขต ปลอดอากร ต วแทนออกของร บอน ญาต และผ ให บร การโลจ สต กส โดยจ ดให ม ความร วมม อระหว างศ ลกากร ญ ป นและผ ประกอบการของแต ละประเทศเพ อสร างความปลอดภ ยตลอดโซ อ ปทานการน าเข าและส งออก ส นค า โดยจะม การร บรองผ ประกอบการท เก ยวก บการเคล อนย ายส นค าตลอดโซ อ ปทานว าม การด าเน นงานท ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 26

153 ปลอดภ ย ครอบคล มต งแต ผ ผล ต ผ น าเข า ผ ส งออก ต วแทนออกของร บอน ญาต ผ ประกอบการขนส ง ผ รวบรวม คนกลาง ท าเร อ ท าอากาศยาน ผ ประกอบก กจารท ารถ คล งส นค า ผ จ ดจ าหน ายเป นต น ซ งจะเป ด โอกาสให ผ ประกอบการฯ ท ได ร บอน ญาต (AEO) ท าการประเม นตนเองเร องกระบวนการร กษาความปลอดภ ย อย างน อยป ละ 1 คร ง และเจ าหน าท ศ ลกากรจะเข าตรวจเย ยมสถานประกอบการและส มภาษณ ผ ท เก ยวข องถ ง ว ธ การร กษาความปลอดภ ยการขนส งส นค า กฎหมายพ ก ดอ ตราศ ลกากร (Customs Tariff Law) กาหนดพ ก ดอ ตราศ ลกากร ว ธ การท ใช ประเม น ภาษ รายการส นค าท ได ร บยกเว น/ลดหย อนภาษ ซ งกรมศ ลกากรญ ป นใช ระบบฮาร โมไนเซช น (HS) ในการ จ าแนกประเภทส นค า ซ งแบ งเป น 97 ตอน (Chapter) คล ายของไทยและอาเซ ยน แต กฎหมายพ ก ดอ ตรา ศ ลกากรของญ ป นจะอ างอ งมากท ส ดไม เก น 9 หล ก (จ านวนหล กของพ ก ดอ ตราศ ลกากรท ญ ป นใช ในการเจรจา การค าม กใช เพ ยง 6 หล ก แต ท ใช ในทางปฏ บ ต เม อดาเน นพ ธ การศ ลกากรจะใช ระด บ 9 หล ก Nine Digit Level) ภายใต กฎหมายพ ก ดอ ตราศ ลกากรม การแบ งอ ตราภาษ ท ให การลดหย อน/ยกเว นก บกล มประเทศไม เท าก น โดยแบ งเป น อ ตราภาษ ท วไป (General Rate) เป นอ ตราภาษ ส าหร บส นค าท กรายการท อย ภายใต กฎหมาย พ ก ดอ ตราศ ลกากร โดยเป นอ ตราภาษ พ นฐาน ซ งเป นอ ตราภาษ ท ไม ค อยม การเปล ยนแปลงอ ตรา ภาษ อ ตราภาษ ช วคราว (Temporary Rate) เป นอ ตราภาษ ส าหร บส นค าบางรายการท ร ฐบาล กาหนดให จ ดเก บภายใต ช วงระยะเวลาใดระยะเวลาหน ง โดยอ ตราภาษ ช วคราวน นอาจเป นอ ตรา ท ต ากว าหร อส งกว าอ ตราภาษ ท วไปก ได ข นอย ก บสถานการณ ด านเศรษฐก จและภาวะอ ปสงค และอ ปทานของส นค าแต ละประเภท อ ตราภาษ WTO (WTO Rate) ซ งเป นอ ตราภาษ ท ตกลงไว ภายใต องค การการค าโลก (WTO) นอกจากน อ ตราภาษ WTO ย งรวมถ งอ ตราภาษ ท ญ ป นเร ยกเก บจากส นค าน าเข าจากประเทศท ไม ได เป นสมาช ก WTO ซ งญ ป นได ท าความตกลงทว ภาค เพ อให การประต บ ต เย ยงชาต ท ได ร บ อน เคราะห ย ง (MFN) ให ได ส ทธ การเส ยภาษ ในอ ตราเด ยวก บสมาช ก WTO อ ตราภาษ GSP ซ งเป นอ ตราภาษ ท ญ ป นให ส ทธ พ เศษทางภาษ ศ ลกากรเป นการท วไป (Generalized System of Preferences Rate - GSP) แก ประเทศก าล งพ ฒนา ซ งจะเป นอ ตรา ภาษ ท ญ ป นเร ยกเก บในอ ตราต ากว าท เร ยกเก บจากส นค าท มาจากประเทศพ ฒนาแล ว อ ตราภาษ ท ให ก บประเทศท ญ ป นท าการค าเสร (EPA Tariff Rate) ซ งป จจ บ น ได แก ส งคโปร เม กซ โก มาเลเซ ย ช ล ไทย อ นโดน เซ ย บร ไน ฟ ล ปป นส สว ตเซอร แลนด เว ยดนาม และอาเซ ยน ญ ป นเป นประเทศท ม นโยบายส งเสร มการเป ดเสร และได ยกเล กอ ตราภาษ น าเข าส าหร บส นค าโดยส วน ใหญ อย างไรก ตาม อ ตราภาษ ศ ลกากรท ญ ป นเร ยกเก บก บส นค าแต ละตอน (Chapter) น นจะแตกต างก นบ าง โดยในภาพรวมสร ปได ด งน ตารางท 3 1 : ความแตกต างของอ ตราภาษ ศ ลกากรท ญ ป นเร ยกเก บก บส นค าแต ละตอน (Chaper) กล มส นค าท ญ ป นม การเป ด ตลาดระด บส ง โดยไม ม การ เร ยกเก บภาษ นาเข า ตอนท 1 (ส ตว ม ช ว ต) 4 (ผล ตภ ณฑ นม) 5 (ผล ตภ ณฑ จากส ตว อ น) 6 (ต นไม และดอกไม ประด บ) 12 (เมล ดพ ชท ม น าม น) 13 (คร ง) 23 (กากอ ตสาหกรรม) 24 (ยาส บ) 25 (เกล อ) 26 (ส นแร ) 27 (เช อเพล ง) 30 (ผล ตภ ณฑ เภส ชกรรม) 32 (ป ย) 33 (เอสเซนเช ยลออยล ) 34 (สบ ) 36 (ว ตถ ระเบ ด) 37 (ของท ใช ถ ายร ป) 38 (เคม ภ ณฑ เบ ดเตล ด) 40 (ยาง) 45 (ไม ก อก) 47 (เย อกระดาษ) 48 (กระดาษ) 49 (หน งส อพ มพ ) 50 (ไหม) 51 (ขนแกะ) ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 27

154 กล มส นค าท ญ ป นม การเป ด ตลาดระด บปานกลาง โดย ม การเร ยกเก บภาษ น าเข า ปานกลาง กล มส นค าท ญ ป นม การเป ด ตลาดระด บต า โดยม การ เร ย ก เก บ ภ า ษ น า เ ข า ค อนข างส งหร อไม รวม ผ กพ นการเป ดตลาด 53 (เส นใย) 63 (ของทาด วยส งทอ) 65 (หมวก) 66 (ร ม) 67 (ขนส ตว ) 68 (ของทาด วยห น) 69 (ผล ตภ ณฑ เซรา ม ก) 70 (แก ว) 71 (ไข ม ก) 72 (เหล ก) 73 (ของท าด วยเหล ก) 74 (ทองแดง) 75 (น กเก ล) 76 (อะล ม เน ยม) 78 (ตะก ว) 79 (ส งกะส ) 80 (ด บ ก) 81 (โลหะอ น) 82 (ของใช โลหะ) 83 (ของเบ ดเตล ดท าด วยโลหะ) 84 (เคร องจ กร) 85 (เคร องจ กรไฟฟ า) 86 (รถไฟ) 87 (ยานยนต ) 88 (อากาศยาน) 89 (เร อ) 90 (อ ปกรณ การแพทย ) 91 (นาฬ กา) 92 (เคร องดนตร ) 94 (เฟอร น เจอร ) 95 (ของเล น) 97 (ศ ลปกรรม) ตอนท 7 (พ ชผ ก) 9 (กาแฟ ชา) 14 (ว ตถ จากพ ชท ใช ถ กสาน) 15 (ไขม นและน าม นส ตว หร อพ ช) 16 (ของปร ง แต งจากเน อส ตว ) 22 (เคร องด ม) 28 (เคม ภ ณฑ อน นทร ย ) 29 (เคม ภ ณฑ อ นทร ย ) 35 (สารแอลบ ม นอยด ) 39 (พลาสต ก) 44 (ไม ) 46 (ผล ตภ ณฑ จ กรสาน) 52 (ฝ าย) 54 (ใยยาว) 55 (เส นใยส นประด ษฐ ) 56 (แวดด ง) 57 (พรม) 58 (ผ าทอ) 59 (ผ าส งทอ) 60 (ผ าถ ก) 61 (เคร องแต งกายถ กแบบน ต) 62 (เคร องแต งกายท ไม ได ถ กแบบ น ต) 64 (รองเท า) 93 (อาว ธ) 96 (ผล ตภ ณฑ เบ ดเตล ด) ตอนท 2 (เน อส ตว ) 3 (ปลา) 8 (ผลไม ) 10 (ธ ญพ ช) 11 (แป ง) 17 (น าตาล) 18 (โกโก ) 19 (ของปร งแต งจาก ธ ญพ ช) 20 (ของปร งแต งจากพ ชผ ก) 21 (ของปร งแต งเบ ดเตล ดท บร โภคได ) 41 (หน ง) 42 (เคร องหน ง) 43 (หน งเฟอร ) 5 สร ปสาระสาค ญของกล มส นค าแต ละตอน ด งน ตอนท 1 ส ตว ม ช ว ต : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดในท กเวท โดยยกเล กภาษ น าเข าส ตว ม ช ว ตท ก รายการ (ยกเว นการนาเข าส กรม ช ว ตท ย งคงเก บภาษ น าเข าร อยละ ส าหร บการน าเข าท วไป การน าเข า โดยใช ส ทธ WTO และการน าเข าโดยใช ส ทธ AJCEP ส วน FTA/EPA อ น ๆ น น ญ ป นได ยกเว นภาษ น าเข าส กร ม ช ว ต) ตอนท 2 เน อส ตว และส วนอ นของส ตว ท บร โภคได : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการ นาเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การ เก บภาษ และการใช โควตานาเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรา มากกว าร อยละ 30) ได แก เน อโคกระบ อสดและแช เย น กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก เคร องในส ตว เน อไก ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาด มาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก เน อหม สดและแช เย น แฮม ม นหม เน อแกะ เน อแพะ และเน อ กระต าย ตอนท 3 ปลา ส ตว น าจ าพวกคร สตาเซ ย โมลล สก และส ตว น าท ไม ม กระด กส นหล งอ น ๆ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และการใช โควตานาเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคง เก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ปลารมคว น ปลาแห ง หอย เปาฮ อ แมงกะพร น ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก ปลาสวยงาม ปลา สดและแช เย น เน อปลาแบบฟ ลเล ก ง และปลาหม ก ตอนท 4 ผล ตภ ณฑ นม ไข ส ตว ป ก น าผ งธรรมชาต ผล ตภ ณฑ จากส ตว ท บร โภคได อ น ๆ : ญ ป น ม ท าท การเป ดตลาดนาเข าส นค าในตอนน ท กรายการและท กเวท การเจรจาการค า ตอนท 5 ผล ตภ ณฑ จากส ตว ท ไม ได ระบ หร อรวมไว ในท อ น : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดน าเข า ส นค าในตอนน ท กรายการและท กเวท การเจรจาการค า 5 รวบรวมข อม ลจาก ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 28

155 ตอนท 6 ต นไม และพ ชอ น ๆ ท ม ช ว ต ห ว ราก และส งท คล ายก น ดอกไม และใบไม ท ใช ประด บ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดนาเข าส นค าในตอนน ท กรายการและท กเวท การเจรจาการค า ตอนท 7 พ ชผ กรวมท งรากและห วบางชน ดท บร โภคได : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการ นาเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การ เก บภาษ นาเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก น ร อยละ 30) ได แก ห วหอม ม นฝร งแช เย นแช แข ง ถ วล นเตาแช เย นแช แข ง ข าวโพดหวาน หน อไม ฝร งแช แข งแช แข ง แตงกวาดอง ผลมะกอก เห ดตากแห ง และม นเทศ เป นต น ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก ม นฝร งสด มะเข อเทศ กระเท ยม กระหล าปล ผ กกาดหอม แครอท แตงกวาสด และม นสาปะหล ง เป นต น ตอนท 8 ผลไม และล กน ตท บร โภคได เปล อกผลไม จ าพวกส มหร อเปล อกแดง : ญ ป นม ท าท การ เป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และการใช โควตาน าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรามากกว าร อยละ 30) ได แก กล วยสด กล วยอบแห ง ส ม (เฉพาะน าเข าช วงเด อน ธ นวาคม พฤษภาคม) กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก วอลน ต ส บปะรดสดและแห ง ส ม (เฉพาะการน าเข าในช วงเด อนม ถ นายน พฤศจ กายน) อง น แอปเป ล เชอร ร สตรอเบอร ร และผลไม เม องหนาวอ น ๆ และส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก มะพร าว เมล ดมะม วงห มพานต เมล ดอ ลมอนด พ สตาช โอ อ นทผล ม ฝร ง มะม วง ม งค ด มะนาว แตงโม มะละกอ และผลไม เม องร อนอ น ๆ ตอนท 9 กาแฟ ชา ชามาเต และเคร องเทศ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจาก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และเวท GSP ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก น ร อยละ 30) ได แก กาแฟค ว ชาเข ยว ชาด า และข ง และส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก กาแฟท ไม ได ค ว พร กไทย วาน ลา อบเชย กระวาน ย หร า และขม น ตอนท 10 ธ ญพ ช : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป น ย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ข าวฟ าง ส วนกล มส นค าท ญ ป น ม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก ข าวไรย ข าวโอ ต ข าวโพดเล ยงส ตว ล กเด อย และข าวซอร ก ม นอกจากน ย งพบว าในการเจรจา EPA/FTA ญ ป นได ยกเร องการเป ดตลาดธ ญพ ช เช น ข าวสาล และเมสล น ข าวบาร เลย ข าว (ข าวเปล อก ข าวกล อง ข าวท ส แล ว ข าวน ง ข าวเหน ยว ฯลฯ) ออกจากการเจรจาในท กเวท โดยแสดงท าท ช ดเจนว าจะไม ผ กพ นการเป ดตลาด ตอนท 11 ผล ตภ ณฑ ของอ ตสาหกรรมโม ส เมล ดธ ญพ ช มอลต สตาร ช อ น ล น และกล เทนจาก ข าวสาล : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการนาเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ น าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก แป งข าวโพด แป งข าวไรย แป งข าวเจ า และ แป งม นฝร ง ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก เมล ดธ ญพ ชท ท าให แบน หร อเป นเกล ด นอกจากน ย งพบว าในการเจรจา EPA/FTA ญ ป นได ยกเร องการเป ดตลาดส นค าบางรายการ เช น แป งข าวสาล แป งเมสล น มอลต สตาร ช และอ น ล นออกจากการเจรจาในท กเวท ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 29

156 ตอนท 12 เมล ดพ ชและผลไม ท ม น าม น เมล ดธ ญพ ช เมล ดพ ชและผลไม เบ ดเตล ด พ ชท ใช ใน อ ตสาหกรรมหร อใช เป นยา ฟางและหญ าแห งท ใช เป นอาหารส ตว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดการน าเข า ส นค าในตอนน ท กรายการและท กเวท การเจรจาการค า ตอนท 13 คร ง รวมท งก ม เรซ น น าเล ยง และส งสก ดอ นจากพ ช : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดการ นาเข าส นค าในตอนน ท กรายการและท กเวท การเจรจาการค า ตอนท 14 ว ตถ จากพ ชท ใช ถ กสาน ผล ตผลจากพ ชท ไม ได ระบ หร อรวมไว ในท อ น : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดการนาเข าส นค าในตอนน ท กรายการและท กเวท การเจรจาการค า (ยกเว นการน าเข าไม ไผ ท ย งคง เก บภาษ นาเข าร อยละ 5-10 สาหร บการนาเข าท วไปและการนาเข าโดยใช ส ทธ WTO) ตอนท 15 ไขม นและน าม นท ได จากส ตว หร อพ ช และผล ตภ ณฑ ท แยกได จากไขม นและน าม น ด งกล าว ไขม นท บร โภคได ซ งจ ดท าแล ว ไขท ได จากส ตว หร อพ ช : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการ น าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และเวท GSP ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก น าม นหม ไขม นปลา และส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก ไขม นว ว ไขขนส ตว น าม นมะกอก น าม นปาล ม น าม นมะพร าว น าม นงา เป นต น ตอนท 16 ของปร งแต งจากเน อส ตว ปลา หร อส ตว น าจ านวนคร สตาเซ ย โมลล สก หร อจาก ส ตว น าท ไม ม กระด กส นหล งอ น ๆ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และการใช โควตาน าเข า อย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ต บส ตว ปลาหม กกระป อง หอยกระป อง ปลากระป อง ท น ากระป อง ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ด ตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก ป กระป อง ก งกระป อง ลอบสเตอร กระป อง นอกจากน ย งพบว าใน การเจรจา EPA/FTA ญ ป นได ยกเร องการเป ดตลาดส นค าบางรายการ เช น ไส กรอก ออกจากการเจรจาในท ก เวท (ยกเว นการเจรจาก บฟ ล ปป นส ท เป ดให นาเข าภายในโควตา) ตอนท 17 น าตาลและขนมท าจากน าตาล : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจาก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และการใช โควตาน าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส ง (เก บภาษ ในอ ตรามากกว า ร อยละ 30) ได แก หมากฝร ง กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก น ร อยละ 30) ได แก แล กโทส กล โคส ฟร กโทส น าตาลเมเป ล ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตรา ภาษ ร อยละ 0-5) ได แก คาราเมล นอกจากน ย งพบว าในการเจรจา EPA/FTA ญ ป นได ยกเร องการเป ดตลาด ส นค าบางรายการ เช น น าตาลท ได จากอ อยและห วบ ตออกจากการเจรจาในท กเวท (ยกเว นการเจรจาก บ ฟ ล ปป นส ท เป ดให นาเข าภายในโควตา) ตอนท 18 โกโก และของปร งแต งท ท าจากโกโก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข า จากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บ ภาษ นาเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรามากกว าร อยละ 30) ได แก ผงโกโก หมากฝร งท ท าจากโกโก กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ขนมช อกโกแล ต ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก เมล ดโกโก และโกโก บ ตเตอร ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 30

157 ตอนท 19 ของปร งแต งจากธ ญพ ช แป ง สตาร ช หร อนม ผล ตภ ณฑ อาหารจ าพวกเพสทร : ญ ป น ม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ น าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรามากกว าร อยละ 30) ได แก อาหารปร งแต งท ใช เล ยงทารก ขนมป งข ง วาฟเฟ ล พ ซซ าแช แข ง กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ขนมป งกรอบ เส นหม พร อมปร ง คอนเฟล ก ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ม จ านวนน อย เน องจากส นค าตอนท 19 เป นกล มส นค าอ อนไหวของญ ป นในเวท การเจรจากรอบต าง ๆ ตอนท 20 ของปร งแต งท าจากพ ชผ ก ผลไม ล กน ต หร อจากส วนอ นของพ ช : ญ ป นม ท าท การ เป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และก าหนดโควตาน าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรามากกว าร อยละ 30) ได แก น าส บปะรด มะนาวผง น าส ม น าอง น กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ม นฝร งปร งแต ง ข าวโพด ปร งแต ง เมล ดอ ลมอนต ค ว แอปปร คอทผง ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก เมล ดมะม วงห มพานต ค ว ซ งส นค าตอนท 20 เป นกล มส นค าอ อนไหวของญ ป นในเวท การเจรจา กรอบต าง ๆ ตอนท 21 ของปร งแต งเบ ดเตล ดท บร โภคได : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจาก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และก าหนดโควตาน าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส ง (เก บภาษ ในอ ตรามากกว า ร อยละ 30) ได แก ไอศคร ม กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก น ร อยละ 30) ได แก กาแฟผสมสาเร จร ป ชาสาเร จร ป ซอสมะเข อเทศ ม สตาร ด เคร องด มช ก าล ง ส วนกล มส นค า ท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก ย สต ท งน ส วนใหญ ส นค าตอนท 21 เป นกล มส นค า อ อนไหวของญ ป นในเวท การเจรจากรอบต าง ๆ ตอนท 22 เคร องด ม ส รา น าส มสายช : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการนาเข าจากประเทศ ด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ น าเข า อย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรามากกว าร อยละ 30) ได แก ไซเดอร และเอท ลแอลกอฮอล กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก น าอ ดลม และไวน ส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ร อยละ 0-5) ได แก น าแร บร นด เหล าร ม วอตก า และเบ ยร ตอนท 23 กากและเศษท เหล อจากอ ตสาหกรรมผล ตอาหาร อาหารท จ ดท าไว ส าหร บเล ยงส ตว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดในท กเวท โดยยกเว นภาษ การนาเข ากากและเศษท เหล อจากอ ตสาหกรรมผล ตอาหาร (ยกเว นการนาเข าอาหารส น ข อาหารแมว และอาหารเสร มท เป นอาหารส ตว ท ย งคงเส ยภาษ น าเข าตามน าหน ก ส นค า) ตอนท 24 ยาส บและผล ตภ ณฑ ท ใช แทนยาส บ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดในท กเวท โดยยกเว น ภาษ การนาเข ายาส บและผล ตภ ณฑ ท ใช แทนยาส บ (ยกเว นการนาเข าซ ก าโดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ และยาเส นท ต องเส ยภาษ ร อยละ 30-35) ตอนท 25 เกล อ กามะถ น ด น และห น ว ตถ จาพวกปลาสเตอร ป นขาว และป นซ เมนต : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 25 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 31

158 ตอนท 26 ส นแร ตะกร น และเถ า : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 26 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ตอนท 27 เช อเพล งท ได จากแร น าม นแร และผล ตภ ณฑ ท ได จากการกล นส งด งกล าว สารบ ท ม น ส ไขท ได จากแร : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 27 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการนาเข าผงถ านห นอ ดเป นก อน ถ านโค ก แนฟทาล น มอเตอร สป ร ต เคโรซ น และป โตรเล ยม เยลล โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-5) ตอนท 28 เคม ภ ณฑ อน นทร ย สารประกอบอ นทร ย หร อสารประกอบอน นทร ย ของโลหะม ค า ของโลหะจาพวกแรร เอ ร ท ของธาต ก มม นตร งส หร อของไอโซโทป : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการ นาเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และเวท การเจรจา EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ GSP ญ ป นย งคงม การเก บภาษ น าเข าอย ในอ ตราไม เก นร อยละ 5 โดยม ส นค าท ถ กเก บภาษ ภายใต WTO และอ ตราภาษ ท วไป เช น คลอร น ไฮโดรเจน แคลเซ ยม ไฮโดรเจน ฟล ออไรซ โซเด ยมซ ลเฟส เป นต น ตอนท 29 เคม ภ ณฑ อ นทร ย : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อย พ ฒนา (LDC) และเวท การเจรจา EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ ส วนในเวท การเจรจา อ น ๆ เช น WTO และ GSP ญ ป นย งคงม การเก บภาษ น าเข าอย ในอ ตราไม เก นร อยละ 5 โดยม ส นค าท ถ กเก บ ภาษ ภายใต WTO และอ ตราภาษ ท วไป เช น อะไซคล กไฮโดร คาร บอน เบนซ น โทล อ น อน พ นธ ชน ดฮาโลเจเนเต ด ของไฮโดรคาร บอน และอะไซคล กแอลกอฮอล เป นต น ตอนท 30 ผล ตภ ณฑ ทางเภส ชกรรม : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 30 ในท กเวท การ เจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าผ ากอซ ผ าพ นแผล และเยลหล อล นเพ อการผ าต ด ศ ลยกรรมโดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 4-6) ท งหมด ตอนท 31 ป ย : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าป ยในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ตอนท 32 ส งสก ดท ใช ฟอกหน งหร อย อมส แทนน นและอน พ นธ ของแทนน น ส ย อม สารส (พ กเมนต ) และว ตถ แต งส อ น ๆ ส ทาและวาร น ช พ ตต และมาสต กอ น ๆ รวมท งหม ก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค า ตอนท 32 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าแทนน นและอน พ นธ ของ แทนน น ว ตถ แต งส ท เป นอ นทร ย ส งเคราะห และสารส ปร งแต ง โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ ง ย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-6) ตอนท 33 เอสเซนเช ยลออยล และเรซ นอยด เคร องหอม เคร องส าอาง หร อส งปร งแต งส าหร บ ประท นร างกายหร อประเท องโฉม (ทอยเล ตเพรพาเรช น) : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 33 ในท ก เวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าเมนทาไพเพอร ร ทา เอสเซนเช ยลออยล ท า จากลาเวนเดอร และเจอราเน ยม ส งปร งแต งส าหร บแต งหน าหร อบ าร งผ ว ฯลฯ โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร อ อ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-6) ตอนท 34 สบ สารอ นทร ย ท เป นต วลดแรงต งผ ว ส งปร งแต งท ใช ซ กล าง ส งปร งแต งท ใช หล อล น ไขเท ยม ไขปร งแต ง ส งปร งแต งท ใช ข ดเงาหร อข ดถ เท ยนไขและของท คล ายก น เพสต ส าหร บท าแบบ ไขท ใช ทางท นตกรรม ส งปร งแต งทางท นตกรรมซ งม ปลาสเตอร เป นหล ก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 32

159 34 ในท กเวท การเจรจาพห ภาค และทว ภาค โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าสบ ท ม ต วยา ผสม สารซ กฟอก สารอ นทร ย ท ลดแรงต งผ ว เท ยนไข ฯลฯ โดยใช อ ตราภาษ ท วไปซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-6) ตอนท 35 สารแอลบ ม นอยด โมด ไฟด สตาร ช กาว เอนไซม : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะ การน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และเวท การเจรจา EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท ก รายการ (ยกเว นส นค าเดกซ ทร นและโมด ไฟด สตาร ชท ย งม การกาหนดโควตานาเข า) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ น าเข าอย ในอ ตราร อยละ 3-25 โดยกล มส นค าท ม การเก บภาษ ส งภายใต WTO และอ ตราภาษ ท วไป ได แก เยลาต น เดกซ ทร นและโมด ไฟด สตาร ช และกาว ตอนท 36 ว ตถ ระเบ ด ผล ตภ ณฑ จ าพวกดอกไม เพล ง ไม ข ดไฟ แอลลอยท ท าให เก ดประกายไฟ ส งปร งแต งท ส นดาปได บางชน ด : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 36 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว น ภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าด นข บ ว ตถ ระเบ ด ดอกไม เพล ง ไม ข ดไฟ และเช อเพล งเหลวท ใช เต ม ไฟแช ก ฯลฯ โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 4-6) ตอนท 37 ของท ใช ในการถ ายร ปหร อถ ายภาพยนตร : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 37 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าฟ ล มม วนส าหร บเอกซเรย กระดาษไวแสง ท ใช ในการถ ายร ป โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 5-6) ตอนท 38 เคม ภ ณฑ เบ ดเตล ด : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 38 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข ากราไฟต เท ยม คาร บอนก มม นต สารฆ าแมลงและว ชพ ช สารช วยให ส ต ด สารก ดล างโลหะ สารท ใช เป นต วเร งส าหร บยางคอมพาวนด ฯลฯ โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร อ อ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-5) ตอนท 39 พลาสต กและของท ท าด วยพลาสต ก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 39 ให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และเวท การเจรจา EPA/FTA (ยกเว นส นค าโพล เมอร ของเอท ล น ในล กษณะข นปฐม และโพล เมอร ของโพรพ ล นหร อของโอล ฟ นในล กษณะข นปฐม ซ งญ ป นย งคงภาษ ไว ร อยละ 1-4 ในการน าเข าจากค เจรจา EPA/FTA ส วนเวท การเจรจา WTO และ GSP น น ญ ป นย งคงก าหนดให การ นาเข าส นค าพลาสต กเก อบท กรายการต องเส ยภาษ ร อยละ 4-12 ตอนท 40 ยางและของทาด วยยาง : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค ายางและของท าด วยยางในท ก เวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ตอนท 41 หน งด บ หน งฟอก หน งเฟอร และของท ท าด วยหน งด งกล าว เคร องอานและเคร อง เท ยมลาก เคร องใช ส าหร บเด นทาง กระเป าถ อและภาชนะท คล ายก น ของท าด วยไส ส ตว (นอกจากไส ต ว ไหม) : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และการใช โควตาน าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป น ย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรามากกว าร อยละ 30) เช น หน งด บของว ว และหน งฟอกของว ว กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก หน งด บของ ส ตว เล อยคลาน หน งฟอกของหม และหน งชาม ว และส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) เช น หน งฟอกของจระเข ตอนท 42 เคร องหน ง เคร องอานและเคร องเท ยมลาก เคร องใช ส าหร บเด นทาง กระเป าถ อ และ ภาชนะท คล ายก น ของท าด วยไส ส ตว (นอกจากไส ต วไหม) : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข า จากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 33

160 ภาษ และการใช โควตาน าเข าอย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าส งอย (เก บภาษ ในอ ตรา มากกว าร อยละ 30) เช น เคร องแต งกายท าด วยหน ง ถ งม อหน ง เข มข ดหน ง กล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ นาเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก เคร องอาน เคร องเท ยมลาก กระเป าเด นทาง ท ทาจากหน ง กระเป าน กเร ยนท ด านนอกท าจากพลาสต กหร อว ตถ ทอ กระเป าใส สตางค ท าด วยหน ง และส วน กล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) เช น กระเป าถ อ กล องใส เคร องประด บท ด านนอกทาจากกระดาษแข ง ตอนท 43 หน งเฟอร เฟอร เท ยม และผล ตภ ณฑ ของของด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป น ย งคงม การเก บภาษ อย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และ ไม เก นร อยละ 30) ได แก เคร องแต งกายและของใช ประกอบก บเคร องแต งกายท าด วยหน งเฟอร หน งเฟอร ท ฟอกหร อตกแต งแล ว และส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก หน งเฟอร ด บ ตอนท 44 ไม และของท าด วยไม ถ านไม : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจาก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นส นค าเพ ยงไม ก รายการ เช น แผ นไม ว เน ยร และไม ไผ ท ย งคงเก บภาษ ในอ ตราร อยละ 2-6) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ GSP ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยแบ งเป นกล มส นค าท ญ ป นย งคงเก บภาษ น าเข าปานกลาง (มากกว าร อยละ 5 และไม เก นร อยละ 30) ได แก ไม สนท เล อยแล ว ไม ป พ นแบบปาร เกต และส วนกล มส นค าท ญ ป นม การเป ดตลาดมาก (อ ตราภาษ ต งแต ร อยละ 0-5) ได แก ไม ฟ น ไม ย งไม แปรร ป ไม สนท เป นต น และไม หมอนรถไฟ ตอนท 45 ไม ก อกและของทาด วยไม ก อก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าไม ก อกและของท าด วย ไม ก อกในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ตอนท 46 ผล ตภ ณฑ ท าด วยฟาง ท าด วยเอสพาร โต หร อว ตถ ถ กสานอ น ๆ เคร องจ กสานและ เคร องสาน : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการนาเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA โดย ยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นส นค าเพ ยงไม ก รายการ เช น เส อท ถ กจากว ตถ จากพ ชท ไม ใช ไม ไผ และหวายท ย งคงเก บภาษ ในอ ตราร อยละ 1-4) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ GSP ญ ป นย งคง เก บภาษ ก บส นค าต าง ๆ เช น เส อ เคร องจ กสาน เคร องสาน กระสอบ กระเป าถ อท าจากเคร องจ กสาน ฯลฯ อย ในอ ตราร อยละ 4-10 ตอนท 47 เย อไม หร อเย อท ได จากว ตถ จาพวกเส นใยเซลล ปโลสอ น ๆ กระดาษหร อกระดาษแข ง ท น ากล บค นมาใช ได อ ก (เศษและของท ใช ไม ได ) : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 47 ในท กเวท การ เจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ตอนท 48 กระดาษและกระดาษแข ง ของทาด วยเย อกระดาษ หร อท าด วยกระดาษหร อกระดาษ แข ง : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 48 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ตอนท 49 หน งส อท พ มพ เป นเล ม หน งส อพ มพ ร ปภาพและผล ตภ ณฑ อ น ๆ ของอ ตสาหกรรม การพ มพ ต นฉบ บท เข ยนหร อด ดพ มพ และแปลน : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 49 ในท กเวท การ เจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 34

161 ตอนท 50 ไหม : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าไหมในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการนาเข าผ าทอทาด วยไหมหร อเศษไหมโดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต อง เส ยภาษ ร อยละ 8-20) ตอนท 51 ขนแกะ ขนละเอ ยด หร อขนหยาบของส ตว ด ายขนม าและผ าทอ : ญ ป นม ท าท การ เป ดตลาดส นค าตอนท 51 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าผ าทอท า ด วยขนแกะหร อขนละเอ ยดของส ตว ท หว /สางแล ว โดยใช อ ตราภาษ ท วไป หร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ย ภาษ ร อยละ 3-10) ตอนท 52 ฝ าย : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน ก บประเทศด อย พ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บภาษ นาเข าในอ ตราร อยละ 4-12 ก บส นค าบางรายการ เช น ผ าทอทาด วยฝ าย ตอนท 53 เส นใยส งทอจากพ ชอ น ๆ ด ายกระดาษ และผ าทอจากด ายกระดาษ : ญ ป นม ท าท การ เป ดตลาดส นค าตอนท 53 ในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าด ายป านล น น และผ าทอทาด วยป านล น น โดยใช อ ตราภาษ ท วไป หร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 8-16) ตอนท 54 ใยยาวประด ษฐ แถบและว ตถ ทอประด ษฐ ท คล ายก น : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค า ฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว น ภาษ นาเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO และ GSP น น ย งคงเก บภาษ น าเข าในอ ตราร อยละ 4-16 ก บส นค าบางรายการ เช น ใยยาวเด ยวส งเคราะห ด ายใยยาวเท ยม ผ าทอท าด วยด ายใยยาวส งเคราะห และผ าทอ ทาด วยด ายใยยาวเท ยม เป นต น ตอนท 55 เส นใยส นประด ษฐ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO และ GSP น น ย งคงเก บภาษ น าเข าในอ ตราร อยละ 4-13 ก บส นค าบางรายการ เช น เส นใย ส นส งเคราะห ท ไม ได สาง/หว ด ายท ท าด วยเส นใยส นส งเคราะห ด ายท าด วยเส นใยส นเท ยม และผ าทอท าด วย เส นใยส นส งเคราะห เป นต น ตอนท 56 แวดด ง ส กหลาดและผ าไม ทอ ด ายชน ดพ เศษ เช อกชน ดทไวน ชน ดคอร เดจ ชน ด โรปและเคเบ ล และของทาด วยส งด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไร ก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บภาษ น าเข าในอ ตราร อยละ 1-8 ก บส นค าท กรายการ เช น ส กหลาด ผ าไม ทอ ด ายยาง และด ายท ม โลหะ เป นต น ตอนท 57 พรมและส งทอป พ นอ น ๆ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO และ GSP น น ย งคงเก บภาษ น าเข าในอ ตราร อยละ 5-14 ก บส นค าท กรายการ เช น พรมและส งป พ นทาโดยว ธ ผ กปม พรมและส งป พ นทาโดยว ธ ทอ พรมและส งป พ นทาป ยแบบท ฟต เป นต น ตอนท 58 ผ าทอชน ดพ เศษ ผ าส งทอท ท าป ยแบบท ฟต ผ าล กไม เทเพสทร ผ าท ใช ตกแต ง และ ผ าป ก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO และ GSP น น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 35

162 ย งคงเก บภาษ นาเข าในอ ตราร อยละ 4-18 ก บส นค าท กรายการ เช น ผ าทอม ขนแบบไพล และแบบเชน ลล ผ าทอ แบบผ าขนหน ผ าโปร ง และผ าทอหน าแคบ เป นต น ตอนท 59 ผ าส งทอท อาบซ ม เคล อบ ห มหร ออ ดเป นช น ของท าด วยส งทอชน ดท เหมาะส าหร บ ใช ในอ ตสาหกรรม : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน ตาม GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บภาษ น าเข าใน อ ตราร อยละ 4-8 ก บส นค าท กรายการ ตอนท 60 ผ าถ กแบบน ตหร อแบบโครเชต : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บภาษ นาเข าในอ ตราร อยละ 5-10 ก บส นค าท กรายการ ตอนท 61 เคร องแต งกายและของท ใช ประกอบก บเคร องแต งกายถ กแบบน ตหร อโครเชต : ญ ป น ม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท ก เวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บภาษ น าเข าใน อ ตราร อยละ 5-11 ก บส นค าท กรายการ ตอนท 62 เคร องแต งกายและของท ใช ประกอบก บเคร องแต งกายท ไม ได ถ กแบบน ตหร อแบบโคร เชต : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บ ภาษ นาเข าในอ ตราร อยละ 6-13 ก บส นค าท กรายการ ตอนท 63 ของทาด วยส งทอท จ ดทาแล วอ น ๆ ของเป นช ด เส อผ าท ใช แล ว และของท ใช แล วท า ด วยส งทอ ผ าข ร ว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าฝ ายในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด อย างไรก ตาม ภายใต เวท WTO น น ย งคงเก บภาษ นาเข าในอ ตราร อยละ 5-11 ก บส นค าท กรายการ (ยกเว นผ าข ร วหร อเศษผ า) ตอนท 64 รองเท า สน บแข งและของท คล ายก น รวมท งส วนประกอบของของด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดให เฉพาะการน าเข าจากประเทศด อยพ ฒนา (LDC) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO GSP EPA/FTA ญ ป นย งคงม การเก บภาษ และการใช โควตาน าเข าอย โดยส วนใหญ เป นกล มส นค าท ญ ป นย งคง เก บภาษ น าเข ามากกว าร อยละ 2 และไม เก นร อยละ 30) ได แก รองเท าหน ง รองเท าก ฬา รองเท าแตะ และ รองเท าสก ตอนท 65 เคร องสวมศ รษะและส วนประกอบของเคร องสวมศ รษะ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาด ส นค าตอนท 65 ในเวท GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการ นาเข าหมวกทาด วยส กหลาด หมวกป ก ร างแหคล มผม หมวกน รภ ยในทางอ ตสาหกรรม ฯลฯ โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 4-6) ตอนท 66 ร ม ร มป กก นแดด ไม เท า ไม เท าท เป นท น ง แส แส ข ม า และส วนประกอบของของ ด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 66 ในเวท GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดย ยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด (ยกเว นการนาเข าส นค าตอนท 66 โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ ง ย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-4) ตอนท 67 ขนแข งและขนอ อนของส ตว ป กท จ ดเตร ยมแล ว และของทาด วยขนด งกล าว ดอกไม เท ยม ของท าด วยผมคน : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 66 ในเวท GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 36

163 (ยกเว น EPA ก บอ นโดน เซ ยท ญ ป นย งคงเก บภาษ ดอกไม เท ยมจากอ นโดน เซ ยในอ ตราร อยละ 1) โดยยกเว น ภาษ นาเข าให ท งหมด ส วนหากเป นการน าเข าส นค าตอนท 67 โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ ง ย งต องเส ยภาษ ร อยละ 4-7 สาหร บการนาเข าดอกไม เท ยม และก านขนนก) ตอนท 68 ของทาด วยห น ปลาสเตอร ซ เมนต แอสเบสทอส ไมกา หร อว ตถ ท คล ายก น : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 68 ในเวท GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด ส วนหากเป นการน าเข าส นค าตอนท 68 โดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ย ภาษ ร อยละ 2-4 สาหร บการนาเข าส นค าบางรายการ เช น ห นโม ห นบด ห นข ด และของทาด วยแอสเบสทอสซ เมนต ตอนท 69 ผล ตภ ณฑ เซราม ก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าผล ตภ ณฑ เซราม กในเวท GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด ส วนหากเป นการน าเข าส นค าเซราม กโดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 2-4 ส าหร บการน าเข าส นค าบางรายการ เช น กระเบ องทนไฟ กระเบ องม งหล งคา กระเบ องป พ นทางเด น เคร องใช บนโต ะอาหารและเคร องคร วท ท าด วย เซราม ก ตอนท 70 แก วและเคร องแก ว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าผล ตภ ณฑ เซราม กในเวท GSP และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าล กป ด ไข ม กเท ยม ร ตนชาต เท ยม และแก วท ทาเป นของขนาดเล กซ งต องเส ยภาษ อ ตราร อยละ 3-5) ส วนหากเป นการน าเข าส นค าแก วและเคร อง แก วโดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 4-8 ส าหร บการน าเข าส นค าบาง รายการ เช น ล กป ดและไข ม กเท ยมท ทาจากแก ว เคร องแก วท ใช บนโต ะอาหาร ในคร ว และห องน า เป นต น ตอนท 71 ไข ม กธรรมชาต หร อไข ม กเล ยง ร ตนชาต หร อก งร ตนชาต โลหะม ค า โลหะท ห มต ด ด วยโลหะม ค า และของท ท าด วยของด งกล าว เคร องเพชรพลอยและร ปพรรณท เป นของเท ยม เหร ยญ กษาปณ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 71ในเวท GSP LDC และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดย ยกเว นภาษ น าเข าให ท งหมด (ยกเว นการน าเข าเคร องประด บท ท าด วยเง นซ งต องเส ยภาษ อ ตราร อยละ 1-4) ส วนหากเป นการน าเข าส นค าโดยใช อ ตราภาษ ท วไปหร ออ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-10 ส าหร บการน าเข าส นค าบางรายการ ได แก เคร องประด บท ท าด วยเง น เคร องประด บท ท าด วยทอง และ เคร องประด บเท ยม ตอนท 72 เหล กและเหล กกล า : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าเหล กและเหล กกล าในเวท GSP LDC และ EPA/FTA ท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด (ยกเว นการนาเข าสารเจ อเหล กภายใต GSP ซ งต องเส ยภาษ อ ตราร อยละ 2-5) ส วนหากเป นการน าเข าส นค าเหล กและเหล กกล าโดยใช อ ตราภาษ WTO ซ งย งต องเส ยภาษ ร อยละ 3-7 ส าหร บการน าเข าส นค าเหล กเพ ยงไม ก รายการ เช น สารเจ อเหล ก และ เหล กกล าไม เจ อ ตอนท 73 ของทาด วยเหล กหร อเหล กกล า : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าของท าด วยเหล กหร อ เหล กกล าในท กเวท การเจรจา โดยยกเว นภาษ นาเข าให ท งหมด ตอนท 74 ทองแดงและของทาด วยทองแดง : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าทองแดงและของท า ด วยทองแดงในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข า ให ส นค าท กรายการ (ยกเว นกรณ การเป ดตลาดระหว างญ ป นก บประเทศท ม ความสามารถในการส งออก ทองแดง เช น ช ล อ นโดน เซ ย และฟ ล ปป นส ท ญ ป นกาหนดอ ตราภาษ ไว ร อยละ 1-2) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 37

164 เช น WTO และ GSP ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราไม เก นร อยละ 3 ก บส นค าบาง รายการ เช น ทองแดงไม บร ส ทธ ทองแดงบร ส ทธ ผงทองแดง ท อทาด วยทองแดง ลวดทองแดง เป นต น ตอนท 75 น กเก ลและของทาด วยน กเก ล : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าน กเก ลและของท าด วย น กเก ลในเวท การให ส ทธ ประโยชน แก ประเทศด อยพ ฒนา (LDC) และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค า ท กรายการ (ยกเว นกรณ การเป ดตลาดระหว างญ ป นก บประเทศท ม ความสามารถในการส งออกน กเก ล เช น อ นโดน เซ ย ท ญ ป นก าหนดอ ตราภาษ ไว ร อยละ 1-2) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO และ GSP ญ ป น ย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราไม เก นร อยละ 3 ก บส นค าบางรายการ เช น น กเก ลอ ลลอยด ผงน กเก ล เป นต น ตอนท 76 อะล ม เน ยมและของท าด วยอะล ม เน ยม : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าอะล ม เน ยม และของทาด วยอะล ม เน ยมในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท ก รายการ ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราไม เก น ร อยละ 2-8 ก บส นค าบางรายการ เช น ผงอะล ม เน ยม ท อนอะล ม เน ยม สายอะล ม เน ยม อะล ม เน ยมฟอยล เป นต น 6 ตอนท 78 ตะก วและของท าด วยตะก ว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตะก วและของท าด วยตะก ว ในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นกรณ การเป ด ตลาดระหว างญ ป นก บประเทศท ม ความสามารถในการส งออกตะก ว เช น อ นโดน เซ ย ท ญ ป นก าหนดอ ตราภาษ สาหร บตะก วบร ส ทธ ไว 0.14 เยน/ ก โลกร ม) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 2-3 ก บส นค าบางรายการ เช น ตะก วบร ส ทธ เศษตะก ว และผงตะก ว เป นต น ตอนท 79 ส งกะส และของทาด วยส งกะส : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าส งกะส และของท าด วย ส งกะส ในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว น กรณ การเป ดตลาดระหว างญ ป นก บประเทศท ม ความสามารถในการส งออกส งกะส เช น อ นโดน เซ ย ท ญ ป น ก าหนดอ ตราภาษ ส าหร บตะก วบร ส ทธ ไว 0.43 เยน/ ก โลกร ม) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป น ย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 3 ก บส นค าบางรายการ เช น ผงส งกะส ส งกะส เจ อ รางน าทาด วยส งกะส เป นต น ตอนท 80 ด บ กและของทาด วยด บ ก : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าด บ กและของท าด วยด บ กใน เวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ส วนในเวท การเจรจา อ น เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ ก บส นค าบางรายการ เช น ด บ กเจ อ ท อนทาด วยด บ ก แผ นด บ ก เป นต น ตอนท 81 โลหะสาม ญชน ดอ น เซอร เมต และของท าด วยของด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ด ตลาดส นค าด บ กและของท าด วยด บ กในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข า ให ส นค าท กรายการ ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 3 ก บส นค าบางรายการ เช น แทนทาล ม แม กน เซ ยม แคดเม ยม โครเม ยม เป นต น ตอนท 82 เคร องม อ เคร องใช ของใช ชน ดม คม ช อนและส อมท าด วยโลหะสาม ญ ส วนประกอบ ของของด งกล าวทาด วยโลหะสาม ญ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 82 ในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป น 6 ตอนท 77 พ ก ดอ ตราศ ลกากรของหน วยงานศ ลกากรไม ม การกาหนดไว โดยเว นว างไว เพ อประโยชน ในภายหน า ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 38

165 ย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 3-5 ก บส นค าบางรายการ เช น ม ด กรรไกร ช อน และส อม เป นต น ตอนท 83 ของเบ ดเตล ดท าด วยโลหะสาม ญ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 83 ในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 3-5 ก บส นค าบางรายการ เช น ก ญแจสายย ก ญแจท ใช ก บเฟอร น เจอร อ ปกรณ ย ดบานพ บประต กลอนประต และต เอกสาร เป นต น ตอนท 84 เคร องปฏ กรณ น วเคล ยร บอยเลอร เคร องจ กร เคร องใช กล และส วนประกอบของ เคร องด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 84 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว น ภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ตอนท 85 เคร องจ กรไฟฟ า เคร องอ ปกรณ ไฟฟ า และส วนประกอบของเคร องด งกล าว เคร อง บ นท กเส ยงและเคร องถอดเส ยง เคร องบ นท กและเคร องถอดภาพและเส ยงทางโทรท ศน รวมท ง ส วนประกอบและอ ปกรณ ประกอบของเคร องด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 85 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นภายใต WTO ท ญ ป นย งคง เร ยกเก บภาษ นาเข าส นค าไม ก รายการในอ ตราร อยละ 3-5 ได แก คาร บอนอ เล กโทรด และต วนาไฟฟ า) ตอนท 86 ห วรถจ กรของรถไฟหร อรถราง รถท เด นบนรางและส วนประกอบของของด งกล าว ส งต ดต งถาวรและอ ปกรณ ต ดต งส าหร บรางรถไฟหร อรถราง และส วนประกอบของส งด งกล าว เคร อง อ ปกรณ กล (รวมถ งท เป นเคร องกลไฟฟ า) ส าหร บให ส ญญาณทางจราจรท กชน ด : ญ ป นม ท าท การเป ด ตลาดส นค าตอนท 86 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ตอนท 87 ยานบกนอกจากรถท เด นบนรางรถไฟหร อรางรถราง ส วนประกอบและอ ปกรณ ประกอบของยานด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 87 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ตอนท 88 อากาศยาน ยานอวกาศ และส วนประกอบของยานด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ด ตลาดส นค าตอนท 88 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ตอนท 89 เร อและส งก อสร างลอยน า : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 89 ในเวท การ เจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ตอนท 90 อ ปกรณ และเคร องอ ปกรณ ท ใช ในทางท ศนศาสตร การถ ายร ป การถ ายท าภาพยนตร การว ด การตรวจสอบ การว ดความเส ยง การแพทย หร อศ ลยกรรม รวมท งส วนประกอบและอ ปกรณ ประกอบของของด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 90 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นภายใต WTO ท ญ ป นย งคงเร ยกเก บภาษ น าเข าส นค าไม ก รายการในอ ตราร อยละ 4-5 ได แก กรอบแว นตา แว นตาก นแดด) ตอนท 91 นาฬ กาชน ดคล อกและชน ดวอตซ และส วนประกอบของนาฬ กาด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 91 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าเก อบท ก รายการ โดยภายใต WTO และ EPA/FTA ท ญ ป นย งคงเร ยกเก บภาษ น าเข าเฉพาะส นค านาฬ กาสายหน ง และ นาฬ กาสายโลหะ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 39

166 ตอนท 92 เคร องดนตร : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 92 ในเวท การเจรจา WTO และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ ตอนท 93 อาว ธและกระส น รวมท งส วนประกอบและอ ปกรณ ประกอบของของด งกล าว : ญ ป น ม ท าท การเป ดตลาดส นค าอาว ธฯ ในเวท ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท ก รายการ (ยกเว นการน าเข าส วนประกอบของป นท ใช ในการทหารท ต องเส ยภาษ น าเข าในอ ตราร อยละ 4-8) ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 5-9 ก บ ส นค าบางรายการ เช น อาว ธท ใช ในทางทหาร ป นพก ป นล กโม ระเบ ดม อ เป นต น ตอนท 94 เฟอร น เจอร เคร องเต ยง ฟ ก ฐานรองฟ ก เบาะและส งตกแต งย ดไส ท คล ายก น เคร อง ประท บโคมไฟท ไม ได ระบ หร อรวมไว ในท อ น เคร องหมายท ม แสงสว าง แผ นป ายช อท ม แสงสว าง และของท คล ายก น รวมท งอาคารส าเร จร ป : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 94 ในเวท WTO GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นการน าเข าท น งท ท าจากหน งท ต องเส ยภาษ ใน อ ตราร อยละ 2-4) ตอนท 95 ของเล น ของเล นเกม และของใช ท จ าเป นในการเล นก ฬา ส วนประกอบและอ ปกรณ ประกอบของของด งกล าว : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 95 ในเวท การเจรจา WTO GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ น าเข าให ส นค าท กรายการ (ยกเว นภายใต WTO ท ญ ป นย งคงเร ยกเก บภาษ น าเข า ส นค าไม ก รายการในอ ตราร อยละ 3-4 ได แก ล กฟ ตบอล ล กเทนน ส ของท ใช ในเทศกาลและงานร นเร ง ของเล น สาหร บฝ กสมอง) ตอนท 96 ผล ตภ ณฑ เบ ดเตล ด : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค าตอนท 96 ในเวท การให ส ทธ ประโยชน GSP และ EPA/FTA โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าเก อบท กรายการ ยกเว นส นค าของใช ส วนต วท ใช ในการประเท องโฉมท จ ดท าข นเป นช ดส าหร บเด นทาง ซ งเก บภาษ ในอ ตราร อยละ 2-5 ส วนในเวท การเจรจาอ น ๆ เช น WTO ญ ป นย งคงม การเก บภาษ อย โดยม การจ ดเก บภาษ อ ตราร อยละ 3-6 ก บส นค าบางรายการ เช น กระด ม ของใช ส วนต วท ใช ในการประเท องโฉม ปากกาล กล น ปากกาหม กซ ม ไฟแช ก เป นต น ตอนท 97 ศ ลปกรรม ของท น กสะสมรวบรวม และโบราณว ตถ : ญ ป นม ท าท การเป ดตลาดส นค า ตอนท 97 ในท กเวท การเจรจาการค า โดยยกเว นภาษ นาเข าให ส นค าท กรายการ กฎหมายมาตรการศ ลกากรช วคราว (Customs Temporary Measures Law) ก าหนดข อยกเว น ช วคราวจากกฎหมายพ ก ดอ ตราศ ลกากรเพ อให อ านาจร ฐบาล โดยกระทรวงการคล งปร บปร งอ ตราภาษ ส นค า บางรายการและปร มาณการน าเข าท จ าเป นต อการพ ฒนาเศรษฐก จของญ ป น ซ งในทางปฏ บ ต ร ฐบาลญ ป นใช กฎหมายมาตรการศ ลกากรช วคราวในการก าหนดโควตาน าเข า (Tariff Rate Quota - TRQ) ซ งการน าเข าจะต อง ได ร บอน ญาตและตรวจสอบจากร ฐบาลก อน ซ งป จจ บ น ส นค าส าค ญท ญ ป นม การก าหนดโควตาน าเข า อาท กล วยสดและอบแห ง ส บปะรดสด สตาร ชจากม นสาปะหล ง หม แฮม น าตาล ผล ตภ ณฑ นม และโมลาส เป นต น กฎหมายภาษ เง นได จากการท าธ รก จ (Corporate Income Tax Act) ภาษ เง นได ท เก ดข นจาก การท าธ รก จในญ ป น (Corporate Income Tax) ประกอบด วยภาษ ธ รก จ (Corporate Tax ซ งจ ายให ร ฐบาล กลาง) ภาษ ธ รก จท ต องเส ยให องค การในพ นท ท ต งธ รก จ (Corporate Inhabitant Tax ซ งจ ายให ร ฐบาล ท องถ น) ภาษ ก จการ (Enterprise Tax ซ งจ ายให ร ฐบาลกลาง) และภาษ ธ รก จท องถ นพ เศษ (Special Local Corporate Tax ซ งจ ายให ร ฐบาลท องถ น) โดยค านวณจากฐานเง นได ท แตกต างก นและท าเลท ต งในแต ละ ท องถ นท แตกต างก น โดยป จจ บ นญ ป นกาหนดอ ตราภาษ เง นได จากทาธ รก จ ด งน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 40

167 ภาษ เง นได ส าหร บธ รก จท ม เง นได (Income) ไม เก น 4 ล านเยน จะเก บภาษ Corporate Tax ร อยละ 22 ภาษ Corporate Inhabitant Taxes กรณ ต งอย ในเทศบาลร อยละ 2.7 (กรณ ต งอย ในพ นท รอบนอกร อยละ 1.1) ภาษ Enterprise Tax ร อยละ 2.7 และภาษ Special Local Corporate Tax ร อยละ 2.3 โดยรวมต องเส ยภาษ ท กประเภทในอ ตราร อยละ ของฐานเง นได ภาษ เง นได สาหร บธ รก จท ม เง นได มากกว า 4 ล านเยน แต ไม เก น 8 ล านเยน จะเก บภาษ Corporate Tax ร อยละ 22 ภาษ Corporate Inhabitant Taxes กรณ ต งอย ในเทศบาลร อยละ 2.7 (กรณ ต งอย ในพ นท รอบนอกร อยละ 1.1) ภาษ Enterprise Tax ร อยละ 4 และภาษ Special Local Corporate Tax ร อยละ 3.3 โดยรวมต องเส ยภาษ ท กประเภทในอ ตราร อยละ 33.1 ของฐานเง นได ภาษ เง นได ส าหร บธ รก จท ม เง นได มากกว า 8 ล านเยน จะเก บภาษ Corporate Tax ร อยละ 30 ภาษ Corporate Inhabitant Taxes กรณ ต งอย ในเทศบาลร อยละ 3.69 (กรณ ต งอย ในพ นท รอบ นอกร อยละ 1.5) ภาษ Enterprise Tax ร อยละ 5.3 และภาษ Special Local Corporate Tax ร อยละ 4.3 โดยรวมต องเส ยภาษ ท กประเภทในอ ตราร อยละ ของฐานเง นได กฎระเบ ยบส าค ญภายใต ความร บผ ดชอบของกระทรวงเกษตร ป าไม และ ประมง กฎหมายแม บทว าด วยอาหาร เกษตรกรรม และพ นท ชนบท (Basic Law on Food, Agriculture and Rural Areas) พ.ศ.2542 ม ว ตถ ประสงค เพ อก าหนดหล กการและนโยบายพ นฐานด านอาหาร เกษตรกรรม และพ นท ชนบท รวมท งอ านาจหน าท ร ฐบาลกลางและท องถ นในการด แลร กษาความม นคงและความสามารถ ของญ ป นในการพ งพาตนเองด านอาหารและเกษตร รวมท งส งเสร มให ภาคเกษตรม ประส ทธ ภาพในการผล ต และม การพ ฒนาอย างย งย นสอดคล องก บความต องการของประชาชน กฎหมายแม บทฯ ให อานาจร ฐบาลกลางกาหนดหล กการพ นฐานโดยให ข อม ลและแนวโน มท เก ดข นใน วงการอาหาร เกษตรกรรม และพ นท ชนบท ขณะท ร ฐบาลท องถ นม ความร บผ ดชอบในการน าหล กการพ นฐาน ท กาหนดข นโดยร ฐบาลกลางไปปฏ บ ต ตามความเหมาะสมของสภาพธรรมชาต เศรษฐก จ และส งคมในพ นท ท ง ร ฐบาลกลางและร ฐบาลท องถ นจะต องสน บสน นด วยมาตรการการเง น การคล ง การตลาด และการฝ กอบรม พ ฒนาให เกษตรกรและผ ประกอบการในธ รก จเกษตรและอาหารม ความเข าใจในการผล ตท ถ กส ขล กษณะ ถ ก ส ขอนาม ย ม ค ณภาพ และต ดฉลากท เหมาะสมเพ อให ข อม ลท ถ กต องและครบถ วนแก ผ บร โภค นอกจากน กฎหมายแม บทฯ ย งให อ านาจร ฐบาลกลางในการออกมาตรการท จ าเป นเพ อร กษาความม นคงในการผล ต อาหารและผลผล ตทางเกษตร อาท มาตรการภาษ น าเข า การก าหนดว ธ การและปร มาณน าเข า การก าหนด ราคาผลผล ตทางการเกษตรและอาหาร ปร มาณส ารองอาหารและผลผล ตทางการเกษตร การส งเสร มการว จ ย ตลาด การส งเสร มการส งออก ฝ กอบรมท กษะและว ธ การผล ตส นค าเกษตรให ม ประส ทธ ภาพมากข น การ กาหนดมาตรการจ งใจให ม ผ มาท างานเป นเกษตรกรเต มเวลา การส งเสร มบทบาทของสตร และผ ส งอาย ในภาค เกษตรกรรม การใช ประโยชน จากพ นท เกษตรให เต มท และการส งเสร มการผล ตส นค าเกษตรและการด ารงช พ ในชนบทด วยการปร บปร งโครงสร างพ นฐาน เช น ระบบขนส ง ไซโล ส อสาร สาธารณส ข การศ กษา และ สาธารณ ปโภค กฎหมายว าด วยมาตรฐานและการต ดฉลากท เหมาะสมส าหร บผล ตภ ณฑ เกษตรและป าไม (Law concerning Standardization and Proper Labeling of Agriculture and Forestry Product หร อเป นท ร จ กว า JAS Law) เร มใช เม อป 2493 ม ว ตถ ประสงค เพ อมาตรฐานส นค าเกษตรและป าไม (ยกเว น ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 41

168 ส รา ยา เคร องส าอางค ) Japan Agricultural Standards (JAS) และมาตรฐานค ณภาพของฉลากซ งใช ก บ ผ ผล ต ผ นา และผ จาหน ายส นค าเกษตรและป าไม เพ อสร างความม นใจด านค ณภาพส นค า นอกจากน ย งพ ฒนา เคร องหมาย JAS Mark เพ อให การร บรองส นค าท ได ร บมาตรฐานตามความสม ครใจ (Voluntary Standard) กฎระเบ ยบส าค ญภายใต ความร บผ ดชอบของกระทรวงการเศรษฐก จ การค า และ อ ตสาหกรรม กฎหมายมาตรฐานอ ตสาหกรรม (Industrial Standardization Act) พ.ศ.2492 ม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มการพ ฒนามาตรฐานอ ตสาหกรรมโดยการออกและเผยแพร มาตรฐานอ ตสาหกรรมท เหมาะสม เพ อให ภาคธ รก จได ปร บปร งส นค าอ ตสาหกรรม เพ มผล ตภาพ ช วยให ประชาชนได ใช ส นค าท ม ค ณภาพตาม มาตรฐาน ซ ง METI ได มอบให ส าน กงานคณะกรรมการมาตรฐานอ ตสาหกรรมญ ป นเป นหน วยงานว จ ยและ พ ฒนามาตรฐาน จ ดท าความร วมม อด านมาตรฐานส นค าก บต างประเทศ ส งเสร ม ตรวจสอบ และออก ใบร บรองมาตรฐานส นค า รวมท งก าหนดมาตรฐานอ ตสาหกรรมญ ป น (Japanese Industrial Standard - JIS) ข นเพ อก าหนดมาตรฐานค ณภาพตามความสม ครใจ (Voluntary Standard) และให เคร องหมาย JIS แก ส นค าอ ตสาหกรรมท ม ค ณภาพตามมาตรฐานท กาหนดไว โดยมาตรฐาน JIS ไม ครอบคล มส นค าประเภทอาหาร และส นค าท เก ยวก บการเกษตรและป าไม ในส วนท เก ยวก บไทย ญ ป นแนะน าว าส นค าท จ าหน ายภายในประเทศและส นค าท น าเข ามาในญ ป น ควรจะได ร บการตรวจสอบและร บรองมาตรฐานส นค า ส นค าท ผ านการตรวจสอบและร บรองค ณภาพจะได ร บ ใบกาก บและเคร องหมายร บรองค ณภาพ เช น มาตรฐานอ ตสาหกรรม (JIS) มาตรฐานความปลอดภ ย (SG) และ มาตรฐานส งแวดล อม (ECO) เป นต น โดยส นค าส งออกของไทยท ควรม การต ดฉลาก JIS Mark ในการส งออก ไปญ ป น เช น อ างล างม อ ขวดน า ของเล นท ม มอเตอร หร อใช ไฟฟ า ผล ตภ ณฑ เคร องใช ไฟฟ าและอ เล กทรอน กส และส นค าท ควรม การต ดฉลาก JIS Mark ตามความสม ครใจ เช น ส นค าเส อผ าเด กอ อน เคร องน งห ม และ เฟอร น เจอร เป นต น กฎหมายการป องก นการแข งข นท ไม เป นธรรม (Unfair Competition Prevention Act) พ.ศ.2536 ม ว ตถ ประสงค เพ อกาหนดมาตรการป องก นการแข งข นท ไม เป นธรรมและมาตรการจ ายชดเชยความเส ยหายอ น เป นผลจากการแข งข นท ไม เป นธรรม เพ อส งเสร มให ผ ประกอบการธ รก จม การแข งข นท เป นธรรมและสอดคล อง ก บความตกลงระหว างประเทศท ญ ป นเป นภาค รวมท งเพ อการพ ฒนาเศรษฐก จของญ ป น กฎหมายฯ ได ก าหนด ร ปแบบการแข งข นท ไม เป นธรรมต าง ๆ อาท การก อให เก ดความส บสนโดยน าเคร องหมายการค า เคร องหมาย ช อทางการค า บรรจ ภ ณฑ เว บไซต หร อเคร องบ งช ของบ คคลหร อธ รก จอ นท เป นท ร จ กก นด ส าหร บผ ซ อ/ผ บร โภค มาใช ลอกเล ยน หร อมาแสดงด วยว ธ การใด ๆ จนทาให ผ ซ อ/ผ บร โภคเก ดความเข าใจผ ด รวมท งก าหนดว ธ การ ฟ องร องและไต สวนหาข อเท จจร ง และว ธ การค านวณการชดใช ค าเส ยหายจากการแข งข นท ไม เป นธรรม เช น คานวณจากผลประโยชน จากธ รก จหร อก าไรท ส ญเส ยไปจากการแข งข นท ไม เป นธรรมจากผ ท ท าให ธ รก จได ร บ ความเส ยหาย และการนาความค ดเห นจากผ เช ยวชาญเข ามาประกอบการคานวณค าเส ยหายท ต องชดใช เป นต น กฎหมายแม บทว าด วยนโยบายพล งงาน (Basic Act on Energy Policy) พ.ศ.2544 ม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มการผล ตและการใช พล งงานให สอดคล องก บระด บการพ ฒนาเศรษฐก จและ ส งแวดล อมประเทศและการด ารงช ว ตของประชาชน และก าหนดหล กการและนโยบายพ นฐานด านพล งงาน รวมท งอ านาจหน าท ร ฐบาลกลางและท องถ นในการส งเสร มการผล ตพล งงานท หลากหลายท งพล งงานฟอสซ ล และพล งงานทดแทนอ น และการใช พล งงานอย างม ประส ทธ ภาพเพ อธ ารงร กษาส งแวดล อมของประเทศและ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 42

169 โลก ลดภาวะโลกร อน เพ มความสามารถในการพ งตนเองด านพล งงาน และการพ ฒนาเศรษฐก จของญ ป นและ ส งคมโลกอย างย งย น กฎหมายแม บทฯ ก าหนดให ร ฐบาลด าเน นการปฏ ร ปเศรษฐก จพล งงานด านการผล ตและการบร โภค ด วยมาตรการต าง ๆ เช น การเป ดเสร ตลาดพล งงาน การผ อนคลายกฎระเบ ยบให ธ รก จม การแข งข นการผล ต ส นค าพล งงานให ม ความหลากหลายสอดคล องก บความต องการของผ บร โภค รวมท งให อ านาจร ฐบาลกลาง กาหนดวางแผนระยะยาวและดาเน นมาตรการด านการผล ตและการใช พล งงานให สอดคล องก บนโยบายแม บท ส วนร ฐบาลท องถ นร บผ ดชอบในการน ามาตรการของร ฐบาลกลางไปใช ปฏ บ ต ให เหมาะสมก บสภาพพ นท และ ประชากรท อย ในพ นท ซ งร ฐบาลจะต องจ ดให ม มาตรการช วยเหล อด านการคล ง การเง น การผ อนคลาย กฎระเบ ยบ การว จ ยและพ ฒนา การสร างความร ความเข าใจก บผ ม ส วนได ส วนเส ย และพ ฒนาความร วมม อก บ หน วยงานต างประเทศ ฯลฯ เพ อน านโยบายการผล ตและใช พล งงานไปส การปฏ บ ต ได ท งน ในส วนของผ ประกอบธ รก จพล งงานจะต องร บผ ดชอบในการใช พล งงานอย างม ประส ทธ ภาพมากท ส ดและส งผลกระทบต อ ส งแวดล อมน อยท ส ด และให ความร วมม อในการปฏ บ ต ตามมาตรการท ออกโดยร ฐบาลกลางและท องถ น ส วน ประชาชนท วไปจะต องพยายามใช พล งงานเด มและพล งงานใหม อย างสมเหต สมผล กฎหมายว าด วยมาตรการค มครองส งแวดล อมเพ อการอย อาศ ยจากการท าธ รก จค าปล กขนาดใหญ (Act on the Measures by Large Scale Retail Stores for Preservation of Living Environment) พ.ศ.2541 ม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มการพ ฒนาธ รก จค าปล กขนาดใหญ ให ม จ ดต งบนท าเลท เหมาะสมและม การวางผ งการใช พ นท ในธ รก จค าปล กฯ เช น พ นท ส าหร บการขายส นค า พ นท จอดรถ ให เหมาะสมสภาพแวดล อม ท วท ศน มลพ ษด านเส ยง และว ถ ช ว ตของช มชนโดยรอบพ นท เพ อช วยพ ฒนาเศรษฐก จของประเทศและช มชน โดยก อนหน าท จะจ ดต งธ รก จค าปล กขนาดใหญ จะต องท าประชาพ จารณ ก บหน วยงานภาคร ฐท องถ น เอกชน น กว ชาการ และประชาชนในพ นท ท จะจ ดต งตามว นเวลาและสถานท ท ร ฐบาลก าหนด และเม อได ร บอน ญาตให จ ดต งธ รก จค าปล กขนาดใหญ แล ว หากต องการจะย ายท าเลท ต งหร อปร บผ งการใช พ นท ต องได ร บอน ญาตจาก METI ก อนจ งจะดาเน นการได กฎหมายส งเสร มมาตรการลดภาวะโลกร อน (Act on Promotion of Global Warming Countermeasures) พ.ศ.2541 ม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มมาตรการลดภาวะโลกร อนโดยก าหนดแผนงาน และเป าหมายภายใต พ ธ สารเก ยวโต (Kyoto Protocol) และก าหนดมาตรการเพ อส งเสร มการควบค มการ ปล อยก าซเร อนกระจก ได แก ก าซคาร บอนไดออกไซด ม เทน ไนตร สออกไซด ซ ลเฟอร เฮกซาฟ ลโอไรด และ สารไฮโดรฟล โอคาร บอนและเพอร ฟล โอโรคาร บอนประเภทอ นท ก าหนดโดยคณะร ฐมนตร ของญ ป น ซ งท าให อ ณหภ ม ของพ นผ วโลกและสภาพบรรยายกาศเพ มส งข นซ งจะม ผลกระทบต อส งคม เศรษฐก จ ส ขภาพ และ ว ฒนธรรมของชาวญ ป นในป จจ บ นและอนาคต โดยประกอบด วยการให อ านาจร ฐบาลกลางและร ฐบาลท องถ น ในการออกมาตรการตรวจสอบต ดตาม มาตรการควบค ม มาตรการส งเสร ม และมาตรการพ ฒนาความร วมม อ ก บต างประเทศเพ อลดภาวะโลกร อน โดยภายใต กฎหมายได กาหนดว ธ การว ดและการคานวณปร มาณก าซเร อน กระจกท ปล อยออกมา เป าหมาย ตลอดจนจ ดต งส าน กงานเพ อป องภาวะโลกร อนข นเพ อเป นศ นย ประสานงาน ด านภาวะโลกร อน โดยเป นการทางานร วมก นระหว างกระทรวงส งแวดล อมญ ป น (Ministry of Environment) และกระทรวงเศรษฐก จ การค า และอ ตสาหกรรมญ ป น (METI) กฎหมายห างห นส วนจ าก ดส าหร บการลงท น (Limited Partnership Act for Investment) พ.ศ.2541 ม ว ตถ ประสงค เพ อส งเสร มการน าเง นมาลงท นร วมก นในก จการเพ อให เก ดการเต บโตและการ พ ฒนาการด าเน นธ รก จ โดยห นส วนแบ งเป น 2 ประเภท ได แก (1) ห นส วนท จ าก ดความร บผ ด (Limited ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 43

170 Partner) และ (2) ห นส วนท วไปท ไม ได จ าก ดความร บผ ด (General Partner) โดยห นส วนท วไปท ไม ได จ าก ด ความร บผ ดจะเป นห นส วนท ร บผ ดชอบจ ดการธ รก จ และในกรณ ท ม ห นส วนท ไม จาก ดความร บผ ดต งแต สองราย ข นไป กฎหมายกาหนดให ห นส วนฯ ท ถ อครองห นข างมากเป นผ พ จารณาต ดส นใจว าจะมอบให ผ ใดเป นห นส วน ผ จ ดการธ รก จ อย างไรก ตาม กฎหมายห างห นส วนจาก ดจะไม นามาใช สาหร บการลงท นของน ต บ คคลต างด าว กฎระเบ ยบภายใต ความร บผ ดชอบของกระทรวงสาธารณส ข แรงงาน และ สว สด การ กฎหมายส ขอนาม ยอาหาร (Food Sanitation Act) พ.ศ.2550 ม ว ตถ ประสงค เพ อป องก นอ นตราย จากการบร โภคอาหารและเคร องด มท ไม ถ กส ขอนาม ย โดยให อ านาจร ฐบาลออกกฎระเบ ยบและมาตรการท จ าเป นเพ อประโยชน ด านสาธารณส ขและความปลอดภ ยของอาหาร เช น การออกมาตรการเผยแพร และ ประชาส มพ นธ ข อม ลท ถ กต องเก ยวก บส ขอนาม ยอาหาร การร บฟ งความค ดเห นของประชาชนจากมาตรการ เก บต วอย างอาหาร การส งเสร มการศ กษาและว จ ยด านส ขอนาม ยอาหาร การตรวจสอบความสามารถของ ผ ประกอบการในการผล ต น าเข า ขนส ง จ ดเก บ และจ าหน ายอาหารให ถ กส ขอนาม ย การบ นท กแหล งว ตถ ด บ ในการผล ตส นค าเพ อให สามารถสาเหต การเก ดอาหารเป นพ ษ การส งเสร มทร พยากรมน ษย เพ อยกระด บ ส ขอนาม ยอาหาร การก าหนดให ธ รก จผล ตอาหารต องจ างเจ าหน าท ประจ าเต มเวลาเพ อตรวจสอบส ขอนาม ย อาหาร การตรวจสอบส ขอนาม ยของสารอาหาร สารปร งแต ง ว ตถ เจ อปนอาหาร ข อความในฉลากท ต องเป น ภาษาญ ป น บรรจ ภ ณฑ อาหาร และอ ปกรณ ท ใช ในการบร โภคอาหาร (เช น เคร องคร ว ของใช บนโต ะอาหาร โต ะอาหาร อ ปกรณ ท ใช ปร งอาหาร อ ปกรณ ท ใช เก บอาหารท ต องม การส มผ สโดยตรงก บอาหาร ฯลฯ) ท น าเข า จากต างประเทศเพ อให สอดคล องก บมาตรฐานระหว างประเทศ ม ส นค าส งออกของไทยหลายรายการท ญ ป นใช มาตรการตามกฎหมายส ขอนาม ยอาหารบ งค บ เช น การน าเข าเน อว ว เน อหม เน อส ตว อ น ๆ น น ผ ส งออกจะต องจ ดให ม การตรวจสอบปศ ส ตว ท จะ เข าส ห วงโซ อาหาร (Food Chain) ท งหมดต งแต ฟาร ม โรงฆ าส ตว สถานท จ าหน ายเน อส ตว รวมท งม การต ดฉลากระบ ช ออาหาร ช อท อย ของผ ผล ต ผ น าเข า ว นเด อนป ท ผล ต ว นบรรจ ส วนประกอบ ปร มาณ ว ธ การเก บร กษา และกรณ ท ใช สารปร งแต งต องระบ สารปร งแต งท ใช ท งหมด รวมท งประท บตรา JAS Mark การส งออกอาหารทะเลสดและแช แข ง จะต องต ดฉลากระบ ช ออาหาร ประเทศผ ผล ต และ ประท บตรา JAS Mark การส งออกส นค าอาหารสด อาหารแห ง เคร องด ม สารปร งแต งอาหาร ผลไม แปรร ปต าง ๆ รวมท ง ของเล นเด กเล กซ งม ความเส ยงท เด กนาใส ปาก จะต องม ค ณภาพตามมาตรฐานกฎหมายส ขอนาม ย อาหารญ ป นท งด านส วนผสมอาหาร ฉลากส นค า และส ขอนาม ยตามท ก าหนด รวมท งผ ผล ตของ ไทยจะต องร บผ ดชอบต อความเส ยหายท เก ดข นก บผ บร โภคซ งเป นผลจากความบกพร องของ ผล ตภ ณฑ เพ อค มครองผ บร โภคในญ ป นเป นสาค ญ การส งออกข าว ญ ป นให ตรวจสอบสารเคม ตกค างทางการเกษตรส าหร บข าวและผล ตภ ณฑ โดย ก อนการขนส งจากไทยน น จะต องม การส มตรวจสารเคม ท ม การก าหนดค า MRLs จ านวน 310 รายการ ณ โรงส คล งส นค าของผ ส งออกไทย ด าเน นการตรวจสอบโดยห องปฏ บ ต การของประเทศ ผ ส งออกโดยผ นาเข าญ ป นต องจ ายเง นค าประก นการตรวจสอบค ณภาพข าวก อนส งออกจากประเทศ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 44

171 ต นทางในอ ตรา 1.8 ล านเยนต อปร มาณส นค า 1 พ นต น ซ งกระทรวงเกษตรฯ สามารถให ผ น าเข า นาค าใช จ ายในการตรวจสอบน บวกรวมเป นราคาขายข าวให กระทรวงเกษตรฯ ได เป นต น การส งออกส นค าเกษตร GMO และอาหารท ม การต ดต อพ นธ กรรมจะต องปฏ บ ต ตามกฎหมาย ส ขอนาม ยอาหาร กฎหมายก กก นโรคพ ช (Quarantine Act) พ.ศ.2494 ม ว ตถ ประสงค เพ อป องก นโรคพ ชต าง ๆ ท อาจจะแพร เข ามาในญ ป น โดยให อ านาจเจ าหน าท การควบค มและก กพ ชได เม อน าเข ามาหร อน าผ านมาทางน า และทางอากาศหากเป นพ ช/ศ ตร พ ชท ก าหนดไว ในระเบ ยบ รวมท งเพ อให สอดคล องก บข อตกลงระหว าง ประเทศท ไทยเป นภาค โดยผ น าเข าหร อน าผ านจะต องได ร บการอน ญาตหร อใบร บรองปลอดศ ตร พ ชจาก เจ าหน าท ของประเทศท ส งส งต องห ามก อนท จะน าเข า และการน าเข าหร อน าผ านต องน าเข าหร อน าผ านด าน ตรวจพ ชท ระบ ไว ในกฎระเบ ยบเท าน น ในส วนท เก ยวข องก บไทย การส งออกผลไม จากไทยจะต องผ านการตรวจสอบว าปลอดจากแมลงหร อ โรคพ ช ซ งด านก กพ ชจะท าการตรวจสอบและออกใบร บรองตรวจโรค (Certificate of Inspection) ให ซ ง ภายใต กฎหมายญ ป นอน ญาตให น าเข าผ กสดจากไทยได 21 ชน ด ได แก ข นช าย คะแยง กะหล าใบ คะน า ย หร า ส มป อย ชะอม ผ กช ฝร ง ผ กช ลาว ผ กช โหระพา ใบกะเพรา ใบสะระแหน ใบบ วบก ใบแมงล ก ใบมะกร ด แพรว ถ วล นเตา ตะไคร ผ กเป ด กระเจ ยบเข ยว และผ กกระเฉด และน าเข าผลไม สดจากไทย 6 ชน ด ได แก ท เร ยน กล วย ส บปะรด มะพร าว ม งค ด และมะม วง (พ นธ มหาชนก แรด หน งกลางว น พ มเสนแดง และ น าดอกไม ) อย างไรก ตาม ร ฐบาลญ ป นกาหนดเง อนไขควบค มสารเคม ทางการเกษตร เช น ม งค ดต องผ าซ กและ แช แข งก อน จ งจะสามารถน าเข าได และมะม วงท ผ านการอบไอน าก าจ ดแมลงว นผลไม และม ค า MRL สาร Chlorpyrifos ไม เก น 0.05 ส วนจากหน งล านส วน เป นต น กฎระเบ ยบภายใต ความร บผ ดชอบของสาน กงานตรวจคนเข าเม อง สาน กงานตรวจคนเข าเม อง (Immigration Bureau) เป นหน วยงานส งก ดของกระทรวงย ต ธรรมญ ป น (Ministry of Justice) ซ งร บผ ดชอบด แลกฎหมยการเข าเม องและการทางานของคนต างด าวรวม 2 ฉบ บ ได แก (1) กฎหมายทะเบ ยนคนต างด าว (The Alien Registration Law) พ.ศ โดยม ว ตถ ประสงค เพ อก าหนดการควบค มคนต างด าวท อาศ ยอย ในญ ป นให เป นไปอย างม ระเบ ยบเร ยบร อยและเป น ธรรม รวมท งระบ เง อนไขท เก ยวก บการได ถ นพ าน กและสถานะทางกฎหมายของคนต างด าว โดยก าหนดให คน ต างด าว (ยกเว นน กท องเท ยวและผ เด นทางท แวะผ านท าอากาศยานญ ป น) ท เข ามาท างานในญ ป นหร ออย อาศ ยจะต องย นใบสม ครเพ อลงทะเบ ยนคนต างด าว ณ เทศบาลเม องหร อหม บ าน โดยในใบสม ครฯ ต องระบ ท พาน ก เอกสาร ภาพถ ายพร อมท งหน งส อเด นทาง (Passport) ภายใน 90 ว นหล งจากท เด นทางมาถ งญ ป น โดย ทางการญ ป นจะออกบ ตรลงทะเบ ยนคนต างด าว (Registration Card) ซ งเอกสารน จะใช ส าหร บคนต างด าวท ทางานอย ในญ ป น และคนต างชาต ท เป นผ ม ถ นพาน กถาวร (Permanent Resident) แล วในญ ป น โดยเทศบาล เม องหร อหม บ านท ร บข นทะเบ ยนคนต างด าวจะต องไม เป ดเผยประว ต ข อม ลของคนต างด าวต อบ คคลภายนอก ยกเว นเป นการเป ดเผยท เป นไปตามกหมายฉบ บอ น โดยหากคนต างด าวตายในญ ป นหร อย ายออกจากประเทศ ญ ป นจะต องค นบ ตรประจาต วคนต างด าวให แก เทศบาลเม องหร อหม บ านในญ ป น (2) กฎหมายควบค มการเข าเม องและการร บผ ล ภ ย (Immigration Control and Refugee Recognition Act) พ.ศ.2494 ม ว ตถ ประสงค เพ อควบค มการเข าเม องญ ป นและออกจากญ ป นของบ คคลท ก คน รวมท งกาหนดว ธ การเพ อยอมร บสถานะของผ ล ภ ย โดยกฎหมายการควบค มการเข าเม องฯ ก าหนดว า คน ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 45

172 ต างด าวสามารถอาศ ยอย ในญ ป นได ก ต อเม อได ร บสถานะเป นผ ม ถ นพ าน ก (Residence) ท ญ ป นซ งได ร บ อน ญาตจากส าน กงานตรวจคนเข าเม อง กระทรวงย ต ธรรมญ ป น โดยระยะเวลาพ าน กท ญ ป นอน ญาตจะ อน ญาตให คนต างด าวพาน กจะม ระยะคราวละไม เก น 3 ป (ยกเว นคนต างด าวม สถานะตามท ก าหนดไว แต อาจ ได ร บอน ญาตให พ าน กในญ ป นได คร งละไม เก น 5 ป ) ก อนท จะอน ญาตให คนต างด าวเข าเม อง เจ าหน าท ตรวจ คนเข าเม องม ส ทธ การเข าเม องของคนต างด าวได หากพ จารณาแล วเห นว า คนต างด าวด งกล าวป วยจาก โรคต ดต อหร ออาจทาให คนอ นได ร บผลกระทบจากโรคต ดต อได หร อเป นคนว กลจร ต ผ เคยถ กค มข งหร อต ดค ก ผ ล กลอบขนยาเสพต ดหร อของผ ดกฎหมาย ผ ท เก ยวข องก บการเป นโสเภณ ผ ท เก ยวข องก บการค ามน ษย ผ ครอบครองอาว ธท ผ ดกฎหมาย หร อเป นผ ท ไม ม หล กแหล งในการอย อาศ ย เน องจากเป นภาระทางส งคมต อ ร ฐบาลญ ป นและประชาชนญ ป น ท งน คนต างด าวท เด นทางเข ามาท างานในญ ป นในกรณ ต อไปน จะได ร บอน ญาตให พ าน กอย ในญ ป นได เก นกว า 3 ป ได แก (1) เจ าหน าท การท ตและเจ าหน าท ร ฐ ซ งเป นผ แทนร ฐบาลต างประเทศท ม ความส มพ นธ ทางการท ต ก บญ ป นและให ส ทธ พ เศษทางการท ตแก ญ ป นล กษณะต างตอบแทน (2) ศาสตราจารย ชาวต างประเทศ ซ งเป นคนต างด าวท มาท างานว จ ย ให ค าปร กษาด านการว จ ยและ สอนในมหาว ทยาล ยหร อว ทยาล ยเทคโนโลย (3) ศ ลป นชาวต างประเทศ (Artist) ท เข ามาท างานให บร การด านดนตร ศ ลปกรรม และการเข ยน วรรณกรรม (4) น กบวชและผ สอนศาสนาชาวต างประเทศท เข ามาทางานในองค การด านศาสนาของต างชาต (5) น กข าวต างประเทศท เข ามาทางานตามส ญญาก บสาน กข าวต างประเทศ (6) ผ ลงท น (Investor) และผ บร หารธ รก จ ท เข ามาลงท นหร อเข ามาประกอบธ รก จระหว างประเทศ หร อก จการอ นท ม ใช ก จการท ห ามคนต างด าวทา (7) ผ ให บร การทางกฎหมาย ซ งจะเป นคนต างด าวท ม การข นทะเบ ยนทนายความต างประเทศ (Registered Foreign Lawyer - Gaikokuhokimubengoshi) (8) ผ ให บร การทางบ ญช ซ งจะเป นคนต างด าวท เป นผ สอบบ ญช ท ได ร บอน ญาตจากทางการญ ป น (Certified Public Accountant- Gaikokukoninkaikeishi) (9) ผ ให บร การทางการแพทย ได แก แพทย และท นตแพทย ท ม ค ณสมบ ต เป นไปตามท ญ ป นกาหนด (10) น กว จ ย ซ งเป นคนต างด าวท เข ามาท างานว จ ยตามส ญญาว าจ างก บหน วยงานภาคร ฐหร อ หน วยงานภาคเอกชนในญ ป น (11) คร ผ สอน ซ งเป นคนต างด าวท เข ามาสอนภาษาในโรงเร ยนสายสาม ญ โรงเร ยนอาช วศ กษา หร อ สถาบ นการศ กษาอ นท ได ร บอน ญาตให เป ดหล กส ตรสอนภาษา (12) ว ศวกร ซ งเป นคนต างด าวท เข ามาท างานด านเทคโนโลย และงานท ใช ความร ด านว ทยาศาสตร กายภาพ ว ศวกรรม ว ทยาศาสตร โดยม ส ญญาว าจ างก บหน วยงานภาคร ฐหร อภาคเอกชนในญ ป น (13) ผ เช ยวชาญด านมน ษย ศาสตร และการบร การระหว างประเทศ ซ งเป นคนต างด าวท เข ามาท างาน โดยใช ความร ด านเศรษฐศาสตร ส งคมศาสตร หร อมน ษย ศาสตร ด านอ น ๆ เพ อให บร การท ต องอาศ ยความ เช ยวชาญในองค ความร หร อว ฒนธรรมของต างประเทศ โดยม ส ญญาว าจ างก บหน วยงานภาคร ฐหร อ ภาคเอกชนในญ ป น (14) ผ โอนย ายภายในก จการ (Intra Company Transferree) ซ งเป นคนต างด าวท โอนย ายจากก จการ ในต างประเทศเพ อมาทางานในสาน กงานสาขาหร อบร ษ ทในเคร อท จ ดต งในญ ป นตามกรอบระยะเวลาท กาหนด ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 46

173 (15) ผ สร างความบ นเท ง (Entertainer) ซ งเป นคนต างด าวท เข ามาให บร การด านการแสดงภาพยนตร ดนตร ก ฬา หร อการแสดงอ น ๆ (16) แรงงานฝ ม อ (Skilled Labor) ซ งเป นคนต างด าวท เข ามาให บร การท ต องอาศ ยความเช ยวชาญ หร อเทคน คพ เศษเฉพาะด านโดยม ส ญญาว าจ างก บหน วยงานภาคร ฐหร อเอกชนในญ ป น (17) คนต างด าวอ น ๆ ท ก าหนดตามระเบ ยบกระทรวงย ต ธรรมญ ป นท จะก าหนดเป นการเฉพาะ เช น ผ เข ามาฝ กปฏ บ ต งานเทคน ค เป นต น น บต งแต ป 2553 เป นต นมา กระทรวงย ต ธรรมของญ ป นอย ระหว างการปร บเปล ยนนโยบายและ กฎระเบ ยบการเข าเม องและการท างานของคนต างด าว เน องจากญ ป นเผช ญความท าทายด านการบร หาร ประชากรและคนต างด าวนาน บประเทศ ได แก (1) ป ญหาภาวะการเพ มข นของจ านวนประชาชนลดลง ขณะเด ยวก นญ ป นเร มประสบภาวะส งคม ผ ส งอาย (Aging Society) (2) การเพ มข นของคนต างด าวท เด นทางเข ามาท างานและพ าน กอาศ ยในญ ป นในระยะเวลาปาน กลางถ งระยะยาวมากโดยม ส ดส วนมากถ งร อยละ 1.74 ของจ านวนประชากรท งหมดท อาศ ยในญ ป น โดยคน ต างด าวชาต สาค ญท เข ามาทางานในญ ป น ได แก จ น เกาหล ใต ฟ ล ปป นส ไทย อ นโดน เซ ย เว ยดนาม เปร และ บราซ ล ท งย งม คนต างด าวบางประเภทท ขาดแคลน ได แก ผ ให บร การทางการแพทย และพยาบาล ซ งส วนใหญ จะเป นผ ให บร การทางการแพทย และพยาบาลต างชาต ท ส าเร จการศ กษาจากสถาบ นการศ กษาในญ ป น ขณะผ ให บร การบางประเภทท เก นความต องการ เช น ผ เช ยวชาญด านมน ษย ศาสตร และการบร การระหว างประเทศ และผ สร างความบ นเท ง (Entertainer) (3) การเพ มข นของอ ตราการว างงานของประชากรในประเทศ (4) ป ญหาด านการค ามน ษย (5) ป ญหาการล กลอบทางานอย างผ ดกฎหมายของผ ท ถ อว ซ าน กท องเท ยว โดยน กท องเท ยวชาต ท ม ป ญหาล กลอบเข ามาท างานในญ ป นมากท ส ด ได แก เกาหล ใต จ น ฟ ล ปป นส ไต หว น ไทย มาเลเซ ย ศร ล งกา อ นโดน เซ ย เปร และส งคโปร ซ งม จานวนมากถ งร อยละ 70 ของน กท องเท ยวท งหมดท ล กลอบเข ามาท างานใน ญ ป น (6) การท ร ฐบาลม นโยบายการส งเสร มให คนต างด าวเด นทางมาท องเท ยวและมาศ กษาต อในญ ป น มากข น ทาให ม ความจาเป นต องปร บเปล ยนนโยบายและกฎระเบ ยบการเข าเม องด งน 1) ปร บกฎระเบ ยบให เอ อต อการร บคนต างด าวท เข ามาท างานในต าแหน งงานท ม ความ จ าเป นต อส งคมญ ป นและช วยส งเสร มการเจร ญเต บโตทางเศรษฐก จ โดยด าเน นการ (ก) ใช ระบบแต มคะแนน ถ วงน าหน กส าหร บคนต างด าวท ม ค ณสมบ ต โดดเด น (Point-Based System for Highly Qualified Foreigner) เช น คนท ม ความร ความเช ยวชาญพ เศษเฉพาะด าน ม ว ฒ การศ กษาส ง ม ความส าเร จในว ชาช พ ต วอย างอาช พท เป ดร บคนต างด าวให เข ามาท างานในมากข น ได แก ศาสตราจารย มหาว ทยาล ย น กว จ ย น กว ทยาศาสตร แพทย ว ศวกร และผ เช ยวชาญด านเทคโนโลย สารสนเทศ เจ าของธ รก จ (ข) เป ดร บน กศ กษา ต างชาต ในสาขาบร การทางการแพทย และพยาบาลท ส าเร จการศ กษาจากสถาบ นการศ กษาในญ ป นและได ร บ ใบอน ญาตให ประกอบว ชาช พจากองค กรว ชาช พของญ ป นให เข ามาท างานในญ ป นได เพ มข น ตลอดจนขยาย อาย การอน ญาตให ท างานตามกฎหมายได จากเด ม โดยในกรณ ของท นตแพทย ขยายระยะเวลาท กฎระเบ ยบ เด มก าหนดให คนต างด าวท างานได คราวละไม เก น 5 ป เป น 6 ป กรณ ของพยาบาลว ชาช พขยายระยะเวลาท กฎระเบ ยบเด มก าหนดให คนต างด าวท างานได คราวละไม เก น 5 ป เป น 7 ป กรณ ของผด งครรภ และผ ช วย พยาบาลขยายระยะเวลาท กฎระเบ ยบเด มก าหนดให คนต างด าวท างานได คราวละไม เก น 3 ป เป น 4 ป ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 47

174 นอกจากน ญ ป นพ จารณาร บคนต างด าวเข าท างานเป นผ ให บร การด านการพยาบาล (Nurising Care) โดยป จจ บ น ภายใต ความตกลงห นส วนเศรษฐก จ (EPA) ท ญ ป นท าก บฟ ล ปป นส และอ นโดน เซ ย ได เป ด ตลาดให คนฟ ล ปป นส และคนอ นโดน เซ ยท ส าเร จการศ กษาจากสถาบ นการศ กษาในญ ป นและม ค ณสมบ ต สอดคล องก บมาตรฐานว ชาช พของญ ป น สามารถเข ามาท างานเป นผ ด แล (Care Worker) ในญ ป นได เน องจากเป นตาแหน งงานท ขาดแคลน 2) ยอมคนต างด าวท ม เช อชาต ญ ป นให เข ามาท างานได เพ มข น เน องจากคนต างด าวท ม เช อ ชาต ญ ป นแม จะถ อส ญชาต อ นและม ความแตกต างทางว ฒนธรรมและความเช อด านต าง ๆ แต น บว าม เช อชาต และความผ กพ นก บญ ป นมากกว าคนต างด าวท วไป กระทรวงย ต ธรรมจะประสานก บหน วยงานท เก ยวข องเพ อ เป ดร บคนต างด าวท ม เช อชาต ญ ป นให เข ามาทางานได เพ มข น 3) ส งเสร มการแลกเปล ยนระหว างประเทศเพ มข น โดยปร บกฎระเบ ยบให เอ อต อการท น กท องเท ยวต างประเทศจะเด นทางเข ามาท องเท ยวในต างประเทศ เช น (ก) ปร บปร งความรวดเร วในการ ให บร การตรวจเช ค ว ซ าและหน งส อเด นทางขณะเข าเม อง ณ ท าอากาศยานและท าเร อระหว างประเทศ โดยใช ระบบคอมพ วเตอร Advance Passenger Information System (APIS) (ข) ส งเสร มโครงการแลกเปล ยน เยาวชนโดยอน ญาตให ประเทศภาค ม การแลกเปล ยนการเด นทางเยาวชนท เด นทางไปศ กษาและสามารถท างาน ระหว างศ กษาได (Working Holidy Program) โดยฝ ายญ ป นจะประสานงานบร ษ ทเอกชนญ ป นให ร บน กศ กษา ต างชาต เข าฝ กงานเพ อเสร มสร างประสบการณ ทางานก บคนญ ป น (ค) ส งเสร มการแลกเปล ยนการเด นทางของ น กธ รก จในกล มเอเช ยแปซ ฟ ก โดยเร งใช ประโยชน การใช บ ตร APEC Business Travel Card (ABTC) ซ งจะ ช วยลดระยะเวลาการผ านพ ธ การตรวจคนเข าเม อง (ง) ส งเสร มการร บน กศ กษาต างประเทศ โดยญ ป น ต งเป าหมายร บน กศ กษาต างชาต จานวน 300,000 คน เข ามาศ กษาในระด บม ธยมและว ทยาล ยในป ) การใช มาตรการท เข มงวดเพ อลดจ านวนการเข าเม องท ผ ดกฎหมายเพ อประก นความ ม นคงและความปลอดภ ยแก ส งคมญ ป น โดย (ก) เพ มการตรวจสอบรายละเอ ยดส วนบ คคล ณ ท าอากาศยาน และท าเร อ เพ อป องก นการก อการร ายและการเข าเม องท ผ ดกฎหมายจากการแก ไขรายละเอ ยดในหน งส อ เด นทาง ภาพถ าย และลายน วม อ รวมท งประสานรายละเอ ยดก บองค การต ารวจสากล (International Criminal Police Organization - ICPO) รวมท งเพ มก าล งกองท พเร อในการตรวจตราชายฝ งเพ อป องก นคน หน ล กลอบเข าเม องทางทะเล (ข) ใช มาตรการเข มข นก บบ คคลท พ าน กอาศ ยในญ ป นอย างผ ดกฎหมายหร อ ล กลอบทางานอย างผ ดกฎหมาย โดยประสานการทางานก บกระทรวงส ขภาพ แรงงาน และสว สด การ และเพ ม การตรวจสอบการล กลอบทางานอย างผ ดกฎหมายโดยการส มตรวจสอบว ซ า เน องจากท ผ านมา ม การตรวจสอบ การใช หล กฐานไม ตรงความเป นจร งอย บ อยคร ง เช น ม การตรวจพบน กศ กษาท เข ามาท างานไม ตรงตามเง อนไข ว ซ าน กเร ยนท ไม อน ญาตให ทางาน และม การตรวจสอบการจดทะเบ ยนแต งงานหลอกโดยผ หญ งไม ได อย อาศ ย ก บสาม ญ ป นแต ต องการจดทะเบ ยนแต งงานหลอกเพ อใช เป นช องทางในการเข ามาท างานเต มเวลา เป นต น 3.4 ประเด นการค าใหม ท ญ ป นผล กด นในเวท ต าง ๆ การเปล ยนแปลงสภาพภ ม อากาศ การเปล ยนแปลงสภาพภ ม อากาศ (Climate Change) หร อเร ยกอ กช อหน งว าโลกร อน (Global Warming) หร อภาวะเร อนกระจก (Greenhouse Effect) เป นการเปล ยนแปลงอากาศท เก ดจากก จกรรมของ มน ษย ท งทางตรงและทางอ อมอ นท าให ส วนประกอบบรรยากาศโลกเปล ยนแปลงไป นอกเหน อจากการ เปล ยนแปลงโดยธรรมชาต ในช วงเวลาเด ยวก น โดยเวท ส าค ญท ร ฐบาลนานาประเทศประช มเจรจาเร องการ ศ นย บร การว ชาการ สถาบ นบ ณฑ ตพ ฒนบร หารศาสตร หน า 3 48

175 เปล ยนแปลงสภาพภ ม อากาศ ได แก การประช มร ฐภาค อน ส ญญาการเปล ยนแปลงสภาพภ ม อากาศโลก (Conference of Parties to the 1992 U.N. Framework Convention on Climate Change : COP) ญ ป นม ท าท การเจรจาเร องการเปล ยนแปลงสภาพภ ม อากาศในเวท COP ด งน (1) ยอมร บกลไกทางกฎหมายท ให แต ละประเทศสมาช กม ส วนร บผ ดชอบอย างเป นธรรมและ สอดคล องก บข อตกลง Copenhagen Accord ซ งเป นข อตกลงท ประเทศอ ตสาหกรรมในกล มประเทศพ ฒนา แล วให การสน บสน นท ระบ ให ลดปร มาณการปล อยก าซเร อนกระจกลงร อยละ 50 จากป 2533 โดยให แต ละ ประเทศก าหนดเป าหมายได โดยอ สระ (โดยสม ครใจ) และต งกองท น 30,000 ล านเหร ยญสหร ฐฯ เพ อช วยให ประเทศก าล งพ ฒนาได ปร บต วร บม อก บสภาพอากาศผ นผวนและน าไปใช เพ อลดปร มาณก าซเร อนกระจก อย างไรก ตาม ญ ป นม ท าท ไม ยอมร บหล กการในพ ธ สารเก ยวโตท ก าหนดเง อนไขให ประเทศพ ฒนาแล วลดการ ปล อยก าซเร อนกระจกให ต ากว าป 2533 เฉล ยร อยละ 5.2 ภายในป นอกจากน ย งไม เห นด วย ก บพ ธ สารเก ยวโตท ระบ ช ดเจนให กล มประเทศพ ฒนาแล วต องลดก าซเร อนกระจกให เหล อร อยละ 27 ของ ปร มาณก าซเร อนกระจกใน