ประจ าป การศ กษา 2556 คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร

Save this PDF as:
 WORD  PNG  TXT  JPG

Size: px
Start display at page:

Download "ประจ าป การศ กษา 2556 คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร"

Transcription

1 รายงานการว จ ย เร อง ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร English Language Learning Styles of Liberal Arts Students, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon โดย ดร. อร ณ อร ณเร อง ผศ.ว นา สงวนพงษ ผศ.ทรงส ร ว ช รานนท ประจ าป การศ กษา 556 คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร

2 ก ช องานว จ ย : ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ย เทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ผ ว จ ย : อร ณ อร ณเร อง ว นา สงวนพงษ ทรงส ร ว ช รานนท พ.ศ. : 556 บทค ดย อ การว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะ ศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร กล มต วอย างเป นน กศ กษาระด บปร ญญาตร ช นป ท 1 คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครท ลงทะเบ ยนเร ยนว ชา ภาษาอ งกฤษ ในภาคการศ กษาท ป การศ กษา 555 จ านวน 48 คน เคร องม อท ใช ในการเก บ รวบข อม ล ค อ แบบสอบถาม PLSPQ การว เคราะห ข อม ลใช โปรแกรมส าเร จร ป SPSS for Windows version 11.5 สถ ต ท ใช ค อร อยละ ค าเฉล ย และส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน ผลการว จ ยพบว า ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท น กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระ นครชอบใช มากท ส ดสามอ นด บแรก ค อ ร ปแบบการเร ยนแบบกล ม (GLS) ม ค าระด บความค ดเห น มากท ส ด 3.63 รองลงมาเป น ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (ALS) ม ค าระด บความค ดเห น 3.54 และ ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) ม ค าระด บความค ดเห น 3.45 ตามล าด บ

3 ข Title: English Language Learning Styles of Liberal Arts Students, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon Researchers: Arunee Arunreung, Weena Sangounpong, Songsiri Wichiranon Year: 013 Abstract This research is aimed to study the English language learning styles of Liberal Arts students, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon. The target group of this study include 48 first-year students of Liberal Arts studying English II in the academic year 01.The tools used for this research are the Perceptual Learning Style Preference Questionnaire (PLSPQ) (Reid, 1987) and data analysis using SPSS for Windows program version The statistics used include the percentage, mean, and standard deviation. It was found that the three main learning styles were: GLS- Group Learning Style (3.63); ALS- Audio Learning Style (3.54) and KLS- Kinesthetic Learning Style (3.45) respectively.

4 ค ก ตต กรรมประกาศ งานว จ ยฉบ บน ส าเร จได ด วยด คณะผ ว จ ยขอขอบพระค ณคณาจารย ท กท านท ได ประส ทธ ประสาทว ชาความร ให แก คณะผ ว จ ย ขอขอบค ณเจ าของต าราและผลงานทางว ชาการต างๆ ท คณะผ ว จ ยได น ามาอ างอ งในงานว จ ยฉบ บน ขอขอบค ณผ ทรงค ณว ฒ ตรวจสอบเคร องม อในการว จ ย ท ง 3 ท าน ค อ ดร. ร งท พย ร ตนภาน ศร คณะมน ษย ศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏ พระนครศร อย ธยา ผศ. เกศ ณ บ าร งไทย ห วหน าสาขาภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล คณะศ ลป ศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร และ ผศ. ส นทร ส วรรณสมบ รณ คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ท ให ความอน เคราะห ในการตรวจสอบเคร องม อว จ ย และ อาจารย ว ชรพงษ ส งปานเขา ท ได กร ณาให ความช วยเหล อ อ านวยความสะดวกในการเก บรวบ ข อม ล และตอบแบบสอบถาม ขอขอบพระค ณคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครท ได ให เง น งบประมาณส าหร บสน บสน นในการท างานว จ ยน และขอขอบค ณน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครช นป ท 1 ท กคนท ให ข อม ลซ งเป นประโยชน ในการว จ ย อ นจะน าไปส การปร บปร งการจ ดการเร ยนการสอนให ม ประส ทธ ผลย งข น ดร. อร ณ อร ณเร อง ผศ. ว นา สงวนพงษ ผศ. ทรงส ร ว ช รานนท

5 ก ตต กรรมประกาศ งานว จ ยฉบ บน ส าเร จได ด วยด คณะผ ว จ ยขอขอบพระค ณคณาจารย ท กท านท ได ประส ทธ ประสาท ว ชาความร ให แก คณะผ ว จ ย ขอขอบค ณเจ าของต าราและผลงานทางว ชาการต างๆ ท คณะผ ว จ ยได น ามา อ างอ งในงานว จ ยฉบ บน ขอขอบค ณผ ทรงค ณว ฒ ตรวจสอบเคร องม อในการว จ ยท ง 3 ท าน ค อ ดร. ร งท พย ร ตนภาน ศร คณะมน ษย ศาสตร และส งคมศาสตร มหาว ทยาล ยราชภ ฏพระนครศร อย ธยา ผศ. เกศ ณ บ าร งไทย ห วหน าสาขาภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร และ ผศ. ส นทร ส วรรณสมบ รณ คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ท ให ความ อน เคราะห ในการตรวจสอบเคร องม อว จ ย และอาจารย ว ชรพงษ ส งปานเขา ท ได กร ณาให ความช วยเหล อ อ านวยความสะดวกในการเก บรวบข อม ล และตอบแบบสอบถาม ขอขอบพระค ณคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครท ได ให เง นท นส าหร บ สน บสน นในการท างานว จ ยน และขอขอบค ณน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคล พระนครช นป ท 1 ท กคนท ให ข อม ลซ งเป นประโยชน ในการว จ ย อ นจะน าไปส การปร บปร งการจ ดการ เร ยนการสอนให ม ประส ทธ ผลย งข น ดร. อร ณ อร ณเร อง ผศ. ว นา สงวนพงษ ผศ. ทรงส ร ว ช รานนท

6 ง บทค ดย อภาษาไทย บทค ดย อภาษาอ งกฤษ ก ตต กรรมประกาศ สารบ ญ สารบ ญตาราง สารบ ญภาพ สารบ ญ หน า ก ข ค ง ฉ ซ บทท 1 บทน า 1. ความเป นมาและความส าค ญของป ญหา 1. ว ตถ ประสงค ของการว จ ย 3. ค าถามในการว จ ย 4. สมมต ฐานของการว จ ย 5. ขอบเขตของการว จ ย 6. น ยามศ พท เฉพาะ 3 7. ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ 4 ทบทวนวรรณกรรม 5 1. ทฤษฎ การเร ยนร ภาษาอ งกฤษ 6. ร ปแบบการเร ยน 7.1 ความหมายของร ปแบบการเร ยน 7. ประเภทของร ปแบบการเร ยน 9.3 ความส าค ญของร ปแบบการเร ยน งานว จ ยท เก ยวข องก บแนวค ดการศ กษาร ปแบบการเร ยนด วย PLSPQ 11

7 จ สารบ ญ (ต อ) บทท 3 ว ธ การด าเน นงานว จ ย การก าหนดประชากร และต วแปรท ศ กษา ประชากรท ใช ในการศ กษา 1. ต วแปรท ศ กษา. เคร องม อและการประเม นค ณภาพเคร องม อท ใช ในการว จ ย 15.1 เคร องม อท ใช ในการว จ ย. การประเม นค ณภาพของเคร องม อ 3. การเก บรวบข อม ล 0 4. การน าเสนอข อม ล 1 5. สถ ต ในการว เคราะห ข อม ล 1 4 ผลการว จ ย ตอนท 1 ข อม ลท วไป 3 ตอนท ความแตกต างของการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ 4 ตอนท 3 ความส มพ นธ ระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา ก บภ ม หล งท แตกต างก น 31 ตอนท 4 ระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา 45 ตอนท 5 ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บภ ม หล ง ของน กศ กษา 49 ตอนท 6 ความค ดเห นเพ มเต มเก ยวก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ท พ งประสงค ของน กศ กษา 5 5 สร ปผล อภ ปรายผล และข อเสนอแนะ สร ปผลการว จ ย 54. อภ ปรายผลการว จ ย ข อเสนอแนะ 60 บรรณาน กรม 61 ภาคผนวก 64

8 สารบ ญตาราง ตารางท 1 จ านวนประชากร ท ใช ศ กษา แบ งตามสาขาว ชา 14 จ านวนและร อยละของน กศ กษา จ าแนกตามเพศและสาขาว ชา 3 3 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) 4 4 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) 5 5 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) 6 6 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบ ว ธ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) 7 7 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบ ว ธ การเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) 8 8 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS 9 9 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บภาพ ของร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) 3 1 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนใน สถานการณ ต างๆ (KLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยร ปแบบต างๆ ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) 38 ฉ

9 สารบ ญตาราง (ต อ) ตารางท 18 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) 40 0 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตน ในสถานการณ ต างๆ (KLS) 41 1 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) 4 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป น กล ม (GLS) 43 3 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยร ปแบบต างๆ 44 4 เปร ยบเท ยบส มพ นธ ของน กศ กษาท ม สาขาว ชาแตกต างก นเป นรายค 45 5 จ านวนและร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามร ปแบบการเร ยนและระด บการใช ร ปแบบการเร ยน 46 6 จ านวนและร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามจ านวนของร ปแบบการเร ยนท ชอบใช 47 7 จ านวนและร อยละของร ปแบบการเร ยนท น กศ กษามหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราช มงคลพระนครชอบใช 48 8 จ านวนและร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามเพศ และร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ท ชอบใช 50 9 จ านวนและร อยละของน กศ กษามหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครจ าแนก ตามสาขาว ชา และร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช 51 ช

10 ซ สารบ ญภาพ ภาพท 1 ความแตกต างของการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ 54 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม 55 3 ร ปแบบของกระบวนการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง 56 4 ร ปแบบของกระบวนการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ 57

11 บทท 1 บทน า 1. ความเป นมาและความส าค ญของป ญหา เป นท ทราบก นโดยท วไปว า ภาษาอ งกฤษเป นภาษาต างประเทศท ม ความส าค ญในฐานะ ภาษาสากลท ใช ในการต ดต อส อสารก บประเทศต างๆ ท วโลก โดยเฉพาะอย างย งในป จจ บ น ประเทศไทยม แผนพ ฒนาเศรษฐก จและส งคมแห งชาต ฉบ บท 11 ท ม งเน นการสร างความพร อมใน การเข าส ประชาคมอาเซ ยน ด วยการพ ฒนาบ คลากร และเสร มสร างสถาบ นการศ กษาให ม มาตรฐาน ท งส งเสร มการพ ฒนาศ กยภาพของเยาวชนและประชาชนด านภาษาอ งกฤษ ภาษาของประเทศ ในอาเซ ยน ถ งประเทศอาเซ ยนบวกสาม ได แก จ น เกาหล และญ ป น เพ อการแข งข นในเวท การค าระหว างประเทศ และในโลกแห งการท างาน ด งน น จ งเป นเร องจ าเป นในการใช ภาษาอ งกฤษ เป นภาษากลางของประชาคมอาเซ ยน กระทรวงศ กษาธ การได ต งเป าหมายให น กเร ยนท จบช น ป.๖ สามารถส อสารเป นภาษาอ งกฤษได เพ อรองร บการเข าส ประชาคมอาเซ ยน ท งจะต องใช ภาษาอ งกฤษในการค นคว าหาความร จากอ นเทอร เน ต และส อการเร ยนร ท ม ความหลากหลายมาก ข น อย างไรก ตาม เป นท ยอมร บก นท วไปว าเด กไทยส วนใหญ ไม ชอบเร ยนภาษาอ งกฤษ และ อ อนภาษาอ งกฤษมาก ม ผ สนใจศ กษาหาสาเหต ว าท าไมเด กไทยจ งไม ค อยสนใจเร ยนว ชา ภาษาอ งกฤษ และม งเน นไปท การปร บปร งว ธ การสอนด วยว ธ ต างๆ แต ในความเป นจร ง ผ ว จ ยเห น ว าการพ ฒนาการสอนภาษาอ งกฤษ ให ได ผลตรงตามความสามารถและศ กยภาพของผ เร ยน ควรเน น ท กระบวนการเร ยนร ภาษาอ งกฤษของผ เร ยน (cohen,1990) หร อร ปแบบการเร ยน (learning styles) ของผ เร ยนก อน การศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ (English language learning styles) เป นส ง ท น าสนใจเพราะจะท าให ผ สอนได ร และเข าใจล กษณะและร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของผ เร ยน สามารถน าผลการศ กษามาปร บปร งและพ ฒนาก จกรรมในช นเร ยน เอกสารประกอบการสอน การ มอบหมายงาน บรรยากาศ สภาพแวดล อม ส อการเร ยนและปร บเปล ยนว ธ การสอนให สอดคล องก บ ร ปแบบการเร ยนของผ เร ยนซ งสามารถช วยส งเสร มประส ทธ ภาพของการเร ยนร ภาษาอ งกฤษโดย ค าน งถ งความแตกต างระหว างบ คคล ท าให ผ เร ยนม ความสามารถเร ยนร พ ฒนาตนเองได และเพ ม ข ดความสามารถของตนเองในการเข าส ประชาคมอาเซ ยนในอนาคต

12 . ว ตถ ประสงค ของการว จ ย การว จ ยคร งน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ย เทคโนโลย ราชมงคลพระนคร 3. ค าถามในการว จ ย 1. น กศ กษาม ระด บการใช จ านวน และร ปแบบการเร ยนว ชาภาษาอ งกฤษแตกต างก น อย างไร. น กศ กษาชายและหญ งม ร ปแบบการเร ยนว ชาภาษาอ งกฤษแตกต างก นหร อไม อย างไร 3. น กศ กษาท เร ยนสาขาว ชาต างก นม ร ปแบบการเร ยนว ชาภาษาอ งกฤษแตกต างก น หร อไม อย างไร 4. สมมต ฐานการว จ ย 1. น กศ กษาม ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ แตกต างก น. เพศม ความส มพ นธ ก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา 3. สาขาว ชาม ความส มพ นธ ก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา 5. ขอบเขตของการว จ ย ผ ว จ ยได วางขอบเขตของการว จ ยด งน 1. ประชากรท ใช ในการศ กษา ประชากรท ใช ในการว จ ยคร งน ได แก น กศ กษาระด บปร ญญาตร ช นป ท 1 คณะศ ลป ศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ท ผ านการเร ยนว ชา ภาษาอ งกฤษ 1 ( English I) และก าล งลงทะเบ ยนเร ยนว ชา ภาษาอ งกฤษ ( English II) ในภาคการศ กษา ท ป การศ กษา 555 ใน 3 สาขาว ชา จ านวน 6 กล ม จ านวน 48 คน. ต วแปรท ใช ในการศ กษา.1 ต วแปรอ สระ ได แก.1.1 เพศ -เพศชาย -เพศหญ ง

13 3.1. สาขาว ชา -สาขาว ชาการท องเท ยว -สาขาว ชาการโรงแรม -สาขาว ชาภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล. ต วแปรตาม ได แก..1 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ แบ งออกเป น 6 แบบได แก ก. ร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตา (VSL- Visual Learning Style) ข. ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (ALS- Audio Learning Style) ค. ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า (TLS- Tactile Learning Style) ง. ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS- Kinesthetic Learning Style) จ. ร ปแบบการเร ยนด วยการเร ยนตามล าพ ง (ILS- Individual Learning Style) ฉ. ร ปแบบการเร ยนด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS- Group Learning Style) 6. น ยามศ พท เฉพาะ 1. ร ปแบบการเร ยน (Learning Style) หมายถ ง ว ธ การหร อร ปแบบของพฤต กรรมของ ผ เร ยนท ม ต อท งการเร ยนเองและต อสภาพแวดล อมในการเร ยน ตามค าจ าก ดความเหล าน ผ เร ยนม ว ธ ในการร บร และประมวลข อม ลท เป นของตนเองในสภาพการเร ยนท แตกต างก น เช นเด ยวก บท ม ว ธ การในการตอบสนองและม ปฏ ก ร ยาต อการเร ยนต างก นด วย ด งน น ร ปแบบการเร ยนของผ เร ยน จ งหมายถ งความแตกต างและความหลากหลายในกระบวนการเร ยนร ของผ เร ยน กล าวอ กทางหน งก ค อ ผ เร ยนแต ละคนม ว ธ การใดว ธ การหน งท ตนเองชอบใช ในการเร ยนมากกว าว ธ การอ นๆ (ป ญชล วาสนสมส ทธ, 54: Online). น กศ กษา หมายถ ง น กศ กษาคณะศ ลปศาสตร ท ก าล งศ กษาอย ในระด บปร ญญาตร ช นป ท 1 ภาคเร ยนท 1 ป การศ กษา ช นป ท ศ กษา หมายถ ง ระด บช นป ท น กศ กษาอย ในงานว จ ยคร งน จะศ กษาเฉพาะ น กศ กษาป ท 1

14 4 4. สาขาว ชาท ก าล งศ กษา หมายถ ง สาขาว ชาท น กศ กษาศ กษาอย แบ งออกเป น 3 สาขาค อ สาขาการท องเท ยว สาขาการโรงแรม และสาขาว ชาภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล 7. ประโยชน ท คาดว าจะได ร บ 1. ได ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร. ผ เร ยนได ตระหน กถ งร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของตนเองและน าไปพ ฒนา ความสามารถในการใช ภาษาอ งกฤษได ในอนาคต 3. ผ สอนสามารถน าผลท ได ไปใช พ ฒนาและปร บปร งร ปแบบการสอนภาษาอ งกฤษ การ จ ดก จกรรม เอกสาร และส อการเร ยนการสอนท เหมาะสมก บผ เร ยนต อไป

15 5 บทท ทบทวนวรรณกรรม การว จ ยน ม ว ตถ ประสงค เพ อศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาช นป ท 1 คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ผ ว จ ยได ศ กษาเอกสาร บทความ และ งานว จ ยท เก ยวข องตามล าด บด งน 1. ทฤษฎ การเร ยนร ภาษาอ งกฤษ. ร ปแบบการเร ยน.1 ความหมายของร ปแบบการเร ยน. ประเภทของร ปแบบการเร ยน.3 ความส าค ญของร ปแบบการเร ยน 3. งานว จ ยท เก ยวข อง

16 6 1. ทฤษฎ การเร ยนร ภาษาอ งกฤษ แนวค ดหร อทฤษฎ ในการร ภาษา (Language Acquisition Theories) ต งแต อด ตจนถ งป จจ บ น ประกอบด วยทฤษฏ ส าค ญ 4 ทฤษฏ ค อ ทฤษฎ พฤต กรรมน ยม (Behaviorism) ทฤษฎ เหต ผลน ยม (Rationalism) ทฤษฎ หน าท น ยม (functionalism) และทฤษฎ ปร ชานน ยม (cognitivism) และอาจ จ าแนกได เป น แนวใหญ ๆ ค อ ทฤษฎ ท เน นร ป และสร างร ปภาษา (forms, production process) ก บทฤษฎ ท เน นเร องความหมาย การส อสาระ หร อหน าท ในการแสดงความร ความค ด (communication, interaction and cognition)ซ งเน นกระบวนการค ด และความร ความเข าใจ ตลอดจนการส อสาร ทฤษฎ การร ภาษาในแนวทางท 1 ประกอบด วยทฤษฎ พฤต กรรมน ยม และ ทฤษฎ เหต ผลน ยม ซ งเป นทฤษฎ ท เน นร ป และการสร างร ปภาษา ในขณะท ทฤษฎ การร ภาษาใน แนวทางท ประกอบด วยทฤษฎ หน าท น ยม และทฤษฎ ปร ชานน ยม ซ งเป นทฤษฎ ท เน นเร อง ความหมาย การส อสาระหร อหน าท ในการแสดงความร การม ปฏ ส มพ นธ และปร ชาน ซ งเน น กระบวนการค ดและความร ความเข าใจตลอดจนการส อสาร (อร ณ อร ณเร อง, 549: 11) ทฤษฎ การเร ยนร ภาษาท ม อ ทธ พลต อการเร ยนการสอนภาษาอ งกฤษมากท ส ดทฤษฎ หน ง ค อ ทฤษฎ พฤต กรรมน ยม (Behaviorism) ท เช อว า การเร ยนร เก ดข นเน องจากการเช อมโยงระหว าง ส งเร า (ส งท ท าให เก ดพฤต กรรม) และการตอบสนอง (ต วพฤต กรรม) น กจ ตว ทยาท ส าค ญคนหน ง ของทฤษฎ น ค อ Skinner ซ งให ความส าค ญต อการแสดงพฤต กรรมในล กษณะท ผ เร ยนเป นผ ลงม อ กระท า และเม อได ร บการเสร มแรง ผ เร ยนก จะม แนวโน มท จะแสดงพฤต กรรมน นซ าอ ก แนวค ด ของ Skinner ได น ามาใช เป นหล กของว ธ การสอนภาษาอ งกฤษเป นภาษาท สองหร อ ภาษาต างประเทศท เร ยกว า Audio-Lingual Approach ซ งเป นว ธ การสอนภาษาอ งกฤษท ได ร บความ น ยมอย างมากในทศวรรษท 60 (Curry, 1983) ว ธ การสอนน ได ให ความส าค ญอย างมากต อภาษาพ ด มากกว าภาษาเข ยนและไวยากรณ ของภาษา โดยเน นท การสร างน ส ยในการเร ยนร ท องจ า และการ ฝ กฝนการใช โครงสร างภาษา แต ทฤษฎ พฤต กรรมน ยมได ถ กค ดค านจากน กจ ตว ทยาและ น กภาษาศาสตร เป นจ านวนมาก ในจ านวนน ม Noam Chomsky ซ งเป นศาสตราจารย ทาง ภาษาศาสตร กล าวว า ภาษาม ใช การสร างสมน ส ยแต ภาษาเป นเคร องม อท แสดงออกทางความค ดก บ ความสามารถในการสร างสรรค ซ งเป นล กษณะส าค ญของภาษาและทฤษฎ พฤต กรรมน ยมน นได ละ ท งกระบวนการ ภายใน ได แก เจตนา ความร ส กน กค ดของผ เร ยน ต อมาแนวค ดของ Chomsky เป นรากฐานส าค ญของว ธ การสอนภาษาอ งกฤษเพ อการส อสาร (Communicative Approach) ซ งม จ ดม งหมายท จะส งเสร มให ผ เร ยนได น าเอาส งท ได เร ยนร เก ยวก บภาษาไปใช ในบร บทของการ ส อสารอย างแท จร ง (Curry, 1983 อ างถ งในเกศส ดา ร ชฎาว ศ ษฐก ล, 547: 9)

17 7 ในขณะท น กจ ตว ทยาท ไม เห นด วยก บทฤษฎ พฤต กรรมน ยมย งม ได ศ กษาเก ยวก บทฤษฎ การเร ยนร แบบประสบการณ (The Theory of Experiential Leaning) อย างจร งจ ง ก ม น กจ ตว ทยาท สนใจแนวค ดใหม เก ยวก บการเร ยนร เช น น กจ ตว ทยากล มปร ชานน ยม (Cognitivisim) ซ งให ความส าค ญก บการพ ฒนาระบบความค ด น กจ ตว ทยากล มปร ชานน ยม เช น Bloom ได ศ กษาเก ยวก บ การจ ดล กษณะของความร ตามล าด บข นของความค ด ขณะท น กจ ตว ทยากล มมาน ษยน ยม เช น Maslow ให ความส าค ญก บอารมณ ความร ส กของผ เร ยนและว ธ การท ผ เร ยน พยายามควบค ม กระบวนการด าเน นช ว ตของตนเอง (Rogers, 1996: 100) ในทศวรรษท 80 ม ว ธ การสอน ภาษาอ งกฤษแบบใหม ท ได ร บอ ทธ พลจากแนวความค ดของน กจ ตว ทยากล มมน ษยน ยม ซ งให ความส าค ญอย างมากต อผ เร ยนและปฏ ส มพ นธ ทางส งคม (Social Interaction) ได แก The Natural Approach ของน กภาษาศาสตร จ ตว ทยาชาวอเมร ก นสองท านค อ Krashen และ Terrell (เกศส ดา ร ชฎาว ศ ษฐก ล, 547: 10) ท งน กจ ตว ทยากล มพ ทธ น ยม และมาน ษยน ยม ต างก ยอมร บความส าค ญของ ประสบการณ แต ไม ม น กจ ตว ทยากล มใดท สามารถต งทฤษฎ ท เหมาะสมเพ ออธ บายว า ประสบการณ ม ส วนส าค ญในการส งเสร มการเร ยนร ได อย างไร อย างไรก ตาม การว จ ยของน กจ ตว ทยากล มพ ทธ น ยมและมาน ษยน ยม ได ช ให เห นอย างเด นช ดข นถ งความส าค ญของประสบการณ เช น John Dewey น กการศ กษาชาวอเมร ก นให ความส าค ญก บการเร ยนร จากประสบการณ ว า ผ เร ยนจะเร ยนร ได ด ท ส ดโดยการลงม อปฏ บ ต และการเร ยนร แบบอ ปน ย (inductive) โดยอาศ ยกลว ธ การค นหา ข อเท จจร งท ท าให ผ เร ยนสามารถควบค มความก าวหน าในการเร ยนร ของตนเองได (Dewey, 1959: 81). ร ปแบบการเร ยน.1 ความหมายของร ปแบบการเร ยน น กว ชาการ และน กว จ ยจ านวนมากได ให ความหมายเก ยวก บร ปแบบการเร ยนไว หลากหลาย สร ปได ด งน Dunn (1979: 41) ได ให ความหมายเก ยวก บ ร ปแบบการเร ยน ไว ว า เป นว ธ ท ผ เร ยนร บร และเก บร กษาข อม ลให คงไว ซ งเก ดจากอ ทธ พลขององค ประกอบทางด านสภาวะภายในต วของ ผ เร ยนและองค ประกอบทางด านสภาพแวดล อมในการเร ยน องค ประกอบทางด านสภาวะภายในต ว ของผ เร ยนได แก ความถน ด ความชอบ แรงจ งใจ และว ธ การร บร ข อม ล เช น การอ าน การฟ ง เป น ต น ส วนองค ประกอบทางด านสภาพแวดล อมในการเร ยน ได แก สภาพห องเร ยนหร อล กษณะของ การท างาน เช น ท างานเป นกล มหร อท างานตามล าพ ง เป นต น

18 8 Gregorc (1979: 4) อธ บายว าร ปแบบการเร ยนประกอบด วยพฤต กรรมท ม ล กษณะเด นช ด และแตกต างก น ซ งท าให เราทราบว าผ เร ยนแต ละคนเร ยนร จากสภาพแวดล อมและม ปฏ ก ร ยาต อ สภาพแวดล อมอย างไร Keef (1979: 4) เห นว าร ปแบบการเร ยนเป นพฤต กรรมท ผ เร ยนแสดงออกทางความค ด ร างกาย และอารมณ ความร ส ก พฤต กรรมด งกล าวแสดงถ งการร บร และปฏ ก ร ยาตอบสนองต อ กระบวนการเร ยนร ของผ เร ยนว าเป นอย างไร Gregorc และ Keef มองว า พฤต กรรมของผ เร ยนม ส วนส าค ญในการสร างร ปแบบการ เร ยนเช นเด ยวก บระบบการค ดของผ เร ยนท ม อ ทธ พลต อพฤต กรรมของผ เร ยนด วย Ellis (1985: 5) ให ความหมายของร ปแบบการเร ยนว าเป นว ธ การท ผ เร ยนใช อย าง สม าเสมอในการเร ยนร สร างความค ดรวบยอด จ ดระเบ ยบ และจดจ าข อม ล ด งน นร ปแบบการเร ยน จ งเป นผลมาจากความชอบ ประสบการณ เด ม และท งสภาพแวดล อมท ผ เร ยนอาศ ยอย ด วย Honey (1983: 344) และ Mumford (199: ) อธ บายว า ร ปแบบการเร ยน หมายถ ง ว ธ การท ผ เร ยนชอบใช เพ อให บรรล เป าหมายของการเร ยนร โดยม ประสบการณ เจตคต และอ ทธ พลของ บ คล กภาพเป นต วก าหนดพฤต กรรมการเร ยนร Kinsella (1995: 171) เห นว าร ปแบบการเร ยนหมายถ งว ธ การตามธรรมชาต ท เป นน ส ย และ เป นท น ยมชมชอบของแต ละบ คคลในการร บร ประมวลผล และเก บร กษาข อม ลท งท กษะใหม ๆ โดยไม ค าน งถ งว ธ สอนหร อเน อหาว ชา จะเห นได ว าน กว ชาการและน กว จ ยได พยายามให ความหมายของร ปแบบการเร ยนไว แตกต างก นแต จะพบว าองค ประกอบหน งท ค าจ าก ดความเหล าน ม ร วมก นก ค อความเช อท ว าร ปแบบ การเร ยน หมายถ ง ร ปแบบของพฤต กรรมของผ เร ยนท ม ต อท งการเร ยนเองและต อสภาพแวดล อมใน การเร ยน โดยผ เร ยนจะม ว ธ การร บร และประมวลข อม ลท เป นของตนเองในสภาพการเร ยนท แตกต างก น เช นเด ยวก บท ม ว ธ การในการตอบสนองและม ปฏ ก ร ยาต อการเร ยนต างก นด วย ด งน น จากค าน ยามท ได กล าวมาข างต น สร ปได ว า ร ปแบบการเร ยน ค อ ว ธ การท ผ เร ยนใช จนเป นน ส ยใน การเร ยนร สร างความค ดรวบยอด จดจ าข อม ล และน าความร มาใช ให เป นประโยชน เพ อให บรรล เป าหมายของการเร ยนร โดยม ความชอบ ความถน ด เจตคต ประสบการณ และบ คล กภาพของผ เร ยน แต ละคนเป นต วก าหนดพฤต กรรมการเร ยนร

19 9. ประเภทของร ปแบบการเร ยน แนวค ดท เก ยวข องก บการศ กษาร ปแบบการเร ยนด วย PLSPQ (Perceptional Learning Style Preference Questionnaire) PLSPQ เป นเคร องม อส ารวจร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท เฉพาะเจาะจงก บผ เร ยน ภาษาอ งกฤษเป นภาษาท สอง (ESL) หร อภาษาต างประเทศ (EFL) เป นแบบสอบถามท ส ารวจ ร ปแบบการเร ยนจากช องทางการร บร ข อม ล โดยจ าแนกเป น 6 แบบ ค อ การใช สายตา (VLS Visual Learning Style) การฟ ง (ALS Auditory Learning Style) การปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS Kinesthetic Learning Style) การกระท า (TLS Tactile Learning Style) การเร ยน ตามล าพ ง (ILS Individual Learning Style) และการเร ยนเป นกล ม (GLS Group Learning Style) (Reid, 1987) ไชยส ทธ บ ตร (540) ได เสนอร ปแบบในการเร ยนร โดยม พ นฐานอย บนค าจ าก ดความ ของร ปแบบการเร ยนโดย Reid (1987) และ Oxford (1995) ด งน 1. การเร ยนด วยการใช สายตา (Visual Learning Style) ซ งถ งการใช สายตา อ านเร องและการศ กษาแผนผ ง แผนภ ม และส อประกอบภาพอ น ๆ เช น ร ปภาพ ป ายประกาศ ว ด ท ศน และภาพยนตร ผ เร ยนประเภทน ม ความสามารถในการมองข อความจากหน งส อ บนกระดาน หร อจากแบบฝ กห ด และสามารถจดจ าข อความเหล าน นได เป นอย างด มากกว าจดจ าการบอกกล าว หร อค าสอนของผ สอน ผ เร ยนประเภทน ไม ต องการฟ งค าอธ บายจากค าบอกเล าของผ อ น เพราะ ต องการอ านและเข าใจข อความเหล าน นด วยตนเองเพ อช วยในการจดจ า และผ เร ยนประเภทน ส วน ใหญ ม ความต องการท จะเร ยนตามล าพ งก บหน งส อมากกว าการม ปฏ ส มพ นธ ก บบ คคลอ น. การเร ยนด วยการฟ ง (Auditory Learning Style) หมายถ ง ผ เร ยนท เร ยนร จาก ส งต าง ๆ ท เก ยวข องก บการฟ ง เช น การฟ งการบรรยาย บทสนทนา แถบบ นท กเส ยง และค าส ง ผ เร ยนประเภทท ชอบว ธ การเร ยนด วยการฟ งค าสอน หร อค าบอกเล าจากบ คคลอ น ผ เร ยนกล มน จะ เร ยนร และจดจ าส งต าง ๆ จากค าอธ บายของบ คคลอ น ผ เร ยนประเภทน อาจชอบว ธ การอ านออก เส ยงด ง เพ อให ตนเองได ย นและสามารถจดจ าเน อหาว ชาของการเร ยนร ส งใหม ได จากการอ านออก เส ยง หร อจากการฟ งเทปการฟ งผ สอนสอน หร อการอภ ปรายร วมในช นเร ยน หร อการม การโต ตอบ อภ ปรายก บเพ อนร วมช นหร อก บอาจารย ในช นเร ยน ว ธ การเร ยนท ได ผลส าหร บผ เร ยนประเภทน ค อ การอ ดเทปค าอธ บายต าง ๆ และเป ดฟ งอ กคร งเพ อการจดจ าข อม ลใหม 3. การเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (Kinesthetic Learning Style)หมายถ ง การเร ยนร จากการปฏ บ ต ตนในสถานการณ จ าลองท จ าเป นต องม การเคล อนไหวใน

20 10 สถานการณ การเร ยนน น เช น การแสดงบทบาทสมมต เช น การแสดงละคร การส มภาษณ ถ ง การเร ยนร จากประสบการณ จร ง และการเร ยนร โดยการม ส วนร วมในก จกรรมอย างสมบ รณ ผ เร ยน ประเภทน จะสามารถจดจ าความร ท ได ด วยว ธ การม ส วนร วมในช นเร ยน การม ก จกรรมนอกสถานท การแสดงบทบาทสมมต หร อว ธ การเร ยนแบบผสม เช น การเร ยนร ด วยว ธ การฟ งเทปร วมก บการท า ก จกรรมอ น ๆ ประกอบด วย 4. การเร ยนด วยการกระท า (Tactile Learning Style) หมายถ ง การเร ยนร ด วย การลงม อกระท างานต าง ๆ เช น การสร างร ปจ าลอง การท าการทดลองในห องทดลอง และการเร ยน จากว ตถ ต าง ๆ ท จ บต องได เช น สม ดภาพ หร อ บ ตรค า ผ เร ยนประเภทน ชอบการเร ยนแบบลงม อ ปฏ บ ต ด วยตนเองมากกว า การอ าน การฟ งจากบ คคลอ น หร อการส งเกตการณ แต ผ เร ยนประเภทน ชอบการเร ยนร ส งใหม ด วยการกระท าของตนเอง เช น การท าการทดลองในห องปฏ บ ต การ ประด ษฐ ส งต างๆ ด วยตนเองหร อการสร างแบบจ าลองเพ อการเร ยนร 5. การเร ยนตามล าพ ง (Individual Learning Style) หมายถ ง การท ผ เร ยนเร ยน ด วยตนเองท งในช นเร ยนและนอกช นเร ยน เพ อให บรรล เป าหมายในการเร ยน ผ เร ยนประเภทน ม ความช นชอบว ธ การเร ยนด วยตนเองตามล าพ งในสถานการณ การเร ยน และจะสามารถค ดแก ป ญหา เร ยนร ส งใหม ๆ และเข าใจข อเท จจร งต าง ๆ มากข นเม อม การเร ยนร ด วยตนเอง 6. การเร ยนด วยการเร ยนเป นกล ม (Group Learning Style) หมายถ ง สถานการณ ในการเร ยนท ผ เร ยนท างานร วมก บเพ อนร วมช นเร ยน ไม ว าจะเป นค หร อกล มผ เร ยน ประเภทน ชอบการเร ยนก บกล มเพ อนมากกว าท จะค ดแก ป ญหาในระหว างการเร ยนส งใหม ด วย ตนเอง ผ เร ยนประเภทน เร ยนร ได ด วยการม ปฏ ส มพ นธ ก บกล มเพ อนต งแต -3 คนข นไป แรงจ งใจ ในการเร ยนร ส งใหม ๆ เก ดจากการกระต นและความช วยเหล อของกล ม นอกจากน ผ ว จ ยได แยกการว เคราะห ร ปแบบการเร ยนออกเป น 3 ร ปแบบ ค อ หล ก (Major) รอง (Minor) และ ไม ม (Negative) โดยผ เร ยนแต ละคนจะม ร ปแบบการเร ยนหล ก รอง หร อไม ม ร ปแบบการเร ยนเลยก ได ผ เร ยนท ม ร ปแบบการเร ยนเป นหล กจะม ล กษณะของผ เร ยนท ด ผ เร ยนท ม ร ปแบบการเร ยนเป นรองจะม ล กษณะของผ เร ยนในระด บค อนข างด สามารถม ว ธ การร บร ข อม ลในการเร ยนได ด ในระด บหน ง ส าหร บผ ท ไม ม ร ปแบบการเร ยนจะเป นผ เร ยนท ม ความหมาย ยากล าบากในการเร ยนหร อการร บร ข อม ลในระหว างการเร ยน (ณ ฏฐน ช ม นสาคร, 553).3 ความส าค ญของร ปแบบการเร ยน ส งคมท ม ความร เป นฐานก าล งเปล ยนแปลงอย างรวดเร ว และการเปล ยนแปลงท ว าน เป นไป อย างรวดเร ว จ งท าให ผ น าทางการศ กษา และอ ตสาหกรรมพยายามอย างมากท จะพ ฒนาว ธ การใน

21 11 การเร ยนร ให ม ประส ทธ ภาพ ร ปแบบการเร ยน หมายถ ง ว ธ การท ผ เร ยนใช จนเป นน ส ยในการเร ยนร สร างความค ดรวบยอด จดจ าข อม ล และน าความร มาใช ให เป นประโยชน เพ อให บรรล เป าหมายของ การเร ยนร โดยม ความชอบ ความถน ด เจตคต ประสบการณ และบ คล กภาพของผ เร ยนแต ละคนเป น ต วก าหนดพฤต กรรม ด งน น ร ปแบบการเร ยนท แต ละบ คคลถน ด จ งเป นช องทางตามธรรมชาต ท เรา ใช ในการเร ยนร ส งใดส งหน งให ได เร วท ส ด ง ายท ส ดและม ประส ทธ ภาพมากท ส ด ความร ความเข าใจเก ยวก บร ปแบบการเร ยนและการใช ร ปแบบการเร ยนในการเร ยนร จะ ช วยเพ มพ นศ กยภาพท จะร บร และจดจ าข อม ลใหม ๆ เพ อความส าเร จของการประกอบอาช พ และ การอย ร วมก นก บผ อ น ด งน น ร ปแบบการเร ยนจ งม ความส าค ญต อกระบวนการเร ยนร อาจารย น ก การศ กษา บ ดามารดา หร อผ ปกครอง ผ เร ยน ท งน กว ชาช พ จะเห นได ว าความเข าใจและการศ กษาเก ยวก บร ปแบบการเร ยนแบบต างๆจะช วยเพ ม ประส ทธ ภาพในการปฏ บ ต งานท กชน ด เช น เม อผ เร ยนร บร ว าตนเองม ร ปแบบการเร ยนแบบไหน ผ เร ยนก จะทราบได ว าตนเองม จ ดแข งและจ ดอ อนในด านใดซ งจะช วยให ผ เร ยนม โอกาสปร บปร ง แก ไขข อบกพร องในการเร ยน หร อการท างาน ผ เร ยนท เข าใจได ว าตนเองม ร ปแบบการเร ยนแบบ ไหน ก จะสามารถปร บปร งกระบวนการเร ยนร ของตนเองให ด ย งข น และเม อทราบว าตนเองม ค ณสมบ ต ท ด ในด านใด ก สามารถน าเอาค ณสมบ ต น ไปใช ในสถานการณ ต างๆ ได อย างเหมาะสม และเป นผ เร ยนท ประสบความส าเร จ หร อการท างานในอนาคต เช น เล อกงานท เหมาะสมก บความ ถน ดของตน เป นต น นอกจากน ความร ความเข าใจเก ยวก บร ปแบบการเร ยนของผ เร ยนจะช วยเพ มประส ทธ ภาพ การสอนและให ข อม ลท เป นประโยชน ก บคร อาจารย และน กการศ กษาในการจ ดการเร ยนการสอน ท เน นผ เร ยนเป นส าค ญ 3. งานว จ ยท เก ยงข องก บแนวค ดการศ กษาร ปแบบการเร ยนด วย PLSPQ งานว จ ยท งในและต างประเทศท เก ยวข องก บการศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย PLSPQ ท สอดคล องก บการศ กษาของ Reid (1987) ด งน ด ารง น มมานส ทธ (535) ศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาในว ทยาล ย ส งก ดกรมอาช วศ กษา โดยใช แบบส ารวจร ปแบบการเร ยนของ Reid ผลการว จ ยพบว า น กศ กษาใช ร ปแบบการเร ยนแบบจ กษ น ยม แบบโสตน ยม การเร ยนเป นกล มและการเร ยนตามล าพ งปานกลาง แต ใช ร ปแบบการเร ยนแบบปฏ บ ต น ยมและแบบส มผ สน ยมน อย พ ชร พรรณ ม. ร ตนพล (541) ได ศ กษาล กษณะการเร ยนร และกลว ธ การเร ยนภาษาอ งกฤษ ของน กเร ยนช นม ธยมศ กษาป ท 5โรงเร ยนเตร ยมอ ดมศ กษาพบว าล กษณะการเร ยนร ของกล ม

22 1 ต วอย างโดยเป นผ เร ยนท ชอบเร ยนร ตามข นตอน ม ล กษณะเป ดต วชอบส งคม ถน ดใช ตา และ ชอบคาดเดากฎเกณฑ และความหมายของภาษาใหม ป ญชล วาสนสมส ทธ (54) ได ศ กษาสไตล ในการเร ยนร (Learning Style) ของผ เร ยน ภาษาอ งกฤษเป นภาษาต างประเทศของน ส ตช นป ท 1 จ ฬาลงกรณ มหาว ทยาล ย พบว ากล มต วอย างม ความชอบสไตล ในการเร ยนร แบบ Kinesthetic Learning มากท ส ด ในขณะท ม ความชอบสไตล ใน การเร ยนร ด วยตนเอง หร อ Individual Learning น อยท ส ด ในขณะเด ยวก นกล มต วอย างม ความชอบ สไตล ในการเร ยนแบบเป นกล ม หร อ Group Learning มากเป นอ นด บท สอง นอกจากน เม อ เปร ยบเท ยบระหว าง สไตล ในการเร ยนแบบ Visual Learning ก บ Auditory Learning ก พบว า กล ม ต วอย างชอบท จะเร ยนด วยการท าก จกรรมทางการฟ งมากกว าก จกรรมท เป นการอ านหร อการใช สายตาในการท าก จกรรมอ นๆ ณ ฎฐน ช ม นสาคร (553) ศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษามหาว ทยาล ย กร งเทพ และความแตกต างของร ปแบบการเร ยนของน กศ กษาก บภ ม หล งท ต างก น ค อ เพศ คณะ ระด บผลการเร ยนภาษาอ งกฤษท วไป กล มต วอย างเป นน กศ กษามหาว ทยาล ยกร งเทพ คณะบ ญช บร หารธ รก จ และเศรษฐศาสตร ผลการว จ ยพบว า น กศ กษามหาว ทยาล ยกร งเทพ ร อยละ 35.4 ไม ม ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช รองลงมาค อ ม ร ปแบบการเร ยนท ชอบใช 1 ร ปแบบ ร อยละ 19.3 และ ม ร ปแบบการเร ยนท ชอบใช 5 ร ปแบบ ร อยละ 3.7 ส าหร บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท น กศ กษาชอบใช มากท ส ดสามอ นด บแรก ค อ การเร ยนเป นกล ม การเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนใน สถานการณ ต างๆ และการฟ ง ตามล าด บ น กศ กษาท ม เพศ คณะและระด บผลการเร ยนภาษาอ งกฤษ ท วไปต างก นม ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษไม ต างก น ส าหร บการศ กษาของงานว จ ยต างประเทศส วนใหญ พบว า ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ท น กศ กษาชอบใช เป นล าด บแรก ค อ การเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) โดย พบได จากผลการศ กษาของ Reid (1987) ท ท าการศ กษาน กศ กษาจ นท ศ กษาในระด บมหาว ทยาล ย ณ สหร ฐอเมร กา จ านวน 90 คน พบว า น กศ กษาชอบใช ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนใน สถานการณ ต าง ๆ (KLS) และการเร ยนด วยการกระท า (TLS) แต ไม ชอบการเร ยนเป นกล ม (GLS) Melton (1990) ท ศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา Chinese (PRC) University จ านวน 331 คน พบว า น กศ กษาจ นท เร ยนภาษาอ งกฤษเป นภาษาต างประเทศชอบใช ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า (TLS) การปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) และการเร ยน ตามล าพ ง (ILS) แต ไม ชอบแบบกล ม (GLS)

23 13 ในขณะท Hyland (1993) พบว าน กศ กษาญ ป นท ศ กษาในระด บมหาว ทยาล ยชอบใช ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (ALS) และการกระท า (TLS) แต ไม ชอบร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตา (VLS) และการเร ยนเป นกล ม (GLS) Goodman (1994: 3664-A) ได ศ กษาร ปแบบการเร ยนของน กศ กษาชาวเอเช ยตะว นออกท เร ยนภาษาอ งกฤษเป นภาษาท สอง พบว าน กศ กษาชอบใช ร ปแบบการเร ยนแบบจ กษ น ยมมากท ส ด รองลงมาค อ ร ปแบบการเร ยนแบบส มผ สน ยมและการเร ยนแบบรายบ คคลตามล าด บ ผลงานว จ ยของ Mulalic, et all. (009) ได ศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของ น กศ กษามหาว ทยาล ยในมาเลเซ ย จ านวน 160 คน พบว า น กศ กษาชายชอบร ปแบบการเร ยนด วย การปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) และการเร ยนด วยการฟ ง (ALS) นอกจากน ย งพบว า ร ปแบบการเร ยนท น กศ กษาชอบมาก ค อ การเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) และร ปแบบการเร ยนท น กศ กษาชอบใช น อย ค อ การเร ยนด วยการใช สายตา (VLS) การฟ ง (ALS) และการเร ยนเป นกล ม (GLS) ส าหร บการเร ยนท น กศ กษาไม ชอบ ค อ การเร ยนตามล าพ ง (ILS) และ การเร ยนด วยการกระท า (TLS) ซ งสอดคล องก บการศ กษาของ Peacock (001) ซ งพบว า น กศ กษา จ นท เร ยนภาษาอ งกฤษเป นภาษาต างประเทศ จ านวน 06 คน ท The City University of Hong Kong ชอบใช ร ปแบบการเร ยนแบบการปฏ บ ต ในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) และการฟ ง (ALS) และไม ชอบใช ร ปแบบการเร ยนแบบตามล าพ ง (ILS) เช นเด ยวก บการศ กษาของ Wintergerst, et all. (1998) ท พบว าน กศ กษาร สเซ ยท เร ยนภาษาอ งกฤษเป นภาษาท สอง ส วนใหญ ชอบร ปแบบการเร ยนด วยการ ปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) รองลงมาค อ การฟ ง (ALS) และการเร ยนตามล าพ ง (ILS) เป นร ปแบบการเร ยนท น กศ กษาร สเซ ยชอบใช น อย การว จ ยเร อง ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ย เทคโนโลย ราชมงคลพระนครคร งน ใช แบบส ารวจการเร ยนร PLSPQ ของ Joy Reid (1995) ซ งเป น การแบ งประเภทของร ปแบบการเร ยนท ได ร บความน ยมอย างกว างขวาง (Williams, 008) และเป น แบบส ารวจร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท เหมาะสมส าหร บผ เร ยนภาษาอ งกฤษเป นภาษาท สอง (ESL) และภาษาต างประเทศ (EFL) ในการสอนภาษาอ งกฤษในระด บอ ดมศ กษาเป นเคร องม อใน การศ กษาความแตกต างของร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา จ าแนกตามเพศ และ สาขาว ชา

24 14 บทท 3 ว ธ การด าเน นการว จ ย การศ กษาเร องร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครคร งน เป นการว จ ยเช งบรรยาย (Descriptive Research) ใช เทคน คการส ารวจ โดยผ ว จ ยได ด าเน นการศ กษาตามข นตอนด งน 1. การก าหนดประชากรและกล มต วอย างและต วแปรท ศ กษา. เคร องม อและการสร างเคร องม อท ใช ในการว จ ย 3. การเก บรวบข อม ล 4. การว เคราะห ข อม ล 5. สถ ต ท ใช ในการว เคราะห ข อม ล 1. การก าหนดประชากร และต วแปรท ศ กษา 1.1 ประชากรท ใช ในการศ กษา ได แก น กศ กษา คณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ย เทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ระด บปร ญญาตร ป ท 1 ภาคปกต หล กส ตร 4 ป จ านวน 48 คน ท ลงทะเบ ยนเร ยนว ชาภาษาอ งกฤษ ในภาคเร ยนท ป การศ กษา 555 โดยแบ งน กศ กษาตาม สาขาว ชา ได แก การท องเท ยว การโรงแรม และภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล ด งตาราง 1 ตารางท 1 จ านวนประชากร ท ใช ศ กษา แบ งตามสาขาว ชา สาขาว ชา ประชากร 1. การท องเท ยว 86. การโรงแรม 8 3. ภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล ท มา : แผนกทะเบ ยนและว ดผล คณะศ ลปศาสตร, ต วแปรท ศ กษา 1..1 ต วแปรต น ได แก ภ ม หล งท แตกต างก นของน กศ กษา เพศ แบ งเป น เพศชาย เพศหญ ง

25 สาขา ได แก การท องเท ยว การโรงแรม ภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล 1.. ต วแปรตาม ได แก ร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตา (Visual Learning Style = VLS) 1... ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (Audio Learning Style = ALS) ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า (Tactile Learning Style = TLS) ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (Kinesthetic Learning Style = KLS) ร ปแบบการเร ยนตามล าพ ง (Individual Learning Style = ILS) ร ปแบบการเร ยนเป นกล ม (Group Learning Style = GLS). เคร องม อและการประเม นค ณภาพเคร องม อท ใช ในการว จ ย.1 เคร องม อท ใช ในการว จ ย เคร องม อท ใช ในการว จ ยน ใช แบบสอบถามซ งน ามาจากแบบสอบถามของณ ฏฐน ช ม นสาคร (553) โดยน ามาปร บให สอดคล องก บว ตถ ประสงค ในการศ กษาคร งน ม รายละเอ ยดด งน.1.1 แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสอบถามส ารวจร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษ แบ งออกเป น ตอน ค อ ตอนท 1 แบบสอบถามข อม ลพ นฐานของผ ตอบแบบสอบถาม ม ล กษณะเป นแบบ ตรวจสอบรายการ (Checklist) ได แก เพศ และ สาขาว ชา ตอนท แบบสอบถามประเม นค าร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยตนเอง (Selfreport Questions) จ านวน 30 ข อ โดยการศ กษาน ใช แบบส ารวจร ปแบบการเร ยนท เร ยกว า Perceptual Learning Style Preference Questionnaire: PLSPQ (Reid, 1987) ซ งเป น แบบสอบถามท ออกแบบเพ อการส ารวจร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของผ เร ยนภาษาอ งกฤษเป น ภาษาท สอง (ESL) และภาษาต างประเทศ (EFL) ในระด บอ ดมศ กษา ซ งออกแบบและพ ฒนาโดย Professor Joy M. Reid แห ง University of Wyoming

26 16 แบบสอบถามท ใช ในการศ กษาน เป นข อค าถามเก ยวก บร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษท ง 6 ร ปแบบ ได แก ร ปแบบการเร ยนด วยการใช ประสาทส มผ ส 4 ประเภท ค อ การ ใช สายตา (VSL- Visual Learning Style) การฟ ง (ALS Audio Learning Style) การกระท า (TLS Tactile Learning Style) การปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS Kinesthetic Learning Style) และร ปแบบการเร ยนด วยการม ปฏ ส มพ นธ ทางส งคม (Social Aspects) ประเภท ค อ การ เร ยนตามล าพ ง (ILS Individual Learning Style) และการเร ยนเป นกล ม(GLS Group Learning Style) แบบสอบถาม PLSPQ ม ข อค าถามท งส น 30 ข อความ โดยไม เร ยงล าด บข อความ หร อจ ดกล มตามประเภทของร ปแบบการเร ยน ซ งเม อน ามาจ าแนกประเภทของข อความ จะได ด งน 1. ร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตา (VSL) ม 5 ข อความค อ ค าถามข อท ข อความ 6 I learn better by reading what the teacher writes on the chalkboard. ฉ นเร ยนร ได ด ข นเม อได อ านส งท คร เข ยนบนกระดาน 10 When I read instructions, I remember them better. เม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งานแล ว ท าให ฉ นจดจ าได ด ข น 1 I understand better when I read instructions. ฉ นเข าใจได ด ข นเม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งาน 4 I learn better by reading than by listening to someone. ฉ นเร ยนร ได ด ข นจากการอ านมากกว าการฟ งผ อ น 9 I learn more by reading textbooks than by listening to lectures. ฉ นสามารถเร ยนร จากการอ านต าราเร ยนได มากกว าการฟ งค าบรรยายจากคร. ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (ALS) ม 5 ข อความค อ ค าถามข อท ข อความ 1 When the teacher tells me the instructions I understand better. เม อคร บอกให ทราบถ งข นตอนในการปฏ บ ต งาน ท าให ฉ นเข าใจมากข น 7 When someone tells me how to do something in class, I learn it better. ฉ นเร ยนร ได ด ข นเม อม คนคอยบอกว ธ การท าส งต าง ๆ ในช นเร ยน

27 17 9 I remember things I have heard in class better than things I have read. ฉ นสามารถจดจ าส งท ได ย นในช นเร ยนด กว าการอ าน 17 I learn better in class when the teacher gives a lecture. เม ออย ในช นเร ยน ฉ นเร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าบรรยายจากคร 0 I learn better in class when I listen to someone. เม ออย ในช นเร ยน ฉ นเร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าอธ บายจากเพ อนร วมช น เร ยนสองสามคน 3. ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า (TLS) ม 5 ข อความค อ ค าถามข อ ข อความ ท 11 I learn more when I can make a model of something. ฉ นเร ยนร ได มากข นเม อได สร ปร ปแบบเก ยวก บเร องน น ๆ ไว 14 I learn more when I make something for a class project. ฉ นเร ยนร ได มากข นเม อได ท าโครงงานในช นเร ยน 16 I learn better when I make drawings as I study. ฉ นเร ยนร ได ด ข นเม อได วาดภาพประกอบในขณะท เร ยน When I build something, I remember what I have learned better. การท ฉ นได ลงม อประด ษฐ ส งใดส งหน ง ท าให ฉ นสามารถจดจ าส งท ฉ นเร ยนร มาได ด ข น 5 I enjoy making something for a class project. ฉ นสน กก บการท าโครงงานในช นเร ยน 4. ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (KLS) ม 5 ข อความค อ ค าถามข อ ข อความ ท I prefer to learn by doing something in class. ฉ นชอบเร ยนด วยการลงม อปฏ บ ต ด วยตนเองในช นเร ยน

28 18 8 When I do things in class, I learn better. เม อฉ นได ท าก จกรรมต าง ๆ ในช นเร ยน ท าให ฉ นเร ยนร ได ด ข น 15 I enjoy learning in class by doing experiments. ฉ นสน กก บการเร ยนเม อได ฝ กท าการทดลองในช นเร ยน 19 I understand things better in class when I participate in role-playing. ฉ นเข าใจส งต าง ๆ ได ด ข นเม อได ม ส วนร วมในก จกรรมการแสดงบทบาทสมมต ใน ช นเร ยน 6 I learn best in class when I can participate in related activities. เม ออย ในช นเร ยน ฉ นจะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อม ส วนร วมในก จกรรมท เก ยวข องก บ ส งท เร ยน 5. ร ปแบบการเร ยนตามล าพ ง (ILS) ม 5 ข อความค อ ค าถามข อ ข อความ ท 13 When I study alone, I remember things better. ฉ นจดจ าส งต าง ๆ ได ด ข นเม อได ศ กษาค นคว าด วยตนเอง 18 When I work alone, I learn better. ฉ นเร ยนร ได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง 7 In class, I work better when I work alone. ขณะอย ในช นเร ยน ฉ นจะท างานได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง 8 I prefer working on projects by myself. ฉ นชอบลงม อท าโครงการต างๆ ด วยตนเอง 30 I prefer to work by myself. ฉ นชอบท างานด วยตนเอง 6. ร ปแบบการเร ยนด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ม 5 ข อความค อ ค าถามข อ ข อความ ท 3 I get more work done when I work with others. ฉ นท างานได มากข นเม อได ท างานร วมก บผ อ น

29 19 4 I learn more when I study with a group. ฉ นเร ยนร ได มากข นเม อเร ยนเป นกล ม 5 In class, I learn best when I work with others. เม ออย ในช นเร ยน ฉ นจะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อได ท างานร วมก บผ อ น 1 I enjoy working on an assignment with two or three classmates. ฉ นสน กก บการท างานท ได ร บมอบหมายร วมก บเพ อนร วมช นเร ยนสองสามคน 3 I prefer to study with others. ฉ นชอบเร ยนร วมก บผ อ น ล กษณะการก าหนดต วเล อกในข อค าถามเป นตารางประเม นค าแบบ Rating Scale ของ Likert ม ข อให เล อกตอบเพ อประเม นระด บการปฏ บ ต 5 ระด บ และม เกณฑ การให คะแนน ด งน ความหมาย คะแนน เห นด วยอย างย ง 5 คะแนน เห นด วย 4 คะแนน เฉยๆหร อไม แน ใจ 3 คะแนน ไม เห นด วยอย างย ง คะแนน ไม เห นด วย 1 คะแนน การค ดคะแนนและแปลความหมาย ม ด งน การค ดคะแนน คะแนนร ปแบบ = คะแนนของข อค าถามในแต ละร ปแบบ x การแปลความหมาย ร ปแบบการเร ยนแบ งออกเป น 3 กล มค อ ร ปแบบการเร ยนท ผ เร ยนชอบใช (Major Learning Style Preference) ร ปแบบการเร ยนท ผ เร ยนสามารถใช ได ด ในการเร ยนร (Minor Learning Style Preference) และร ปแบบการเร ยนท ผ เร ยนม ความยากล าบากในการเร ยนร (Negligible Learning Style Preference)

30 0 ระด บคะแนนร ปแบบ ความหมาย คะแนน Major Learning Style Preference 5-37 คะแนน Minor Learning Style Preference 0-4 คะแนน Negligible Learning Style Preference. การประเม นค ณภาพของเคร องม อ การประเม นค ณภาพของเคร องม อท ใช ในการว จ ยม ข นตอนด งน..1 ตรวจสอบความเท ยงตรงของเน อหา (Content Validity) ของ แบบสอบถามโดยผ ว จ ยน าแบบสอบถามท ปร บปร งแล วไปให ผ ทรงค ณว ฒ ด านการสอน ภาษาอ งกฤษจ านวน 3 คน ตรวจสอบความเท ยงตรงของเน อหาในส วนท เป นมาตราส วนประมาณ ค า.. ตรวจสอบความเช อม นของแบบสอบถาม (Reliability) โดยผ ว จ ยน า แบบสอบถามท ได ท าการปร บปร งตามความเห นของผ ทรงค ณว ฒ แล วน าไปทดลองใช ก บน กศ กษา คณะเทคโนโลย คหกรรมศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร หล กส ตรปร ญญาตร ช นป ท 1 จ านวน 30 คนโดยทดลองก บน กศ กษาท เร ยนว ชาภาษาอ งกฤษ 1 และน าข อม ลท ได มาหา ค าความเช อม นของแบบสอบถามโดยด วยการหาค าส มประส ทธ แอลฟ า (Cronbach Alpha Coefficient) โดยใช โปรแกรมคอมพ วเตอร ส าเร จร ปทางสถ ต ได ค าส มประส ทธ แอลฟ าเท าก บ การเก บรวบข อม ล การศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท แตกต างของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ผ ว จ ยเก บรวบข อม ลจากการแจกแบบสอบถาม โดยม รายละเอ ยดด งน 3.1 แบบสอบถาม ผ ว จ ยด าเน นการเก บรวบข อม ลในเด อน มกราคม ก มภาพ นธ ภาคเร ยนท ป การศ กษา 555 โดยน าแบบสอบถามแจกให ก บน กศ กษา ค อ น กศ กษา ช นป ท 1 สาขาว ชาการท องเท ยว การโรงแรม และภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล ท ลง ทะเบ ยน เร ยนว ชาภาษาอ งกฤษ จ านวน 48 คนโดยประสานงานก บอาจารย ผ สอน ตามกล มท เร ยนให แจกน กศ กษาภายในช นเร ยน การตรวจสอบความสมบ รณ ของแบบสอบถาม ผ ว จ ยจะเป นผ ท าหน าท รวบแบบสอบถามเม อน กศ กษาตอบแบบสอบถามเสร จเร ยบร อย ผ ว จ ยจะน าแบบสอบถามท ได

31 1 ค น จ านวน ช ดค ดเป นร อยละ 89.5 และน าไปตรวจสอบความสมบ รณ ของแบบสอบถามใน แต ละข อค าถาม แล วน าไปว เคราะห ข อม ล 3.1. การจ ดท าค ม อลงรห สข อม ลและท าการลงรห สข อท ได ร บ (Coding) เพ อน าไปว เคราะห ทางสถ ต ต อไป 4. การน าเสนอข อม ล การว จ ยน เป นการว จ ยเช งพรรณนา (Descriptive Research) ท ศ กษาร ปแบบการ เร ยนของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ท เร ยนว ชา ภาษาอ งกฤษท ม ภ ม หล งแตกต างก นจ าแนกตามเพศ และสาขาว ชาท เร ยน โดยในการน าเสนอผล การว เคราะห ข อม ลม ต วย อต าง ๆ ด งน ต วย อ ความหมาย VLS ร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตา (Visual Learning Style) ALS ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (Audio Learning Style) TLS ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า (Tactile Learning Style) KLS ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต าง ๆ (Kinesthetic Learning Style) ILS ร ปแบบการเร ยนตามล าพ ง (Individual Learning Style) GLS ร ปแบบการเร ยนด วยการเร ยนเป นกล ม (Group Learning Style) 5. สถ ต ในการว เคราะห ข อม ล 5.1 สถ ต พ นฐาน ค าร อยละ 5.1. ค าความถ ค าเฉล ย ค าเบ ยงเบนมาตรฐาน 5. สถ ต ท ใช ในการทดสอบสมมต ฐาน - ส าหร บการทดสอบความแตกต างระหว างต วแปร ใช ค าท ( T test) 5.3 สถ ต ท ใช ในการหาค ณภาพของเคร องม อ ได แก - ค าความเช อม น (Reliability) ของแบบสอบถามโดยใช การว เคราะห หาค า ส มประส ทธ แอลฟ าของ ครอนบาค (Cronbach s Coefficient Alpha)

32 บทท 4 ผลการว จ ย การว จ ยเร องน ม งเน นท จะศ กษาร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา คณะ ศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร และความแตกต างของร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษของน กศ กษาก บภ ม หล งท แตกต างก น โดยผ ว จ ยได ท าการว เคราะห ข อม ลและน าเสนอ ผลการว เคราะห เป น 4 ส วน ด งน ตอนท 1 ข อม ลท วไป ตอนท ความแตกต างของการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ตอนท 3 ความส มพ นธ ระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาก บภ ม หล งท แตกต างก น 3.1 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ 3. ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ตอนท 4 ระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา 4.1 ระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา 4. จ านวนร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา ตอนท 5 ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บภ ม หล งของน กศ กษา 5.1 ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บเพศ 5. การว เคราะห ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บสาขาว ชา ตอนท 6 ความค ดเห นเพ มเต มเก ยวก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท พ งประสงค ของ น กศ กษา และม ส ญล กษณ ท ใช ด งน Style) VLS หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตา (Visual Learning Style) ALS หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (Audio Learning Style) TLS หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า (Tactile Learning Style) KLS หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (Kinesthetic Learning

33 3 ILS หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนตามล าพ ง (Individual Learning Style) GLS หมายถ ง ร ปแบบการเร ยนแบบกล ม (Group Learning Style) ผลการว เคราะห ข อม ลผ ว จ ยได น าเสนอด งต อไปน ตอนท 1 ข อม ลท วไป ตารางท จ านวนและร อยละของน กศ กษา จ าแนกตามเพศและสาขาว ชา รายการ จ านวน (คน) ร อยละ 1. เพศ ชาย หญ ง. สาขาว ชา การท องเท ยว การโรงแรม ภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล N = จากตารางท พบว าน กศ กษาส วนใหญ เป นเพศหญ ง ค ดเป นร อยละ และศ กษาในสาขาว ชา ภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล จ านวนส งส ด ค ดเป นร อยละ 39.80

34 4 ตอนท ความแตกต างของการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ตารางท 3 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) ล าด บท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ 6 เร ยนร ได ด ข นเม อได อ านส งท คร เข ยนบนกระดาน I learn better by reading what the teacher writes on เฉยๆหร อไม แน ใจ the chalkboard. 10 เม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งานแล วท าให จดจ าได ด ข น เฉยๆหร อไม แน ใจ When I read instructions, I remember them better. 1 เข าใจได ด ข นเม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งาน I Understand better when I read instructions เฉยๆหร อไม แน ใจ 4 เร ยนร ได ด ข นจากการอ านมากกว าการฟ งผ อ น I learn better by reading than by listening to someone เฉยๆหร อไม แน ใจ 9 สามารถเร ยนร จากการอ านต าราเร ยนได มากกว าการ ฟ งค าบรรยายจากคร I learn more by reading textbooks than by listening เฉยๆหร อไม แน ใจ to lectures. ภาพ เฉยๆหร อไม แน ใจ จากตารางท 3 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การใช สายตา ภาพอย ในระด บ เฉยๆหร อไม แน ใจ (µ = 3.33) และเม อพ จารณารายข อพบว า น กศ กษาม ความเห นด วยก บรายข อท 1 (เข าใจได ด ข นเม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งาน) ค าเฉล ย ส งส ด (µ = 3.50) รองลงมาเห นด วยก บรายข อ 6 (เร ยนร ได ด ข นเม อได อ านส งท คร เข ยนบน กระดาน) (µ = 3.46) และรายข อ 10 (เม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งานแล วท าให จดจ าได ด ข น) (µ = 3.40) ตามล าด บ

35 5 ตารางท 4 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) ล าด บท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ 1 เม อคร บอกให ทราบถ งข นตอนในการปฏ บ ต งาน ท า ให เข าใจมากข น When the teacher tells me the instructions I เห นด วย understand better. 7 เร ยนร ได ด ข นเม อม คนคอยบอกว ธ การท าส งต างๆ ในช นเร ยน When Someone tells me how to do something n เห นด วย class, I learn it better. 9 สามารถจดจ าส งท ได ย นในช นเร ยนได ด กว าการอ าน I remember things I have heard in class better tnan เฉยๆหร อไม แน ใจ things I have read. 17 อย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าบรรยายจาก คร I learn better in class when the teacher gives a เห นด วย lecture. 0 เม ออย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าอธ บาย จากเพ อนร วมช นเร ยนสองสามคน เห นด วย I learn in class when I listen to someone. ภาพ เห นด วย จากตารางท 4 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การฟ ง ภาพอย ในระด บ เห นด วย (µ = 3.54) และเม อพ จารณารายข อพบว า น กศ กษาม ความเห นด วยก บรายข อท 7 (เร ยนร ได ด ข นเม อม คนคอยบอกว ธ การท าส งต างๆ ในช นเร ยน) ค าเฉล ยส งส ด (µ = 3.77) รองลงมาเห นด วยก บรายข อ 1 (เม อคร บอกให ทราบถ งข นตอนในการ ปฏ บ ต งาน ท าให เข าใจมากข น) (µ = 3.66) และรายข อ 17 (เม อข นอย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข น เม อได ฟ งค าบรรยายจากคร ) (µ = 3.6) ตามล าด บ

36 6 ตารางท 5 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) ล าด บท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ 11 เร ยนร ได มากข นเม อได สร ปร ปแบบเก ยวก บ เร องน นๆ ไว I learn more when I can make a model of เห นด วย something. 14 เร ยนร ได มากข นเม อได ท าโครงงานในช นเร ยน I learn more when I make something for a class เฉยๆหร อไม แน ใจ project. 16 เร ยนร ได ด ข นเม อได วาดภาพประกอบในขณะท เร ยน เฉยๆหร อไม แน ใจ I learn better when I make drawings as I study. การท ได ลงม อประด ษฐ ส งใดส งหน ง ท าให สามารถจดจ าส งท เร ยนร มาได ด ข น When I build something. I remember what I เฉยๆหร อไม แน ใจ have learned better. 5 สน กก บการท าโครงงานในช นเร ยน I enjoy making something for a class project เฉยๆหร อไม แน ใจ ภาพ เฉยๆหร อไม แน ใจ จากตารางท 5 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การกระท า ภาพอย ในระด บ เฉยๆหร อไม แน ใจ (µ = 3.35) และเม อพ จารณารายข อพบว า น กศ กษาม ความเห นด วยก บรายข อท 11 (เร ยนร ได มากข นเม อได สร ปร ปแบบเก ยวก บเร องน นๆ ไว ) ค าเฉล ยส งส ด (µ = 3.61) รองลงมาเห นด วยก บรายข อ (การท ได ลงม อประด ษฐ ส งใดส งหน ง ท า ให สามารถจดจ าส งท เร ยนร มาได ด ข น) (µ = 3.47) และรายข อ 16 (เร ยนร ได ด ข นเม อได วาด ภาพประกอบในขณะท เร ยน) (µ = 3.4) ตามล าด บ

37 7 ตารางท 6 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบว ธ การ เร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ล าด บท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ ชอบเร ยนด วยการลงม อปฏ บ ต ด วยตนเองในช น เร ยน เฉยๆหร อไม แน ใจ I prefer to learn by doing something in class. 8 เม อได ท าก จกรรมต างๆ ในช นเร ยน ท าให ฉ น เร ยนร ได ด ข น เห นด วย When I do things in class. I learn better. 15 สน กก บการเร ยนเม อได ฝ กท าการทดลองในช น เร ยน เฉยๆหร อไม แน ใจ I enjoy learning in class by doing experiments. 19 เข าใจส งต างๆ ได ด ข นเม อได ม ส วนร วมใน ก จกรรมการแสดง บทบาทสมมต ในช นเร ยน I understand things better in class when I เฉยๆหร อไม แน ใจ participate in role-playing. 6 เม ออย ในช นเร ยน จะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อม ส วน ร วมในก จกรรมท เก ยวข องก บส งท เร ยน I learn best in class when I can participate in เห นด วย related activities. ภาพ เฉยๆหร อไม แน ใจ จากตารางท 6 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ ภาพอย ในระด บ เฉยๆหร อไม แน ใจ (µ = 3.45) และเม อ พ จารณารายข อพบว า น กศ กษาม ความเห นด วยก บรายข อท 8 (เม อได ท าก จกรรมต างๆ ในช นเร ยน ท าให ฉ นเร ยนร ได ด ข น) ค าเฉล ยส งส ด (µ = 3.68) รองลงมาเห นด วยก บรายข อ 6 (เม ออย ในช น เร ยน จะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อม ส วนร วมในก จกรรมท เก ยวข องก บส งท เร ยน) (µ = 3.5)และรายข อ 15 (สน กก บการเร ยนเม อได ฝ กท าการทดลองในช นเร ยน) (µ = 3.50) ตามล าด บ

38 8 ตารางท 7 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบว ธ การ เร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) ล าด บท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ 13 จดจ าส งต างๆ ได ด ข นเม อได ศ กษาค นคว าด วย ตนเอง เฉยๆหร อไม แน ใจ When I study alone, I remember things better. 18 เร ยนร ได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง When I work alone, I learn better เฉยๆหร อไม แน ใจ 7 ขณะอย ในช นเร ยน จะท างานได ด ข นเม อ ท างานตามล าพ ง เฉยๆหร อไม แน ใจ In class, I work better when I work alone. 8 ชอบลงม อท าโครงการต างๆ ด วยต วเอง I prefer working on projects by myself เฉยๆหร อไม แน ใจ 30 ชอบท างานด วยต วเอง I prefer to work by myself เฉยๆหร อไม แน ใจ ภาพ เฉยๆหร อไม แน ใจ จากตารางท 7 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษตาม ล าพ ง ภาพอย ในระด บ เฉยๆหร อไม แน ใจ (µ = 3.18) และเม อพ จารณารายข อพบว า น กศ กษาม ความเห นด วยก บรายข อท 13 (จดจ าส งต างๆ ได ด ข นเม อได ศ กษาค นคว าด วยตนเอง) ค าเฉล ยส งส ด (µ = 3.49) รองลงมาเห นด วยก บรายข อ 30 (ชอบท างานด วยต วเอง) (µ = 3.30) และรายข อ 7 (ขณะอย ในช นเร ยน จะท างานได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง) (µ = 3.08) ตามล าด บ

39 9 ตารางท 8 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ล าด บท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ 3 ท างานได มากข นเม อได ท างานร วมก บผ อ น I get more work done when I work with เห นด วย others. 4 เร ยนร ได มากข นเม อเร ยนเป นกล ม I learn more when I study with a group เห นด วย 5 เม ออย ในช นเร ยน จะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อได ท างานร วมก บผ อ น เห นด วย In class, I learn best when I work with others. 1 สน กก บการท างานท ได ร บมอบหมายร วมก บ เพ อนร วมช นเร ยนสองสามคน I enjoy working on an assignment with two เห นด วย three classmates. 3 ชอบเร ยนร วมก บผ อ น I prefer to study with others เห นด วย ภาพ เห นด วย จากตารางท 8 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การเร ยนเป นกล ม ภาพอย ในระด บเห นด วย (µ = 3.63) และเม อพ จารณารายข อพบว า น กศ กษา ม ความเห นด วยก บรายข อท 3 (ชอบเร ยนร วมก บผ อ น) ค าเฉล ยส งส ด (µ = 3.74) รองลงมาเห น ด วยก บรายข อ 5 (เม ออย ในช นเร ยน จะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อได ท างานร วมก บผ อ น) (µ = 3.67) และราย ข อ 3 (ท างานได มากข นเม อได ท างานร วมก บผ อ น) (µ = 3.6) ตามล าด บ

40 30 ตารางท 9 ค าเฉล ย ส วนเบ ยงเบนมาตรฐาน และระด บการแปลความค ดเห นเก ยวก บภาพของ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ร ปแบบท รายการ µ S.D. ระด บการแปลความ 1 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) เฉยๆหร อไม แน ใจ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) เห นด วย 3 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) เฉยๆหร อไม แน ใจ 4 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) เฉยๆหร อไม แน ใจ 5 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) เฉยๆหร อไม แน ใจ 6 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป น กล ม (GLS) เห นด วย จากตารางท 9 จะเห นว าน กศ กษาม ความค ดเห นเก ยวก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ด งน น กศ กษาม ความเห นด วยก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ม ค าเฉล ย ส งส ด (µ = 3.63) รองลงมาเห นด วยก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) (µ = 3.54) และร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) (µ = 3.45) ตามล าด บ โดยร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) ม ค าเฉล ยต าส ด

41 31 ตอนท 3 ความส มพ นธ ระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาก บภ ม หล งท แตกต างก น 3.1 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ตารางท 10 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) เร ยนร ได ด ข นเม อได อ านส งท คร เข ยนบนกระดาน I learn better by reading what the teacher writes on the chalkboard. เม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งานแล วท าให จดจ าได ด ข น When I read instructions, I remember them better. เข าใจได ด ข นเม อได อ านข นตอนการปฏ บ ต งาน I Understand better when I read instructions. เร ยนร ได ด ข นจากการอ านมากกว าการฟ งผ อ น I learn better by reading than by listening to someone. สามารถเร ยนร จากการอ านต าราเร ยนได มากกว าการ ฟ งค าบรรยายจากคร I learn more by reading textbooks than by listening to lectures. *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ชาย (N = 59) หญ ง (N= 16) µ S.D. µ S.D. t Sig จากตารางท 10 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราช มงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) ไม แตกต างก น

42 3 ตารางท 11 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบ ชาย (N = 59) หญ ง (N = 16) การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการด วยการ µ S.D. µ S.D. t Sig. ฟ ง (ASL) เม อคร บอกให ทราบถ งข นตอนใน การปฏ บ ต งาน ท าให เข าใจมากข น When the teacher tells me the instructions I understand better. เร ยนร ได ด ข นเม อม คนคอยบอก ว ธ การท าส งต างๆ ในช นเร ยน When Someone tells me how to do something n class, I learn it better. สามารถจดจ าส งท ได ย นในช นเร ยน ได ด กว าการอ าน I remember things I have heard in class better than things I have read. อย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าบรรยายจากคร I learn better in class when the teacher gives a lecture. เม ออย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อ ได ฟ งค าอธ บายจากเพ อนร วมช น เร ยนสองสามคน I learn in class when I listen to someone. *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 จากตารางท 11 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) ไม แตกต างก น

43 33 ตารางท 1 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) เร ยนร ได มากข นเม อได สร ปร ปแบบ เก ยวก บเร องน นๆ ไว I learn more when I can make a model of something. เร ยนร ได มากข นเม อได ท าโครงงาน ในช นเร ยน I learn more when I make something for a class project. เร ยนร ได ด ข นเม อได วาด ภาพประกอบในขณะท เร ยน I learn better when I make drawings as I study. การท ได ลงม อประด ษฐ ส งใดส ง หน ง ท าให สามารถจดจ าส งท เร ยนร มาได ด ข น When I build something. I remember what I have learned better. สน กก บการท าโครงงานในช นเร ยน I enjoy making something for a class project. *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ชาย (N = 59) หญ ง (N = 16) µ S.D. µ S.D. t Sig จากตารางท 1 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราช มงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบท ใช ในการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) ไม แตกต างก น

44 34 ตารางท 13 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนใน สถานการณ ต างๆ (KLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ชอบเร ยนด วยการลงม อปฏ บ ต ด วย ตนเองในช นเร ยน I prefer to learn by doing something in class. เม อได ท าก จกรรมต างๆ ในช นเร ยน ท าให ฉ นเร ยนร ได ด ข น When I do things in class. I learn better. สน กก บการเร ยนเม อได ฝ กท าการ ทดลองในช นเร ยน I enjoy learning in class by doing experiments. เข าใจส งต างๆ ได ด ข นเม อได ม ส วน ร วมในก จกรรมการแสดง บทบาท สมมต ในช นเร ยน I understand things better in class when I participate in role-playing. เม ออย ในช นเร ยน จะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อม ส วนร วมในก จกรรมท เก ยวข องก บส งท เร ยน I learn best in class when I can participate in related activities. *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ชาย (N = 59) หญ ง (N = 16) µ S.D. µ S.D. t Sig

45 35 จากตารางท 13 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของมหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบท ใช ในการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ไม แตกต างก น ตารางท 14 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยน ภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) จดจ าส งต างๆ ได ด ข นเม อได ศ กษา ค นคว าด วยตนเอง When I study alone, I remember things better. เร ยนร ได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง When I work alone, I learn better. ขณะอย ในช นเร ยน จะท างานได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง In class, I work better when I work alone. ชอบลงม อท าโครงการต างๆ ด วย ต วเอง I prefer working on projects by myself. ชอบท างานด วยต วเอง I prefer to work by myself. *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ชาย (N = 59) หญ ง (N = 16) µ S.D. µ S.D. t Sig จากตารางท 14 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราช มงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) ไม แตกต างก น

46 36 ตารางท 15 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยน เป นกล ม (GLS) ท างานได มากข นเม อได ท างาน ร วมก บผ อ น I get more work done when I work with others. เร ยนร ได มากข นเม อเร ยนเป นกล ม I learn more when I study with a group. เม ออย ในช นเร ยน จะร ได ด ท ส ดเม อ ได ท างานร วมก บผ อ น In class, I learn best when I work with others. สน กก บการท างานท ได ร บ มอบหมายร วมก บเพ อนร วมช น เร ยนสองสามคน I enjoy working on an assignment with two three classmates. ชอบเร ยนร วมก บผ อ น I prefer to study with others. *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ชาย (N = 59) หญ ง (N = 16) µ S.D. µ S.D. t Sig จากตารางท 15 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราช มงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษการเร ยนเป นกล ม (GLS) ไม แตกต างก น

47 37 ตารางท 16 ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยร ปแบบต างๆ ความส มพ นธ ระหว างเพศต อร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษ ความส มพ นธ ระหว างเพศก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การใช สายตา (VSL) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การฟ ง (ASL) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การกระท า (TLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตาม ล าพ ง (ILS) ความส มพ นธ ระหว างเพศก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การเร ยนเป นกล ม (GLS) *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ชาย (N = 59) หญ ง (N = 16) µ S.D. µ S.D. t Sig จากตารางท 16 พบว า น กศ กษาชายและหญ งของคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราช มงคลพระนคร ม ความค ดเห นต อร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ไม แตกต างก น

48 38 3. ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ตารางท 17 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) ล าด บ ท ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการใช สายตา (VSL) นเม อได อ านส งท คร เข ยน บนกระดาน I learn better by reading what the teacher writes on the chalkboard. นตอนการปฏ บ ต งานแล ว ท าให จดจ าได ด ข น When I read instructions, I remember them better. นเม อได อ านข นตอนการ ปฏ บ ต งาน I Understand better when I read instructions. 6 เร ยนร ได ด ข 10 เม อได อ านข 1 เข าใจได ด ข 4 เร ยนร ได ด ข นจากการอ านมากกว า การฟ งผ อ น I learn better by reading than by listening to someone. 9 สามารถเร ยนร จากการอ านต าราเร ยน ได มากกว าการฟ งค าบรรยายจากคร I learn more by reading textbooks than by listening to lectures. ท กด าน *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 แหล งความ แปรปรวน ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม SS df MS F Sig

49 39 จากตารางท 17 น กศ กษาท ม สาขาว ชาต างก น ม ความค ดเห นต อร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วย การใช สายตาท งโดย และรายด านไม ม ความแตกต างก น ตารางท 18 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) ล าด บ ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการ แหล งความ ท เร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) แปรปรวน SS df MS F Sig. 1 เม อคร บอกให ทราบถ งข นตอนในการ ระหว างกล ม * ปฏ บ ต งาน ท าให เข าใจมากข น ภายในกล ม When the teacher tells me the instructions I understand better. 7 เร ยนร ได ด ข นเม อม คนคอยบอก ระหว างกล ม ว ธ การท าส งต างๆ ในช นเร ยน ภายในกล ม When Someone tells me how to do something n class, I learn it better. 9 สามารถจดจ าส งท ได ย นในช นเร ยน ได ด กว าการอ าน I remember things I have heard in class better than things I have read. ระหว างกล ม ภายในกล ม อย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าบรรยายจากคร I learn better in class when the teacher gives a lecture. 0 เม ออย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ ง ค าอธ บายจากเพ อนร วมช นเร ยนสองสามคน I learn in class when I listen to someone. ท กด าน *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม * *

50 40 จากตารางท 18 พบว าน กศ กษาสาขาต างก นม ความส มพ นธ ก บภาพร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท 0.05 และเม อพ จารณารายข อพบว า เม อคร บอก ให ทราบถ งข นตอนในการปฏ บ ต งาน ท าให เข าใจมากข นและในรายข อเม ออย ในช นเร ยน เร ยนร ได ด ข นเม อได ฟ งค าบรรยายจากคร ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท 0.05 ตารางท 19 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) ล าด บ ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบ แหล งความ ท ว ธ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการกระท า (TLS) แปรปรวน SS df MS F Sig. 11 เร ยนร ได มากข นเม อได สร ปร ปแบบ ระหว างกล ม เก ยวก บเร องน นๆ ไว ภายในกล ม I learn more when I can make a model of something. 14 เร ยนร ได มากข นเม อได ท าโครงงานในช นเร ยน I learn more when I make something for a class project. ระหว างกล ม ภายในกล ม เร ยนร ได ด ข นเม อได วาดภาพประกอบ ในขณะท เร ยน I learn better when I make drawings as I study. การท ได ลงม อประด ษฐ ส งใดส งหน ง ท า ให สามารถจดจ าส งท เร ยนร มาได ด ข น When I build something. I remember what I have learned better. 5 สน กก บการท าโครงงานในช นเร ยน I enjoy making something for a class project. ภาพ *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม

51 41 จากตารางท 19 น กศ กษาสาขาต างก นไม ม ความส มพ นธ ก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ กระท า (TLS) ตารางท 0 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนใน สถานการณ ต างๆ (KLS) ล าด บ ท ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ ปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ชอบเร ยนด วยการลงม อปฏ บ ต ด วย ตนเองในช นเร ยน I prefer to learn by doing something in class. 8 เม อได ท าก จกรรมต างๆ ในช นเร ยน ท า ให ฉ นเร ยนร ได ด ข น When I do things in class. I learn better. 15 สน กก บการเร ยนเม อได ฝ กท าการ ทดลองในช นเร ยน I enjoy learning in class by doing experiments. 19 เข าใจส งต างๆ ได ด ข นเม อได ม ส วนร วมใน ก จกรรมการแสดง บทบาทสมมต ในช นเร ยน I understand things better in class when I participate in role-playing. 6 เม ออย ในช นเร ยน จะเร ยนร ได ด ท ส ดเม อม ส วนร วมในก จกรรมท เก ยวข องก บส งท เร ยน I learn best in class when I can participate in related activities. ภาพ แหล งความ แปรปรวน ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม SS df MS F Sig *

52 4 จากตารางท 0 พบว าน กศ กษาสาขาต างก นไม ม ความส มพ นธ ก บภาพของร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) แต เม อพ จารณาในรายข อพบว า น กศ กษา สาขาต างก นม ความส มพ นธ ก บรายข อเม อได ท าก จกรรมต างๆ ในช นเร ยนท าให ฉ นเร ยนร ได ด ข น อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท 0.05 ตารางท 1 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) ล าด บ ท ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) 13 จดจ าส งต างๆ ได ด ข นเม อได ศ กษาค นคว าด วย ตนเอง When I study alone, I remember things better. 18 เร ยนร ได ด ข นเม อท างานตามล าพ ง When I work alone, I learn better. แหล งความ แปรปรวน ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม SS df MS F Sig ขณะอย ในช นเร ยน จะท างานได ด ข นเม อท างาน ตามล าพ ง In class, I work better when I work alone. 8 ชอบลงม อท าโครงการต างๆ ด วยต วเอง I prefer working on projects by myself. 30 ชอบท างานด วยต วเอง I prefer to work by myself. ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ภาพ *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ระหว างกล ม ภายในกล ม

53 43 จากตารางท 1 พบว าน กศ กษาสาขาต างก นไม ม ความส มพ นธ ก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตาม ล าพ ง (ILS) ตารางท ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ล าด บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ ท เร ยนเป นกล ม (GLS) 3 ท างานได มากข นเม อได ท างานร วมก บ ผ อ น I get more work done when I work with others. 4 เร ยนร ได มากข นเม อเร ยนเป นกล ม I learn more when I study with a group. 5 เม ออย ในช นเร ยน จะร ได ด ท ส ดเม อได ท างานร วมก บผ อ น In class, I learn best when I work with others. 1 สน กก บการท างานท ได ร บมอบหมาย ร วมก บเพ อนร วมช นเร ยนสองสามคน I enjoy working on an assignment with two three classmates. 3 ชอบเร ยนร วมก บผ อ น I prefer to study with others. ภาพ แหล งความ แปรปรวน ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม SS df MS F Sig *

54 44 จากตารางท พบว าน กศ กษาสาขาต างก นม ไม ความส มพ นธ ระหว างเพศก บร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) แต เม อพ จารณารายข อพบว า สน กก บการท างานท ได ร บ มอบหมายร วมก บเพ อนร วมช นเร ยนสองสามคน ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท 0.05 ตารางท 3 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยร ปแบบต างๆ ร ปแบบ ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ท ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ 1 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ ใช สายตา (VSL) ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ ฟ ง (ASL) 3 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ กระท า (TLS) 4 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ ปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) 5 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษตามล าพ ง (ILS) 6 ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการ เร ยนเป นกล ม (GLS) ท กด าน *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 แหล งความ แปรปรวน ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม ระหว างกล ม ภายในกล ม SS df MS F Sig *

55 45 จากตารางท 3 พบว าน กศ กษาสาขาต างก นม ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บภาร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษไม แตกต างก น แต เม อพ จารณารายด านพบว า ความส มพ นธ ระหว างสาขาว ชาก บ ร ปแบบว ธ การเร ยนภาษาอ งกฤษด วยการฟ ง (ASL) ม ความส มพ นธ อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท 0.05 จ งทดสอบความส มพ นธ เป นรายค ตามสาขาว ชาโดยใช ว ธ ของเชฟเฟ ด งตารางท 4 ตารางท 4 เปร ยบเท ยบความส มพ นธ ของน กศ กษาท ม สาขาว ชาแตกต างก นเป นรายค สาขาว ชา x การท องเท ยว การโรงแรม ภาษาอ งกฤษเพ อ การส อสารสากล การท องเท ยว การโรงแรม * ภาษาอ งกฤษเพ อการ ส อสารสากล * จากตารางท 4 พบว า ค าเฉล ยความส มพ นธ ของน กศ กษาสาขาว ชาการโรงแรมก บสาขาว ชา ภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากลแตกต างก น อย างม น ยส าค ญทางสถ ต ท ระด บ 0.05 ตอนท 4 ระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา ผ ว จ ยได ท าการว เคราะห ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครโดยใช การหาค าความถ และร อยละของน กศ กษาจ าแนก ตามระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ จ านวนร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ และร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษ ผลการว เคราะห ข อม ลด งต อไปน 4.1 ระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา ผลการว เคราะห ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร โดยใช การหาค าความถ และร อยละของน กศ กษาจ าแนก ตามร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษและระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ด งตารางท 5

56 46 ตารางท 5 จ านวนและร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามร ปแบบการเร ยนและระด บการใช ร ปแบบ การเร ยน ระด บการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษ เป นหล ก (Major) เป นรอง (Minor) เล กน อย (Negligible) จ านวน ร อยละ จ านวน ร อย จ านวน ร อยละ จ านวน ร อยละ ละ - VLS TLS ALS GLS KLS ILS จากตารางท 5 พบว า น กศ กษาคณะศ ลปะศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคล พระนครม ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ใช เป นหล ก ค อ การเร ยนเป นกล ม จ านวน 58 คน ค ดเป น ร อยละ 6.13 การเร ยนด วยการฟ ง จ านวน 44 คน ค ดเป นร อยละ 19.8 การเร ยนด วยการปฏ บ ต ตน ในสถานการณ ต างๆ จ านวน 43 คน ค ดเป นร อยละ การเร ยนด วยการใช สายตา จ านวน 7 คน ค ดเป นร อยละ 1.16 การเร ยนด วยการกระท า จ านวน 5 คน ค ดเป นร อยละ 11.1 และการเร ยน แบบตามล าพ งน อยท ส ด จ านวน คน ค ดเป นร อยละ 9.91 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ใช เป นรอง ค อร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตาและ ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท ามากท ส ด จ านวน 187 คน ค ดเป นร อยละ 84.4 ร ปแบบการเร ยน แบบตามล าพ งจ านวน 183 คน ค ดเป นร อยละ 8.43 การเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ จ านวน 170 คน ค ดเป นร อยละ ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง จ านวน 165 คน ค ดเป น ร อยละ 74.3 และร ปแบบการเร ยนด วยการเร ยนเป นกล มน อยท ส ด จ านวน 150 คน ค ดเป นร อยละ 67.57

57 47 ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช เล กน อย ค อ ร ปแบบการเร ยนตามล าพ งมากท ส ด จ านวน 17 คน ค ดเป นร อยละ 7.66 ร ปแบบการเร ยนเป นกล ม จ านวน 14 คน ค ดเป นร อยละ 6.30 ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง จ านวน 13 คน ค ดเป นร อยละ 5.86 ร ปแบบการเร ยนด วยการกระท า จ านวน 10 คน ค ดเป นร อยละ 4.50 ร ปแบบการเร ยนแบบด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ จ านวน 9 คน ค ดเป นร อยละ 4.05 ร ปแบบการเร ยนด วยการใช สายตาน อยส ด จ านวน 8 คน ค ดเป น ร อยละ จ านวนร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา ผลการว เคราะห จ านวนร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษา โดยใช การหา ค าความถ และร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามจ านวนร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ด งน ตารางท 6 จ านวนและร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามจ านวนของร ปแบบการเร ยนท ชอบใช จ านวนร ปแบบท ชอบใช จ านวน ร อยละ - ไม ม - ม 1 ร ปแบบ - ม ร ปแบบ - ม 3 ร ปแบบ - ม 4 ร ปแบบ - ม 5 ร ปแบบ - ม 6 ร ปแบบ จากตารางท 6 น กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ส วนใหญ ไม ม ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช ค ดเป นร อยละ 58.1 รองลงมาค อ ม ร ปแบบท ชอบใช เพ ยง 1 ร ปแบบ ค ดเป นร อยละ 18.0 ม ร ปแบบท ชอบใช ร ปแบบ ค ดเป นร อยละ 10.4 ม ร ปแบบท ชอบใช 4 ร ปแบบ ค ดเป นร อยละ 5.0 ม ร ปแบบท ชอบใช 3 ร ปแบบ ค ดเป นร อยละ 3.6 และม ร ปแบบท ชอบใช 5 ร ปแบบ ค ดเป นร อยละ.7 ตามล าด บ และม ร ปแบบท ชอบใช ท ง 6 ร ปแบบน อยท ส ด ค ดเป นร อยละ.

58 ตารางท 7 จ านวนและร อยละของร ปแบบการเร ยนท น กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ย เทคโนโลย ราชมงคลพระนครชอบใช ร ปแบบท ใช จ านวน ร อยละ VLS & ALS & TLS & KLS & ILS & GLS VLS & ALS & KLS & ILS & GLS. VLS & ALS & TLS & KLS & GLS. ALS & TLS & KLS & ILS & GLS. ALS & TLS & KLS & GLS VLS & ALS & TLS & GLS. VLS & ALS & TLS & KLS VLS & ALS & KLS & GLS. VLS & ALS & KLS & ILS VLS & KLS & GLS. ALS & KLS & GLS VLS & TLS & KLS VLS & ALS & GLS VLS & ILS & GLS TLS & KLS & GLS ILS & GLS. ALS & GLS KLS & GLS 3 3. TLS & ILS TLS & GLS VLS & ILS VLS & ALS. ALS & ILS TLS & KLS ALS & KLS

59 49 ตารางท 7 จ านวนและร อยละของร ปแบบการเร ยนท น กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ย เทคโนโลย ราชมงคลพระนครชอบใช (ต อ) VLS & GLS VLS & KLS KLS & ILS VLS & TLS ILS KLS GLS VLS ALS TLS จากตารางท 7 น กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครส วน ใหญ ชอบใช ร ปแบบการเร ยนด วยการเร ยนเป นกล ม (GLS) ค ดเป นร อยละ 16.3 รองลงมาค อ ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ค ดเป นร อยละ 8.6 ร ปแบบการเร ยน ด วยการฟ ง (ALS) ค ดเป นร อยละ 6.5 และร ปแบบการเร ยนตามล าพ ง (ILS) ค ดเป นร อยละ 6.5 ตามล าด บ ตอนท 5 ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บภ ม หล งของน กศ กษา 5.1 ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บเพศ ผลการว เคราะห ความแตกต างของร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะ ศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลระหว างเพศ ด วยการทดสอบไคสแควร ด งน

60 50 ตารางท 8 จ านวนและร อยละของน กศ กษาจ าแนกตามเพศ และร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช เพศ VLS TLS ALS GLS KLS ILS X p ชาย (13.89) (9.7) (19.45) (3.61) (0.83) (1.50) (100) หญ ง 17 (11.57) 18 (1.4) 30 (0.41) 41 (7.89) 8 (19.05) 13 (8.84) 147 (100) 7 (1.33) 5 (11.4) 44 (0.09) 58 (6.48) 43 (19.63) (10.05) 19 (100) *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต 0.05 จากตารางท 8 น กศ กษาเพศชายและหญ งม ร ปแบบการเร ยนท ชอบใช คล ายคล งก น ค อ น กศ กษาชายและหญ งชอบใช ร ปแบบการเร ยนเป นกล ม (GLS) มากท ส ด ค ดเป นร อยละ 6.48 ตามล าด บรองลงมาค อ ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (ALS) ค ดเป นร อยละ 0.09 ร ปแบบการเร ยน ด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ค ดเป นร อยละ ตามล าด บ เม อทดสอบความแตกต างของร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษามหาว ทยาล ย ระหว างเพศของน กศ กษา พบว า ท ระด บน ยส าค ญทางสถ ต 0.05 น กศ กษาชายและหญ งม ร ปแบบ การเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช ไม แตกต างก น (X = 1.934, p= 0.709)

61 51 5. การว เคราะห ความแตกต างระหว างร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษก บสาขาว ชา ตารางท 9 จ านวนและร อยละของน กศ กษามหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนครจ าแนกตาม สาขาว ชา และร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช คณะ VLS TLS ALS GLS KLS ILS 1. การท องเท ยว (13.04) (10.87) (3.91) (8.6) (1.74) (.17) (100). การโรงแรม (9.68) (11.83) (3.65) (5.81) (19.35) (9.68) (100) 3. ภาษาอ งกฤษ เพ อการส อสาร (15.58) (10.39) (14.9) (5.98) (18.18) (15.58) (100) สากล 7 (1.50) *ระด บน ยส าค ญทางสถ ต (11.11) 44 (0.37) 57 (6.39) 4 (19.44) (10.19) 16 (100) X p จากตารางท 9 พบว าน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคล พระนครท ง 3 สาขาว ชา ชอบใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษคล ายคล งก น ค อ ร ปแบบการเร ยน เป นกล ม (GLS) มากท ส ด ภาพค ดเป นร อยละ 6.39 รองลงมา ค อ ร ปแบบการเร ยนด วยการฟ ง (ALS) ค ดเป นร อยละ 0.37 และ ร ปแบบการเร ยนด วยการปฏ บ ต ตนในสถานการณ ต างๆ (KLS) ค ด เป นร อยละ ตามล าด บ เม อทดสอบความแตกต างของร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาระหว าง สาขาว ชาของน กศ กษา พบว า ท ระด บน ยส าค ญทางสถ ต 0.05 น กศ กษาท อย สาขาว ชาแตกต างก นม ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท ชอบใช ไม แตกต างก น (X = 8.58, p = 0.396)

62 5 ตอนท 6 ความค ดเห นเพ มเต มเก ยวก บร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษท พ งประสงค ของ น กศ กษา จากการว เคราะห ความค ดเห นหร อข อเสนอแนะเพ มเต มเก ยวก บร ปแบบการเร ยน ภาษาอ งกฤษท พ งประสงค ของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคล พระนครท ง 3 สาขาว ชา พอจะสร ปได ด งน น กศ กษาท ง 3 สาขาว ชา ชอบเร ยนหร อท าก จกรรมในช นเร ยนเป นกล มก บเพ อนๆ มากท ส ด รองลงมา ค อ ชอบเร ยนแบบฟ งค าบรรยายหร อการอธ บายจากอาจารย ผ สอน และอยากฟ งเส ยง ภาษาอ งกฤษจากเจ าของภาษา เร ยนจากการฟ งเพลง หร อว ด โอ นอกจากน น น กศ กษาย งชอบเร ยนโดยการปฏ บ ต หร อท าก จกรรมส นทนาการต างๆ เช น เล นเกมส ภาษาอ งกฤษสน กๆ ในช นเร ยน หร อฝ กพ ดสนทนาก บเจ าของภาษาจร งๆ ในช นเร ยน ท งอยากให อาจารย ผ สอนเน นเร องค าศ พท โดยเฉพาะการออกเส ยงและความหมายของค าศ พท ต วอย างความค ดเห นเพ มเต มของน กศ กษา ม ด งน ต วอย างความค ดเห นชอบเร ยนแบบกล ม อยากให เร ยนภาษาอ งกฤษแบบท างานเป นกล ม ชอบท างานเป นกล มมากกว าเด ยวเพราะค ดว าท างานได ด มากกว าท างานเพ ยงคนเด ยว เร ยนร ก บเพ อนๆเป นกล มจะท าให เข าใจมากข นกว าการฟ งอาจารย บรรยายอย างเด ยว ถ าม เพ อนมา อธ บายซ าจะเข าใจมากข น ได ท างานร วมก บเพ อน เร ยนร วมก บเพ อน ม ก จกรรมร วมก นจะเข าใจมากกว า ต วอย างความค ดเห นชอบเร ยนด วยการฟ ง อยากให อาจารย อธ บายท กข นตอนและรายละเอ ยดเพ อเพ มความเข าใจมากข น อยากให อาจารย อธ บายให เข าใจด วยการยกต วอย างประกอบและเป ดโอกาสให ถามหล งเล กเร ยน อธ บายโดยละเอ ยดแบบได ใจความส าค ญเพ อให เข าใจความหมายได ง ายและช ดเจนข น อยากให ม อาจารย ต างประเทศเข ามาสอนบ าง จะได เร ยนก บเจ าของภาษาโดยตรงและช วยให น กศ กษาได ส าเน ยงการออกเส ยง ภาษาอ งกฤษของอาจารย ต างชาต แล วน ามาปร บปร งการออกเส ยง ของตนเองได ด ย งข น ต องเป ดเพลงภาษาอ งกฤษให ฟ ง สอนเป นเพลง

63 53 อยากให เน นการเร ยนท เป นเพลงเพราะม นจ าง ายและอยากท จะเร ยนมากข น ควรม อาจารย ผ สอนท มาจากต างประเทศบ าง เพ อการเร ยนท ม ประส ทธ ภาพ ต วอย างความค ดเห นชอบเร ยนด วยการปฏ บ ต อาจารย ควรม เทคน คการสอนท สน กสนาน เพล ดเพล น เพ อให น กศ กษาผ อนคลายในการเร ยน เช น ก จกรรมน นทนาการท เก ยวก บการเร ยนการสอน อยากเร ยนก บเจ าของภาษา ฝ กส อสารก บอาจารย ชาวต างชาต ควรม ก จกรรมน นทนาการ เป นเกมส เก ยวก บภาษาอ งกฤษเพ อให เก ดไหวพร บในการใช ภาษาอ งกฤษและสน กก บการเร ยนภาษาอ งกฤษ เร ยนแบบม ส อการสอนต างๆ เช น โทรท ศน คอมพ วเตอร หร อต วอย างประกอบ ซ งสามารถท าให เห นภาพ และเร ยนร ได เข าใจง ายข น และสามารถเป นส งกระต นให น กศ กษาอยากเร ยนร มากข น อยากให ม การร องเพลงเพ อให จดจ าศ พท ในช นเร ยน ม เพลงหร อดนตร ประกอบท านอง ม การฝ กพ ด ฝ กปฏ บ ต

64 54 บทท 5 สร ปผล อภ ปรายผล และข อเสนอแนะ การว จ ยคร งน เป นการว จ ยเช งพรรณนา (Descriptive Research) เพ อศ กษาร ปแบบการ เร ยนภาษาอ งกฤษของน กศ กษาคณะศ ลปศาสตร มหาว ทยาล ยเทคโนโลย ราชมงคลพระนคร ประชากรในการศ กษา ค อน กศ กษาระด บปร ญญาตร ช นป ท 1 ภาคปกต หล กส ตร 4 ป จ านวน 48 คน ท ลงทะเบ ยนเร ยนว ชาภาษาอ งกฤษ ในภาคเร ยนท ป การศ กษา 555 โดยแบ งน กศ กษา ตามสาขาว ชา ได แก การท องเท ยว การโรงแรม และภาษาอ งกฤษเพ อการส อสารสากล เคร องม อท ใช ในการว จ ยค อ แบบสอบถามส ารวจร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ การว เคราะห ข อม ล ใช โปรแกรมคอมพ วเตอร ส าเร จร ปทางสถ ต สถ ต ท ใช ค อ ความถ ร อยละ ค าเฉล ย และส วน เบ ยงเบนมาตรฐาน 1. สร ปผลการว จ ย ผลการศ กษาพบว า 1. ด านความแตกต างของร ปแบบการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ ภาพท 1 ความแตกต างของการใช ร ปแบบการเร ยนภาษาอ งกฤษ